Category: ภาคตะวันตก

  • YSDN ON TOUR กลางออกตก – รวมพลังสร้างสรรค์สังคม

    YSDN ON TOUR กลางออกตก – รวมพลังสร้างสรรค์สังคม

    พลังเยาวชนคือแรงขับเคลื่อนสำคัญที่จะนำพาสังคมก้าวมุ่งไปสู่อนาคตที่ดี ใครที่เคยกล่าวว่า เด็กคืออนาคตของชาติ อาจจะไม่จริงอีกต่อไป เพราะในวันนี้ เด็กคือกำลังหลัง ที่พร้อมจะพัฒนาเพื่อเป็นฟันเฟืองนำพาประเทศนี้ไปในทิศทางที่ดีขึ้น

    การพบปะแลกเปลี่ยนของแกนนำเยาวชนเครือข่ายองค์กรงดเหล้า ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคตะวันตก อย่างพร้อมหน้าพร้อมตา ระหว่างวันที่ 28 – 30 กรกฎาคม 2566 ณ โรงแรมกรุงศรีริเวอร์​ จังหวัดอยุธยา โอกาสแห่งการเรียนรู้ซึ่งกันและกันผ่านกิจกรรมสร้างสรรค์ครั้งนี้ นำโดยเยาวชน YSDN ภาคกลาง สร้างความสนุกและความสุขทั้งรอยยิ้มและเสียงหัวเราะ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ทำกิจกรรมในพื้นที่ สานพลังเครือข่าย YSDN กลาง ออก ตก อย่างเข้มแข็ง

    ” ราชธานีเก่า    อู่ข้าวอู่น้ำ    เลิศล้ำกานท์กวี   คนดีศรีอยุธยา

    คำขวัญประจำจังหวัดอยุธยา

    กิจกรรม YSDN จิตอาสาเพื่อสังคม เยี่ยมชมเมือง ทำดีเพื่อสิ่งแวดล้อม รวมพลเยาวชนอาสา YSDN กลาง ออก ตก ร่วมเก็บขยะรอบเมืองพระนครศรีอยุธยา ปลูกฝังจิตสำนึกการมีจิตสาธารณะเพื่อส่วนรวม สร้างพื้นที่ท่องเที่ยวให้มีภาพลักษณ์ที่ดี

    เวทีเสวนาปุจฉาวิสัชนา “สุราก้าวหน้า” กับการวางแผนทิศทางงานลดนักดื่มหน้าใหม่ ในกิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้เยาวชน YSDN On Tour ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคตะวันตก ร่วมกับคุณทวิวงศ์ โตทวิวงศ์ ส.ส.พระนครศรีอยุธยาเขต 1 พรรคก้าวไกล คุณสักรินทร์ ตรียุทธ วิศวะกรผู้ประกอบการคราฟท์เบียร์ที่มีแนวคิดการขายอย่างรับผิดชอบต่อสังคม ชวนคิดชวนคุยโดย พี่หมอติ ภก.สันติ โฉมยงค์ เภสัชกรผู้เป็นครูของเด็กอยุธยา

    พร้อมนำเสนอแนวคิดและมุมมองพร้อมการรับมือกับการเกิดขึ้นของการเปลี่ยนแปลงนโยบายภาครัฐในอนาคต ในฐานะของเยาวชนนักรณรงค์ เพื่อการสร้างภูมิคุ้มกันทางความคิดที่เข้มแข็ง และเป็นพื้นที่ให้เยาวชนใช้สิทธิ ใช้เสียงของตัวเองถ่ายทอดความคิดและทางเลือกของตัวเองได้อย่างอิสระ

  • สสส.-สคล.ภาคตะวันตก และนายอำเภอปากท่อ ราชบุรี จัดวิ่งพักตับ ชวน ช่วย เชียร์ คนไทยพักตับ พักต่อ หวังสร้างเสริมสุขภาพคนไทย เน้นการป้องกันมากกว่ารักษา

    สสส.-สคล.ภาคตะวันตก และนายอำเภอปากท่อ ราชบุรี จัดวิ่งพักตับ ชวน ช่วย เชียร์ คนไทยพักตับ พักต่อ หวังสร้างเสริมสุขภาพคนไทย เน้นการป้องกันมากกว่ารักษา

    เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 10 กรกฎาคม 2566 ณ สำนักสงฆ์เขาพระพุทธบาท ต.ยางหัก อ.ปากท่อ จังหวัดราชบุรี นายสุทธิพงศ์  พุทธจันทรา นายอำเภอปากท่อ  เป็นประธานแถลงข่าว วิ่งพักตับ เข้าวัดฟังธรรม ส่งเสริมคุณภาพชีวิต เพื่อสิ่งแวดล้อม  จัดโดย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) สำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า (สคล.) และเครือข่ายงดเหล้าภาคตะวันตก และภาคีเครือข่ายสร้างเสริมสุขภาพ กิจกรรมนี้เป็นส่วนหนึ่งของการส่งกำลังใจให้ผู้เข้าร่วมบวชใจตั้งใจงดเหล้าเข้าพรรษาได้สำเร็จ     

    โดยนายสุทธิพงษ์ กล่าวว่า การจัดกิจกรรม “วิ่งรอบสวน ชวนพักตับ ปอดขยับ ตับพักผ่อน” ครั้งนี้ เพื่อร่วมรณรงค์ให้ประชาชนได้ออกกำลังกาย และยังเป็นการร่วมส่งกำลังใจให้กับคนบวชใจที่กำลังต่อสู้กับการงดเหล้า(พักตับ) มาร่วมวิ่งเพื่อสุขภาพที่ดีสมบูรณ์แข็งแรง อีกทั้งยังช่วยส่งเสริมคุณภาพชีวิต เพื่อสิ่งแวดล้อม ให้สถาบันครอบครัวและชุมชน  ได้ทำกิจกรรมร่วมกันอีกด้วย กิจกรรมครั้งนี้ นับได้ว่าเป็นการส่งสัญญาณและแสดงออกถึงพลังความร่วมมือ เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนมีสุขภาพดีด้วยการเดิน-วิ่ง ออกกำลังกาย ให้เป็นวิถีชีวิต โดยถือว่าเป็นส่วนหนึ่งในการร่วมกันแก้ปัญหาแอลกอฮอล์ที่ส่งผลกระทบไปทั่วโลก อีกทั้งยังเป็นการกระตุ้นเตือนให้สังคมตระหนักถึงโทษภัยของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อสุขภาพอีกด้วย 

     และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ก่อให้เกิดโรคมากกว่า 200 โรค ทำให้มีผู้เสียชีวิตปีละกว่า 3 ล้านคนทั่วโลก ในประเทศไทย เครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตปีละกว่า 22,000 คนต่อปี ข้อมูลจากการศึกษาภาระโรคและการบาดเจ็บที่เกิดจากพฤติกรรมสุขภาพและปัจจัยเสี่ยง กระทรวงสาธารณสุข ปี 2557 ระบุว่าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นสาเหตุอันดับ 1 ของการสูญเสียปีสุขภาวะจากการบกพร่องทางสุขภาพในเพศชาย และเป็นอันดับที่ 12 ในเพศหญิง ขณะเดียวกัน ได้มีการคำนวณความสูญเสียทางเศรษฐศาสตร์จากการเก็บภาษีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ คิดเป็น 1 : 2 คือ รัฐได้ภาษี 1 บาท แต่รัฐต้องจ่ายค่ารักษาสุขภาพและผลกระทบที่เกิดจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 2 บาท 

      นายศรีวิชัย ทรงสุวรรณ  ผู้ทรงคุณวุฒิ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ได้ร่วมกับสำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า ภาครัฐ เอกชน และภาคีเครือข่ายต่างๆ ร่วมกันแก้ปัญหาและหาแนวทางการลดผลกระทบจากการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ทั้งทางตรงและทางอ้อม เพื่อสนับสนุนให้ประชาชนมีสุขภาพที่ดีรวมทั้งการสื่อสารสาธารณะกับสังคมให้ร่วมตื่นรู้ และนำความรู้ไปขับเคลื่อนสังคมต่อไป ซึ่งโครงการงดเหล้าเข้าพรรษาเป็นแคมเปญรณรงค์แรกที่ สสส. เริ่มดำเนินการตั้งแต่ ปี 2546 และทำต่อเนื่องเป็นปีที่ 20 โดยในปี 2565 ที่ผ่านมา มีประชาชนเข้าร่วมโครงการงดเหล้าเข้าพรรษาทั้งสิ้นร้อยละ 67.5 คิดเป็น 14.2 ล้านคน สำหรับกิจกรรม “วิ่งพักตับ เข้าวัดฟังธรรม ส่งเสริมคุณภาพชีวิต เพื่อสิ่งแวดล้อม ” ในครั้งนี้  เป็นส่วนหนึ่งในโครงการงดเหล้าเข้าพรรษา 2566 เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการ ชวน ช่วย เชียร์ประชาชนในพื้นที่ให้ตั้งใจลด ละ เลิกเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในโอกาสเข้าพรรษาปีนี้ ได้มากยิ่งขึ้น และอาจเป็นจุดเริ่มต้นของการเลิกดื่มตลอดชีวิต

