Category: สพฐ.

  • เครือข่ายงดเหล้าอีสานบน เปิดเวที “โชว์ แชร์ เชื่อม” ปลูกพลังบวกเด็กปฐมวัย ยกย่องสถานศึกษาแหล่งเรียนรู้และต้นแบบ 26 แห่ง พร้อมเปิดศึก SDN FUTSAL NO-L CUP 2026 ปั้นเยาวชนห่างไกลปัจจัยเสี่ยง

    เครือข่ายงดเหล้าอีสานบน เปิดเวที “โชว์ แชร์ เชื่อม” ปลูกพลังบวกเด็กปฐมวัย ยกย่องสถานศึกษาแหล่งเรียนรู้และต้นแบบ 26 แห่ง พร้อมเปิดศึก SDN FUTSAL NO-L CUP 2026 ปั้นเยาวชนห่างไกลปัจจัยเสี่ยง

    ขอนแก่น – สำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า (สคล.) ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และภาคีเครือข่าย จัดเวที “โชว์ แชร์ เชื่อม เชิดชูเกียรติ” แลกเปลี่ยนบทเรียนครูปฐมวัยจากพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน 11 จังหวัด พร้อมยกย่องสถานศึกษาและแหล่งเรียนรู้ต้นแบบ 26 แห่ง ที่ร่วมขับเคลื่อน มุ่งสร้างภูมิคุ้มกันทางสังคมให้เด็กตั้งแต่วัยเริ่มต้น ควบคู่กับการเปิดการแข่งขัน SDN FUTSAL NO-L CUP 2026 รอบคัดเลือกโซนภาคอีสานตอนบน เพื่อใช้กีฬาเป็นพื้นที่สร้างสรรค์ให้เด็กและเยาวชนเติบโตอย่างปลอดภัย ห่างไกลปัจจัยเสี่ยง

    นายภูมิพัทธ เรืองแหล่ ผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า โครงการ “ปลูกพลังบวกเพื่อสร้างจิตสำนึกภูมิคุ้มกันปัจจัยเสี่ยงเหล้า บุหรี่ สำหรั  บเด็กปฐมวัย” เป็นความร่วมมือสำคัญของกระทรวงศึกษาธิการ ร่วมกับ สสส. เพื่อสร้างการเรียนรู้ตั้งแต่เด็กเล็กซึ่งเป็นช่วงเวลาทองของพัฒนาการทางสมองและทักษะชีวิต โดยเฉพาะการป้องกันจากปัจจัยเสี่ยงเหล้า บุหรี่ บุหรี่ไฟฟ้า ยาเสพติด สื่อออนไลน์ รอบด้าน โดยใช้แนวทางพัฒนาสมอง EF และ ใช้กระบวนการแบบ Active Learning ผ่านครูปฐมวัยปลูกพลังบวก ที่ได้รับการพัฒนาชุดคำถามแบบ RCA คือ ทักษะครูที่ทำให้เด็กคิดวิเคราะห์แก้ปัญหาผ่านการตั้งคำถาม เชื่อมโยงและปรับใช้ ผ่านสื่อการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับบริบทพื้นที่ เช่น นิทานมัดหมี่ Say no ใช้น้องไดโนเสาร์ นิทานปลาสร้อย Just say no ใน พร้อมกิจกรรมร้อง เล่น เต้น เล่า พัฒนาการสมวัยทั้งกาย การจัดการอารมณ์ความเครียด การเข้าสังคม ปัญญา เป็นการปลูกวัคซินสร้างภูมิคุ้มกันจากปัจจัยเสี่ยง และสร้างความคงสภาพให้เติบโตไปอย่างมีคุณภาพ

    ด้าน นายพันธ์เทพ เสาโกศล รองผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น กล่าวว่า การจัดงานครั้งนี้สะท้อนพลังความร่วมมือของหลายภาคส่วนในการขับเคลื่อนการพัฒนาเด็กและเยาวชน ผ่านโครงการปลูกพลังบวกเพื่อสร้างจิตสำนึกภูมิคุ้มกันปัจจัยเสี่ยงเหล้าและบุหรี่สำหรับเด็กปฐมวัย ควบคู่กับการแข่งขัน SDN FUTSAL NO-L CUP 2026 ภายใต้แนวคิด “เพื่อนกันมันส์โนแอล ไม่ดื่ม ไม่สูบ ไม่เสพ ไม่พนัน” ซึ่งใช้กีฬาเป็นพื้นที่สร้างสรรค์ให้เยาวชนใช้เวลาว่างอย่างเกิดประโยชน์ และปลูกฝังค่านิยมการใช้ชีวิตที่ห่างไกลพฤติกรรมเสี่ยง

    ขณะที่ นายธีระ วัชรปราณี ผู้อำนวยการสำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า (สคล.) กล่าวว่า สังคมไทยมีความท้าทาย จากปัจจุบันเด็กไทยเกิดใหม่เพียงประมาณ 4.7 แสนคนต่อปี ขณะที่เด็กเล็กกว่า 42% ไม่ได้เติบโตในครอบครัวที่อยู่พร้อมหน้าพ่อแม่ อีกทั้งครอบครัวจำนวนมากมีฐานะทางเศรษฐกิจเปราะบาง ส่งผลให้เด็กจำนวนไม่น้อยเติบโตท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่มีความเสี่ยง นอกจากนี้ ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ยังพบแนวโน้มเด็กและเยาวชนใช้บุหรี่ไฟฟ้ามากกว่า 2 แสนราย รวมถึงการแพร่กระจายของการพนันออนไลน์ การตลาดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และยาเสพติด ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาวะและพัฒนาการของเด็กและเยาวชน

    “โครงการจึงมุ่งสร้างภูมิคุ้มกันทางสังคมตั้งแต่ระดับปฐมวัย ผ่านการทำงานร่วมกันของโรงเรียน ครอบครัว และชุมชน โดยครูนำสื่อการเรียนรู้เรื่องปัจจัยเสี่ยงมาบูรณาการในแผนการสอน เพื่อพัฒนาทักษะชีวิตของเด็ก ทั้งการรู้คุณค่าตนเอง การคิดวิเคราะห์ การจัดการอารมณ์ และการอยู่ร่วมกับผู้อื่น พร้อมเชื่อมโยงกับนโยบายโรงเรียนสีขาวของกระทรวงศึกษาธิการ และเปิดโอกาสให้ผู้ปกครองและชุมชนมีส่วนร่วมเป็นแบบอย่างที่ดีแก่เด็ก” นายธีระกล่าว

