Tag: สคล

  • “ชุมชนท่องเที่ยวภาคเหนือตอนล่างร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ชุมชนท่องเที่ยวตำบลห้วยไร่” 

    “ชุมชนท่องเที่ยวภาคเหนือตอนล่างร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ชุมชนท่องเที่ยวตำบลห้วยไร่” 

    ภาคเหนือตอนล่าง จัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ด้านการดำเนินงานส่งเสริมการท่องเที่ยวของดีและการค้นหาอัตลักษณ์ของชุมชนด้านการท่องเที่ยวชุมชนปลอดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งเครือข่ายเป้าหมายประกอบด้วย ทีมงานจากเครือข่ายชุมชนท่องเที่ยวจากอำเภอเมืองจังหวัดตาก อำเภอทุ่งเสลี่ยมจังหวัดสุโขทัย และชุมชนท่องเที่ยวจากตำบลห้วยไร่อำเภอหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์  พร้อมทีมผู้บริหารจากเครือข่ายองค์กรงดเหล้าส่วนกลาง เครือข่ายองค์กรงดเหล้าภาคเหนือตอนล่าง เคืรอข่ายองค์กรงดเหล้าจังหวัดตากและจังหวัดสุโขทัย จำนวนมากกว่า 50 คน

    นายพายับ แสงทอง ผู้ประสานการท่องเที่ยวภาคเหนือตอนล่าง เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ด้านการดำเนินงานส่งเสริมการท่องเที่ยวของดีและการค้นหาอัตลักษณ์ของชุมชน ภายใต้ความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เช่น บ้าน วัด โรงเรียน สถานบริการสาธารณสุข มุ่งสู่ความเข้มแข็งของชุมชนและการบริหารจัดการอย่างยั่งยืน  และเป้าหมายอีกประการหนึ่งที่สำคัญ เพื่อสุขภาพที่ดีของประชาชนและนักท่องเที่ยว  สสส.ขอเชิญชวนและประชาสัมพันธ์ส่งเสริมให้การจัดกิจกรรมท่องเที่นวชุมชน รวมถึงการจัดงานบุญประเพณีที่สำคัญ มุ่งเน้นกิจกรรมการลดปัจจัยเสี่ยง ในการไม่ สูบบุหรี่ บุหรี่ไฟฟ้า งดดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และ ประกาศเชิงนโยบายวัด ปลอดเหล้าและบุหรี่ตามกฎหมาย  รวมถึงการพัฒนายกระดับเสริมสร้างความเข้มแข็งมากยิ่งขึ้นในการเป็นศูนย์เรียนรู้ด้านการท่องเที่ยวระหว่างวัด กับชุมชนภายใต้ความมีส่วนร่วมดำเนินงานของภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง ดังเช่นกิจกรรมด้านการท่องเที่นวชุมชนของวัดโฆษาท่าช้าง ตำบลห้วยไร่ แห่งนี้  

    พระครูถาวรพัชรกิจ เจ้าอาวาสวัดโฆษาท่าช้าง กล่าวว่า การจัดการท่องเที่ยวโดยชุมชนตำบลห้วยไร่ หล่มสัก เพชรบูรณ์เป็นตำบลที่มีวัฒนธรรมวิถีถิ่น ที่น่ามาเยี่ยมเยือนและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ กันได้ทั้งปี 

    มี 13 หมู่บ้าน เป้นชาวลาวอพยบมาจากเวียงจันทร์ การแต่งกายมีเอกลักษณ์เฉพาะคล้ายชาวลาวใส่ผ้าซิ่น รวมทั้งความหลากหลายอาชีพ โดยส่วนใหญ่เป็นชาวเกษตรกรรม มี “บุญเจดีย์ข้าว” หลังเก็บเกี่ยวนาปี และมีงานบุญฮีดสิบสองคองสิบสี่ มีการพัฒนาอาชีพทอผ้าฝ้าย และตัดเย็บผ้าฝ้าย ชื่อหัตถกรรม “ขิตโฆษา” อนุรักษ์ดนตรีพื้นบ้าน เชิญชวนนักท่องเที่ยวได้แวะมเยี่ยมเยือน ยินดีต้อนรับยิ่ง

    นอกจากเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ทางชุมชนท่องเที่ยวไทยชนะศึก ชุมชนริมธารา ชุมชนห้วยกรด ชุมชนไม้งาม ได้มีการถอดบทเรียนจากการขับเคลื่อนการท่องเที่ยวโดยชุมชนปลอดภัยลดปัจจัยเสี่ยง บทเรียนที่ได้ คือการบริหารจัดการชุมชนเข้าสู่มาตรฐานโฮมเสตย์ไทย ท่องเที่ยวลดคาร์บอน “เที่ยวรู้คุณค่ารักษ์โลก รักษ์วิถีไทย” มีการพัฒนางาน คาร์ฟจากผ้าไทย มีการรังสรรค์เมนูสุขภาพด้วยอาหารพื้นถิ่นให้มีความน่ากิน มีการจัดจานที่สวยงาม มีการพัฒนาตลาดพื้นถิ่นให้นักท่องเที่ยวได้ซื้อเป็นของฝาก นอกจากนี้ยังทำให้คนเลิกเหล้า คนหัวใจเพชรมีกิจกรรมทำ มีการเรียนรู้การกินตามธาตุ พัฒนาอาหารให้เป็นยา

  • เยาวชนจิตอาสา สู่เยาวชนต้นแบบ YSDN อีสานบน

    เยาวชนจิตอาสา สู่เยาวชนต้นแบบ YSDN อีสานบน

    สำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า (สคล.) ภายใต้การสนับสนุนของกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จัดกิจกรรมเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้พัฒนาศักยภาพแกนนำเยาวชน พี่เลี้ยง YSDN อีสานตอนบน ตอน “แกนนำเยาวชนเครือข่ายเฝ้าระวัง และสนับสนุนการปฏิบัติตามกฎหมาย พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์” เพื่อส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนได้เรียนรู้กระบวนการคิดและออกแบบแนวทางการป้องกันภัยปัจจัยเสี่ยงที่เกิดขึ้นกับเด็กและเยาวชนในปัจจุบัน และเป็นเวทีให้พี่ได้สอนน้องเรื่องการเป็นแกนนำ YSDN และเยาวชนนักรณรงค์

    กิจกรรม ระหว่างวันที่ 14-16 มิถุนายน พ.ศ. 2567 ณ ชุดาปาร์ค รีสอร์ท ต.บ้านค้อ อ.เมือง จ.ขอนแก่น  กลุ่มเป้าหมายที่เข้าร่วมกิจกรรมประกอบไปด้วยตัวแทน YSDN จังหวัดขอนแก่น จังหวัดเลย จังหวัดกาฬสินธุ์ จังหวัดมหาสารคาม จังหวัดร้อยเอ็ด จังหวัดหนองบัวลำภู จังหวัดหนองคาย จังหวัดบึงกาฬ  และโรงเรียนเครือข่าย SDN FUTSAL ดังนี้  รร.พระยืนวิทยาคาร อบจ.ขอนแก่น  รร.มหาไถ่ศึกษาภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จ.ขอนแก่น  รร.ศรีสองรักษ์วิทยา จ.เลย  รร.ศรีชมพูวิทยา จ.บึงกาฬ รร.พรเจริญวิทยา จ.บึงกาฬ รร.ร่มไทรวิทยา อบจ.สกลนคร และ รร.สกลทวาปี อบจ.สกลนคร ได้รับเกียรติจาก ดร.นิรุจน์ อุทธา ผู้ประสานงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้าภาคอีสานตอนบน เป็นประธานในพิธีปิดและมอบเกียรติบัตร

    ภาพ/ข่าว: งานพัฒนาศักยภาพเยาวชนและกิจกรรมพิเศษ

  • เครือข่ายชาวบ้านและประชาสังคมชุมพร ระดมความเห็นเสนอ 6 ข้อกังวล 6 ข้อ เสนอกับกรรมาธิการแก้ไขพระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

    เครือข่ายชาวบ้านและประชาสังคมชุมพร ระดมความเห็นเสนอ 6 ข้อกังวล 6 ข้อ เสนอกับกรรมาธิการแก้ไขพระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

    วันที่ 18 มิถุนายน 2567  เครือข่ายวิสาหกิจชุมชนกลุ่มสตรีและการแปรรูปตำบลวังไผ่ ร่วมกับ ภาคประชาสังคมจังหวัดชุมพรและสื่อมวลชน ร่วมประชุมหารือถึงข้อห่วงใยต่อการแก้ไข พระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2551 ที่จะมีผลกระทบต่อเด็ก-เยาวชนประชาชนมากขึ้น ดังนี้