    นางสาวอุบลวรรณ  คงสว่าง ผู้ประสานงาน เครือข่ายงดเหล้าภาคตะวันตก กล่าวว่า  เครือข่ายองค์กรงดเหล้าภาคตะวันตกเป็นกลไกการเอื้ออำนวย หนุนเสริมให้ เครือข่ายประชาคมลดปัจจัยเสี่ยงแต่ละจังหวัด ทั้ง 8 จังหวัด มีความเข้มแข็ง เป็นที่ยอมรับของภาคีเครือข่าย เพื่อลดจำนวนการดื่มหน้าเก่าและหน้าใหม่ ลดปัญหาจากแอลกอฮอล์ เปลี่ยนค่านิยมการดื่ม และสนับสนุนภาครัฐให้บังคับใช้กฎหมายจริงจัง   

    โดยการทำงานในเชิงรณรงค์ ป้องกัน การสร้างความเข้าใจ และการเชื่อมประสานกับหน่วยงาน องค์กรที่เกี่ยวข้อง เน้นการทำงานให้ชุมชนจัดการตนเองได้ ร่วมกันในการวางกติกาในชุมชน หนุนเสริมและสร้างแรงบันดาลใจให้เกิดแกนนำเลิกเหล้า เพื่อชวนเหลือแนะนำในพื้นที่  อีกทั้งทำงานในกลุ่มชาติพันธุ์ที่หลากหลาย โดยลดการจัดงานบุญประเพณีไม่มีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์  ตลอดจนกลุ่มเยาวชนแกนนำที่มีความเข้มแข็งเพื่อลดปัจจัยเสี่ยงและร่วมขับเคลื่อนงานงดเหล้า

    โครงการรณรงค์งดเหล้าเข้าพรรษา ปี 2566 มีแนวคิด “รวมพลังเครือข่าย ชวน ช่วย เชียร์ งดเหล้าครบพรรษา” สำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า เครือข่ายเยาวชน SDN ชมรมคนหัวใจเพชร และภาคีเครือข่ายได้ร่วมจัดเพื่อเป็นการส่งเสริม ให้คนบวชใจได้มีกำลังใจจากคนรอบข้างงดเหล้าต่อครบพรรษาตลอด 3 เดือน     ชื่อตอนว่า “วิ่งพักตับ เข้าวัดฟังธรรม ส่งเสริมคุณภาพชีวิต เพื่อสิ่งแวดล้อม” ณ สำนักสงฆ์เขาพระพุทธบาท ต.ยางหัก อ.ปากท่อ จังหวัดราชบุรี หากท่านที่สนใจจะร่วมวิ่งให้กำลังใจ สามารถติดตามข้อมูลเพิ่มเติมที่  Facebook Page เครือข่ายงดเหล้า”

  • เครือข่ายงดเหล้า จ.ประจวบฯ ร่วมกับคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ทำ MOU ขับเคลื่อนงานบุญประเพณีวัฒนธรรมวิถีใหม่ปลอดเหล้าปลอดภัย

    เครือข่ายงดเหล้า จ.ประจวบฯ ร่วมกับคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ทำ MOU ขับเคลื่อนงานบุญประเพณีวัฒนธรรมวิถีใหม่ปลอดเหล้าปลอดภัย

    เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2566 เครือข่ายประชาคมงดเหล้าจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ภายใต้การสนับสนุนโดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จัดเวทีสื่อสารสาธารณะ เพื่อรายงานความก้าวหน้าในการดำเนินงานให้เป็นไปตามกฎหมายควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และลงนามบันทึกข้อตกลงรวามร่วมมือ (MOU) การขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะงานบุญประเพณี วัฒนธรรมวิถีใหม่ปลอดเหล้าจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ณ ศาลากลางจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ โดยมีนายกิตติพงศ์ สุขภาคกุล รองผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เป็นประธานพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ร่วมกับสำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้าภาคตะวันตก โดยมี น.ส.ธนพร บางบัวงาม ผู้ประสานงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า จ.ประจวบฯ กล่าวรายงาน และมีเภสัชกร สงกรานต์ ภาคโชคดี ผู้อำนวยการสำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า อาจารย์มานพ แย้มอุทัย ผู้ทรงคุณวุฒิสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ( สสส.) ร่วมเป็นพยาน และน.ส.อุบลวรรณ คงสว่าง ผู้ประสานงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้าภาคตะวันตก นายเรวัฒน์ สุขหอม รองนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด คณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จังหวัดประจวบฯ ตัวแทนชุมชนคนสู้เหล้าในแต่ละชุมชนทั้ง 8 อำเภอ ผู้แทนหน่วยงาน และส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม 

    โดยกระบวนการในช่วงแรกเริ่มต้นด้วยเวทีเสวนา “เหล้า บุหรี่ไฟฟ้า กัญชา ยาเสพติด เต็มพื้นที่ออนไลน์ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพร้อมรับมืออย่างไร” โดยมีผู้ร่วมเสวนา ได้แก่ นายเรวัฒน์ สุขหอม (รองนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดประจวบคีรีขันธ์) ได้แลกเปลี่ยนเรื่องของพิษจากสารต่างๆ เหล้า บุหรี่ไฟฟ้า กัญชา ยาเสพติด โดยในจังหวัดจะมีการจัดเวทีพูดคุยประเด็นเรื่องยาเสพติด เดือนละ 2 ครั้ง ในกลุ่มผู้เสพ ในกลุ่มผู้ดื่มผู้เสพ ปฏิบัติตามดื่มและเสพเป็นที่เป็นทางมากขึ้น ปัจจุบันเริ่มมีการขายสุราพื้นบ้านมากขึ้น สินค้าบางชนิดทำออกมาสวย น่าซื้อน่าลอง

    คุณสุวรรณกิต บุญแท้ (ผู้แทนจากสำนักงานเครือข่ายองค์รงดเหล้า) กล่าวสถาณการณ์เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ในพื้นที่ออนไลน์ภาพรวม จังหวัดประจวบคีรีขันธ์จุดเด่นคือพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว พัฒนาสินค้าเกษตร ประเด็นปัญหาของพื้นที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ คือด้านความสังคมและมั่นคง เรื่องของผู้สูงอายุ และสตรีที่ท้องไม่พร้อม ทางด้านเยาวชนก็มีการรณรงค์และป้องกันยาเสพติด ถ้าย้อนไปเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มีการดื่มมากขึ้นจนถึงกราฟปัจจุบันที่อยู่นิ่ง องค์การอนามัยโลก เห็นด้วยการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ อันดับการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ลดลงอยู่ที่อันดับ 55 ปัจจุบันองค์การอนามัยโลกระบุว่าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นสารอันตรายมีการเสียชีวิตจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มากที่สุด เครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นสารเสพติดที่มีผลกระทบต่อคนอื่นมากที่สุด องค์การอนามัยโลก กล่าวว่า ประเทศไทยเสียชีวิตจากอุบัติเหตุมากที่สุด การผลักดันสุราก้าวหน้า พรบ.สรรพสามิต การผลิต พรบ.เครื่องดื่มแอลกอฮอล์คือการขาย พรบ.จราจรทางบก คือ ผลกระทบ คราฟเบียร์ หรือการผลิตเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ปัจจุบันแค่มีวัตถุดิบครบก็สามารถผลิตได้

    นางมณฑา ขนเม่น (พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ) กล่าวถึงผลกระทบของ เหล้า บุหรี่ไฟฟ้า กัญชา ยาเสพติด ว่ากัญชาเสรีไม่มีอยู่จริง กัญชาที่สามารถนำมาใช้ได้คือ CBD สารกัญชาที่สามารถให้มอมเมาได้คือ THC เป็นปริมาณสูงในช่อดอกกัญชา เป็นสารที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท โดยก่อให้เกิดผลกระทบต่อร่างกาย กัญชากับผลกระทบต่อเด็กและเยาวชน คำสั่งคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ฉบับที่ 9/2558 ห้ามขาย นำเสนอเพื่อขาย ห้ามให้บริการ บารากู่ดั้งเดิม บารากู่ไฟฟ้า บุหรี่ไฟฟ้า พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2560 ว่าด้วยเรื่อง ห้ามนำบุหรี่ไฟฟ้าเข้า ความผิดเท่ากับลักลอบหนีพิธีการศุลกากร ห้ามพักสินค้าความผิดเท่ากับรับซื้อ/รับไว้ซึ่งสินค้าหนีพิธีการ กลุ่มบำบัดพบว่าอายุ 16 ปี ใช้สารเสพติดร่วมกัน เช่น กัญชา เหล้าขาว ยาม้า ฯลฯ

    ระหว่างเวทีเสวนาได้เกิดข้อแลกเปลี่ยนจากผู้เข้าร่วมรับฟัง ภก.สงกรานต์ ภาคโชคดี ผู้อำนวยการสำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เป็นพื้นที่ท่องเที่ยวที่สวยงาม เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไม่จำเป็นจะต้องนำมาเป็นจุดขายในการท่องเที่ยว สำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า ดำเนินงานมา 20 ปี ทำให้กราฟเครื่องดื่มแอลกอฮอล์คงที่ นโยบายสุราก้าวหน้าเกี่ยวข้องกับประชาชนไม่เกินร้อยละ 10 สุราเป็นผลกระทบต่อผู้อื่นมากกว่ากลุ่มอื่นๆ ไม่ได้คัดค้านการดื่มของประชาชน ที่น่าเป็นห่วงคือนักดื่มหน้าใหม่เป็นกลุ่มสตรีมากกว่ากลุ่มผู้ชาย จากการวิจัยปัญหาสุรา ผู้หญิงดื่ม 1 แก้ว สามารถเป็นมะเร็งเต้านมได้ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์มีผลการดื่มต่อสมอง และทำให้เยาวชนเสียโอกาส เสียอนาคต พิการได้ ตัวแทนชุมชนทุ่งทอง บ้านทับสะแก กล่าวว่า “ยาเสพติดเข้าถึงได้ง่ายกลับเยาวชนอายุ 12 ปีขึ้นไปรวมไปถึงบุหรี่ไฟฟ้า กว่าผู้ปกครองจะรับทราบเยาวชนก็ติดไปแล้ว สอบถามเยาวชนซื้อบุหรี่ไฟฟ้ามาจากร้านขายออนไลน์ ส่วนเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เราควรดัดไม้อ่อนในการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์”

