Category: SDN News

  • สนามแห่งการส่งต่อฝัน “เพื่อนกันมันส์โนแอล”ฟุตซอลเยาวชนกรุงเทพฯ ปั้นแชมป์ ควบคู่วินัยชีวิต ปลอดเหล้า บุหรี่ และอบายมุข

    สนามแห่งการส่งต่อฝัน “เพื่อนกันมันส์โนแอล”ฟุตซอลเยาวชนกรุงเทพฯ ปั้นแชมป์ ควบคู่วินัยชีวิต ปลอดเหล้า บุหรี่ และอบายมุข

    เสียงนกหวีดเปิดเกมดังขึ้นกลางสนามฟุตซอล ท่ามกลางสายตากองเชียร์และความคาดหวังของเยาวชนหลายสิบชีวิต ในการแข่งขัน SDN FUTSAL NO-L CUP 2026 โซนกรุงเทพฯ รุ่นอายุไม่เกิน 15 ปี เวทีที่ไม่ได้มุ่งเฟ้นหาเพียงผู้ชนะ แต่ตั้งเป้าหล่อหลอม “คุณภาพชีวิต” ของนักกีฬารุ่นใหม่ ภายใต้แนวคิด “เพื่อนกันมันส์โนแอล” ไม่ดื่ม ไม่สูบ ไม่เสพ ไม่พนัน

    การแข่งขันครั้งนี้จัดขึ้นโดย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับ สำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า (สคล.) เพื่อสร้างพื้นที่กีฬาเชิงบวก ปลอดปัจจัยเสี่ยง และเปิดโอกาสให้เยาวชนเติบโตบนเส้นทางที่มั่นคงทั้งในสนามและนอกสนาม

    จากความฝันของโค้ช สู่แรงบันดาลใจของเด็ก

    นายส่องพุทธ พิราบุตร ผู้ฝึกสอนโรงเรียนวัดสังเวช คือหนึ่งในโค้ชที่นำประสบการณ์ชีวิตนักกีฬามาเป็นบทเรียนสำคัญ เขาเคยมีความฝันอยากติดทีมชาติ แม้ปลายทางจะไม่เป็นดังที่ตั้งใจ แต่วันนี้เขาเลือกเปลี่ยนความฝันของตนเองให้กลายเป็นพลังในการส่งต่อ “ไฟฝัน” ให้กับเด็ก ๆ แทน

    ในบทบาทผู้ฝึกสอน เขานำนโยบายของผู้บริหารโรงเรียนมาขับเคลื่อนอย่างจริงจัง เปิดโอกาสให้เยาวชนต่างจังหวัด เข้ามาเรียนและฝึกซ้อม พร้อมวางกฎระเบียบชัดเจน ห้ามยุ่งเกี่ยวกับบุหรี่ บุหรี่ไฟฟ้า หรือสารเสพติด หากฝ่าฝืนต้องออกจากทีมทันที ด้วยความเชื่อว่าพรสวรรค์จะไร้ความหมาย หากขาดวินัยกำกับชีวิต

    จากทีมที่เคยหยุดเส้นทางเพียงรอบ 8 ทีมสุดท้าย วันนี้พวกเขาก้าวขึ้นมาถึงรอบรองชนะเลิศ คว้าอันดับ 3 มาครอง ความสำเร็จที่ใกล้ความฝันเข้าไปอีกก้าวหนึ่ง โดยมี “รถขนฝัน” ของผู้สนับสนุนคอยพาเด็ก ๆ เดินทางสู่สนามแข่งขัน เปรียบเสมือนสัญลักษณ์ของโอกาสที่กำลังเคลื่อนไปพร้อมกับความหวังและอนาคตของพวกเขาเอง

    ระบบเข้ม สร้างคนมากกว่าสร้างแชมป์

    อีกด้านหนึ่งคือทีมแชมป์รางวัลชนะเลิศ นายนคร ชูสอนสาย หัวหน้าผู้ฝึกสอนทีมฟุตซอล โรงเรียนราชวินิตบางเขน กล่าวถึงการบริหารดูแลนักกีฬากว่า 80 คนในระบบโรงเรียนประจำ ฝึกซ้อมเข้มตลอดปีต้องมีกฎเหล็ก ต้านเหล้า บุหรี่ บุหรี่ไฟฟ้า ยาเสพติด และการพนัน

    เขาเคยพาทีมคว้าแชมป์ประเทศ และก้าวต่อไปกำลังตั้งเป้าทวงแชมป์บนเวทีชิงถ้วยพระราชทาน สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ แต่ย้ำชัดว่า สิ่งสำคัญกว่าถ้วยรางวัล คือการเห็นเด็กเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีวินัย รับผิดชอบ และรู้จักปฏิเสธสิ่งที่จะมาทำลายอนาคต

    เยาวชนต้นแบบ เลือกฝันบนเส้นทางสะอาด

    ด.ช.ปุณวิชญ์ รัตพันธ์ จากโรงเรียนวัดสังเวช เริ่มต้นจากความชื่นชอบในวัยเด็ก เคยคว้ารางวัลนักเตะยอดเยี่ยม (MVP) รายการ SDN FUTSAL NO-L ระดับจังหวัดศรีสะเกษ เมื่ออายุ 13 ปี ปัจจุบัน อายุ 15 ปีแล้ว ย้ายมาเรียนอยู่ที่กรุงเทพฯ ด้วยความมุ่งมัน เพื่อฝึกซ้อมอย่างจริงจัง ห่างบ้าน ห่างครอบครัว แต่ไม่เคยห่างเป้าหมาย เขาบอกว่าไม่ดื่ม ไม่สูบ ไม่ยุ่งเกี่ยวกับอบายมุข เพราะรู้ดีว่าร่างกายคือทุนเดียวที่มี และความฝันต้องการต้นทุนที่สะอาด

    ขณะที่ ด.ช.กิตติภักดิ์ พุทโธวา หรือ “คอนเน่” จาก โรงเรียนราชวินิตบางเขน เจ้าของผลงาน 10 ประตูในรายการ ย้ำว่าความสำเร็จเกิดจากวินัย การกินอยู่ ความเป็นระบบของการทำงานเป็นทีม มากกว่าการเป็นฮีโร่เพียงคนเดียว

    ทั้งสองสะท้อนภาพเยาวชนที่เชื่อมั่นในความฝัน เพราะมีผู้ใหญ่คอยสนับสนุนและวางกรอบชีวิตที่ชัดเจน

    ชัยชนะที่มีศักดิ์ศรี

    อีกหนึ่งไฮไลต์ของการแข่งขันครั้งนี้ คือผลงานของทีมโรงเรียนวัดสุทธิวราราม ที่นอกจากจะคว้ารางวัลรองชนะเลิศแล้ว ยังได้รับรางวัลมารยาทยอดเยี่ยม สะท้อนภาพความสำเร็จที่ไม่ได้วัดกันเพียงสกอร์ในสนาม

