Category: ภูมิภาค

ภูมิภาคการทำงานของเครือข่ายองค์กรงดเหล้า แบ่งออกเป็น 9 ภาค

  • ประชุมสัญจรนครสวรรค์ สคล.เหนือล่าง สานพลังเครือข่าย

    ประชุมสัญจรนครสวรรค์ สคล.เหนือล่าง สานพลังเครือข่าย

    สำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า ภาคเหนือตอนล่าง กำหนดให้มีการประชุมสัญจร เพื่อสานพลังเครือข่าย สคล.เหนือล่าง ร่วมสร้างสุขที่ยั่งยืน ณ ห้องประชุมราชาวดี สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนครสวรรค์ อำเภอเมือง จังหวัดนครสวรรค์ วันเสาร์ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2565

    นายแพทย์อำนาจ น้อยขำ รองนายแพทย์สาธารณสุข จังหวัดนครสวรรค์ ด้านเวชกรรมป้องกัน กล่าวเปิดการประชุมโดยมีนายเหรียญ บุญสำลี ประธานหน่วยรับเรื่องร้องเรียนอื่นที่เป็นอิสระจากผู้ถูกร้องเยนตามมาตรา ๕๐(๕) จังหวัดนครสวรรค์ กล่าวรายงาน พร้อม นายสอน ขำปลอด ผู้ประสานงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้าภาคเหนือตอนล่าง และภาคีเครือข่ายองค์กรงดเหล้าในพื้นที่ ๑๐ จังหวัดภาคเหนือตอนล่าง เข้าร่วมประชุมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ กระบวนการขับเคลื่อนในพื้นที่ให้มีประสิทธิผล กระตุกคิด ชวนพูดชวนคุย การประชุมสัญจร เพื่อ สานพลังเครือข่าย สคล.เหนือล่าง ร่วมสร้างสุขที่ยั่งยืน จังหวัดนครสวรรค์

    โดยมีภาคีเครือข่ายทั้ง 10 จังหวัดภาคเหนือตอนล่าง ซึ่งได้แก่ จังหวัดพิษณุโลก จังหวัดกำแพงเพชร จังหวัดนครสวรรค์ จังหวัดชัยนาท จังหวัดอุทัยธานี จังหวัดเพชรบูรณ์ จังหวัดตาก จังหวัดอุตรดิตถ์ จังหวัดสุโขทัย และจังหวัดพิจิตร นายเหรียญ บุญสำลี ประธานหน่วยรับเรื่องร้องเรียนที่เป็นอิสระจากผู้ถูกร้องเรียนตามมาตรา ๕๐ (๕) จังหวัดนครสวรรค์ กล่าวว่า จากผลการสำรวจอัตราการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของประชาชนอายุ ๑๕ ปีขึ้นไป จังหวัดนครสวรรค์มีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ ปี ๒๕๕๔ อัตราร้อยละ ๒๔.๐ ปี ๒๕๖๐ ลดลงเหลือร้อยละ ๒๒.๑ และปี ๒๕๖๔ ลดลงร้อยละ ๒๑.๖ ซึ่งมีอัตราที่ต่ำกว่าระดับประเทศทั้ง ๓ ปี แสดงให้เห็นว่า จังหวัดนครสวรรค์ มีต้นทุนการขับเคลื่อนด้านมาตรการป้องกันและควบคุมได้อย่างมีประสิทธิผล ส่วนหนึ่งเกิดจากการสานพลัง ความมุ่งมั่นของเครือข่ายทั้งภาครับ เครือข่ายองค์กรงดเหล้า เครือข่ายจิตอาสา และกลุ่มเยาวชน ที่ได้เข้ามามีส่วนร่วมดำเนินการและขยายผล ปลูกฝังจิตสำนึกให้กับประชาชนเป็นอย่างดี ในการปรับพฤติกรรมลด ละ เลิกเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และพัฒนาพื้นที่สร้างสรรค์อย่าง สำหรับโครงการขับเคลื่อนเลิกเหล้าเข้าพรรษาประจำปี โครงการแรกได้เริ่มที่หมู่ที่ 4 บ้านหนองใหญ่ ในปี 2563 ได้ขยับขยายพื้นที่ไปทำที่บ้านหนองข่อย หมู่ที่ 5 ในปี 2564 ก็ยังคงขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่องแม้ว่าจะไม่ได้รับงบประมาณสนับสนุน ต่อมาในปี 2565

    ทางนครสวรรค์ได้ขยายเครือข่ายจาก 1 ชุมชนเป็น ระดับตำบลหนองกระเจา ภายใต้สโลแกน ซุปเปอร์แม่พ่อพอแล้วเหล้าเบียร์ ซึ่งต้องขอขอบคุณ สคล.เหนือล่าง หรือ สสส. ที่ได้ให้การสนับสนุนงบประมาณส่วนหนึ่งมาดูแลสุขภาพของประชาชนในครั้งนี้ หลังจากจบการนำเสนอข้อมูลจากผู้ประสานงานจังหวัดนครสวรรค์ นายสอน ขำปลอด ผู้ประสานงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้าภาคเหนือตอนล่าง

    ได้นำทีมงานพร้อมทั้งผู้ประสานงานและเครือข่ายทั้ง 10 จังหวัดไปพื้นที่เป้าหมายที่จะเป็นแหล่งการขับเคลื่อนสานพลังเครือข่ายร่วมสร้างสุขอย่างยั่งยืน ให้กับชุมชนกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิตบ้านท่าดินแดง ตำบลเกรียงไกร อำเภอเมือง จังหวัดนครสวรรค์ ให้มีเข้มแข็งต่อไป สำหรับกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิตบ้านท่าดินแดงนั้น เบื้องต้นทางสมาชิกกลุ่มได้ ลงพื้นที่ศึกษาดงานชุมชน แจ้งให้เครือข่ายทราบว่า ได้เปิดทำการมาราว 36 ปีมาแล้ว สมาชิกมีความเข้มแข็งสื่อสัตย์ ส่วนความเป็นมาและแนวคิดที่ได้จัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิตบ้านท่าดินแดงนั้น ก็เพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนเงินทุน

    เนื่องจากสมัยก่อนประชาชนไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ยาก หรือไม่สามารถเข้าถึงได้ เช่น การจะไปกู้เงินกับธนาคารสมัยนั้นจะเป็นเรื่องที่ยุ่งยากซับซ้อนและมักไม่ได้รับการอนุมัติให้กู้ ดังนั้น การตั้งกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิต

    ซึ่งเป็นการรวมตัวกันของประชาชนด้วยความสมัครใจ มีจุดมุ่งหมายเพื่อออมเงินอย่างสม่ำเสมอและใช้เงินในการลงทุนประกอบอาชีพ และใช้จ่ายทั้งของตนเองและบุคคลอื่นๆ นอกจากนี้ยังเป็นการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน โดยการประหยัดทรัพย์ แล้วนำมาสะสมรวมกันทีละเล็กละน้อยเป็นประจำอย่างสม่ำเสมอเพื่อใช้เป็นทุนให้กับสมาชิกที่มีความจำเป็นเดือดร้อนกู้ยืมไปใช้ในการลงทุนประกอบอาชีพ หรือเพื่อสวัสดิการของตนเองและครอบครัว หลักการดำเนินงานภายใต้คุณธรรม 5 ประการได้แก่ ๑.ความซื่อสัตย์ ๒.ความเสียสละ ๓.ความรับผิดชอบ ๔.ความเห็นอกเห็นใจกัน และ ๕.ความไว้วางใจกัน เงินสัจจะสะสมเป็นเงินที่ได้จากการออมของสมาชิก จำนวนเท่าๆ กัน ทุกเดือนตามกำลังความสามารถเพื่อใช้เป็นทุนในการดำเนินงาน ซึ่งจะจ่ายคืนเมื่อครบกำหนด โดยสามารถเปิดบัญชีต่ำสุดคือ 100 บาท และสูงสุดไม่เกิน 3,000 บาท ต่อคนต่อบัญชี และสมาชิกยังสามารถกู้เงินดอกเบี้ยถูกในกลุ่มได้อีกด้วย

    สกู๊ปข่าว สคล.นล. โดยนายปัณณทัต ปานเงิน

  • ภาคีเครือข่ายตำบลหนองซน เสริมพลังบวกชมรมอาสาสมัครเครือข่ายองค์กรงดเหล้า(คนหัวใจเพชร) ขับเคลื่อนการทำงานลด ละ เลิก เครื่องดื่มแอลกอฮอล์

    ภาคีเครือข่ายตำบลหนองซน เสริมพลังบวกชมรมอาสาสมัครเครือข่ายองค์กรงดเหล้า(คนหัวใจเพชร) ขับเคลื่อนการทำงานลด ละ เลิก เครื่องดื่มแอลกอฮอล์

    เครือข่ายงดเหล้าภาคอีสานตอนบนร่วมกับภาคีเครือข่ายตำบลหนองซน เสริมพลังบวกชมรมอาสาสมัครเครือข่ายองค์กรงดเหล้า(คนหัวใจเพชร)การขับเคลื่อนการทำงานลด ละเลิกเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ตำบลหนองซน

    เมื่อวันที่ 18ตุลาคม 2565 เวลา 09.00 น. ณ ห้องประชุมโรงเรียนหนองซนพิทยาคม อ.นาทม จังหวัดนครพนม

    กิจกรรมในครั้งนี้ มีภาคีจากสาธารสุขอำเภอนาทม องค์การบริหารส่วนตำบลหนองซน โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลหนองซน โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลคำแม่นาง พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่สำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้าภาคอีสานตอนบน ร่วมเป็นกันจัดเวทีเสริมพลังบวกให้คนหัวใจเพชรมีการเสริมให้กลังคิดแง่บวก ชื่นชมตัวเอง ชื่นชมเพื่อนที่เป็นคนที่ความเข้มแข็งที่ชนะใจตนเองที่สามารถมาที่จะเลิกเหล้ามาแล้ว3 ปีตั้งใจจะเลิกต่อตลอดชีวิต โดยกระบวนการชื่นชมตนเอง ชื่นชมเพื่อนและสมาชิกชมรม มากว่า30 คน ตั้งเป้าหมายร่วมกัน พร้อมอาสาตัวที่มีส่วนให้คนในชุมชนมีสุขภาพดี อีกทั้งมีการวิเคราะห์ผลกระทบที่เกิดด้านสุขภาพ อุบัติเหตุ การทะเลาะวิวาทในครอบครัว ทำร้ายกัน ซึ่งวิเคราะห์ปัญหา มีการดื่มสุราขาดสติ เลี้ยงเหล้าในงาบุญ เสพยาเสพติด โรคNCDs ทานอาหารสารเคมีและสาเหตุที่ทำให้เกิดพฤติกรรมการดื่มการกิน ความเชื่อ และมีพร้อมร่วมกันเสนอแนวทางการทำงานเพื่อให้บรรลุเป้าหมายร่วมกันต่อไปสร้างการเปลี่ยนแปลงของตำบลหนองซน

    นายวิชัย โมธรรม ประธานชมรมอ.สคล.(คนหัวใจเพชร) กล่าวว่า “ขอชื่นชมหัวใจของคนหัวใจเพชรทุกคนที่มาวันนี้ที่มีใจที่เข้มแข็งเป็นแบบอย่างให้กับคนในชุมชนและให้ทุกคนมาช่วยกันแก้ไขปัญหาให้ชุมชนมีสุขภาพดีอายุยืนยาว”