    หลังจากจบเวทีเสวนาด้าน น.ส.ธนพร บางบัวงาม ได้กล่าวรายงานต่อรองผู้ว่าราชการจังหวัดประชวบคีรีขันธ์ว่า  “พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ.2551 เป็นกฎหมายที่ประชาชนมากกว่า 13 ล้านคนลงชื่อสนับสนุน เพื่อลดผลกระทบจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกมิติ ทั้งความรุนแรงในครอบครัว อุบัติเหตุ อาชญากรรม คุ้มครองสุขภาพประชาชน ป้องกันเด็กและเยาวชนไม่ให้เข้าถึงได้ง่าย จากข้อมูลสำนักงานสถิติแห่งชาติ ปี 2564 ที่สำรวจผู้อายุ 15 ขึ้นไปพบว่า ผู้ที่ไม่ดื่มแอลกอฮอล์เพิ่มจาก 38.68 ล้านคนในปี 2554 มาเป็น 41.04 ล้านคนในปี 2564 หรือมีนักดื่มลดลงประมาณ 2.3 ล้านคน เมื่อคำนวณปริมาณเอทานอลบริสุทธิ์ต่อหัวประชากรที่ดื่ม พบว่า อยู่ในระดับทรงตัว คือ 7.1 ลิตรต่อปี แต่เมื่อคำนวณต้นทุนที่สูญเสียจากปัญหาการดื่มในปี 2564 สูงกว่า 1.65 แสนล้านบาท อีกทั้งข้อมูลพบผู้ต้องขังอายุไม่เกิน 25 ปีสัดส่วนถึงร้อยละ 88% ดื่มสุราก่อนก่อเหตุ และผู้เสียชีวิตจากโรคตับสัมพันธ์กับการดื่มมีถึง 2.5 หมื่นคนต่อปี เครือข่ายองค์กรงดเหล้าจังหวัดประจวบฯ ขอบคุณสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด ที่ดำเนินการตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย ในการป้องกันนักดื่มหน้าใหม่ คุ้มครองสุขภาพประชาชนและลดผลกระทบทางสังคม อย่างไรก็ตามเนื่องจากกฎหมายใช้มานาน จึงสนับสนุนให้ปรับแก้ ยืดหลักการแก้ไขให้ดีและเข้มแข็งขึ้น โดยเฉพาะการแก้ไขมาตรา 32 ห้ามใช้ตราสัญลักษณ์ (โลโก้) เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไปโฆษณาสินค้าอื่น อาทิ น้ำดื่ม โชดา กำหนดหลักเกณฑ์ให้ชัดเจนกรณีมาตรา 29 ไม่ขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ให้คนเมาครองสติไม่ได้  ให้ผู้ขาย ผู้ให้บริการเป็นแนวปฏิบัติได้จริง รวมถึงสนับสนุนการดำเนินงานบำบัดฟื้นฟูผู้ติดสุราอย่างจริงจัง สร้างแรงจูงใจให้ผู้ติดสุราเข้าสู่การบำบัด ขณะเดียวกัน กลไกการทำงานที่เข้มแข็งของเครือข่ายทั้งจากภาครัฐ ภาคประชาสังคม เป็นส่วนสำคัญที่จะช่วยกันรณรงค์ป้องกันปัญหา ในส่วนของระดับจังหวัดจะประสานให้มีการทำงานที่เข้มแข็งมากยิ่งขึ้น 

    สำหรับการบันทึกข้อตกลง (MOU) ซึ่งจะเป็นกลไกความร่วมมือรูปแบบหนึ่งที่จะก่อให้เกิดประโยชน์แก่ทุกฝ่าย การจัดทำบันทึกข้อตกลงวันนี้ ประกอบด้วย 3 หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดังนี้ 1.คณะกรรมการควบคุมเครื่องแอลกอฮอล์จังหวัดประจวบฯ 2.สำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้าจังหวัดประจวบฯ และ 3.สำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้าภาคตะวันตก โดยมีสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ สสส. และพี่น้องเครือข่ายเป็นพยาน  โดยทั้งนี้การจัดทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือมีวัตถุประสงค์ ดังต่อไปนี้ เพื่อขับเคลื่อนกลไกการดำเนินงาน สร้างความเข้มแข็งภาคีเครือข่ายภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคมในการขับเคลื่อนการจัดการปัญหาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และลดปัจจัยเสี่ยงต่อสุขภาพระดับจังหวัด เพื่อสนับสนุน ส่งเสริม การดำเนินงานสถานศึกษา เครือข่ายเยาวชนให้มีความตระหนักเรื่องพิษภัยและป้องกันนักดื่ม นักสูบหน้าใหม่ และเพื่อสร้างวัฒนธรรมวิถีใหม่ ค่านิยมใหม่ในงานเทศกาล งานบุญประเพณี ปลอดบุหรี่และสุรา ลดแรงสนับสนุนการดื่ม เฝ้าระวังการกระทำผิดกฎหมายของธุรกิจแอลกอฮอล์ และบังคับใช้กฎหมาย 4) เพื่อสนับสนุน หนุนเสริมกระบวนการปัญหาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในพื้นที่ ป้องกันเมาแล้วขับ และลดความเสี่ยงการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน ลดปัจจัยเสี่ยงต่อสุขภาพ 

    ด้าน นายกิตติพงศ์ สุขภาคกุล รองผู้ว่าราชการจังหวัด กล่าวว่า “คณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จังหวัดประจวบฯ นอกจากการรณรงค์ประชาสัมพันธ์ การบังคับใช้กฎหมาย ยังได้ขับเคลื่อนนโยบายการลดการดื่มแอลกอฮอล์อย่างจริงจัง เพื่อสร้างสังคมปลอดภัยจากปัญหาการดื่มแอลกอฮอล์ เช่น ควบคุมและจำกัดการเข้าถึง ควบคุมพฤติกรรมการขับขี่หลังการดื่ม คัดกรองและบำบัดรักษาผู้มีปัญหาจากสุรา ควบคุมการโฆษณา ส่งเสริมการขาย การให้ทุนสนับสนุน และการดำเนินการผ่านระบบภาษี ตระหนักถึงผลกระทบจากการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ระดับสูงจะเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาได้ ทั้งนี้การปรับปรุงกฎหมาย ซึ่งขณะนี้อยู่ในขั้นตอนเตรียมแผนปฏิบัติการและกฎหมายในหลายๆ เรื่อง เช่น แผนปฏิบัติการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ระดับชาติระยะที่ 2 และ ร่าง พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพื่อเสนอให้คณะรัฐมนตรีอนุมัติและดำเนินการตามขั้นตอน และให้ความสำคัญกับนโยบายการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ผ่านนโยบายและมาตรการต่างๆ ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน

    การจัดงานในวันนี้นับว่าเป็นสิ่งที่ดีและสำคัญยิ่ง กับการพัฒนาการ ดำเนินงานร่วมกันตามแนวทางความร่วมมือ การสนับสนุนและอำนวยความสะดวกในการดำเนินงานดังต่อไปนี้ ร่วมรณรงค์และดำเนินการให้การจัดงานบุญประเพณีและเทศกาลต่างๆในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ปลอดเหล้าปลอดภัย เพื่อลดอุบัติเหตุความสูญเสีย ลดปัญหาทะเลาะวิวาท อาชญากรรม และความรุนแรงในครอบครัว อาทิ งานกาชาด งานบวช งานแต่ง งานสงกรานต์ งานลอยกระทง งานแข่งเรือ งานเทศกาลอาหาร งานศพ งานไทยทรงดำ งานเกษียณอายุ งานสวดมนต์ข้ามปี งานวันกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน งานเสี้ยงอาสาสมัครในหมู่บ้าน  และไม่ส่งเสริมหรือสนับสนุนให้มีการโฆษณา ประชาสัมพันธ์กิจกรรมส่งเสริมการตลาดของธุรกิจแอลกอฮอล์ในรูปแบบต่างๆ ทั้งในหน่วยงานภาครัฐ สถาบันการศึกษา และชุมชน  อีกทั้งร่วมกันส่งเสริมกิจกรรมที่แสดงถึงคุณค่าทางประเพณีวัฒนธรรมและมีความรับผิดชอบต่อสังคม และเป็นแบบอย่างที่ดีแก่เด็กเยาวชนและครอบครัว  นอกจากนี้ยังรณรงค์ชุมชนสู้เหล้า และงดเหล้าเข้าพรรษา ให้ชุมชนเป็นผู้ขับเคลื่อน ชวนช่วยเชียร์ ลด ละ เลิก และควบคุมบังคับใช้กฎหมาย กฎกติกาชุมชน ลดความรุนแรง ลดอุบัติเหตุ ลดการเจ็บป่วย และส่งเสริมครอบครัวให้เข้มแข็ง มีความสุข

