Category: ภาคเหนือตอนบน

  • เสริมสร้างทักษะการจัดการด่านชุมชน และด่านครอบครัว จ.น่าน

    เสริมสร้างทักษะการจัดการด่านชุมชน และด่านครอบครัว จ.น่าน

    สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดน่าน ร่วมกับศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน กองทุนเพื่อความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน (กปถ.) กรมการขนส่งทางบก จัดการประชุมเชิงปฏิบัติการ “เสริมสร้างทักษะการบริหารจัดการด่านชุมชนและด่านครอบครัว” โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างศักยภาพชุมชนในการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนน มุ่งเน้นการอบรมทักษะด้านการวิเคราะห์ปัญหา การสื่อสารเชิงบวก การส่งเสริมพฤติกรรมการขับขี่อย่างปลอดภัย และแนวทางการนำระบบ Behavior Based Safety (BBS) มาใช้เพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้ขับขี่ในระดับชุมชน ใน 4 อำเภอนำร่อง คือ 1.อำเภอเชียงกลาง

    วันที่ 9 มิถุนายน 2568 2.อำเภอเวียงผา วันที่ 11 มิถุนายน 2568 3. อำเภอเมืองน่าน วันที่ 13 มิถุนายน 2568 และ 4.อำเภอปัว วันที่ 17 มิถุนายน 2568  โดยมีกลุ่มป้าหมายเป็นกลุ่มผู้นำชุมชน กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน อสม. อปพร. และประชาชนในท้องถิ่น พื้นที่อำเภอละ 100 คน และมีวิทยากรจากสำนักงานขนส่งจังหวัดน่าน เจ้าหน้าที่พยาบาลวิชาชีพจากโรงพยาบาลน่าน เจ้าหน้าที่จากสำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้าภาคเหนือตอนบน YSDN จังหวัดน่าน และประชาคมจังหวัดน่าน

              โดยสถานการณ์อุบัติเหตุทางถนนในจังหวัดน่าน พบว่าแนวโน้มอุบัติเหตุทางถนนในจังหวัดน่านเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในปี พ.ศ. 2567 มีอุบัติเหตุเกิดขึ้นถึง 7,053 ครั้ง ผู้บาดเจ็บเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล (Admit) 1,541 คน และมีผู้เสียชีวิต 120 ราย ซึ่งสูงกว่าเป้าหมายที่กำหนดไว้ถึง 50 ราย โดยเป้าหมายในปี 2570 ต้องไม่เกิน 41 ราย หรือ 12 คนต่อประชากรแสนคน และพบว่า ยานพาหนะที่เกี่ยวข้องกับอุบัติเหตุมากที่สุดคือรถจักรยานยนต์ โดยผู้ประสบเหตุส่วนใหญ่เป็นคนในพื้นที่ตั้งแต่วัยเด็กจนถึงวัยทำงาน พฤติกรรมเสี่ยงที่พบบ่อย ได้แก่ ขับรถเร็ว ดื่มแล้วขับ และไม่สวมหมวกนิรภัย รวมถึงการใช้รถจักรยานยนต์ที่ดัดแปลงหรือไม่มีความปลอดภัย ซึ่งถนนที่เกิดอุบัติเหตุบ่อยที่สุดคือถนนในหมู่บ้าน

       ในการประชุมฯ ดังกล่าว สำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้าภาคเหนือตอนบน YSDN จังหวัดน่าน และประชาคมจังหวัดน่าน ร่วมเป็นวิทยากรบรรยายในหัวข้อ “บทบาทของชุมชนเพื่อส่งเสริมความปลอดภัยทางถนน” โดยเน้นย้ำถึงความรุนแรงของปัญหา โดยเฉพาะพฤติกรรมดื่มแล้วขับ จากการสำรวจในปี พ.ศ. 2564 จังหวัดน่านมีสัดส่วนของผู้ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์สูงที่สุดในประเทศ โดยอยู่ที่ร้อยละ 43.30เมื่อเปรียบเทียบกับจำนวนประชากรทั้งหมดของจังหวัด นอกจากนี้ ยังแสดงให้เห็นว่า ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2554 เป็นต้นมา มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องของพฤติกรรมการดื่มแล้วขับในกลุ่มผู้บริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งบ่งชี้ว่าจังหวัดน่านมีแนวโน้มจะพบกรณีการดื่มแล้วขับเพิ่มขึ้น รวมถึงผลกระทบที่เกี่ยวเนื่อง เช่น จำนวนอุบัติเหตุบนท้องถนนและผู้เสียชีวิตที่เพิ่มขึ้นตามไปด้วย ซึ่งพบว่ากลุ่มอายุตั้งแต่ 45–49 ปี เป็นกลุ่มที่มีจำนวนผู้เสียชีวิตมากที่สุด รวมทั้งสิ้นจำนวน 15 ราย ในเดือนเมษายน ซึ่งตรงกับช่วงเทศกาลสงกรานต์ ซึ่งเป็นเดือนที่มีผู้เสียชีวิตสูงสุด รองลงมาคือเดือนมกราคม ซึ่งตรงกับเทศกาลปีใหม่ มีผู้เสียชีวิตจำนวน 14 ราย และช่วงงานแข่งเรือ จำนวน 9 ราย           รวมทั้งได้นำเสนอแนวคิด “นิเวศสิ่งแวดล้อม” เพื่ออธิบายปัจจัยที่มีผลต่อพฤติกรรมการขับขี่ ตั้งแต่ระดับบุคคล ครอบครัว ชุมชน จนถึงระดับนโยบาย พร้อมเสนอแนวทางที่ผสมผสานทั้งการสร้างความตระหนักรู้ กำหนดกติกาชุมชน และบังคับใช้กฎหมาย

    โดย น.ส.เพ็ญพิศ ชงักรัมย์

  • สานพลัง 8 ภาคีเครือข่าย ความร่วมมือในการสำรวจข้อมูลการดื่มและการสูบของเด็กเยาวชนในพื้นที่เขตสุขภาพที่ 1

