Tag: สวดมนต์ข้ามปี

  • สังฆะเพื่อสังคม ห่วงวิกฤต “ทุกข์ซ้ำซ้อน” ชวนชาวไทยสวดมนต์ข้ามปี เริ่มต้นดี ชีวิตดี รับปี 2569

    สังฆะเพื่อสังคม ห่วงวิกฤต “ทุกข์ซ้ำซ้อน” ชวนชาวไทยสวดมนต์ข้ามปี เริ่มต้นดี ชีวิตดี รับปี 2569

    เครือข่ายพระสงฆ์นักพัฒนาสังฆะเพื่อสังคมทั่วประเทศ ออกแถลงการณ์แสดงความห่วงใยสถานการณ์บ้านเมือง ชี้วิกฤต “ภัยสงครามชายแดน” ที่ทับซ้อนกับ “นโยบายขยายเวลาดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์” ของรัฐบาล อาจสร้างทุกข์ซ้ำซ้อนให้คนไทยในช่วงส่งท้ายปีเก่า รณรงค์เปิดวัดทั่วประเทศจัดกิจกรรมสวดมนต์ข้ามปี น้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และส่งพลังจิตภาวนาหนุนช่วยผู้ประสบภัยชายแดน

    เมื่อวันศุกร์ที่ 19 ธันวาคม 2568 ณ วัดพัฒนาธรรมราม จังหวัดลพบุรี มูลนิธิสังฆะเพื่อสังคมได้จัดการประชุมเครือข่ายพระสงฆ์นักพัฒนาสังฆะเพื่อสังคม 9 ภาค เพื่อขับเคลื่อนแนวคิด “วัดสุขภาวะ” โดยได้รับเมตตาจาก พระวัชรสิงหบุราจารย์ (คว้าง กลฺยาณรโต) เจ้าอาวาสวัดโบสถ์ และรักษาการเจ้าคณะจังหวัดสิงห์บุรี เป็นประธาน พร้อมด้วยตัวแทนคณะสงฆ์นักพัฒนาจากพื้นที่วิกฤตทั่วประเทศร่วมแถลงการณ์

    ที่ประชุมได้หยิบยกสถานการณ์สะเทือนใจคนไทย คือ การสิ้นพระชนม์ของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2568 ซึ่งนำมาซึ่งความโศกเศร้าอย่างสุดซึ้งทั่วแผ่นดิน ในขณะที่สถานการณ์ความมั่นคงตามแนวชายแดนอีสานตอนล่าง โดยเฉพาะในเขตอำเภอน้ำยืน จ.อุบลราชธานี, ศรีสะเกษ, สุรินทร์ และบุรีรัมย์ กำลังเผชิญกับการสู้รบหนักจนประชาชนต้องอพยพละทิ้งถิ่นฐาน

    พระครูสุวรรณโพธิวรธรรม ประธานมูลนิธิสังฆะเพื่อสังคม ได้กล่าวแสดงความห่วงใยว่า “ในช่วงเวลาที่พสกนิกรชาวไทยกำลังอยู่ในความโศกเศร้า และพี่น้องตามแนวชายแดนต้องเผชิญกับภัยสงคราม อาตมามองว่าเรากำลังตกอยู่ในสภาวะ ‘ทุกข์ซ้ำซ้อน’ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เปราะบางที่สุด เราไม่ควรเพิ่มความเสี่ยงใดๆ ด้วยอบายมุข แต่ควรใช้สติและความเมตตาเป็นเครื่องคุ้มครองใจ เพื่อประคับประคองสังคมไทยให้ผ่านพ้นวิกฤตนี้ไปได้ด้วยความสงบสุข”

    ด้าน พระครูกิตติปริยัติคุณ เจ้าอาวาสวัดหนองคู อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี เปิดเผยข้อเท็จจริงเสริมจากพื้นที่ว่า “อาตมาในฐานะพระพื้นที่ยอมรับว่าวิกฤตครั้งนี้หนักมาก ทั้งพระและโยมต่างต้องอยู่อย่างลำบากท่ามกลางเสียงปืนและระเบิด ล่าสุดอพยพไปที่ปลอดภัยมาแล้วถึง 2 ครั้ง เราจึงหวังอย่างยิ่งว่าเสียงสวดมนต์จะเข้ามาแทนที่เสียงปืน เพื่อชำระล้างจิตใจที่บอบช้ำให้กลับมาเป็นสุข”