    นายอนุชา รื่นภาคธรรม ผู้ฝึกสอนทีม ให้ความสำคัญกับการปลูกฝังน้ำใจนักกีฬา ไม่เล่นนอกเกม เคารพคู่แข่ง และยอมรับคำตัดสินของกรรมการ เพราะเชื่อว่าชัยชนะที่แท้จริงต้องมาพร้อมศักดิ์ศรี เขาย้ำว่า สิ่งที่ทีมให้ความสำคัญไม่ใช่เพียงความเก่งกาจในเกมการแข่งขัน แต่คือการหล่อหลอม “ความเป็นสุภาพบุรุษ” ให้เติบโตควบคู่ไปกับทักษะลูกหนัง

    เวทีที่มากกว่าเกมกีฬา

    “เพื่อนกันมันส์โนแอล” จึงไม่ใช่เพียงสโลแกน แต่เป็นแนวปฏิบัติจริงในสนามแข่งขัน เยาวชนสนุกกับเกมอย่างเต็มที่โดยไม่มีแอลกอฮอล์ ควันบุหรี่หรือการพนันเข้ามาเกี่ยวข้อง ความมันส์เกิดจากทักษะ การพัฒนาและการทำงานเป็นทีม

    แม้เสียงนกหวีดหมดเวลาจะตัดสินผลแพ้–ชนะในแต่ละนัด แต่สำหรับโค้ชและผู้จัดงาน เกมชีวิตของเด็ก ๆ เพิ่งเริ่มต้น เวทีนี้จึงไม่เพียงสร้างนักกีฬา หากกำลังสร้างคนรุ่นใหม่ที่กล้าฝัน กล้าปฏิเสธอบายมุข และเติบโตอย่างมีคุณภาพ

    เพราะบางครั้ง ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ที่สุด อาจไม่ใช่ถ้วยรางวัล หากคือการได้เป็นแรงผลักดันให้ใครบางคนไม่ยอมแพ้ต่อความฝันของตัวเอง.

  • เครือข่ายงดเหล้า รวมพลชมรมคนหัวใจเพชร และพลังหญิงหัวใจเพชร 11 จังหวัดอีสานตอนบน ถอดบทเรียน  ชูโมเดลต้นแบบ “ชุมชนสู้เหล้าบ้านหัวฝาย” เปลี่ยนวิกฤตเป็นพลัง สร้างงาน สร้างรายได้ มีเงินออม สู่ชุมชนเปี่ยมสุข

    เครือข่ายงดเหล้า รวมพลชมรมคนหัวใจเพชร และพลังหญิงหัวใจเพชร 11 จังหวัดอีสานตอนบน ถอดบทเรียน  ชูโมเดลต้นแบบ “ชุมชนสู้เหล้าบ้านหัวฝาย” เปลี่ยนวิกฤตเป็นพลัง สร้างงาน สร้างรายได้ มีเงินออม สู่ชุมชนเปี่ยมสุข

    เมื่อวันที่ 5–7 มีนาคม 2569 เครือข่ายองค์กรงดเหล้า (สคล.) ภาคอีสานตอนบน ภายใต้การสนับสนุนของ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จัดกิจกรรม เวทีประชุมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ชมรมอาสาสมัครเครือข่ายงดเหล้า (อ.สคล.) และกลุ่มพลังหญิงคนหัวใจเพชร จาก 11 จังหวัด โดยได้รับเกียรติจาก นางนันทนา ตันติทวีโชค นายกเทศมนตรีเมืองวังสะพุง เป็นประธานเปิดงาน พร้อมนางฐิติพันธ์ วงษ์คำจันทร์ ผู้ประสานงาน สคล.จังหวัดเลย ร่วมให้กำลังใจเครือข่ายอาสาสมัครที่ร่วมกันสร้างสังคมสุขภาวะในชุมชน ณ ห้องประชุมเทศบาลเมืองวังสะพุง จังหวัดเลย

    นางสาวจันทรัช สารี นักจัดการชุมชนสุขภาวะ (สคล.อีสานตอนบน) กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้เปิดพื้นที่ให้เครือข่ายนำเสนอผลการดำเนินงานของ “ชมรมอาสาสมัครเครือข่ายงดเหล้า (คนหัวใจเพชร)” และ “กลุ่มพลังหญิงหัวใจเพชร”  จากหลายพื้นที่ ถ่ายทอดประสบการณ์ขับเคลื่อนชุมชนลด ละ เลิกเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ผ่านกระบวนการ “ชวน–ช่วย–ชม–เชียร์” ควบคู่กับการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการลดละ เลิกเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ กติกาชุมชนปลอดเหล้าในงานบุญ งานประเพณี และกิจกรรมสาธารณะ รวมถึงการป้องกันนักดื่มหน้าใหม่ โดยอาศัยความร่วมมือของผู้นำชุมชนและภาคีเครือข่ายในพื้นที่ มีการออกแบบนวัตกรรมชุมชน พร้อมการสร้างอาชีพให้ผู้ที่เลิกดื่มได้สำเร็จ นอกจากนี้ยังพัฒนาศักยภาพของชมรมฯในการเชื่อมกองทุนสุขภาพตำบล การเชื่อมร้อยกลไกภาคีในชุมชนในการสร้างชุมชนสุขภาวะ ลดปัจจัยเสี่ยง และพัฒนาสังคมที่ปลอดภัยจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างยั่งยืน

    โมเดลชุมชนต้นแบบ “บ้านหัวฝาย” ที่คนอยากมาศึกษาดูงาน

    นางกันระยา อยู่กรุง  ผู้ใหญ่บ้านบ้านหัวฝาย ม.2 ตำบลเอราวัณ อำเภอเอรวัณ จังหวัดเลย กล่าวว่า การขับเคลื่อนชุมชนลดการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของบ้านหัวฝาย เริ่มต้นจากการปรับวิธีคิดของคนในหมู่บ้าน จากเดิมที่มักเดินทางไปศึกษาดูงานพื้นที่อื่น มาเป็นการตั้งเป้าหมายร่วมกันว่า “ทำอย่างไรให้หมู่บ้านของเราเป็นพื้นที่ที่คนอื่นอยากมาศึกษาเรียนรู้” จึงชวนคนในชุมชน โดยเฉพาะกลุ่มแม่บ้าน ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีพลังสำคัญของหมู่บ้าน มาร่วมกันรณรงค์งดเหล้า ควบคู่กับการพัฒนาสภาพแวดล้อมของชุมชนให้สะอาด น่าอยู่ และสร้างกิจกรรมที่ก่อให้เกิดอาชีพและรายได้ เวลาที่เคยหมดไปกับวงเหล้าก็เปลี่ยนมาเป็นเวลาของการทำกิจกรรมที่สร้างสรรค์มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการปลูกไม้ดอก ปลูกผักสวนครัว หรือการรวมกลุ่มทอเสื่อเพื่อสร้างรายได้เสริม ทำให้ครัวเรือนมีรายได้เพิ่มขึ้น และชุมชนมีความสามัคคีมากขึ้น ปัจจุบันบ้านหัวฝายจึงกลายเป็นพื้นที่ที่มีหน่วยงานและชุมชนจากหลายจังหวัดเดินทางมาศึกษาดูงานอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า หากชุมชนร่วมมือกันเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมเล็ก ๆ ก็สามารถนำไปสู่การพัฒนาที่เข้มแข็งและยั่งยืนได้