    พระอาจารย์ประเสริฐ ธมทีโม สำนักสงฆ์สวนไผ่ ให้ธรรมสอน ข้อคิดข้อดี ข้อเสียของการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ไว้ว่า “ข้อเสีย ทำให้เสียสุขภาพ เสียทรัพย์ เสียเวลา เสียสติ เสียครอบครัวหรือเพื่อน ส่วนข้อดี ดีที่ไม่เสียสุขภาพ ดีไม่เสียเวลา ดีไม่เสียสติ ดีไม่เสียครอบครัว เพื่อน และหากขาดศีลข้อห้าแล้วขาดสติ ก็จะทำใหศีลข้ออื่นขาดตามมาได้ด้วย”

    ภาพ/ข่าว แผนงานชุมชนคนสู้เหล้าและพัฒนาศักยภาพคนหัวใจเพชร ภาคอีสานตอนบน

  • เวทีเชิดชูเกียรติ คนหัวใจเหล็ก หัวใจหิน งดเหล้าครบพรรษา อำเภอแกดำ จังหวัดมหาสารคาม

    เวทีเชิดชูเกียรติ คนหัวใจเหล็ก หัวใจหิน งดเหล้าครบพรรษา อำเภอแกดำ จังหวัดมหาสารคาม

    วันที่ 25 ตุลาคม 2565 เวลา 09.00 น.

    อำเภอแกดำ ร่วมกับเครือข่ายองค์กรงดเหล้าภาคอีสานตอนบน

    เครือข่ายองค์กรงดเหล้าจังหวัดมหาสารคาม และ หน่วยงานสาธารณสุขอำเภอแกดำ ได้ดำเนินงานเพื่อลดปัญหาปัจจัยเสี่ยงสุขภาพ โดยลด ละ เลิกเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และสิ่งเสพติดอื่นๆ โดยได้ถือเอาช่วงเทศกาลเข้าพรรษาเป็นจุดเริ่มต้นในการลด ละ เลิกเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งมีพื้นที่ต้นแบบดำเนินการทุกกิจกรรม ในปี 2565 ของอำเภอแกดำ จำนวน 28 หมู่บ้าน คือ ตำบลหนองกุง 2 หมู่บ้าน ตำบลแกดำ 2 หมู่บ้าน ตำบลโนนภิบาล 2 หมู่บ้าน ตำบลมิตรภาพ 2 หมู่บ้าน และตำบลวังแสง 20 หมู่บ้าน

    โดยมีการรณรงค์งดเหล้าเข้าพรรษา การสำรวจและคัดกรองผู้ดื่มผู้สูบ

    การรณรงค์ให้บุคคลลงนามงดเหล้าครบพรรษา การสนับสนุนผู้เสี่ยงติดเหล้าเข้าสู่กระบวนการบำบัด และการค้นหาคนต้นแบบเลิกเหล้าตลอดชีวิต นอกจากนี้ยังได้พัฒนาคนต้นแบบให้เป็นอาสาสมัครเครือข่ายงดเหล้า (อ.สคล) เพื่อให้การช่วยเหลือบุคคลอื่นที่มีปัญหาเรื่องการติดสุราเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เมื่อร่างกายได้รับเข้าไปจะส่งผลต่อการทำงานของตับ

    ยิ่งดื่มมาก ก็ยิ่งมีผลเสียต่อตับมาก หากดื่มจนติดจะส่งผลให้ตับทำงานหนักจนกลายเป็นโรคตับแข็ง ป่วย และเสียชีวิต จากรายงานทางการแพทย์พบว่า การงดดื่มสุราครบ 3 เดือน จะช่วยให้ตับลดการทำงานลงและสามารถซ่อมแซมตัวเอง และชะลอการเกิดโรคตับแข็งได้

    กิจกรรมในครั้งนี้ได้มีเวทีเสวนาในหัวข้องดเหล้าแล้วได้อะไร ทำไมถึงต้องลด ละ เลิก เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และการเป็นคนหัวใจหิน หัวใจเหล็ก หัวใจเพชร ได้มาอย่างไร

    โดยมีผู้ร่วมเสวนาดังนี้

    1.นายชยพล ภูพานใหญ่

    2.นายสุนทร ทับคำภา

    3.นายไพรบูรณ์ ไชยสงค์

    4.นายประพจน์ ชัยคำภา

    ผู้ดำเนินรายการ นายกิตติศักดิ์ ไกรจันทร์ อาจารย์วิทยาลัยพยาบาลศรีมหาสารคาม

    หลังจบเวทีเสวนาได้รับเกียรติจากนายศฎายุช ไชยะลาด นายอำเภอแกดำเป็นประธานในพิธีรับฟังคำกล่าวรายงานจากนายบุญกว้าง ประดับคำ สาธารณสุขอำเภอแกดำ
    และมอบเข็มคนหัวใจเพชร เลิกเหล้าตลอดชีวิต มอบประกาศเชิดชูเกียรติ คนหัวใจเหล็ก หัวใจหิน งดเหล้าครบพรรษา ให้กับผู้เข้าร่วมโครงการและอยู่จนครบพรรษา โดยมีผู้ได้รับจำนวน 358 คน มีดังนี้
    คนหัวใจหิน 326 คน
    คนหัวใจเหล็ก 3 คน
    คนหัวใจเพชร 29 คน
  • เครือข่ายประเทศลาว-เวียดนาม ร่วมดูงานกิจกรรมเยาวชนสร้างสรรค์ของเครือข่ายองค์กรงดเหล้าจังหวัดชลบุรี

    เครือข่ายประเทศลาว-เวียดนาม ร่วมดูงานกิจกรรมเยาวชนสร้างสรรค์ของเครือข่ายองค์กรงดเหล้าจังหวัดชลบุรี

