
เรียบเรียง: ศุภกิตติ์ คุณา, ภาพ: สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดชลบุรี
เดือนเมษายนของทุกปี ถือเป็นหมุดหมายสำคัญในช่วงฤดูร้อนที่หลายคนรอคอย ที่ผ่านมา สงกรานต์เป็นประเพณีที่รัฐให้การส่งเสริมเป็นการท่องเที่ยวมากที่สุดประเพณีหนึ่ง สืบเนื่องมาจากความหมายของสงกรานต์ที่เปลี่ยนแปลงไปกลายเป็นวันเวลาที่รับรู้ในความหมายใหม่ ว่าเป็น “วันครอบครัว” และ “วันหยุดยาว” ซึ่งรัฐบาลได้ประกาศให้เป็นวันหยุดราชการประจำปี เพราะนอกจากจะได้ใช้โอกาสวันหยุดยาวในเทศกาลสงกรานต์เพื่อเดินทางกลับภูมิลำเนา ท่องเที่ยว และเล่นสาดน้ำคลายร้อนแล้ว ยังเป็นช่วงเวลาแห่งการสืบสานประเพณีวัฒนธรรมอันดีงามของแต่ละภูมิภาคอีกด้วย
ในปัจจุบันองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ทั้ง อบจ. เทศบาล และ อบต. ในหลายพื้นที่ ได้ขยายระยะเวลาการจัดงานเทศกาลสงกรานต์ให้ครอบคลุมตั้งแต่ต้นเดือนจนถึงสิ้นเดือนเมษายน เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจการท่องเที่ยวและส่งเสริมวัฒนธรรมท้องถิ่นอย่างเต็มรูปแบบ และสีสันสำคัญที่ขาดไม่ได้หลังจบวันสงกรานต์หลักเพียงไม่กี่วันก็คือ งานวันไหลสงกรานต์ ที่เริ่มเป็นที่คุ้นเคยและได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ ในปัจจุบันถูกขยายไปทั่วไปประเทศ แต่ในความเป็นจริงแล้วนั้น เราเคยเข้าใจเรื่องราวเกี่ยวกับ “วันไหล” มาอย่างไรกันบ้าง

ประเพณีก่อพระทรายน้ำไหล
เทศกาลวันไหล เป็นวัฒนธรรมท้องถิ่นของชุมชนภาคตะวันออก โดยจัดขึ้นเป็นประจำทุกปีหลังจากวันสงกรานต์ ถือกันว่าเมื่อเริ่มต้นปีใหม่ จะต้องมีการทำบุญวัดและทำบุญหมู่บ้าน เพื่อความเป็นสิริมงคล โดยชุมชนต่าง ๆ ที่อยู่ละแวกเดียวกันจะตกลงนัดเวลาทำบุญวันไหลให้ต่อเนื่องกัน ไปราวหนึ่งถึงสองสัปดาห์ เพื่อให้ได้ทำบุญครบทุกหมู่บ้าน การจัดบุญวันไหล มีคำอธิบายใน หนังสือประเพณีท้องถิ่นจังหวัดชลบุรี (ศูนย์วัฒนธรรมจังหวัดชลบุรี, ม.ป.ป.: 20-21) กล่าวว่า วันไหล คือ วันทำบุญขึ้นปีใหม่ของชาวทะเล ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ โดยจะกำหนดหลังวันมหาสงกรานต์ประมาณ 5-6 วัน เดิมทีเรียกว่า “ประเพณีก่อพระทรายน้ำไหล” วัดใดที่อยู่ใกล้แม่น้ำ ห้วย หนอง คลอง บึง ก็จะจัดประเพณีนี้ขึ้นมา ชาวบ้านจะช่วยกันขุดลอกทรายที่ฝนพัดพามาสะสมอยู่ตามแม่น้ำ ห้วย หนอง คลอง บึง แล้วนำไปก่อเป็นองค์เจดีย์ทราย องค์ใหญ่บ้างเล็กบ้าง บางคนก่อเป็นรูปกรวยเล็ก ๆ เพื่อให้ครบ 84,000 กอง เท่ากับจำนวนพระธรรมขันธ์ มีการตกแต่งประดับประดาอย่างสวยงามด้วยดอกไม้ และธงต่าง ๆ เพื่อเป็นพุทธบูชา มีการละเล่นพื้นเมืองเพื่อความสามัคคีและสนุกสนานรื่นเริง มีการทอดผ้าป่า ทำบุญเลี้ยงพระ และจัดเลี้ยงผู้คนที่มาร่วมงานด้วย ทั้งนี้ วัตถุประสงค์ของการขุดลอกทราย นอกจากเพื่อนำไปก่อเจดีย์ทรายในวัดและช่วยให้น้ำไหลได้สะดวกเมื่อถึงฤดูฝนแล้ว วัดยังสามารถใช้ประโยชน์จากทรายในการก่อสร้างเสนาสนะและปูชนียสถาน หรือถมบริเวณวัดได้อีกด้วย