    สานพลัง 8 ภาคีเครือข่าย ความร่วมมือในการสำรวจข้อมูลการดื่มและการสูบของเด็กเยาวชนในพื้นที่เขตสุขภาพที่ 1

    สำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้าภาคเหนือตอนบน สานพลัง 8 ภาคีเครือข่าย ร่วมลงนามความร่วมมือการสำรวจข้อมูลสถานการณ์การดื่ม – การสูบของเด็กเยาวชน 10-20 ปี ในพื้นที่เขตสุขภาพที่ 1

    วันที่ 26 พฤษภาคม 2568 สำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้าภาคเหนือตอนบน ร่วมกับสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 1 ประสานความร่วมมือภาคีเครือข่ายได้แก่ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่ สมาพันธ์เครือข่ายแห่งชาติเพื่อสังคมไทยปลอดบุหรี่ จังหวัดเชียงใหม่ สำนักงานศึกษาธิการภาค 15 และสำนักงานศึกษาธิการภาค 16 ร่วมกันลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ในการดำเนินการสำรวจสถานการณ์การบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์  บุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้า ในเด็กเยาวชนอายุระหว่าง 10-20 ปี ในโรงเรียนและสถานศึกษาจำนวน 2,585  แห่งครอบคลุมพื้นที่เขตสุขภาพที่ 1 

    แพทย์หญิงเสาวนีย์ วิบุลสันติ ผู้อำนวยการสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 1 กล่าวว่าข้อมูลการสำรวจพฤติกรรมด้านสุขภาพของประชากรในปีล่าสุด คือ ปี พ.ศ.2567 มีแนวโน้มการสูบบุหรี่ลดน้อยลง จากปี 2564 พบที่ร้อยละ 16.5 ประมาณ 9.8 ล้านคน ( ปี 2564 ร้อยละ 17.4 หรือประมาณ 9.9 ล้านคน) ตามเป้าหมายยุทธศาสตร์ชาติภายในปี 2570 คงเหลือร้อยละ 14.0 ข้อมูลสถานการณ์ 8 จังหวัดภาคเหนือตอนบน พบร้อยละ13.5 แนวโน้มการสูบลดลง ถ้าแยกเป็นรายจังหวัดมีแนวโน้มการสูบเพิ่มขึ้น 2 จังหวัด คือจังหวัดแม่ฮ่องสอนร้อยละ 18.5 จังหวัดลำปาง ร้อยละ 15.9 มีเพียงจังหวัดเดียวที่เกินค่าเป้าหมายยุทธศาสตร์ชาติคือจังหวัดแม่ฮ่องสอน ส่วนจังหวัดอื่นๆพบการสูบบุหรี่ ดังนี้ จังหวัดเชียงใหม่ ร้อยละ 14.4 จังหวัดแพร่ ร้อยละ 14.1 จังหวัดพะเยา ร้อยละ 13.7 จังหวัดลำพูน ร้อยละ 12.8 จังหวัดเชียงราย ร้อยละ 10.6 และจังหวัดน่าน ร้อยละ 7.9

    สำหรับข้อมูลการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ มีแนวโน้มการสูงขึ้นจากปี 2564 พบที่ ร้อยละ 47.75 ถ้าแยกเป็นรายจังหวัดมีแนวโน้มการดื่มสูงขึ้น 7 จังหวัด คือจังหวัดลำปาง ร้อยละ 59.5 จังหวัดพะเยา    ร้อยละ 53.7 จังหวัดเชียงราย ร้อยละ 53.7 จังหวัดน่าน ร้อยละ 51.3 จังหวัดลำพูน ร้อยละ 44.4 จังหวัดแม่ฮ่องสอน ร้อยละ 39.2 และจังหวัดเชียงใหม่ ร้อยละ 38.3 มีเพียงจังหวัดเดียว  ซึ่งที่ลดลงจาก ปี 2564 คือ จังหวัดแพร่ ร้อยละ 42.0 ทุกจังหวั ดเกินค่าเป้าหมายของชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง 3 จังหวัดที่พบร้อยละการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์สูงติด 5 อันดับของประเทศ คือจังหวัดลำปาง อันดับ 2 จังหวัดเชียงราย อันดับ 4 และจังหวัดพะเยา อันดับ 5 ของประเทศซึ่งความร่วมมือในครั้งนี้เป็นการดำเนินงานที่สอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงศึกษาธิการ ที่มุ่งเน้นการป้องกันและลดจำนวน “นักดื่ม-นักสูบหน้าใหม่” มุ่งส่งเสริมให้สถานศึกษาเป็นพื้นที่ปลอดภัย ปลอดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และปลอดบุหรี่-บุหรี่ไฟฟ้า ผ่านการขับเคลื่อนตามกรอบ “7 มาตรการ และ 1 นวัตกรรม” ซึ่งเป็นแนวทางสำคัญในการพัฒนาสถานศึกษาสู่ความยั่งยืนในการดูแลสุขภาวะของนักเรียน

    นายธีระ วัชรปราณี ผู้ทรงคุณวุฒิของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และผู้อำนวยการสำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า (สคล.)  กล่าวว่าการสำรวจสถานการณ์และพฤติกรรมการดื่ม การสูบในกลุ่มเด็กเยาวชนครั้งนี้ ถือเป็นภาคแรกในประเทศไทย  ที่เกิดการผนึกกำลังภาคีเครือข่าย จับมือกันจัดทำฐานข้อมูลจากพื้นที่ซึ่งทำให้ 8 จังหวัด มีข้อมูลเชิงลึกที่เป็นสอดคล้องกับปัญหาจริงในระดับพื้นที่  แล้วเป็นข้อมูลสำคัญในการนำมาวิเคราะห์สถานการณ์การดื่ม การสูบของเด็กเยาวชนอย่างรอบด้านและเป็นรากฐานสำคัญเพื่อนำมากำหนดแนวทางและวางมาตรการในการแก้ไขปัญหาได้อย่างตรงจุด           มีประสิทธิภาพ ครอบคลุมทั้งในด้านพฤติกรรม สังคม สิ่งแวดล้อม