                    เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2565 เครือข่ายองค์กรงดเหล้า หรือ SDN ได้มีโอกาสนำพาคณะดูงานชาวต่างชาติ จาก The Promotion of Family Health Association (PFHA) ประเทศลาว 2 ท่าน และ Research and Training Centre for Community Delelopment (RTCCD) ประเทศเวียดนาม 2 ท่าน ลงพื้นที่ศึกษาดูงานกิจกรรมเยาวชนสร้างสรรค์ของเครือข่ายองค์กรงดเหล้าจังหวัดชลบุรี
                      ตอนรับภาคีเครือข่ายอย่างเป็นกันเอง โดยการดำเนินกิจกรรมของแกนนำเยาวชนเครือข่ายองค์กรงดเหล้าจังหวัดชลบุรีนั้น เป็นการขับเคลื่อนด้วยพลังเยาวชนคนรุ่นใหม่อย่างเข้มแข็ง ที่ร่วมกันออกแบบและดำเนินกิจกรรมด้วยตนเอง เป้าประสงค์ของการจัดกิจกรรมนี้ เกิดขึ้นมาเพื่อขยายเครือข่ายเยาวชนที่ทำกิจกรรมในพื้นที่ให้มากขึ้น โดยมีชื่อเรียกอีกชื่อว่า น้องๆ YSDN ( Youth Strong & Development Network )
           เริ่มต้นจากกิจกรรมละลายพฤติกรรม (Ice Breaking) โดยได้เชื้อเชิญทีมผู้เข้าร่วมจากต่างชาติเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมด้วย เป็นแลกเปลี่ยนเรียนรู้รูปแบบการทำกิจกรรมเยาวชนในพื้นที่ พร้อมทั้งเป็นการพัฒนาศักยภาพการสื่อสารภาษาอังกฤษของทีมเยาวชนได้เป็นอย่างดี
           กิจกรรมถัดไปเป็นการเรียนรู้ในเรื่องของพระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2551 และข้อบังคับในประเด็นแอลกอฮอล์ของนานาชาติโดย “น้องโนเกีย” นายอรรถสิทธิ์ ไทรทอง แกนนำเยาวชน YSDN จ.ชลุบรี ที่ได้รับรางวัล YSDN Award 2022 สาขา เฝ้าระวังและกระตุ้นการบังคับใช้กฎหมาย เป็นผู้แบ่งปันความรู้และดำเนินกิจกรรมถามตอบโจทย์ปัญหาเพื่อสร้างความเข้าใจในประเด็นกฎหมายเพิ่มมากขึ้น และในช่วงบ่ายเป็นกิจกรรมฐาน Walk rally เพื่อส่งเสริมการทำงานเป็นทีม โดยในฐานกิจกรรมทั้งหมดจำนวน 5 ฐาน เป็นฐานกิจกรรมที่ส่งเสริมภาวะผู้นำและสอดแทรกข้อมูลเรื่องโทษพิษภัยของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

    โดยทั้งภาพรวมของกิจกรรมดำเนินไปได้เป็นอย่างดี มีการพูดคุยแลกเปลี่ยนกันระหว่างน้องๆเยาวชน YSDN และภาคีเครือข่ายต่างประเทศที่เข้าร่วมเรียนรู้อย่าเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ทำให้เราสามารถถ่ายทอดรูปแบบกิจกรรมและบทบาทหน้าที่การทำงานรณรงค์ของเยาวชนให้เครือข่ายต่างชาติได้รับทราบ รวมไปถึงพัฒนาศักยภาพการสื่อสารและความกล้าแสดงออกของน้องๆเยาวชนเพื่อยกระดับการร่วมกิจกรรมนานาชาติต่อไป

  • ประเพณีแข่งเรือยาวหัวพญานาค เอกลักษณ์แห่งเมืองน่าน อายุร่วม 200 ปี

    เรือหัวพญานาค เอกลักษณ์แห่งเมืองน่าน อายุร่วม 200 ปี

    ภาพและเรื่องโดย ศุภกิตติ์ คุณา

    หากพูดถึง “ประเพณีการแข่งเรือ” เป็นวิถีชีวิตความผูกพันแห่งสายน้ำ และความเป็นอยู่ของชาวไทยในชนบท ถิ่นที่อยู่อาศัยใกล้แม่น้ำ ประเพณีแข่งเรือนั้น ปัจจุบันในประเทศไทยสามารถรับชมได้ตามชุมชนลุ่มน้ำของไทย ในบางพื้นที่จัดให้มีการแข่งขันการแข่งเรือจนกลายเป็นประเพณีสืบทอดกันมาแต่ยาวนาน

    ขึ้นเหนือไปที่เมืองน่าน ประเพณีการแข่งเรือชาวเมืองน่านนั้น สภาวัฒนธรรมจังหวัดน่าน ได้ระบุว่า การแข่งเรือของจังหวัดน่านมีความผูกพันกับ “พญานาค” โดยมีความเชื่อที่ว่า พญานาคจะปกป้องคุ้มครองโบราณสถาน วัดวาอารามและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เคารพสักการะ จึงขุดเรือยาวและตกแต่งหัวเรือและหางเรือตลอดจนลำเรือให้มีลักษณะคล้ายพญานาค ปีไหนมีภาวะฝนแล้ว ฝนฟ้าไม่ตกต้องตามฤดูกาล บรรพบุรุษชาวน่านก็จะนำเรือแข่งไปพายแข่งกัน ซึ่งเปรียบเสมือนกับพญานาคกำลังเล่นน้ำ เพื่อขอฝนและก็เป็นที่น่าอัศจรรย์อย่างยิ่ง เพราะว่าหลังจากนั้นฝนก็ตกลงมาจริงๆ

    ประเพณีแข่งเรือหัวพญานาคที่จังหวัดน่าน จะจัดขึ้นกันหลายอำเภอ แต่ที่จังหวัดน่านมีเอกลักษณ์ที่แต่งต่างกับพื้นที่อื่นคือ เรือที่นำมาแข่งขันนั้นเป็นเรือลักษณะเป็นหัวพญานาค หรือเรียกว่า “หัวโอ้” เป็นโอกาสอันดีที่ทางพวกเราได้ลงพื้นที่อำเภอท่าวังผา จังหวัดน่าน ซึ่งเป็นหนึ่งในสนามแข่งเรือที่มีชื่อเสียงอีกแห่งหนึ่งในจังหวัดน่าน

    แข่งเรือเมืองน่าน มีประวัติมาตั้งแต่เมื่อไหร่?