    พลังหญิงเปลี่ยนชุมชน จาก “งานศพปลอดเหล้า” สู่กองทุนช่วยเหลือกัน

    นางบุญชู นพบูรณ์ แกนนำกลุ่มสตรีชุมชนร่วมใจดอนเตย จังหวัดนครพนม เล่าว่า จุดเริ่มต้นของกลุ่มเกิดจากการรวมตัวของผู้หญิงที่ต้องการแก้ปัญหาการดื่มเหล้าในชุมชน โดยเริ่มจากการรณรงค์งดเหล้าเข้าพรรษา ก่อนต่อยอดจัดตั้ง กองทุน “เพื่อนช่วยเพื่อน” เพื่อช่วยเหลือสมาชิกในยามจำเป็น โดยเฉพาะการจัด งานศพปลอดเหล้า ที่ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของครอบครัวเจ้าภาพ และสร้างข้อตกลงร่วมกันของคนในชุมชน การจัดงานศพปลอดเหล้าแบบครบวงจร ทั้งประสานงาน เป็นพิธีกรอาสา ติดป้ายรณรงค์ และสร้างบรรยากาศที่ดีให้เจ้าภาพรู้สึกภูมิใจ ทำให้หลายครอบครัวเริ่มเห็นว่าการจัดงานโดยไม่ใช้เหล้าก็ทำได้

    นางบุญชู กล่าวต่อว่า เมื่อสมาชิกเลิกเหล้าได้มากขึ้น กลุ่มยังต่อยอดสร้างอาชีพ เช่น การผลิตสินค้าชุมชนและปลูกผักจำหน่าย ทำให้เห็นว่าการลดเหล้าไม่เพียงดีต่อสุขภาพ แต่ยังช่วยเพิ่มรายได้และสร้างความมั่นคงให้ครอบครัว

    นวัตกรรม “งดเหล้าออมเงิน–ออมทอง” เปลี่ยนค่าเหล้าเป็นเงินออม

    อีกตัวอย่างที่ได้รับความสนใจคือ นวัตกรรม งดเหล้าออมเงิน–ออมทอง”  น.ส.จิรัชยา สุขจิตร แกนนำอสม.พลังหญิง ตำบลท่าดอนคำ จังหวัดบึงกาฬ กล่าวว่า จากกลุ่มที่เคยชวนกันดื่ม กลายเป็นนักรณรงค์ชวนคนในชุมชนนำเงินค่าเหล้ามาเป็นเงินออม “เราทำให้เขาเห็นว่า จากเงินเล็ก ๆ แต่ทำอย่างต่อเนื่อง จนสามารถซื้อของใช้จำเป็นและสร้างฐานะให้มั่นคงขึ้นได้” พร้อมทั้งวางแผนสร้าง อาชีพเสริม เช่น การทำกล้วยฉาบ เพื่อสร้างรายได้และใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ ความสำเร็จนี้ไม่เพียงแต่ช่วยให้สภาพแวดล้อมในหมู่บ้านดีขึ้น แต่ยังสร้าง ความเชื่อมั่น ให้แก่คนในชุมชนในการเปลี่ยนแปลงตัวเองเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีกว่าเดิมอย่างยั่งยืน

    เช่นเดียวกับ นางพนิดา มาตรขาว สมาชิกกลุ่ม ที่มีอาชีพกรีดยางพารา ได้ตัดสินใจแบ่งเงินครั้งละ 500 บาท มาออมทอง จากเดิมที่เงินส่วนหนึ่งเคยใช้กับการดื่มสุรา “ตอนแรกคิดว่าอาจทำไม่ได้ แต่พอเริ่มจากเงินเล็ก ๆ แล้วทำต่อเนื่องก็เห็นผลจริง ตอนนี้มีทองเก็บ สุขภาพก็ดีขึ้น และเงินก็เหลือเก็บมากขึ้น” นางพนิดากล่าว

    ทั้งนี้ น.ส.จันทรัชเพิ่มเติมว่าเวทีถอดบทเรียนครั้งนี้มีชมรมเครือข่ายอาสาสมัคร(อ.สคล.) และกลุ่มพลังหญิงได้แก่ พื้นที่เทศบาลเมืองเลย และ พื้นที่ ต.ผาน้อย จ.เลย, ต.กุดหว้า จ.กาฬสินธ์, ต.หนองหว้า จ.หนองบัวลำภู, ต.หนองซน และ ต.ดอนเตย จ.นครพนม, ต.ท่าดอกคำ จ.บึงกาฬ, ต.โคกสี จ.สกลนคร, ต.ทุ่งกุลา จ.ร้อยเอ็ดซึ่งเวทีถอดบทเรียนครั้งนี้ จึงไม่เพียงเป็นการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ของเครือข่ายอาสาสมัครเท่านั้น แต่ยังสะท้อนให้เห็นว่า พลังเล็ก ๆ ของคนในชุมชน” สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงใหญ่ให้เกิดขึ้นกับสังคมได้.

  • เครือข่ายงดเหล้าอีสานบน เปิดเวที “โชว์ แชร์ เชื่อม” ปลูกพลังบวกเด็กปฐมวัย ยกย่องสถานศึกษาแหล่งเรียนรู้และต้นแบบ 26 แห่ง พร้อมเปิดศึก SDN FUTSAL NO-L CUP 2026 ปั้นเยาวชนห่างไกลปัจจัยเสี่ยง

    เครือข่ายงดเหล้าอีสานบน เปิดเวที “โชว์ แชร์ เชื่อม” ปลูกพลังบวกเด็กปฐมวัย ยกย่องสถานศึกษาแหล่งเรียนรู้และต้นแบบ 26 แห่ง พร้อมเปิดศึก SDN FUTSAL NO-L CUP 2026 ปั้นเยาวชนห่างไกลปัจจัยเสี่ยง

    ขอนแก่น – สำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า (สคล.) ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และภาคีเครือข่าย จัดเวที “โชว์ แชร์ เชื่อม เชิดชูเกียรติ” แลกเปลี่ยนบทเรียนครูปฐมวัยจากพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน 11 จังหวัด พร้อมยกย่องสถานศึกษาและแหล่งเรียนรู้ต้นแบบ 26 แห่ง ที่ร่วมขับเคลื่อน มุ่งสร้างภูมิคุ้มกันทางสังคมให้เด็กตั้งแต่วัยเริ่มต้น ควบคู่กับการเปิดการแข่งขัน SDN FUTSAL NO-L CUP 2026 รอบคัดเลือกโซนภาคอีสานตอนบน เพื่อใช้กีฬาเป็นพื้นที่สร้างสรรค์ให้เด็กและเยาวชนเติบโตอย่างปลอดภัย ห่างไกลปัจจัยเสี่ยง