    และนโยบาย 

    วัตถุประสงค์ของการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ในครั้งนี้ เพื่อร่วมกันสำรวจสถานการณ์ พฤติกรรมการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การสูบบุหรี่-บุหรี่ไฟฟ้าของเด็กเยาวชนอายุ 10-20 ปีในสถานศึกษาจำนวน 2,485 แห่งครอบคลุมพื้นที่เขตสุขภาพที่ 1 ตั้งแต่ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4–6 ระดับมัธยมศึกษาปีที่ 1–6 และระดับอาชีวศึกษา โดยมีศึกษาธิการภาค 15-16 เป็นช่องทางและกลไกสำคัญในติดตามการจัดเก็บข้อมูล  เป้าหมายเพื่อให้ได้ข้อมูลที่ถูกต้อง โดยมีคณะสาธารณสุขศษสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ช่วยดูระบบและสังเคราะห์ข้อมูล แล้วร่วมกันนำไปสู่การวางแผนเชิงนโยบายใน   การป้องกันและแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบและตรงจุดมากขึ้น

    ศาสตราจารย์เกียรติคุณนายแพทย์สุวัฒน์ จริยาเลิศศักดิ์ คณบดีคณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่าการลงนามในครั้งนี้ ถือเป็นโอกาสดีที่ทำให้มหาวิทยาลัยเชียงใหม่  ได้สนับสนุนงานวิชาการร่วมกับภาคีเครือข่ายในภูมิภาค  สำหรับขอบเขตของความร่วมมือที่วางแผนขับเคลื่อนร่วมกัน ประกอบด้วย 1.การแต่งตั้งคณะทำงานบูรณาการเพื่อดำเนินการสำรวจสถานการณ์ พฤติกรรมของเด็กเยาวชนในสถานศึกษา 2.ออกแบบและพัฒนาเครื่องมือแบบสอบถามและกำหนดวิธีการเก็บข้อมูลตามระเบียบวิธีวิจัยให้สอดคล้องกับบริบทพื้นที่ 3.ประสานหน่วยงานความร่วมมือและสถานศึกษาที่เกี่ยวข้อง ประชุมชี้แจงแนวทางการดำเนินงานอย่างชัดเจน 4.ดำเนินการเก็บรวบรวม วิเคราะห์และจัดทำรายงานข้อมูล 5. คืนข้อมูลให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่  และ 6. กำหนดแนวทาง มาตรการในการป้องกันและแก้ไขปัญหาแบบมีส่วนร่วมอย่างมีประสิทธิภาพ  ซึ่งความร่วมมือของ 8 หน่วยงานในครั้งนี้ นับเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการเสริมสร้างกลไกป้องกันเชิงรุก ลดอัตราการเกิดนักดื่ม-นักสูบหน้าใหม่ในสถานศึกษา และส่งเสริมให้เยาวชนมีความรอบรู้และมีสุขภาวะที่ดีภายใต้สิ่งแวดล้อมที่ปลอดภัยและเอื้อต่อการเรียนรู้ต่อไปอย่างยั่งยืน

    โดย:กัญญานันท์ ตาทิพย์

  • เวทีพัฒนาประชาคมเพื่อลดปัจจัยเสี่ยงภาคเหนือตอนบน

    เวทีพัฒนาประชาคมเพื่อลดปัจจัยเสี่ยงภาคเหนือตอนบน

    วันที่ 17 -18 พฤษภาคม 2568 สำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้าภาคเหนือตอนบน (สคล.) ร่วมกับผู้ประเมินภายนอกจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จัดประชุมเชิงปฏิบัติการ เรื่องการพัฒนาบทบาทภาคประชาคมและติดตามประเมินผลความร่วมมือภาคประชาสังคมเพื่อลดปัจจัยเสี่ยงแอลกอฮอล์แบบมีส่วนร่วมของประชาคมจังหวัดภาคเหนือตอนบน โดยมีผู้เข้าร่วมจำนวน 31 คน ประกอบด้วย เจ้าหน้าที่สคล. ภาคเหนือตอนบน ตัวแทนภาคประชาคม 8 จังหวัด ประกอบด้วยจังหวัดเชียงราย เชียงใหม่ พะเยา ลำพูน น่าน แพร่ ลำปาง และแม่ฮ่องสอน

    จัดประชุมมีวัตถุประสงค์ เพื่อพัฒนาศักยภาพและยกระดับผลผลัพธ์ของประชาคมจังหวัด และเพื่อเตรียมความพร้อมของประชาคมจังหวัดด้านประเมินภายใน-ภายนอก รวมถึงเพื่อวางแผนการพัฒนาและเพิ่มคุณภาพข้อเสนอโครงการ มีกิจกรรมประกอบด้วย 1.กระบวนการพัฒนาคุณภาพของข้อเสนอโครงการของประชาคมจังหวัดภาคเหนือตอนบน วัตถุประสงค์ทั้งหมดของโครงการ ระบุผลที่คาดว่าจะได้รับ อาจเป็นผลผลิต/ผลลัพธ์/ผลกระทบ ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นภายหลังสิ้นสุดการดำเนินงานของโครงการ และระบุแนวทางการนำผลที่เกิดขึ้นไปใช้ประโยชน์/การขยายผล เป็นต้น

