Category: โรงเรียนคำพ่อสอน

  • เครือข่ายงดเหล้าอีสานบน เปิดเวที “โชว์ แชร์ เชื่อม” ปลูกพลังบวกเด็กปฐมวัย ยกย่องสถานศึกษาแหล่งเรียนรู้และต้นแบบ 26 แห่ง พร้อมเปิดศึก SDN FUTSAL NO-L CUP 2026 ปั้นเยาวชนห่างไกลปัจจัยเสี่ยง

    เครือข่ายงดเหล้าอีสานบน เปิดเวที “โชว์ แชร์ เชื่อม” ปลูกพลังบวกเด็กปฐมวัย ยกย่องสถานศึกษาแหล่งเรียนรู้และต้นแบบ 26 แห่ง พร้อมเปิดศึก SDN FUTSAL NO-L CUP 2026 ปั้นเยาวชนห่างไกลปัจจัยเสี่ยง

    ขอนแก่น – สำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า (สคล.) ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และภาคีเครือข่าย จัดเวที “โชว์ แชร์ เชื่อม เชิดชูเกียรติ” แลกเปลี่ยนบทเรียนครูปฐมวัยจากพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน 11 จังหวัด พร้อมยกย่องสถานศึกษาและแหล่งเรียนรู้ต้นแบบ 26 แห่ง ที่ร่วมขับเคลื่อน มุ่งสร้างภูมิคุ้มกันทางสังคมให้เด็กตั้งแต่วัยเริ่มต้น ควบคู่กับการเปิดการแข่งขัน SDN FUTSAL NO-L CUP 2026 รอบคัดเลือกโซนภาคอีสานตอนบน เพื่อใช้กีฬาเป็นพื้นที่สร้างสรรค์ให้เด็กและเยาวชนเติบโตอย่างปลอดภัย ห่างไกลปัจจัยเสี่ยง

    นายภูมิพัทธ เรืองแหล่ ผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า โครงการ “ปลูกพลังบวกเพื่อสร้างจิตสำนึกภูมิคุ้มกันปัจจัยเสี่ยงเหล้า บุหรี่ สำหรั  บเด็กปฐมวัย” เป็นความร่วมมือสำคัญของกระทรวงศึกษาธิการ ร่วมกับ สสส. เพื่อสร้างการเรียนรู้ตั้งแต่เด็กเล็กซึ่งเป็นช่วงเวลาทองของพัฒนาการทางสมองและทักษะชีวิต โดยเฉพาะการป้องกันจากปัจจัยเสี่ยงเหล้า บุหรี่ บุหรี่ไฟฟ้า ยาเสพติด สื่อออนไลน์ รอบด้าน โดยใช้แนวทางพัฒนาสมอง EF และ ใช้กระบวนการแบบ Active Learning ผ่านครูปฐมวัยปลูกพลังบวก ที่ได้รับการพัฒนาชุดคำถามแบบ RCA คือ ทักษะครูที่ทำให้เด็กคิดวิเคราะห์แก้ปัญหาผ่านการตั้งคำถาม เชื่อมโยงและปรับใช้ ผ่านสื่อการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับบริบทพื้นที่ เช่น นิทานมัดหมี่ Say no ใช้น้องไดโนเสาร์ นิทานปลาสร้อย Just say no ใน พร้อมกิจกรรมร้อง เล่น เต้น เล่า พัฒนาการสมวัยทั้งกาย การจัดการอารมณ์ความเครียด การเข้าสังคม ปัญญา เป็นการปลูกวัคซินสร้างภูมิคุ้มกันจากปัจจัยเสี่ยง และสร้างความคงสภาพให้เติบโตไปอย่างมีคุณภาพ

    ด้าน นายพันธ์เทพ เสาโกศล รองผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น กล่าวว่า การจัดงานครั้งนี้สะท้อนพลังความร่วมมือของหลายภาคส่วนในการขับเคลื่อนการพัฒนาเด็กและเยาวชน ผ่านโครงการปลูกพลังบวกเพื่อสร้างจิตสำนึกภูมิคุ้มกันปัจจัยเสี่ยงเหล้าและบุหรี่สำหรับเด็กปฐมวัย ควบคู่กับการแข่งขัน SDN FUTSAL NO-L CUP 2026 ภายใต้แนวคิด “เพื่อนกันมันส์โนแอล ไม่ดื่ม ไม่สูบ ไม่เสพ ไม่พนัน” ซึ่งใช้กีฬาเป็นพื้นที่สร้างสรรค์ให้เยาวชนใช้เวลาว่างอย่างเกิดประโยชน์ และปลูกฝังค่านิยมการใช้ชีวิตที่ห่างไกลพฤติกรรมเสี่ยง

    ขณะที่ นายธีระ วัชรปราณี ผู้อำนวยการสำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า (สคล.) กล่าวว่า สังคมไทยมีความท้าทาย จากปัจจุบันเด็กไทยเกิดใหม่เพียงประมาณ 4.7 แสนคนต่อปี ขณะที่เด็กเล็กกว่า 42% ไม่ได้เติบโตในครอบครัวที่อยู่พร้อมหน้าพ่อแม่ อีกทั้งครอบครัวจำนวนมากมีฐานะทางเศรษฐกิจเปราะบาง ส่งผลให้เด็กจำนวนไม่น้อยเติบโตท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่มีความเสี่ยง นอกจากนี้ ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ยังพบแนวโน้มเด็กและเยาวชนใช้บุหรี่ไฟฟ้ามากกว่า 2 แสนราย รวมถึงการแพร่กระจายของการพนันออนไลน์ การตลาดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และยาเสพติด ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาวะและพัฒนาการของเด็กและเยาวชน

    “โครงการจึงมุ่งสร้างภูมิคุ้มกันทางสังคมตั้งแต่ระดับปฐมวัย ผ่านการทำงานร่วมกันของโรงเรียน ครอบครัว และชุมชน โดยครูนำสื่อการเรียนรู้เรื่องปัจจัยเสี่ยงมาบูรณาการในแผนการสอน เพื่อพัฒนาทักษะชีวิตของเด็ก ทั้งการรู้คุณค่าตนเอง การคิดวิเคราะห์ การจัดการอารมณ์ และการอยู่ร่วมกับผู้อื่น พร้อมเชื่อมโยงกับนโยบายโรงเรียนสีขาวของกระทรวงศึกษาธิการ และเปิดโอกาสให้ผู้ปกครองและชุมชนมีส่วนร่วมเป็นแบบอย่างที่ดีแก่เด็ก” นายธีระกล่าว

    ปัจจุบันมีสถานศึกษาเข้าร่วมโครงการทั่วประเทศ 2,789 แห่ง ใน 36 จังหวัด โดยในภาคตะวันออกเฉียงเหนือมี 919 แห่ง ซึ่งในเขตภาคอีสานตอนบน มีจำนวน 6 จังหวัด ได้แก่ ขอนแก่น นครพนม มหาสารคาม หนองบัวลำภู เลย และสกลนคร โดยมีสถานศึกษาเข้าร่วมจำนวน 210 แห่ง และมีแนวโน้มที่จะขยายเครือข่ายเพิ่มขึ้นในจังหวัดอื่น ๆ เช่น อุดรธานี และร้อยเอ็ด

