Category: Campus

  • LimeLight Phuket พื้นที่สร้างสรรค์ “พอดีกับชีวิตในเมือง”

    LimeLight Phuket พื้นที่สร้างสรรค์ “พอดีกับชีวิตในเมือง”

    เรื่องโดย ศุภกิตติ์ คุณา

    แทบไม่มีใครเชื่อว่าการจัดงานบนลานกิจกรรมของเอกชนนั้นจะเป็นงานที่ปลอดแอลกอฮอล์ได้โดยที่ไม่มีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ขาย แต่ที่นี่สามารถจัดการพื้นที่ให้ปลอดเหล้าได้มาแล้วกว่า 16 ปี พาชวนกันล่องใต้เที่ยวสงกรานต์ที่จังหวัดภูเก็ต หนึ่งในจังหวัดที่นักท่องเที่ยวให้ความสนใจในกิจกรรมสงกรานต์ไม่แพ้หัวเมืองในภาคอื่น จังหวัดภูเก็ตนอกจากสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติแล้ว โซนเมืองเก่าที่มีอาคารรูปสถาปัตยกรรมลูกผสม สไตล์ชิโน-โปรตุกีส ก็มีความเป็นเอกลักษณ์และสวยงาม เป็นจุดถ่ายรูปเช็คอินไม่แพ้กัน

    ถัดไปอีกพาเดินลัดเลาะไปตามถนนดีบุก รอบๆย่านเมืองเก่าภูเก็ต มีตึกอาคารทรงโมเดิร์นที่ดูเรียบง่าย ตั้งอยู่ริมทางถนนดีบุก ที่นี่คือ “LimeLight Phuket” ที่แห่งนี้ไม่ได้นิยามตัวเองว่าเป็นเพียง ‘ห้างสรรพสินค้า’ แต่มองเป็น ‘พื้นที่ส่วนกลาง’ ของคนภูเก็ต ซึ่งที่แห่งนี้เป็นพื้นที่จัดงานกิจกรรมปลอดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์โดยเอกชนแห่งแรกของประเทศเลยก็ว่าได้ จุดเริ่มต้นที่ยาวนานราว 16 ปีของการทำตลาดนัด และ 12 ปี ที่จัดลานสร้างสรรค์และกิจกรรมอย่าง “สงกรานต์โนแอล” ให้กลายเป็นบรรทัดฐานใหม่ของสังคม

    LimeLight ความพอดีในยุคที่เปลี่ยนแปลงเร็ว

    นายณรงค์ พรหมจิตต ผู้จัดการฝ่ายกิจกรรม ศูนย์การค้าไลม์ไลท์อเวนิวภูเก็ต (LimeLight Avenue Phuket)  ให้ข้อมูลว่า “เราไม่ใช่ห้างฯ ที่มีทุกอย่าง แต่เราคือที่ที่มีสิ่งที่คุณต้องการจริงๆ” บนเนื้อที่ประมาณ 6 ไร่ใจกลางเมืองภูเก็ต ซึ่งหากมองในมุมธุรกิจอสังหาริมทรัพย์นี่คือทำเลทองที่สามารถสร้างตึกสูงหรือห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ได้ แต่ทีมบริหารกลับเลือกที่จะสร้างอาคารที่มีขนาดกะทัดรัด พร้อมแบ่งพื้นที่ส่วนหนึ่งให้เป็นลานกิจกรรมกลางแจ้ง สโลแกนของเราคือ “พอดีกับชีวิตในเมือง” คำว่าพอดีของคุณณรงค์มีความสำคัญสำหรับคนในยุคนี้ เราไม่ต้องเดินหลงอยู่ใน Hall กว้างๆ เป็นชั่วโมงเพื่อหาของชิ้นเดียว แต่ที่นี่หากคุณเดินเข้ามา แวะร้านอาหารที่คุ้นเคย ส่งลูกไปเรียนพิเศษ ทำเล็บ หรือซื้อของใช้จำเป็น ทุกอย่างมันจบได้ในเวลาที่กระชับ นี่คือสิ่งที่คนเมืองภูเก็ตต้องการจริงๆ” ภายในพื้นที่ของ LimeLight ถูกออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ Eco-system ของครอบครัวคนเมือง ชั้นบนอาจจะเป็นสถาบันสอนเต้น สอนดนตรี หรือเทควันโด ในขณะที่ชั้นล่างเป็นร้านกาแฟและพื้นที่นั่งรอสำหรับพ่อแม่ มันไม่ใช่แค่การมาซื้อของ แต่คือการมาใช้ชีวิตร่วมกัน

    “หลาดปล่อยของ” พื้นที่ที่ไม่เคยหลับใหลของคนรุ่นใหม่

    หากจะพูดถึง LimeLight แล้วไม่พูดถึง “หลาดปล่อยของ” (Phuket Indy Market) ก็คงเหมือนมาภูเก็ตแล้วไม่ได้กินหมี่ฮกเกี้ยน ตลาดนัดแห่งนี้ยืนหยัดคู่เมืองภูเก็ตมานานกว่า 16 ปี และเป็นโมเดลต้นแบบของตลาดนัดสร้างสรรค์ในยุคแรกๆ จุดเริ่มต้นของหลาดปล่อยของมาจากความตั้งใจที่อยากให้เด็กๆ ในภูเก็ตมีพื้นที่แสดงออก มีโรงเรียนมัธยมใหญ่ๆ อยู่ใกล้ๆ สองแห่ง (โรงเรียนสตรีภูเก็ต และโรงเรียนภูเก็ตวิทยาลัย) ซึ่งคุณณรงค์มองเห็นถึงเด็กๆ มีความสามารถ ทั้งการทำงานแฮนด์เมด ทั้งดนตรี แต่เขาไม่มีที่ปล่อยของ เลยคิดว่าเอาลานจอดรถนี่แหละ มาจัดเป็นตลาดในช่วงเย็นวันพุธ พฤหัสบดี และศุกร์”

    ความสำเร็จของหลาดปล่อยของในที่ผ่านมานั้น ไม่ใช่แค่เรื่องของตัวเลขกำไร แต่คือการสร้างจิตวิญญาณผู้ประกอบการให้กับเยาวชน หรือ Entrepreneur Spirit จากหลายคนที่เคยมาตั้งโต๊ะขายของทำมือเล็กๆ ในพื้นที่แห่งนี้ วันนี้กลายเป็นเจ้าของแบรนด์ใหญ่ หรือเป็นศิลปินที่มีชื่อเสียง เสน่ห์ของพื้นที่นี้ คือความดิบและความจริงใจ โดยจะเห็นนักเรียนมาดีดกีตาร์ร้องเพลง เห็นคุณป้าเอาขนมสูตรโบราณมาขายคู่กับงานอาร์ตของวัยรุ่น มันกลายเป็นจุดนัดพบที่คนทุกวัยมาเจอกันได้โดยไม่รู้สึกขัดเขิน

    สงกรานต์โนแอลภูเก็ต

    ย้อนกลับไปเมื่อ 12 ปีก่อน ภาพของสงกรานต์ในหัวของคนส่วนใหญ่ คือการดื่มหนัก มีรถกระบะบรรทุกน้ำ และความวุ่นวายที่มักจบลงด้วยอุบัติเหตุหรือการทะเลาะวิวาท การที่ภาคเอกชนรายเล็กๆ อย่าง LimeLight ลุกขึ้นมาประกาศว่าจะจัดงานสงกรานต์แบบ “ไร้แอลกอฮอล์ 100%” จึงเป็นเรื่องที่ท้าทายอย่างมาก โดยสงกรานต์โนแอลนี้ เกิดขึ้นภายหลังจากทำตลาดนัดหลาดปล่อยของมาได้สัก 4 ปี ซึ่งตลาดนัดแห่งนี้ก็ไม่มีการขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มาก่อนหน้านี้เช่นกัน

    คุณณรงค์บอกว่า “ตอนนั้นไม่มีใครเชื่อเราเลยครับ ในยุคบุกเบิกแม้แต่หน่วยงานรัฐบางแห่งยังตั้งคำถามว่า มันจะสนุกเหรอ ใครจะมา งานสงกรานต์มันต้องมีเหล้ามีเบียร์สิถึงจะคึกคัก แต่เรายืนยันในเจตนารมณ์ เพราะเราเห็นปัญหาที่เกิดขึ้นจริงบนท้องถนน เราไม่อยากให้พื้นที่ของเราเป็นต้นเหตุของความสูญเสีย”

    ที่ LimeLight เริ่มต้นจากการเป็นฟันเฟืองเล็กๆ ร่วมกับทางจังหวัด องค์การบริหารส่วนจังหวัดภูเก็ต (อบจ.) เทศบาลนครภูเก็ต และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เข้ามาช่วยเติมเต็มแนวคิดนี้ สงกรานต์ปลอดภัย สนุกได้ไม่มีแอลกอฮอล์ ให้เป็นรูปธรรมมากขึ้น โดยมีการสร้างกฎเหล็กขึ้นมา 4 ข้อ คือ โนแอลกอฮอล์, ไม่แป้ง, ไม่น้ำแข็ง และไม่สี โดยให้เป็นการเล่นน้ำที่สะอาดและปลอดภัย ผลลัพธ์ในปีแรกนั้น พ่อแม่ผู้ปกครองพาลูกหลานมากันล้นหลาม จากการสอบถามผู้ปกครองบอกว่ารู้สึกสบายใจที่จะปล่อยให้ลูกมาเล่นน้ำที่นี่ แม้ว่าความสำเร็จนี้ ไม่ได้วัดที่รายได้ยอดขายจากเครื่องดื่ม แต่วัดที่รอยยิ้มของพ่อแม่ที่เห็นลูกกลับบ้านอย่างปลอดภัย

    จากลานกิจกรรมขยายสู่งานระดับจังหวัด

    จากจุดเริ่มต้นเล็กๆ ภายในพื้นที่ของ LimeLight ที่สร้างความน่ารักและปลอดภัยของงานสงกรานต์โนแอลได้ขยายวงกว้างขึ้นเรื่อย ๆ จนในปัจจุบันงานนี้ได้กลายเป็นงานระดับจังหวัด ที่ปิดถนนดีบุกในเมืองภูเก็ตทั้งเส้นเพื่อรองรับผู้คนที่มาท่องเที่ยวและเล่นน้ำสงกรานต์

    คุณณรงค์ยังให้ข้อมูลเกี่ยวกับการจัดงานที่ไม่ได้มีแค่การร้องรำทำเพลงหรือความบันเทิงเพียงอย่างเดียว หนึ่งในนั้นคือเรื่องของประเพณีและวัฒนธรรม ที่ผ่านมาเราเห็นภาพที่น่าประทับใจมาก คือคนแต่งชุดไทยมาเล่นน้ำกันมากขึ้น มีการอัญเชิญพระพุทธรูปมาให้สรงน้ำ มีโซนรดน้ำดำหัวผู้ใหญ่ มันกลายเป็นการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมไปโดยปริยาย

    นอกจากนี้การจัดงานสงกรานต์ของ LimeLight ยังคำนึงถึงวิถีคนภูเก็ตอย่างแท้จริง โดยงานจะเริ่มในช่วงบ่ายและสิ้นสุดในเวลาประมาณ 3 ทุ่ม ซึ่งถือเป็นเวลาที่พอดีสำหรับการพักผ่อนและการเดินทางกลับบ้าน ซึ่งคนภูเก็ตในพื้นที่จริงๆ จะเล่นน้ำกันพอหอมปากหอมคอ ไม่ได้เล่นลากยาวจนเช้า การจบงานตอนสามทุ่มทำให้เมืองกลับมาสงบสุข และเจ้าหน้าที่สามารถเคลียร์พื้นที่ได้ง่ายขึ้น เป็นการอยู่ร่วมกันระหว่างการจัดงานอีเวนต์กับความเป็นอยู่ของคนในพื้นที่ ด้วยความที่ระยะเวลาในการจัดงานนั้นยังมีความสนุกสนาน โดยในปีนี้ (2569) จึงขยายเวลาไปจนถึง 4 ทุ่ม

    จุดเชื่อมระหว่างท้องถิ่นและสากล

    นอกจากสงกรานต์โนแอลแล้วนั้น ความน่าสนใจอีกอย่างของ LimeLight คือการผสมผสานร้านค้าภายในพื้นที่ จะมีทั้งร้านแบรนด์เนมที่ได้มาตรฐาน และร้านที่เป็นแบรนด์ท้องถิ่น หรือร้าน Local ของคนภูเก็ตแท้ๆ การจัดวางร้านค้าเหล่านี้ไม่ได้ถูกมองว่าเป็นการแข่งขัน แต่เป็นการเกื้อกูลกัน ทางผู้บริกหารมองว่า อยากให้ LimeLight เป็นทางออกให้กับ SMEs ภูเก็ตด้วย ร้านไหนดี ร้านไหนเด็ด ก็ชวนมาอยู่ในพื้นที่ เพื่อเติบโตไปพร้อมกัน ในขณะเดียวกันแบรนด์ใหญ่ๆ ก็ช่วยดึงดูดทราฟฟิกให้คนเดินเข้ามามากขึ้น มันคือความสมดุลที่ทำให้เราอยู่รอดมาได้ท่ามกลางวิกฤตต่างๆ รวมถึงโควิด-19 ที่ผ่านมา

    ทางผู้บริหารยังย้ำถึงบทบาทของการเป็น ‘Good Citizen’ หรือพลเมืองที่ดีของเมืองภูเก็ต โดยการเปิดพื้นที่ให้หน่วยงานต่างๆ มาใช้ประโยชน์ ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมรณรงค์ด้านสุขภาพ การจัดนิทรรศการศิลปะ หรือการประชุมกลุ่มย่อยของคนในชุมชน

    มองอนาคตเป็นพื้นที่ เติบโตกับความทรงจำ

    เมื่อถามถึงอนาคตของ LimeLight คำตอบที่ได้ไม่ใช่การขยายสาขาให้ครอบคลุมทั่วประเทศ หรือการสร้างตึกที่สูงที่สุด แต่เป็นการทำหน้าที่ “พื้นที่แห่งความสุข” ให้ดีที่สุดและยั่งยืนที่สุด คุณณรงค์ยังกล่าวถึงพื้นที่แห่งนี้ว่า “เราอยากให้คนที่เคยมาหลาดปล่อยของเมื่อ 10 ปีก่อน ในวันที่เขายังเป็นนักเรียน วันนี้เขาสามารถพาลูกของเขามาเดินที่ LimeLight แล้วบอกลูกได้ว่า ที่นี่แหละที่พ่อเคยมาขายของ ที่นี่แหละที่แม่เคยมาเล่นสงกรานต์แบบปลอดภัย”

    เป้าหมายใหญ่ของ LimeLight คือการรักษามาตรฐาน และส่งต่อแนวคิด “สงกรานต์โนแอล” ให้กลายเป็นเอกลักษณ์ที่เข้มแข็งของภูเก็ต เพื่อให้ทั่วโลกได้รับรู้ว่า การเฉลิมฉลองที่ยิ่งใหญ่และสนุกสุดเหวี่ยง ไม่จำเป็นต้องแลกมาด้วยความเสี่ยงหรือแอลกอฮอล์เสมอไป

    สงกรานต์โนแอล ทำให้เราเห็นว่า LimeLight Phuket จุดเริ่มต้นจากพื้นที่ของเอกชน ที่ต้องต้องการความปลอดภัยให้เยาวชน แม้ไม่ใช่แค่โครงการอสังหาริมทรัพย์ที่สร้างขึ้นเพื่อหวังผลกำไรเพียงอย่างเดียว แต่คือเจตจำนงของกลุ่มคนที่มีความรักเมืองภูเก็ต และอยากเห็นเมืองแห่งนี้มีพื้นที่พักผ่อนที่ปลอดภัย มีคุณค่า และที่สำคัญที่สุดคือ “มีความพอดีกับชีวิต”

  • เทศกาลดนตรีปลอดเหล้า

    เทศกาลดนตรีปลอดเหล้า

    เรื่องโดย ศุภกิตติ์ คุณา

    ไทยแลนด์เมืองแห่งเทศกาล ไม่ว่าจะเป็นทุกช่วงของฤดูกาล ประเทศไทยมีเทศกาลให้เที่ยวตลอดทั้งปี นอกจากเทศกาลท่องเที่ยวตลอดทั้งปีแล้ว เมืองไทยขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองแห่งเทศกาลดนตรีและคอนเสิร์ต ในปี 2567 ที่ผ่านมาประเทศไทยจัดคอนเสิร์ตไม่ต่ำกว่า 300 คอนเสิร์ต สร้างคุณค่าและเม็ดเงินมหาศาล รวมถึงการขับเคลื่อนภาคธุรกิจที่เกี่ยวข้อง เช่น ที่พัก การเดินทาง และการใช้จ่ายอื่นๆ ยังไม่นับรวมถึงการจัดแสดงดนตรีวงใหญ่ๆ หรือคอนเสิร์ตกลางแจ้งทั้งลูกทุ่งหมอลำตามภูมิภาคต่างๆที่อาจจะหลุดการสำรวจไป การเติบโตของการแสดงดนตรีหรือในรูปแบบคอนเสิร์ตยังได้รับความนิยมและเติบโตอย่างต่อเนื่อง หลังจากที่ผ่านช่วงโควิด-19 มา