    อาจารย์เพชรมณี วิริยะสืบพงศ์ กล่าวว่าการประเมิน เป็นกระบวนการที่สำคัญในการตรวจสอบและวัดผลการดำเนินงานโดยทั่วไปแล้วการประเมินนี้จะมุ่งเน้นไปที่หลายด้าน เช่น การบริหารจัดการกระบวนการทำงาน การพัฒนากลยุทธ์ และการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างทีมงานต่าง ๆ เพื่อให้การดำเนินงานอย่างมีประสิทธิภาพโครงการการเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญ เพราะเนื้อหาและวัตถุประสงค์ จะนำวัตถุประสงค์ ว่าทำอะไร กลุ่มเป้าหมายคือใคร ต่อมาในเรื่องความเป็นมาของสถานการณ์ปัญหา ส่วนใหญ่เขียนในระดับชาติไม่ได้บอกสถานการณ์จังหวัดหรือพื้นที่ตนเอง ต้องระบุให้ชัดว่าสถานการณ์ในจังหวัดเป็นอย่างไร ทำไมถึงเลือกลุ่มเป้าหมายนี้ ส่วนเป้าประสงค์คือ A ใน CoO และอย่างน้อย 1 วัตถุประสงค์ต้องได้ 2-3 ตัวชี้วัด และต้องสัมพันธ์กัน ตัวชี้วัดจะบอกความสำเร็จของวัตถุประสงค์ ตัวชี้วัดอยู่ที่ B หรือ C ของ CoO”

    โดย นางสาวเพ็ญพิศ ชงักรัมย์

  • “สานพลัง ‘พุทธะ’ เพื่อ ลด ละ เลิก บุหรี่ บุหรี่ไฟฟ้าและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์”

    “สานพลัง ‘พุทธะ’ เพื่อ ลด ละ เลิก บุหรี่ บุหรี่ไฟฟ้าและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์”

    มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย มูลนิธิโพธิยาลัย มูลนิธิสังฆะเพื่อสังคม เครือข่ายพระนักพัฒนาชุมชนภาคเหนือ (คพชน) เครือข่ายพระสงฆ์นักพัฒนาสังฆะเพื่อสังคม ๙ ภาค เครือข่ายพระคิลานุปัฏฐาก เครือข่ายพระสอนศีลธรรมในโรงเรียน เครือข่ายโรงเรียนพระปริยัติปลอดบุหรี่ ในฐานะองค์กรพระพุทธศาสนา และภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง ตระหนักถึงปัญหาการแพร่ระบาดของบุหรี่ไฟฟ้าขยายวงกว้างไปอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับกลุ่มเด็กและเยาวชน ปัญหาการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ที่มีผลกระทบต่อร่างกาย เศรษฐกิจ สังคม สร้างปัญหาอาชญากรรม และความรุนแรงในครอบครัว จึงร่วมแสดงเจตนารมณ์เพื่อดำเนินการ “สานพลัง พุทธ เพื่อ ลด ละ เลิกบุหรี่ และเครื่องดื่นแอลกอฮอล์”

    นพ.สุรเชษฐ์ สถิตนิรามัย รองประธานกรรมการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และประธานคณะกรรมการบริหารแผน พร้อมด้วยคณะกรรมการบริหารแผนและผู้บริหารจากสำนักงาน สสส. ได้ลงพื้นที่แลกเปลี่ยนเรียนรู้การดำเนินงานภายใต้โครงการ “สานพลังพระพุทธศาสนาสร้างเสริมสุขภาพสังคมไทย” ซึ่งเป็นหนึ่งในแนวทางสำคัญในการใช้พลังของศาสนาในการขับเคลื่อนสุขภาวะของสังคมไทยอย่างยั่งยืน

              กิจกรรมเริ่มต้นด้วยการเยี่ยมชมนิทรรศการภายในบริเวณงานที่จัดแสดงผลงานและแนวคิดจากโครงการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมสุขภาพผ่านพระพุทธศาสนา และเยี่ยมศูนย์การเรียนโพธิยาลัย โรงเรียนดอยสะเก็ดผดุงศาสน์ ซึ่งเป็นพื้นที่ต้นแบบในการบูรณาการหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาเข้ากับการส่งเสริมสุขภาพทั้งทางกาย จิตใจ และสังคม

    ประเด็นก้าวต่อไปความร่วมมือในการขับเคลื่อนงาน 3 โครงการ          พระพุทธศาสนาเป็นรากฐานสำคัญทางวัฒนธรรมที่หยั่งรากลึกในสังคมไทยมาอย่างยาวนาน ไม่เพียงเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ แต่ยังเป็นแนวทางในการส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม และสุขภาวะของประชาชนในทุกมิติ ทั้งด้านร่างกาย จิตใจ ปัญญา และสังคม โดยเฉพาะหลักธรรมคำสอนที่เน้น “ความไม่ประมาท” การมี “สติ” และการ “ลด ละ เลิก” อบายมุข เช่น เหล้า บุหรี่ และสารเสพติดโครงการ “วัดปลอดบุหรี่ สุขภาพดีด้วยวิถีธรรม” โดยพระวิสิทธิ์ ฐิตวิสิทโธ, ผศ.ดร.

              โครงการนี้ดำเนินงานบนฐานพุทธธรรม โดยมีเป้าหมายให้พระสงฆ์และวัดเป็น “ต้นแบบแห่งการเปลี่ยนแปลง” ในการลดการบริโภคบุหรี่ในสังคมไทย เริ่มต้นจากการ ตื่นตัวของพระสงฆ์ ที่ลุกขึ้นมาร่วมแก้ไขปัญหาอย่างมีระบบ ทั้งในแง่การพัฒนาพื้นที่ การใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้อง เช่น พ.ร.บ. ควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ การปรับพฤติกรรมของพระภิกษุเอง ตลอดจนการสร้างเครือข่ายพระแกนนำและอาสาสมัคร           ผลลัพธ์ของโครงการที่น่าสนใจ ได้แก่ ส่งเสริมให้เกิด วัดปลอดบุหรี่กว่า 3,300 แห่ง ใน 24 จังหวัดทั่วประเทศ จัดตั้ง โรงเรียนพระปริยัติธรรมต้นแบบปลอดบุหรี่ 80 แห่ง มีพระสงฆ์ที่สามารถเลิกบุหรี่ได้จริง 147 รูป มีประชาชนรวม 9,227 คน ลงนามใน “ใบอธิษฐานจิต”โครงการสร้างเสริมสถาบันพระพุทธศาสนาสุขภาวะเพื่อการลดปัจจัยเสี่ยงใน 10 จังหวัด