    ภายในงานยังมีการมอบโล่ประกาศเกียรติคุณแก่สถานศึกษาที่มีผลงานโดดเด่น 26 แห่ง พร้อมจัดการแข่งขัน SDN FUTSAL NO-L CUP 2026 รอบคัดเลือกโซนภาคอีสานตอนบน สำหรับเยาวชนอายุไม่เกิน 15 ปี จำนวน 16 ทีม จาก 11 จังหวัด เพื่อคัดเลือกตัวแทนเข้าสู่รอบชิงแชมป์ประเทศไทย โดยใช้กีฬาเป็นเครื่องมือสร้างพื้นที่สร้างสรรค์ให้เด็กและเยาวชนได้พัฒนาศักยภาพ ฝึกวินัย การทำงานเป็นทีม และใช้เวลาว่างอย่างมีคุณค่า

    เวทีครั้งนี้จึงไม่เพียงเป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนบทเรียนการพัฒนาเด็กปฐมวัย แต่ยังเป็นการเชื่อมพลังของโรงเรียน ครอบครัว และชุมชน ในการร่วมสร้างสังคมที่ปลอดภัยและเอื้อต่อการเติบโตของเด็กและเยาวชนไทย ให้มีภูมิคุ้มกันทางความคิดและทักษะชีวิต สามารถก้าวสู่อนาคตอย่างมั่นคง ห่างไกลปัจจัยเสี่ยง และเติบโตเป็นพลังสำคัญของสังคมไทยต่อไป

  • ศธ. ผนึก สสส. – เครือข่ายงดเหล้า ขยายผลต้นแบบ “โรงเรียนคำพ่อสอน” โมเดลสร้างภูมิคุ้มกันเด็กไทย รับมือสังคมเสี่ยงยุคดิจิทัล สกัดพฤติกรรมเสี่ยงเหล้า บุหรี่ และบุหรี่ไฟฟ้าในเยาวชน

    ศธ. ผนึก สสส. – เครือข่ายงดเหล้า ขยายผลต้นแบบ “โรงเรียนคำพ่อสอน” โมเดลสร้างภูมิคุ้มกันเด็กไทย รับมือสังคมเสี่ยงยุคดิจิทัล สกัดพฤติกรรมเสี่ยงเหล้า บุหรี่ และบุหรี่ไฟฟ้าในเยาวชน

    กระทรวงศึกษาธิการ – 16 มีนาคม 2569 ศาสตราจารย์นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ มอบหมายให้นายสุรศักดิ์ อินศรีไกร รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานการประชุมเชิงปฏิบัติการขยายผลและนำเสนอผลลัพธ์การดำเนินงานของ “ศูนย์การเรียนรู้และประสานงานเครือข่ายโรงเรียนคำพ่อสอน” ปีการศึกษา 2568 ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า (สคล.) และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ณ ห้องประชุมบุญเกตุ หอประชุมคุรุสภา กรุงเทพมหานคร

    นายสุรศักดิ์ อินศรีไกร รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า ปัจจุบันเด็กและเยาวชนไทยต้องเผชิญความเปราะบางจากปัญหาครอบครัว สภาพสังคมที่เปลี่ยนแปลง และการเข้าถึงสื่อออนไลน์อย่างเสรี ซึ่งอาจนำไปสู่พฤติกรรมเสี่ยง เช่น การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การสูบบุหรี่ และบุหรี่ไฟฟ้า ดังนั้น การพัฒนาเด็กจึงไม่ใช่หน้าที่ของโรงเรียนเพียงลำพัง แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากครู ผู้ปกครอง ชุมชน และทุกภาคส่วนของสังคม ในการสร้างสภาพแวดล้อมที่ดีให้เด็กเติบโตอย่างมีคุณภาพ

    “เครือข่ายโรงเรียนคำพ่อสอนถือเป็นต้นแบบสำคัญในการปลูกฝังคุณธรรมและทักษะชีวิตให้กับนักเรียน ผ่านความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างครูกับนักเรียน การช่วยเหลือกันในห้องเรียน และความร่วมมือระหว่างโรงเรียนกับครอบครัว ซึ่งช่วยสร้างภูมิคุ้มกันให้เด็กห่างไกลอบายมุข กระทรวงศึกษาธิการพร้อมสนับสนุนและขยายผลแนวทางนี้ต่อไป เพื่อร่วมกันสร้างเยาวชนให้เติบโตเป็นคนดีของสังคม และเป็นกำลังสำคัญของประเทศในอนาคต” นายสุรศักดิ์กล่าว

    ด้าน ทพ.ศิริเกียรติ เหลียงกอบกิจ ผู้ทรงคุณวุฒิ สสส. กล่าวว่า การดำเนินงานของเครือข่ายโรงเรียนคำพ่อสอนเป็นตัวอย่างสำคัญของการน้อมนำแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 มาประยุกต์ใช้ในการจัดการศึกษา เพื่อปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรม และจิตสำนึกต่อสังคมให้กับเด็กและเยาวชน ผ่านกระบวนการเรียนรู้ที่เชื่อมโยงโรงเรียน ครอบครัว และชุมชนเข้าด้วยกัน เด็กไม่ได้เรียนรู้จากตำราเพียงอย่างเดียว แต่ยังได้เรียนรู้จากการลงมือทำและการมีส่วนร่วมในกิจกรรมที่สร้างประโยชน์ต่อสังคม “การปลูกฝังคุณค่าความดีตั้งแต่ในโรงเรียน เป็นรากฐานสำคัญของการสร้างภูมิคุ้มกันทางสังคมให้กับเด็กและเยาวชน โดยเฉพาะในยุคที่สังคมเผชิญปัจจัยเสี่ยงหลายด้าน สสส. จึงพร้อมสนับสนุนการทำงานร่วมกับภาคีเครือข่าย เพื่อขยายผลรูปแบบการเรียนรู้ของโรงเรียนคำพ่อสอนให้เกิดประโยชน์กับเด็กและเยาวชนในพื้นที่ต่าง ๆ ของประเทศต่อไป” ทพ.ศิริเกียรติกล่าว