    ปัจจุบันมีสถานศึกษาเข้าร่วมโครงการทั่วประเทศ 2,789 แห่ง ใน 36 จังหวัด โดยในภาคตะวันออกเฉียงเหนือมี 919 แห่ง ซึ่งในเขตภาคอีสานตอนบน มีจำนวน 6 จังหวัด ได้แก่ ขอนแก่น นครพนม มหาสารคาม หนองบัวลำภู เลย และสกลนคร โดยมีสถานศึกษาเข้าร่วมจำนวน 210 แห่ง และมีแนวโน้มที่จะขยายเครือข่ายเพิ่มขึ้นในจังหวัดอื่น ๆ เช่น อุดรธานี และร้อยเอ็ด

    ภายในงานยังมีการมอบโล่ประกาศเกียรติคุณแก่สถานศึกษาที่มีผลงานโดดเด่น 26 แห่ง พร้อมจัดการแข่งขัน SDN FUTSAL NO-L CUP 2026 รอบคัดเลือกโซนภาคอีสานตอนบน สำหรับเยาวชนอายุไม่เกิน 15 ปี จำนวน 16 ทีม จาก 11 จังหวัด เพื่อคัดเลือกตัวแทนเข้าสู่รอบชิงแชมป์ประเทศไทย โดยใช้กีฬาเป็นเครื่องมือสร้างพื้นที่สร้างสรรค์ให้เด็กและเยาวชนได้พัฒนาศักยภาพ ฝึกวินัย การทำงานเป็นทีม และใช้เวลาว่างอย่างมีคุณค่า

    เวทีครั้งนี้จึงไม่เพียงเป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนบทเรียนการพัฒนาเด็กปฐมวัย แต่ยังเป็นการเชื่อมพลังของโรงเรียน ครอบครัว และชุมชน ในการร่วมสร้างสังคมที่ปลอดภัยและเอื้อต่อการเติบโตของเด็กและเยาวชนไทย ให้มีภูมิคุ้มกันทางความคิดและทักษะชีวิต สามารถก้าวสู่อนาคตอย่างมั่นคง ห่างไกลปัจจัยเสี่ยง และเติบโตเป็นพลังสำคัญของสังคมไทยต่อไป

  • ศธ. ผนึก สสส. – เครือข่ายงดเหล้า ขยายผลต้นแบบ “โรงเรียนคำพ่อสอน” โมเดลสร้างภูมิคุ้มกันเด็กไทย รับมือสังคมเสี่ยงยุคดิจิทัล สกัดพฤติกรรมเสี่ยงเหล้า บุหรี่ และบุหรี่ไฟฟ้าในเยาวชน

    ศธ. ผนึก สสส. – เครือข่ายงดเหล้า ขยายผลต้นแบบ “โรงเรียนคำพ่อสอน” โมเดลสร้างภูมิคุ้มกันเด็กไทย รับมือสังคมเสี่ยงยุคดิจิทัล สกัดพฤติกรรมเสี่ยงเหล้า บุหรี่ และบุหรี่ไฟฟ้าในเยาวชน

    กระทรวงศึกษาธิการ – 16 มีนาคม 2569 ศาสตราจารย์นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ มอบหมายให้นายสุรศักดิ์ อินศรีไกร รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานการประชุมเชิงปฏิบัติการขยายผลและนำเสนอผลลัพธ์การดำเนินงานของ “ศูนย์การเรียนรู้และประสานงานเครือข่ายโรงเรียนคำพ่อสอน” ปีการศึกษา 2568 ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า (สคล.) และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ณ ห้องประชุมบุญเกตุ หอประชุมคุรุสภา กรุงเทพมหานคร

    นายสุรศักดิ์ อินศรีไกร รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า ปัจจุบันเด็กและเยาวชนไทยต้องเผชิญความเปราะบางจากปัญหาครอบครัว สภาพสังคมที่เปลี่ยนแปลง และการเข้าถึงสื่อออนไลน์อย่างเสรี ซึ่งอาจนำไปสู่พฤติกรรมเสี่ยง เช่น การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การสูบบุหรี่ และบุหรี่ไฟฟ้า ดังนั้น การพัฒนาเด็กจึงไม่ใช่หน้าที่ของโรงเรียนเพียงลำพัง แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากครู ผู้ปกครอง ชุมชน และทุกภาคส่วนของสังคม ในการสร้างสภาพแวดล้อมที่ดีให้เด็กเติบโตอย่างมีคุณภาพ

    “เครือข่ายโรงเรียนคำพ่อสอนถือเป็นต้นแบบสำคัญในการปลูกฝังคุณธรรมและทักษะชีวิตให้กับนักเรียน ผ่านความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างครูกับนักเรียน การช่วยเหลือกันในห้องเรียน และความร่วมมือระหว่างโรงเรียนกับครอบครัว ซึ่งช่วยสร้างภูมิคุ้มกันให้เด็กห่างไกลอบายมุข กระทรวงศึกษาธิการพร้อมสนับสนุนและขยายผลแนวทางนี้ต่อไป เพื่อร่วมกันสร้างเยาวชนให้เติบโตเป็นคนดีของสังคม และเป็นกำลังสำคัญของประเทศในอนาคต” นายสุรศักดิ์กล่าว

    ด้าน ทพ.ศิริเกียรติ เหลียงกอบกิจ ผู้ทรงคุณวุฒิ สสส. กล่าวว่า การดำเนินงานของเครือข่ายโรงเรียนคำพ่อสอนเป็นตัวอย่างสำคัญของการน้อมนำแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 มาประยุกต์ใช้ในการจัดการศึกษา เพื่อปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรม และจิตสำนึกต่อสังคมให้กับเด็กและเยาวชน ผ่านกระบวนการเรียนรู้ที่เชื่อมโยงโรงเรียน ครอบครัว และชุมชนเข้าด้วยกัน เด็กไม่ได้เรียนรู้จากตำราเพียงอย่างเดียว แต่ยังได้เรียนรู้จากการลงมือทำและการมีส่วนร่วมในกิจกรรมที่สร้างประโยชน์ต่อสังคม “การปลูกฝังคุณค่าความดีตั้งแต่ในโรงเรียน เป็นรากฐานสำคัญของการสร้างภูมิคุ้มกันทางสังคมให้กับเด็กและเยาวชน โดยเฉพาะในยุคที่สังคมเผชิญปัจจัยเสี่ยงหลายด้าน สสส. จึงพร้อมสนับสนุนการทำงานร่วมกับภาคีเครือข่าย เพื่อขยายผลรูปแบบการเรียนรู้ของโรงเรียนคำพ่อสอนให้เกิดประโยชน์กับเด็กและเยาวชนในพื้นที่ต่าง ๆ ของประเทศต่อไป” ทพ.ศิริเกียรติกล่าว