    วางรากฐานทางปัญญา ใช้ “สติ” นำทางก้าวผ่านวิกฤต

    พระครูโพธิวีรคุณ เจ้าคณะอำเภอปทุมรัตต์ วัดโพธิการาม จ.ร้อยเอ็ด ได้เน้นย้ำถึงการใช้หลักพุทธธรรมเป็นเกราะคุ้มกันสังคมว่า “ในรอยต่อของปีที่เป็นวิกฤตทับซ้อนเช่นนี้ พุทธศาสนิกชนยิ่งต้องใช้ ‘สติ’ ในการดำเนินชีวิตเป็นที่ตั้ง การสวดมนต์ข้ามปีคือการเริ่มต้นศักราชใหม่ที่สร้างสรรค์ที่สุด เป้าหมายสำคัญของเราคือการผลักดันให้วัดและชุมชนกลายเป็นพื้นที่สุขภาวะที่ส่งเสริมสุขภาพที่ดีของคนในสังคมอย่างยั่งยืน การปฏิบัติศาสนกิจนี้จะช่วยให้ทุกคนประสบความสุข และมีพลังในการสู้กับวิกฤตต่อไป”

    วิตกนโยบาย “เหล้าเสรี” ซ้ำเติมสถิติการตาย

    เครือข่ายคณะสงฆ์ฯ ได้แสดงความเป็นห่วงต่อนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลอย่างรุนแรง โดย พระครูสุมณฑ์ธรรมธาดา เจ้าคณะตำบลคลองกระจง จ.สุโขทัย ได้ระบุถึงที่มาของความเสี่ยงว่า

    ท่ามกลางบรรยากาศที่คนไทยยังตกอยู่ในความโศกเศร้า และความกังวลจากสถานการณ์ความไม่สงบตามแนวชายแดน สิ่งที่อาตมาภาพกังวลใจที่สุดในขณะนี้ คือการซ้ำเติมวิกฤตด้วยอบายมุข โดยเฉพาะ เมื่อรัฐบาลมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว ด้วยการขยายเวลาจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ทั้งการปลดล็อกให้ขายได้ในช่วงเวลา 14.00–17.00 น. รวมถึงการขยายเวลาเปิดสถานบันเทิงไปจนถึงเวลา 04.00 น. ในพื้นที่นำร่อง

    ซึ่งมาตรการเหล่านี้อาตมามองว่าจะเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ทำให้การดื่มและการเข้าถึงสุราทำได้ง่ายและยาวนานขึ้น และเมื่อหากเราย้อนดูข้อมูลสถิติช่วง 10 วันอันตรายในช่วงปีใหม่ 2568 ที่ผ่านมาเพียงปีเดียว เราพบความสูญเสียที่น่าตกใจว่า มีอุบัติเหตุเกิดขึ้นถึง 2,467 ครั้ง ส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บ 2,376 คน และต้องเสียชีวิตสูงถึง 436 ราย นี่คือตัวเลขความจริงที่เกิดขึ้นในสภาวะปกติ แต่ในปี 2569 นี้ ท่ามกลางนโยบายที่เปิดโอกาสให้ดื่มกินได้มากขึ้น อาตมาเกรงเหลือเกินว่าตัวเลขความสูญเสียจะพุ่งสูงขึ้นกว่าเดิม กลายเป็น “ทุกข์ซ้ำซ้อน” ให้กับสังคมไทยที่กำลังเปราะบาง และยากจะเยียวยา จึงขอวิงวอนให้รัฐบาลทบทวนมาตรการความปลอดภัยอย่างเข้มข้น และขอเชิญชวนพี่น้องชาวไทยทุกท่าน ให้ใช้โอกาสนี้ “เปลี่ยนหยดสุรา เป็นบทสวดมนต์” มาร่วมสวดมนต์ข้ามปีเพื่อเป็นสิริมงคลแก่ตนเองและแผ่นดิน ใช้ “สติ” เป็นเกราะคุ้มครองชีวิต เพื่อให้ปีใหม่นี้ไม่ต้องมีครอบครัวใดต้องสูญเสียอีกต่อไป