วัตถุประสงค์ของการก่อพระทรายในอดีต มีข้อสันนิษฐาน 3 ข้อ ข้อแรกเชื่อว่า มาจากตำนานพุทธศาสนา ซึ่งมี 2 สำนวน สำนวนหนึ่ง เล่าว่า ประชาชนก่อพระทรายไว้ริมแม่น้ำ เพื่อสักการะพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่เสด็จผ่านมาทางเรือ สำนวนที่ 2 เล่าว่า ชายคนหนึ่งพายเรือมาในลำน้ำได้เห็นแสงพระจันทร์ในวันเพ็ญเป็นประกายระยิบระยับบนผิวน้ำ ทำให้นึกถึงแสงที่ส่องสว่างจากกายของพระพุทธเจ้า ชายผู้นี้จึงจอดเรือและก่อพระเจดีย์ทรายที่ริมน้ำเพื่อเป็นพุทธบูชา ข้อสันนิษฐานที่ 2 เชื่อว่าวัตถุประสงค์ของการก่อเจดีย์ทรายเกิดจากชุมชนแสนสุขเอง หลังวันสงกรานต์ประชาชนจะขนทรายมาก่อพระทรายที่วัดซึ่งอยู่ใกล้แม่น้ำ ลำคลอง ซึ่งการทำเช่นนี้ช่วยให้ลำคลองไม่ตื้นเขินและน้ำไหลสะดวก ข้อสันนิษฐานที่ 3 เชื่อว่าประชาชนจัดประเพณีก่อพระทรายขึ้น เพื่อคืนทรายให้วัด เพื่อที่วัดจะได้นำทรายไปใช้ประโยชน์ต่อ ประเพณีนี้จึงเป็นทั้งการขอขมาและการทำบุญสร้างกุศลที่เชื่อว่าได้อานิสงส์มาก
เมื่อถึงช่วงกาลเวลาผ่านไป บริบทของสังคมก็ย่อมเปลี่ยนแปลงตาม ความจำเป็นที่จะต้องเกณฑ์คนมาช่วยกันขุดลอกลำคลองสาธารณะจึงลดน้อยลงจนเลือนหายไป ด้วยเหตุนี้รูปแบบของประเพณีวันไหลจึงค่อยๆ ถูกกลืนไปกับวัฒนธรรมร่วมสมัย กลายเป็นเทศกาลเฉลิมฉลองและเล่นสาดน้ำที่คึกคักและมีรูปแบบคล้ายคลึงกับเทศกาลสงกรานต์ทั่วประเทศ ดังที่เราเห็นกันในปัจจุบัน

การเปลี่ยนผ่านพิธีกรรมวันไหล
จากมุมมองทางคติชนวิทยา การเปลี่ยนแปลงของวันไหลสะท้อนให้เห็นพลวัตของสังคมไทยที่เคลื่อนจากพิธีกรรมเปลี่ยนผ่านไปสู่พิธีกรรมเชิงการแสดง ในอดีต ทั้งสงกรานต์และวันไหลทำหน้าที่รองรับความไม่แน่นอนที่เกิดจากการเปลี่ยนฤดูกาล โดยเชื่อมโยงกับความวิตกกังวลเรื่องการดำรงชีวิต การเพาะปลูก และความอุดมสมบูรณ์ พิธีกรรมเหล่านี้จึงมีบทบาทในการปัดเป่าสิ่งไม่ดี และเตรียมความพร้อมสู่รอบปีใหม่ทางเกษตรกรรม
อย่างไรก็ตาม เมื่อโครงสร้างเศรษฐกิจของสังคมไทยเปลี่ยนจากสังคมเกษตรกรรมไปสู่สังคมเมืองและเศรษฐกิจบริการ บทบาทดังกล่าวค่อย ๆ ลดความสำคัญลง พิธีกรรมที่เคยผูกโยงกับธรรมชาติและการผลิตเริ่มถูกแทนที่ด้วยกิจกรรมที่ตอบสนองต่อการพักผ่อน การท่องเที่ยว และการบริโภคประสบการณ์ การหลอมรวมระหว่างสงกรานต์และวันไหลจึงเกิดขึ้นในบริบทนี้ ความหมายของคำว่า “ไหล” จึงถูกปรับเปลี่ยนจุดเน้นในความรับรู้ของคนทั่วไปอย่างสิ้นเชิง