    นายภูมิพัทธ เรืองแหล่ ผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า โครงการ “ปลูกพลังบวกเพื่อสร้างจิตสำนึกภูมิคุ้มกันปัจจัยเสี่ยงเหล้า บุหรี่ สำหรั  บเด็กปฐมวัย” เป็นความร่วมมือสำคัญของกระทรวงศึกษาธิการ ร่วมกับ สสส. เพื่อสร้างการเรียนรู้ตั้งแต่เด็กเล็กซึ่งเป็นช่วงเวลาทองของพัฒนาการทางสมองและทักษะชีวิต โดยเฉพาะการป้องกันจากปัจจัยเสี่ยงเหล้า บุหรี่ บุหรี่ไฟฟ้า ยาเสพติด สื่อออนไลน์ รอบด้าน โดยใช้แนวทางพัฒนาสมอง EF และ ใช้กระบวนการแบบ Active Learning ผ่านครูปฐมวัยปลูกพลังบวก ที่ได้รับการพัฒนาชุดคำถามแบบ RCA คือ ทักษะครูที่ทำให้เด็กคิดวิเคราะห์แก้ปัญหาผ่านการตั้งคำถาม เชื่อมโยงและปรับใช้ ผ่านสื่อการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับบริบทพื้นที่ เช่น นิทานมัดหมี่ Say no ใช้น้องไดโนเสาร์ นิทานปลาสร้อย Just say no ใน พร้อมกิจกรรมร้อง เล่น เต้น เล่า พัฒนาการสมวัยทั้งกาย การจัดการอารมณ์ความเครียด การเข้าสังคม ปัญญา เป็นการปลูกวัคซินสร้างภูมิคุ้มกันจากปัจจัยเสี่ยง และสร้างความคงสภาพให้เติบโตไปอย่างมีคุณภาพ

    ด้าน นายพันธ์เทพ เสาโกศล รองผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น กล่าวว่า การจัดงานครั้งนี้สะท้อนพลังความร่วมมือของหลายภาคส่วนในการขับเคลื่อนการพัฒนาเด็กและเยาวชน ผ่านโครงการปลูกพลังบวกเพื่อสร้างจิตสำนึกภูมิคุ้มกันปัจจัยเสี่ยงเหล้าและบุหรี่สำหรับเด็กปฐมวัย ควบคู่กับการแข่งขัน SDN FUTSAL NO-L CUP 2026 ภายใต้แนวคิด “เพื่อนกันมันส์โนแอล ไม่ดื่ม ไม่สูบ ไม่เสพ ไม่พนัน” ซึ่งใช้กีฬาเป็นพื้นที่สร้างสรรค์ให้เยาวชนใช้เวลาว่างอย่างเกิดประโยชน์ และปลูกฝังค่านิยมการใช้ชีวิตที่ห่างไกลพฤติกรรมเสี่ยง

    ขณะที่ นายธีระ วัชรปราณี ผู้อำนวยการสำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า (สคล.) กล่าวว่า สังคมไทยมีความท้าทาย จากปัจจุบันเด็กไทยเกิดใหม่เพียงประมาณ 4.7 แสนคนต่อปี ขณะที่เด็กเล็กกว่า 42% ไม่ได้เติบโตในครอบครัวที่อยู่พร้อมหน้าพ่อแม่ อีกทั้งครอบครัวจำนวนมากมีฐานะทางเศรษฐกิจเปราะบาง ส่งผลให้เด็กจำนวนไม่น้อยเติบโตท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่มีความเสี่ยง นอกจากนี้ ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ยังพบแนวโน้มเด็กและเยาวชนใช้บุหรี่ไฟฟ้ามากกว่า 2 แสนราย รวมถึงการแพร่กระจายของการพนันออนไลน์ การตลาดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และยาเสพติด ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาวะและพัฒนาการของเด็กและเยาวชน

    “โครงการจึงมุ่งสร้างภูมิคุ้มกันทางสังคมตั้งแต่ระดับปฐมวัย ผ่านการทำงานร่วมกันของโรงเรียน ครอบครัว และชุมชน โดยครูนำสื่อการเรียนรู้เรื่องปัจจัยเสี่ยงมาบูรณาการในแผนการสอน เพื่อพัฒนาทักษะชีวิตของเด็ก ทั้งการรู้คุณค่าตนเอง การคิดวิเคราะห์ การจัดการอารมณ์ และการอยู่ร่วมกับผู้อื่น พร้อมเชื่อมโยงกับนโยบายโรงเรียนสีขาวของกระทรวงศึกษาธิการ และเปิดโอกาสให้ผู้ปกครองและชุมชนมีส่วนร่วมเป็นแบบอย่างที่ดีแก่เด็ก” นายธีระกล่าว

    ปัจจุบันมีสถานศึกษาเข้าร่วมโครงการทั่วประเทศ 2,789 แห่ง ใน 36 จังหวัด โดยในภาคตะวันออกเฉียงเหนือมี 919 แห่ง ซึ่งในเขตภาคอีสานตอนบน มีจำนวน 6 จังหวัด ได้แก่ ขอนแก่น นครพนม มหาสารคาม หนองบัวลำภู เลย และสกลนคร โดยมีสถานศึกษาเข้าร่วมจำนวน 210 แห่ง และมีแนวโน้มที่จะขยายเครือข่ายเพิ่มขึ้นในจังหวัดอื่น ๆ เช่น อุดรธานี และร้อยเอ็ด

    ภายในงานยังมีการมอบโล่ประกาศเกียรติคุณแก่สถานศึกษาที่มีผลงานโดดเด่น 26 แห่ง พร้อมจัดการแข่งขัน SDN FUTSAL NO-L CUP 2026 รอบคัดเลือกโซนภาคอีสานตอนบน สำหรับเยาวชนอายุไม่เกิน 15 ปี จำนวน 16 ทีม จาก 11 จังหวัด เพื่อคัดเลือกตัวแทนเข้าสู่รอบชิงแชมป์ประเทศไทย โดยใช้กีฬาเป็นเครื่องมือสร้างพื้นที่สร้างสรรค์ให้เด็กและเยาวชนได้พัฒนาศักยภาพ ฝึกวินัย การทำงานเป็นทีม และใช้เวลาว่างอย่างมีคุณค่า

    เวทีครั้งนี้จึงไม่เพียงเป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนบทเรียนการพัฒนาเด็กปฐมวัย แต่ยังเป็นการเชื่อมพลังของโรงเรียน ครอบครัว และชุมชน ในการร่วมสร้างสังคมที่ปลอดภัยและเอื้อต่อการเติบโตของเด็กและเยาวชนไทย ให้มีภูมิคุ้มกันทางความคิดและทักษะชีวิต สามารถก้าวสู่อนาคตอย่างมั่นคง ห่างไกลปัจจัยเสี่ยง และเติบโตเป็นพลังสำคัญของสังคมไทยต่อไป

  • ศธ. ผนึก สสส. – เครือข่ายงดเหล้า ขยายผลต้นแบบ “โรงเรียนคำพ่อสอน” โมเดลสร้างภูมิคุ้มกันเด็กไทย รับมือสังคมเสี่ยงยุคดิจิทัล สกัดพฤติกรรมเสี่ยงเหล้า บุหรี่ และบุหรี่ไฟฟ้าในเยาวชน

    ศธ. ผนึก สสส. – เครือข่ายงดเหล้า ขยายผลต้นแบบ “โรงเรียนคำพ่อสอน” โมเดลสร้างภูมิคุ้มกันเด็กไทย รับมือสังคมเสี่ยงยุคดิจิทัล สกัดพฤติกรรมเสี่ยงเหล้า บุหรี่ และบุหรี่ไฟฟ้าในเยาวชน