    การใช้เทศกาลดนตรีหรือวงดนตรีดังในท้องถิ่น เป็นเครื่องมือส่วนหนึ่งของการตลาดในการจัดงาน ปัจจุบันเริ่มมีหลากหลายรูปแบบให้เห็นมากขึ้น โดยเฉพาะงานกาดชาดประจำจังหวัดที่มีการจัดงานแทบทุกจังหวัด หรือแม้แต่งานประจำปีระดับอำเภอหรือท้องถิ่น มีทั้งแบบเข้าชมฟรีและซื้อตั๋วเข้าชม หากไม่นับฐานแฟนคลับของศิลปินที่ติดตามไปเกือบทุกที่อยู่แล้ว เมื่อเทียบดูเทศกาลดนตรีหรือกิจกรรมที่มีศิลปินดังและกำลังได้รับความนิยมไปเล่นในงาน งานนั้นก็จะเป็นกระแสได้ง่ายกว่าและมีมูลค่าการตลาดสูง

    นอกจากเทศกาลดนตรีแล้วสิ่งที่พ่วงมาด้วยกับงาน ส่วนใหญ่จะเป็นอาหารและเครื่องดื่ม และ 80-90% มักจะมีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ขายในงานและเป็นผู้สนับสนุนอยู่ด้วย และหนึ่งในประเด็นที่ถูกพูดถึงมากในวงการเทศกาลดนตรี คือเรื่องของการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ภายในงาน ซึ่งมักจะเป็นส่วนหนึ่งของบรรยากาศและรายได้หลักของงาน แต่ในขณะเดียวกันก็สร้างปัญหาด้านความปลอดภัยและสุขภาพให้กับผู้เข้าร่วมงาน โดยเฉพาะในกลุ่มเยาวชนที่อาจได้รับผลกระทบจากพฤติกรรมเสี่ยงต่าง ๆ ชวนผู้อ่านลองคิดกลับกันหากงานที่ไม่มีการจำหน่ายหรือบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์นั้นจะเป็นแบบไหน

    เทศกาลดนตรีปลอดเหล้า

    คือ กิจกรรมที่จัดขึ้นเพื่อส่งเสริมบรรยากาศแห่งความสนุกสนานผ่านเสียงดนตรีโดยปราศจากการใช้เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในงานนั้น ๆ ทั้งในส่วนของการจำหน่ายและการบริโภคจริงภายในพื้นที่จัดงาน โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย เป็นมิตร และเหมาะสมสำหรับทุกกลุ่มวัย โดยเฉพาะเยาวชนและครอบครัว ซึ่งแตกต่างจากงานเทศกาลดนตรีทั่วไปที่มักมีการจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นส่วนหนึ่งของรายได้และบรรยากาศของงาน

    เหตุผลที่ทำให้งานเทศกาลดนตรีแบบไม่มีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์นี้ได้รับความสนใจและความนิยมเพิ่มมากขึ้น ประการแรก คือ การสร้างพื้นที่ปลอดภัยและเป็นมิตรสำหรับทุกวัย งานที่ปลอดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ช่วยลดความเสี่ยงจากเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ และเปิดโอกาสให้ครอบครัวและเด็ก ๆ สามารถเข้าร่วมได้อย่างสบายใจ อีกทั้งศิลปินหลายวงเป็นขวัญใจสำหรับเด็ก ที่อายุต่ำกว่า 20 ปี โดยส่วนมากแล้วหากจัดงานที่มีการจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์หรือไม่ได้จัดโซนนิ่งการเข้างานสำหรับเด็กและผู้ปกครองก็อาจจะไม่สามารถเข้าไปในงานได้ และกรณีศึกษาของผู้เขียนเอง ยกตัวอย่าง งานคอนเสิร์ตศิลปินวงเปเปอร์ เพลนส์ ‘Paper Planes’ จนได้รับฉายาหัวหน้าแก๊งฟันน้ำนมผู้ยิ่งใหญ่ ซึ่งเป็นกระแสได้รับความนิยมมีฐานแฟนคลับจากวัยรุ่นฟันน้ำนม หรือเด็กวัยช่วงปฐมวัยเลยก็ว่าได้ การจัดการเรื่องของการแสดง หากจัดในร้านหรือสถานที่จำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่ไม่ได้จัดโซนและปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด เด็กๆที่เป็นฐานแฟนคลับก็จะไม่สามารถเข้ารับชมได้ แม้ว่าผู้ปกครองจะเข้าได้ก็ตาม หากมีการจัดการที่ดีอย่างเทศกาลดนตรี PELUPO 2024 เทศกาลดนตรีระดับโลกของไทย ที่มีการจัดโซนสำหรับเด็กเพื่อความปลอดภัยและปฏิบัติตามกฎหมาย  ประการที่สอง การดื่มเหล้าในงานเทศกาลดนตรี มักนำไปสู่พฤติกรรมเสี่ยง เช่น ความรุนแรง อุบัติเหตุ และปัญหาสุขภาพต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มเยาวชนและวัยรุ่น ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายหลักของงานดนตรีที่เล่นตามงานกาชาด งานอินดี้และเทศกาลดนตรีต่าง ๆ ที่ไม่มีการควบคุม และประการที่สาม เป็นการส่งเสริมค่านิยมและวัฒนธรรมที่ดี เทศกาลดนตรีแบบไม่มีเหล้า เช่น เทศกาลโคตรอินดี้ในประเทศไทย ได้สร้างต้นแบบงานดนตรีที่เน้น “ไม่ดื่ม ไม่สูบ ไม่เสพ” เพื่อปลูกจิตสำนึกความเป็นพลเมืองที่รักสันติภาพและสันติวิธี โดยไม่ใช้ความรุนแรง โดยแนวโน้มของสังคมที่ตระหนักถึงสุขภาพและความยั่งยืน ผู้คนเริ่มให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพและสิ่งแวดล้อมมากขึ้น งานเทศกาลดนตรีปลอดเหล้าจึงสอดคล้องกับแนวคิดความที่เน้นย้ำความปลอดภัย ลดการสูญเสีย และยังสนุกได้

    โคตรอินดี้ เทศกาลต้นแบบงานดนตรีปลอดเหล้า

    เทศกาลดนตรีโคตรอินดี้ (Kod Indy Festival) โดย “อินดี้” มาจากคำว่า “independent” ในภาษาอังกฤษ แปลว่า “อิสระ”ถือเป็นหนึ่งในเทศกาลดนตรีอิสระ ที่มีชื่อเสียงและได้รับการยอมรับในประเทศไทย จัดขึ้นครั้งแรก เมื่อ พ.ศ.2546 ณ โรงภาพยนต์นิวแหลมทอง เยาวราช หลังจากนั้นได้จัดใหญ่ที่สนามม้านางเลิ้ง และออนทัวร์ทั่วทุกภาคของไทย โดยมีจุดเด่นสำคัญ คือ การไม่จำหน่ายหรืออนุญาตให้บริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ภายในงาน ซึ่งถือเป็นแนวทางที่สร้างความแตกต่างและส่งเสริมบรรยากาศที่ปลอดภัยและเป็นมิตรสำหรับผู้เข้าร่วมทุกวัย จุดเด่นของเทศกาลดนตรีโคตรอินดี้ คือ เทศกาลนี้รวบรวมวงดนตรีอินดี้จากทั่วประเทศกว่า 250 วง มาร่วมแสดงในงานอย่างคับคั่ง ทำให้เป็นเวทีสำคัญที่เปิดโอกาสให้ศิลปินอิสระได้แสดงความสามารถและสร้างฐานแฟนคลับในวงกว้าง มีแนวคิดหลักที่ชัดเจน คือการสร้างสังคมที่ดีและปลอดภัยผ่านการงดเว้นการดื่มแอลกอฮอล์ การสูบบุหรี่ และการใช้สารเสพติดทุกชนิด ภายใต้สโลแกน “ไม่ดื่ม ไม่สูบ ไม่เสพ” เพื่อส่งเสริมสุขภาพและความปลอดภัยของผู้เข้าร่วมงาน อีกทั้งยังส่งเสริมบรรยากาศภายในงานที่เป็นมิตรและสร้างสรรค์ เน้นการรวมตัวของคนรักดนตรีในบรรยากาศที่อบอุ่น เป็นมิตร และเปิดกว้างสำหรับทุกคน โดยมุ่งหวังให้เป็นพื้นที่ที่ผู้คนสามารถสัมผัสความสุขจากเสียงเพลงและความร่วมมือกันในชุมชนดนตรีอย่างแท้จริง แม้ว่าจะเป็นเพลงนอกกระแสบ้าง แต่ก็มีกระแสตอบรับที่ดีในกลุ่มวงการเพลงอิสระ

    นายบุรินทร แซ่ล้อ ผู้อำนวยการโคตรอินดี้ เล่าว่าตลอดที่ผ่านมาเขาได้เห็นพลังของเยาวชนรุ่นใหม่ที่รักดนตรีและมุ่งมั่นจัดงานปลอดเหล้า ปลอดบุหรี่ และปลอดยาเสพติด งานโคตรอินดี้เชื่อมั่นในศักยภาพของนักดนตรีที่สามารถแสดงความสามารถได้เต็มที่โดยไม่ต้องพึ่งปัจจัยเสี่ยง เพื่อหักล้างความเข้าใจผิดที่ว่านักดนตรีต้องเกี่ยวข้องกับเหล้าหรือยาเสพติด จุดเด่นของงานปีนี้คือการใช้ชื่ออวัยวะมาตั้งเป็นชื่อเวที เป็นแนวคิดใหม่ที่เชื่อมโยงกับเรื่องสุขภาพ เพื่อให้ผู้เข้าร่วมงานได้พูดคุยเกี่ยวกับสุขภาพมากขึ้น

    สิ่งที่น่าประทับใจคือการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นแต่ละปี วงดนตรีและผู้เข้าร่วมงานให้ความร่วมมือมากขึ้น ขณะที่ทีมงานพยายามหาวิธีสื่อสารให้ทุกคนเข้าใจและปฏิบัติตาม งานนี้มีความสำคัญเพราะร้อยละ 90 ของงานดนตรีไม่เปิดโอกาสให้เด็กได้แสดง โคตรอินดี้จึงเป็นวันที่เด็กๆ รอคอย และมองว่าสิ่งที่พวกเขากำลังทำคือการสร้างวัฒนธรรมใหม่เพื่อเยาวชนรุ่นใหม่ให้เดินในทางที่ถูกต้องและเหมาะสมมากยิ่งขึ้น

    มานครนอนวัด

    ชื่องานน่าดึงดูดเป็นที่สนใจอย่างมากและเข้าใจง่ายว่า มานคร ต้องนอนวัด แต่ไม่ได้หมายความว่าจะต้องนอนแบบน่ากลัวเหมือนในหนังเสมอไป ไอเดียนี้เป็นเทศกาลศิลปะและดนตรีเข้าพรรษาที่จัดขึ้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราช โดยนำเสนอกิจกรรมสร้างสรรค์ ศาสนาร่วมสมัย สู่เด็ก เยาวชน คนรุ่นใหม่และชุมชน สร้างสรรค์ ศิลปะ ดนตรี กวี วัฒนธรรมจากพื้นถิ่นภาคใต้ ปลอดเหล้า ปลอดบุหรี่ กัญชา ยาเสพติด และลดปัจจัยเสี่ยงอย่างสร้างสรรค์ “มานครนอนวัด” นั้นเริ่มต้นจากคุณณัฐพล จะสูงเนิน ผู้จัดงานมานครนอนวัดและกลุ่มแคมป์วัดเราะ ร่วมกันเปิดคาเฟ่แคมป์ โดยใช้กาแฟเป็นจุดดึงดูดลูกค้า แต่ต่อมาได้ตัดสินใจปรับเปลี่ยนแนวทางโดยการฟื้นฟูหลักการ “บวร” (วัด บ้าน โรงเรียน) เป็นแกนหลักในการดำเนินงาน เพื่อที่จะสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้กับชุมชน การเริ่มต้นโครงการนี้ได้ใช้ลานวัดเป็นพื้นที่ต้นแบบ จากนั้นจึงค่อยๆ ขยายไปยังพื้นที่โดยรอบวัดให้ปลอดเหล้าและบุหรี่ แม้ว่าในช่วงแรกจะมีคนในพื้นที่แสดงความสงสัยเกี่ยวกับความเป็นไปได้ของโครงการนี้ แต่เมื่อเวลาผ่านไปกว่าหนึ่งปี ทุกคนก็ได้เห็นผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมและยอมรับในความสำเร็จของโครงการ แต่ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นนั้นเห็นได้อย่างชัดเจน คือการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์รอบๆ วัดลดลงแทบเป็นศูนย์ แม้กระทั่งตามชายหาดที่มีการจัดโซนเฉพาะก็มีการดื่มแบบสะเปะสะปะลดลงอย่างเห็นได้ชัด นอกจากนี้ยังส่งผลให้อาชญากรรมขโมยขโจรลดลง และที่สำคัญคือชาวบ้านมีความมั่นใจมากขึ้นในการพาลูกหลานออกมาทำกิจกรรมต่างๆ จากผลสำเร็จที่เกิดขึ้นจึงได้ตัดสินใจนำหลักการ “บวร” (วัด บ้าน โรงเรียน) เข้าไปใช้ในทุกกิจกรรม โดยเฉพาะล่าสุดที่ได้ร่วมมือกับเครือข่ายองค์กรงดเหล้า สถานศึกษา และหน่วยงานต่างๆ ในพื้นที่ จัดกิจกรรมเข้าพรรษาแนวใหม่ที่ชวนประชาชนและเยาวชนมาตั้งแคมป์ทำกิจกรรมเวียนเทียน ตักบาตร ชมศิลปวัฒนธรรม หรือที่เรียกว่า “มานครนอนวัด แคมป์ปิ้งงดเหล้า”

    คุณณัฐพลให้ข้อมูลว่า “ตอนเรามาใหม่ๆ หน้าวัดเป็นเหมือนแลนด์มาร์คของคนกินดื่ม เพราะบรรยากาศดี คนคิดว่ากินได้ กินแล้วทิ้งขวดเกลื่อน เศษแก้วเต็มไปหมด เราพยายามติดป้ายรณรงค์ ประกาศผ่านเครื่องเสียง พ่อค้าแม่ค้าร่วมกันเตือนปากต่อปาก ตอนนี้ที่นี่เครื่องดื่มแอลกอฮอล์แทบจะเป็นศูนย์แล้ว สำหรับอนาคตของโครงการนั้น เมื่อเปิดคาเฟ่แคมป์พร้อมดนตรี ทุกคนจะรู้ทันทีว่าเป็นพื้นที่ปลอดเหล้าเบียร์ พ่อค้าแม่ค้าในพื้นที่ก็ให้ความร่วมมือโดยไม่ขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และบุหรี่ เป้าหมายหลักคือการขยายพื้นที่และจัดโซนที่ชายหาดให้มีความชัดเจน เพื่อสร้างพื้นที่ปลอดภัยสำหรับครอบครัวและลูกหลาน ซึ่งจะช่วยลดการทะเลาะวิวาทและเสียงดัง รวมทั้งส่งเสริมให้เกิดการท่องเที่ยวที่ยั่งยืนในระยะยาว ในส่วนงานดนตรีที่เราเห็นมักมีการสนับสนุนโดยธุรกิจแอลกอฮอล์เป็นหลัก ส่งผลให้เกิดนักดื่มหน้าใหม่และผลกระทบต่อสังคมตามมาในระยะยาว งานโคตรอินดี้จึงถือเป็นตัวอย่างรูปธรรมที่จัดแล้วไม่เกิดปัญหา ไม่เฉพาะแค่ไม่มีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เท่านั้น ยังไม่มีการนำเอาบุหรี่เข้ามาในการจัดเทศกาลดนตรีอีกด้วย การจัดงานยังเปิดโอกาสให้เยาวชนที่มีความสามารถได้ปลดปล่อยพลังสร้างสรรค์ทางดนตรีได้เต็มที่ หลายวงกลายเป็นวงดนตรีในดวงใจของเยาวชนไปแล้ว และมีการทำตัวเป็นแบบอย่างแก่น้อง ๆ ที่ชื่นชอบ ถือว่าเป็นตัวอย่างที่ดีของวงดนตรีทางเลือกใหม่ในสมัยนี้ นอกจากการเปิดโอกาสให้วงดนตรีน้องใหม่ได้มีโอกาสเข้ามาแสดงผลงานของตนเองแล้ว ปีนี้ยังกระตุ้นให้คนสังคมเห็นถึงความสำคัญของความรักในการดูแลสุขภาพกายใจของตัวเองด้วยการไม่ไปยุ่งเกี่ยวกับปัจจัยเสี่ยงสุขภาพต่างๆ ที่จะมาลดทอนความสามารถของเยาวชน

    เทศกาลดนตรี Shambhala

    เทศกาลดนตรี Shambhala จัดขึ้นที่เมือง Salmo รัฐบริติชโคลัมเบีย ประเทศแคนาดา เป็นเทศกาลที่มีข้อห้ามเข้มงวดเรื่องการดื่มแอลกอฮอล์ ภายในงานจะไม่มีการอนุญาตให้นำแอลกอฮอล์เข้ามา หากพบจะถูกยึดและทำลายทันที ส่วนสิ่งของที่เกี่ยวข้องกับสารผิดกฎหมายจะถูกส่งต่อให้ตำรวจม้าแคนาดา (RCMP) ดูแล

    งานเทศกาลนี้จัดขึ้นบนพื้นที่ฟาร์มขนาด 500 เอเคอร์ เป็นระยะเวลา 4 วัน แม้จะไม่มีแอลกอฮอล์ แต่บรรยากาศกลับเต็มไปด้วยความอิสระและสนุกสนาน ทำให้เห็นว่าการมีความสุขในงานดนตรีไม่จำเป็นต้องพึ่งเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เทศกาลนี้ได้รับความนิยมมากในวงการดนตรี EDM มีศิลปินชื่อดังมาเล่นดนตรีตลอดคืนจนถึงเช้า