    นางนุชนาฏ ภักดีชน ผอ.โรงเรียนบ้านช่องหาร สพป.ตรัง เขต 2 กล่าวว่า โรงเรียนได้นำการเรียนรู้ตามแนวทางคำพ่อสอนไปใช้ตั้งแต่เทอม 2 ปี 2567 จนถึงปัจจุบันดำเนินการไป 3 เทอม ซึ่งตนเองได้ร่วมเข้าอบรมตามหลักสูตรนีโอฮิวแมนนิสต์ และงาน พลังกลุ่ม และความสุขของโครงการ โดยเฉพาะการเข้าใจตนเองด้วยกิจกรรมกงล้อสัตว์ 4 ทิศ การสร้างพื้นที่ปลอดภัยระหว่างครู และนักเรียนด้วยกิจกรรมทักทายด้วยการกอดตั้งแต่ประตูรั้วโรงเรียน และกิจกรรมอื่นๆ จนเกิดความสัมพันธ์ที่ดีมากๆ ระหว่างครูและนักเรียน ทำให้นักเรียนกล้าที่จะมาปรึกษาทุกเรื่อง ซึ่งตนเองพยายามหาแนวทางแก้ปัญหามาหลายปีจนมาเจอแนวทางคำพ่อสอน ซึ่งผลลัพธ์ที่ชัดเจนคือนักเรียนมีผลการเรียนที่ดีขึ้น ซึ่งตอบโจทย์ปัญหาของการศึกษาไทยที่จริงๆ เด็กไทยเก่งอยู่แล้วแต่ขาดการสร้างบรรยกาศ และการเรียนรู้ที่ดี ที่สำคัญปัญหาบุหรี่ไฟฟ้าหมดไปได้จริง ต่อไปโรงเรียนต้องการขยายผลต่อไปถึงผู้ปกครอง และชุมชนเพื่อให้เกิดความยั่งยืน

    นางสาวอภิษา มหะมาน ผู้จัดการโครงการโรงเรียนคำพ่อสอน (สคล.) กล่าวว่า แนวคิดสำคัญของโครงการคือการพัฒนาการศึกษาโดยเริ่มจาก “การพัฒนาจิตวิญญาณของครู” ให้ครูเข้าใจตนเองและเข้าใจความแตกต่างของผู้เรียน พร้อมนำหลักจิตวิทยามาประยุกต์ร่วมกับศาสตร์พระราชา เพื่อสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ที่เด็กมีความสุข ภาคภูมิใจในตนเอง และรู้สึกปลอดภัยในการเรียนรู้ จนเกิดผลลัพธ์ที่ชัดเจน ทั้งนี้ ภายในงานยังมีการจัด ฐานการเรียนรู้ 5 ฐาน ได้แก่ 1. ฐานร้องเพลงชาติด้วยใจรัก 2. ฐานศิลปะสร้างชาติ 3. ฐานคณิตคิดค่าเหล้า 4. ฐานสลัดรักษ์โลก 5. ฐานชุมนุมเพลงดี ๆ พร้อมเวทีเสวนาแลกเปลี่ยนประสบการณ์จากศูนย์ประสานงาน และโรงเรียนต้นแบบศูนย์เรียนรู้ 4 แห่ง ได้แก่ 1.โรงเรียนบ้านลวงเหนือ จ.เชียงใหม่ 2.โรงเรียนวัดโสภณาราม (ปลั่งร่วมราษฏร์บำรุง) จ.สมุทรสาคร 3.โรงเรียนบ้านคลองกก จ.ชุมพร 4.โรงเรียนบ้านนาม่วง จ.สงขลา

    ส่วนโรงเรียนมาเรียนรู้ขยายผล 13 แห่ง ได้แก่ 1.โรงเรียนบ้านภูเค็ง จ.น่าน 2.โรงเรียนปอพานพิทยาคม รัชมังคลาภิเษก จ.มหาสารคาม 3.โรงเรียนวัดบางลี่ (วุฒิพันธุ์วิทยา) จ.ราชบุรี 4.โรงเรียนทุ่งอุดมวิทยาคม จ.ลำปาง 5.โรงเรียนเขาพนมแบกศึกษา จ.สุราษฎร์ธานี 6.โรงเรียนบ้านหนองบัวแดง จ.เชียงราย 7.โรงเรียนบ้านทับกุมารทอง จ.เชียงราย 8.โรงเรียนบ้านแหลว–นาล้อม จ.เชียงราย 9.โรงเรียนบ้านช่องหาร จ.ตรัง 10.โรงเรียนกุหลาบวิทยา กรุงเทพมหานคร 11.โรงเรียนวัดศรีมหาโพธิ จ.ปราจีนบุรี 12.โรงเรียนแก่นนครวิทยาลัย 2 จ.ขอนแก่น 13.โรงเรียนดอนทองวิทยา จ.พิษณุโลก เพื่อร่วมกันพัฒนาแนวทางการเรียนรู้ที่ช่วยให้เด็กและเยาวชนเติบโตอย่างสมดุล ทั้งด้านความรู้ คุณธรรม และทักษะชีวิต

    การดำเนินงานของเครือข่ายโรงเรียนคำพ่อสอนในปีการศึกษา 2568 จึงนับเป็นอีกก้าวสำคัญของความร่วมมือระหว่างกระทรวงศึกษาธิการ สสส. และภาคีเครือข่าย ในการสร้างระบบการเรียนรู้ที่ปลูกฝังคุณค่าความดี เสริมสร้างภูมิคุ้มกันต่อปัจจัยเสี่ยง และพัฒนาเยาวชนไทยให้เติบโตเป็นพลเมืองคุณภาพของสังคมในอนาคต