    อาจารย์สง่า อินยา ปัจจุบันเป็นอุปนายกสมาคมเรือแข่งจังหวัดน่าน และรองประธานสภาวัฒนธรรมจังหวัดน่าน ได้เล่าความเป็นมาให้กับพวกเราว่า จากการที่สืบค้นตามผู้เฒ่าผู้แก่ทั้งหลายท่าน ก็บอกว่า ตั้งแต่ท่านเกิดมา ท่านก็เห็นการแข่งเรืออย่างนี้มาตลอด ดังนั้นจึงไม่สามารถทราบแน่ชัดว่าได้ว่า การแข่งเรือเมืองน่านเกิดขึ้นครั้งแรกเมื่อไร ก็ไม่ปรากฏหลักฐานบอกไว้ จากการบันทึกในประวัติศาสตร์เมืองน่าน จากหลักฐานการบันทึกเขียนไว้ เจ้าผู้ครองนครน่าน องค์ที่ 5 ท่านย้ายเมืองจากเมืองปัว เมืองวรนคร ไปสู่เมืองน่านในปีนั้น พ.ศ.1902  พระยาการเมือง เจ้าเมืองวรนคร เมืองปัว ได้ใช้เรืออพยพขนย้ายผู้คนล่องมาตามลำน้ำน่านเพื่อสร้างเมืองใหม่ที่เมืองภูเพียง แช่แห้ง มาจากแม่น้ำน่าน ก็เลยเกิดว่าน่าจะต้องมีเรือแข่งกันขึ้นมา ทุกคนก็เลยมองไปที่เรือแข่งสร้างเรือแข่งขึ้นมา

    (ภาพจาก พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ น่าน)

    ถ้าจากเอกสารอ้างอิงประวัติศาสตร์ที่ได้กล่าวถึง “นครน่าน” ซึ่งเป็นเมืองนครรัฐที่เมืองต่างๆ เข้ามาสวามิภักดิ์ถึง 57 เมือง โดยมีเจ้าผู้ครองนครสืบราชวงศ์ติดต่อกันถึง 64 พระองค์ นับตั้งแต่ราชวงศ์ภูคาเป็นปฐมสันตติวงศ์จนถึงราชวงศ์เติ๋นมหาวงศ์ ต้นตระกูล ณ น่าน เป็นราชวงศ์สุดท้าย ไม่เป็นที่ปรากฏแน่ชัดว่า เป็นเจ้าผู้ครองนครพระองค์ใด มีรับสั่งให้บรรดาเสนาอำมาตย์ทหารข้าราชบริพารไปตัดต้นตะเคียนที่ป่าขุนห้วยสมุน ซึ่งเป็นป่าต้นน้ำที่อยู่ห่างจากอำเภอเมืองน่าน ไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือประมาณ 30 กิโลเมตร ซึ่งเป็นต้นตะเคียนที่มีขนาดใหญ่มาก ว่ากันว่าถึงขนาดตอของต้นตะเคียนนั้น สามารถวางโก๊ะข้าว (สำรับข้าวสำหรับคนเหนือ) ได้ถึง 100 โก๊ะ ขุดรากตัดแล้ว ประชาชนต่างก็ช่วยกันชักลากออกมาจากป่า

    จากนั้นก็ลากเอาไม้ดังกล่าวนั้น ล่องมาเรื่อยๆจนถึงแม่น้ำน่านระยะทาง 30 กิโลเมตร เกิดเป็นรอยลากเป็นร่องน้ำขึ้นมา คือ แม่น้ำสมุน ในอำเภอเมืองน่านปัจจุบันนี้  และนำไม้ตะเคียน 1 ต้นมาขุด  ได้ 2 ลำ ตกแต่งเป็นเรือแข่งเมืองน่าน ตั้งชื่อว่า “เรือท้ายหล้า-ตาตอง” คำว่า ท้ายหล้า หมายถึง เรือที่ท้ายเรือยังทำไม่เสร็จ ตาตอง หมายถึง เรือที่มีตาทำด้วยทองเหลืองหรืออีกความหมายหนึ่ง คือมีตาของไม้ที่นำมาขุดเรือเป็นสีทองเหลือง เจ้าผู้ครองนครน่าน เลยประกาศให้เป็นรูปแบบของเรือเมืองน่าน โดยมีหัวเป็นพญานาค และหางเป็นหงส์ ตั้งแต่นั้นเป็นมาคนเมืองน่านก็สร้างเรือ เป็นแบบเรือแข่ง โดยปรากฏเป็นหลักฐานได้บันทึกไว้ตามฝาผนังวัดต่าง เช่น วัดภูมินทร์