    การสนับสนุนและส่งเสริมคุณภาพชีวิต การสร้างงาน อาชีพ และรายได้ รวมถึง การฟื้นฟูเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์  สถานศึกษาจัดการ การศึกษา ให้ตระหนัก สร้างภูมิคุ้มกันร่วมกันส่งเสริม สนับสนุน การเปิดพื้นที่และกิจกรรมสร้างสรรค์ (ศิลปะ ดนตรี กีฬา วัฒนธรรม ชุมชนร่วมสมัย) สร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเติบโตของเด็กเยาวชน ให้ห่างไกลจากปัจจัยเสี่ยงต่างๆ เป็นพลเมืองที่มีคุณภาพในอนาคต”

  • นายอำเภอปากท่อ  เยาวชนนักรณรงค์ เครือข่ายงดเหล้า ภาคตะวันตก และสสส. จัดวาเลนไทน์ยิ่งใหญ่ คนเพียบ

    นายอำเภอปากท่อ เยาวชนนักรณรงค์ เครือข่ายงดเหล้า ภาคตะวันตก และสสส. จัดวาเลนไทน์ยิ่งใหญ่ คนเพียบ

    เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2565 นายสุทธิพงษ์ พุทธจันทรา นายอำเภอปากท่อ พร้อมด้วย เครือข่ายเยาวชน เครือข่ายองค์กรงดเหล้า ภาคตะวันตก และชุมชนบ้านตากแดด ได้จัดกิจกรรม “มหัศจรรย์แห่งรัก วิถีกะเหรี่ยงปากท่อ-ยางหัก หอมกลิ่นไอรัก สุขหวานซึ้ง” ขึ้นที่ชุมชนบ้านตากแดด ต.ยางหัก อ.ปากท่อ จ.ราชบุรี ภายใต้สโลแกน “ส่งรักให้พักเหล้า” โดยการจัดงานครั้งนี้เป็นการทำงานร่วมกันระหว่างเครือข่ายองค์กรงดเหล้า และอำเภอปากท่อ ที่มีแนวคิดในการจัดงานบูรณาการร่วมกับหน่วยงานในการมีภาคีความร่วมมือในหลายภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ บ้าน วัด โรงเรียน และภาคประชาสังคม

    กระบวนการเริ่มขึ้นตั้งแต่ในช่วงเช้า โดยการรวมตัวกันบริเวณวัดยางคู่ แห่ขบวนห่มผ้าองค์พระคู่ “คู่กันแล้วไม่แคล้วกัน รักกันตลอดไป” พร้อมให้อาหารปลา สาเหตุที่ต้องมาห่มผ้าพระที่นี่ เพราะชื่อวัดยางคู่ มีความหมายที่ดี และในการห่มผ้าพระคู่ ชาวบ้านในชุมชนมีความเชื่อว่าหากคู่แต่งงานมีโอกาสมากราบสักการะจะเป็นสิริมงคลต่อชีวิตคู่

    หลังจากนั้นได้เดินทางมาที่วัดไทรงาม เพื่อทำพิธีแห่ห่มผ้าเจดีย์ 9 ทิศ โดยเชื่อว่าเป็นรักบูชาธรรมทุกทิศมงคลศักดิ์สิทธิ์ การปิดทองพระเกจิ ทุกสาย เพื่อความสุขมงคลคุ้มครองทุกแห่ง การดูแลป่า บวชต้นไม้ ใส่ปุ๋ยใบไม้มงคล จะมีรักที่อบอุ่นร่มเย็นธรรมชาติ ความเชื่อเรื่องวิถีกะเหรี่ยงรื้อบ้านเข้าหอ เชื่อว่ารักแท้เอาชนะอุปสรรค์ทุกสิ่ง วิถีกะเหรี่ยงเก็บน้ำผึ้ง เลี้ยงผึ้ง บ่งบอกถึงความรักหวานในทุกๆ วัน การคั่วกาแฟ ชงกาแฟชั้นยอด โรบัสต้าตะนาวศรีราชบุรี เพื่อให้ความรักมีเข้มไม่จืดจาง หอมซึ้ง การข้าวห่อกะเหรี่ยงผสมน้ำผึ้ง จะมีรักที่สุกสดใส หวานอบอวนใจ การลอดซุ้มกระบี่กระเหรี่ยง จะทำให้ความรักรักคุ้มครองคู่รัก การเจริญพระพุทธมนต์ เพื่อให้รักรุ่งเรืองตลอดไป ต่อด้วยการจดทะเบียน เพื่อประกาศรักแท้ การรับประทานอาหารมงคล สมรสสมรัก เพื่อให้รักอุดมสมบูรณ์พูลสุขตลอดกาล การโยนช่อดอกไม้ ส่งความรักความสุขทั้งอำเภอ

    คู่รักแจ้งความประสงค์จดทะเบียนสมรส จำนวน 5 คู่
    1. นายสหพันธ์ รวยรุ่ง และ น.ส.ศุภารนันท์ ยอดมี
    2. นายบุญเจือ แสงจันทร์ และ น.ส.สง่า สาลีผล
    3. นายจำเนียร สาตสาย และ น.ส.สุดารัตน์ กุมกร
    4. นายบุญเลี่ยม บุญทศ และ น.ส.น้ำฝน แย้มเกษร
    5. นายบุญมา พานดี และ น.ส.จำเนียร นะสีโต

    คู่รักแท้ที่ครองรักกันมาเกิดนกว่า 15 ปี จำนวน 10 คู่ ได้แก่
    1. นายกฤษฎา แสงจันทร์ และ นางเอื้อง แสงจันทร์ (44 ปี)
    2. นายทวีทรัพย์ เทพลิบ และ นางศิริมา แจ้งกระจ่าง (10 ปี)
    3. นายยัง เจียมโพธิ์ และ นางจำรัส ฟ้าคนอง (26 ปี)
    4. นายชุมพล สันตานนท์ และ นางจันทร์เพ็ญ บุญช่วย (28 ปี)
    5. นายจอม เพลงวงค์ และ นางธิติภร เพลงวงค์ ( 36 ปี)
    6. นายกาฝาก บุญเปรื่อง และ นางบานเย็น บุญเปรื่อง ( 37 ปี)
    7. นายเฉลียว เนียมทับทิม และ นางพิมพ์ เนียมทับทิม (49 ปี)
    8. นายประเสริฐ วงษ์ชอุ่ม และ นางสมจิตร วงษ์ชอุ่ม ( 44 ปี )
    9. นายโชติ คุ้มครอง และ น.ส.โสภา คงพวก (23 ปี)
    10. นายสำรวย ขันแก้ว และ นางกิตติยา ขันแก้ว

    ทางด้านของเด็กเยาวชนนักกรณรงค์ที่เข้ามาร่วมงาน มีการแสดงการเล่นดนตรี ในการขับกล่อมผู้ที่มาร่วมงาน โดยเยาวชนดังกล่าวมาจากฐานเยาวชนที่ขับเคลื่อนงานรณรงค์ในระดับพื้นที่ และมีความสามารถในการเล่นดนตรี ซึ่งในครั้งนี้ เยาวชนได้มาเล่นเพลงรัก เพื่อเป็นการสร้างบรรยากาศในการทำให้งานมีความรื่นเริงมากขึ้น เยาวชนบางส่วนที่เป็นเยาวชนที่มาจากสถานศึกษา ต่างก็มาช่วยรณรงค์ในการแสดงสัญญาลักษณ์เกี่ยวกับเรื่องของแคมเปญ “สื่อรักให้พักเหล้า” และ ” 15 ปี พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์”

    ซึ่งวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ปีนี้ เป็นปีที่ 15 ในการมีกฏหมาย พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลฮอล์ ซึ่งผลักดันโดยภาคประชาสังคม ขบวนการรณรงค์งดเหล้าก่อตัวและเคลื่อนไหวทางสังคมอย่างชัดเจน ในช่วงปี 2546 ยุทธศาสตร์หนึ่งที่สำคัญคือการรณรงค์ เคลื่อนไหวทางสังคมเพื่อผลักดันกฎหมายควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ช่วงปลายปี 2549 รัฐบาลในสมัยนั้นมีการเสนอร่างพระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เข้าสู่สภานิติบัญญัติ จากนั้นภาคประชาสังคมได้เข้าร่วมผลักดันกฎหมาย โดยกิจกรรมสำคัญคือการรวบรวมรายชื่อผู้สนับสนุน ร่างกฎหมายฉบับนี้ ซึ่งมีผู้ร่วมลงชื่อมากกว่า 13 ล้านรายชื่อ มีกิจกรรมรณรงค์ จากภาคประชาสังคมเกือบทุกสัปดาห์ตลอดปี 2550 จนนำมาสู่การลงมติเห็นชอบของสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติและมีผลบังคับใช้ในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2551 โดยมีเหตุผลในการประกาศใช้ว่า

    “โดยที่เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้ก่อให้เกิดปัญหาด้านสุขภาพ ครอบครัว อุบัติเหตุ และอาชญากรรม ซึ่งมีผลกระทบต่อสังคมและเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ สมควรให้กำหนดมาตรการต่างๆ ในการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ รวมทั้งการบำบัดรักษาหรือฟื้นฟูสภาพผู้ติดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพื่อช่วยลดปัญหาและผลกระทบทั้งด้านสังคมและเศรษฐกิจ ช่วยสร้างเสริมสุขภาพของประชาชน โดยให้ตระหนักถึงพิษภัยของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ตลอดจนช่วยป้องกันเด็กและเยาวชน มิให้เข้าถึงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้โดยง่าย”