  • หน่วยงานรัฐ ขานรับ “เกษียณสร้างสุข ปี 68” งดเลี้ยงสุรา กว่า 2,000 แห่ง ส่งเสริมวัฒนธรรม สร้างค่านิยมใหม่ เน้นมุฑิตาจิต ด้วยความเรียบง่าย อบอุ่น และปลอดภัย

    หน่วยงานรัฐ ขานรับ “เกษียณสร้างสุข ปี 68” งดเลี้ยงสุรา กว่า 2,000 แห่ง ส่งเสริมวัฒนธรรม สร้างค่านิยมใหม่ เน้นมุฑิตาจิต ด้วยความเรียบง่าย อบอุ่น และปลอดภัย

    ตามที่เครือข่ายโรงเรียนคำพ่อสอน สำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า (สคล.) โดยการสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ได้ร่วมรณรงค์ในโครงการเกษียณสร้างสุข โดยความร่วมมือจากกระทรวงมหาดไทย(มท.)และกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) ซึ่งได้ออกหนังสือขอความร่วมมือไปยังหน่วยงานสังกัดในช่วงเดือนกันยายน-ตุลาคม ที่ผ่านมา

    นายธีระ วัชรปราณี ผู้อำนวยการสำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า เปิดเผยว่า เครือข่ายโรงเรียนคำพ่อสอนได้รวบรวมหน่วยงานที่แจ้งเข้าร่วมโครงการปีนี้ กว่า 2,010 แห่งจากทุกจังหวัด อาทิ ที่ทำการปกครองจังหวัดร้อยเอ็ด, องค์การบริหารส่วนจังหวัดหนองคาย, ที่ทำการปกครองอำเภอร่องคำ จ.กาฬสินธุ์, องค์การบริหารส่วนตำบลแม่สา  อ.แม่ริม    จ.เชียงใหม่ เทศบาลตำบลระโนด อ.ระโนด จ.สงขลา, สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนครพนม, สถานีตำรวจภูธรเมืองนครสวรรค์, สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย จ.หนองคาย, โรงพยาบาลน้ำขุ่น จ.อุบลราชธานี, สำนักงานสรรพสามิตพื้นที่จังหวัดระนอง, สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดลำปาง, สำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดนครราชสีมา, สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดประจวบคีรีขันธ์, สำนักงานประมงจังหวัดน่าน, สำนักงานสถิติจังหวัดนนทบุรี, สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสระบุรี เขต 2, และโรงเรียนจำนวน 1572 แห่ง เป็นต้น โดยทุกหน่วยงานได้ร่วมแสดงเจตนารมณ์ร่วมกันว่า “งานเกษียณราชการ ไม่จำเป็นต้องมีเหล้า เพื่อแสดงความยินดีแก่ผู้ครบอายุราชการ”

    จากข้อมูลของหน่วยงานที่ร่วมรณรงค์ พบ 6 เหตุผลหลัก ได้แก่ (1) ลดความเสี่ยงและสร้างความปลอดภัยในงาน 70%  (2) สร้างภาพลักษณ์องค์กรคุณธรรมและต้นแบบที่ดี 55%  (3) ส่งเสริมสุขภาวะและลดปัจจัยเสี่ยงต่อสุขภาพ 45%  (4) ประหยัดงบประมาณและใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า 40%  (5) สอดคล้องกับนโยบายภาครัฐและวัฒนธรรมไทย 35%  (6) เสริมความสามัคคีและบรรยากาศอบอุ่นในองค์กร (30%)

    ทั้งนี้จากการสำรวจค่าใช้จ่ายถ้ามีการซื้อเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มาเลี้ยงในงาน ซึ่งจะต้องไปจัดนอกสถานที่เพราะกฎหมายห้ามไม่ให้ดื่มในสถานที่ราชการทำให้ต้องจ่ายค่าสถานที่เพิ่ม ส่วนค่าเหล้าที่ต้องออกเงินซื้อกันเอง พบว่า สัดส่วนโดยเฉลี่ยงานขนาดเล็ก (30–50 คน) ใช้งบประมาณ 3,000–8,000 บาท งานขนาดกลาง ใช้งบ 10,000–20,000 บาท และงานขนาดใหญ่ (มากกว่า 200 คน) ใช้งบ 30,000–60,000 บาทต่อครั้ง ทำให้คนมาร่วมประหยัดงบได้เฉลี่ย 10,000–30,000 บาท หรือกรณีที่บางงานใช้วิธีรวบรวมงบกันเองมาจัดงาน สามารถประหยัดเงินกองกลางได้กว่า 20% ทีเดียว

    นายธีระ กล่าวต่อว่า แนวโน้มเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า งานเกษียณปลอดเหล้า” ไม่เพียงเป็นการดำเนินงานตามนโยบายภาครัฐ แต่ยังเป็นการสร้างวัฒนธรรมใหม่ของสังคมไทยที่ให้ความสำคัญกับ ความปลอดภัย ความเรียบง่าย ความสามัคคี และการให้เกียรติซึ่งกันและกัน หลายหน่วยงานแสดงเจตนารมณ์ที่จะสานต่อแนวทางนี้ เพื่อให้ “งานปลอดเหล้า” กลายเป็นแบบอย่างของ องค์กรคุณธรรม ที่แท้จริงในอนาคต ทั้งในด้านการลดอุบัติเหตุและเหตุไม่พึงประสงค์ การสร้างภาพลักษณ์องค์กรคุณธรรม การใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า การส่งเสริมความสามัคคี และเป็นแบบอย่างที่ดีแก่สังคม โดยมุ่งหวังให้ งานเลี้ยงเกษียณสร้างสุข” กลายเป็นวัฒนธรรมใหม่ของการแสดงความเคารพและมุทิตาจิตที่งดงามในหน่วยงานราชการไทย

  • จากจดหมายสื่อรักของลูก…สู่พลังเปลี่ยนชีวิต “โพธิสัตว์น้อย ลูกขอพ่อแม่เลิกเหล้า” รณรงค์งดเหล้าเข้าพรรษา สานรัก คืนความอบอุ่นให้ครอบครัวหลังออกพรรษา