    ดำเนินงาน โดยพระศรีสมโพธิ           พระพุทธศาสนาไม่เพียงเป็นแหล่งเรียนรู้ทางจิตวิญญาณ หากยังเป็นกลไกสำคัญในการสร้างสุขภาวะของสังคม โดยเฉพาะเมื่อเชื่อมโยงกับโครงสร้างชุมชนที่เข้มแข็งและเข้าถึงได้จริง โครงการ “สร้างเสริมสถาบันพระพุทธศาสนาสุขภาวะเพื่อการลดปัจจัยเสี่ยงใน 10 จังหวัด” จึงถูกออกแบบมาเพื่อส่งเสริมบทบาทของพระสงฆ์ในการเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงด้านสุขภาพของประชาชน ผ่านการทำงานร่วมกับเครือข่ายต่าง ๆ อย่างเป็นระบบ โครงการนี้เน้นการเสริมสร้างศักยภาพของพระสงฆ์ โดยเฉพาะกลุ่ม พระสอนศีลธรรมในโรงเรียน และเครือข่าย “บวร” (บ้าน – วัด – โรงเรียน/ราชการ) ให้ทำหน้าที่เป็น “ตัวกลาง”

    แนวทางการดำเนินงานและผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น เป้าหมาย ลดภาระค่าใช้จ่ายของครอบครัว ลดพฤติกรรมเสี่ยง และส่งเสริมค่านิยมการบวชเชิงจิตวิญญาณมากกว่าการจัดงานรื่นเริง           พื้นที่ดำเนินการ 173 พื้นที่/วัด ครอบคลุม 50 จังหวัดทั่วประเทศ ระหว่างมกราคม  2567
    ถึงกุมภาพันธ์ 2568 จำนวนผู้เข้าร่วม มีการจัดพิธี “งานบวชสร้างสุข” ให้แก่ นาคจำนวน 3,085 รูป ผลสัมฤทธิ์ด้านเศรษฐกิจ ลดค่าใช้จ่ายเฉลี่ยได้ถึง 100,000 บาทต่อการบวชหนึ่งงาน เฉพาะค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ลดลงเฉลี่ย 20,000 บาท/งาน รวมยอดการประหยัดค่าใช้จ่ายจากทั้งโครงการกว่า 308,500,000 บาท ผลสัมฤทธิ์ด้านสังคม พบว่าช่วยลดเหตุ ความรุนแรงและทะเลาะวิวาทในงานบวช ซึ่งมักเกี่ยวข้องกับการดื่มแอลกอฮอล์ โดยพบว่าจำนวนผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ในงานบวชเฉลี่ยต่อปีลดลงจาก 9 ราย เหลือเพียง 4.5 ราย/ปี แก่นของ “งานบวชสร้างสุข” คือความสุขที่แท้จริงตามหลักพุทธธรรม “งานบวชสร้างสุข” ไม่ได้เป็นเพียงโครงการลดรายจ่ายเท่านั้น แต่ยังเป็น กระบวนการเรียนรู้ทางสังคม ที่ส่งเสริมให้ครอบครัว ชุมชน และวัด ร่วมกันกลับคืนสู่สาระของการบวชที่แท้จริง โดยเน้นการ บวชเพื่อการฝึกตน บำเพ็ญธรรม และพัฒนาจิตใจ มากกว่าการจัดเลี้ยงเพื่อความสนุกสนาน

    ประกาศเจตนารมณ์

    “สานพลัง ‘พุทธะ’ เพื่อ ลด ละ เลิก บุหรี่ บุหรี่ไฟฟ้าและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์”

    >>>>>>>>>>&&&&&<<<<<<<<<<

    สังคมไทยได้ชื่อว่าเป็น “สังคมพุทธ” ด้วยเหตุที่มีพระพุทธศาสนาเป็นรากฐานทางวัฒนธรรมมาแต่โบราณกาล ชาวพุทธต่างถึงพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่งเป็นสรณะ กล่าวคือ มีองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นต้นแบบแห่งมนุษย์ผู้มีความสามารถในการฝึกฝนพัฒนาตนเองสู่สันติสุขภายใน มีพระธรรมเป็นปฏิปทาเป็นมรรคาสู่สันติสุข มีพระสงฆ์ผู้เดินตามรอยแห่งพระศาสดาสามารถเข้าถึงประสบการณ์แห่งสันติสุขภายใน และมีบทบาทในการเกื้อกูลสังคมให้เกิดประโยชน์ สุข ตามฐานานุรูป

    มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย มูลนิธิโพธิยาลัย มูลนิธิสังฆะเพื่อสังคม เครือข่ายพระนักพัฒนาชุมชนภาคเหนือ (คพชน) เครือข่ายพระสงฆ์นักพัฒนาสังฆะเพื่อสังคม ๙ ภาค เครือข่ายพระคิลานุปัฏฐาก เครือข่ายพระสอนศีลธรรมในโรงเรียน เครือข่ายโรงเรียนพระปริยัติปลอดบุหรี่ ในฐานะองค์กรพระพุทธศาสนา และภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง ตระหนักถึงปัญหาการแพร่ระบาดของบุหรี่ไฟฟ้าขยายวงกว้างไปอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับกลุ่มเด็กและเยาวชน ปัญหาการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ที่มีผลกระทบต่อร่างกาย เศรษฐกิจ สังคม สร้างปัญหาอาชญากรรม และความรุนแรงในครอบครัว จึงร่วมแสดงเจตนารมณ์เพื่อดำเนินการ “สานพลัง พุทธ เพื่อ ลด ละ เลิกบุหรี่ และเครื่องดื่นแอลกอฮอล์” ดังนี้