    1. ต้องไม่ทำให้ปัญหาผลกระทบ จำนวนนักดื่มเพิ่ม และเยาวชนหน้าใหม่ ซึ่งจะไปสร้างปัญหาสังคมและสุขภาพ
    2. ต้องทลายทุนผูกขาด ไม่เอื้อประโยชน์ทุนรายใหญ่ โดยอ้างรายย่อย เพราะเป็นเสมือนการเปิดทางรายใหญ่ที่ย่อยผูกขาดยิ่งขึ้นไปอีก
    3. ต้องให้ผู้ประกอบการรับผิดชอบความเสียหายอันตราย โดยเฉพาะมาตรา 33 นอกจากจะดูแลผู้คิดสุราแล้ว ให้เพิ่มผู้ได้รับผลกระทบที่ธุรกิจจะต้องมารับผิดชอบด้วย
    4. เสนอการกระจายอำนาจให้คณะกรรมการควบคุมจังหวัด และท้องถิ่นในการพิจารณาการจัดการการอนุญาตหรือไม่อนุญาต และแก้ปัญหาผลกระทบและเอาผิดผู้ประกอบการ รวมทั้งงบประมาณดำเนินการที่เพียงพอ
    5. เสนอให้ลดโทษทางปกครองเป็นปรับเป็นพินัยจากเดิมเป็นโทษทางอาญา สำหรับความผิดของประชาชนในสถานที่ดื่มต่างๆ เพื่อลดผลกระทบต่อประขาชน แต่ต้องเข้มงวดกับผู้ประกอบการรายใหญ่
    6. เครือข่ายไม่ยอมรับการผ่อนปรนมาตรการ เช่น การขยายเวลาขาย  หรือ การโฆษณาที่เอื้อประโยชน์ต่อผู้ประกอบการโดยไม่มีความรับผิดชอบใด ๆ ตามที่มีการประชุมข้อเสนอจากฝั่งผู้ประกอบการ

    โดยนางปราณี ภูมิรินทร์  ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนกลุ่มสตรีและการแปรรูปตำบลวังไผ่ และ ประธาน อสม.ระดับจังหวัด กล่าวว่า การจัดเวทีครั้งนี้เป็นการประสานความร่วมมือกับภาคประชาสังคมด้านสุขภาพและกลุ่มผู้หญิงในจังหวัดชุมพร ที่มีข้อกังวลต่อการปรับแก้ พรบ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่จะมีความเสรีและจะส่งผลกระทบต่อเด็กเยาวชนและประชาชนทั่วไปมากขึ้น ซึ่งทราบว่าขั้นตอนอยู่ระหว่างการพิจารณาของกรรมาธิการจึงร่วมกันระดมข้อเสนอและส่งต่อถึงประธานกรรมาธิการฯในรูปแบบจดหมาย ดังนี้

    1. ขอให้กรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. …. พิจารณาดำเนินการให้มีการจัดรับฟังความคิดเห็นประชาชนอย่างครอบคลุมรอบด้าน สร้างการมีส่วนร่วมที่สมดุลมากกว่าการเปิดพื้นที่รับฟังจากกลุ่มธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์  
    2. ขอให้กรรมาธิการ ปรับปรุงแก้ไขร่าง พรบ. โดยยึดหลักการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น  สนับสนุนให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ  
      ท้องถิ่นควรมีสิทธิในการออกมาตรการ  การป้องกันแก้ไขปัญหา  บัดฟื้นฟู  รวมไปถึงการออกแบบงานเทศกาล (Festival) ที่จัดขึ้นในพื้นที่ชุมชน (Soft Power)
    3. ขอให้กรรมาธิการพิจารณาไม่ให้ผู้ประกอบการที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ มีผลประโยชน์ทั้งทางตรงและทางอ้อม  เข้ามาเป็นกรรมการในทุกระดับ
    4. กรรมาธิการควรเพิ่มโทษกรณีที่มีการขายให้กับเด็ก เยาวชน  การขายให้คนเมาครองสติไม่ได้  รวมถึงขยายความรับผิดของผู้ประกอบการที่ขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์  เพิ่มความรับผิดชอบมากขึ้น
    5. กรรมาธิการควรพิจารณาให้มีกองทุนเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยมีที่มาจากอุตสาหกรรมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
    6. กรรมาธิการควรเพิ่มข้อเสนอเนื้อหาที่บรรจุภัณฑ์ด้าน ปริมาณการดื่มที่มีผลกระทบต่อการเกิดอันตรายร่างกายและสังคม