    จากจดหมายสื่อรักของลูก…สู่พลังเปลี่ยนชีวิต “โพธิสัตว์น้อย ลูกขอพ่อแม่เลิกเหล้า” รณรงค์งดเหล้าเข้าพรรษา สานรัก คืนความอบอุ่นให้ครอบครัวหลังออกพรรษา

    สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับเครือข่ายองค์กรงดเหล้า และเครือข่ายโรงเรียน   คำพ่อสอน  เปิดพื้นที่ให้เด็ก ๆ เขียน “จดหมายสื่อรัก” สำหรับกิจกรรม“โพธิสัตว์น้อย ลูกขอพ่อแม่เลิกเหล้า” ชวนพ่อแม่งดเหล้าในช่วงเข้าพรรษา ปี 2568 จนเกิดเรื่องราวแห่งการเปลี่ยนแปลงในหลายครอบครัว หลัง “ออกพรรษา” ให้เป็นการเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่อบอุ่นและงดงามกว่าเดิม

    เสียงจากใจ นายวิษณุ ปัญญา อายุ 42 ปี  “คุณพ่อน้องโชกุน” ผู้เลิกเหล้าในช่วงเข้าพรรษาเปิดเผยว่า เมื่อช่วงเดือนกรกฎาคม ก่อนเข้าพรรษา ผมรู้สึกว่าลูกชายมีท่าทีแปลก ๆ เหมือนพยายามจะบอกอะไร แล้วหลังจากนั้นไม่กี่วันลูกก็ยื่นจดหมายมาให้ ผมอ่านแล้วต้องอึ้งไป เพราะข้อความในจดหมายคือ “ขอเป็นกำลังใจให้พ่อเลิกเหล้าเข้าพรรษา”

    โดยปกติจะดื่มเบียร์หลังเลิกงานที่บ้าน คิดว่าแค่นั่งดื่มดูทีวีเป็นการพักผ่อน ไม่ได้เดือดร้อนใคร แต่พอเห็นจดหมายของลูก ผมรู้เลยว่าเขาห่วง และอยากให้ผมดูแลสุขภาพ ก็เลยให้สัญญากับลูกว่า ‘พ่อจะงดเหล้าเข้าพรรษา’ แล้วให้น้องเอาจดหมายไปแปะไว้ข้างฝาไว้คอยเตือนพ่อทุกวัน

    ตั้งแต่งดเหล้าได้ ผมมีเวลาให้ลูกมากขึ้น ได้ช่วยสอนการบ้าน สอนอ่านหนังสือให้ลูกคนเล็ก ตอนแรกน้องอ่านไม่ได้เลย แต่ตอนนี้อ่านได้แล้ว ผมภูมิใจมากครับ ตอนนี้สุขภาพก็ดีขึ้น น้ำหนักลดจาก 65 กิโลเหลือ 61 กิโล หุ่นดีขึ้น ใส่เสื้อผ้าไม่แน่น รู้สึกสดชื่นขึ้นทุกวัน ตอนตื่นเช้ามาไม่เพลีย ไม่ปวดหัวเหมือนตอนดื่มเหล้าอีกแล้ว

    ทุกวันนี้ ผมมีความสุขที่ได้อยู่กับลูก ๆ ได้เห็นรอยยิ้มและความอบอุ่นในบ้าน ครอบครัวผมเหมือนได้เริ่มต้นชีวิตใหม่อีกครั้ง แค่เริ่มจากการ ‘งดเหล้าเข้าพรรษา’ ก็ทำให้เห็นว่าทั้งสุขภาพและความสัมพันธ์ในครอบครัวดีขึ้นได้จริง ๆ คาดไม่ถึงว่า แค่ 3 เดือนหลายอย่างก็เปลี่ยนไป”

    เด็กชายดรัณภพ ปัญญา (น้องโชกุน) นักเรียนชั้น ป.3 โรงเรียนอนุบาลวัดพิชัยสงคราม เล่าว่า ที่โรงเรียน คุณครูสอนให้รู้ว่าเหล้าเบียร์-บุหรี่ มีผลเสียจะทำให้ร่างกายเราเกิดโรคต่างๆ เห็นคุณพ่อดื่มเบียร์ทุกวัน มันไม่มีประโยชน์เลย รู้สึกเป็นห่วงสุขภาพคุณพ่อ และเวลาคุณพ่อเมาแล้วคุณพ่อจะดุ จึงไม่ค่อยกล้าเข้าใกล้คุณพ่อ จึงตั้งใจเขียนจดหมายมาขอให้พ่อเลิกเหล้าเบียร์ ตอนนี้ดีใจมากที่พ่อยอมงดเหล้าเบียร์ตามที่ผมขอได้ อยากขอบคุณพ่อครับ

    ขณะที่นางสาวพนารัตน์ กุลกำพล ครูประจำชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนอนุบาลวัดพิชัยสงคราม สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสมุทรปราการ เขต 1 เปิดเผยว่า ทางโรงเรียนของเราเข้าร่วม โครงการ โรงเรียนคำพ่อสอน”โดยมีกิจกรรม โพธิสัตว์น้อย ลูกขอพ่อแม่เลิกเหล้า” เป็นส่วนหนึ่งซึ่งดร.ปิยสนธิ์ เชื้อทอง ผู้อำนวยการโรงเรียนฯ มีเจตจำนงให้ร่วมขับเคลื่อน เพราะเป็นโครงการที่มีคุณค่าทั้งด้านการเรียนรู้และการพัฒนาคุณธรรม จริยธรรมของเด็ก ๆ สอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ และสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ที่มุ่งยกระดับคุณภาพการศึกษาอย่างรอบด้าน

    ครูพนารัตน์เล่าต่อว่า เธอร่วมทำกิจกรรมนี้ต่อเนื่องมานานกว่า 9 ปี โดยเริ่มจากในช่วงเทศกาลเข้าพรรษา เพื่อให้เด็ก ๆ ได้เรียนรู้เรื่อง พิษภัยของอบายมุข โดยเฉพาะสุราและบุหรี่ ผ่านกิจกรรมที่ลงมือทำจริง เช่น การทดลองตับไก่แช่เหล้า, การเขียนจดหมายขอพ่อแม่เลิกเหล้า และทำ “กระปุกออมสินค่าเหล้า” เพื่อเก็บเงินที่ไม่ใช้ไปกับการดื่มมาทำสิ่งดี ๆ แทน ครูที่โรงเรียนจะสอนให้เด็กเห็นว่าความรัก ความผูกพันในครอบครัวสำคัญกว่าสิ่งใด เด็ก ๆ เขียนจดหมายด้วยหัวใจ อยากให้พ่อแม่มีสุขภาพดี อยู่กับเขานาน ๆ