    การจัดแข่งเรือประเพณีจังหวัดน่าน ปรากฏหลักฐานอ้างอิงได้ ตั้งแต่ พ.ศ.2460 เมื่อครั้งสมเด็จฯ เจ้าฟ้าฯ กรมพระนครสวรรค์วรพินิตฯ เสด็จตรวจราชการเมืองน่าน เจ้าผู้ครองนครน่านพระเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดชฯ เจ้านายฝ่ายเหนือและข้าราชการประจำเมืองจัดให้มีการแข่งขันเรือประเพณีให้ทอดพระเนตร เจ้ามหาพรหมสุรธาดาเจ้าผู้ครองนครน่านองค์สุดท้าย เมื่อดำรงตำแหน่งเจ้าอุปราชพร้อมด้วยเจ้านายฝ่ายเหนือได้ลงไปฟ้อนในเรือลำที่ชนะเลิศด้วย หลังจากนั้นผู้ปกครองน่านในยุคต่อๆ มาได้สืบสานประเพณีการแข่งเรือนี้ซึ่งมีวิวัฒนาการและมีผู้มีส่วนร่วมสนับสนุนและเพิ่มความสำคัญของการแข่งขันจนเป็นประเพณียิ่งใหญ่และเป็นเทศกาลสำคัญระดับชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งได้รับพระมหากรุณาธิคุณและพระกรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระบรมวงศานุวงศ์ พระราชทานถ้วยรางวัลการแข่งขันทั้ง 3 ประเภท ได้แก่ เรือใหญ่ เรือกลาง และเรือเล็ก นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณแก่ชาวจังหวัดน่านอย่างยิ่ง

    ประเภทการแข่งเรือที่เมืองน่าน

    เมื่อสมัยก่อน การแข่งเรือนั้นจะมี เรือเล็ก ที่นั่งไม่เกิน 30 ฝีพาย, เรือกลาง 40 ฝีพายและเรือใหญ่ไม่เกิน 55 ฝีพาย ในสมัยนี้มีการปรับไปตามยุคสมัย เมื่อทุกคนอยากต้องการเอาชนะ ทำให้พื้นที่ของตัวเรือมีการปรับหัวเรือเล็กลงและน้ำหนักเบา จึงเกิดปัญหาขึ้น ทำให้ผู้ใหญ่ไม่ยอมไปนั่งแข่งเรือ หากไปนั่งแข่งเรือก็จะแพ้เด็ก และสู้เด็กไม่ไหว เพราะเด็กนั้นมีการฝึกซ้อม 2-3 เดือน ที่สนามแข่งเรือ อ.ท่าวังผา เลยสร้างขึ้นมาอีกสนาม คือ เรือเล็กเอกลักษณ์น่าน คือนั่ง 30 ฝีพาย แต่เอาเฉพาะผู้ใหญ่ที่อายุ 45 ปี ขึ้นไป มาแข่งกัน ปรากฏว่าเป็นที่ชื่นชอบ ชาวบ้านดูกันเต็มสองฝั่ง เพราะว่าเป็นเฉพาะผู้ใหญ่แข่งกัน ลูกหลานที่อยู่ทางกรุงเทพฯก็จะกลับบ้านเพื่อมาดู ส่วนลูกหลานอยู่แถวนี้ก็พากันมาดูมาดูพ่อแม่เข้าแข่งขัน  ก็เลยกลายเป็นสถานที่ที่รวมคนได้มากที่สุดอีกสนามหนึ่ง แล้วก็เขาชื่นชมก็เพราะตรงนี้ล่ะครับเพราะว่าตรงนี้ต่อไปน่าจะเอาผู้ใหญ่ที่อายุ 45 ปีนี้มาแข่งกันโดยไม่มีเด็ก

    ส่วนการแข่งขันของเด็กนั้น ก็มีแนวทางประเภทเด็ก เราก็มีประเภทผู้สูงวัยอายุ 45 ปีขึ้นไป ก็เลยกลายเป็นเรื่องเอกลักษณ์น่าน เรือโบราณ เรือเร็ว ถ้าหากไม่คุมเรื่องหัวเรือ ไม่มีควบคุม หรือกำหนดเอกลักษณ์ของเรือ ก็เรียกว่า เรือโอเพ่น ก็คือเอาตามความอิสระ ส่วนการแข่งขันเรือหัวพญานาค ก็จะมีเอกลักษณ์ที่บังคับเกี่ยวกับเรือ หัวเรือจะต้องใหญ่เท่าไหร่ ขนาดไหนบ้าง ลำเรือต้องเป็นลักษณะแบบนี้ ส่วนเรือโบราณจะต้องเป็นตามลักษณะที่กำหนดขึ้นมา ก็เลยทำให้เรือที่เป็นโบราณกลับหวนฟื้นคืนมา ส่วนเรือหัวเล็กที่ไม่ใช่เอกลักษณ์ก็เลยจะค่อยๆหายไป

    เรือแข่งเมืองน่าน อายุร่วม 200 ปี

    ประวัติศาสตร์ที่ยาวนานร่วม 200 กว่าปี สิ่งที่เห็นชัดเจน ณ ตอนนี้ อาจารย์สง่า อินยา เล่าต่อเรื่องราวเรือที่มีอายุเก่าแก่ที่สุด ปัจจุบันยังทำการแข่งขันได้อันดับ 1 คือ “เรือเสือเฒ่าท่าล้อ” บ้านท่าล้อ อำเภอภูเพียง (ปี 2566) อายุ 207 ปี ซึ่งยังสามารถใช้แข่งได้ ถัดมาอันดับ 2 คือ “เสือเฒ่าบุญเรือง” บ้านบุญเรือง อำเภอเวียงสา เป็นเรือที่มีอายุเก่าแก่ของจังหวัดน่าน ปัจจุบัน (ปี 2566) มีอายุ 186 ปี  เรือลำนี้ขุดเมื่อปี พ.ศ.2380 โดยพระอธิการธนะวงค์ หรือครูบาธนะวงค์ เจ้าอาวาสวัดบุญเรือง (หรือวัดห้วยบงในสมัยนั้น) ขุดด้วยไม้ตะเคียนทองที่บริเวณป่าขุนแม่น้ำมวบ บ้านน้ำมวบ อ.เวียงสา เดิมชื่อ “เจ้าแม่บัวเขียว”, “บัวเรียว”,  “บัวลอย” เป็นเรือที่สวยงามและมีความเร็วจนหาคู่แข่งได้ยากในสมัยนั้น เรือที่เก่าแก่อันดับ 3 คือ “เรือคำแดงเทวี (นางดู่งาม)” บ้านนาเตา อำเภอท่าวังผา เรือคำแดงเทวี เป็นเรือไม้ประดู่อยู่ที่บ้านนาเตา อำเภอท่าวังผา อายุ 176 ปี และถัดมาอันดับ 4 คือ “เรือแม่คำปิ๋ว” บ้านนาหนุน อายุ 140 ปี และเรือเล็กเอกลักษณ์น่าน “เรือนางพญาคำปิ๋ว” บ้านดอนแก้ว อำเภอท่าวังผา อายุ 97 ปี