    กระทรวงศึกษาธิการ – 16 มีนาคม 2569 ศาสตราจารย์นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ มอบหมายให้นายสุรศักดิ์ อินศรีไกร รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานการประชุมเชิงปฏิบัติการขยายผลและนำเสนอผลลัพธ์การดำเนินงานของ “ศูนย์การเรียนรู้และประสานงานเครือข่ายโรงเรียนคำพ่อสอน” ปีการศึกษา 2568 ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า (สคล.) และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ณ ห้องประชุมบุญเกตุ หอประชุมคุรุสภา กรุงเทพมหานคร

    นายสุรศักดิ์ อินศรีไกร รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า ปัจจุบันเด็กและเยาวชนไทยต้องเผชิญความเปราะบางจากปัญหาครอบครัว สภาพสังคมที่เปลี่ยนแปลง และการเข้าถึงสื่อออนไลน์อย่างเสรี ซึ่งอาจนำไปสู่พฤติกรรมเสี่ยง เช่น การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การสูบบุหรี่ และบุหรี่ไฟฟ้า ดังนั้น การพัฒนาเด็กจึงไม่ใช่หน้าที่ของโรงเรียนเพียงลำพัง แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากครู ผู้ปกครอง ชุมชน และทุกภาคส่วนของสังคม ในการสร้างสภาพแวดล้อมที่ดีให้เด็กเติบโตอย่างมีคุณภาพ

    “เครือข่ายโรงเรียนคำพ่อสอนถือเป็นต้นแบบสำคัญในการปลูกฝังคุณธรรมและทักษะชีวิตให้กับนักเรียน ผ่านความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างครูกับนักเรียน การช่วยเหลือกันในห้องเรียน และความร่วมมือระหว่างโรงเรียนกับครอบครัว ซึ่งช่วยสร้างภูมิคุ้มกันให้เด็กห่างไกลอบายมุข กระทรวงศึกษาธิการพร้อมสนับสนุนและขยายผลแนวทางนี้ต่อไป เพื่อร่วมกันสร้างเยาวชนให้เติบโตเป็นคนดีของสังคม และเป็นกำลังสำคัญของประเทศในอนาคต” นายสุรศักดิ์กล่าว

    ด้าน ทพ.ศิริเกียรติ เหลียงกอบกิจ ผู้ทรงคุณวุฒิ สสส. กล่าวว่า การดำเนินงานของเครือข่ายโรงเรียนคำพ่อสอนเป็นตัวอย่างสำคัญของการน้อมนำแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 มาประยุกต์ใช้ในการจัดการศึกษา เพื่อปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรม และจิตสำนึกต่อสังคมให้กับเด็กและเยาวชน ผ่านกระบวนการเรียนรู้ที่เชื่อมโยงโรงเรียน ครอบครัว และชุมชนเข้าด้วยกัน เด็กไม่ได้เรียนรู้จากตำราเพียงอย่างเดียว แต่ยังได้เรียนรู้จากการลงมือทำและการมีส่วนร่วมในกิจกรรมที่สร้างประโยชน์ต่อสังคม “การปลูกฝังคุณค่าความดีตั้งแต่ในโรงเรียน เป็นรากฐานสำคัญของการสร้างภูมิคุ้มกันทางสังคมให้กับเด็กและเยาวชน โดยเฉพาะในยุคที่สังคมเผชิญปัจจัยเสี่ยงหลายด้าน สสส. จึงพร้อมสนับสนุนการทำงานร่วมกับภาคีเครือข่าย เพื่อขยายผลรูปแบบการเรียนรู้ของโรงเรียนคำพ่อสอนให้เกิดประโยชน์กับเด็กและเยาวชนในพื้นที่ต่าง ๆ ของประเทศต่อไป” ทพ.ศิริเกียรติกล่าว

    นางนุชนาฏ ภักดีชน ผอ.โรงเรียนบ้านช่องหาร สพป.ตรัง เขต 2 กล่าวว่า โรงเรียนได้นำการเรียนรู้ตามแนวทางคำพ่อสอนไปใช้ตั้งแต่เทอม 2 ปี 2567 จนถึงปัจจุบันดำเนินการไป 3 เทอม ซึ่งตนเองได้ร่วมเข้าอบรมตามหลักสูตรนีโอฮิวแมนนิสต์ และงาน พลังกลุ่ม และความสุขของโครงการ โดยเฉพาะการเข้าใจตนเองด้วยกิจกรรมกงล้อสัตว์ 4 ทิศ การสร้างพื้นที่ปลอดภัยระหว่างครู และนักเรียนด้วยกิจกรรมทักทายด้วยการกอดตั้งแต่ประตูรั้วโรงเรียน และกิจกรรมอื่นๆ จนเกิดความสัมพันธ์ที่ดีมากๆ ระหว่างครูและนักเรียน ทำให้นักเรียนกล้าที่จะมาปรึกษาทุกเรื่อง ซึ่งตนเองพยายามหาแนวทางแก้ปัญหามาหลายปีจนมาเจอแนวทางคำพ่อสอน ซึ่งผลลัพธ์ที่ชัดเจนคือนักเรียนมีผลการเรียนที่ดีขึ้น ซึ่งตอบโจทย์ปัญหาของการศึกษาไทยที่จริงๆ เด็กไทยเก่งอยู่แล้วแต่ขาดการสร้างบรรยกาศ และการเรียนรู้ที่ดี ที่สำคัญปัญหาบุหรี่ไฟฟ้าหมดไปได้จริง ต่อไปโรงเรียนต้องการขยายผลต่อไปถึงผู้ปกครอง และชุมชนเพื่อให้เกิดความยั่งยืน

    นางสาวอภิษา มหะมาน ผู้จัดการโครงการโรงเรียนคำพ่อสอน (สคล.) กล่าวว่า แนวคิดสำคัญของโครงการคือการพัฒนาการศึกษาโดยเริ่มจาก “การพัฒนาจิตวิญญาณของครู” ให้ครูเข้าใจตนเองและเข้าใจความแตกต่างของผู้เรียน พร้อมนำหลักจิตวิทยามาประยุกต์ร่วมกับศาสตร์พระราชา เพื่อสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ที่เด็กมีความสุข ภาคภูมิใจในตนเอง และรู้สึกปลอดภัยในการเรียนรู้ จนเกิดผลลัพธ์ที่ชัดเจน ทั้งนี้ ภายในงานยังมีการจัด ฐานการเรียนรู้ 5 ฐาน ได้แก่ 1. ฐานร้องเพลงชาติด้วยใจรัก 2. ฐานศิลปะสร้างชาติ 3. ฐานคณิตคิดค่าเหล้า 4. ฐานสลัดรักษ์โลก 5. ฐานชุมนุมเพลงดี ๆ พร้อมเวทีเสวนาแลกเปลี่ยนประสบการณ์จากศูนย์ประสานงาน และโรงเรียนต้นแบบศูนย์เรียนรู้ 4 แห่ง ได้แก่ 1.โรงเรียนบ้านลวงเหนือ จ.เชียงใหม่ 2.โรงเรียนวัดโสภณาราม (ปลั่งร่วมราษฏร์บำรุง) จ.สมุทรสาคร 3.โรงเรียนบ้านคลองกก จ.ชุมพร 4.โรงเรียนบ้านนาม่วง จ.สงขลา