ข้อมูลจาก ชลธิชา นิสัยสัตย์ และปรมินท์ จารุวร ในวารสารไทยศึกษา ปีที่ 18 ฉบับที่ 1 มกราคม – มิถุนายน 2565 ระบุว่า ประมาณ 20 กว่าปีที่ผ่านมา มีปรากฏการณ์การนำเสนอ”ประเพณีวันไหล” ต่อจากงานสงกรานต์เกิดขึ้นในพื้นที่ภาคตะวันออก โดยมีงาน “ประเพณีก่อพระทรายวันไหลบางแสน” ที่ตำบลแสนสุข จังหวัดชลบุรี เป็นพื้นที่จุดกระแสวันไหล ก่อนที่ต่อมาจะพบการนำเสนอประเพณีวันไหลในจังหวัดต่าง ๆ เช่นในปี พ.ศ. 2562 สำรวจพบว่า นอกจากงานประเพณีวันไหลในจังหวัดชลบุรีแล้ว ปรากฏงานที่ใช้คำว่า “วันไหล” เป็นชื่องานเพื่อประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวในจังหวัดระยอง จันทบุรี ตราด ปราจีนบุรี และมักจัดรวมไปกับประเพณีสงกรานต์ เช่น งานประเพณีสงกรานต์วันไหลมาบตาพุด จังหวัดระยอง ประเพณีวันไหลรวมใจประจันตคาม จังหวัดปราจีนบุรี ประเพณีวันไหลแหลมงอบ จังหวัดตราด ทำให้มีพื้นที่จัดงาน “สงกรานต์-วันไหล” ไม่น้อยกว่า 30 แห่ง ในภาพรวมจึงนับได้ว่าเทศกาลสงกรานต์-วันไหล มีพัฒนาการที่กลายเป็นมหกรรมการท่องเที่ยวและเป็นประเพณีที่สำคัญของภาคตะวันออกในปัจจุบันอย่างน่าสนใจ นอกจากสงกรานต์แล้วยังพบว่า วันไหลยังพบในงานที่นอกเหนือจากสงกรานต์ คือ งานบุญหลวงผีตาโขน ที่อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย

(ภาพ : งานก่อพระทราย วัดตะปอนใหญ่ จังหวัดจันทบุรี, สนง.ประชาสัมพันธ์จังหวัดจันทบุรี)
ในปัจจุบันนั้น การจัดงานวันไหลในภาคตะวันออก พบว่ามีการจัดคู่กับกิจกรรมกรรมเอกลักษณ์ท้องถิ่นหรือพิธีกรรมในเดือน 5 ซึ่งเคยจัดแยกต่างหากหลังวันสงกรานต์ มารวมกับประเพณีสงกรานต์เป็นงานเดียว เพื่อให้การท่องเที่ยวในแต่ละพื้นที่มีความโดดเด่นและไม่ซ้ำซากจำเจ ผู้จัดงานได้นำแนวคิดที่นักวิชาการเรียกว่า “คติชนสร้างสรรค์” (Creative Folklore) มาประยุกต์ใช้ ซึ่งหมายถึงการนำคติชนท้องถิ่น ทั้งนิทาน ตำนาน ความเชื่อ พิธีกรรม และการละเล่น มาผลิตซ้ำ ต่อยอด ตีความใหม่ และสร้างความหมายใหม่ให้เข้ากับรสนิยมของนักท่องเที่ยวในยุคปัจจุบัน ได้แก่ ประเพณีกองข้าว เมืองพัทยาและศรีราชา จังหวัดชลบุรี, ประเพณีแห่พญายม สงกรานต์บางพระ จังหวัดชลบุรี, ประเพณีอุ้มสาวลงน้ำ ที่ชายหาดเกาะขามใหญ่ อำเภอเกาะสีชัง จังหวัดชลบุรี, ประเพณีแห่รอยพระพุทธบาทผ้าและชักเย่อเกวียนพระบาท วัดตะปอน จังหวัดจันทบุรี, งานลานวัฒนธรรมหนังใหญ่ไฟกะลา วัดบ้านดอน จังหวัดระยอง