    ในช่วงกลางวันมีกิจกรรมต่าง ๆ เช่น โยคะ, วงกลอง, การฝึกหายใจ และล่องแพในแม่น้ำ Salmo ที่น้ำเย็นสดชื่น สิ่งที่ขาดไม่ได้คือไม่มีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เลย เจ้าหน้าที่จะตรวจค้นรถอย่างละเอียดก่อนเข้างาน และเทแอลกอฮอล์ทิ้งทั้งหมด

    ผู้เข้าร่วมส่วนใหญ่เลือกที่จะไม่ดื่มแอลกอฮอล์ เพื่อมาสนุกกับดนตรีและบรรยากาศของเทศกาล Shambhala ได้รับการยอมรับว่าเป็นเทศกาลที่ช่วยลดความเสี่ยงและส่งเสริมความปลอดภัยในงานเทศกาลดนตรีในแคนาดา

    สำหรับคนที่ต้องการประสบการณ์งานเทศกาลแบบปลอดสุราอย่างแท้จริง ยังมีพื้นที่พิเศษชื่อว่า Camp Clean Beats ซึ่งเป็นโซนสงบสำหรับผู้ที่ไม่ใช้แอลกอฮอล์หรือสารเสพติดใด ๆ และต้องการเพลิดเพลินกับดนตรีอย่างเต็มที่ นอกจากนี้ยังมีเทศกาลดนตรีปลอดเหล้าอื่นๆ ทั่วโลก เช่น Soundstorm ที่ซาอุดีอาระเบีย, Into the Wild และ Buddhafield Festival ในสหราชอาณาจักร, Bhakti Festival ที่แคลิฟอร์เนีย โดยแนวโน้มของเทศกาลดนตรีปลอดเหล้า (Sober Music Festivals) กำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากผู้คนให้ความสำคัญกับสุขภาพและความปลอดภัยมากขึ้น รวมถึงการต้องการประสบการณ์ดนตรีที่แท้จริงโดยไม่ต้องพึ่งพาสารกระตุ้น เทศกาลเหล่านี้ไม่เพียงแต่เสนอดนตรีคุณภาพสูง แต่ยังสร้างชุมชนที่มีความหมายและยั่งยืนอีกด้วย การเติบโตของเทศกาลดนตรีปลอดสุราสะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงของสังคมที่เริ่มตระหนักว่าความสนุกสนานและการเฉลิมฉลองสามารถทำได้อย่างปลอดภัยและมีประโยชน์ต่อชุมชนได้

    ความท้าทายในการจัดงานเทศกาลดนตรีปลอดเหล้า

    การจัดงานเทศกาลดนตรีที่ไม่มีการจำหน่ายหรืออนุญาตให้นำเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เข้ามาในพื้นที่ แม้จะสร้างบรรยากาศที่ปลอดภัยและเหมาะสมกับทุกกลุ่มวัย แต่ก็ต้องเผชิญกับความท้าทายหลายประการที่ผู้จัดงานควรพิจารณาอย่างรอบด้าน

    1. รายได้จากการจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่หายไป โดยทั่วไปงานเทศกาลดนตรีมักมีรายได้หลักส่วนหนึ่งจากการขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การตัดสินใจจัดงานแบบปลอดเหล้าจึงหมายถึงการสูญเสียรายได้ส่วนนี้ ผู้จัดงานจำเป็นต้องวางแผนหารายได้ทางเลือก เช่น การหาสปอนเซอร์ การขายอาหารหรือสินค้าที่ระลึก หรือการเพิ่มกิจกรรมสร้างสรรค์ที่สามารถเก็บค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมได้

    2. การปรับทัศนคติของผู้เข้าร่วมงานที่คุ้นชินกับการดื่มเหล้าในงานเทศกาล กลุ่มคนที่มีพฤติกรรมชอบการดื่มแอลกอฮอล์มองว่าเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์และความสนุกในงานเทศกาล การเปลี่ยนแปลงรูปแบบนี้จึงอาจทำให้บางคนรู้สึกขาดอิสระหรือไม่เต็มอิ่มกับบรรยากาศ ผู้จัดงานต้องสื่อสารและสร้างความเข้าใจใหม่ พร้อมนำเสนอจุดเด่นของงานที่เน้นความสนุกสนานและกิจกรรมสร้างสรรค์โดยไม่ต้องพึ่งแอลกอฮอล์

    3. การสื่อสารและการตลาดเพื่อดึงดูดกลุ่มเป้าหมาย การจัดงานปลอดเหล้าจำเป็นต้องมีการวางกลยุทธ์สื่อสารและการตลาดที่ชัดเจน เพื่อเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่ให้ความสำคัญกับสุขภาพ ความปลอดภัย หรือกลุ่มครอบครัวและเยาวชน การนำเสนอบรรยากาศที่เป็นมิตร กิจกรรมสร้างสรรค์ และประสบการณ์ใหม่ ๆ ที่แตกต่างจากงานเทศกาลทั่วไป จะช่วยดึงดูดผู้ชมกลุ่มใหม่ ๆ ที่ต้องการทางเลือกในการสนุกกับดนตรีโดยไม่ต้องมีแอลกอฮอล์

    การจัดงานเทศกาลดนตรีปลอดเหล้า เป็นแนวทางที่มีข้อดีและความสำคัญอย่างยิ่งต่อสังคมในหลายมิติ งานเหล่านี้ช่วยสร้างบรรยากาศในงานที่ปลอดภัย ลดความเสี่ยงจากอุบัติเหตุและความรุนแรงที่มักเกิดจากการดื่มแอลกอฮอล์ นอกจากนี้ยังเปิดโอกาสให้กลุ่มคนทุกวัย โดยเฉพาะเยาวชนและครอบครัว สามารถเข้าร่วมงานได้อย่างสบายใจและเต็มที่กับประสบการณ์ทางดนตรีโดยไม่ต้องกังวลเรื่องพฤติกรรมเสี่ยงหรือผลกระทบด้านสุขภาพ นอกจากประโยชน์ทางด้านความปลอดภัยและสุขภาพ งานเทศกาลแบบปลอดเหล้ายังช่วยส่งเสริมค่านิยมและวัฒนธรรมที่ดีในสังคม เช่น การใช้ความบันเทิงอย่างมีความรับผิดชอบ การสร้างความสัมพันธ์ในชุมชน และการเคารพกฎเกณฑ์ร่วมกัน ซึ่งล้วนเป็นพื้นฐานสำคัญของสังคมที่เข้มแข็งและยั่งยืนในอนาคต

    การเปลี่ยนแปลงรูปแบบงานเทศกาลดนตรีสู่ความปลอดเหล้า อาจเผชิญกับความท้าทาย และไม่ง่ายนัก ทั้งในด้านการบริหารจัดการและการเปลี่ยนแปลงทัศนคติของผู้ชม รวมถึงผลประโยชน์ แต่ในความยั่งยืนและระยะยาว แนวทางนี้จะช่วยสร้างสังคมสุขภาวะที่มีคุณภาพชีวิตดีขึ้น ลดภาระด้านสุขภาพและความรุนแรง รวมถึงส่งเสริมการพัฒนาวัฒนธรรมดนตรีที่ยั่งยืนและครอบคลุมทุกกลุ่มคน


    ข้อมูลอ้างอิง

    • ไทยพีบีเอส. (2012, ตุลาคม 31). เปลี่ยนลานกว้างเป็นเทศกาลดนตรีปลอดเหล้า – บุหรี่. https://www.thaipbs.or.th/news/content/122520
    • มานครนอนวัด. (n.d.). Facebook Page. https://www.facebook.com/manakornnonwat
    • สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.). (2019, กันยายน 15). โคตรอินดี้ครั้งที่ 15 ตอน “กูยังอยู่”. Today Highlight News. http://www.todayhighlightnews.com/2019/09/15.html
    • Eventpop. (2019, กันยายน 28). โคตรอินดี้ 15 ตอน “กูยังอยู่”. https://www.eventpop.me/blogs/kodindy-15
    • Kapook Music Station. (2014, มกราคม 15). เทศกาลดนตรีโคตรอินดี้ พบศิลปินอินดี้กว่า 200 วง 18 ม.ค. นี้. https://musicstation.kapook.com/view80252.html
    • Khon Beat Festival. (2025). Facebook Page. https://www.facebook.com/Khonbeatfestival/
    • Matador Network. (2024). Sober Music Festivals: Where and How to Party Alcohol-Free. https://matadornetwork.com/read/sober-music-festivals/
    • Shambhala Music Festival. (2025). Shambhala Music Festival 26th Anniversary | Voted Best Festival in North America. https://www.shambhalamusicfestival.com
    • Shambhala Music Festival. (2025). Shambhala Music Festival – Facebook. https://www.facebook.com/shambhalamusicfestival
    • The Concert. (2025). คอน บีท เฟสติวัล. https://www.theconcert.com/concert/4008
    • World Health Organization. (2018). Global status report on alcohol and health 2018. WHO Press. https://www.who.int/publications/i/item/9789241565639
  • “รันลัดโต้ง” ระบบสุขภาวะที่ชุมชนสร้างเอง

    “รันลัดโต้ง” ระบบสุขภาวะที่ชุมชนสร้างเอง

    “สุขภาพดี ไม่มีขาย ถ้าอยากได้ต้องสร้างเอง” คำกล่าวที่คุ้นหูนี้ สะท้อนความจริงในเรื่องของสุขภาพที่ดีนั้น ไม่ใช่สิ่งที่ซื้อหาได้ด้วยเงินทอง แต่เกิดจากการดูแลตนเองอย่างต่อเนื่อง เหมือนการปลูกต้นไม้ที่ต้องรดน้ำพรวนดินสม่ำเสมอ ชุมชนที่เข้มแข็งก็เช่นกัน เมื่อสมาชิกในชุมชนร่วมมือกันสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการมีสุขภาพดี ทั้งกาย ใจ และจิตวิญญาณ สุขภาวะที่ยั่งยืนก็จะเกิดขึ้นได้เอง

    ขึ้นเหนือส่งท้ายฤดูฝนที่อำเภอสันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่ พาไปวิ่งในงาน “รันลัดโต้ง” คือ งานวิ่งที่จัดขึ้นมาเพื่อตอบสนองชุมชนเป็นหลัก โดยเป็นตัวกระตุ้นการรักสุขภาพคนในชุมชน และคนนอกพื้นที่ให้เข้ามามีส่วนร่วมในชุมชน และยังชมธรรมชาติความงามท้องนาตามเส้นทางวิ่งในอำเภอสันป่าตอง แม้จะถูกพักช่วงโควิด-19 ไป การกลับมาจัดอีกครั้งตั้งแต่ในปี 2565 ถึงปัจจุบันของกิจกรรม งานวิ่งรันลัดโต้ง ถือว่าเป็นกิจกรรมที่กระตุ้นการออกกำลังกายของคนในชุมชนได้เป็นอย่างดี และเกิดระบบสุขภาพที่คนในชุมชนสร้างขึ้นเอง

    ในช่วงก่อนสถานการณ์โควิด-19 เทรนการรักสุขภาพได้รับความนิยมกันมากขึ้น โดยเฉพาะกิจกรรมการวิ่ง ซึ่งเป็นกิจกรรมต้นทุนน้อย โดยที่สวมรองเท้าผ้าใบก็สามารถออกไปเดินวิ่งได้ทันที

    รันลัดโต้ง RUN LUD TONG

    ทุ่งนา หลายร้อยไร่ ในตำบลสันกลาง อำเภอสันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่ กลายเป็นแรงกระตุ้นให้คนนอกพื้นที่ เข้ามาออกกำลังกายชมความสวยงาม และส่งเสริมการท่องเที่ยวชุมชน ผ่านกิจกรรมรันลัดโต้งได้เป็นอย่างดี อีกทั้งยังทำให้หลงไหล กับบรรยากาศงานวิ่งที่ไม่เหมือนที่อื่น

    เกียรติมงคล เรือนสุข หรือ พี่เก่ง ผู้ริเริ่มกิจกรรม “รันลัดโต้ง” และเป็นคนภูมิลำเนาในหมู่บ้านที่จัดงาน เล่าถึงจุดเริ่มต้นของกิจกรรมรันลัดโต้งว่า งานนี้เกิดขึ้นในช่วงที่กระแสการวิ่งเพื่อสุขภาพกำลังได้รับความนิยมอย่างสูง โดยเฉพาะหลังจากโครงการก้าวคนละก้าวของตูน บอดี้สแลม ในขณะนั้นงานวิ่งในจังหวัดเชียงใหม่ส่วนใหญ่จัดบนถนน และมักใช้เส้นทางวิ่งที่ซ้ำกัน จนเกิดความอิ่มตัว

    พื้นที่จัดงานรันลัดโต้งเป็นสถานที่ส่วนตัวที่มีการจัดกิจกรรมอยู่แล้ว โดยมีรุ่นพี่คือคุณประยูร หงษาธร หรือ “พี่เด่น” ซึ่งเป็นนักเขียนและในตอนนั้นเป็นผู้เช่าพื้นที่ทำเป็นคาเฟ่และร้านหนังสือ ด้วยความที่พี่เด่นและพี่เก่งชอบวิ่งเหมือนกัน จึงคิดจัดกิจกรรมวิ่งร่วมกัน โดยพี่เด่นเป็นผู้ตั้งชื่องานว่า “รันลัดโต้ง” ซึ่งมาจากคำว่า “รัน” (Run) ผสมกับคำว่า “ลัดโต้ง” ในภาษาเหนือที่แปลว่า “เดินลัดทุ่งนา”

    งานรันลัดโต้งครั้งแรกเริ่มจากการชวนเพื่อนนักวิ่งและชมรมวิ่งในเชียงใหม่ มีผู้เข้าร่วมประมาณ 80 คน ใช้อุปกรณ์และวัสดุในท้องถิ่น เช่น ไม้ไผ่ ใบมะพร้าว และกระสอบข้าวสาร มาทำป้ายและตกแต่งงาน โดยรายได้จากการจัดงานครั้งแรกนำไปปรับปรุงสนามฟุตบอลให้เด็ก ๆ ที่บ้านแม่กุ้งบก

    การจัดงานได้รับการสนับสนุนจากหลายภาคส่วน ทั้งผู้สนับสนุนผลิตภัณฑ์ที่ส่วนใหญ่เป็นคนในชุมชนที่ทำงานในองค์กรต่าง ๆ บริษัทเครื่องดื่มชั้นนำ และผู้ผลิตเสื้อในท้องถิ่น โดยเน้นขอรับการสนับสนุนเป็นสิ่งของและอุปกรณ์ที่จำเป็นในการจัดงาน มากกว่าการขอรับเงินสนับสนุน

    กิจกรรมรันลัดโต้งได้สร้างการเปลี่ยนแปลงด้านสุขภาพในชุมชน จากผู้ที่เคยเป็นเพียงกองเชียร์ในปีแรก ๆ กลายมาเป็นนักวิ่ง หรือหันมาออกกำลังกายในรูปแบบอื่น ๆ เช่น การเดิน ปั่นจักรยาน หรือเต้นแอโรบิค ความสำเร็จของงานไม่ได้วัดจากผลกำไร แต่วัดจากประโยชน์ที่ชุมชนได้รับ

    ข้อจำกัดของการจัดงาน คือ พื้นที่จัดงานที่เป็นพื้นที่ส่วนตัวหรือส่วนบุคคล ทำให้สามารถรองรับนักวิ่งได้เพียง 400-500 คน รวมเจ้าหน้าที่ แต่กลับกันเราเป็นผู้จัด มองว่าการจัดงานขนาดเล็กแต่มีคุณภาพจะดีกว่า และทำให้ผู้คนสนใจและแย่งกันสมัครเข้าร่วมในแต่ละปี

    และแน่นอนว่าการดำเนินการจนเสร็จสิ้นนั้น สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน ก็คือ การจัดการขยะ ในงานวิ่งรันลัดโต้งมีการคัดแยกขยะ สำหรับเศษอาหาร พลาสติก และขยะทั่วไป เพื่อง่ายต่อการนำไปจัดการต่อโดยภาคีภาครัฐที่เข้ามามีส่วนร่วมก็คือ อบต.สันกลาง

    ถึงแม้ว่ารูปแบบงานวิ่งจะออกแนว Cross Country แต่ก็ยังใช้กติกาแบบทั่วไปในการแยกรุ่นของนักวิ่ง ก็ได้ภาคีเข้ามาร่วมจัด รวมถึงผู้สนับสนุนอุปกรณ์การจัดงาน และอาหารสำหรับนักวิ่ง แต่สิ่งที่ไม่เหมือนที่อื่น คือ รางวัลนั้นจะเป็นเซรามิกเหมือนเหรียญรางวัลและของที่ระลึกจะเป็นผลผลิตหรือสิ่งที่เป็นอัตลักษณ์จากชุมชนในอำเภอสันป่าตอง ซึ่งจะไม่ซ้ำกัน

    ชูอัตลักษณ์ท้องถิ่นมาเป็นจุดขาย

    เสื้อวิ่งของงานได้กลายเป็นสัญลักษณ์สำคัญ ด้วยการออกแบบที่มีเอกลักษณ์ใช้โทนสีน้ำเงินและสีเหลืองทอง ซึ่งเป็นสีที่ชาวบ้านชื่นชอบ โดยปรับเปลี่ยนลวดลายไปตามยุคสมัย