    ๑. สนองตอบต่อมติมหาเถรสมาคม เรื่อง “แนวทางการปฏิบัติการจัดงานบุญปลอดเหล้า ปลอดบุหรี่ และบุหรี่ไฟฟ้า” โดย

    ๑.๑ ส่งเสริมและสนับสนุนการจัดสภาพแวดล้อมพื้นที่แสดงสัญลักษณ์เป็นเขตปลอดบุหรี่ และปลอดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ แสดงสัญญาลักษณ์ห้ามสูบบุหรี่หรือปลอดบุหรี่ เครื่องหมายห้ามดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เขตปลอดบุหรี่และเขตปลอดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ในวัด มหาวิทยาลัยสงฆ์ และโรงเรียนพระปริยัติธรรม

    ๑.๒ สร้างความเข้าใจ และความร่วมมือกับประชาชนที่มาติดต่อใช้พื้นที่วัดประกอบพิธีกรรมทางศาสนาหรือกิจกรรมอื่นใด ไม่ขายบุหรี่และขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ รวมทั้งไม่ให้มีการสูบบุหรี่ ไม่ให้มีการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในพื้นที่วัด มหาวิทยาลัยสงฆ์ และโรงเรียนพระปริยัติธรรม

    ๑.๓ จัดกระบวนการเรียนรู้เพื่อสร้างเสริมให้พระภิกษุสามเณร ปฏิบัติเป็นแบบอย่างในการไม่สูบบุหรี่ รณรงค์เผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับพิษภัยของการสูบบุหรี่ พิษภัยของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ทั้งผลกระทบต่อร่างกาย เศรษฐกิจ สังคม ปัญหาอาชญากรรม ความรุนแรงในครอบครัว ตลอดถึงรณรงค์ในโอกาสต่าง ๆ เพื่อสร้างค่านิยมในการไม่สูบบุหรี่และไม่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในหมู่ประชาชน

    ๑.๔ สนับสนุน และส่งเสริมต้นแบบการจัดงานบุญปลอดเหล้า ปลอดบุหรี่ และบุหรี่ไฟฟ้า อาทิ “งานบวชสร้างสุข” ซึ่งเน้นยึดหลักพระธรรมวินัย ประหยัด เรียบง่าย  เพื่อเป็นแบบอย่างในการจัดงานบุญสร้างสุขภาวะให้กับผู้บวช ครอบครัว ชุมชนซึ่งสามารถประหยัดค่าใช้จ่ายจำนวนมาก และลดความรุนแรง ทะเลาะวิวาทที่อาจเกิดขึ้นได้ด้วย

              ๒. ส่งเสริม สนับสนุน และสร้างการมีส่วนร่วมของเครือข่ายในการสร้างพื้นที่รูปธรรม “ปลอดบุหรี่” และ “ปลอดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์” ในวัด มหาวิทยาลัยสงฆ์ และโรงเรียพระปริยัติธรรม บูรณาการหลักพุทธธรรมในการสร้างองค์ความรู้และนวัตกรรม “ปลอดบุหรี่” และ “ปลอดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์” เพื่อการรณรงค์สร้างค่านิยมในการไม่สูบบุหรี่และไม่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ส่งเสริมการเรียนรู้ สร้างภูมิคุ้มกันทางใจ และเสริมพลังจิตสำนึกผ่านกระบวนการทางพระพุทธศาสนา วิถีแห่งศีล สมาธิ และปัญญาเพื่อหยุดยั้งวงจรของพฤติกรรมเสี่ยง และฟื้นฟูพลังชีวิตของสังคม ของประชาชนอย่างยังยืน

    ๓. ดำเนินการร่วมกับภาคีเครือข่ายในการป้องกันการเข้าถึงบุหรี่ บุหรี่ไฟฟ้า และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และประกาศเจตจำนงที่ชัดเจนในการสนับสนุนให้รัฐบาลคงนโยบาย มาตรการควบคุมบุหรี่ไฟฟ้าและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ให้เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด

    มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย มูลนิธิโพธิยาลัย มูลนิธิสังฆะเพื่อสังคม

    เครือข่ายพระสงฆ์นักพัฒนาชุมชนภาคเหนือ (คพชน) เครือข่ายพระสงฆ์นักพัฒนาสังฆะเพื่อสังคม ๙ ภาค เครือข่ายพระคิลานุปัฏฐาก เครือข่ายพระสอนศีลธรรมในโรงเรียน เครือข่ายโรงเรียนพระปริยัติปลอดบุหรี่  และภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง

    ๑๔ พฤษภาคม ๒๕๖๘

    ข่าวโดย :นางสาวเพ็ญพิศ ชงักรัมย์ 14 พฤษภาคม 2568

  • อำเภอแม่ใจสุขใจเลิกเหล้า…เกิดขึ้นได้ด้วยพลังชุมชน

    อำเภอแม่ใจสุขใจเลิกเหล้า…เกิดขึ้นได้ด้วยพลังชุมชน

    อำเภอแม่ใจ จังหวัดพะเยา เป็นหนึ่งในพื้นที่ที่เผชิญปัญหาการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ซึ่งนำมาสู่ปัญหาสังคมและสุขภาพ ไม่ว่าจะเป็นอุบัติเหตุ การฆ่าตัวตาย หรือปัญหาครอบครัว อำเภอแม่ใจ พบการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ในประชาชนอายุ 15 ปีขึ้นไป ย้อนหลัง ตั้งแต่ปี 2564 ร้อยละ 17.78 ปี 2565 ร้อยละ 28.19 ปี 2566 ร้อยละ 27.48 ทั้งนี้ อำเภอแม่ในยังติด 1 ใน 3 ของจังหวัดพะเยา ที่มีการฆ่าตัวตายสูงสุด จากข้อมูลในช่วงปี 2565-2567 พบว่าการฆ่าตัวตายสำเร็จในอำเภอแม่ใจมีตัวเลขเฉลี่ยสูงอย่างน่าตกใจ โดยปี 2565 มีผู้เสียชีวิต 10 ราย (เกี่ยวข้องกับแอลกอฮอล์ 2 ราย) ปี 2566 มี 6 ราย (เกี่ยวข้องกับแอลกอฮอล์ 1 ราย) และปี 2567 มี 8 ราย (เกี่ยวข้องกับแอลกอฮอล์ 2 ราย) นอกจากนี้ยังมีผู้พยายามฆ่าตัวตายที่พบว่ามีปัจจัยจากการดื่มแอลกอฮอล์เข้ามาเกี่ยวข้องจำนวนไม่น้อย

    ปัญหานี้เองจึงนำมาสู่โครงการ “อำเภอแม่ใจ สุขใจ เลิกเหล้าแบบบูรณาการ โดยการมีส่วนร่วมของชุมชน” ภายใต้แนวคิด “รักแม่ใจ สร้างแม่ใจ ไปด้วยกันอย่างยั่งยืน” สนับสนุนโดยสำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า (สคล.) และ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) มีวัตถุประสงค์เพื่อดำเนินกิจกรรมลดนักดื่มหน้าใหม่ ลดการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในงานประเพณีต่าง ๆ  และลดจำนวนนักดื่มหน้าเก่า รวมถึงขยายชมรมคนหัวใจเพชรให้มีทุกตำบล และมีชมรมคนหัวใจเพชรระดับอำเภอ ให้มีความต่อเนื่องยั่งยืน โดยมีการแบ่งการดำเนินงานออกเป็น 3 ส่วน คือ ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ ทำงานร่วมกันระหว่าง คณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับอำเภอ (พชอ.) หน่วยงานภาครัฐ ภาคประชาชน และภาคีเครือข่ายต่าง ๆ

    ต้นน้ำ : สร้างภูมิคุ้มกันในเยาวชน

    นางบุญญาพร คำลือเมือง นักสาธารณสุข สำนักงานสาธารณสุข อำเภอแม่ใจ จังหวัดพะเยา กล่าวว่า “เพื่อลดนักดื่มหน้าใหม่ เรามีการดำเนินงานกับโรงเรียนทั้ง 18+1 (โรงเรียนระดับประถม 18 แห่ง และระดับมัธยม 1แห่ง ) ในพื้นที่ ผ่านโครงการ ‘ต้นกล้าความดี’ เพื่อปลูกฝังทักษะชีวิตและความรู้เรื่องพิษภัยของสุราและบุหรี่ เด็กกลุ่มนี้ยังมีบทบาทชวนคนรอบตัวลด ละ เลิกเหล้า โดยทำกิจกรรมผ่านเสียงตามสาย โรงเรียนสีขาวปลอดยาเสพติดและอบายมุข เราได้เข้าร่วมบูรณาการร่วมกับทุกโครงการ นอกจากนี้ ยังมีโครงการปลูกพลังบวก และการบูรณาการกับโครงการ TO BE NUMBER ONE ที่ให้เด็กเป็นกระบอกเสียงสื่อสารไปยังครอบครัว

    การปลูกฝังค่านิยมที่ถูกต้องตั้งแต่วัยเด็ก จึงเป็นการสร้างรากฐานที่ดีให้กับเด็กและเยาวชน อำเภอแม่ใจมีโครงสร้างประชากรผู้สูงอายุ หากเด็กรุ่นใหม่เติบโตมาอย่างขาดคุณภาพย่อมส่งผลต่อการดูแลผู้สูงอายุในอนาคต การปลูกฝังค่านิยมที่ถูกต้องเกี่ยวกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ให้กับเด็ก นอกจากเป็นการป้องกันนักดื่มหน้าใหม่แล้ว ยังมีผลต่อเนื่องถึงการสื่อสารไปยังสมาชิกในครอบครัว ซึ่งอาจนำไปสู่การ ลด ละ เลิก การดื่มสุราของคนในครอบครัวอีกด้วย”

    กลางน้ำ : เสริมสร้างชุมชนและร้านค้าสีขาว

    นางสาวรัตติกาล เทพพิมาน ผู้ช่วยสาธารณสุข ฝ่ายสนับสนุนบริการ สำนักงานสาธารณสุข อำเภอแม่ใจ จังหวัดพะเยา ในฐานะผู้รับผิดชอบโครงการฯ กล่าวเสริมว่า “ส่วนกลางน้ำ เราทำงานร่วมกับเทศบาลและร้านค้าให้เป็นร้านค้าสีขาว โดยเน้นการปฏิบัติตามกฎหมายควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างเคร่งครัด รวมถึงมีการตรวจเยี่ยมร้านค้าเป็นประจำและรณรงค์งดเหล้าในงานศพและงานประเพณี ซึ่งที่ผ่านมาเราขับเคลื่อนสำเร็จแล้ว 2 ตำบล มีตำบลบ้านเหล่า ตำบลแม่สุก ในส่วนนี้ เราใช้กลไกบูรณาการเครือข่ายจากทุกภาคส่วนทำงานร่วมกัน อาทิ เจ้าหน้าที่ตำรวจ อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) หน่วยงานสาธารณสุขและภาคประชาชน ในการลงพื้นที่ตรวจสอบจุดจำหน่ายและให้คำแนะนำ”