    นางนุชนาฏ ภักดีชน ผอ.โรงเรียนบ้านช่องหาร สพป.ตรัง เขต 2 กล่าวว่า โรงเรียนได้นำการเรียนรู้ตามแนวทางคำพ่อสอนไปใช้ตั้งแต่เทอม 2 ปี 2567 จนถึงปัจจุบันดำเนินการไป 3 เทอม ซึ่งตนเองได้ร่วมเข้าอบรมตามหลักสูตรนีโอฮิวแมนนิสต์ และงาน พลังกลุ่ม และความสุขของโครงการ โดยเฉพาะการเข้าใจตนเองด้วยกิจกรรมกงล้อสัตว์ 4 ทิศ การสร้างพื้นที่ปลอดภัยระหว่างครู และนักเรียนด้วยกิจกรรมทักทายด้วยการกอดตั้งแต่ประตูรั้วโรงเรียน และกิจกรรมอื่นๆ จนเกิดความสัมพันธ์ที่ดีมากๆ ระหว่างครูและนักเรียน ทำให้นักเรียนกล้าที่จะมาปรึกษาทุกเรื่อง ซึ่งตนเองพยายามหาแนวทางแก้ปัญหามาหลายปีจนมาเจอแนวทางคำพ่อสอน ซึ่งผลลัพธ์ที่ชัดเจนคือนักเรียนมีผลการเรียนที่ดีขึ้น ซึ่งตอบโจทย์ปัญหาของการศึกษาไทยที่จริงๆ เด็กไทยเก่งอยู่แล้วแต่ขาดการสร้างบรรยกาศ และการเรียนรู้ที่ดี ที่สำคัญปัญหาบุหรี่ไฟฟ้าหมดไปได้จริง ต่อไปโรงเรียนต้องการขยายผลต่อไปถึงผู้ปกครอง และชุมชนเพื่อให้เกิดความยั่งยืน

    นางสาวอภิษา มหะมาน ผู้จัดการโครงการโรงเรียนคำพ่อสอน (สคล.) กล่าวว่า แนวคิดสำคัญของโครงการคือการพัฒนาการศึกษาโดยเริ่มจาก “การพัฒนาจิตวิญญาณของครู” ให้ครูเข้าใจตนเองและเข้าใจความแตกต่างของผู้เรียน พร้อมนำหลักจิตวิทยามาประยุกต์ร่วมกับศาสตร์พระราชา เพื่อสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ที่เด็กมีความสุข ภาคภูมิใจในตนเอง และรู้สึกปลอดภัยในการเรียนรู้ จนเกิดผลลัพธ์ที่ชัดเจน ทั้งนี้ ภายในงานยังมีการจัด ฐานการเรียนรู้ 5 ฐาน ได้แก่ 1. ฐานร้องเพลงชาติด้วยใจรัก 2. ฐานศิลปะสร้างชาติ 3. ฐานคณิตคิดค่าเหล้า 4. ฐานสลัดรักษ์โลก 5. ฐานชุมนุมเพลงดี ๆ พร้อมเวทีเสวนาแลกเปลี่ยนประสบการณ์จากศูนย์ประสานงาน และโรงเรียนต้นแบบศูนย์เรียนรู้ 4 แห่ง ได้แก่ 1.โรงเรียนบ้านลวงเหนือ จ.เชียงใหม่ 2.โรงเรียนวัดโสภณาราม (ปลั่งร่วมราษฏร์บำรุง) จ.สมุทรสาคร 3.โรงเรียนบ้านคลองกก จ.ชุมพร 4.โรงเรียนบ้านนาม่วง จ.สงขลา

    ส่วนโรงเรียนมาเรียนรู้ขยายผล 13 แห่ง ได้แก่ 1.โรงเรียนบ้านภูเค็ง จ.น่าน 2.โรงเรียนปอพานพิทยาคม รัชมังคลาภิเษก จ.มหาสารคาม 3.โรงเรียนวัดบางลี่ (วุฒิพันธุ์วิทยา) จ.ราชบุรี 4.โรงเรียนทุ่งอุดมวิทยาคม จ.ลำปาง 5.โรงเรียนเขาพนมแบกศึกษา จ.สุราษฎร์ธานี 6.โรงเรียนบ้านหนองบัวแดง จ.เชียงราย 7.โรงเรียนบ้านทับกุมารทอง จ.เชียงราย 8.โรงเรียนบ้านแหลว–นาล้อม จ.เชียงราย 9.โรงเรียนบ้านช่องหาร จ.ตรัง 10.โรงเรียนกุหลาบวิทยา กรุงเทพมหานคร 11.โรงเรียนวัดศรีมหาโพธิ จ.ปราจีนบุรี 12.โรงเรียนแก่นนครวิทยาลัย 2 จ.ขอนแก่น 13.โรงเรียนดอนทองวิทยา จ.พิษณุโลก เพื่อร่วมกันพัฒนาแนวทางการเรียนรู้ที่ช่วยให้เด็กและเยาวชนเติบโตอย่างสมดุล ทั้งด้านความรู้ คุณธรรม และทักษะชีวิต

    การดำเนินงานของเครือข่ายโรงเรียนคำพ่อสอนในปีการศึกษา 2568 จึงนับเป็นอีกก้าวสำคัญของความร่วมมือระหว่างกระทรวงศึกษาธิการ สสส. และภาคีเครือข่าย ในการสร้างระบบการเรียนรู้ที่ปลูกฝังคุณค่าความดี เสริมสร้างภูมิคุ้มกันต่อปัจจัยเสี่ยง และพัฒนาเยาวชนไทยให้เติบโตเป็นพลเมืองคุณภาพของสังคมในอนาคต

  • สสส.–เครือข่ายงดเหล้า หนุนราชการ GenX ฉลองเกษียณปลอดเหล้า มท.–ศธ. รับลูกร่วมสร้างค่านิยมสร้างสุขสนุกแบบสุขภาพดี งดเหล้าเลี่ยงปัจจัยเสี่ยง ย้ำไม่มีจำนวนการดื่มที่ปลอดภัยและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ก่อมะเร็ง 7 ชนิด

    สสส.–เครือข่ายงดเหล้า หนุนราชการ GenX ฉลองเกษียณปลอดเหล้า มท.–ศธ. รับลูกร่วมสร้างค่านิยมสร้างสุขสนุกแบบสุขภาพดี งดเหล้าเลี่ยงปัจจัยเสี่ยง ย้ำไม่มีจำนวนการดื่มที่ปลอดภัยและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ก่อมะเร็ง 7 ชนิด

    สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับเครือข่ายองค์กรงดเหล้า เครือข่ายครูดีไม่มีอบายมุข และเครือข่ายโรงเรียนคำพ่อสอน เดินหน้ารณรงค์ “งานเลี้ยงเกษียณอายุราชการปลอดเหล้า” เพื่อสร้างบรรทัดฐานใหม่ของการจัดงานเลี้ยงในสังคมไทย โดยได้รับความร่วมมือจาก กระทรวงมหาดไทย และ กระทรวงศึกษาธิการ ที่ได้ออกหนังสือขอความร่วมมือผ่านระบบราชการไปยังหน่วยงานในสังกัดทั่วประเทศ เพื่อให้การจัดงานเลี้ยงเกษียณอายุราชการเป็น ต้นแบบที่ดีของการจัดงานอย่างสร้างสรรค์และปลอดภัย