    ส่วนโรงเรียนมาเรียนรู้ขยายผล 13 แห่ง ได้แก่ 1.โรงเรียนบ้านภูเค็ง จ.น่าน 2.โรงเรียนปอพานพิทยาคม รัชมังคลาภิเษก จ.มหาสารคาม 3.โรงเรียนวัดบางลี่ (วุฒิพันธุ์วิทยา) จ.ราชบุรี 4.โรงเรียนทุ่งอุดมวิทยาคม จ.ลำปาง 5.โรงเรียนเขาพนมแบกศึกษา จ.สุราษฎร์ธานี 6.โรงเรียนบ้านหนองบัวแดง จ.เชียงราย 7.โรงเรียนบ้านทับกุมารทอง จ.เชียงราย 8.โรงเรียนบ้านแหลว–นาล้อม จ.เชียงราย 9.โรงเรียนบ้านช่องหาร จ.ตรัง 10.โรงเรียนกุหลาบวิทยา กรุงเทพมหานคร 11.โรงเรียนวัดศรีมหาโพธิ จ.ปราจีนบุรี 12.โรงเรียนแก่นนครวิทยาลัย 2 จ.ขอนแก่น 13.โรงเรียนดอนทองวิทยา จ.พิษณุโลก เพื่อร่วมกันพัฒนาแนวทางการเรียนรู้ที่ช่วยให้เด็กและเยาวชนเติบโตอย่างสมดุล ทั้งด้านความรู้ คุณธรรม และทักษะชีวิต

    การดำเนินงานของเครือข่ายโรงเรียนคำพ่อสอนในปีการศึกษา 2568 จึงนับเป็นอีกก้าวสำคัญของความร่วมมือระหว่างกระทรวงศึกษาธิการ สสส. และภาคีเครือข่าย ในการสร้างระบบการเรียนรู้ที่ปลูกฝังคุณค่าความดี เสริมสร้างภูมิคุ้มกันต่อปัจจัยเสี่ยง และพัฒนาเยาวชนไทยให้เติบโตเป็นพลเมืองคุณภาพของสังคมในอนาคต

  • ถอดบทเรียนงานบุญปลอดเหล้าภาคกลาง ชูค่านิยม “คุณค่า ประหยัด ปลอดภัย” โดยประสานพลังวัด–ผู้นำ–และชาวบ้าน ชูโมเดลตำบลหัวไผ่ จ.อ่างทองเป็นต้นแบบงานบวช งานศพ งานประเพณีปลอดเหล้า

    ถอดบทเรียนงานบุญปลอดเหล้าภาคกลาง ชูค่านิยม “คุณค่า ประหยัด ปลอดภัย” โดยประสานพลังวัด–ผู้นำ–และชาวบ้าน ชูโมเดลตำบลหัวไผ่ จ.อ่างทองเป็นต้นแบบงานบวช งานศพ งานประเพณีปลอดเหล้า

    เมื่อวันที่ 22 มกราคม 2568 เครือข่ายงดเหล้าภาคกลาง ร่วมกับเครือข่ายงดเหล้าจังหวัดอ่างทอง จัดเวทีถอดบทเรียนงานบุญประเพณีและงานบวชของชาวอ่างทอง โดยเชิญภาคีมูลนิธิ สังฆะเพื่อสังคม พร้อมด้วยหน่วยงานภาครัฐ ได้แก่ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดอ่างทอง สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดอ่างทอง สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 4 จังหวัดสระบุรี และสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดลพบุรี เข้าร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ร่วมกับตัวแทนชุมชนจาก 7 ตำบลในจังหวัดอ่างทอง และชุมชนในจังหวัดภากลาง ทั้ง 8 จังหวัด ณ วัดขุนอินทประมูล อ.โพธิ์ทอง จ.อ่างทอง

    นายสุธี ประเสริฐศรี ผู้ประสานงานเครือข่ายงดเหล้า จ.อ่างทอง เปิดเผยผลสำรวจการจัดงานบุญประเพณีและงานบวชนาค จ.อ่างทองว่า จากกลุ่มตัวอย่าง 948 คน โดยพบว่า ร้อยละ 84 เคยจัดงานบวชที่เคยทำตามมา เช่น เลี้ยงโต๊ะจีน ทำขวัญนาค เครื่องไฟขบวนแห่ตามฐานะ แต่ส่งผลต่อค่าใช้จ่ายสิ้นเปลือง ร้อยละ 44.83 ซึ่งการเลี้ยงแอลกอฮอล์ก่อให้เกิดการทะเลาะวิวาท อย่างไรก็ตาม ผลสำรวจสะท้อนแนวโน้มเชิงบวก เมื่อประชาชน ร้อยละ 75 เห็นว่างานบวชควรเรียบง่ายได้บุญมากกว่า และ กว่าร้อยละ 86 ระบุว่ามีความตั้งใจจะจัดงานบวชในอนาคตอย่างพอดี สมฐานะ และควรปลอดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ร้อยละ 73

    พระครูพิทักษ์จันทรังษี เจ้าอาวาสวัดจันทร์ธรังษี ตำบลหัวไผ่ จังหวัดอ่างทอง กล่าวว่า การทำงานเรื่องงานบวชจำเป็นต้องเริ่มจาก “การเปิดใจเจ้าภาพ” โดยชวนให้มองเห็นว่าการบวชไม่จำเป็นต้องใช้เงินจำนวนมาก แต่ควรเน้นการประกอบพิธีให้ถูกต้องตามพระธรรมวินัย วัดจันทร์ธรังษีได้กำหนดกติกาชัดเจน ห้ามนำเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เข้ามาในเขตวัด ไม่ว่าจะเป็นงานบวชหรืองานศพ พร้อมเปิดโอกาสให้บวชแบบเรียบง่ายในลักษณะ “โกนหัวเข้าวัด เลี้ยงเพล” โดยไม่รับเงินอุปัชฌาย์ ส่งผลให้มีผู้มาขอบวชในรูปแบบดังกล่าวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

    ด้าน นายสุทิน คงพละ อดีตกำนันตำบลหัวไผ่ กล่าวว่า บทเรียนจากตำบลหัวไผ่สะท้อนชัดว่า การเปลี่ยนค่านิยมต้องเริ่มจากผู้นำ หากผู้นำไม่กล้าเริ่ม ชุมชนจะไม่ขยับ ในอดีตหลายครอบครัวกังวลแรงกดดันทางสังคม เช่น กรณีจัดงานบวชที่ต้องเลี้ยงเหล้าหลายสิบโต๊ะ ค่าใช้จ่ายเฉพาะเครื่องดื่มสูงถึง 60,000–100,000 บาท เพราะกลัวถูกมองว่าไม่ให้เกียรติแขก แต่เมื่อผู้นำชุมชนแสดงจุดยืนชัดเจน แนวคิดงานบวชเรียบง่ายจึงค่อยๆ ได้รับการยอมรับมากขึ้น ซึ่งทุกหมู่บ้านตำบลหัวไผ่เรมมีผู้ใหญ่ที่เข้มแข็งในการรณรงค์เปลี่ยนค่านิยมนี้