    ตลอด 15 ปีที่ผ่านมา ภาคประชาสังคมทั่วประเทศร่วมรณรงค์ เฝ้าระวัง ติดตาม และผลักดันให้มีการปฏิบัติตามกฎหมาย จนมีผู้กล่าวว่า เป็น พ.ร.บ.ที่มีการบังคับใช้มากที่สุด โดยผู้ประกอบการทั้ง ห้างสรรพสินค้า ร้านสะดวกซื้อ สถานบันเทิง และร้านอาหารส่วนใหญ่ร่วมปฏิบัติตามกฏหมาย อีกทั้ง ทำให้สถานที่ห้ามดื่มห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ตามที่บัญญัติไว้ เป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับเด็ก เยาวชน และครอบครัว รวมถึงทำให้เกิดคณะกรรมการในระดับต่างๆ ที่เป็นกลไกของรัฐในการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นทางการ ซึ่งช่วยชะลออัตราการบริโภค ช่วยลดปัญหาและผลกระทบในด้านต่างๆ ที่สำคัญที่สุด ช่วยป้องกันไม่ให้เด็กและเยาวชนเข้าถึงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้ในระดับหนึ่ง

    อย่างไรก็ตามธุรกิจแอลกอฮอล์มีความพยายามที่่จะหลบเลี่ยงกฏหมาย โดยเฉพาะการห้ามโฆษณา และพยายามที่จะแก้ไขให้กฏหมายมีมาตรการที่อ่อนลง ที่น่ากังวลที่สุด คือในโอกาสที่ พ.ร.บ. ฉบับนี้ ครบรอบ 15 ปี ในปี 2566 เป็นช่วงเวลาเดียวกันที่จะมีการเลือกตั้ง ซึ่งนักการเมืองจำนวนหนึ่งเห็นด้วยกับการแก้ไขกฏหมายให้อ่อนลง และชูเป็นนโยบายในการหาเสียง เพื่อเรียกคะแนนนิยมจากผู้ประกอบการ ดังนั้นภาคประชาสังคม ซึ่งเป็นเจ้าของ พ.ร.บ.ฉบับนี้มาตั้งแต่ต้น จึงร่วมกันรณรงค์เพื่อยืนยันว่า กฎหมายฉบับนี้มีคุณูปการต่อการสร้างสุขภาวะของสังคมไทย และร่วมกันเรียกร้องให้นักการเมืองและผู้มีอำนาจทางนโยบาย ไม่ให้มีการแก้กฏหมายให้ต่ำกว่ามาตรการที่เป็นอยู่ ในทางกลับกันควรปรับปรุงให้มีคุณภาพมากขึ้น เพื่อสร้างสังคมสุขภาวะที่พัฒนาอย่างสมดุลในทุกมิติ และส่งต่อให้คนรุ่นต่อไป

    การจัดงานครั้งนี้ นอกจากได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ชุมชนเองยังสนับสนุนกิจกรรมด้วยการนำอาหารและของที่ต้องใช้ในงานมาร่วมกัน จึงทำให้เกิดการบูารณาการดังนี้

    เครื่องขันหมาก ได้แก่

    1.ต้นกล้วย (ตำบลทุ่งหลวง)
    2.ต้นอ้อย (ตำบลทุ่งหลวง)
    3.น้ำหวาน (ตำบลทุ่งหลวง)
    4.หัวหมู (ตำบลวังมะนาว)
    5.ไก่ต้ม (ตำบลป่าไก่)
    6.ห่อหมก (ตำบลวัดยางงาม)
    7.ผัดหมี่ (ตำบลปากท่อ)
    8.ขนมจีน (ตำบลห้วยยางโทน)
    9.ส้ม (ตำบลวังมะนาว)
    10.กล้วยหวี (ตำบลยางหัก)
    11.มะพร้าว (ตำบลวันดาว)
    12.ทองหยิบ ทองหยอด ฝอยทอง(ตำบลดอนทราย)
    13.กาละเม – ข้าวเหนียวแดง(ตำบลบ่อกระดาน)
    14.ขนมเปี้ยะ (ตำบลวันดาว)
    15.ข้าวต้มมัด (ตำบลหนองกระทุ่ม)
    16.ขนมจันอับ (ตำบลทุ่งหลวง)
    17.ขนมปลา (ตำบลอ่างหิน)
    18.ข้าวห่อ (ตำบลยางหัก)
    19.กาแฟ/น้ำลำใย (ตำบลยางหัก)
    20.ขบวนรำ (ตำบลห้วยยางโทน)
    21.ขบวนกลองยาว (หมู่ที่ 15 ทุ่งหลวง)

    จึงนับได้ว่าเป็นงานระดับอำเภอที่มีการบูรณาการที่เข้มแข็งของชุมชน สร้างความสัมพันธ์ในชุมชนได้อย่างเหนียวแน่นเลยทีเดียว สำหรับการัขับเคลื่อนงานวันวาเลนไทน์แล้ว อำเภอปากท่อยังมีแหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจอีกมากมาย และที่ได้รับความโดยเด่นคือแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมของอ.ปากท่อ ที่มีความโดยเด่นในเรื่องของวิถีการดำเนินชีวิต อาชีพ และความโด่ดเด่นเรื่องของการแต่งกายวัฒนธรรม

  • ชาติพันธุ์กระเหรี่ยง คาดหวังถ่ายทอดพิธีบุญข้าวใหม่ ให้รุ่นหลังรับช่วง

    ชาติพันธุ์กระเหรี่ยง คาดหวังถ่ายทอดพิธีบุญข้าวใหม่ ให้รุ่นหลังรับช่วง

    วันนี้จะพาทุกคนมาเที่ยวชมวิถีชีวิตวัฒนธรรมชาวไทยเชื้อสายกระเหรี่ยง ในฤดูกาลเกี่ยวข้าวหมุนเวียน รอวันกินข้าวใหม่ เป็นประเพณีที่สืบทอดมาแต่สมัยโบราณนานนับร้อยปี ให้ลูกหลานได้รู้จักวิถีชีวิตดั้งเดิมหาชมได้ยาก ไปเที่ยวชมวิถีชีวิตดั้งเดิมของชาวไทยเชื้อสายกะเหรี่ยงบางกะม่าร่วมกับผู้ใหญ่บ้าน และชุมชนร่วมกันจัดขึ้น เพื่อเป็นการฟื้นฟูวิถีชีวิตแบบดั้งเดิมของชุมชนชาวไทยเชื้อสายกะเหรี่ยงให้คงอยู่ เมื่อถึงช่วงหน้าเกี่ยวข้าวจะมีการจัดเตรียมอุปกรณ์ และเครื่องสักการะบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เพื่อความเป็นสิริมงคล มีผู้นำหมู่บ้านพร้อมชาวบ้านจะแต่งกายด้วยเสื้อผ้าทอมือเป็นชุดประจำพื้นถิ่นของชนชาติกะเหรี่ยง ซึ่งถือเป็นเอกลักษณ์ของชุมชนชาวกะเหรี่ยงที่นำอุปกรณ์การเก็บเกี่ยวข้าวเปลือกที่เรียกว่า “ปา” ใช้สำหรับเก็บข้าวฟ่อน และ “ ไน” ใช้สำหรับใส่ข้าวเปลือก และ “โงใหญ่” เป็นอุปกรณ์ใส่ข้าวฟ่อนเพื่อใช้แบกข้าวฟ่อนขึ้นบนห้างสูง ที่ทำไว้สำหรับใช้นวดข้าวให้หล่นตกมาด้านล่าง เมื่อนวดข้าวเหลือแต่เม็ดแล้วก็จะนำไปใส่แบบข้าวแบ่งกันกลับไป เป็นข้าวสายพันธุ์ที่ไม่ต้องซื้อกินลักษณะคล้ายตะกร้าทรงสูงเป็นอุปกรณ์ที่จักสานมาจากไม้ไผ่ละเอียดโดยจะมีการนำเชือกร้อยใส่ที่กลางตะกร้า เพื่อนำขึ้นคล้องใส่ไว้บนศีรษะ เตรียมนำไปใส่ฟ่อนข้าวที่เก็บเกี่ยวอยู่ไร่ปลูกข้าว เพื่อเอามานวด

    การจัดกิจกรรมว่า เป็นประเพณีที่สืบทอดต่อกันมานับร้อยปีมาแล้ว ซึ่งชาวกะเหรี่ยงเชื่อว่า พระแม่โพสพจะอยู่บนสวรรค์ จะมีกระเช้าจะเปรียบเสมือนกระเป๋าเงินกระเป๋าทองที่พระแม่โพสพให้มาจะมีเมล็ดข้าวเมล็ดงา ดอกไม้ต่างๆ เสร็จแล้วพระแม่โพสพก็จะให้โอวาทกับกลุ่มชาติพันธุ์จากนั้นจึงกลับขึ้นสวรรค์โดยกระเป๋าที่ทิ้งให้แก่กลุ่มชาติพันธุ์สืบต่อมานั้นเป็นสายใยรักของท่านอย่าไปทิ้ง ขอให้สืบทอดต่อไปนอกจากนี้ด้านในกระเป๋ายังมีกล้วย ข้าวห่อ หมากพลู เคียวเกี่ยวข้าว พร้อมกับอ้อยอีก 1 ลำ พอเกี่ยวข้าวแม่โพสพใหญ่แล้วก็จะนำมาเก็บไว้ในฉาง เป็นประเพณีสืบทอดกันมายาวนาน 200 – 300 ปีแล้ว ตั้งแต่ชาติพันธุ์กะเหรี่ยงเกิดขึ้นมาทั่วประเทศไทย ส่วนพื้นที่การปลูกก็จะขึ้นอยู่กับสภาพแต่ละพื้นที่ เช่น เชิงเขาสูง ที่ราบ ช่วงฤดูการเตรียมหาพื้นที่ปลูกตั้งแต่เดือนมกราคม ซึ่งอาจจะปลูกช่วงเดือนสิงหาคม จะต้องมีอุปกรณ์ตามที่แม่โพสพบอกไว้ วิธีการปลูกนั้นเป็นลักษณะแบบหมุนเวียน ใช้ไม้แทงหยอดลงดินตามหลุมโดยพันธุ์ข้าวมี 2 สายพันธุ์คือ พันธุ์อั้งเจิง และพันธุ์ว่องลาย หลังจากเกี่ยวข้าวเสร็จก็จะนำข้าวฟ่อนขนขึ้นไปบนห้างเรียงเก็บไว้เป็นแถว เมื่อถึงเวลานัดหมายก็จะช่วยกันนวด ช่วยกันฟาด เพื่อให้เมล็ดข้าวได้หล่นลงตามล่องไม่ไผ่มาด้านล่าง ที่มีฝืนรำแพนใหญ่ที่สานจากไม้ไผ่ปูรองไว้ คนที่อยู่ด้านล่างก็จะใช้พัดโบกเพื่อให้ข้าวเปลือกที่เป็นเม็ดลีบปลิวออกจากกอง จากนั้นจึงขนนำไปใส่กระล่อมข้าว เพื่อเตรียมจัดพิธีกินข้าวใหม่อีกครั้งในเดือนมกราคม เป็นการเสร็จพิธีของชาติพันธุ์ โดยเป็นการปลูกข้าวแบบหมุนเวียนจัดแบ่งพื้นที่ในการปลูกแต่ละครั้ง 