    นายธีระ วัชรปราณี ผู้อำนวยการสำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า เปิดเผยว่า สถานการณ์การดื่มแอลกอฮอล์ของไทยยังน่าเป็นห่วง โดยข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ ปี 2567 พบว่า มีผู้ดื่มเพิ่มขึ้นเป็น 20.9 ล้านคน (35.2%) จาก 16 ล้านคน (28.0%) ในปี 2564 โดยเฉพาะการดื่มเบียร์และคราฟต์เบียร์ซึ่งคิดเป็น 58.3% ของนักดื่มทั้งหมด ถ้าดูเฉพาะกลุ่มประชากร Gen X วัยทำงานเข้าสู่ช่วงสูงวัย อายุ 45-59ปี ประมาณ 15.9 ล้านคน พบการดื่ม 41.9% หรือประมาณ 6.7 ล้านคน ในจำนวน 2.8 ล้านคนที่ดื่มประจำ หวั่นส่งผลต่อสุขภาพมีปัญหาเจ็บป่วยในระยะยาว โดยเฉพาะ GenX ที่ดื่มสะสมมานาน ซึ่งองค์การอนามัยโลกได้ออกรายงานในวารสาร The Lancet Public Health ไม่มีปริมาณการดื่มใดที่ปลอดภัยต่อสุขภาพ เป็นสารที่มีฤทธิ์ต่อจิตประสาทและก่อให้เกิดการเสพติด ผลวิจัยโดยสถาบันวิจัยมะเร็งนานาชาติ ชี้เป็นสารก่อมะเร็ง (Carcinogenic to humans) กลุ่มที่ 1 คือมีผลโดยตรงต่อมนุษย์ อย่างน้อย 7 ชนิด 1) มะเร็งหลอดอาหาร 2) มะเร็งตับ 3) มะเร็งเต้านมในผู้หญิง 4) มะเร็งลำไส้ 5) มะเร็งช่องปาก 6) มะเร็งหลังโพรงจมูก และ 7) มะเร็งกล่องเสียง ทั้งนี้การเชิญชวนรณรงค์ปีนี้มีกระทรวงมหาดไทยและกระทรวงศึกษาธิการได้ขานรับแนวทางดังกล่าว โดยออกหนังสือขอความร่วมมือจัดงานเลี้ยงเกษียณปลอดเหล้า–เบียร์ ไปยังหน่วยงานในสังกัด โดยดูจากรายงานข่าวจะมีบุคลากร 2 กระทรวงเกษียณรวมหมื่นกว่าคน ถือเป็นก้าวสำคัญที่ช่วยลดปัญหาสุขภาพ ลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น และสร้างบรรยากาศที่อบอุ่น สมถะ สะท้อนภาพลักษณ์ที่ดีของข้าราชการผู้เกษียณในฐานะ ต้นแบบของสังคม”

    นางสาวอภิศา มะหะมาน ผู้จัดการโครงการโรงเรียนคำพ่อสอนและเครือข่ายครูดีไม่มีอบายมุข กล่าวว่า ขอขอบคุณหน่วยงานต่าง ๆ ที่ตอบรับนโยบายนี้กว่า 100 หน่วยงาน อาทิ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ที่ทำการปกครองจังหวัด สำนักงานเกษตรและสหกรณ์ สำนักงานสรรพสามิต สำนักงานตำรวจภูธร องค์การบริหารส่วนจังหวัด โรงเรียน รวมถึงหน่วยงานท้องถิ่นและภาครัฐในพื้นที่ต่าง ๆ  ซึ่งเสียงสะท้อนจากผู้เข้าร่วมส่วนใหญ่ชี้ว่า การจัดงานเลี้ยงเกษียณที่มีการดื่มเหล้า–เบียร์ นำมาซึ่งผลกระทบหลายด้าน ทั้งเหตุทะเลาะวิวาทจากอารมณ์ที่ควบคุมไม่ได้ อุบัติเหตุจากการดื่มแล้วขับ การสูบบุหรี่ในงานที่กระทบต่อสุขภาพของผู้สูงอายุและเด็ก ตลอดจนการเป็นแบบอย่างที่ไม่เหมาะสมต่อเยาวชน และที่สำคัญยังส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของหน่วยงานราชการ เมื่อภาพบรรยากาศการดื่มแพร่ไปในสังคมหรือบนโซเชียลมีเดีย ซึ่งไม่สอดคล้องกับการเป็นแบบอย่างที่ดีต่อสาธารณะ

    “สำหรับงานเลี้ยงเกษียณปลอดเหล้า ไม่เพียงส่งเสริมภาพลักษณ์ที่ดีขององค์กร แต่ยังช่วยสร้างบรรยากาศงานที่อบอุ่น ปลอดภัย สุภาพ และเปี่ยมด้วยความจริงใจ สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของงานเกษียณที่แท้จริงคือ การเชิดชูเกียรติและแสดงความกตัญญูต่อผู้เกษียณ”น.ส.อภิศากล่าว

    สสส. และเครือข่ายฯ ย้ำว่าแนวทางนี้ควรได้รับการขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่อง เพื่อปรับวัฒนธรรมการจัดงานเลี้ยงราชการและงานสังคมไปสู่ “พื้นที่สร้างสุข” เน้นกิจกรรมเชิดชูเกียรติ มิตรภาพ และความกตัญญู แทนการพึ่งพาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ

  • สสส.–เครือข่ายงดเหล้า ชู ‘เปิดเทอมสร้างสุข ให้ความรักก่อนให้ความรู้’ จุดเปลี่ยนครูผู้สร้าง ปูทางปฏิรูปการศึกษา สร้างภูมิคุ้มปัจจัยเสี่ยงปกป้องชีวิตเด็กไทย

    สสส.–เครือข่ายงดเหล้า ชู ‘เปิดเทอมสร้างสุข ให้ความรักก่อนให้ความรู้’ จุดเปลี่ยนครูผู้สร้าง ปูทางปฏิรูปการศึกษา สร้างภูมิคุ้มปัจจัยเสี่ยงปกป้องชีวิตเด็กไทย

    เครือข่ายองค์กรงดเหล้า (สคล.) และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับ เครือข่ายโรงเรียนคำพ่อสอน เปิดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ภายใต้กิจกรรม “เปิดเทอมสร้างสุข” ต้อนรับวันเปิดเทอมโดยกิจกรรมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างครูกับนักเรียน ได้แก่ กิจกรรมรับขวัญวันเปิดเทอม การกอดทรงพลัง การให้นักเรียนเรียนรู้ปัญหาจากปัจจัยเสี่ยงแอลกอฮอล์ บุหรี่ บุหรี่ไฟฟ้า กิจกรรมร้องเพลง “ให้ความรักก่อนให้ความรู้” เป็นต้น เพื่อเป็นเกราะป้องกันเด็กจากปัจจัยเสี่ยง เช่น เหล้า บุหรี่ และยาเสพติด ทั้งนี้ การจะเปลี่ยนแปลงการศึกษาอันดับแรงคือ “ครู” ต้องกล้าที่จะเปลี่ยนตัวเองก่อน