    ดังนั้น ทางเครือข่ายฯ ขอเสนอแนะให้ทบทวนการพิจารณาดังกล่าว เพราะหากแก้ไขแล้วอาจส่งผลกระทบและเกิดปัญหาทางสังคม ที่สำคัญไม่ควรเอื้อประโยชน์ให้กับผู้ประกอบการรายใหญ่ ควรคุ้มครองและปกป้องเด็กเยาวชน เพิ่มความรับผิดชอบต่อผู้ขาย ไม่เพิ่มปัญหา ไม่เพิ่มคนดื่ม และผู้ได้รับผลกระทบต้องได้รับการเยียวยา นางปราณี กล่าวทิ้งท้าย

    ติดตามข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่
    Facebook : เครือข่ายองค์กรงดเหล้าภาคใต้ตอนบน
    Facebook : เครือข่ายงดเหล้า 

  • เครือข่ายงดเหล้านครพนม สานพลังเครือข่ายแกนนำชุมชนทั้ง 12 อำเภอ ขับเคลื่อนงานลดปัจจัยเสี่ยงสุขภาพ

    เครือข่ายงดเหล้านครพนม สานพลังเครือข่ายแกนนำชุมชนทั้ง 12 อำเภอ ขับเคลื่อนงานลดปัจจัยเสี่ยงสุขภาพ

    วันที่ 18 มิถุนายน 2567 เครือข่ายองค์กรงดเหล้าภาคอีสานตอนบนร่วมกับเครือข่ายองค์กรงดเหล้าจังหวัดนครพนม จัดประชุมเชิงปฏิบัติการการสร้างแกนนำเครือข่ายองค์กรงดเหล้าระดับอำเภอ จังหวัดนครพนม ณ ห้องประชุมโพนสวรรค์ โรงแรมพักพิงริมโขงอำเภอเมือง

    จังหวัดนครพนม โดยมีแกนนำชุมนจาก 12 อำเภอและมูลนิธิเม่าไม่ขับจังหวัดนครพนมร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในแต่ละอำเภอ โดยมีนางวรลักษณ์ พูดเพราะ ผู้ช่วยผู้ประสานงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้าภาคอีสานตอนบน ได้เล่า “แนวทางการขับเคลื่อนงานของเครือข่ายองค์กรงดเหล้า ไม่ว่าจะเป็นการณรงค์ให้คนลด ละเลิกสุรา ป้องกันนักดื่มหน้าใหม่ การจัดสภาพแวดล้อมงานบุญประเพณีปลอดเหล้า เทศกาลต่างๆ นโยบายสาธารณะงานบุญประเพณีปลอดเหล้า การกระตุ้นบังคับใช้กฎหมายเพื่อให้เอื้อต่อการลด ละ เลิกสุรา ซึ่งปัจจุบันเยาวชนมากแนวโน้มดื่มมากขึ้นและดื่มครั้งแรกอายุน้อยลง”

    นายชลกานต์ วงค์เข็มมา ผู้ประสานงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้าจังหวัดนครพนม “กล่าวถึงวัตถุประสงค์การประชุมครั้งนี้เพื่อสร้างเครือข่ายอาสาสมัครเครือข่ายองค์กรงดเหล้าในแต่ละอำเภอ ออกแบบและวางแผนที่จะขับเคลื่อนงานในปี2567 ดังนี้

    1. การปฏิญาณตน ร่วมงดเหล้า เข้าพรรษา ปี2567

    2. การขับเคลื่อนหมู่บ้านต้นแบบงานบุญประเพณีปลอดเหล้า ปลอดพนัน

    3. การสนับสนุนงานบุญประเพณีปลอดเหล้าประจำอำเภอ

    จากเวทีดังกล่าวทางเครือข่ายองค์กรงดเหล้าจังหวัดนครพนม จะได้หนุนเสริมแกนนำชุมชนแต่ละอำเภอ” ซึ่งการประชุมครั้งนี้แกนนำชุมชนแต่ละอำเภอได้ร่วมกันออกแบบและวางแผนการดำเนินงาน พร้อมที่จะสานความร่วมมือกับภาคีเครือข่ายไม่ว่าจะเป็นพระสงฆ์ ท้องถิ่น หน่วยงาน เพื่อให้คนในชุมชนมีสุภาพดีและป้องกันเยาวชนจากภัยน้ำเมาและปัจจัยเสี่ยงต่อไป ภาพ/ข่าว นางสาวจันทรัช สารี เจ้าหน้าที่แผนงานชุมชนและพัฒนาศักยภาพนักสื่อสารคนหัวใจเพชร ภาคอีสานตอนบน