    สำหรับพื้นที่การนวดข้าวจะทำห้างลักษณะสูง มีบันไดไม้สูง เวลานำฟ่อนข้าวขึ้นไปด้านบนแล้วนวดฟาดลงมาจะมีเมล็ดข้าวแกร่งร่วงตกหล่นลงมาลงด้านล่างมีน้ำหนัก ส่วนเมล็ดข้าวที่มีลักษณะลีบก็จะปลิวไปตามแรงโน้มถ่วง และจะใช้แรงงานคนพัดวีเพื่อให้เมล็ดข้าวที่ลีบปลิวออกไปก็จะได้แต่เมล็ดข้าวที่สมบูรณ์เมื่อนำไปหุงจะเป็นข้าวใหม่ที่มีกลิ่นหอม เหนียว นุ่ม คล้ายข้าวหอมมะลิ และยังเป็นข้าวอินทรีย์ที่ไม่ใช้สารเคมีด้วย สำหรับชาวไทยเชื้อสายกะเหรี่ยงบ้านหินสี ตำบลยางหัก หลังจากเสร็จสิ้นฤดูเกี่ยวข้าวแล้ว ก็จะตากข้าวไว้ให้แห้ง จากนั้นก็จะกำหนดวันรวมกลุ่มนัดหมาย เพื่อจัดพิธีกินข้าวใหม่กันอีกครั้งในช่วงเดือนถัดจากนี้ไป

    เมื่อวันที่ 24-25 ธันวาคม ที่ผ่านมา ชุมชนกะเหรี่ยงบ้านบางกะม่า ได้จัดพิธี “งานบุญข้าวใหม่”ขึ้นบริเวณลานกิจกรรมของหมู่บ้าน ซึ่งเป็นการจัดโดยชุมชนบ่งกะม่า และภาคึเครือข่ายที่ร่วมเป็นผู้สนับสนุนการสร้างพื้นที่ของวัฒนธรรมสร้างสุข สำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า ภาคตะวันตก สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ศูนย์พัฒนาพื้นที่สูงจังหวัดราชบุรี สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดราชบุรี มหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง 

    โดยงานบุญข้าวใหม่เป็นความเชื่อเกี่ยวกับพระเม่โพสพของชาวกะเหรี่ยง เริ่มมีการเพาะปลูก หรือเรียกภาษากะเหรี่ยงว่า “ชีบ่งบึ้ง” ซึ่งพิธีนี้ถูกทำขึ้นตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษ ซึ่งไม่สามารถคาดเดาได้ว่าทำมาตั้งแต่เมื่อไร แต่พิธีดังกล่าวมีพีธีกรรมได้แก่ การปลูกข้าวครูไว้จำนวน 9 กอง ก่อนที่จะปลูกข้าวครู ก็จะทำพิธีอันเชิญพระแม่โพสพมาจากสวรรค์ แล้วจึงปลูกข้าว นี่คือขวัญข้าวแม่ข้าวที่เป็นตัวแทนของข้าวในไร่เป็นครูของข้าวทั้งหมด ซึ่งแม่พระแม่โพสภจะมาอยู่ตรงนี้ จะมีการจุดเทียนแล้วนำเมล็ดข้าวแม่โพสพ แม่ธรณี แม่คงคา มาห่อรวมกัน เมื่อถึงเวลาพระแม่โพสพมาแล้ว ช่วงที่เราปลูกข้าวจนถึงฤดูการเก็บเกี่ยว นำข้าวขึ้นลานแล้วจะนำข้าวใหม่ก็จะมีการขอบคุณพระแม่โพสภด้วยการเลี้ยงพระแม่โพสภโดยอาหารที่นำมาเลี้ยงประกอบไปด้วย แกงหอย แกงเผือก แกงมัน จะต้องมีเถาวัลย์ที่เรียกว่า “ชั่งไก่ดุ๊”มาผูกไว้ แล้วจะมีการนำเครื่องมือในการทำเกษตรและเครืองครัวที่ให้ในการหุงหาอาหารมาร่วมอยู่มในพิธีกรรมขอบคุณพระแม่โพสพด้วย และเมื่อทำพิธีเลี้ยงพระแม่โพสพเสร็จสิ้น ก็จะทำการอันเชิญท่านกลับสวรรค์ ซึ่งจะทำการอันเชิญอีกครั้งเมื่อถึงฤดูการเพราะปลูกครั้งต่อไป 

    ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นความเชื่อของชุมชนกะเหรี่ยง ที่ทำกันมาอย่างยาวนาน เมื่ออดีตกาลพิธีดังกล่าวถูกทำในเฉพาะครัวเรือน แต่เมื่อยุดสมัยเปลี่ยนไป มีการปลูกข้าวน้อยลง มีปัญหาเรื่องที่ทำกินที่ทางราชกาลป่าไม้ไม่ให้มีการทำไร่หมุนเวียน ถูกจำกัดสิทธิ์ ทำให้การปลูกข้าวน้อยลง ทำให้มีการปรับเปลี่ยนรูปแบบ คือการรวมทำพร้อมกันทั้งชุมชนเพื่อทำพิธีเดียวกัน เมื่อทำพร้อมกันทำให้เกิดพลังขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง จึงทำให้เป็นจุดสนใจในส่วนของนักท่องเที่ยว มีคนเข้ามาร่วมมากขึ้น มีเครือข่ายมากขึ้น ตรงนี้ส่งผลดีเรื่องการสืบสานต่อคนรุ่นหลัง 

    สาเหตุที่ต้องทำพิธีการการได้ขอบคุณธรรมขาติ ถ้าเรามีความเชื่อและมีความศรัทธากับธรรมชาติจึงทำให้เกิดความผูกพันธ์กับธรรมชาติมากขึ้น เรามีความเชื่อในเรื่องพิธีกินข้าวใหม่ เราจะต้องแบ่งข้าวไว้7 กอง กองที่ 1 ให้สัตว์ต่างๆได้กิน กองที่ 2 ให้พระหรือนักบวช กองที่ 3 ให้พ่อแม่ปู่ย่าตายาย กองที่ 4 ให้หญิงหม้าย เด็กกำพร้า กองที่ 5 ให้ญาติพี่น้องที่มาช่วยเก็บเกี่ยว กองที่ 6 เก็บไว้กินเอง กองที่ 7 เก็บไว้เป็นเมล็ดพันธ์ นอกจากนั้นวิถีของชาวกะเหรี่ยง เมื่อมีเมล็ดพันธ์ข้าวเราจะนำมาแลกเปลี่ยนกันในชุมชนและสุดท้ายคนเราไม่สามารถดยู่คนเดียวได้ เราก็จะเอื้อกัน ใครแข็งแรงก็ช่วยคนที่อ่อนแอ  คนไหนที่มีมากก็แบ่งปันคนอื่นถ้าสังคมรู้จักการแบ่งปัน สังคมก็จะสงบสุข ส่วนเรื่องของการท่องเที่ยวก็ก็อยากให้มาเรียนรู้ร่วมกันว่าประเพณีวัฒนธรรมของแต่ละพื้นที่อาจจะมีความแตกต่างกัน แล้วถ้าตรงไหนมันดีมีคุณค่าเราก็ช่วยกันส่งเสริม สิ่งสำคัญคือถ้าประเพณีเรายังอยู่ ถ้าเราไม่อายในเรื่องของชาติพันธุ์และเห็นคุณค่าจะเป็นความเข้มแข็งในชุมชน ในส่วนของการท่องเที่ยวบางกะม่า เส้นทางการเดินทางมีความลำบากการที่จะขึ้นมาได้นั้นต้องใช้ความอดทน ไม่มีไฟฟ้าให้ใช้ นักท่องเที่ยวที่มานั้นจะเป็นกลุ่มคนที่รักและอนุรักษ์ธรรมชาติ และในทุกๆปีจะมีนักท่องเที่ยวเพิ่มมกขึ้นเรื่อยๆ ทั้งคนเก่าและคนใหม่ ดังนั้นเราจึงต้องมีการส่งเสริมอาชีพของชุมชนเพื่อให้ชุมชนมีรายได้ ถ้าเขามีรายได้เค้าก็จะรักษาประเพณีที่ดีงามนี้ไว้ และลูกหลานรุ่นใหม่ก็จะสานต่อประเพณีวัฒนธรรมรุ่นต่อรุ่นไป บางกะม่าเป็นสถานที่ท่องเที่ยวใหม่ ทีมีลักษณะเป็นธรรมชาติเชิงนิเวศจะมีความสุขการ สุขใจ มีอากาศที่ดีการต้อนรับที่ดีของชาวบ้านก็จะทำให้นักท้องเที่ยวได้มีความสุขด้วยเช่นกัน