    ดร.ชดาษาจันพรหมทอง (ครูซารา) จากโรงเรียนบ้านนาม่วง จ.สงขลา เล่าถึงแนวทางการทำงานว่าในการแก้ปัญหาการศึกษาต้องคำนึงถึงบริบทสังคม โดยเฉพาะในพื้นที่ต่างจังหวัด และสภาพครอบครัวชุมชน ซึ่งโรงเรียนได้นำแนวคิดการปรับความสัมพันธ์มาเป็นประเด็นหลักก่อนที่จะเริ่มต้นสอนเนื้อหาวิชาต่างๆ เพื่อให้นักเรียนได้คุ้นเคย กล้าที่จะมาปรึกษา และเคารพเราด้วยความรัก เราจึงนำแนวทางโรงเรียนคำพ่อสอนมาปฏิบัติ ซึ่งในช่วงเปิดเทอมจะมีกิจกรรมเปิดเทอมสร้างสุขเป็นไฮไลต์เพื่อให้นักเรียนได้ปรับตัว “ล้างข้อมูลเก่า” ระหว่างปิดเทอม และเตรียมใจเด็กให้เปิดรับ “ข้อมูลใหม่” ผ่านกระบวนการทบทวนตนเอง ช่วยให้เด็กตระหนักว่าสิ่งที่ดูเหมือนไม่อันตราย เช่น บุหรี่ไฟฟ้า อาจมีผลร้ายกว่าที่คิด จึงจัดกิจกรรม “ล้างข้อมูล” เพื่อให้เด็กได้ทบทวนตนเอง และเริ่มต้นปีการศึกษาอย่างมีคุณภาพ โดยครูจะมีบทบาทในการสื่อสารกับผู้ปกครองถึงภัยจากอบายมุข โดยเฉพาะบุหรี่ไฟฟ้า ซึ่งบางครอบครัวยังไม่รู้จักและเข้าใจความเสี่ยงอย่างถ่องแท้

    ..เยาวดีย้อยสวัสดิ์ (ครูหนู) โรงเรียนบ้านคลองกก จ.ชุมพร เล่าว่า หลังจากเข้าร่วมเครือข่าย ‘โรงเรียนคำพ่อสอน’ จึงได้รับความเชื่อมั่นจากผู้ปกครองมากขึ้น มีนักเรียนเพิ่มขึ้น จากโรงเรียนขนาดเล็ก ขยายเป็นขนาดกลาง สำหรับกิจกรรม “เปิดเทอมสร้างสุข”  เป็นช่วงเวลาสำคัญที่ต้องเติมความรัก ความอบอุ่นให้เด็กๆ เพื่อให้รู้สึกดีและอยากมาโรงเรียน “เราเริ่มจากกิจกรรมกอดส่งพลัง ผูกข้อมือรับขวัญ ทักทายพูดคุย จากนั้นเปิดคลิปให้เด็กเห็นผลกระทบของเหล้า บุหรี่ และยาเสพติด เพื่อให้เขาตระหนักรู้ด้วยตัวเอง”

    นอกจากนี้ ยังนำกิจกรรมจากคู่มือ “โรงเรียนคำพ่อสอน” มาบูรณาการกับค่ายวิชาการในวันเปิดเทอม แทนการนั่งเรียนตามปกติ “เด็ก ๆ ชอบมาก เพราะสนุกและไม่รู้สึกเบื่อกับการมาโรงเรียน” แม้แต่ช่วงปิดเทอม เด็กบางคนยังกลับมาช่วยครูทำความสะอาดโรงเรียน และทำแปลงเกษตร สะท้อนถึงความสุขที่เขามีต่อชีวิตในโรงเรียนอย่างแท้จริง

    ..สุรัสวดีเลิกบางพลัด (ครูตาล) โรงเรียนวัดโสภณารามฯ จ.สมุทรสาคร กล่าวว่า กิจกรรม “เปิดเทอมสร้างสุข” มีเป้าหมายเพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างครูกับนักเรียน รวมถึงปลูกฝังทัศนคติที่ดีต่อโรงเรียนและเพื่อนร่วมชั้น เพราะในช่วงเปิดเทอม โดยเฉพาะวันแรก ๆ เด็กจะต้องปรับตัวจากการหยุดเรียนที่ยาวนาน ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดความเครียด กิจกรรมนี้จึงมีบทบาทสำคัญในการช่วยให้เด็ก ๆ รู้สึกอบอุ่น เป็นกันเอง และผ่อนคลายมากขึ้นโรงเรียนเราตั้งอยู่ใกล้เมืองในแหล่งโรงงานที่มีความเสี่ยงสูง อาจเผชิญกับปัญหาเกี่ยวกับสิ่งเสพติด เหล้า เบียร์ หรือบุหรี่มากกว่าพื้นที่ชนบททั่วไป แม้แต่เด็กเล็กในระดับชั้นอนุบาล เมื่อถามถึงบุหรี่ไฟฟ้า ก็สามารถตอบได้ว่ารู้จัก แสดงให้เห็นว่า เด็กซึมซับพฤติกรรมจากสิ่งแวดล้อมได้อย่างรวดเร็ว ดังนั้น การให้ความรักควบคู่ไปกับการให้ความรู้จึงเป็นสิ่งสำคัญ เพราะเป็นเหมือน ‘ภูมิคุ้มกัน’ ที่ดีที่สุดในการป้องกันพวกเขาจากปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้

    ครูตาลยังกล่าวเสริมว่า การแสดงออกของครู ไม่ว่าจะเป็นท่าที คำพูด หรือพฤติกรรม ล้วนมีพลังในการสื่อสารถึงนักเรียนอย่างลึกซึ้ง และเมื่อเด็กได้รับพลังบวกเหล่านี้ พวกเขาก็จะถ่ายทอดกลับไปยังครอบครัวและผู้ปกครอง กลายเป็นการสื่อสารเชิงบวกที่ต่อเนื่องและยั่งยืน

    นายศักดิ์ดาศรีมานนท์ (ครูดา) โรงเรียนบ้านบางน้ำจืด สมุทรสาคร เสริมว่า ผู้อำนวยการโรงเรียนให้ความสำคัญกับโครงการฯอย่างยิ่ง เพราะหากโรงเรียนเป็นพื้นที่แห่งความสุข เด็กก็จะอยากมาเรียน ครูจึงต้องเป็น “แรงดึงดูด” ให้เด็กอยากเข้าใกล้ ซึ่งเขาเองจากที่เคยเป็นครูที่ดุมาก่อน เพราะคิดว่าทำแบบนี้แล้วเด็กจะดี แต่ก็พบว่าเด็กออกห่างจากเรา เมื่อได้ร่วมโครงการได้เปลี่ยนแปลงตนเองเลิกดื่มเหล้าสูบบุหรี่ ผลลัพธ์นี้ไม่เพียงสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ที่ดีขึ้นเท่านั้น แต่ยังนำไปสู่ความไว้วางใจและความร่วมมือจากผู้ปกครอง เมื่อนักเรียนเริ่มวิ่งมากอดและทักทาย สร้างความสุขให้ทั้งสองฝ่าย ไม่เพียงสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ที่ดีขึ้นเท่านั้น พวกเขาอาสาช่วยครูเขียนกระดาน จัดโต๊ะเก้าอี้ และเตรียมอุปกรณ์ต่าง ๆ อย่างกระตือรือร้น ช่วงเตรียมงานเปิดเทอม