    พลิกวัดเป็น “พื้นที่สร้างสรรค์” คุ้มครองเยาวชน

    พระมหาอนุวัต ฐิตเมโธ เจ้าอาวาสวัดหนองปลาขอ จ.ลำพูน กล่าวเสริมว่า “พื้นที่ปลอดภัย” คือคำตอบสำคัญของสังคมในขณะนี้ ในปีนี้ วัดควรเปิดพื้นที่ให้เยาวชน ได้เข้ามามีส่วนร่วมในกิจกรรมสวดมนต์ข้ามปีอย่างเต็มที่ เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้ลูกหลานเราไม่ให้ไหลไปตามกระแสอบายมุขและนโยบายขยายเวลาดื่มที่กำลังเป็นความเสี่ยงอยู่รอบตัว ขอเชิญชวนเยาวชน และคนหนุ่มสาว มาร่วมใช้พื้นที่วัดเป็นจุดเริ่มต้นของปีใหม่ แทนการออกไปเผชิญความเสี่ยงบนท้องถนน มาร่วมกัน “เปลี่ยนพื้นที่วัด ให้เป็นพื้นที่สร้างสรรค์” เพื่อปลูกฝังการมีสติและก้าวข้ามวิกฤตความทุกข์ซ้ำซ้อนนี้ไปด้วยกันอย่างปลอดภัย

    4 แนวทางขับเคลื่อน “เริ่มต้นดี ชีวิตดี ที่ตัวเรา”

    เพื่อให้สังคมไทยก้าวข้ามวิกฤต เครือข่ายพระสงฆ์นักพัฒนาฯ ได้กำหนดแนวทางปฏิบัติร่วมกันดังนี้

    1. สวดมนต์ข้ามปีด้วยสติ : เชิญชวนพุทธศาสนิกชนและเยาวชนร่วมสวดมนต์ข้ามปี ณ วัดใกล้บ้าน ภายใต้แนวคิด เริ่มต้นดี ชีวิตดี เริ่มต้นได้ที่ตัวเรา”
    2. ถวายเป็นพระราชกุศล : น้อมถวายพระราชกุศลจากการสวดมนต์ ปฏิบัติธรรม แด่สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง เพื่อแสดงความกตัญญูกตเวทีและน้อมลำรึกในพระมหากรุณาธิคุณต่อพระองค์ท่านที่มีต่อปวงชนชาวไทย
    3. จิตภาวนาหนุนชายแดน : ตั้งจิตส่งกำลังใจให้พี่น้องคนไทยและทหารหาญตามแนวชายแดนให้พ้นวิกฤตการสู้รบโดยเร็ว
    4. 173 วัดนำร่องเขตสุขภาวะ : ขอเมตตาเจ้าอาวาสเครือข่าย 173 วัดทั่วประเทศ เปิดพื้นที่วัดแทนพื้นที่วงเหล้า จัดกิจกรรมสร้างสุขภาวะที่ยั่งยืนเพื่อลดความสูญเสีย

    เครือข่ายพระสงฆ์นักพัฒนาสังฆะเพื่อสังคม ขอวิงวอนให้รัฐบาลทบทวนมาตรการความปลอดภัยและขอเชิญชวนคนไทยทุกคน “เปลี่ยนหยดสุรา เป็นบทสวดมนต์” เพื่อสร้างศักราชใหม่แห่งความสงบสุขให้เกิดขึ้นบนแผ่นดินไทยสืบไป

  • เครือข่ายพระสงฆ์นักพัฒนาฯ ชวนคนไทย สวดมนต์ข้ามปี วัดใกล้บ้าน หยุดกิจกรรมเสี่ยง เลี่ยงที่จะเริ่มต้นปีด้วยการสูญเสีย  อย่าให้ภาพเคาท์ดาวน์มรณะซานติก้าผับกลับมาสังคมไทย ยกระดับดีสวดมนต์เข้าใจเนื้อหา นำมาปฏิบัติ เป็นสังคมตื่นธรรมะ “สวดมนต์สร้างปัญญา”