    ต้องบอกว่าประเพณีวัฒนธรรม “กินข้าวใหม่”ของชุมชนชาติพันธุ์ไทยเชื้อสายกะเหรี่ยง มีความน่าสนใจและโดดเด่นด้านคุณค่าเชิงวัฒนธรรมอย่างมากเลยทีเดียว สิ่งที่น่าสนใจคือ การจัดงานดั้งเดิมแบบวิถีใหม่ ไม่มีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในงานบุญ สำหรับนักท่องเที่ยวที่สนใจในรากเหง้าของความเป็นชุมชนกะเหรี่ยงวิถีความเป็นอยู่ วิถีชีวิต สามารถมาที่หมู่บ้านบางกะม่า ต.บ้านบึง อ.บ้านคา จ.ราชบุรี ได้เลยครับ ผู้นำชุมชนพร้อมด้วยชาวบ้านพร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวอย่างเต็มใจอย่างแน่นอน

  • ชาวสมุทรสงครามยังคงการรักษาค่านิยมการจัดงาน “ปลอดเหล้า” ร่วมกับเครือข่ายองค์กรงดเหล้า และ สสส.

    ชาวสมุทรสงครามยังคงการรักษาค่านิยมการจัดงาน “ปลอดเหล้า” ร่วมกับเครือข่ายองค์กรงดเหล้า และ สสส.

    สมุทรสงครามเมืองเล็กๆ ที่มีแม่น้ำแม่กลองไหลผ่านมาบรรจบกับปากอ่าวก.ไก่ ก่อให้เกิดความอุดมสมบูรณ์ด้านอาหารที่มาจากท้องทะเล ปลาทู อาหารทะเลที่คนสมุทรสงคราม ใส่ใจในการคัดเลือกและแปรรูปจนมาถึงแม่ครัวที่ใส่ใจ และใช้ความรักในการปรุงจนเกิดเป็นอาหารชั้นเลิศทรงคุณค่ามากมายทั้งหมดนี้ ชาวสมุทรสงครามทราบดี 

    ในโอกาสที่จังหวัดสมุทรสงครามจะเปิดเมือง สิ่งดีๆเหล่านี้จึงควรถูกนำมาเสนอ เพื่อต้อนรับผู้มาเยือนจังหวัดสมุทรสงคราม ร่วมกับหอการค้าจังหวัดสมุทรสงคราม จึงได้จัดเทศกาลกินปลาทูครั้งที่ 24 ขึ้น โดยใช้ชื่อตอนว่า “จานนี้มีรัก” ในระหว่างวันที่ 9-18 ธันวาคม 2565 เพื่อเป็นการนำเสนออาหารคาว หวานจากปลาทูให้กับผู้มาเที่ยวชม โดยครั้งนี้จะนำเสนออาหารแบบทูโทน คือ 2 แนว แนวแรกคืออาหารคลาสสิคแบบดั้งเดิม  ส่วนแนวที่ 2 คืออาหารแนวฟิวชั่น เป็นการนำเสนออาหารจาก create ของเหล่าเชฟชุมชน พี่เอาปลาทูมาปรุงแต่งในแนวทันสมัย ก่อให้เกิดอาหารที่ไม่เคยมีมาก่อนเพื่อตอบสนองต่อรสนิยมของคนรุ่นใหม่ที่ชอบอาหารแปลกและอร่อย แต่ทางนี้ขอให้ทุกท่านมั่นใจได้ว่า ทุกจานของอาหารที่ท่านจะได้ลิ้มลองในงานนี้ ผู้จัดและแม่ครัวได้ใส่ความตั้งใจและความรักลงไปในอาหารทุกจานทุกเมนู เราเชื่อว่าเมื่อทุกท่านได้มาเที่ยวชมงานนี้จะได้ลิ้มรสอาหาร คาว หวาน  ที่หลากหลายในงานครั้งนี้และได้รับชมการนำเสนอเรื่องราวของชาวบ้านเมืองเราที่นำมาใส่ในงานแล้วท่านจะประทับใจ และรักสมุทรสงครามเมืองเล็กๆ ที่มีเสน่ห์เมืองนี้แน่นอน

    เมื่อปลาทูคลาสสิคปะทะปลาทูฟิวชั่น

    “อาหารก็เหมือนสิ่งมีชีวิตดังนั้นจึงต้องเต็มไปด้วยพลังและความคิดสร้างสรรค์ซึ่งปรับเปลี่ยนไปตามการสมัย” ดร.ยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้อำนวยการสถาบันอาหาร (National Food Institute) กล่าว

    ปลาทูคลาสสิค : เป็นเมนูปลาทูดั้งเดิมที่เรานำเสนอมาทุกปีคือการนำเอาวัตถุดิบที่มีคุณค่าชั้นเลิศคือปลาทูมาปรุงกับเครื่องปรุงของไทยที่มีคุณลักษณะที่เฉพาะตัวเช่น กะทิ พริก ขิง ข่าตะไคร้ ใบมะกรูด ฯลฯ ด้วยกรรมวิธีของแม่ครัวโบราณก่อให้เกิดอาหารหลากหลายเมนูที่เลิศรสทรงคุณค่าทางโภชนาเช่น ปลาทูต้มมะดัน ปลาทูตาเตี๊ยะ ปลาทูฉู่ฉี่ ทอดมันปลาทู ปลาทูต้มหวาน ตับปลาทูผัดขิง ฯลฯ

    ปลาทูฟิวชั่น : เป็นเมนูปลาทูที่เรานำเสนอขึ้นมาในครั้งนี้ด้วยนะเอาแนวคิดที่ว่าอาหารฟิวชั่น (Fusion food) คือการนำวัตถุดิบของอาหารมากกว่า 2 วัฒนธรรมขึ้นไปมารวมกัน และเกิดเป็นอาหารรูปแบบใหม่ในโลกยุคนี้ มีการเข้าถึงและติดต่อสื่อสารกันได้มากขึ้นกว่าเดิมสิ่งที่ตามมาคือ การแพร่กระจายของวัฒนธรรม (Cultural Diffusion) ซึ่งวัฒนธรรมเรื่องอาหาร ก็เป็นส่วนหนึ่งที่กระจายและแลกเปลี่ยนไปทั่วโลกเช่นเดียวกัน นั่นทำให้เกิดการชนกันของวัฒนธรรมการกินหรือที่เรียกว่าการฟิวชั่น อาหารที่ผสมผสานจากหลากหลายวัฒนธรรมเหล่านี้ยังเป็นสิ่งที่สอดรับกับคนยุคใหม่ที่มีวิถีชีวิตเปลี่ยนแปลงไปและเพื่อให้เกิดวัฒนธรรมการกินที่ไม่จำเจและสนุกสนาน แต่ยังคงอัตลักษณ์ของวัตถุดิบหลักคือ ปลาทู”

    รูปแบบการจัดงานแบ่งเป็น 4 โซน

    1. โซนร้านอาหารปลาทู

    • ร้านปลาทูคลาสสิค

    ประกอบไปด้วยเมนูสุขภาพที่ปรุงจากปลาทูที่ขึ้นชื่อจากอ่าวก.ไก่ ซึ่งจะนำท่านไปพบกับความอร่อยสุดๆจาก 50 กว่าเมนูที่ปรุงจากปลาทูชนิดที่ท่านยังไม่เคยพบจากที่ใดในโลก โดยมีร้านอาหารชื่อดังของจังหวัดสมุทรสงครามที่มาร่วมงานออกร้านดังนี้

    • ร้านคุณเป่าดอนหอยหลอด
    • ร้านเรือนไทยซีฟู้ด
    • ร้านนกเอี้ยง
    • ร้านรินทร์
    • ร้านปลาทูฟิวชั่น

    2 .โซนลานวิถีชุมชนแนวร่วมสมัย

    ประกอบไปด้วยนิทรรศการมีชีวิต ด้านศิลปะและสาระความรู้ในร่วมสมัยโดยนำแนวคิดค้านสุขภาวะ และนำศิลปะในการดำเนินชีวิตมาเป็นแนวการดำเนินงาน

    3. โซนกลางเวที

    จะเป็นการผสมผสานระหว่างศิลปวัฒนธรรมอันทรงคุณค่า กับศิลปะสมัยใหม่ ประกอบไปด้วยการแสดงโขน  การบรรเลงดนตรีไทย การแสดงนาฏศิลป์ของเยาวชน การประกวดร้องเพลงลูกทุ่ง การประกวดร้องเพลงลูกกรุง การประกวดดนตรีแม่กลองมิวสิคอวอร์ด การประกวด cover dance และกิจกรรมต่างๆมากมายบนเวทีกลาง

    4. โซนสินค้า OTOP ของจังหวัดและคาราวานสินค้า

    ประกอบไปด้วยสินค้า OTOP ของจังหวัด สินค้าเกษตรอินทรีย์ สินค้าที่ขึ้นชื่อของจังหวัดสมุทรสงคราม ของทางกลุ่มเกษตรกรปลอดสาร กลุ่มประชารัฐ กลุ่ม yec และคาราวานสินค้าหลากหลายมากมาย