    เธอยังกล่าวเพิ่มเติมว่า “เราพยายามสร้างต้นแบบจากชุมชนที่สามารถงดเหล้าได้สำเร็จจริง ๆ ไม่ว่าจะเป็นงานบุญ งานศพ หรือประเพณีต่าง ๆ แล้วขยายผลไปสู่ชุมชนอื่น ๆ ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ความร่วมมือของผู้นำชุมชนและความตั้งใจจริงของประชาชนคือพลังสำคัญที่จะขับเคลื่อนงานนี้ให้ไปถึงเป้าหมายได้ ”

    ปลายน้ำ : คืนคนดีสู่สังคม

    ด้านปลายน้ำ เน้นการบำบัด ฟื้นฟู และติดตามผู้ที่ติดสุรา โดยมีชมรมคนหัวใจเพชรและชมรมรักษ์สุขภาพ เป็นกำลังสำคัญในการเยี่ยมบ้าน ให้กำลังใจ และถอดบทเรียน นำผู้ที่เลิกเหล้าสำเร็จมาเป็นแบบอย่าง ขยายผลไปสู่ชุมชนและเยาวชนต่อไป

    อย่างไรก็ตาม ความท้าทายของโครงการอยู่ที่การปรับค่านิยม เช่น งดเหล้าในงานศพและงานประเพณีต่าง ๆ  ซึ่งเริ่มเห็นผลในบางชุมชน แต่ยังต้องใช้เวลาและความร่วมมือจากทุกภาคส่วน “เราพยายามสร้างแรงจูงใจด้วยการพูดคุยกับผู้นำชุมชน และลงพื้นที่ร่วมกับทีมสหวิชาชีพ เพื่อให้เกิดความเข้าใจและความต่อเนื่อง พร้อมทั้งผลักดันให้คนติดเหล้า ลด ละ เลิก และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ” นางบุญญาพร กล่าว

    จากข้อมูลสำรวจในปี 2566 พบว่ายังมีนักดื่มหน้าใหม่สูงถึง 53% จึงเป็นโจทย์สำคัญที่โครงการจะต้องขับเคลื่อนในอนาคต โดยมีเป้าหมายหลัก 3 ประการ คือ 1) ลดนักดื่มหน้าใหม่ 2) ปรับค่านิยมการดื่มในงานประเพณี 3) ขยายเครือข่ายชมรมรักษ์สุขภาพในทุกตำบล

    “เราเชื่อว่าเมื่อทุกภาคส่วนเดินไปด้วยกันอย่างยั่งยืน ‘แม่ใจ’ จะเป็นอำเภอที่ปลอดภัยจากพิษภัยของแอลกอฮอล์ได้ในที่สุด” นางสาวรัตติกาล กล่าว

  • การอบรมเชิงปฏิบัติการพัฒนาศักยภาพหน่วยปฏิบัติการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และผลิตภัณฑ์ยาสูบ (ATCU) เขตสุขภาพที่ 1

    การอบรมเชิงปฏิบัติการพัฒนาศักยภาพหน่วยปฏิบัติการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และผลิตภัณฑ์ยาสูบ (ATCU) เขตสุขภาพที่ 1

    นายแพทย์วาที สิทธิ รองผู้อำนวยการสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ ๑ เชียงใหม่ เปิดการอบรมเชิงปฏิบัติการพัฒนาศักยภาพหน่วยปฏิบัติการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และผลิตภัณฑ์ยาสูบ (ATCU) เขตสุขภาพที่ 1 การอบรมในวันนี้ เป็นการพัฒนาศักยภาพบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ระดับจังหวัด เพื่อเป็นหน่วยปฏิบัติการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และผลิตภัณฑ์ยาสูบ (ATCU) ระดับจังหวัด วันที่ 7 – 8 มกราคม 2568 ณ ห้องประชุมทิพย์วิมาน ชั้น 2 โรงแรมเชียงใหม่แกรนด์วิว อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ เครือข่ายองค์กรงดเหล้า ภาคเหนือตอนบน (สคล.), เครือข่ายจากหน่วยงานสรรพสามิต องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น, ตำรวจ, ศึกษาธิการภาค 15, ศึกษาธิการภาค 16 และผู้รับผิดชอบงานควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด

    ทั้งนี้ ความจำเป็นจะต้องอบรมให้ความรู้แก่เจ้าหน้าที่ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง เพื่อพัฒนาและปรับปรุงศักยภาพในการดำเนินการตามพระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2551 และ พระราชบัญญัติควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ พ.ศ. 2560 และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง และจัดตั้งการปฏิบัติงานของหน่วยปฏิบัติการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และผลิตภัณฑ์ยาสูบ (Alcohol and Tobacco Control Operation Unit : ATCU) ต่อไป

    นางอัณณ์ฐิสา เจริญฐิติรัตน์ รักษาการในตำแหน่งหัวหน้ากลุ่ม โรคไม่ติดต่อ สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 1 เชียงใหม่ ด้วยสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 1 เชียงใหม่ ร่วมกับเครือข่ายองค์กรงดเหล้าภาคเหนือตอนบน (สคล.) ได้จัดอบรมในวันนี้ เพื่อให้บุคลากรที่เกี่ยวข้อง กับการดำเนินงานควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ระดับจังหวัด สามารถ ที่จะดำเนินการ เฝ้าระวัง ประชาสัมพันธ์ และดำเนินคดี ตามพระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2551 และ พระราชบัญญัติควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ พ.ศ. 2560 และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ร่วมกับหน่วยงานภาคีเครือข่ายได้อย่างเป็นรูปธรรม จากนโยบาย กรมควบคุมโรค

    ในการดำเนินการจัดตั้งและการปฏิบัติงานของหน่วยปฏิบัติการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และผลิตภัณฑ์ยาสูบ (Alcohol and Tobacco Control Operation Unit : ATCU) ในการดำเนินการตามพระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2551 และ พระราชบัญญัติควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบพ.ศ. 2560 และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ให้มีความครอบคลุมทั่วประเทศ และดำเนินการสนับสนุนพนักงานเจ้าหน้าที่และภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้องการให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้