    ศุภกิตติ์ คุณา หรือ น้องเค แอดมินเพจดังในท้องถิ่นอย่าง SANPATONG CLUB ในฐานะผู้ออกแบบเสื้อและกราฟิกของงาน เล่าว่า เข้ามาร่วมจัดงานจริง ๆ ในครั้งที่ 2 โดยครั้งแรกมาเป็นช่างภาพ ซึ่งครั้งแรกและครั้งที่ 2 นั้นจัดในปีเดียวกัน แต่เว้นระยะการจัดห่างกันประมาณ 5 เดือน ครั้งแรกนั้นไม่ได้มีเสื้อสำหรับนักวิ่ง มีแต่ของ Staff เท่านั้น โดย Logo งานที่ใช้มาจนถึงปัจจุบันนี้ก็มาจากพี่เด่นออกแบบไว้แต่แรก และได้นำมาต่อยอด และสร้างแบรนด์สำหรับงานรันลัดโต้ง

    อัตลักษณ์ท้องถิ่น ที่นำมาใช้กับงานรันลัดโต้งนั้น จะมีการหาข้อมูลในแต่ละปีหลังจากที่คิดคอนเซ็ปต์ของแต่ละปีได้แล้ว ว่าในท้องถิ่นอำเภอสันป่าตองนั้นมีอะไรเป็นอัตลักษณ์บ้าง ด้วยความที่ทำเว็บไซต์เก็บข้อมูลเกี่ยวกับอำเภอสันป่าตองอยู่แล้ว มีความสนใจอย่างหนึ่งที่ค้นเจอ นั่นก็คือ ลายผ้าซิ่นสันป่าตอง ซึ่งมีลวดลายบนผืนผ้าเป็นรูปต่าง ๆ จึงค้นหาข้อมูลจนเจอ และได้ติดต่อประสานงานร่วมกับแบรนด์ มาดี ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านผ้าทอในพื้นที่ พาชมผ้าซิ่นสันป่าตองผืนจริงที่เก็บรักษาไว้ และได้นำมาออกแบบประยุกต์ให้มีความร่วมสมัย โดยนำไปประยุกต์กับลายเสื้อ รวมถึงออกแบบเป็นอัตลักษณ์ให้กับงานวิ่งในปีที่จัดปีนั้น ๆ

    ด้วยความที่ชอบงานวิ่งอยู่แล้ว และเคยจัดงานวิ่งมาหลายงาน เช่น วิ่งพักตับ โดย สคล., วิ่งควายควาย, Sanpatong Run เป็นต้น และมีผู้จัดจากที่อื่นมาจ้างทำกราฟิกงานวิ่งทั้งงาน จึงอาศัยประสบการณ์มาช่วยทำให้รันลัดโต้งนั้น มีความน่าสนใจมากขึ้น โดยใช้อัตลักษณ์มาออกแบบทำกราฟิกเสื้อ ทำป้ายหมายเลขนักวิ่ง ป้ายประชาสัมพันธ์ ให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน นอกจากจะสร้างความสวยงามและน่าสนใจแล้ว ยังสร้างการยกระดับแบรนด์ให้กับงานรันลัดโต้งขึ้นไปอีก ในปี 2567 ก็มีปรากฎการณ์การขายเสื้อทะลุ 1,000 ตัว จนต้องสั่งผลิต 2 รอบ

    งานศิลปะกับการออกแบบเหรียญรางวัลงานวิ่ง

    เหรียญรางวัล และ ถ้วยรางวัล ที่ใช้ในงานจะเป็นผลงานของศิลปิน คุณภูริดล พิมสาร แห่ง Have A Hug Studio ที่ชื่นชอบในเรื่องของการวิ่ง ได้ถูกชักชวนเข้ามาร่วมงานกันตั้งแต่ครั้งแรก โดยเหรียญรางวัลนั้นจะออกแบบเป็นรูปสัตว์ ซึ่งถือว่าอยู่ในแนวคิดของ รันลัดโต้ง ตอนนั้นเหรียญรางวัลนักวิ่งมักจะทำมาจากโลหะ อะลูมิเนียม หรือทำมาจากพลาสติกบ้าง อะคริลิคบ้าง เหรียญของรันลัดโต้งนั้นทำมาจากเซรามิก ซึ่งในปีแรกจะเป็นเหรียญรูปควาย สื่อถึงวิถีชนบท

    “พอดีว่ามีเพื่อนเป็นคนจัดงานวิ่ง รันลัดโต้ง เลยเข้ามาเสนอทำเหรียญรางวัลให้ โดยใช้ดินปั้นเป็นเหรียญ ซึ่งไม่เคยมีใครทำมาก่อน แล้วเอาเงินไปบริจาคให้กับโรงพยาบาลชุมชน ผมพบว่าจริง ๆ แล้วคนเขาเข้าใจนะ เลยเป็นที่มาของงานที่ผมจัดเอง Art Run To The Wild #วิ่งควายควาย ด้วยผมเป็นคนชอบวิ่งและคนทำงานศิลปะ เลยเกิดความคิดว่า จะทำอย่างไรให้คนทำงานศิลปะ หันมาดูแลสุขภาพ มันคนละขั้วกันเลยนะ คนทำงานศิลปะจะกินเหล้า สูบบุหรี่ นอนดึก ผมเลยเอา Art ไปรวมกับ Run คราวนั้นผมก็ปั้นเหรียญปั้นถ้วยรางวัลเองด้วย มีคนมาวิ่งตั้งหนึ่งพันห้าร้อยคน”

    ภูริดล พิมสาร ในบทสัมภาษณ์ The Cloud

    จุดเริ่มต้นจากรันลัดโต้ง ถ้วยรางวัลเซรามิก เริ่มมีชื่อเสียงขยายออกไปในวงการวิ่ง ภูริดลมีโอกาสทำถ้วยและเหรียญรางวัลให้กับงานวิ่งระดับประเทศหลายงาน เช่น The Mall Korat Marathon 2022, กระบี่มาราธอน 2020, กระบี่เทรล 2020 จันทบุรีซีนิคฮาร์ฟมาราธอน 2020, วิ่งพักตับ จ.พะเยา ฯลฯ

    ต่อยอดระบบสุขภาพในชุมชน

    กิจกรรมวิ่งในแต่ละปี รันลัดโต้ง จะหักค่าใช้จ่าย และมอบให้โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านห้วยส้ม อ.สันป่าตอง ซึ่งเป็นหน่วยสาธารณสุขในพื้นที่การจัดงาน เพื่อสนับสนุนอุปกรณ์ทางการแพทย์สำหรับประชาชนในพื้นที่ โดยตั้งแต่ในปี 2563 กิจกรรมเริ่มขยายเป็นวงกว้าง เริ่มรู้จักมากขึ้น หลายหน่วยงานเริ่มเข้ามาสนับสนุนการจัดงานทั้งภาครัฐและเอกชน

    หมอตุ๊กตา หรือ พวงเพชร กองแก้ว ผู้อำนวยการโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านห้วยส้ม มองเห็นถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในระบบสุขภาพชุมชนผ่านกิจกรรม “รันลัดโต้ง” ที่ดำเนินการมาตลอด 2-3 ปีที่ผ่านมา โดยเล่าว่าก่อนหน้านี้ตนเองเป็นเพียงนักวิ่งที่ไม่ได้มีบทบาทมากนักในชุมชน แต่เมื่อได้รับการชักชวนจากทีมงานให้ร่วมจัดกิจกรรมรันลัดโต้ง ก็เห็นโอกาสในการสร้างการเปลี่ยนแปลงด้านสุขภาพให้กับชุมชน

    กิจกรรมนี้ได้สร้างความเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัดเจน โดยประชาชนเริ่มให้ความสนใจในการดูแลสุขภาพมากขึ้น โดยเฉพาะประชาชนในเขตพื้นที่บริการของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล ทั้งในด้านการออกกำลังกายที่หลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการเดินออกกำลังกาย การวิ่งเพื่อสุขภาพ การปั่นจักรยาน รวมไปถึงการเดินชมธรรมชาติตามรอยเส้นทางวิ่งรันลัดโต้ง ซึ่งช่วยส่งเสริมสุขภาพจิตไปพร้อมกัน นอกจากนี้ ยังมีการสร้างอัตลักษณ์ผ่านเสื้อวิ่งที่มีการออกแบบเฉพาะในแต่ละปี ซึ่งกลายเป็นสัญลักษณ์ที่สร้างความภาคภูมิใจและแรงจูงใจในการออกกำลังกายให้กับคนในชุมชน

    ความสำเร็จของกิจกรรมรันลัดโต้ง ยังส่งผลให้เกิดการมีส่วนร่วมของประชาชนทุกกลุ่มวัย เหมือนกลายเป็นงานประเพณีประจำปี โดยเฉพาะในช่วงเดือนตุลาคมของทุกปี ชาวบ้านจะเฝ้ารอและติดตามการจัดกิจกรรม บางคนก็มีการสอบถามถึงรายละเอียดต่าง ๆ และเตรียมตัวเข้าร่วมงานล่วงหน้า ซึ่งส่งผลดีต่อระบบสาธารณสุขโดยตรง เพราะช่วยลดภาระงานของบุคลากรสาธารณสุข เนื่องจากประชาชนสามารถดูแลสุขภาพเบื้องต้นได้ด้วยตนเอง

    การที่เห็นคนในพื้นที่ ต่างตื่นตัวกับการจัดงานวิ่ง ต่างคนก็ออกซ้อมกันทุก ๆ เย็นของวัน ก่อนงานจะเริ่ม แม้ไม่ใช่งานใหญ่โตแต่การมีส่วนร่วมของชุมชนถือว่าเข้มแข็งเลยทีเดียว โดยเฉพาะ อสม. ในแต่ละหมู่บ้าน คอยเชื่อม และกระตุ้นการออกกำลังกาย กลายเป็นกระแสระดับอำเภอ และในจังหวัด

    ปัจจุบัน ชุมชนได้พัฒนาความสามารถในการจัดการกิจกรรมด้วยตนเอง มีความเข้าใจในขั้นตอนและกระบวนการจัดงานอย่างชัดเจน สามารถบริหารจัดการและเตรียมงานได้โดยต้องการคำแนะนำเพียงเล็กน้อย ก่อให้เกิดความสามัคคีและการทำงานร่วมกันในชุมชน อย่างไรก็ตาม ยังมีความท้าทายในการพัฒนากิจกรรมให้ดียิ่งขึ้น โดยเฉพาะในเรื่องของการขยายระยะเวลาประชาสัมพันธ์และการสร้างความต่อเนื่องของกิจกรรมตลอดทั้งปี เพื่อรักษาแรงจูงใจในการดูแลสุขภาพของประชาชนอย่างยั่งยืน

    กิจกรรมรันลัดโต้งได้พิสูจน์ให้เห็นว่าเป็นมากกว่าการวิ่งเพื่อสุขภาพ แต่เป็นศูนย์รวมของการสร้างสุขภาพที่ดีของชุมชน เป็นพื้นที่แห่งการสร้างความสามัคคีและการมีส่วนร่วม กระตุ้นให้เกิดแนวคิดใหม่ ๆ ในการดูแลสุขภาพ และพัฒนาระบบสุขภาพชุมชนอย่างยั่งยืน นับเป็นตัวอย่างที่ดีของการใช้กิจกรรมการออกกำลังกายเป็นเครื่องมือในการพัฒนาสุขภาพชุมชน และพัฒนาศักยภาพของประชาชนในการดูแลสุขภาพตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ การริเริ่มเช่นนี้ไม่เพียงแต่ส่งเสริมสุขภาพกาย แต่ยังช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชนผ่านการมีส่วนร่วมและความร่วมมือของทุกภาคส่วน ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาสุขภาพชุมชนอย่างยั่งยืนในระยะยาว

    การที่เห็นคนในพื้นที่ ต่างตื่นตัวกับการจัดงานวิ่งครั้งนี้ ต่างคนก็ออกซ้อมกันทุก ๆ เย็นของวัน ก่อนงานจะเริ่ม แม้ไม่ใช่งานใหญ่โตแต่การมีส่วนร่วมของชุมชนถือว่าเข้มแข็งเลยทีเดียว โดยเฉพาะ อสม. ในแต่ละหมู่บ้าน คอยเชื่อม และกระตุ้นการออกกำลังกาย กลายเป็นกระแสระดับอำเภอ และในจังหวัด

    งานจบ แต่วิ่งยังไม่จบ

    สำหรับช่วงการจัดกิจกรรม รันลัดโต้ง แต่เดิมครั้งแรกจัดในเดือนพฤษภาคม และขยับมาจัดในช่วงปลายเดือนตุลาคม หรือช่วงปลายฝนต้นหนาวของทุกปี ทำให้อากาศดี บางปีมีฝนตกหนัก ก็ยังมีนักวิ่งมาร่วมงานกันเนืองแน่น ทำให้งานวิ่งที่เรียกว่า ไม่กลัวฝนกันเลยทีเดียว

    แม้ว่ากิจกรรมรันลัดโต้ง จะจบลงไปแล้ว สิ่งที่เห็นได้ชัดเจนหลังจากนี้ คือ คนในชุมชนสวมเสื้องาน ออกกำลังกาย ทั้งเดินและวิ่ง ตามเส้นทางของกิจกรรม ถือเป็นความสำเร็จที่เกิดความต่อเนื่องการออกกำลังกายของคนในชุมชน และขยายผลไปยังคนในพื้นที่ข้างเคียงหันมาออกกำลังกายมากขึ้น

    ทุกครั้งเมื่อพูดถึง เสื้อรันลัดโต้ง คนในชุมชนจะเป็นอันทราบกันดีว่า จะมีการทำกิจกรรมเกี่ยวกับระบบสุขภาพ กลายเป็นเครื่องหมายกิจกรรมคนรักสุขภาพชุมชนไปในตัว นอกจากกระตุ้นระบบคนในชุมชนแล้วรายได้ที่หักค่าใช้จ่าย ยังสมทบทุนสร้างห้องคลินิกโรคระบบทางเดินหายใจ (ARI Clinic) และอุปกรณ์ เครื่องมือทางการแพทย์ เช่น เครื่องตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ หรือ EKG เพื่อให้บริการแก่ประชาชนชาวตำบลสันกลาง และประชาชนบริเวณใกล้เคียง

    ภาคีและเครือข่าย
    คือหัวใจของความเข้มแข็ง

    น้องเค ศุภกิตติ์ คุณา ยังเล่าต่อว่าก่อนหน้านี้ ก็มีทีมงานหลายคน สลับกันเข้ามาร่วมกันจัดในแต่ละปี แตกต่างกันไป งานวิ่งเพื่อสุขภาพ รันลัดโต้ง อาศัยภาคีและเครือข่ายทั้งภาคเอกชน และภาครัฐ จนกลายเป็นงานประจำปีเลยก็ว่าได้ แม้ว่ากระแสงานวิ่งในประเทศไทยนั้นไม่ได้เติบโตเหมือนเมื่อก่อน ทั้งปัจจัยต่าง ๆ หากรันลัดโต้ง คือจุดมุ่งหมายเดียวกันของการมาพบเจอ บางคนก็ได้มาเจอเพื่อนนักวิ่งด้วยกัน บางคนก็ตั้งตารอที่จะมากินข้าวต้ม (หัวเราะ) บางคนก็มาเก็บคอลเลคชั่นเหรียญรางวัล บางคนเพื่อนชวนมา หรือมาด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม

    การเติบโตของงานวิ่งที่เป็นขวัญใจของนักวิ่ง ทั้งรูปแบบการจัดงาน วิวทิวทัศน์ทุ่งนา เส้นทางวิ่งที่สวยงาม รวมถึงการมีส่วนร่วมในชุมชนที่เข้มแข็ง การตอบรับของภาคีเข้ามามีบทบาทมากขึ้น โดยแต่ละหน่วยงานสนับสนุนตามความถนัดขององค์กร เพื่อหนุนเสริมการทำงานไปในทิศทางเดียวกัน ตัวผมเองก็ไม่ได้มีบทบาทมากเหมือนเมื่อก่อน ขยับให้ชุมชนเริ่มมามีบทบาทมากขึ้น จัดการบางอย่างในงานด้วยตัวเอง ก็มีข้อบกพร่องอยู่บ้าง แต่ได้เห็นชุมชนมีความเข้มแข็งขึ้น

    นอกจากนี้ยังมีชุมชนอื่น ๆ สนใจนำรูปแบบการจัดงานไปประยุกต์ใช้ในพื้นที่ของตนเองด้วย อย่างในปี 2567 ที่ผ่านมาหลังกิจกรรม รันลัดโต้ง ครั้งที่ 6 จบลง ก็มีภาคีนำรูปแบบงานไปจัดที่อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ โดยใช้ชื่อว่า ล่นลัดหมอก ซึ่งถือว่าประสบความสำเร็จไปอีกก้าวหนึ่ง ของการขยายผลการทำกิจกรรมงานวิ่ง แม้ว่าเป้าหมายจำนวนผู้เข้าร่วมงาน ไม่ได้ตั้งไว้จำนวนมากนัก ทำให้การจัดการในงานนั้นสามารถนำไปขยายต่อยอดได้ทันที

    สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่เพจ รันลัดโต้ง หรือที่ https://www.facebook.com/Runludtong และชวนกันมาสร้างระบบสุขภาพชุมชนด้วยกันครับ