    ทั้งหมดนี้รวมไว้ในงานเทศกาลกินปลาทูแม่กลองครั้งที่ 24 และของดีสมุทรสงครามงานที่ท่านจะมาช้อป ชิม แชะ ได้อย่างอิ่มอร่อยและมีความสุขอย่างแน่นอน

    ปลาทู”  มรดกทางวัฒนธรรมของชาติ

    ปลาทูเป็นปลาที่อยู่คู่กับวิถีชีวิตของคนไทยมาตั้งแต่โบราณเห็นได้จากคำพังเพยที่มีใช้ติดมาถึงปัจจุบัน “ข้าวใหม่ปลามัน”และเป็นอาหารประจำชาติ “น้ำพริกปลาทู” หรือ”ปลาทูเข่ง” ยังถือว่าเป็นอาหารหลักของคนพื้นบ้านเนื่องจากมีรสชาติดีราคาถูกประกอบกับมีปริมาณที่มาก ทำให้มีกระจายไปยังภูมิภาคต่างๆทั่วประเทศ 

    ยิ่งกว่าปลาทะเลอื่นๆ จนอาจกล่าวได้ว่า”ปลาทู”เป็นตัวแทนปลาทะเลของไทยเพราะฉะนั้น”ปลาทู” จึงเป็นมรดกวัฒนธรรมของชาติ รวมทั้งเป็นความภูมิใจของชาวไทยที่ควรอนุรักษ์ดำรงไว้ไม่ให้เหลือเพียงคำพังเพย คำกล่าวอ้าง หรือมีเฉพาะในบทเรียนเท่านั้น

    ทำไมปลาทูอร่อยต้อง”ปลาทูแม่กลอง”

    ปลาทูเป็นปลาที่มีการอพยพย้ายถิ่นโดยไม่ถึงฤดูผสมพันธุ์ในช่วงประมาณเดือนธันวาคมถึงมกราคม ปลาทูที่อาศัยอยู่ในบริเวณอ่าวไทยตอนใน (จว.สมุทรสาครและสมุทรสงคราม) ซึ่งมีขนาดโตพร้อมที่จะสืบพันธุ์ได้ จะเริ่มอพยพไปยังแหล่งวางไข่ซึ่งทอดตัวตามยาว แนวตะวันตกของอ่าวไทยตั้งแต่ อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จนถึงทิศตะวันออกของเกาะพะงัน เกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี และเริ่มทยอยวางขายตั้งแต่เดือนมกราคม ซึ่งลูกปลาที่เกิดขึ้นมาใหม่จะเริ่มเดินทางเข้าหาฝั่งในช่วงเดือนเมษายนถึงพฤษภาคม จบจนเดือนมิถุนายนถึงกรกฎาคม ปลาทูจะเริ่มมีขนาดโตจนเรียกว่า”ปลาทูสาว” ก็จะเริ่มเคลื่อนตัวเข้าสู่พื้นที่อ่าวไทยตอนในอีกครั้งซึ่งปลาจะอยู่ในไวโตเต็มที่และสมบูรณ์ในช่วงเดือนตุลาคมถึงเดือนธันวาคม ดังนั้นตาธงที่จับได้ในบริเวณปากอ่าวแม่กลองในช่วงนี้จึงเป็นปลาที่โตเต็มที่ เนื้อนุ่ม ละเอียด หวาน มัน อร่อยมาก

    การเลือกซื้อปลาทู

    ปลาทูที่อร่อยจะเป็น”ปลาทูโป๊ะ” รองลงมาคือ “ปลาทูอ้วนดำและอวนติด” และต้องเป็นปลาชนิดสั้น เพราะวิธีการจับจะปราศจากความรุนแรง ปลาจึงไม่ช้ำ ท้องไม่แตก ปลาทูเป็นสินค้าพื้นเมืองของจังหวัดสมุทรสงคราม ซึ่งมีขายทั้งปลาทูสดและปลาทูนึ่ง เป็นที่นิยมบริโภคเพราะตัวใหญ่ มีความมันและเนื้อนิ่ม ปลาทูนึ่งแม่กลองมีเอกลักษณ์ คือจัดวางเรียงในเข่งแล้วหักหัว พับงอลงมาอย่างมีศิลปะ ทำให้ปลาทูอ้วนสั้นไม่แข็งทื่อ เหมือนปลาทูนึ่งทั่วไป จนมีคำกล่าวที่ว่า ปลาทูนึ่งแม่กลองต้อง “หน้างอ คอพับ”

    คุณค่าของปลาทู

    ในเนื้อปลาทูมีส่วนประกอบของกรดอะมิโนที่จำเป็นต่อร่างกายสูงโดยเฉพาะไลซีน ณัฐรีโอนีน ซึ่งจำเป็นต่อการเจริญเติบโตในวัยเด็กนอกจากนี้ในเนื้อปลายังมีกรดไลโนเลอิก ซึ่งเป็นตัวควบคุมระดับคอเลสเตอรอล และไตรกลีเซอไรด์ในกระแสเลือด และที่สำคัญคือกรดโดโคซาเฮ็กชิโนอิค (D.H.A.) ในสมองเด็กได้รับมาตั้งแต่แรกเกิด ส่วนอีกครึ่งหนึ่งจะได้รับมาเมื่ออายุขวบปีแรก  นอกจากนี้ผู้ที่รับประทานเนื้อปลายังได้รับ วิตามินบี 1 บี2 ไนอะซีน และเกลือแร่ ซึ่งได้แก่ แคลเซียมฟอส ฟอรัส รวมทั้งธาตุเหล็ก และไอโอดีนด้วยนอกจากนั้นเนื้อปลายังมีกาก หรือเส้นใย(fiber) น้อยทำให้ย่อยได้ง่ายเหมาะสำหรับทารกและเด็กหรือแม้แต่ผู้ใหญ่ที่มีระบบย่อยอาหารที่ผิดปกติมาก “ดังนั้นถ้าสามารถเลือกได้ควรเลือกรับประทานปลาทูให้มากกันเถอะ

    คุณสมรุจี สุขสม ผู้แทนจากสำนักงานเครือข่ายองค์งดเหล้า (สคล.) เรื่องความอร่อยไม่ต้องพูดถึงถ้าปลาทูอร่อยต้องปลาทูที่นี่ แต่ประเด็นที่ทำได้ดีมากนอกจากจะเป็นการจัดงานที่มีความปลอดภัยให้กับนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างประเทศโดยเป็นการจัดงานปลอดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพราะเราให้ความสำคัญของความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวที่เข้ามาเที่ยวงานในบ้านและกลับบ้านอย่างปลอดภัยมีแต่ความประทับใจและบอกต่อให้มาเที่ยวที่นี่อีก ยังมีอีกหนึ่งอย่างที่ทำได้ดีมากคือการมีกิจกรรมสร้างสรรค์สำหรับเด็กเยาวชนคนรุ่นใหม่งาน creative ต่างๆที่อยู่ในบริเวณการจัดงาน เปิดพื้นที่ดีๆ ให้กับเด็กๆ ได้มาแสดงความสามารถของตัวเองในแบบที่ชอบและเลือกที่ใช่ อาทิ การประกวดวงดนตรีฟันน้ำนมเด็กสมุทรสงคราม หรือการจัดพื้นที่ในส่วนที่เป็นเรื่องราว ภาพวาดภาพ เก่าเล่าเรื่องการบ่งบอกไลฟ์สไตล์ของคนที่นี่ว่าเมืองนี้มีความสุขอย่างไร ซึ่งอันนี้เป็นข้อดีของที่นี่ เพราะอย่างดิฉันเป็นงานกาชาดหรืองานของดีประจำจังหวัดมาหลายจังหวัดส่วนใหญ่ก็เป็นแบบคาราวานสินค้ามาขายของ แล้วก็ส่วนใหญ่เป็นคนข้างนอกไม่ใช่คนในที่มาตักตวงรายได้ไป คนที่จังหวัดมักจะไม่มี รายได้ที่เกิดจากงานใหญ่ๆ ในจังหวัดตัวเอง อย่างเช่นงานกาชาดแบบนี้ แต่ที่นี่ไม่ใช่แบบนั้น ที่นี่ทำให้คนในจังหวัดมีรายได้ กระจายรายได้อย่างทั่วถึง นับว่าเป็นความโชคดีของคนจังหวัดนี้ที่มีผู้นำดีๆทุกๆด้าน ซึ่ง สสส. ก็ดีใจที่ได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่กับงานดีๆ ถือว่าที่นี่เป็นต้นแบบการจัดงานที่มีแต่สิ่งสร้างสรรค์ระดับประเทศหลายจังหวัดควรมาศึกษาดูงานของคนที่นี่มาเรียนรู้การจัดงานที่มีคุณค่ามีความหมายบอกไลฟ์สไตลของเมืองตัวเอ

    ปลาทูแม่กลองอร่อยและดีต่อสุขภาพอีกทั้งทำทำอาหารได้หลากหลายกว่าที่คิด

    ปลาทูแม่กลองเป็นอาหารจานโปรดของทางชนชั้นสูงและสามัญชนทั่วไปนอกจากราคาจะถูกแล้วยังอร่อยถูกปากคนไทย 

    ถ้าต้องการกินปลาทูที่อร่อยและหลากหลายให้มาเที่ยว”งานเทศกาลกินปลาทู ที่แม่กลอง (สมุทรสงคราม)” ซึ่งจะจัดขึ้นเราเดือนธันวาคมของทุกปี