  • ต่อยอดโค้ชสร้างแรงบันดาลใจสู่คลินิก SDN FUTSAL NO-L

    ต่อยอดโค้ชสร้างแรงบันดาลใจสู่คลินิก SDN FUTSAL NO-L

    วันที่ 15 มิถุนายน 2567 เวลา 19.00 น. ดร.นิรุจน์ อุทธา ผู้ประสานงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้าภาคอีสานตอนบน เป็นประธานมอบเกียรติบัตร และพบปะให้กำลังใจ เยาวชนที่เข้าร่วมโครงการ ตามที่สำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า (สคล.) ภายใต้การสนับสนุนของกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)

    มูลนิธิเครือข่ายพลังสังคม กรมพลศึกษา องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส) และภาคีเครือข่ายทั่วประเทศ จัดโครงการแข่งขันกีฬาฟุตซอลเยาวชน SDN FUTSAL NO – L CUP Inspired by Thai PBS “เพื่อนกัน มันส์โนแอล ไม่ดื่ม ไม่สูบ ไม่เสพ ไม่พนัน” เยาวชนชาย รุ่นอายุไม่เกิน 15 ปี และโครงการฝึกอบรมโค้ชผู้สร้างแรงบันดาลใจ ที่ผ่านมาแล้วนั้น จึงได้กำหนดจัดการประชุมเครือข่ายโค้ชสร้างแรงบันดาลใจ (ภาคอีสานตอนบน) เพื่อสรุปบทเรียนจากการจัดการแข่งขันกีฬาฟุตซอลที่ผ่านมา และจัดกิจกรรมคลินิกฟุตซอล SDN FUTSAL NO-L ให้กับนักกีฬา เยาวชนชาย รุ่นอายุไม่เกิน 15 ปี

    โดยโค้ชที่ผ่านการอบรมในโครงการฯ ร่วมเป็นวิทยากร เพื่อเป็นการต่อยอดจากการอบรมที่ผ่านมา ซึ่งจัดกิจกรรมขึ้นระหว่าง วันที่ 14 – 15 มิถุนายน 2567 ณ ชุดาปาร์ครีสอร์ท แอนด์โฮเต็ล ตำบลบ้านค้อ อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น

    ภาพ/ข่าว : งานพัฒนาศักยภาพเยาวชนและกิจกรรมพิเศษ

  • จะบวชลูกทั้งที จัดงานใช้เงินมากกว่า 600,000 บาท ถึงแม้หวังประหยัดยังต้องมีเงินจัดงานมากกว่า 50,000 บาท คนยากจนจะบวชได้อย่างไร

    จะบวชลูกทั้งที จัดงานใช้เงินมากกว่า 600,000 บาท ถึงแม้หวังประหยัดยังต้องมีเงินจัดงานมากกว่า 50,000 บาท คนยากจนจะบวชได้อย่างไร

    เมื่อวันเสาร์ที่ 15 มิ.ย.67 คณะทำงานขับเคลื่อนงานเครือข่ายพระสงฆ์นักพัฒนาสังฆะเพื่อสังคมภาคกลาง ประชุมค้นหารูปแบบโมเดลบวชสร้างสุขภายใต้ ความเชื่อ ค่านิยมของคนภาคกลาง เพื่อขับเคลื่อนบวชสร้างสุข  ณ วัดหนองกระเบียน ต.หนองกระเบียน อ.บ้านหมี่ จ.ลพบุรี นำโดย พระครูวิสารทธรรมาภรณ์ เจ้าอาวาสวัดหนองกระเบียน จ.ลพบุรี พระครูสุนทรวิริยาภิวุฒิ, ดร. นักวิชาการภาค เจ้าอาวาสวัดโคนอน จ.สิงบุรี  พระครูวินัยธรปัญญา จิตฺตปญฺโญ  ผู้ประสานงานงานภาค พร้อมด้วยพุทธอาสาด้านต่างๆ นำโดย รศ.ดร.กาสัก เต๊ะขันหมาก นักวิชาการภาค นางสาวภรธิดา เวียงสงค์ การเงินภาค และพุทธอาสาอีกจำนวนหนึ่งเข้าร่วมแลกเปลี่ยน โดยมีนายชัยณรงค์ คำแดง ผู้ช่วยเลขานุการมูลนิธิสังฆะเพื่อสังคม และผู้จัดการโครงการบวชสร้างสุข อำนวยการในเวที