  • รดา ไชยวรรณ – แม่ครูช่างฟ้อนหน้อย

    รดา ไชยวรรณ – แม่ครูช่างฟ้อนหน้อย

    การฟ้อนเล็บ เป็นศิลปะและวัฒนธรรมการแสดงของล้านนา ที่ถ่ายทอดวิถีชีวิตและจิตวิญญาณผ่านลีลาท่าฟ้อนอันอ่อยช้อยงดงาม โดยเฉพาะในจังหวัดเชียงใหม่ที่ยังคงรักษาเอกลักษณ์ดั้งเดิมไว้ “จ้างฟ้อน” หรือ “ช่างฟ้อน” จะสวมเล็บทองเหลืองยาวทั้ง 8 นิ้ว ยกเว้นนิ้วโป้ง ทำการฟ้อนตามจังหวะการแห่กลองตึงโนงหรือกลองแอว เป็นความงดงามและเอกลักษณ์เฉพาะตัว โดยเฉพาะการฟ้อนเล็บซึ่งถือเป็นศิลปะการแสดงที่มีรากฐานมาจากประเพณีและวัฒนธรรมของชาวล้านนา ปัจจุบันเครือข่ายชุมชนเมืองรักษ์เชียงใหม่ เป็นภาคีที่ทำงานด้านสุขภาวะ ได้รื้อฟื้นศิลปะการฟ้อนเล็บพื้นเมือง ผ่านกิจกรรมการเรียนการสอนผ่านครูภูมิปัญญาท้องถิ่น เปิดโอกาสให้เยาวชนและผู้สนใจได้เรียนรู้และสืบสานศิลปะการแสดง ได้รับการสนับสนุนจากหลายภาคส่วน ทั้งสำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า (สคล.) และมูลนิธิเครือข่ายพลังสังคม ภายใต้สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ผ่านกิจกรรมสำคัญอย่าง “ยอสวยไหว้สา พระญามังราย” และ “ต๋ามผางปะตี๊ดส่องฟ้าฮักษาเมือง” ในช่วงเทศกาลยี่เป็งของจังหวัดเชียงใหม่

    การฟ้อนเล็บจึงไม่เพียงเป็นการอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมเท่านั้น แต่ยังเป็นสื่อกลางในการเชื่อมโยงผู้คนในชุมชน สร้างความภาคภูมิใจในรากเหง้าวัฒนธรรม และปลูกฝังคุณค่าอันงดงามของศิลปะการแสดงพื้นบ้านให้แก่คนรุ่นใหม่ได้สืบสานต่อไป

    แม่ครูช่างฟ้อนหน้อย

    การที่จะให้วัฒนธรรมเข้าถึงคนรุ่นใหม่หรือเยาวชนในสมัยนี้ ค่อนข้างที่จะเข้าถึงยาก นอกจากคนที่มีทุนทรัพย์ ที่พอจะหาไปเรียนด้วยตนเองตามสถาบันการเรียนรู้หรือศูนย์การเรียนรู้ต่าง ๆ ซึ่งทำให้เด็กและเยาวชนบางคนอาจจะขาดโอกาสในการเข้าถึง ทางเครือข่ายชุมชนเมืองรักษ์เชียงใหม่มองว่ากิจกรรมหรืองานประเพณีที่จัดโดยชุมชน ก็จะมีความผูกพันและผูกโยงเกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมอยู่แล้ว

    “แม่ครูหน้อย” เป็นชื่อเปรียบความสามารถของ น้องรดา ไชยวรรณ เยาวชนที่ใช้เวลาในช่วงปิดภาคเรียน มีความสนใจเข้ามาเรียนรู้เรื่องของศิลปะวัฒนธรรมล้านนา ซึ่งเป็นผลผลิตทางกิจกรรมที่ส่งต่อต้นทุนวัฒนธรรมสู่เด็กและเยาวชนรุ่นใหม่ จนปัจจุบันน้องรดา เป็นรุ่นพี่ของเด็ก ๆ และเยาวชนที่เข้ามาเรียนฟ้อนเล็บกับเครือข่ายชุมชนเมืองรักษ์เชียงใหม่ จนเชี่ยวชาญและก้าวขึ้นมาเป็นผู้ช่วยครูสอนฟ้อนให้น้อง ๆ รุ่นใหม่ จึงได้รับการเปรียบว่าเป็นแม่ครูหน้อยหรือแม่ครูช่างฟ้อนหน้อย ซึ่งคำว่า “หน้อย” นอกจากจะแปลว่า “เล็ก” แล้ว ยังหมายถึง “รุ่นเยาว์” เป็นการเรียกที่สื่อถึงรุ่นเยาว์ ก็คือ แม่ครูรุ่นเยาว์อายุยังน้อยนั่นเอง

    พามารู้จักเด็กและเยาวชนคนเก่งอย่าง น้องรดา ไชยวรรณ ปัจจุบัน (พ.ศ.2568) อายุ 16 ปี กำลังศึกษาอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนวชิรวิทย์เชียงใหม่ และล่าสุดได้รับรางวัลเด็กและเยาวชนดีเด่น ประจำปี 2568 เนื่องในวันเด็กแห่งชาติประจำปี 2568 จากกระทรวงศึกษาธิการ ถือเป็นเยาวชนที่มีความสามารถหลายด้าน รวมถึงได้รับรางวัลจากเวทีงานอื่น ๆ อีกมากมาย หนึ่งในความโดดเด่นของน้องรดา คือ การสืบสานวัฒนธรรมท้องถิ่น เป็นเยาวชนที่มีความสนใจในการฟ้อนเล็บพื้นเมือง ที่ได้ศึกษาและฝึกฝนตนเองให้มีความรู้ ได้รับการถ่ายทอดองค์ความรู้มาจากแม่ครูภูมิปัญญาที่มีชื่อเสียงและเป็นที่ยอมรับ และยังสามารถถ่ายทอดการสอนฟ้อนเล็บให้กับเยาวชนรุ่นน้อง จนได้รับนามว่า “แม่ครูหน้อย” ซึ่งเป็นนักเรียนต้นแบบผู้นำการฟ้อนล้านนาของเยาวชนคนรุ่นใหม่ เป็นผู้ถ่ายทอดวัฒนธรรมด้านการฟ้อนของท้องถิ่นเหนือให้แก่ผู้อื่น และยังได้ร่วมแสดงในงานสำคัญของจังหวัดเชียงใหม่และระดับประเทศมาแล้ว

    จุดเริ่มต้นของศิลปะการฟ้อน

    ถ้าจุดเริ่มต้นจริง ๆ ของการฟ้อนนั้น ต้องย้อนกลับไปในวันที่แม่พาไปเที่ยว และได้เห็นการรับสมัครเรียนช่างฟ้อนจากเครือข่ายชุมชนเมืองรักษ์เชียงใหม่ จึงลองเข้าไปสมัคร โดยช่วงแรกน้องรดาเล่าว่า “ตอนนั้นไปร่วมเรียนฟ้อน ยังไม่รู้ว่าเป็นท่าอะไรเลยค่ะ แค่ทำตามที่แม่ครูสอน เห็นท่าไหนก็จำและทำตาม แต่พอโตขึ้นมา กลับกลายเป็นว่าหนูได้มาเป็นคนสอนคนอื่นบ้างแล้ว มันเป็นความรู้สึกที่แตกต่างมาก เพราะตอนนี้เราเริ่มเข้าใจความหมายของแต่ละท่าฟ้อน ซาบซึ้งว่าสิ่งที่เราทำอยู่นั้นคือการสืบทอดวัฒนธรรมล้านนาที่มีคุณค่า”

    ในแต่ละปี น้องรดาจะมาเข้าร่วมกับเครือข่ายชุมชนเมืองฯ มีคิวการฟ้อนที่สำคัญอยู่สองงานใหญ่ งานแรกคือการฟ้อนเล็บในงาน ยอสวยไหว้สาพญามังราย ตรงกับวันที่ 12 เดือนเมษายนของทุกปี และการฟ้อนเทียน ฟ้อนโคมในงานยี่เป็งช่วงเดือนพฤศจิกายน ซึ่งแต่ละงานก็มีเสน่ห์ไม่เหมือนกัน โดยฟ้อนเล็บจะแสดงตอนกลางวัน ส่วนฟ้อนเทียนจะแสดงตอนค่ำ ซึ่งแต่ละการแสดงมีความพิเศษในตัวเองที่แตกต่างกัน แต่ก็ยังเป็นการสืบสานประเพณีและวัฒนธรรมต่อไป

    ความหลากหลายวัย

    ถ้าใครเคยชมการฟ้อนเล็บในงานยอสวยไหว้สา พระยามังราย และงานต๋ามผางปะตี๊ดส่องฟ้าฮักษาเมือง คงจะเห็นภาพที่น่าประทับใจ โดยเฉพาะช่างฟ้อนหลากหลายวัยที่มารวมตัวกัน ตั้งแต่เด็กอายุ 4 ขวบ ไปจนถึงผู้สูงอายุ กิจกรรมการฟ้อนเล็บคล้ายกับสะพานเชื่อมคนทุกช่วงวัยเข้าด้วยกัน ความรู้สึกของน้องรดามองว่า วัฒนธรรมเป็นเรื่องที่เข้าถึงได้ง่าย ไม่ว่าจะเด็กเล็กแค่ไหน หรือผู้ใหญ่แล้วก็ตาม ทุกคนสามารถมาร่วมกันได้ โดยเฉพาะบรรยากาศในการเรียนฟ้อน ซ้อมฟ้อน พอได้มาเจอแม่ครูที่เก่ง ๆ ก็อดคิดไม่ได้ว่าอยากเป็นแบบแม่ครูเขาบ้าง ช่างฟ้อนมีความสวยงดงาม ทำให้เรามีแรงบันดาลใจอยากพัฒนาตัวเองขึ้นไปอีก

    จากประสบการณ์มากกว่า 5 ปี ในการฟ้อนเล็บของน้องรดา ทำให้ได้เห็นการหมุนเวียนเปลี่ยนผ่านของผู้คน ทุกปีจะมีน้อง ๆ หน้าใหม่เข้ามา และบางคนก็แยกย้ายกันไป แต่สิ่งที่ยังคงอยู่คือมิตรภาพที่มีต่อกัน ทุกครั้งที่มีการฟ้อน จะเห็นภาพของการถ่ายทอดวิธีการจากแม่ครูรุ่นพี่ จะคอยสอนคนใหม่ ๆ ที่เข้ามาเรียน และน้องรดาเองก็จะช่วยดูแลเด็ก ๆ ที่เล็กกว่า และเชื่อมระหว่างวัยผู้ใหญ่ขึ้นมา

    “ตอนนี้กลายมาเป็นพี่ที่สอนน้อง ๆ บ้างแล้ว มันเป็นความรู้สึกที่พิเศษมาก ที่ได้ส่งต่อสิ่งที่เราเรียนรู้มาให้กับคนรุ่นต่อไป”

    การฟ้อนเล็บในเครือข่ายฯจึงไม่ใช่แค่การแสดงทางวัฒนธรรม แต่เป็นพื้นที่ที่ทำให้คนต่างวัยได้มาพบกัน แลกเปลี่ยนเรียนรู้ พื้นที่สร้างสรรค์และสร้างความทรงจำดี ๆ ร่วมกันเหมือนเป็นครอบครัวใหญ่ที่มีทั้งพี่ น้อง และเพื่อน ทุกคนมาอยู่รวมกันด้วยความรักและสนใจในศิลปะการฟ้อน ซึ่งเป็นมนต์เสน่ห์ของวัฒนธรรมที่สามารถเชื่อมร้อยผู้คนต่างวัยเข้าด้วยกันได้อย่างงดงาม

    ความท้าทาย ช่างฟ้อนรุ่นใหม่

    การก้าวขึ้นมาเป็นช่างฟ้อนที่ได้รับการยอมรับ ไม่ใช่เรื่องง่าย น้องรดาเล่าว่า ความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือการแข่งกับตัวเองและมักจะถามตัวเองเสมอว่า ทำยังไงให้วันนี้ดีกว่าเมื่อวาน แต่ก็ไม่ได้กดดันตัวเองมากเกินไป เพราะเชื่อว่าการพัฒนาต้องค่อยเป็นค่อยไป

    การจัดสรรเวลาระหว่างการเรียนและการฝึกซ้อมเป็นอีกหนึ่งความท้าทาย วันจันทร์ถึงศุกร์ ส่วนใหญ่จะให้เวลากับการเรียนเต็มที่ ส่วนวันเสาร์-อาทิตย์ ก็จะมาซ้อมฟ้อนและซ้อมดนตรี บางครั้งช่วงหลังเลิกเรียนก็อาจต้องมาซ้อมเพิ่มซึ่งจะเป็นการซ้อมรวมกันทั้งหมดเหมือนการแสดงจริง โดยเฉพาะช่วงใกล้การจัดงาน แต่ก็พยายามจัดสรรเวลาให้ไม่กระทบกับการเรียน

    นอกจากการฝึกฝนทักษะการฟ้อนแล้ว การเข้าใจความหมายและคุณค่าของศิลปะก็สำคัญไม่แพ้กัน อย่างที่กล่าวไปข้างต้นว่า ตอนเด็ก ๆ หนูแค่จำท่าฟ้อนและทำตามแค่นั้น แต่พอโตขึ้น เริ่มเข้าใจว่าแต่ละท่ามีความหมาย มีที่มาที่ไป ทำให้การฟ้อนมีชีวิตชีวามากขึ้น”

    ความท้าทายอีกอย่างคือการรักษาสมดุลระหว่างการสืบสานวัฒนธรรมกับการปรับตัวให้เข้ากับยุคสมัย หนูอยากให้คนรุ่นใหม่เห็นว่าศิลปะการฟ้อนไม่ใช่เรื่องล้าสมัย แต่เป็นสิ่งสวยงามที่ควรค่าแก่การสืบสานและส่งต่อ บางครั้งหนูก็ลองถ่ายคลิปสั้น ๆ ท่าทางฟ้อนแบบง่าย ๆ ลงโซเชียล ลง TikTok ทำให้การฟ้อนดูเข้าถึงและทันสมัยขึ้น แต่ก็ยังคงท่าทางการฟ้อนแบบดั้งเดิมไว้

    ช่างฟ้อนในโลกดิจิทัล

    สังคมยุคนี้ใช้โซเชียลมีเดียกันเยอะมาก โดยเฉพาะเด็กรุ่นใหม่ หนูเลยคิดว่า ทำไมเราไม่ลองเอาความสวยงามของศิลปะการฟ้อนมาแชร์ในโลกออนไลน์ดู ตอนช่วงที่มีการแพร่ระบาดของโควิด-19 กิจกรรมกลางแจ้งก็ถูกงด จึงได้เริ่มลองถ่ายคลิปสั้น ๆ ความยาว 2-3 นาที นำเสนอท่าฟ้อนในรูปแบบที่เข้าถึงง่าย มีการฟ้อนเล็บเป็นหลัก บางทีก็เป็นฟ้อนเทียน หรือฟ้อนสาวไหม อะไรก็ได้ที่เป็นวัฒนธรรมไทย พอลงในโซเชียล โดยเฉพาะ TikTok คนที่ไม่เคยสนใจเรื่องพวกนี้ก็เริ่มแวะเข้ามาดู เพื่อที่จะได้เข้าถึงในสังคมออนไลน์ได้มากขึ้น และเมื่อในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ได้ส่งคลิปวิดีโอที่เล่าเรื่องวัฒนธรรมไทยทั้งของภาคเหนือเข้าประกวด และคว้ารางวัลอันดับ 3 ของประเทศจากกระทรวงวัฒนธรรม

    ความฝันและเป้าหมาย

    ถ้าหาก ณ ตอนนี้ยังไม่สามารถบอกได้ชัดเจนว่าตัวเองว่าโตขึ้นจะเป็นอะไร แต่รู้อย่างหนึ่งแน่ ๆ ว่าจะไม่ทิ้งการสื่อสารเรื่องวัฒนธรรมไทยแน่นอน แต่หนูเคยคิดอยากเป็นแอร์โฮสเตส แต่ไม่ใช่แค่แอร์โฮสเตสธรรมดานะคะ หนูอยากเป็นแอร์โฮสเตสที่รำสวยที่สุดและร้องเพลงได้

    ในอนาคตหนูอยากแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมกับต่างประเทศให้มากขึ้น น่าจะมีโอกาสได้เผยแพร่ความงดงามของวัฒนธรรมล้านนาและวัฒนธรรมไทยให้ชาวต่างชาติ และในขณะเดียวกันก็ได้เรียนรู้วัฒนธรรมของเขาด้วย

    นอกจากความฝันแล้ว ยังมีความหวังที่จะเห็นการเปลี่ยนแปลงในวงการวัฒนธรรมไทย อยากให้การเข้าถึงศิลปวัฒนธรรมเป็นเรื่องง่ายสำหรับทุกคน ไม่ใช่แค่กลุ่มเล็ก ๆ เท่านั้น โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่สนใจและเข้ามามีส่วนร่วมในการสืบสานวัฒนธรรมมากขึ้นและหลากหลายขึ้น ไม่ว่าอนาคตจะเติบโตไปทางไหน น้องรดากล่าวทิ้งท้ายว่ายังคงเป็นส่วนหนึ่งในการรักษาและสืบสานวัฒนธรรมอันงดงามนี้ให้คงอยู่ต่อไป

    อยากเห็นวันเด็กเป็นอย่างไร

    ทุกครั้งที่ถึงวันเด็ก มันทำให้หนูย้อนนึกถึงความทรงจำดี ๆ ในวัยเด็ก มันเหมือนเป็นเทศกาลย้อนวัย ที่ทำให้เราได้กลับไปสัมผัสความรู้สึกเป็นเด็กอีกครั้ง ตอนนั้นในวันเด็ก หนูเคยได้รับรางวัลเด็กดีเด่น จากการแสดงในงานวันเด็กด้วยค่ะ แต่ความประทับใจที่สุดกลับเป็นปีที่หนูไม่ได้แสดง เป็นปีที่คุณพ่อพาไปเที่ยวงาน วันนั้นหนูได้เล่นของเล่นทั้งวันเลย ไม่ต้องกังวลเรื่องการแสดง ได้สนุกเต็มที่เหมือนเด็กทั่วไป