    “หลังจากที่คุณพ่อเลิกเหล้า บ้านของเขาเปลี่ยนไป ลูกทั้งสองตั้งใจเรียนมากขึ้น น้องโชกุนกล้าแสดงออกในห้องเรียน กล้ายกมือตอบคำถาม และพูดจาอ่อนโยนขึ้น จากที่เคยใช้คำพูดรุนแรงกับน้อง ก็เริ่มรู้จักขอโทษและพูดจาดีขึ้น” ครูพนารัตน์กล่าวด้วยรอยยิ้ม

    นางสาวอภิศา มะหะมาน ผู้รับผิดชอบโครงการโรงเรียนคำพ่อสอน กล่าวว่า กิจกรรม โพธิสัตว์น้อย ลูกขอพ่อแม่เลิกเหล้า” เป็นหนึ่งในกิจกรรมหลักของโครงการโรงเรียนคำพ่อสอน ซึ่งมีโรงเรียนเข้าร่วม 1870 แห่ง ในทุกภูมิภาคทั่วประเทศ เกือบทั้งหมดเป็นโรงเรียนระดับประถมศึกษา ซึ่งนักเรียนเป็นกลุ่มวัยเด็กที่ผู้ปกครองรักเอาใจใส่มาก เสียงเล็กๆของลูก อาจกลายเป็นพลังที่ยิ่งใหญ่

    การดำเนินงานเกิดจากความร่วมมือระหว่าง สสส. – สคล. – สพฐ. กระทรวงศึกษาธิการ ภายใต้ระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน มุ่งให้เด็กได้เรียนรู้และพัฒนาทักษะชีวิต ผ่านกิจกรรมที่สร้างการตระหนักรู้ถึงพิษภัยของแอลกอฮอล์ โดยใช้ “บันทึกความดี” เป็นพื้นที่ให้เด็กได้ถ่ายทอดความรู้สึกและสื่อสารความรักไปยังพ่อแม่

    “สิ่งที่เราทำอาจดูเล็กน้อย แต่ผลลัพธ์ยิ่งใหญ่สำหรับเด็กและครอบครัว เด็กเรียนดีขึ้น มีความสุขมากขึ้น และรู้ว่าความดีเล็ก ๆ ที่เขาทำ สามารถเปลี่ยนชีวิตคนที่เขารักได้จริง ๆ”นางสาวอภิศากล่าวทิ้งท้าย

  • สสส.–เครือข่ายงดเหล้า หนุนราชการ GenX ฉลองเกษียณปลอดเหล้า มท.–ศธ. รับลูกร่วมสร้างค่านิยมสร้างสุขสนุกแบบสุขภาพดี งดเหล้าเลี่ยงปัจจัยเสี่ยง ย้ำไม่มีจำนวนการดื่มที่ปลอดภัยและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ก่อมะเร็ง 7 ชนิด

    สสส.–เครือข่ายงดเหล้า หนุนราชการ GenX ฉลองเกษียณปลอดเหล้า มท.–ศธ. รับลูกร่วมสร้างค่านิยมสร้างสุขสนุกแบบสุขภาพดี งดเหล้าเลี่ยงปัจจัยเสี่ยง ย้ำไม่มีจำนวนการดื่มที่ปลอดภัยและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ก่อมะเร็ง 7 ชนิด

    สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับเครือข่ายองค์กรงดเหล้า เครือข่ายครูดีไม่มีอบายมุข และเครือข่ายโรงเรียนคำพ่อสอน เดินหน้ารณรงค์ “งานเลี้ยงเกษียณอายุราชการปลอดเหล้า” เพื่อสร้างบรรทัดฐานใหม่ของการจัดงานเลี้ยงในสังคมไทย โดยได้รับความร่วมมือจาก กระทรวงมหาดไทย และ กระทรวงศึกษาธิการ ที่ได้ออกหนังสือขอความร่วมมือผ่านระบบราชการไปยังหน่วยงานในสังกัดทั่วประเทศ เพื่อให้การจัดงานเลี้ยงเกษียณอายุราชการเป็น ต้นแบบที่ดีของการจัดงานอย่างสร้างสรรค์และปลอดภัย

    นายธีระ วัชรปราณี ผู้อำนวยการสำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า เปิดเผยว่า สถานการณ์การดื่มแอลกอฮอล์ของไทยยังน่าเป็นห่วง โดยข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ ปี 2567 พบว่า มีผู้ดื่มเพิ่มขึ้นเป็น 20.9 ล้านคน (35.2%) จาก 16 ล้านคน (28.0%) ในปี 2564 โดยเฉพาะการดื่มเบียร์และคราฟต์เบียร์ซึ่งคิดเป็น 58.3% ของนักดื่มทั้งหมด ถ้าดูเฉพาะกลุ่มประชากร Gen X วัยทำงานเข้าสู่ช่วงสูงวัย อายุ 45-59ปี ประมาณ 15.9 ล้านคน พบการดื่ม 41.9% หรือประมาณ 6.7 ล้านคน ในจำนวน 2.8 ล้านคนที่ดื่มประจำ หวั่นส่งผลต่อสุขภาพมีปัญหาเจ็บป่วยในระยะยาว โดยเฉพาะ GenX ที่ดื่มสะสมมานาน ซึ่งองค์การอนามัยโลกได้ออกรายงานในวารสาร The Lancet Public Health ไม่มีปริมาณการดื่มใดที่ปลอดภัยต่อสุขภาพ เป็นสารที่มีฤทธิ์ต่อจิตประสาทและก่อให้เกิดการเสพติด ผลวิจัยโดยสถาบันวิจัยมะเร็งนานาชาติ ชี้เป็นสารก่อมะเร็ง (Carcinogenic to humans) กลุ่มที่ 1 คือมีผลโดยตรงต่อมนุษย์ อย่างน้อย 7 ชนิด 1) มะเร็งหลอดอาหาร 2) มะเร็งตับ 3) มะเร็งเต้านมในผู้หญิง 4) มะเร็งลำไส้ 5) มะเร็งช่องปาก 6) มะเร็งหลังโพรงจมูก และ 7) มะเร็งกล่องเสียง ทั้งนี้การเชิญชวนรณรงค์ปีนี้มีกระทรวงมหาดไทยและกระทรวงศึกษาธิการได้ขานรับแนวทางดังกล่าว โดยออกหนังสือขอความร่วมมือจัดงานเลี้ยงเกษียณปลอดเหล้า–เบียร์ ไปยังหน่วยงานในสังกัด โดยดูจากรายงานข่าวจะมีบุคลากร 2 กระทรวงเกษียณรวมหมื่นกว่าคน ถือเป็นก้าวสำคัญที่ช่วยลดปัญหาสุขภาพ ลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น และสร้างบรรยากาศที่อบอุ่น สมถะ สะท้อนภาพลักษณ์ที่ดีของข้าราชการผู้เกษียณในฐานะ ต้นแบบของสังคม”