    เภสัชกรสงกรานต์ภาคโชคดีประธานเครือข่ายงดเหล้า กล่าวปิดเสวนาว่า ช่วงเปิดเทอมคือจังหวะสำคัญของการเริ่มต้นใหม่ เด็กจะได้พบครู เพื่อน และสิ่งแวดล้อมใหม่ กิจกรรม “เปิดเทอมสร้างสุข” จึงสอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ “เรียนดี มีความสุข” ที่เน้นการปลูกฝังให้เด็กรู้เท่าทันและไม่ตกเป็นเหยื่อของอบายมุข โดยเฉพาะเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และบุหรี่ไฟฟ้า ซึ่งกำลังเป็นปัญหาในกลุ่มเยาวชนอย่างน่ากังวล ดังนั้น หากโรงเรียนใดสนใจกระบวนการแก้ปัญหาการศึกษาโดยใช้แนวทางโณงเรียนคำพ่อสอนสามารถติดตามได้ตามเพจเฟสบุ๊คโรงเรียนคำพ่อสอน https://web.facebook.com/chakkampaoson

  • สคล.เดินหน้าหนุนโครงการ “โรงเรียนคำพ่อสอน”

    สคล.เดินหน้าหนุนโครงการ “โรงเรียนคำพ่อสอน”

    ตั้งเป้าสร้างครูและเด็กคุณภาพขยายถึงครอบครัวสู่การเปลี่ยนแปลงยั่งยืน

    กว่า 9 ปีในการดำเนิน โครงการโรงเรียนคำพ่อสอน ของสำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า (สคล.) เกิดขึ้นจากแรงบันดาลใจโดยการน้อมนำกระแสพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในหลวงรัชกาลที่ 9 มาเป็นแนวทางในการพัฒนาการศึกษาและการสร้างคนดีสู่สังคม โครงการนี้มุ่งเน้นให้ครูเป็นผู้นำในการถ่ายทอดคุณธรรมและความรู้แก่เด็กนักเรียน ผ่านกระบวนการเรียนรู้ที่ไม่เพียงแค่เน้นวิชาการ แต่ยังส่งเสริมการพัฒนาจิตใจ การใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่า และการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างครู นักเรียน และชุมชน 

    นางสาวอภิษามะหะมาน ผู้ประสานงานโครงการเครือข่ายโรงเรียนคำพ่อสอน สคล. กล่าวว่า โครงการฯนี้ เป็นการต่อยอดจากกิจกรรม โพธิสัตว์น้อย ลูกขอพ่อแม่เลิกเหล้า ซึ่งดำเนินมาถึงปีที่ 16 ในปีนี้ ต่อมาได้ขยายการทำงานโดยครูมีส่วนร่วมมากขึ้นพร้อมมอบโล่ประกาศเกียรติคุณ ครูดีไม่มีอบายมุข ซึ่งปีนี้เป็นปีที่ 13 ภายใต้การดำเนินกิจกรรมโพธิสัตว์น้อยและครูดีไม่มีอบายมุขนั้น มุ่งหวังจะให้ครูเป็นฐานเรื่องการเรียนการสอนการเป็นแบบอย่างที่ดี โดยน้อมนำตามกระแสพระราชดำรัส ในหลวงรัชกาลที่ 9 และนำมาสู่ดำเนินโครงการโรงเรียนคำพ่อสอนขึ้น โดยยึดหลัก คือ “ให้ครูรักเด็ก ให้เด็กรักครู” ซึ่งจะเป็นการเปิดประตูใจที่ยอดเยี่ยมด่านแรก เพราะหากเด็กรักครู ครูบอกอะไรเด็กจะเชื่อฟัง ขณะเดียวกันเมื่อครูรักเด็ก ครูจะให้อภัยเด็กเช่นกัน 

    เริ่มต้นจากครูสู่เด็กขยายไปถึงบ้าน

    นายภิญโญโสตถิฤทธิ์ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านคลองกกสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชุมพรเขต 2 กล่าวว่า ได้นำแนวคิดจากโครงการนี้มาประยุกต์ใช้ในโรงเรียนหลังจากเข้าร่วมการอบรม ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของการพัฒนาครูและนักเรียนให้เป็นมากกว่าการศึกษาในห้องเรียน โดยเน้นให้ครูอบรมจิตใจเด็กด้วยความรัก ความเข้าใจ และเป็นตัวอย่างที่ดี ผ่านการดำเนินงานของ “ครูดีไม่มีอบายมุข” ซึ่งเป็นแกนนำสำคัญในการสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ที่เปี่ยมด้วยคุณธรรม

    โครงการโรงเรียนคำพ่อสอน เป็นการเรียนรู้ที่ไม่ได้มีในตำรา ในโครงการจะเริ่มต้นจากความรัก “ให้ครูรักเด็ก” ในแนวทางนี้ ครูก็จะมีการปรับตัว ปรับพฤติกรรมตนเอง ต้องเตรียมความพร้อมที่จะนำเข้าสู่การเรียนรู้ ซึ่งปฏิเสธไม่ได้เลยว่าสังคมปัจจุบันครอบครัวอาจไม่ได้สมบูรณ์แบบ 100 % บางคนต้องอยู่กับคุณปู่ คุณย่า คุณตา คุณยาย และ คุณครูคือพ่อ แม่คนที่ 2 ที่จะคอยอบรมบ่มนิสัยให้พวกเขา เพราะฉะนั้นคุณครูต้องมีใจรักเด็ก โรงเรียน คือบ้านหลังที่ 2 โครงการนี้ ทำให้ครูมีการเปลี่ยนแปลง ใช้คำพูดในเชิงบวก ฟังจากเหตุและผลด้วยความเข้าใจและต้องการช่วยเหลือแก้ปัญหา เหล่านี้เป็นสิ่งที่ทำให้เด็กเข้าหา กล้าพูดคุย และเชื่อฟัง ทำให้คุณครูทำงานง่ายขึ้น  กิจกรรมในตอนเช้า คือพลังบวก  เช่น การชื่นชมตัวเองเห็นคุณค่าตัวเอง เป็นหลักจิตวิทยาที่ได้พูด ซึ่งเป็นการบันทึกในทุก ๆ วัน นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมเชิงบวกของพวกเขาได้ 

    กิจกรรมที่สร้างความเปลี่ยนแปลง

    นางสาวเยาวดีย้อยสวัสดิ์ หรือ “ครูหนู” แกนนำโครงการฯ กล่าวว่า กิจกรรมของโรงเรียนคำพ่อสอน ในระยะเวลา 1 ปี จะสอดคล้องกับเทศกาลของปี โดยกิจกรรมจะให้ความรักก่อนให้ความรู้ โดยโรงเรียน จะเปิดเพลง “คำพ่อสอน” ทุกเช้าเพื่อปลูกฝังจิตสำนึกและสร้างบรรยากาศเชิงบวก เด็ก ๆ จะร่วมกันทำความสะอาดโรงเรียนก่อนเข้าเรียน มีกิจกรรมหน้าเสาธง “กอด” ครูกอดเด็กๆเพื่อสร้างความอบอุ่นและความใกล้ชิด ยังมีการรออกกำลังกายเบา ๆ (Slow Jogging) เพื่อกระตุ้นพลังงานก่อนเรียน  ในช่วงรณรงค์งดเหล้าเข้าพรรษา เด็ก ๆ จะร่วมกิจกรรมส่งจม.สื่อรัก ขอให้ลด ละ เลิกเหล้า ต่อด้วย ขอให้พ่อแม่เลิกเหล้าเลิกเบียร์อบายมุขในวันเกิดทุกสัปดาห์  หรือ ในช่วงสิ้นปี เด็ก ๆ จะเขียนเรียงความเกี่ยวกับตัวเองว่าจะปรับปรุงพัฒนาและตัวเองพัฒนาตัวเองอย่างไรบ้าง ชื่นชมตัวเองที่ไม่ยุ่งเกี่ยวกับอบายมุขเป็นเด็กดีของสังคม เป็นต้น  ซึ่งความคืบหน้าของผลลัพธ์ดีขึ้นเรื่อย ๆ 