    วันเด็กในมุมมองของน้องรดา มองว่าวันเด็กมีความสำคัญมากกว่าที่หลายคนคิด มันไม่ใช่แค่วันที่จัดขึ้นมาเพื่อให้เด็ก ๆ ได้สนุก แต่มันเป็นโอกาสที่เด็ก ๆ จะได้สร้างความทรงจำดี ๆ ร่วมกัน “ถ้าไม่มีวันเด็ก เด็ก ๆ อาจจะพลาดโอกาสที่จะมีความทรงจำพิเศษในวัยเด็กไป”

    ในมุมมองแม่ครูช่างฟ้อนหน้อย ก็มีความหวังอยากเห็นการเปลี่ยนแปลงในอนาคต อยากให้เด็กรุ่นใหม่เข้าถึงศิลปวัฒนธรรมได้ง่ายขึ้น เพราะทุกวันนี้โอกาสในการเรียนรู้ศิลปวัฒนธรรม ยังจำกัดอยู่ในวงแคบ อยากเห็นการเปิดกว้างให้ทุกคนได้มีโอกาสเรียนรู้และสืบสานวัฒนธรรมของเรามากขึ้น วันเด็กจึงเป็นโอกาสในการสร้างแรงบันดาลใจให้เด็กรุ่นใหม่ได้เห็นคุณค่าและความงดงามของวัฒนธรรมไทย ผ่านกิจกรรมและการแสดงที่สร้างความประทับใจในช่วงของชีวิต

    นอกจากกิจกรรมทางด้านศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่นแล้ว น้องรดา ยังมีความสามารถทางด้านดนตรีสากลไม่แพ้กัน โดยเป็นหนึ่งในสมาชิกวงดนตรี La Musica Band ของโรงเรียนวชิรวิทย์เชียงใหม่ ที่ไปคว้าแชมป์การประกวด STOP DRINK MUSIC AWARDS 2024 ที่จัดโดยมูลนิธิเครือข่ายพลังสังคม เครือข่ายองค์กรงดเหล้า และสามย่านมิตรทาวน์ รวมถึงการได้คว้ารางวัลอื่น ๆ อีกมากมาย สามารถติดตามรับชมผลงานได้ทาง Youtube ด้านล่างนี้

  • หนุ่มมาดเซอร์ ผู้ขับเคลื่อนกิจกรรม ‘อมก๋อยเฟส’

    หนุ่มมาดเซอร์ ผู้ขับเคลื่อนกิจกรรม ‘อมก๋อยเฟส’

    “ไงเล่า สหาย”

    คือ ถ้อยคำทักทายแรกเมื่อเราเดินทางมาเจอชายคนนี้ ที่มีชื่อเสียงเรียงนามว่า “ยอดชายนายพีเตอร์ ไอ้หนุ่มมาดเซอร์จากอมก๋อย” ประโยคทักทายอันบาดลึกไม่น้อยนี้ แปลแล้วมีความหมายทำนองว่า “มีอะไรเหรอเพื่อน” ซึ่งปกติจะต้องสวัสดี แต่ชายผู้นี้ข้ามขั้นตอนของการทักทายเป็นอย่างมาก ด้วยความเป็นคนที่มีเอกลักษณ์ของตัวเอง ดูกวนนิดๆ จึงทำให้การเดินทางของบทความนี้สนุกไม่น้อยเลยทีเดียว และเขาคือผู้ขับเคลื่อนกิจกรรมสร้างสรรค์ในพื้นที่บ้านเกิดของตัวเองที่อำเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่

    หลายท่านเคยได้ยินชื่อ อำเภออมก๋อย กันมาบ้างซึ่งมีแหล่งธรรมชาติสวยงามในพื้นที่อย่างม่อนจอง อำเภออมก๋อย ตั้งอยู่ในเขตพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ เป็นอำเภออยู่ทางใต้สุดของจังหวัด มีรอยต่อติดกับเขตจังหวัดตากและแม่ฮ่องสอน จากการหาข้อมูลเพิ่มเติมพบว่า คำว่า “อมก๋อย” สันนิษฐานมาจากคำว่า “อำกอย” ซึ่งเป็นภาษาลัวะ(ละว้า) แปลว่า ขุนน้ำ หรือต้นน้ำ สันนิษฐานว่า หมายถึง ต้นน้ำแม่ตื่นที่ไหลผ่านชุมชนเมืองโบราณจากตำนานเมืองตื๋นนันทบุรี และยกฐานะจากเขตการปกครองอำเภอฮอดเป็นอำเภออมก๋อยเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2501 การเดินทางอันยาวไกลครั้งนี้คุ้มค่ากับการมาเยือนอมก๋อยเป็นอย่างมาก

    อำเภออมก๋อย เป็นอีกหนึ่งพื้นที่ภาคีที่ได้รับสนับสนุนจากสำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า (สคล.) สนันสนุนการจัดกิจกรรม อมก๋อยเฟส หรือ OMKOI FEST โดยปีนี้ (2567) จัดขึ้นเป็นปีที่ 3 แล้ว ซึ่งเป็นกิจกรรมเปิดพื้นที่สร้างสรรค์ให้กับเยาวชนในอำเภออมก๋อยและใกล้เคียงให้มีพื้นที่ในการทำกิจกรรม ไม่ว่าจะเป็นการประกวดวงดนตรี การแสดงความสามารถต่างๆ รวมถึงการนำเสนออัตลักษณ์ท้องถิ่นและชาติพันธุ์

    ยอดชายนายพีเตอร์ ไอ้หนุ่มมาดเซอร์จากอมก๋อย

    หรือ นายกฤชวรพล สกุณาคีรี เราเรียกว่า ปีเตอร์ ถ้าจะอ่านออกสำเนียงอย่างเจ้าตัวพูดคุยกับเราก็อ่านออกเสียงว่า พี-เทอร์ ผู้รับหน้าที่เป็นหนึ่งในแม่งานจัดงาน “อมก๋อยเฟส (OMKOI FEST)” ตั้งแต่ปีแรก ทำความรู้จักกับเขาสักหน่อยบ้าง เป็นคนที่มีเสน่ห์ ปีเตอร์เป็นศิลปินท้องถิ่น เป็นคนอมก๋อยตั้งแต่กำเนิด ชอบร้องเพลงเป็นอย่างมาก พกกีตาร์เป็นดั่งอาวุธประจำกาย แต่เดี๋ยว! สายกีตาร์ที่คล้องอยู่นั้น มันคือสายรัดประคตของพระ ด้วยความที่เจ้าตัวมีเอกลักษณ์ในการพูดหรือการสื่อสารของตัวเองแนวละครพีเรียด หรือจักร ๆ วงศ์ ๆ หลายคนก็ชื่นชอบในตัวสไตล์ของเขา ดังประโยคฮิตติดปากของปีเตอร์ที่ว่า “บาดลึกไม่น้อย อมก๋อยสั่งมา” บทความนี้จึงใช้เวลาในการเรียบเรียงออกมาแนวสไตล์ยอดชายนายพีเตอร์ อาจจะติดภาษาและถ้อยคำที่ออกแนวละครแนวพีเรียดย้อนยุคไปบ้าง

    อมก๋อยเฟส (OMKOI FEST) คืออะไร

    อมก๋อยเฟส เป็นกิจกรรมงานที่เริ่มมาจากรุ่นพี่และมิตรสหายที่รู้จัก ชวนกันจัดประกวดวงดนตรีที่อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ ตอนนั้นชื่องานว่า “แม่แจ่มกรีนมิวสิค (Mae Chaem Green Music)” จากนั้นก็ได้กลับมาที่อมก๋อย พบปะกับมิตรสหาย ในวงสภากาแฟช่วงราว ๆ ปลายเดือนธันวาคม ได้ข้อสรุปว่า ในอำเภออมก๋อยก็มีน้อง ๆ เยาวชนหลายคนที่ชื่นชอบการเล่นดนตรี และมีน้องเยาวชนที่อยากทำงานเกี่ยวกับการจัดประกวดวงดนตรี อยากจะเรียนรู้ประสบการณ์การทำงานเกี่ยวกับประกวดดนตรี จากวงสนทนากาแฟเมื่อครั้งนั้น ต่อมาประมาณช่วงราวเดือนกุมภาพันธ์ ก็จัดงานอมก๋อยเฟสติวัล (OMKOI FESTIVAL) ปีที่ 1 ขึ้นมาในปี 2564 ส่วนมากจะติดปากกันเรียกว่า “อมก๋อยเฟส”

    หลังจากนั้นได้ประสานไปยังกลุ่มสภาเด็กและเยาวชนอำเภออมก๋อย ซึ่งตอนนั้นมีแกนนำอยู่ 3 คน และเริ่มชักชวนเครือข่าย เยาวชนที่อยากทำกิจกรรมอาสาเกี่ยวกับดนตรีมาประชุม และเดินสายทัวร์ไปหาคนที่สนใจจากหลายตำบล โรงเรียนต่าง ๆ ในอำเภออมก๋อย นัดกันมาประชุมเพื่อจะทำงานประกวดวงดนตรี ถือว่าเป็นครั้งแรกที่จัดกิจกรรมดนตรีในอำเภออมก๋อย

    เมื่อเริ่มร่างโครงการพร้อมรายละเอียดเบื้องต้น ก็ได้เข้าไปเสนอต่อผู้ใหญ่ นายอำเภอ นายกเทศมนตรี องค์กรห้างร้าน เพื่อประสานงาน และขอรับการสนับสนุนการจัดงาน ไม่ว่าจะเป็นงบประมาณ เรียกได้ว่าเหนื่อยไม่น้อย ซึ่งเป็นครั้งแรกของการจัดงาน โดยได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า (สคล.) และ สำนักงานสนับสนุนกองทุนสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เป็นผู้สนับสนุนหลักก่อน นอกจากนี้ยังมีองค์กรอื่นๆ ห้างร้านร่วมกันสมทบแบบฮอมทุนร่วมกันจัดตามจิตศรัทธา

    ส่วนในเรื่องดนตรีและการแสดงก็ได้ประสานไปยังเครือข่ายศิลปินชาติพันธุ์อิสระเข้ามาร่วมบรรเลงขับร้องในงาน แม้ว่าบทบาทของปีเตอร์เองนั้นเป็นคนในพื้นที่ ซึ่งจะต้องเป็นคนประสานงานการจัดกิจกรรมหลัก แต่ก็มีหลายท่านที่ไม่ได้กล่าวถึง ทั้งหมอโด่ง พี่เหยิน ที่อยู่เบื้องหลังในการทำงานให้กิจกรรมนี้เกิดขึ้นจนสำเร็จ รวมทั้งผู้ใหญ่หลายคนเลย ที่ไม่ได้กล่าวถึง

    ทำไมถึงต้องมี อมก๋อยเฟส (OMKOI FEST)

    คอนเส็ปหรือวัตถุประสงค์ในการจัดงานในปีแรกนั้นจะแตกต่างกับปัจจุบัน เนื่องจากทางเราเองตั้งทุนมาจากกิจกรรมเรื่องดนตรีและความรื่นเริงเป็นหลัก เลยมีกิจกรรมการประกวดวงดนตรีในพื้นที่เป็นครั้งแรก ซึ่งเป็นเด็กเยาวชนจากในอำเภอ และใกล้เคียงเข้ามาประกวด ถูกใจคนในพื้นที่ยิ่งนักไม่ว่าจะเป็นลูกเล็กเด็กแดง อีกทั้งในกิจกรรมยังเป็นพื้นที่เวทีสำหรับการแสดงออกแบบสร้างสรรค์ ที่เราสามารถเป็นตัวแทนที่ส่งต่อให้เขาไปต่อในเวทีระดับที่สูงกว่านี้ ก็ไม่ได้จำกัดว่าจะต้องมีเพียงการประกวดวงดนตรีเป็นหลัก ยังมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบตามความเหมาะสม เช่น มีการแสดงศิลปะวัฒนธรรมท้องถิ่นของกลุ่มชาติพันธุ์สอดแทรกในบางช่วงเวลา บางครั้งผมเองก็ขึ้นไปขับขานเสียงเพลงพร้อมมิตรสหาย ฮ่าๆ (เสียงหัวเราะปีเตอร์)

    อันต่อมาถือว่า งานนี้เป็นโอกาสทั้งสองฝ่าย โดยฝ่ายแรกคือ ฝ่ายของทีมงานผู้จัด หรือ Staff ได้มีการเรียนรู้วิธีการทำงานเพื่อต่อยอดในอนาคตของทีมงานที่เป็นน้อง ๆ เยาวชน ในปีต่อ ๆ มาของการจัดงานอมก๋อยเฟสขึ้นมา เพื่อให้น้อง ๆ เยาวชนได้มารวมตัวกันมากโข สรรสร้างทำกิจกรรมสร้างสรรค์ทางดนตรีและศิลปะ โดยเฉพาะศิลปะหรือการแสดงที่เป็นอัตลักษณ์ในท้องถิ่น หรือกลุ่มชาติพันธุ์ เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันตนเอง ไม่ยุ่งเกี่ยวกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์​ให้ห่างไกลยาเสพติด ไร้ซึ่งเหล้ายาปลาปิ้งและอบายมุข รวมถึงการมีพื้นที่หรือลานเพื่อเปิดให้เด็กและเยาวชนมีพื้นที่ทำกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง ส่วนโอกาสอีกฝ่าย คือ ฝ่ายของผู้เข้าร่วมกิจกรรม โดยเปิดโอกาสให้นักเรียน นักศึกษาและบุคคลทั่วไปในพื้นที่ใกล้เคียงและพื้นที่ห่างไกล ได้มาแสดงออก นำเอาความสามารถแต่ละศาสตร์วิชามาแสดงอย่างสร้างสรรค์ ผ่านการแสดงออก นิทรรศการ เรื่องราวและบทเพลงที่ตนเองชื่นชอบ

    มีสิ่งหนึ่งที่ปีเตอร์มองเห็น คือ เกิดการพัฒนาทักษะด้านการดำเนินงาน วิธีการทำงานให้กับกลุ่มเยาวชนที่มีจิตสาธารณะร่วมจัดงานด้วย น้อง ๆ มีความสามารถและประสบการณ์ในการทำงานที่สเกลใหญ่ขึ้น ซึ่งน้อยนักที่จะได้ลิ้มลอง หวังว่าน้อง ๆ จะเติบโตออกไปอยู่ที่ไหนก็ตาม ย่อมมีทักษะติดตัวออกไปได้ไม่น้อย

    อย่างที่ได้เกริ่นเป้าหมายของการจัดงานไว้ตอนแรกนะครับ ยังสามารถส่งเสริมเรื่องของการท่องเที่ยวของอำเภออมก๋อย ให้เป็นงานเทศกาลดนตรีประจำของเด็กและเยาวชนในทุกปี ที่พักรีสอร์ท หรือว่าร้านอาหารต่างๆ ก็ได้มีเศรษฐกิจที่ดีขึ้น และงานก็มีผู้คนรู้จักมากขึ้น เริ่มเป็นที่ยอมรับของคนมนพื้นที่  มีการบอกปากต่อปากกันไป อำเภออมก๋อยเป็นพื้นที่ขึ้นชื่อชา เรื่องของอากาศดี ทั้งหน้าร้อนและหน้าหนาว สร้างแรงบันดาลใจให้มิตรสหายที่มาเที่ยว เมื่อมองเห็นโอกาสกิจกรรมนี้ เราก็แฝงการรณรงค์สร้างจิตสานึกในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รวมถึงคุณค่ามรดกทางวัฒนธรรม และภูมิปัญญาท้องถิ่นชาติพันธุ์อันงดงามของอำเภออมก๋อยไปด้วย อย่างที่จะเห็นว่า มีการแสดงศิลปะและวัฒนธรรมของชาติพันธุ์ในอำเภออมก๋อยมาร่วมในวันเปิดงาน

    ชักชวน เยาวชนอมก๋อยเข้ามาทำงานอย่างไร?