    เครือข่ายพระสงฆ์นักพัฒนาฯ ชวนคนไทย สวดมนต์ข้ามปี วัดใกล้บ้าน หยุดกิจกรรมเสี่ยง เลี่ยงที่จะเริ่มต้นปีด้วยการสูญเสีย  อย่าให้ภาพเคาท์ดาวน์มรณะซานติก้าผับกลับมาสังคมไทย ยกระดับดีสวดมนต์เข้าใจเนื้อหา นำมาปฏิบัติ เป็นสังคมตื่นธรรมะ “สวดมนต์สร้างปัญญา”

    นช่วงเทศกาลปีใหม่ 2568 รัฐบาลได้ขยายระยะเวลาเฝ้าระวังอุบัติเหตุทางถนนจากเดิม 7 วัน เป็น 10 วันอันตราย ตั้งแต่วันที่ 27 ธันวาคม 2567 ถึง 5 มกราคม 2568 สาเหตุหลักมาจากสถิติอุบัติเหตุในช่วง  เทศกาลปีใหม่ 2567 ที่ผ่านมา พบว่าเกิดอุบัติเหตุ 2,288 ครั้ง มีผู้บาดเจ็บ 2,307 คน และเสียชีวิต 284 คน รัฐบาล ได้เพิ่มมาตรการเข้มงวด ตั้งด่านชุมชน ตรวจวัดแอลกอฮอล์เข้มทุกกรณี พร้อมรณรงค์ “ขับไม่ดื่ม ดื่มไม่ขับ” เพื่อสร้างความปลอดภัยบนถนน

    ในขณะเดียวกัน เครือข่ายพระสงฆ์นักพัฒนาฯ ชวนคนไทยร่วมเปลี่ยนมุมมองเฉลิมฉลองปีใหม่ ด้วยกิจกรรม “สวดมนต์ข้ามปี” ที่วัดใกล้บ้าน หวังลดพื้นที่เสี่ยง เพิ่มพื้นที่ปลอดภัย ลดความสูญเสียจากอุบัติเหตุบนท้องถนน และสร้างปีใหม่ที่สงบสุขด้วยการสะสมบุญ เจริญสติ ก้าวข้าวปีเก่าอย่างมีสิริมงคลร่วมกัน ภายใต้แนวคิด  “สวดมนต์ข้ามปี ตื่นธรรมรับปีใหม่ เริ่มต้นดี ชีวิตดี ปี 2568” พร้อมกับรณรงค์ ส่งเสริมให้คนไทยใส่เสื้อหลากสีเข้าวัด ไม่จำเป็นต้องเป็นชุดขาวอย่างเดียว ทั้งนี้เพื่อดึงคนรุ่นใหม่ หรือประชาชนทั่วไปที่ไม่ได้ใส่ชุดขาว สามารถ เข้าร่วมกิจกรรมได้อย่างไม่รู้สึกแปลกแตกต่าง

    เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2567 ที่ผ่านมา พระครูภัทรธรรมคุณ, ดร. เจ้าคณะอำเภอพัฒนานิคม จ.ลพบุรี และคณะกรรมการมูลนิธิสังฆะเพื่อสังคม ได้ร่วมแลกเปลี่ยน ในเวทีเสวนา เฉลิมฉลองปีใหม่ Party NO – L ณ โรงแรม เอบีน่า เฮ้าส์ วิภาวดี64 กรุงเทพมหานคร ถึง สถานการณ์ปัญหาสังคมไทยที่เกิดขึ้น ในช่วงเทศกาลปีใหม่ ที่หลายคนต่างมีการเฉลิมฉลอง กินดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์กัน ส่งผลให้เกิดคนเมาสู่ท้องถนน เกิดอุบัติเหตุ หลายราย โดยในพื้นที่ของ อำเภอพัฒนานิคม เป็นอันดับ 2 ของจังหวัดลพบุรี เนื่องจากเป็นอำเภอที่มีแหล่งท่องเที่ยวค่อนข้างเยอะ เช่น เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ และถนนเดินทางสะดวก ในทุก ๆ ปี จะมีการตั้งด่านชุมชน เป็นจุดสกั้น ตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์ เพื่อป้องกันปัญหา เมาแล้วขับ โดย อาตมาได้มีโอกาส ไปเยี่ยมให้กำลังใจด่านชุมชน มีการนำอาหาร กาแฟ เครื่องดื่มไปมอบให้ในทุกปี ได้มองเห็นปัญหา แล้วฉุกคิดว่า เราจะทำอย่างไรจะช่วยลดปัญหานี้ลงได้ โดยได้มองไปที่รอบ ๆ วัดของตนเองในช่วงเทศกาลปีใหม่ มีแต่เสียงดนตรี เลี้ยงฉลอง ดื่มเหล้ากัน ก็เลยจัดสวดมนต์ข้ามปี โดยเมื่อปี 2547 นั้น ใช้คำว่า “สวดมนต์สร้างสุข สามัคคี ทำความดี วิถีพุทธ”