    นางสาวอภิศา มะหะมาน ผู้จัดการโครงการโรงเรียนคำพ่อสอนและเครือข่ายครูดีไม่มีอบายมุข กล่าวว่า ขอขอบคุณหน่วยงานต่าง ๆ ที่ตอบรับนโยบายนี้กว่า 100 หน่วยงาน อาทิ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ที่ทำการปกครองจังหวัด สำนักงานเกษตรและสหกรณ์ สำนักงานสรรพสามิต สำนักงานตำรวจภูธร องค์การบริหารส่วนจังหวัด โรงเรียน รวมถึงหน่วยงานท้องถิ่นและภาครัฐในพื้นที่ต่าง ๆ  ซึ่งเสียงสะท้อนจากผู้เข้าร่วมส่วนใหญ่ชี้ว่า การจัดงานเลี้ยงเกษียณที่มีการดื่มเหล้า–เบียร์ นำมาซึ่งผลกระทบหลายด้าน ทั้งเหตุทะเลาะวิวาทจากอารมณ์ที่ควบคุมไม่ได้ อุบัติเหตุจากการดื่มแล้วขับ การสูบบุหรี่ในงานที่กระทบต่อสุขภาพของผู้สูงอายุและเด็ก ตลอดจนการเป็นแบบอย่างที่ไม่เหมาะสมต่อเยาวชน และที่สำคัญยังส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของหน่วยงานราชการ เมื่อภาพบรรยากาศการดื่มแพร่ไปในสังคมหรือบนโซเชียลมีเดีย ซึ่งไม่สอดคล้องกับการเป็นแบบอย่างที่ดีต่อสาธารณะ

    “สำหรับงานเลี้ยงเกษียณปลอดเหล้า ไม่เพียงส่งเสริมภาพลักษณ์ที่ดีขององค์กร แต่ยังช่วยสร้างบรรยากาศงานที่อบอุ่น ปลอดภัย สุภาพ และเปี่ยมด้วยความจริงใจ สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของงานเกษียณที่แท้จริงคือ การเชิดชูเกียรติและแสดงความกตัญญูต่อผู้เกษียณ”น.ส.อภิศากล่าว

    สสส. และเครือข่ายฯ ย้ำว่าแนวทางนี้ควรได้รับการขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่อง เพื่อปรับวัฒนธรรมการจัดงานเลี้ยงราชการและงานสังคมไปสู่ “พื้นที่สร้างสุข” เน้นกิจกรรมเชิดชูเกียรติ มิตรภาพ และความกตัญญู แทนการพึ่งพาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ

  • สคล.เดินหน้าหนุนโครงการ “โรงเรียนคำพ่อสอน”

    สคล.เดินหน้าหนุนโครงการ “โรงเรียนคำพ่อสอน”

    ตั้งเป้าสร้างครูและเด็กคุณภาพขยายถึงครอบครัวสู่การเปลี่ยนแปลงยั่งยืน

    กว่า 9 ปีในการดำเนิน โครงการโรงเรียนคำพ่อสอน ของสำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า (สคล.) เกิดขึ้นจากแรงบันดาลใจโดยการน้อมนำกระแสพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในหลวงรัชกาลที่ 9 มาเป็นแนวทางในการพัฒนาการศึกษาและการสร้างคนดีสู่สังคม โครงการนี้มุ่งเน้นให้ครูเป็นผู้นำในการถ่ายทอดคุณธรรมและความรู้แก่เด็กนักเรียน ผ่านกระบวนการเรียนรู้ที่ไม่เพียงแค่เน้นวิชาการ แต่ยังส่งเสริมการพัฒนาจิตใจ การใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่า และการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างครู นักเรียน และชุมชน 

    นางสาวอภิษามะหะมาน ผู้ประสานงานโครงการเครือข่ายโรงเรียนคำพ่อสอน สคล. กล่าวว่า โครงการฯนี้ เป็นการต่อยอดจากกิจกรรม โพธิสัตว์น้อย ลูกขอพ่อแม่เลิกเหล้า ซึ่งดำเนินมาถึงปีที่ 16 ในปีนี้ ต่อมาได้ขยายการทำงานโดยครูมีส่วนร่วมมากขึ้นพร้อมมอบโล่ประกาศเกียรติคุณ ครูดีไม่มีอบายมุข ซึ่งปีนี้เป็นปีที่ 13 ภายใต้การดำเนินกิจกรรมโพธิสัตว์น้อยและครูดีไม่มีอบายมุขนั้น มุ่งหวังจะให้ครูเป็นฐานเรื่องการเรียนการสอนการเป็นแบบอย่างที่ดี โดยน้อมนำตามกระแสพระราชดำรัส ในหลวงรัชกาลที่ 9 และนำมาสู่ดำเนินโครงการโรงเรียนคำพ่อสอนขึ้น โดยยึดหลัก คือ “ให้ครูรักเด็ก ให้เด็กรักครู” ซึ่งจะเป็นการเปิดประตูใจที่ยอดเยี่ยมด่านแรก เพราะหากเด็กรักครู ครูบอกอะไรเด็กจะเชื่อฟัง ขณะเดียวกันเมื่อครูรักเด็ก ครูจะให้อภัยเด็กเช่นกัน 