ในปี พ.ศ. 2540 สำนักงานการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยสนับสนุนด้านการประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อ แผ่นพับ และการโฆษณาทางโทรทัศน์ ซึ่งเป็นปีแห่งการท่องเที่ยวไทย (Amazing Thailand) ส่งผลให้ประเพณีก่อพระทรายน้ำไหลบางแสน อันเป็นงานประเพณีที่จัดขึ้นหลังเทศกาลสงกรานต์ ได้รับการเผยแพร่และเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางในหมู่นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศนับแต่นั้นมา ความสำเร็จของการประชาสัมพันธ์ประเพณีก่อพระทรายน้ำไหลเกิดจากการผสานทุนทางวัฒนธรรมของท้องถิ่นเข้ากับทุนเดิมของบางแสนในฐานะสถานตากอากาศแห่งแรก ๆ ของประเทศไทย โดยเฉพาะ ความโดดเด่นของประเพณีดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงพลวัตและวิธีคิดในการประกอบสร้างเทศกาลสงกรานต์–วันไหลในพื้นที่ภาคตะวันออก ซึ่งไม่เพียงช่วยสร้างภาพลักษณ์ทางการท่องเที่ยวให้กับบางแสนเท่านั้น หากยังช่วยเปิดโอกาสทางการท่องเที่ยวให้กับพื้นที่ใกล้เคียง และนำไปสู่การดำเนินงานประชาสัมพันธ์ประเพณีท้องถิ่นอื่น ๆ ตามมา เช่น ประเพณีวันไหลพัทยา และประเพณีกองข้าวศรีราชา
นอกจากนี้ การนำเสนอประเพณีท้องถิ่นที่เดิมจัดขึ้นในเดือน 5 หลังสงกรานต์ ดังเช่นกรณีงานก่อพระทรายน้ำไหลบางแสน ยังทำหน้าที่เป็นต้นแบบหรือแนวทางให้ท้องถิ่นอื่นนำไปปรับใช้ ก่อให้เกิดการปรับรูปแบบและนำเสนอประเพณีท้องถิ่นที่มีกำหนดจัดในช่วงเดือน 5 ทั้งในช่วงวันสงกรานต์และหลังสงกรานต์ เพื่อเชื่อมโยงเข้ากับกิจกรรมการท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่องในหลายพื้นที่
ทิศทางวันไหลในอนาคต
ในบริบทสังคมร่วมสมัย วันไหลได้พัฒนาสถานะจากประเพณีท้องถิ่นไปสู่เทศกาลการท่องเที่ยวอย่างยิ่งใหญ่ โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคตะวันออก รูปแบบการจัดงานถูกออกแบบให้สอดคล้องกับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว มีการผสมผสานความบันเทิง คอนเสิร์ตจากศิลปินชื่อดัง และกิจกรรมเชิงพาณิชย์เข้ากับชื่อและภาพจำของประเพณี ส่งผลให้วันไหลสามารถสร้างรายได้และยืดระยะเวลาการท่องเที่ยวต่อเนื่องจากสงกรานต์อย่างมีนัยสำคัญ

(ภาพ : องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่)
อย่างไรก็ดี การขยายตัวดังกล่าวได้ก่อให้เกิดความคลาดเคลื่อนทางความหมายของประเพณีอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ การนำคำว่า วันไหล หรือการดัดแปลงคำให้มีความคล้าย เช่น งานไหล ไปใช้ในพื้นที่ที่ไม่มีรากฐานความเชื่อดั้งเดิม โดยเฉพาะในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ สะท้อนปรากฏการณ์การยืมใช้ทางวัฒนธรรมข้ามภาค ซึ่งทำให้วันไหลกลายเป็นเพียงคำเรียกกิจกรรมเล่นน้ำหลังสงกรานต์ มากกว่าการสืบสานพิธีกรรมท้องถิ่นควบคู่ไปกับความเปลี่ยนแปลงด้านความหมาย ยังปรากฏความเสี่ยงด้านความปลอดภัยที่เพิ่มสูงขึ้น การเล่นน้ำในหลายพื้นที่หลุดออกจากกรอบของพิธีกรรมอ่อนโยน กลายเป็นกิจกรรมที่มีความรุนแรงมากขึ้น ทั้งจากการใช้อุปกรณ์แรงดันสูง การผสมน้ำด้วยสารหรือสี การประแป้งโดยไม่เหมาะสม และการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในพื้นที่สาธารณะ ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลให้เกิดความมึนเมา อุบัติเหตุ ความไม่ปลอดภัย และความขัดแย้ง ซึ่งอยู่นอกเหนือจากเจตนารมณ์ดั้งเดิมของประเพณีวันไหล