    โดยที่จัดตอนแรก ๆ  ก็มีคนมาเข้าร่วมประมาณ 100 กว่าคน ทำต่อเนื่องมายาวนาน จนสำนักงานพระพุทธศาสนา วัฒนธรรมจังหวัด หรือ แม้กระทั่งหน่วยงานภาคี อย่าง สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ได้เข้ามาช่วยส่งเสริม จนปัจจุบันนั้น ประมาณ 1,200 คน ที่มาสวดมนต์ที่วัด และได้มีการขยายแนวคิดออกไปยังวัดต่าง ๆ ให้จัดกิจกรรมสวดมนต์ข้ามปีด้วย พบว่า ชุมชนบริเวณรอบวัดนั้น ไม่มีการจัดงานเลี้ยงฉลองปีใหม่ กินดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์กัน เหมือนเมื่อก่อน ถือว่าช่วยลดผลกระทบลงได้เยอะมาก

    ด้าน พระมหาบวร ปวรธมฺโม เจ้าอาวาสวัดบุญนารอบ จ.นครศรีธรรมราช เครือข่ายพระสงฆ์นักพัฒนาภาคใต้ กล่าวว่า ในพื้นที่ของภาคใต้เอง ในช่วงวันที่ 31 ธันวาคม ของทุกปี เกือบทุกวัดในภาคใต้เรา ได้มีการกำหนดให้มีการจัดกิจกรรม สวดมนต์ข้ามปี ทั้งในระดับ หมู่บ้าน ตำบล อำเภอ และระดับจังหวัด โดยกิจกรรม หลายวัดเริ่มจัดตั้งแต่ 18.00 น. ก็จะเริ่มมีการทำวัตร สวดมนต์ พลัดเปลี่ยน โดยหลายวัดก็ได้มีการจัดกิจกรรมสนุกสนานร่วมกับญาติโยมที่มาร่วมกิจกรรม ด้วยการจับสลากหางบัตร เพื่อรับของขวัญด้วย จัดกิจกรรมร่วมกันไปจนถึงช่วง 23.00 น. ก็จะมีการสวดเจริญพุทธมนต์ ไปจนถึงช่วง 00.30 น. เริ่มต้นวันใหม่ 1 มกราคม โดยในช่วงเช้าของ วันที่ 1 มกราคม ก็จะมีการทำบุญตักบาตร ข้าวสารอาหารแห้งร่วมกันอีกครั้ง อาตมภาพคิดว่า ในช่วงเวลาของการเปลี่ยนผ่านพุทธศักราชใหม่นั้น ในฐานะของพุทธศาสนิกชน ควรนำคำสอนของพระพุทธศาสนามาสาธยาย ผ่านบทสวดมนต์ ปฏิบัติธรรม ทำความดี ห่างไกลอบายมุข เหล้า บุหรี่ ยาเสพติด การพนัน ของมอมเมาทุกชนิด ปีใหม่ ควรเป็นปีที่ดีกว่าเดิม หากเป็นปีแห่งความสูญเสีย ก็คงเป็นเรื่องที่น่าเสียดาย ฉะนั้นแล้ว เรามาฉลองปีใหม่ด้วยธรรมะ ด้วยปัญญาร่วมกันน่าจะดีกว่า ต้องตระหนักว่า “หยุดกิจกรรมเสี่ยง เลี่ยงที่จะเริ่มต้นปีด้วยการสูญเสีย”