    เริ่มต้นจากครูสู่เด็กขยายไปถึงบ้าน

    นายภิญโญโสตถิฤทธิ์ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านคลองกกสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชุมพรเขต 2 กล่าวว่า ได้นำแนวคิดจากโครงการนี้มาประยุกต์ใช้ในโรงเรียนหลังจากเข้าร่วมการอบรม ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของการพัฒนาครูและนักเรียนให้เป็นมากกว่าการศึกษาในห้องเรียน โดยเน้นให้ครูอบรมจิตใจเด็กด้วยความรัก ความเข้าใจ และเป็นตัวอย่างที่ดี ผ่านการดำเนินงานของ “ครูดีไม่มีอบายมุข” ซึ่งเป็นแกนนำสำคัญในการสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ที่เปี่ยมด้วยคุณธรรม

    โครงการโรงเรียนคำพ่อสอน เป็นการเรียนรู้ที่ไม่ได้มีในตำรา ในโครงการจะเริ่มต้นจากความรัก “ให้ครูรักเด็ก” ในแนวทางนี้ ครูก็จะมีการปรับตัว ปรับพฤติกรรมตนเอง ต้องเตรียมความพร้อมที่จะนำเข้าสู่การเรียนรู้ ซึ่งปฏิเสธไม่ได้เลยว่าสังคมปัจจุบันครอบครัวอาจไม่ได้สมบูรณ์แบบ 100 % บางคนต้องอยู่กับคุณปู่ คุณย่า คุณตา คุณยาย และ คุณครูคือพ่อ แม่คนที่ 2 ที่จะคอยอบรมบ่มนิสัยให้พวกเขา เพราะฉะนั้นคุณครูต้องมีใจรักเด็ก โรงเรียน คือบ้านหลังที่ 2 โครงการนี้ ทำให้ครูมีการเปลี่ยนแปลง ใช้คำพูดในเชิงบวก ฟังจากเหตุและผลด้วยความเข้าใจและต้องการช่วยเหลือแก้ปัญหา เหล่านี้เป็นสิ่งที่ทำให้เด็กเข้าหา กล้าพูดคุย และเชื่อฟัง ทำให้คุณครูทำงานง่ายขึ้น  กิจกรรมในตอนเช้า คือพลังบวก  เช่น การชื่นชมตัวเองเห็นคุณค่าตัวเอง เป็นหลักจิตวิทยาที่ได้พูด ซึ่งเป็นการบันทึกในทุก ๆ วัน นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมเชิงบวกของพวกเขาได้ 

    กิจกรรมที่สร้างความเปลี่ยนแปลง

    นางสาวเยาวดีย้อยสวัสดิ์ หรือ “ครูหนู” แกนนำโครงการฯ กล่าวว่า กิจกรรมของโรงเรียนคำพ่อสอน ในระยะเวลา 1 ปี จะสอดคล้องกับเทศกาลของปี โดยกิจกรรมจะให้ความรักก่อนให้ความรู้ โดยโรงเรียน จะเปิดเพลง “คำพ่อสอน” ทุกเช้าเพื่อปลูกฝังจิตสำนึกและสร้างบรรยากาศเชิงบวก เด็ก ๆ จะร่วมกันทำความสะอาดโรงเรียนก่อนเข้าเรียน มีกิจกรรมหน้าเสาธง “กอด” ครูกอดเด็กๆเพื่อสร้างความอบอุ่นและความใกล้ชิด ยังมีการรออกกำลังกายเบา ๆ (Slow Jogging) เพื่อกระตุ้นพลังงานก่อนเรียน  ในช่วงรณรงค์งดเหล้าเข้าพรรษา เด็ก ๆ จะร่วมกิจกรรมส่งจม.สื่อรัก ขอให้ลด ละ เลิกเหล้า ต่อด้วย ขอให้พ่อแม่เลิกเหล้าเลิกเบียร์อบายมุขในวันเกิดทุกสัปดาห์  หรือ ในช่วงสิ้นปี เด็ก ๆ จะเขียนเรียงความเกี่ยวกับตัวเองว่าจะปรับปรุงพัฒนาและตัวเองพัฒนาตัวเองอย่างไรบ้าง ชื่นชมตัวเองที่ไม่ยุ่งเกี่ยวกับอบายมุขเป็นเด็กดีของสังคม เป็นต้น  ซึ่งความคืบหน้าของผลลัพธ์ดีขึ้นเรื่อย ๆ 

    ผลลัพธ์ที่เห็นได้ชัดเจนใครเห็นต้องว้าว

    นอกจากนี้ยังมี ห้องเรียนพ่อแม่ ที่อบรมผู้ปกครองเกี่ยวกับการใช้หลักจิตวิทยาในการเลี้ยงดูบุตร ผ่านกิจกรรมที่สนุกและเข้าใจง่าย ซึ่งได้รับความสนใจจากผู้ปกครองเป็นอย่างมาก โดยพบว่าหลังเข้าร่วมกิจกรรมผู้ปกครองมีการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น 

    นางสาวปริศนาพริกบางกา หรือ “ย่าเอี้ยง” ของน้องอาโป เล่าว่าหลังจากเข้าร่วม “ห้องเรียนพ่อแม่” ตนเริ่มเข้าใจถึงบทบาทของตนเองในการเลี้ยงหลานสาวมากขึ้น จากเดิมที่มีพฤติกรรมดื่มเหล้าและใช้คำพูดรุนแรง กลับกลายเป็นย่าที่ตั้งใจเลิกเหล้าเพื่อหลานสาว ทำให้ความสัมพันธ์ภายในครอบครัวดีขึ้น หลานสาวเองก็มีความสุขและใกล้ชิดกับย่ามากขึ้นด้วย

    โครงการโรงเรียนคำพ่อสอนไม่ได้เพียงเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของครูและนักเรียนแต่ยังส่งผลต่อผู้ปกครองและชุมชนโดยรอบโรงเรียนบ้านคลองกกนับเป็นตัวอย่างของการใช้การศึกษาเป็นเครื่องมือในการพัฒนาคนอย่างรอบด้านทั้งในด้านวิชาการและจิตใจสร้างสรรค์สังคมที่เข้มแข็งและยั่งยืนต่อไป