    พญานาค กับความเชื่อประเพณีแข่งเรือจังหวัดน่าน

    เมื่อ “พญานาค” เป็นตัวแทนของความชุ่มชื้นเป็นตัวแทนของความชุ่มเย็น เป็นผู้บันดาลให้ฝนตก ให้น้ำ เมื่อชาวไร่ชาวนาไม่มีน้ำทำเกษตรกรรมไม่มีฝนฟ้าคะนองหรือไม่มีน้ำทำนา ก็จะเอาเรือลงไปเล่นน้ำเอาไปแข่งกันเหมือนกับว่าขอฝนมันเป็นที่อัศจรรย์ ถ้าเอาลงเรือแข่งกันเมื่อไหร่ ฝนจะตกลงมา เล่ากันว่าที่จังหวัดน่านหากต้องการฝนแล้วเอาพญานาคไปเล่นน้ำแล้ว ฝนก็จะตกลงมาจริงๆ อย่างเช่นการแข่งเรือทุกวันนี้ก็จะมีฝนตกลงมาด้วย ถ้าต้องการน้ำฝนตกแล้วก็ต้องใช้เรือหัวพญานาคลงแข่งขัน หากหัวเรือเป็นหัวอย่างอื่น จะไม่ให้เข้าร่วมแข่งขัน ฉะนั้นจึงต้องเป็นหัวพญานาคเพียงอย่างเดียว

    การแข่งเรือหัวพญานาค โดยเฉพาะที่อำเภอท่าวังผา ไม่มีใครทราบเหมือนกันว่าเริ่มต้นการแข่งขันครั้งแรกเมื่อไหร่ จนถึงปี พ.ศ.2518 ต้องหยุดการแข่งขันไป เพราะว่าการแข่งขันได้สร้างปัญหาทำให้คนแตกแยกกัน จึงมีการหยุดแข่งขันไปหยุดไปประมาณ 7 ปี และต่อมาในปี พ.ศ. 2525 นายอำเภอ กำนันผู้ใหญ่บ้าน ได้ช่วยกันฟื้นฟูประเพณีการแข่งเรือหัวพญานาคขึ้นมาใหม่ และนำเอากติกาของกรมพลศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ มาเป็นกติกาหลัก มีการถ่ายทำวีดีโอในการตัดสินหน้าเส้นชัย ลดการเกิดปัญหา และเป็นสิ่งที่ดี จากนั้นไม่มีปัญหาเกิดขึ้นเลยกลายเป็นวัฒนธรรมเป็นประเพณีที่ดีงามทำการแข่งเรือเรียกว่า “ประเพณีแข่งเรือพญานาคจังหวัดน่าน

    ในยุคสมัยนี้ อาจารย์สง่าให้ข้อมูลเพิ่มเติมกับเราว่า การใช้คำว่า การแข่งเรือพญานาคจังหวัดน่าน ในสถานที่ต่างๆจะต่อเติมท้ายชื่องานด้วยชื่อพื้นที่นั้น เช่น การแข่งเรือพญานาค อำเภอท่าวังผา เป็นต้น นักท่องเที่ยวเริ่มให้ความนิยทเข้ามาชมประเพณีแข่งเรือหัวพญานาคมากขึ้นเรื่อยๆ

    “คนน่านภูมิใจ๋ แข่งเฮือยิ่งใหญ่ บ่มีเหล้าเบียร์”

    ประเพณีแข่งเรือที่จังหวัดน่าน จึงเป็นที่ชื่นชมของชาวจังหวัดน่าน และเป็นที่ชื่นชมของบุคคลทั่วไปว่า ไม่มีกิจกรรมใดที่จะยิ่งใหญ่กว่าการแข่งเรือและมีคนมารวมตัวกันมากกว่าการแข่งกีฬาชนิดอื่น ดังนั้นจึงเป็นที่ภาคภูมิใจในการแข่งเรือเมืองน่าน และกลายเป็นการแข่งเรือปลอดเหล้า ซึ่งไม่มีใครเชื่อว่าแข่งเรือจะต้องไม่กินเหล้า แต่ที่เมืองน่านสามารถทำให้เห็นแล้วว่าเป็นการแข่งเรือปลอดเหล้า ดั่งงานที่สนามแข่งขัน อ.ท่าวังผา เรียกว่า การแข่งเรือปลอดเหล้า เข้าหาพระธรรม สนามแข่งเรือแห่งนี้ ก็จะมีพระสงฆ์มาอนุโมทนาสาธุด้วย