    น้อง ๆ มีความสามารถและเก่ง แต่พอเมื่อถึงวันที่จบการศึกษาต่อและต้องไปศึกษาต่อในเมือง ก็จะต้องสร้างรุ่นน้องขึ้นมาทดแทนคนเก่าๆ ก็เลยตั้งเป้าหมายว่าอยากจะให้คนที่สนใจมาเป็นทีมงาน เลยเปิดรับสมัคร ทำการประชาสัมพันธ์ ประกาศรับสมัครทีมงานอาสาผ่านการโพสต์ของ Facebook Page ทุกปี แต่ปีล่าสุดก็มีคนสมัครเข้ามาเยอะ น้อง ๆ ทักเข้ามาในแชทเพจจ้าละหวั่น บอกว่าต้องการเป็นทีมงานยิ่งนัก และด้วยความที่คนเข้าสมัครเข้ามาเยอะเกิน เรียกว่ากำหนดที่เราวางไว้ ซึ่งตั้งไว้ที่ประมาณ 25 คน ก็เลยจะต้องมีการสัมภาษณ์เล็กน้อย ให้พี่ ๆ รุ่นพี่ทำกิจกรรมรุ่นก่อนเป็นคนสัมภาษณ์กันเอง แต่ก็ตั้งคำถามสัมภาษณ์น้องไว้เหมือนกัน แต่สุดท้ายก็รับเข้ามาช่วยเป็น Staff หรือทีมงานไว้ทั้งหมด ส่วนมากช่วยกันในงานด้านดนตรีงานกิจกรรมทั้งหมดเลย ซึ่งรุ่นนี้ (ปีนี้) ก็เลยมีน้อง ๆ เยอะหน่อย ประมาณสัก 30 คน เห็นจะได้ว่ามีการสอนงานกันไปบ้างหน้าที่ของแต่ละคนคืออะไร ทำอย่างไร น้อง ๆ รุ่นพี่ก็จะสอนกันต่อไปเป็นรุ่นๆ

    การพัฒนาของทีมงานที่เรามองเห็นน้อง ๆ เริ่มจากปีแรก พอเรียนจบก็เข้าไปเรียนในตัวเมือง และเมื่อมีกิจกรรมอมก๋อยเฟสน้อง ๆ ก็กลับมาช่วยเหลือน้อง ๆ เป็นผู้อาวุโสมาเทรนให้กับน้อง ได้ทำหลากหลายหน้าที่ ยกตัวอย่างการเป็นพิธีกรบนเวที หลายคนไม่มีโอกาส หรือขาดความมั่นใจ พอจบจกกิจกรรมนี้ ก็สามารถเป็นพิธีกรมืออาชีพติดตัวไปได้ และมีความมั่นใจมากขึ้น พี่หมอโด่ง ที่เป็นพิธีกรในปีแรกๆ ก็แบ่งปันประสบการณ์ทำงาน ช่วยเทรนช่วยชี้แนะ เพราะน้อง ๆ ยังเขินกับการขึ้นเวที การพูดหน้าเวที

    วิธีการทำงาน และในอนาคตเป็นอย่างไร?

    เล่าถึงการทำงาน อาจจะเล่าในเบื้องต้น เพราะเล่ายาวทั้งวันก็ไม่จบ 555 (ปีเตอร์หัวเราะ) ก็เริ่มแรกหลังจากที่ร่างโครงการแล้วที่มีเฮดที่เป็นผู้ใหญ่ ก็เข้าสู่กระบวนการเตรียมงาน ว่าจะต้องทำอะไรบ้าง รับสมัครน้อง ๆ เข้ามาเป็นทีมงาน และเมื่อรับเข้ามาแล้วก็ แบ่งหน้าที่ให้แต่ละคน ตามความสมัครใจหรือความถนัด โดยแบ่งเป็นฝ่าย ซึ่งแต่ละฝ่ายทำอะไรบ้างนั้นหลังจากได้ข้อสรุปเบื้องต้นก็จะนำขั้นตอนการทำงานหลัก ๆ โพสต์ไว้ที่ Facebook มีการกำนดการประชุมแบบมาเจอกันตามหน้างาน สร้างกลุ่มสื่อสารออนไลน์ขึ้นมา เพื่อวางบทบาทหน้าที่ของแต่ละคนให้ชัดเจนขึ้น ถ้าวันไหนที่ไม่สะดวกมาเจอกัน ก็ประชุมคุยกันในกลุ่มออนไลน์ แบ่งงานตามบทบาทของแต่ละฝ่าย เช่น มีฝ่ายประสานงาน ฝ่ายสถานที่ ฝ่ายเอกสาร ฝ่ายบัญชีการเงิน มีการนัดประชุมย่อยกันแต่ละฝ่ายบ้าง แต่ที่ก็จะช่วยเหลือกันทุกฝ่าย

    เอกสารหลายๆอย่าง เราต้องทำหนังสือ แล้วก็มายืนที่อำเภอ ปีแรกๆเราให้ทางผู้ใหญ่เซ็นรับรอง เอาไว้ยื่นหาผู้สนับสนุน เนื่องจากเป็นกิจกรรมใหม่ด้วย และต้องหาความน่าเชื่อถือ แก้เขินยิ่งนัก แต่พอจัดงานผ่านไป 2 ปี ด้วยความที่ผู้ใหญ่และคนอมก๋อยเริ่มรับรู้เห็นกิจกรรมเกิดขึ้น ไม่มีการเคอะเขิน ปี 3 (พ.ศ.2567) ก็มาประสานทางอำเภออมก๋อยในการจัดงาน ซึ่งปีนี้ก็มีภาคีใหม่ มิตรสหายยื่นมือเข้ามาร่วมจัดงานและสนับสนุน เช่น มูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย มูลนิธิรักษ์เด็ก พี่น้องกลุ่มสตรีเยาวชน ก็มีการประชุมกัน ปรึกษาหารือกัน แล้วก็เชิญผู้ใหญ่หัวหน้าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มาร่วมประชุมด้วย ในส่วนของการสนับสนุนก็ได้รับการสนับสนุนเป็นทั้งเงินรางวัล น้ำดื่มสำหรับผู้เข้าร่วมงาน และอาหารสำหรับทีมงานตามปัจจัยที่สนับสนุนมา

    อมก๋อยเฟส ครั้งที่ 1

    การจัดการประกวดนั้นก็แบ่งออกเป็น 2 วัน ก่อนหน้านี้มีการออดิชั่นมารอบหนึ่ง แล้วก็มาถึงวันแรกมีการจัดประกวดในแต่ละรุ่นในช่วงเย็น และพิธีเปิดงาน ซึ่งในที่นี้อาจจะต้องนำไปปรับเปลี่ยนดูวิธีการจัดงานในปีต่อ ๆ ไป เนื่องจากสภาพอากาศในการจัดงานนั้นร้อนอบอ้าว มีผลต่อสุขภาพของทีมงาน ผู้เข้าร่วมงาน และผู้เข้ามาชมงาน แต่ก็มีการวางแผนร่ายละเอียดในการประชุมที่ต้องมีฝ่ายพยาบาลเข้ามาด้วย ก็ได้รับความร่วมมือจากโรงพยาบาลอมก๋อย สนับสนุนบุคลากรทางการแพทย์และอุปกรณ์การปฐมพยาบาลเบื้องต้นสำหรับดูแลในงาน รวมถึงเจ้าหน้าที่จากปกครอง สถานีตำรวจภูธรอมก๋อย

    อย่างที่กล่าวไว้ว่า พอกระแสการจัดงานได้รับความนิยมมากขึ้น และงานก็ใหญ่ขึ้น ทำให้รูปแบบงานนั้นประยุกต์และมีการปรับเปลี่ยนวัตถุประสงค์ หรือเพิ่มวันสำหรับโชว์ดนตรีชาติพันธุ์และวันสำหรับประกวดวงดนตรี รวมถึงมีการสนับสนุนจากองค์กรท้องถิ่นบาดลึกมากขึ้น ที่สำคัญที่สุดในเมื่อเรามีของดีและเอกลักษณ์ในพื้นที่อยู่แล้ว เรามองว่าจะมีการประกวดเพลงของกลุ่มชาติพันธุ์ หรือดนตรีชาติพันธุ์ เข้ามาเสริม หรือแม้แต่ปีแรก ๆ เองก็ยังไม่มีการถ่ายทอดสดแบบทางการ ก็ใช้โทรศัพท์มือถือถ่ายกันเองบ้าง ปีที่ 2 และปีที่ 3 ก็มีทีมคริสตจักรห้วยน้ำขาว เป็นทีมมีเดียของมูลนิธิในพื้นที่ ก็ยื่นมือเข้ามาร่วมงาน Live เป็นการฝึกให้น้อง ๆ ได้ลองทำงานสื่อ ได้รับกระแสตอบรับเป็นอย่างดี คลิปวิดีโอที่เราโพสต์ สร้างแรงกระเพื่อมให้กับผู้คนนอกพื้นที่ได้เข้าถึงไม่น้อยและเป็นการประชาสัมพันธ์งานให้คนอื่นๆรู้จักมากขึ้น

    การพัฒนาเยาวชน
    ในพื้นที่อมก๋อย

    ปีแรกๆ ผู้ที่เข้ามาเป็นทีมงานส่วนใหญ่จะเป็นชาติพันธุ์เกือบ 90% มีจากต่างพื้นที่ ปีที่ 2-3 ก็มีพี่น้องคนเมืองเริ่มเข้ามาร่วมงาน ล่าสุดปีที่ 3 มีคนสมัครเข้ามาทำงานมากโข หนึ่งในนั้นมีน้องที่ทำหน้าที่เป็นพิธีกร ที่ระยะทางไกลจากบ้านมากโขยิ่งนัก ที่ใช้เวลาเดินทางหลายชั่วโมง ก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อการมาร่วมงานครั้งนี้

    น้องพัฒน์ หรือนายพานุพัฒน์ พาเล่ซา นักเรียนโรงเรียนอมก๋อยวิทยาคม หนึ่งในเยาวชนตัวแทนจาก “อมก๋อยเฟส” ที่เข้ามาร่วมทำกิจกรรมในครั้งนี้ เล่าให้เราฟังความยากลำบากที่จากบ้านมาโรงเรียน ชวนคิดให้เราคิดภาพตาม

    “ระยะทางจากตัวอำเภออมก๋อยถึงบ้านของผม ประมาณ 40-50 กิโลเมตร พูดได้ว่าห่างไกลจากความเจริญครับ พอเข้าฤดูฝน แบบว่า โอ้โหเลยครับ รถจักรยานยนต์ขึ้นยากเลยครับ คือต้องชำนาญประมาณนึงครับ”

    พานุพัฒน์ พาเล่ซา

    จุดเริ่มต้นต้นจากมาทำงานอมก๋อยเฟสของน้องพัฒน์ หรือนายพานุพัฒน์ เล่าให้ฟังว่า มาจากการที่รุ่นพี่ในโรงเรียนชักชวนว่า มีใครสนใจงานนี้บ้าง ส่วนตัวผมเองก็เป็นสภานักเรียนโรงเรียนอมก๋อยวิทยาคม ก็เห็นรุ่นพี่ที่เป็นสภานักเรียนโพสต์ประกาศ ซึ่งผมก็เห็นและติดต่อไป และอีกอย่างหนึ่งคือผมเองไม่เคยมีโอกาสแบบทำงานข้างนอกโรงเรียนเลยคิดว่างานนี้น่าจะเป็นโอกาสที่ดี เลยอยากจะลองเข้ามาทำงานอมก๋อยเฟสครับ ก็ลองสมัครเข้าไป เนื่องจากมีการสมัครเยอะมาก เลยมีการสัมภาษณ์ด้วยครับ ตอนนั้นบทบาทที่วางไว้เมื่อได้เข้าไปทำงานในอมก๋อยเฟส คือผมทำงานเกี่ยวกับฝ่ายสถานที่ครับ แต่ว่าในงานจริง ๆ ทำหน้าที่เป็นพิธีกรหลักครับ

    สิ่งที่ทำให้เราอยากเข้ามาทำงานนี้ คือการมองเห็นโอกาสที่ทำให้เราเองได้ทำงานสะสมประสบการณ์ พัฒนาศักยภาพของตัวเองในด้านต่างๆ กับหน่วยงานอื่นๆ สามารถนำไปทำผลงานลงแฟ้มสะสมงาน และเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนงานอมก๋อยเฟสด้วยครับ อีกเหตุผลก็คือสองปีที่แล้ว ผมไม่มีโอกาสได้เข้าร่วมงานนี้เลย ครั้งนี้ถือว่าเป็นโอกาสที่ดี เลยตัดสินใจเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนงานในปีนี้

    สิ่งที่ได้จากการทำงานอย่างแรกเลยคือ การได้รู้จักภาคีเครือข่าย ผู้ใหญ่ในพื้นที่ ได้ประสบการณ์หลายอย่างมากเลยครับ ได้ความกล้าแสดงออก ซึ่งผมเองก็เคยเป็นพิธีกรในงานเล็ก ๆ ของโรงเรียน ไม่ได้มีโอกาสเป็นพิธีกรในงานใหญ่ ซึ่งงานนี้ก็เป็นการทำงานเป็นพิธีกรในงานใหญ่ ทำให้ผมรู้สึกว่าเป็นการออกจาก comfort zone ของตัวเอง ทำให้ผมกล้าที่จะพูดมีความมั่นใจมากขึ้น

    “อมก๋อยเฟส” ในมุมน้องพัฒน์ ซึ่งต้องบอกว่างานนี้ไม่ได้มีแค่เรื่องดนตรี มีกิจกรรมการแข่งขันทำลาบ แข่งขันวาดภาพระบายสี ซึ่งมันได้พัฒนาศักยภาพและเปิดโอกาสให้กับเด็กหลายคนมาก ในอำเภออมก๋อย ผมเชื่อมีคนเก่งเยอะ แต่ไม่ได้มีโอกาส กิจกรรมแบบนี้ทำให้น้องๆ เยาวชนหลายคนมีพื้นที่ในการแสดงออก ที่ผ่านมาหลายคนในโรงเรียนก็สอบถามเข้ามาเหมือนกันครับว่า พี่ทำยังไงถึงได้เข้าไปทำงานแบบนี้ ก็ถือโอกาสนี้แนะนำหรือเชิญชวนเยาวชนในอำเภออมก๋อย และฝากงานอมก๋อยเฟสไว้กับทุกคนด้วยครับ

    ปิยะวรรณ คงหิรัญ (คนกลาง)

    น้องชมพู่ นางสาวปิยะวรรณ คงหิรัญ นักเรียนโรงเรียนอมก๋อยวิทยาคม ตัวแทนทีมงาน รับบทบาทหน้าที่เป็นช่างภาพในงานอมก๋อยเฟส เล่าให้ฟังถึงการเข้าร่วมเป็นทีมงาน โดยเริ่มแรกน้องชมพู่เล่าว่า ชอบเล่นดนตรีและสนใจเกี่ยวกับดนตรีอยู่แล้ว เห็นเพื่อนในห้องแชร์กิจกรรมผ่านโซเชียลออนไลน์ และหนูก็เห็นเขารับสมัครทีมงานด้วย เลยสมัครไป พอสมัครเสร็จ ก็มีพี่บอกว่ามีการสัมภาษณ์ด้วย คำตอบแรกที่หนูอยากมาก็คือ หนูชอบดนตรี และสามารถช่วยรณรงค์ลดอบายมุขผ่านเสียงเพลงได้ หนูเลยสนใจอยากจะลองทำงานนี้ จริงๆหนูอยากลองในส่วนของการเป็นพิธีกรด้วย แต่ยังมีความไม่มั่นใจ ก็เลยขออาสาไปทำบทบาทช่างภาพดีกว่า ซึ่งหนูเป็นคนชอบถ่ายรูปอยู่แล้ว สำหรับหนูรู้สึกว่าการถ่ายรูปน่าจะไม่ได้ยากขนาดนั้น พร้อมเปิดรับการเรียนรู้ตลอดเวลา แต่ว่าถามว่ามันยากไหม? ก็มีบ้าง เพราะว่าในงานช่างภาพมีไม่เยอะ แล้วเราต้องเข้าไปถ่ายรูปทำให้เราถ่ายไม่ทันบ้าง สิ่งที่ได้จากการเป็นช่างภาพ อย่างแรกคือ การได้เรียนรู้และประสบการณ์การถ่ายรูป เพราะปกติหนูถ่ายรูปได้ แต่รู้สึกว่ารูปที่ตัวเองถ่ายค่อนข้างแย่ จึงใช้โอกาสนี้พัฒนาการถ่ายรูปไปด้วย

    ตอนเริ่มแรกเข้ามาทำงานอาสา ครอบครัวของเราที่บ้านก็เป็นห่วงค่ะ เพราะว่าเราเป็นลูกสาวคนเดียว เป็นห่วงมาก เพราะการทำงานนั้นมันต้องกลับดึกในบางวันช่วงที่เตรียมงาน พอผ่านไประยะหนึ่งทางผู้ปกครองก็มองว่าเป็นสิ่งที่ดี อย่างน้อยก็ดีกว่าที่เราจะออกไปทำอะไรที่มันไม่ได้ประโยชน์เลย และงานอมก๋อยเฟส ผู้ปกครองก็สามารถเข้ามาดูเราทำงานได้

    นอกจากการที่เป็นช่างภาพแล้ว หนูยังได้ฝึกการประสานงาน รวมถึงการให้และได้รับคำปรึกษาจากผู้ใหญ่และเพื่อนๆ สิ่งที่อยากจะแนะนำน้อง ๆ ก็คือ ถ้ามีโอกาสได้มาทำงานนี้ “มันทำให้เราสามารถเติบโตและมีความกล้าไปอีกขั้นหนึ่งค่ะ”

    ทิ้งท้ายสำหรับใครที่ยังไม่เคยไปอำเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่ เป็นอำเภอที่อยู่ใต้สุดของจังหวัดเชียงใหม่ การเดินทางสะดวก แต่จะใช้เวลาเดินทาง 4-5 ชั่วโมงจากตัวเมืองเชียงใหม่ โดยใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 108 ถือว่าคุ้มค่ากับระยะเวลาการเดินทาง มีแหล่งท่องเที่ยวและที่พักให้สัมผัสธรรมชาติ อากาศดีและประเพณีวัฒนธรรมที่เอกลักษณ์ของชาติพันธุ์ ดังที่ว่า “สาวงามสี่ชนเผ่า อากาศดีที่อมก๋อย”