    นพ.ทวีโชค โรจนอารัมกุล นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดอ่างทอง เปิดเผยว่า จังหวัดให้ความสำคัญกับการควบคุมและลดผลกระทบจากการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มาอย่างต่อเนื่อง ภายใต้พระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2551 โดยบูรณาการการทำงานร่วมกับเครือข่ายและหน่วยงานทุกภาคส่วน เริ่มจากการสร้างความเข้าใจ การเฝ้าระวังและการเตือน ก่อนขยับไปสู่การบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง เพื่อป้องกันการสูญเสียจากอุบัติเหตุที่เกิดจากการดื่มแล้วขับ มีการตั้งด่านชุมชน ตรวจตราไม่ให้ผู้มีอาการมึนเมาขับขี่ออกสู่ถนนในชุมชน โดยเฉพาะถนนรองที่เกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง ทั้งนี้ การจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ให้ผู้ที่อยู่ในอาการมึนเมา ถือเป็นความผิดตามกฎหมาย และผู้ประกอบการต้องรับผิดชอบหากเกิดความเสียหาย

    ขณะที่ นายพุทธิธร ฉัตรบริรักษ์ นายกเทศมนตรีตำบลท่าช้าง กล่าวว่า เทศบาลมีวัดในพื้นที่ 5 วัด และได้ประกาศชัดเจนให้ทุกวัดเป็นพื้นที่ห้ามดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ แม้ในทางปฏิบัติจะยังพบการฝ่าฝืนอยู่บ้าง โดยเฉพาะในงานบวชและงานศพ แต่เชื่อว่าหากผู้นำเป็นตัวอย่างที่ดี จะช่วยลดปัญหาได้อย่างมาก เทศบาลจึงเริ่มจากการปรับวัฒนธรรมองค์กร จัดกิจกรรมที่ไม่ดื่มแอลกอฮอล์ ใช้น้ำเปล่า น้ำสมุนไพร และอาหารเป็นหลัก จนค่อย ๆ กลายเป็นมาตรฐานใหม่ของพื้นที่ นอกจากนี้ เทศบาลตำบลท่าช้างยังได้สร้างพื้นที่สร้างสรรค์ให้เยาวชน ผ่าน “Academy ตำบลท่าช้าง” ใช้วัดเป็นพื้นที่จัดกิจกรรมกีฬาและการเรียนรู้หลังเลิกเรียน เพื่อลดเวลาว่าง ลดการตั้งวงดื่ม และปลูกฝังพฤติกรรมเชิงบวกในระยะยาว

    นางกาญจนา เกษสุวรรณ์ อดีตผู้ใหญ่บ้าน ตำบลมหาดไทย เล่าว่า การรณรงค์งดเหล้าเริ่มจากปัญหาในครอบครัว ก่อนขยายสู่ระดับชุมชน โดยใช้วิธี “ขอความร่วมมือ ลดเหล้า” แทนการบังคับ พร้อมใช้เครื่องมืออย่างบัญชีครัวเรือนให้เห็นผลกระทบด้านค่าใช้จ่าย และเชื่อมโยงไปสู่งานบุญ งานศพ และงานบวช รวมถึงการช่วยเหลือผู้ที่ต้องการเลิกเหล้าเข้าสู่ระบบบำบัดอย่างเหมาะสม เวทีถอดบทเรียนครั้งนี้สะท้อนสภาพสังคมให้เห็นอย่างชัดเจนว่า งานบุญประเพณี โดยเฉพาะงานบวชในจังหวัดอ่างทอง กำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านจากพิธีกรรมที่เคยแฝงด้วยความสิ้นเปลืองและการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ไปสู่รูปแบบที่เรียบง่าย เน้นแก่นแท้ทางพระพุทธศาสนาและคุณค่าทางจิตใจมากขึ้น การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเกิดจากความร่วมมือของพระสงฆ์ ผู้นำท้องถิ่น หน่วยงานภาครัฐ และภาคประชาชน ที่ไม่เพียงแต่ร่วมกันคิดและรณรงค์ แต่ยังลงมือ “พาทำ” อย่างต่อเนื่อง จนเริ่มเห็นผลเป็นรูปธรรมในระดับชุมชน และกลายเป็นต้นแบบสำคัญของการจัดงานบุญที่พอดี สมดุล และปลอดปัจจัยเสี่ยงในสังคมไทย

  • สสส. หนุน เครือข่ายงดเหล้านครพนม เปิดตัวกิจกรรม “ครอบครัวปลูกพลังบวก–นาทมโมเดล” พื้นที่ต้นแบบภาคอีสาน สร้างสภาพแวดล้อมปลอดเหล้า–บุหรี่ และเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัย ในขณะที่แบบสำรวจพบเด็ก 90% เติบโตในครอบครัวขยาย – เสี่ยงเห็นพฤติกรรมดื่มสูบ จนกลายเป็นเรื่องธรรมดา

    สสส. หนุน เครือข่ายงดเหล้านครพนม เปิดตัวกิจกรรม “ครอบครัวปลูกพลังบวก–นาทมโมเดล” พื้นที่ต้นแบบภาคอีสาน สร้างสภาพแวดล้อมปลอดเหล้า–บุหรี่ และเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัย ในขณะที่แบบสำรวจพบเด็ก 90% เติบโตในครอบครัวขยาย – เสี่ยงเห็นพฤติกรรมดื่มสูบ จนกลายเป็นเรื่องธรรมดา

    สสส.- เครือข่ายองค์กรงดเหล้าจังหวัดนครพนม ร่วมกับ อบต.หนองซน และศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านคำแม่นาง ตลอดจนภาคีเครือข่ายภาคอีสานตอนบน เปิดตัวกิจกรรม “ครอบครัวปลูกพลังบวก–นาทมโมเดล” พื้นที่ต้นแบบแห่งแรกของประเทศ ภายใต้โครงการปลูกพลังบวก เพื่อสร้างจิตสำนึกภูมิคุ้มกันป้องกันปัจจัยเสี่ยง (เหล้า-บุหรี่) สู่สภาวะที่ดีของเด็กปฐมวัย โดยมีพิธีลงนามปฏิญญาความร่วมมือระหว่างผู้ปกครองทั้ง 16 ครอบครัว ครูศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านคำแม่นาง และเครือข่ายองค์กรงดเหล้าจังหวัดนครพนม โดยมี นายเกษม สมสู่ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลหนองซน รวมถึงผู้บริหารท้องถิ่นและภาคีระดับจังหวัดร่วมเป็นสักขีพยาน

    นางสาวจริญญา ไทยแท้ รองประธานคณะทำงานภาคอีสาน โครงการปลูกพลังบวกฯ กล่าวว่า โครงการปลูกพลังบวกมุ่งสร้างทักษะชีวิตและภูมิคุ้มกันให้เด็กปฐมวัยจากปัจจัยเสี่ยง พร้อมพัฒนาศักยภาพครู ผู้ปกครอง และชุมชน ผ่านการพัฒนากิจกรรม นวัตกรรมสื่อ และการศึกษาวิจัย เพื่อให้เด็กมีทักษะสำคัญ เช่น การเห็นคุณค่าตนเอง การคิดวิเคราะห์ การแก้ปัญหา การจัดการอารมณ์ และการสร้างความสัมพันธ์ที่ดี ซึ่งจะช่วยให้เด็กสามารถตัดสินใจและแยกแยะสิ่งที่เหมาะสมได้เมื่อต้องอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีความเสี่ยง ทั้งนี้ สคล.นครพนม ได้จัดการอบรมครูและผู้ดูแลเด็กจำนวน 2 รุ่น ก่อนต่อยอดสู่กิจกรรม “ครอบครัวปลูกพลังบวก”