    การแข่งเรือปลอดเหล้า ที่ จ.น่าน เห็นความชัดเจนเป็นอย่างมาก ยกตัวอย่างในพื้นที่ สมัยก่อนถ้ามีประเพณีแข่งเรือ โรงพยาบาลน่าน และโรงพยาบาลท่าวังผา จะต้องรวบรวมหมอ รวบรวมพยาบาลเต็มอัตราศึก เพราะจะเกิดการทะเลาะวิวาท ชกต่อยกัน และเกิดอุบัติเหตุ หามเข้าโรงพยาบาลกันตลอดเลย หลักจากที่ การแข่งเรือปลอดเหล้าแทบจะไม่ต้องเตรียมอะไร หากถามว่ามันมีการปลอดเหล้าจริงไหม ปัจจุบันต้องบอกได้เลยว่า ถึงไม่มีโครงการปลอดเหล้า ประเพณีแข่งเรือที่นี่ก็แข่งขันกันแบบไม่มีเหล้ากันได้ กลายเป็นวัฒนธรรมประเพณีอันดีงามของจังหวัดน่านในการแข่งเรือปลอดเหล้า ซึ่งเป็นที่มาของว่า “คนน่านภูมิใจ๋แข่งเฮือยิ่งใหญ่บ่มีเหล้าเบียร์” ซึ่งหมายถึง คนจังหวัดน่านภาคภูมิใจ งานประเพณีแข่งเรือที่ยิ่งใหญ่ ปลอดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์


    Reference

    • พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ น่าน, คลังข้อมูลภาพเก่า https://www.finearts.go.th
    • อาจารย์ราเชนทร์ กาบคำ นายกสมาคมเรือแข่งจังหวัดน่าน
    • บทสัมภาษณ์ อาจารย์สง่า อินยา อุปนายกสมาคมเรือแข่งจังหวัดน่าน โดย ศุภกิตติ์ คุณา, แข่งเรือเอกลักษณ์หัวพญานาค อ.ท่าวังผา พ.ศ.2563
    • สภาวัฒนธรรมจังหวัดน่าน, ประเพณีท้องถิ่น
  • เครือข่ายงดเหล้า จับมือเทศบาลเมืองกระนวน สร้างครอบครัวแห่งความสุข ต้อนรับปิดเทอมสร้างสรรค์

    เครือข่ายงดเหล้า จับมือเทศบาลเมืองกระนวน สร้างครอบครัวแห่งความสุข ต้อนรับปิดเทอมสร้างสรรค์

    เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2565 เวลา 09.00 น. ณ ห้องประชุม ชั้น 2 เทศบาลเมืองกระนวน อ.กระนวน จ.ขอนแก่น นายชัชวาล โนนใหม่ นายกเทศมนตรีเมืองกระนวน เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการเวทีอบรมเชิงปฏิบัติการสร้างสรรค์สังคมต้อนรับปิดเทอม กับ YSDN อำเภอกระนวน ภายใต้แนวคิด ตอน “ครอบครัว Junior วัยใส ใส่ใจสุขภาวะ” และมอบของที่ระลึกให้แก่ผู้ที่เข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ โดยมีคณะผู้บริหารเทศบาลเมืองกระนวน คณะวิทยากรจาก โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชกระนวน โรงเรียนศรีกระนวนวิทยาคม และศูนย์เด็กเล็กเทศบาลเมืองกระนวน พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่สำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้าภาคอีสานตอนบน ร่วมเป็นเกียรติในพิธีเปิด

    ซึ่งการจัดกิจกรรมในครั้งนี้ จัดขึ้นภายใต้งบประมาณ โครงการพัฒนาต้นแบบอำเภอป้องกันนักดื่มหน้าใหม่ครบวงจร ได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ได้รับความอนุเคราะห์สถานที่จาก เทศบาลเมืองกระนวน จัดขึ้นเพื่อต้อนรับเทศกาลปิดเทอม โดยมีกลุ่มเป้าหมายที่เข้าร่วมกิจกรรมเป็น ครอบครัวที่ให้ความสนใจกิจกรรมสานสายใยรัก ในครอบครัว รวมทั้งสิ้นจำนวน 100 คน โดยแบ่งการอบรมเป็น 2 รุ่น ๆ ละ 50-60 คน รุ่นที่ 1 จัดขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 16 ตุลาคม 2565 และ รุ่นที่ 2 จัดขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 23 ตุลาคม 2565

    ด้านนายศุภฤกษ์ ต่อพันธุ์ ในนามผู้แทนสำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า กล่าวว่า “การพัฒนาสถาบันครอบครัวซึ่งเป็นรากฐานของสังคมนั้นจำเป็นอย่างยิ่ง พร้อมทั้งการฝึกทักษะในศตวรรษที่ 21 และปลูกฝังค่านิยมการบริโภคเหล้า บุหรี่ ในระดับเด็กปฐมวัยต้องอาศัยความร่วมมือ จากทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ และภาคเอกชน ที่ต้องร่วมมือกัน ให้ความสำคัญกับการพัฒนาสถาบันครอบครัวเสริมทักษะการดูแลเด็กปฐมวัย ปลูกฝังระเบียบวินัย จิตสำนึก และภูมิคุ้มกันป้องกันปัจจัยเสี่ยงซึ่งจะทำให้เด็กปฐมวัยสามารถเติมโตเป็นเยาวชนที่มีคุณภาพและเป็นต้นแบบเยาวชนนักรณรงค์ป้องกันปัจจัยเสี่ยงได้”

    ภายหลังจากเสร็จสิ้นกิจกรรมต่างๆ ตามกำหนดการการอบรม นายอนุรักษ์ พีรพรพิมล รองนายกเทศมนตรีเมืองกระนวน ได้มอบเกียรติบัตรให้กับผู้ผ่านการอบรม พร้อมให้โอวาทการดูแลลูกในช่วงปฐมวัย และกล่าวชื่นชมคณะทำงานที่ได้นำโครงการที่เป็นประโยชน์มาสู่ อำเภอกระนวน

    ภาพ/ข่าว แผนงานพัฒนาศักยภาพเยาวชนและกิจกรรมพิเศษภาคอีสานตอนบน