    ขอบคุณยิ่งนัก

  • ท่องเที่ยวปลอดภัย วัฒนธรรมสร้างสุขกับวิถีชุมชนหนองสองห้อง

    ท่องเที่ยวปลอดภัย วัฒนธรรมสร้างสุขกับวิถีชุมชนหนองสองห้อง

    เยือนถิ่นสมุทรสาคร พาผู้อ่านทุกท่านไปท่องเที่ยววิถีชุมชนปลอดเหล้าปลอดภัย จังหวัดสมุทรสาคร พากันลงไปที่ชุมชนหนองสองห้อง อำเภอบ้านแพ้ว จังหวัดสมุทรสาคร ว่าแล้วก็ไปรู้จักชุมชนนี้กันต่อครับ ชุมชนหนองสองห้องเป็น 1 ใน 10 หมู่บ้านของตำบลหนองสองห้อง อยู่ในเขตการปกครองของเทศบาลตำบลหลักห้า อำเภอบ้านแพ้ว จากข้อมูลของเทศบาลตำบลหลักห้า (พ.ศ. 2562) ระบุว่า ประชากรส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม มีทั้งการทำสวน ทำไร่ เลี้ยงสัตว์ แบ่งออกเป็นการทำไร่และทำสวน ได้แก่ ปลูกข้าว ทำสวนมะม่วง สวนลำไย สวนกล้วย สวนชมพู่ สวนมะละกอ สวนองุ่น สวนฝรั่ง สวนพริก สวนพุทรา สวนมะพร้าว สวนแก้วมังกร และปลูกพืชล้มลุก ร้อยละ 40 ส่วนการเลี้ยงสัตว์ เช่น กุ้งกุลาดำ กุ้งขาว ปลาสลิด ปลานิล ปลากะพง ร้อยละ 40 นอกจากนี้คือการทำอาชีพรับจ้างทั้งในภาคอุตสาหกรรมและภาคเกษตรกรรม ร้อยละ 20

    ป้าสายพิน ปุจฉาการ หรือเราเรียกกันว่า ป้าพิน เป็นคณะทำงานในพื้นที่จังหวัดสมุทรสาคร เริ่มต้นจากมาการเป็นคณะทำงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้าจังหวัดสมุทรสาคร ขับเคลื่อนงานงดเหล้ามาสู่การทำงานท่องเที่ยววิถีชุมชนปลอดเหล้า ปลอดภัย

    เริ่มแรกการทำงานของป้าพินนั้น มาจากการทำงานที่เริ่มต้นไปเชิญชวนคนในชุมชนในอำเภอบ้านแพ้ว ให้ลด ละ เลิก เหล้า ในช่วงเข้าพรรษาก่อน และทำมาต่อเนื่องจากงดเหล้าก็เป็นคนหัวใจหิน คนหัวใจเหล็ก และคนหัวใจเพชรตามลำดับ โดยเฉพาะที่ชุมชนหนองสองห้อง ป้าพินเล่าว่า ตอนที่ทำงานขับเคลื่อนงดเหล้า ได้ไปจัดตั้งให้เป็นชุมชนคนหัวใจเพชร มีการทำงานแบบหนุนเสริมและให้คำแนะนำ ให้คำปรึกษามาโดยตลอด จนเกิดการขยายผลมาสู่การสร้างอาชีพของคนหัวใจเพชร ซึ่งจากอาชีพเดิมที่ทำกันอยู่ในพื้นที่ ส่วนมากจะเป็นอาชีพทำสวน และมีสินค้าท้องถิ่นอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าที่นี่จะทำในนามของกลุ่มคนหัวใจเพชร

    สินค้าหรือผลิตภัณฑ์ในชุมชนหนองสองห้อง เริ่มมีคำสั่งซื้อสินค้าเข้ามาไม่ขาดสาย และสินค้าของที่นี่ยังนำไปเข้าร่วมออกบูธจำหน่ายกับกิจกรรมที่เกี่ยวกับงานของเครือข่ายงดเหล้า ซึ่งทำให้คนได้รู้จักสินค้าของชุมชนหนองสองห้องเพิ่มมากขึ้น สินค้าขึ้นชื่อหรือผลิตภัณฑ์ของชุมชนหนองสองห้อง ถ้าพูดถึงอำเภอบ้านแพ้ว หลายคนคงรู้จักสินค้าขึ้นชื่อ ที่เป็นสินค้าทางเกษตรกรรมอย่าง “มะพร้าวน้ำหอมบ้านแพ้ว” ซึ่งในขณะหนึ่งทางชมรมคนหัวใจเพชร เคยไปร่วมจัดกิจกรรมลด ละ เลิก เหล้า ที่วัดยานนาวา พระอารามหลวง ชมรมคนหัวใจเพชรชุมชนหนองสองห้องก็จะเอามะพร้าวน้ำหอมไปวางจำหน่ายด้วย

    “มะพร้าวบ้านแพ้ว”
    สินค้า GI บ่งชี้ทางภูมิศาสตร์

    มะพร้าวน้ำหอมบ้านแพ้ว เป็นสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ชนิดแรกของจังหวัดสมุทรสาคร เป็นมะพร้าวพันธุ์ต้นเตี้ย มีลักษณะผลกลมรี ก้นเป็นจีบ 3 จีบ เปลือกสีเขียว เนื้อมีความเหนียวนุ่ม น้ำมะพร้าวมีรสหวานและกลิ่นหอมคล้ายใบเตย ถือว่าเป็นสินค้าที่มีชื่อเสียงในระดับประเทศ นอกจากมะพร้าวและก็ยังมีลำไย ซึ่งเป็นสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ตัวใหม่ของจังหวัดสมุทรสาคร นั่นก็คือ “ลำไยพวงทอง บ้านแพ้ว

    ถ้าพูดถึงลำไย ส่วนมากเราก็จะนึกถึงผลไม้ทางภาคเหนือกันเป็นส่วนใหญ่ แต่ปัจจุบัน ลำไยพวงทองบ้านแพ้ว ถือเป็นลำไยที่ได้รับ GI คือ สินค้าบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ ลำไยพวงทองบ้านแพ้ว ตามข้อมูลคือ ลำไย สายพันธุ์พวงทอง (Banphaeo Phuang Thong Longan และ/หรือ Lamyai Phuang. Thong Banphaeo) มีแหล่งกำเนิดมาจากภาคเหนือ ซึ่งในภาคเหนือไม่นิยมปลูก และมีเกษตรกรบ้านแพ้วนำมาปลูก พบว่ามีผิวเปลือกเรียบสีน้ำตาลอ่อน ผลค่อนข้างเบี้ยวเมล็ดขนาดเล็ก เนื้อหนา แห้ง ไม่แฉะ เนื้อใสจนเห็นเมล็ด มีรสชาติกรอบหวาน ซึ่งแตกต่างจากผลผลิตที่พบในท่างภาคเหนือ พบมากที่อำเภอบ้านแพ้ว และอำเภอกระทุ่มแบน

    นอกจากสินค้าที่บ่งชี้ทางภูมิศาสตร์แล้ว สินค้าที่นอกเหนือจากนี้ที่ชมรมคนหัวใจเพชรชุมชนหนองสองห้อง ได้ยึดถืออาชีพเดิมกันมาอยู่แล้ว ก็จะมีสินค้าทางเกษตรกรรม ได้แก่ กล้วยไข่ ฝรั่ง มะม่วง ซึ่งสินค้าเกษตรในชุมชนหนองสองห้อง

    พื้นที่ของชุมชนหนองสองห้อง เป็นพื้นที่ทำเกษตรกรรมมาแต่เดิม ส่วนใหญ่อาชีพของคนที่นี่จึงเป็นการทำเกษตร และเป็นเจ้าของพื้นที่เอง เรียกได้ว่า ปลูกเอง ทำเอง ขายเอง ป้าพิน ได้เล่าขยายความของการปลูกเองของที่นี่และยกตัวอย่างคือ วิถีเกษตรกรรมของแต่ละครอบครัว ก็จะมีขนาดพื้นที่แปลงหลากหลายกันไป โดยเฉลี่ยแต่ละครอบครัวไม่ต่ำกว่า 5 ไร่ ซึ่งแน่นอนว่าส่วนใหญ่แล้วจะปลูกมะพร้าวน้ำหอม และเมื่อถึงกระบวนการเก็บเกี่ยว ก็จะมีกระบวนการในการเก็บเกี่ยวโดย มีพ่อค้ามารับซื้อถึงที่ คนที่มารับซื้อก็จะมาตัดเอง ซึ่งก็จะใช้ภูมิปัญญาและข้อมูลทางวิชาการกับประสบการณ์ ว่า ถ้าสังเกตดูจากภายนอก ก็สามารถรู้ได้เลยว่า มะพร้าวสมามารถตัดได้ ถือว่า มะพร้าวบ้านแพ้ว เป็นสินค้าทางการเกษตรที่มีชื่อเสียง และขายดี สร้างรายได้อันดับต้นๆให้คนในพื้นที่ ซึ่งอาชีพเหล่านี้สามารถสร้างรายได้ให้กับคนในชุมชน ได้เลี้ยงปากเลี้ยงท้องและครอบครัวได้

    เมื่อวัยรุ่นบ้านแพ้ว
    สนใจเรื่องเกษตร
    และท่องเที่ยวชุมชน

    กลุ่มคนรุ่นใหม่ในพื้นที่กลับมาทำเกษตรกรรมนั้น ก็มีจะพบเป็นบางพื้นที่จะเห็นว่า กลุ่มวัยรุ่นบ้านแพ้ว ที่ผันตัวเองกลับมาทำอาชีพเหล่านี้ก็จะทำในส่วนของอื่นๆที่ไม่ใช่เพียงเกษตรกรรมเพียงอย่างเดียว โดยมีการทำเรื่องการท่องเที่ยวเข้ามาเกี่ยวข้อง เช่น การล่องเรือล่องเรือคลองดำเนินสะดวก และการศึกษาประวัติศาสตร์ในชุมชน

    ป้าพิน ยกตัวอย่างจากเคสตัวเอง ที่เป็นคนสมุทรสาครตั้งแต่กำเนิด สถานที่มีชื่อเสียงต่างๆ เช่น ศาลพันท้ายนรสิงห์ กว่าจะได้ไปก็อายุเยอะแล้ว ช่วงนั้นก็ได้ไปเรียน ทำงาน นอกพื้นที่ จนถึงช่วงหนึ่งก็ได้กลับมาใช้ชีวิตอยู่กับชุมชน มีอาชีพ มีครอบครัว แล้วก็ยังไม่เคยไปศาลพันท้ายนรสิงห์ จึงมีความคิดว่า อยากให้ลูกหลาน ได้มีโอกาสเรียนรู้ ศึกษาประวัติศาสตร์ในพื้นที่ด้วย นอกจากการเที่ยวชมสวนมะพร้าวแล้ว จึงเริ่มต้นออกแบบเส้นทางท่องเที่ยวรอบๆแบบ On day trip ด้วย

    การเข้ามาของ “เส้นทางท่องเที่ยววิถีชุมชน ปลอดเหล้าปลอดภัย” ที่มีนักท่องเที่ยวต่างชาติ ป้าพินเล่าว่า เริ่มต้นจากคุณวิญญู ศรีศุภโชค ได้นำนักท่องเที่ยวต่างชาติ ผ่านการงานท่องเที่ยวปลอดภัย วัฒนธรรมสร้างสุขมา แวะที่ชุมชนหนองสองห้อง แล้วก็ไปต่อสถานที่ใกล้ แบบวันเดียวจบ ได้แวะเที่ยวชมสวนลำไย ซึ่งลำไยกำลังออกผลผลิตพอดี โดยสิ่งที่นักท่องเที่ยวต่างชาติสนใจมากที่สุด คือ “มะพร้าว” โดยสนใจวิธีการกว่าจะได้กินใน 1 ลูกนั้น มีกระบวนการอย่างไรบ้าง ซึ่งมีขั้นตอน และต้องใช้เวลารอ นอกจากนี้ก็จะมีอาหารท้องถิ่นในชุมชน

    อาหารจากชุมชน
    แต่! ผัดกระเพรา
    เมนูยอดฮิตที่ฝรั่งสนใจ

    ที่ชุมชนหนองสองห้อง ถือว่าเปิดโอกาสให้ทุกคนได้เป็นพ่อครัวแม่ครัวทำการปรุงเมนูผัดกระเพรากันเองอย่างสนุกสนาน และก็สามารถกินได้จากที่เราปรุงกันเอง ซึ่งทำให้มีความน่าสนใจและชื่นชอบ แต่ก็ยังมีเมนูอื่นๆ ถ้าอยากจะทำหรือชอบเมนูอะไรก็หามาปรุงได้ นอกจากนี้ยังมีสินค้าชุมชนที่เป็นผลิตจากเกษตรกรรม นำมาแปรรูป วุ้นลำไย วุ้นกะทิ วุ้นกะทิแป้งเปล่า และเมื่อฤดูกาลของกล้วยไข่ ก็จะมีกล้วยไข่แปรรูป

    หากการประยุกต์ทางด้านอาหารแบบฟิวชั่น ทั้งรสชาดและวัตถุดิบจากท้องถิ่น ทั้งอาหารหวานและอาหารคาว ที่นี่ก็มี แกงเขียวหวานกล้วยไข่ อีกเมนูก็คือ แกงเขียวหวานกุ้งใส่ลำไย ทำเอาหิวและอยากลิ้มลองเมนูที่นี่สักครั้ง

    จากชุมชนถึงคน
    ที่จะเป็นหัวใจเพชร

    “ป้าพิน” เท้าความการขับเคลื่อนงานในจังหวัดสมุทรสาคร สิ่งที่ได้สัมผัสกับคนที่มีอาการจากสุรา ทำให้เราได้เข้าใจชีวิต เริ่มแรกของเขาอาจจะพลาดไป ที่นี่มีเคสถึงแบบว่าไปดื่มจนแบบหัวราน้ำ จนกระทั่งได้ทำโครงการงดเหล้า และขับเคลื่อนงานในชุมชนกับภาคีที่เกี่ยวข้อง เสียงสะท้อนจากผู้เข้าร่วมหลายคนก็ลองเข้าร่วมโครงการ และลองปรับตัว พบว่าผู้เข้าร่วมสามารถที่จะมีวิถีชีวิตที่ดีขึ้น ปัญหาที่พบนั้นมีมากมาย เงินทองไม่มีเ มากันหัวลาน้ำ ครอบครัวแตกแยก ยกตัวอย่างลุงยอม (นายพยอม รักษา) คนหัวใจเพชรชุมชนหนองสองห้อง ตอนนี้ก็สามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมจากที่ต้องนำเงินไปซื้อสุรา เริ่มเก็บเงินมาปลูกบ้านและใช้ชีวิตแบบพอเพียง

    หลังจากนั้นลุงยอมก็ไปชักชวนคนอื่นๆเข้ามาทำกิจกรรมกับเครือข่ายงดเหล้าจังหวัดสมุทรสาคร ทางเครือข่ายก็ประคับประคอง  ค่อยๆปรับพฤติกรรม และติดตามผล ไม่ได้ทิ้งหรือปล่อยให้ไปใช้ชีวิตเอง ซึ่งหากไม่ติดตามผล ผู้เข้าร่วมอาจจะหันกลับไปดื่มอีก ซึ่งการติดตามผล ก็เหมือนการไปเยี่ยม ทำให้เขามีกำลังใจที่จะลด ละ เลิก เหล้าต่อ และประเมินอาการของแต่ละคนเป็นรายๆไป และเมื่อเข้าสู่กระบวนการคนหัวใจเพชรแล้ว ก็จะขยายผลมาสู่การสร้างอาชีพของคนหัวใจเพชรตามที่ได้กล่าวถึงในบทความข้างต้น

    ถึงแม้ว่าการทำงานในสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ซึ่งจังหวัดสมุทรสาครเป็นพื้นที่สีแดงเข้ม มีการแพร่ระบาดที่รุนแรง คณะทำงานจังหวัดสมุทรสาครก็มีวิธีกี่ปรับลงพื้นที่เท่าที่จำเป็น ใช้เครื่องมือสื่อสารกันมากขึ้น แม้หลายคนจะไม่ถนัดเรื่องเทคโนโลยีก็ตาม ก็ยังให้คนรุ่นใหม่ที่เข้าใจการใช้งาน อย่าง ลูกหลาน เข้ามาช่วยเรื่องการประชุมผ่านโปรแกรม ZOOM หรือใช้เทคโนโลยีที่ไม่ยุ่งยากมากนักในการทำงาน เช่น วีดีโอคอล เพื่อไม่ให้งานชะงัก แม้จะเดินได้ช้าแต่จะไม่หยุดนิ่งอยู่กับที่ ทำให้เครื่องมือในการทำงานของชุมชนคนสู้เหล้าและชมรมคนหัวใจเพชรในช่วงสถานการณ์โควิด-19 กลายเป็นเครื่องมือหลักในการทำงาน

    นอกจากในส่วนของชุมชนหนองสองห้อง อำเภอบ้านแพ้วแล้ว ในส่วนของพื้นที่อื่นๆของสมุทรสาคร ก็มีการเชื่อมโยงชุมชนอื่น เชิญชวนการทำงานกัน โดยเฉพาะอำเภอเมือง และทางฝั่งโซนทะเล ก็จะมีสินค้าชุมชนเป็นกะปิ นอกจากนี้สมุทรสาครยังมีนาเกลือที่ขึ้นชื่อ หลายภาคส่วนของของจังหวัดและทางภาคี ก็มีการสนันสนุนการอนุรักษ์อาชีพทำนาเกลือไว้ให้เป็นที่เรียนรู้กับคนทั้งในจังหวัด และผู้ที่สนใจ รวมถึงเป็นอีกหนึ่งพื้นที่ศูนย์การเรียนรู้การทำนาเกลือ ที่สามารถสร้างเส้นทางท่องเที่ยวได้