    ที่สำคัญผู้ร่วมแลกเปลี่ยนครั้งนี้มีทั้ง ทายกวัดที่เป็นปราชญ์ชาวบ้านทำหน้าที่แทบแทนเจ้าอาวาส อดีตผู้อำนวยการโรงเรียน คณะกรรมการวัด สมาชิก อบต. ผู้นำกลุ่มสตรี ผู้ใหญ่บ้านหญิงคนใหม่ ร่วมให้ข้อมูลแลกเปลี่ยนอย่างน่าสนใจอย่างยิ่งกับข้อมูล พบว่า ค่านิยมของชุมชนที่นี่การจัดงานบวชที่ผ่านมามีเลี้ยงแขกโต๊ะจีน รถแห่  เลี้ยงฉลองเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ค่าใช้จ่ายมากกว่า 600,000 บาทตต่องาน ถึงแม้ ท่านพระครูวิสารทธรรมาภรณ์ เจ้าอาวาสวัดหนองกระเบียน และผู้นำชุมชน จะพยายามรณรงค์ เชิญชวนให้ชาวบ้านจัดงานบวชลูกหลานอย่างประหยัดแล้ว ที่ผ่านมาพบว่า

    คณะทำงานขับเคลื่อนเครือข่ายสังฆะเพื่อสังคมภาคกลาง ได้เห็นโมเดลของวัดหนองกระเบียน ในรูปแบบการจัดงานบวชซึ่งเป็นค่านิยมของชุมชนที่มีความเชื่อต่อเนื่องมายาวนาน รูปแบบ “การเอางานบอกบุญ” ช่วยมา 500 คืน 1,000 เป็นวัฏจักร จัดงานต้องบอกบุญแขกจำนวณมากๆ มีมหรสพ รถแห่ โดยยึดเอาค่านิยมเป็นตัวตั้ง ไม่ได้เอาพระธรรมวินัยเป็นที่ยึด  ดังนี้ ได้เห็นร่วมกัน ที่จะต้องมีการขยายผลหนองกระเบียนโมเดล เพื่อให้ชาวพุทธที่จะบวชได้รับประโยชน์สูงสุดตามหลักการทางศาสนาที่รับกุลบุตรเข้ามาบวช เพื่อ “ประโยชน์เกื้อกูลและเพื่อความสุขของชนหมู่มาก”

    เพื่อปรับค่านิยมทางสังคมที่จัดงาน มุ่งตอบโจทย์ทางเศรษฐกิจ ลดค่าใช้จ่าย  มุ่งหน้าตาเจ้าภาพ มุ่งความสนุกสนานเกินไป มุ่งกระตุ้นให้เกิดการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ที่ส่งเสริมให้ทำผิดกฎหมายในวัด และทำให้พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาที่เข้าถึงยาก ภายใต้หลักการใช้หลักธรรมนำโลก “พระแข็งแรง วัดมั่นคง ชุมชนเป็นสุข”

    คณะทำงานเครือข่ายภาคกลาง ต้องดำเนินการ 1)  คัดเลือก กลุ่มวัดแกนหลัก กลุ่มวัดต้นแบบ และกลุ่มวัดเครือข่าย ในพื้นที่ภาคกลาง/ปริมณฑล  แยกให้ชัดเจน  เพื่อที่จะออกแบบการสนับสนุน สนองงานสร้างกระบวนการแลกเปลี่ยน เรียนรู้ ในประเด็นการขับเคลื่อนด้านต่างๆ ได้เหมาะสม และชัดเจนในจังหวะก้าวต่อไป และนำสู่การจัดงานบวชที่ประหยัด เรียบง่าย ยึดพระธรรมวินัย เริ่มจากผู้กล้าที่มีศรัทธา ใกล้วัด ใกล้ธรรม จัดงานต้นแบบ ในพื้นที่ภาคกลาง ให้เห็นเป็นรูปธรรม  ปรับค่านิยม “หยุดทำพระพุทธศาสนา ให้เป็นศาสนาที่เข้าถึงยาก” เพราะถ้าพระพุทธศาสนาเข้าถึงยาก จะจัดงานบวชทีต้องใช้เงินมากมายเหมือนชุมชนวัดหนองกระเบียน เท่ากับร่วมกันทำลายหลักการพระพุทธศาสนา และทำลายพระพุทธศาสนาเสียเองทั้งพระและชาวพุทธ


    สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.),

    โครงการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะงานบวชสร้างสุขด้วยหลักพุทธธรรม,