ดังนั้น วันไหลในปัจจุบันจึงควรถูกพิจารณาในฐานะพื้นที่ของการต่อรองระหว่างคุณค่าทางวัฒนธรรมและแรงขับทางเศรษฐกิจ การพัฒนาเทศกาลให้สอดคล้องกับการท่องเที่ยวอาจเป็นสิ่งจำเป็น แต่การขาดความตระหนักถึงรากเหง้า ความหมาย และขอบเขตของประเพณี อาจนำไปสู่การลดทอนคุณค่าทางวัฒนธรรมและการเพิ่มความเสี่ยงต่อสังคมในระยะยาว
การทำความเข้าใจวันไหลอย่างรอบด้าน ตั้งแต่ที่มา การเปลี่ยนแปลง ไปจนถึงผลกระทบในปัจจุบัน อาจไม่ได้นำไปสู่การอนุรักษ์ในรูปแบบเดิมทั้งหมด หากแต่สามารถเปิดพื้นที่ให้เกิดแนวทางการจัดการเทศกาลที่สมดุลระหว่างความบันเทิง ความปลอดภัย และความรับผิดชอบต่อมรดกทางวัฒนธรรมของท้องถิ่นได้อย่างยั่งยืน
ข้อมูลอ้างอิง
- ชลธิชา นิสัยสัตย์. (2564). เทศกาลสงกรานต์-วันไหลในภาคตะวันออกของไทย: พลวัตและบทบาทของคติชนในบริบทสังคมไทยร่วมสมัย [วิทยานิพนธ์ปริญญาอักษรศาสตรดุษฎีบัณฑิต, จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย].
- ชลธิชา นิสัยสัตย์, และปรมินท์ จารุวร. (2565). พลวัตและวิธีคิดในการประกอบสร้างเทศกาลสงกรานต์-วันไหลในภาคตะวันออกของไทย. วารสารไทยศึกษา, 18(1).
- เทพพร มังธำนี, มนตรี วิวาห์สุข, บุญรอด บุญเกิด, และปัทวี สัตยวงศ์ทิพย์. (2566). ประเพณีก่อพระทราย: กระบวนการสร้างพื้นที่ทางวัฒนธรรมในเทศกาลวันไหลบางแสน. วารสารวิชาการมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา, 31(1).
- ปองกานต์ สูตรอนันต์. (2565, 8 เมษายน). ย้อนรอยกว่าจะเป็น “ประเพณีวันไหล” เทศกาลที่สืบทอดจาก “ความหลงใหล” ของชาวชลบุรี. RSPG-สถานีบูรพา ศูนย์การเรียนรู้ตลอดชีวิต อพ.สธ.-ม.บูรพา.
- สุนิลชา สัตบุศย์. (2568, 17 เมษายน). บรรยากาศก่อพระทรายวันไหลบางแสน 2568. สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดชลบุรี NBT CONNEXT. https://thainews.prd.go.th/thainews/news/view/1062881/?bid=1
- สำนักหอสมุด มหาวิทยาลัยบูรพา, และเทศบาลเมืองแสนสุข. (2565). เจดีย์ทราย ประเพณีก่อพระทรายวันไหลบางแสน. สืบค้นเมื่อ 23 สิงหาคม 2567, จาก https://oer.learn.in.th/search_detail/result/231667
- เที่ยวเมืองจันท์. สนง.ประชาสัมพันธ์จังหวัดจันทบุรี. (2568, 17 เมษายน). [โพสต์เฟซบุ๊กเกี่ยวกับประเพณีวันไหล]. Facebook. https://www.facebook.com/photo/?fbid=805821928278561&set=pcb.805821998278554