    ผลลัพธ์ที่เห็นได้ชัดเจนใครเห็นต้องว้าว

    นอกจากนี้ยังมี ห้องเรียนพ่อแม่ ที่อบรมผู้ปกครองเกี่ยวกับการใช้หลักจิตวิทยาในการเลี้ยงดูบุตร ผ่านกิจกรรมที่สนุกและเข้าใจง่าย ซึ่งได้รับความสนใจจากผู้ปกครองเป็นอย่างมาก โดยพบว่าหลังเข้าร่วมกิจกรรมผู้ปกครองมีการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น 

    นางสาวปริศนาพริกบางกา หรือ “ย่าเอี้ยง” ของน้องอาโป เล่าว่าหลังจากเข้าร่วม “ห้องเรียนพ่อแม่” ตนเริ่มเข้าใจถึงบทบาทของตนเองในการเลี้ยงหลานสาวมากขึ้น จากเดิมที่มีพฤติกรรมดื่มเหล้าและใช้คำพูดรุนแรง กลับกลายเป็นย่าที่ตั้งใจเลิกเหล้าเพื่อหลานสาว ทำให้ความสัมพันธ์ภายในครอบครัวดีขึ้น หลานสาวเองก็มีความสุขและใกล้ชิดกับย่ามากขึ้นด้วย

    โครงการโรงเรียนคำพ่อสอนไม่ได้เพียงเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของครูและนักเรียนแต่ยังส่งผลต่อผู้ปกครองและชุมชนโดยรอบโรงเรียนบ้านคลองกกนับเป็นตัวอย่างของการใช้การศึกษาเป็นเครื่องมือในการพัฒนาคนอย่างรอบด้านทั้งในด้านวิชาการและจิตใจสร้างสรรค์สังคมที่เข้มแข็งและยั่งยืนต่อไป

  • “โรงเรียนคำพ่อสอน” : ต้นแบบแห่งความสำเร็จสร้างเด็กดีลดพฤติกรรมเสี่ยง ขยายผลจากระดับประถมสู่มัธยม

    “โรงเรียนคำพ่อสอน” : ต้นแบบแห่งความสำเร็จสร้างเด็กดีลดพฤติกรรมเสี่ยง ขยายผลจากระดับประถมสู่มัธยม

    ในยุคที่ปัญหาพฤติกรรมเสี่ยงของเยาวชนเป็นประเด็นสำคัญของสังคม “โครงการโรงเรียนคำพ่อสอน” โดยสำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า (สคล.)  จากการดำเนินการมากว่า 9 ปี พบว่า การเริ่มต้นสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ครูเป็นกุญแจสำคัญในการป้องกันและแก้ไขปัญหาพฤติกรรมเสี่ยงของเยาวชนและยังสร้างพฤติกรรมด้านบวกให้เยาวได้อีกด้วย โดยโครงการโรงเรียนคำพ่อสอนเริ่มต้นพาครูเรียนรู้เพื่อสร้างความเข้าใจในตัวเอง เข้าใจในความแตกต่างของมนุษย์ ใช้ความรักความความเมตตา เข้าใจ ให้อภัย ให้โอกาส ทำหน้าที่เป็นพ่อแม่ที่2นักเรียนจะอบอุ่นใจว่าเขามีคุณค่าในสายตาครูเขายังมีครูเป็นที่พึ่ง รวมถึงการเปิดพื้นที่ให้นักเรียนได้ทำความดีเพื่อผู้อื่นในสิ่งใกล้ตัวอย่างต่อเนื่องเป็นวิถีชีวิตในโรงเรียน เช่นพี่สอนน้อง ฯซึ่งเป็นการทำกิจกรรมร่วมกันเป็นหมู่คณะของนักเรียน ส่งผลให้นักเรียนเห็นคุณค่าในตัวเอง (Self Esteem)

    เกิดสัมพันธภาพที่ดีระหว่างรุ่นพี่รุ่นน้อง และครูต้องมีท่าทีในเชิงบวกกับนักเรียนเช่น ยิ้ม หาเรื่องชื่นชม ตั้งใจรับฟังในสิ่งที่นักเรียนพูด ซึ่งเป็นการให้เกียรติซึ่งกันและกัน ซึ่งตรงตามกระแสพระราชดำรัสเพื่อปฏิรูปการศึกษาของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (รัชกาลที่ 9) “..ให้ครูรักเด็กและเด็กรักครู ให้ครูสอนเด็กให้มีน้ำใจต่อเพื่อนไม่ให้แข่งขันกันแค่ให้แข่งกับตัวเอง ให้เด็กที่เรียนเก่งกว่าช่วยสอนเพื่อนที่เรียนช้ากว่า ให้ครูจัดกิจกรรมให้นักเรียนทำร่วมกันเพื่อให้เห็นคุณค่าของความสามัคคี..” แนวปฏิบัติดังกล่าวนี้สามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตเด็กนักเรียนได้อย่างแท้จริง โดยโครงการนี้มิได้เพียงช่วยลดพฤติกรรมเสี่ยงของเด็ก ๆ เช่นเลิกดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เลิกสูบบุหรี่ ไม่หนีเรียน ลดความก้าวร้าวรุนแรงในโรงเรียนแล้ว  แต่ยังส่งเสริมพฤติกรรมเชิงบวก ทำให้การเรียนรู้ด้านวิชาการของเด็กดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด 

    ขยายโอกาสแห่งความสำเร็จจากประถมสู่มัธยม

    จากความสำเร็จของโครงการฯ ในระดับประถมศึกษา ได้นำไปสู่การขยายผลสู่ระดับมัธยมศึกษา โดย “โรงเรียนชุมชนวัดหาดสำราญ”  สำนักงานเขตพื้นที่ประถมศึกษา (สพป.) จังหวัดชุมพร เขต 2  เป็นหนึ่งในโมเดลต้นแบบของการประยุกต์ใช้แนวทางของโครงการโรงเรียนคำพ่อสอนจนเกิดผลสำเร็จ