    นายชลกานต์ วงศ์เข็มมา ผู้ประสานงานเครือข่ายงดเหล้าจังหวัดนครพนม เปิดเผยว่า ในเดือนตุลาคม 2568 ได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะทำงานเพื่อขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะด้านการลดปัจจัยเสี่ยงจากเหล้า บุหรี่–บุหรี่ไฟฟ้า และสิ่งเสพติดในกลุ่มเด็กและเยาวชนจังหวัดนครพนม เพื่อให้การดำเนินงานสอดคล้องกับเป้าหมายของคณะกรรมการคุ้มครองเด็กและเยาวชน ครอบคลุมเด็กเล็กจนถึงเด็กโต  ซึ่งกิจกรรมครั้งนี้ มีการสำรวจข้อมูลพื้นฐานของครัวเรือนและพฤติกรรมการดื่ม–สูบ ของสมาชิก ผู้เข้าร่วมโครงการพบว่า เด็กกว่าส่วนใหญ่กว่า 90% เติบโตในครอบครัวขยาย ทำให้มีโอกาสพบเห็นพฤติกรรมของผู้ใหญ่หลายคนในบ้าน แม้ไม่ได้ถูกชักชวนโดยตรง แต่ยังพบการ “ดื่มหรือสูบให้เด็กเห็น” เป็นจำนวนมากผู้ปกครองบางส่วนรู้สึกว่าตนเองมีความเข้าใจพฤติกรรมลูกหลานไม่เพียงพอ และต้องการทักษะในการรับมือ ข้อมูลดังกล่าว จึงนำไปสู่การออกแบบกระบวนการทำงานร่วมกันอย่างเข้มข้น

    นายชลกานต์ กล่าวเพิ่มเติมว่าภายหลังการลงนาม ได้จัดอบรมเชิงปฏิบัติการเพื่อเสริมความรู้ให้ผู้ปกครองที่เข้าร่วม เข้าใจพัฒนาการเด็กแต่ละวัย และการสร้างสภาพแวดล้อมที่สนับสนุนทักษะการเรียนรู้ เพื่อให้ครอบครัวสามารถเป็นพื้นที่ปลอดภัยและเกื้อหนุนให้เด็กเติบโตอย่างเหมาะสม

    ในขณะที่ น.ส.ฐิตาภัสร์ ฉัตรสิริชัยวุฒิ นักจิตวิทยาและนักวิชาการโครงการปลูกพลังบวกฯ  กล่าวว่า  การจัดกระบวนการอบรมให้ครู ผู้ดูแลเด็ก และผู้ปกครองตลอด 2 เดือน มุ่งสร้างการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เพื่อร่วมกันสร้างบ้านปลอดเหล้า–บุหรี่ และลดพฤติกรรมเสี่ยงในครัวเรือน และสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยเพื่อให้เด็กมีสุขภาวะที่ดี ทั้งนี้เป็นองค์ความรู้ที่สอดรับ กับนโยบายพัฒนาปฐมวัยชาติ “3 เร่ง 3 ลด 3 เพิ่ม”  การบูรณาการพัฒนาการทางสมอง (EF) การเสริมสร้างทักษะชีวิต และการสื่อสารเชิงบวก  โดยจะมีการบันทึกภารกิจร่วมกันระหว่างเด็กและผู้ปกครอง มีรูปแบบของการเก็บคะแนน ผ่านการปรับเปลี่ยนปรับเปลี่ยนพฤติกรรมผู้ปกครอง  อีกทั้งเป็นการเพิ่มเวลาคุณภาพในการดูแลเด็ก เช่นการลดละการดื่มการสูบ ไม่ใช้ความรุนแรง ไม่ดื่มไม่สูบให้เด็กเห็น ชวนลูกทำกิจกรรมสร้างสรรค์ รับประทานอาหารร่วมกัน ชวนเล่น เล่านิทาน ทำงานบ้าน ฯลฯ

    ทางด้าน นางสาวณัฐชญา ค่ายสูงเนิน อายุ 47 ปี ครูผู้สอน ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านแม่นาง ระบุว่า โครงการ “ครอบครัวปลูกพลังบวก” มีครอบครัวเข้าร่วม 16 ครอบครัว โดยดำเนินงานต่อเนื่องเป็นเวลา 2 เดือน (ระหว่างพฤศจิกายน-ธันวาคม 68) โดยมุ่งให้ผู้ปกครองเด็กปฐมวัยร่วมกันปรับพฤติกรรม ลดปัจจัยเสี่ยง และสร้างสภาพแวดล้อมที่ดีต่อสุขภาวะของเด็ก

    คุณครูให้ข้อมูลว่า ผู้ปกครองที่ร่วมโครงการฯ มีความตั้งใจ ใส่ใจอย่างมาก ทุกครอบครัวทำกิจกรรมรายวันตามแบบฟอร์ม 10 ข้อ เช่น รับประทานอาหารร่วมกันวันละ 1 ครั้ง พูดคุยเรื่องปัจจัยเสี่ยงเหล้า–บุหรี่ และอ่านหนังสือสอนเด็กก่อนนอน เด็กจะนำสิ่งที่เรียนรู้มาเล่าให้ครูฟัง ซึ่งครูจะเสริมความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับผลเสียของเหล้า–บุหรี่ และแนวทางการเป็นเด็กดี

    นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมสอนเด็กเรื่องการออม โดยให้กระปุกออมสินกลับบ้านไป พร้อมชุดความรู้ให้เด็กขอให้พ่อแม่หยอดเงินออมแทนการดื่มเหล้าหรือหากผู้ปกครองบอกว่าอยากดื่มช่วยให้หายเหนื่อยครูสอนให้เด็กตอบด้วยพฤติกรรมเชิงบวก เช่น หาน้ำให้, กอด, บีบนวด หรือแนะนำให้ผู้ปกครองเลือกดื่มนมหรือน้ำผลไม้เพื่อสุขภาพที่ดีขึ้น

    ในเวทีอบรมครั้งนี้ นางพัดนัดดา ลอวันไช ผู้ปกครองของน้องชญาภา วัย 3 ขวบ เล่าว่า ปกติครอบครัวเราเคยดื่มเป็นประจำ แต่เมื่อลูกพูดเตือนทุกวัน ลูกกอด หอมแก้ม ทำให้ตนตัดสินใจเลิกดื่มได้สำเร็จ “เสียงเจื้อยแจ้วของลูก ทำให้แม่เปลี่ยนตัวเองได้ ตัดสินใจเลิกดื่มตลอดชีวิต”

    จากการดำเนินงานในโครงการฯ ผ่านกระบวนการเหล่านี้ เชื่อว่า “ลูก” สามารถเป็นพลังเสริมสร้างความสัมพันธ์ในครอบครัว เป็นแรงบันดาลใจให้คุณพ่อ คุณแม่ ผู้ปกครอง ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อลูกได้จริงๆ.