    นางสาวรจนากลิ่นหอมผู้อำนวยการโรงเรียนชุมชนวัดหาดสำราญตำบลหาดยายอำเภอหลังสวนจังหวัดชุมพร กล่าวว่า “โรงเรียนของเราเป็นโรงเรียนขยายโอกาส มีทั้งนักเรียนประถมศึกษา (ป. 1 – ป.6 ) และมัธยมศึกษา (ม.1 – ม.3 ) ซึ่งก่อนหน้านี้พบปัญหาด้านพฤติกรรมของเด็ก เช่น การไม่เข้าเรียน การยุ่งเกี่ยวกับอบายมุข เราจึงได้นำหลักการของโรงเรียนคำพ่อสอนมาใช้กับเด็กระดับมัธยมฯ ในกระบวนการเดียวกัน แต่ละเอียดอ่อนต่างกัน ด้วยพฤติกรรมเป็นเด็กที่โตกว่า โดยมีกิจกรรมที่โรงเรียนได้นำมาจากโครงการโรงเรียนคำพ่อสอนมาทำเป็นกิจวัตรหรือเป็นวิถีของโรงเรียนคือ เปิดเทอมสร้างสุขให้ความรักก่อนให้ความรู้ เช่น การกอดยิ้มชมสบตาสวัสดี ซึ่งโครงการโรงเรียนคำพ่อสอนได้พาครูไปเรียนรู้จิตวิทยานีโอฮิวแมนนิส กับรศ.ดร.เกียรติวรรณ อมาตยกุล เพื่อสร้างสัมพันธภาพที่ดีระหว่างครูกับนักเรียน 

    นอกจากนี้ ยังมีขบวนการตาสับปะรด  ที่ให้นักเรียนช่วยกันสอดส่องพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมและรายงานครูโดยไม่เปิดเผยตัวตน ซึ่งช่วยลดปัญหาการหนีเรียนและพฤติกรรมเสี่ยง ซึ่งเด็กมัธยมฯ สามารถเข้าถึงอินเตอร์เน็ต เข้าถึงสื่อโซเชียลได้ง่าย เช่น บุหรี่ไฟฟ้า ซึ่งมาในรูปแบบต่าง ๆ เราต้องใส่ใจให้มาก การชวนนักเรียนมาทำกิจกรรมในหลายๆ มิติ มอบหมายให้มีบทบาทในกิจกรรมต่าง ๆ จะทำให้เขารู้สึกมีคุณค่าและได้รับการยอมรับจากสังคม เด็กจะมีความภูมิใจในตนเอง    ผลลัพธ์ที่ได้คือเด็กมีจิตสาธารณะมากขึ้นลดพฤติกรรมก้าวร้าวและเรียนรู้เกี่ยวกับโทษภัยของยาเสพติดอย่างมีประสิทธิภาพ

    เปลี่ยนแปลงครูสู่การเปลี่ยนแปลงเด็ก

    “โรงเรียนคำพ่อสอน” ที่เริ่มต้นจากการเปลี่ยนพฤติกรรมของครูที่เข้าร่วมโครงการ  ทำให้เกิดความเข้าใจต่อพฤติกรรมของนักเรียนและรับฟังนักเรียนมากขึ้น ทำให้นักเรียนมีความกล้าเข้ามาปรึกษาครู การเปลี่ยนแปลงของครู จึงนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงของเด็กนักเรียนเช่นกัน

    นางสาวเบญจมาศคงคาชัยหรือครูบิว”  โรงเรียนชุมชนวัดหาดสำราญ.หลังสวน.ชุมพร  กล่าวถึงแนวทางการนำโครงการ “โรงเรียนคำพ่อสอน” มาประยุกต์ใช้ว่า “เมื่อก่อนครูบางคนอาจจะใช้คำพูดรุนแรงกับเด็ก แต่หลังจากเข้าร่วมโครงการ ครูกลายเป็นผู้รับฟังที่ดี ใช้คำพูดสุภาพ และให้ความรักความเข้าใจเด็กมากขึ้น ส่งผลให้เด็กกล้าปรึกษาครู ลดช่องว่างระหว่างครูกับนักเรียน และทำให้บรรยากาศในโรงเรียนดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด”   นอกจากนี้ ทางโรงเรียนยังมีกิจกรรม พี่สอนน้อง ที่เปิดโอกาสให้นักเรียนมัธยมเป็นพี่เลี้ยงดูแลน้องประถม ส่งเสริมความรับผิดชอบและภาวะผู้นำ ทำให้เด็ก ๆ รู้สึกมีคุณค่า และช่วยลดปัญหาพฤติกรรมเสี่ยง เช่น การสูบบุหรี่ และการใช้สื่อโซเชียลในทางที่ผิดอีกด้วย

    เปลี่ยนแปลงตนเองจนเป็นแบบอย่าง

    เด็กชายจรูญโรจน์ปานมณีหรือน้องกันนักเรียนชั้น.2 เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจากโครงการโรงเรียนคำพ่อสอน เดิมทีเขาติดบุหรี่ตั้งแต่ชั้น ม.1 เนื่องจากอิทธิพลจากเพื่อนกลุ่มเก่า แต่เมื่อครอบครัวทราบและขอให้เลิก เขาจึงตัดสินใจเลิกสูบบุหรี่โดยอาศัยกิจกรรมสนับสนุนของโรงเรียน เช่น การเข้าร่วมโครงการ “พี่สอนน้อง” และการใช้ลูกอมเลิกบุหรี่ที่ทางโรงเรียนจัดทำขึ้น

    น้องกันกล่าวว่า “พอเลิกบุหรี่ได้ ผมรู้สึกดีขึ้นมาก มีความตั้งใจเรียน และอยากเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับน้อง ๆ ในโรงเรียน ตอนนี้เข้ามาเป็นทีมงาน ทำกิจกรรมดี ๆ สร้างชื่อเสียงให้กับโรงเรียนครับ “

    โรงเรียนคำพ่อสอน”  โมเดลแห่งการสร้างสังคมที่ดี

    นอกจากนี้ ทางโรงเรียนยังได้เชื่อมโยงโครงการฯ กับชุมชน โดยการนำทรัพยากรที่มีอยู่มาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ เช่น “สาหร่ายใบไชยาทอดกรอบ” และ “ชามัทฉะไชยา” (ชาเขียว) ซึ่งได้รับรางวัลระดับจังหวัด นอกจากนี้ ยังมี “ลูกอมหญ้าหมอน้อย” ที่ได้รับการตอบรับอย่างดี ทำให้นักเรียนได้เรียนรู้การสร้างรายได้ และเพิ่มความภาคภูมิใจในตนเองด้วย

    การนำกระบวนการจากโครงการ โรงเรียนคำพ่อสอน มาใช้ในโรงเรียนชุมชนวัดหาดสำราญได้สร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นรูปธรรม ไม่เพียงแต่ลดพฤติกรรมเสี่ยงของนักเรียน แต่ยังช่วยปรับเปลี่ยนแนวทางการสอนของครูและสร้างความสัมพันธ์ที่ดีในโรงเรียน โมเดลนี้แสดงให้เห็นว่า หากมีแนวทางที่เหมาะสมและการสนับสนุนที่ดีจากครู ผู้ปกครอง และชุมชน ก็สามารถสร้างโรงเรียนที่เป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้และการพัฒนาเยาวชนได้อย่างแท้จริง