    สำหรับโซนภาคเหนือนั้น พระครูสุมณฑ์ธรรมธาดา เจ้าอาวาสวัดคลองกระจง จ.สุโขทัย กล่าวว่า การสวดมนต์ข้ามปี เราทำทุกปี ซึ่งเราทำมานานจนเป็นต้นแบบให้สำนักงานพระพุทธศาสนานำไปผลักดันเข้าสู่มหาเถรสมาคม มีมติให้ทุกวัดเปิดศาสนสถานในช่วงเทศกาลปีใหม่ เปิดเป็นพื้นที่ทางเลือก ในการจัดกิจกรรมเฉลิมฉลอง จัดเลี้ยงปีใหม่สังสรรค์ ที่เต็มไปด้วยปัจจัยเสี่ยงทางสุขภาพ เปิดพื้นที่สร้างค่านิยมการเฉลิมฉลองปีใหม่ที่ปลอดภัย และเป็นสิริมงคล โดยพระร่วมกับชุมชน ในการร่วมมือกันจัดเตรียมงาน เตรียมสถานที่ให้มีความพร้อมต่อการรองรับญาติโยมที่เดินทางมาร่วมงานในวัด โดยหลายวัดก็ไม่เพียงแต่มีการสวดมนต์เท่านั้น แต่ยังมีการจัดพิธีกรรมต่าง ๆ ร่วมด้วย เช่น การจัดกิจกรรมสะเดาะห์เคราะห์ ต่อชะตาตามความเชื่อ การปิดทองลูกนิมิตร การทำพิธีพุทธาภิเษก ประพรมน้ำพุทธมนต์ การกราบสักการะพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ คู่บ้านคู่เมือง เป็นต้น เพื่อให้เกิดเป็นทางเลือก ของกลุ่มเป้าหมายหลายกลุ่ม เพื่อหวังลดพื้นที่เสี่ยง จากการที่เลี้ยงฉลองกันตามผับบาร์ หรือจับกลุ่มเลี้ยงฉลองเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ที่เป็นแหล่งผลิตคนเมา สู่ท้องถนน ก่อให้เกิดอุบัติเหตุ จนบาดเจ็บ ถึงเสียชีวิตหลายราย

    ในส่วนในพื้นที่ของภาคอีสาน ด้าน พระครูอมรชัยคุณ (หลวงตาแชร์) เจ้าอาวาสวัดอาศรมธรรมทายาท จ.นครราชสีมา ได้กล่าวถึง การดำเนินกิจกรรมสวดมนต์ข้ามปีของวัดในภาคอีสานว่า เป็นกิจกรรมที่ส่งเสริมความสามัคคีกันระหว่างวัดกับชุมชน ต่างช่วยกันจัดสถานที่ไว้รองรับญาติโยมมาสวดมนต์ที่วัด มีการระดมจิตศรัทธา จัดตั้งโรงทาน อาหารเครื่องดื่มไว้ให้กับญาติโยม ที่มาทำกิจกรรมร่วมกัน ตั้งแต่ช่วงเย็นวันที่ 31 ธันวาคม ก่อนที่จะร่วมกันเจริญพระพุทธมนต์ข้ามปี ในระหว่างนั้นก็จะมีการทำวัตร ปฏิบัติธรรม เสวนาบรรยายธรรมเป็นระยะ ๆ โดยส่วนตัวที่วัดอาศรมธรรมทายาท เองจะมีเครือข่ายของโรงเรียนเบาหวานวิทยา ที่ส่งเสริมในเรื่องของสุขภาพ ก็จะมีการแลกเปลี่ยนเสวนากันในประเด็นของเรื่องของสุขภาพ การดูแลตัวเองร่วมด้วย

    ด้าน นายชัยณรงค์ คำแดง รองผู้อำนวยการสำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า กองงานเลขาเครือข่ายพระสงฆ์นักพัฒนา ได้กล่าวว่า ไม่อยากเห็นภาพความสูญเสียในอดีตเคาท์ดาวน์มรณะ”ซานติก้าผับ” ปีแห่งฝันร้ายคืนฉลองปีใหม่ 2552 ไฟไหม้สถานบันเทิงชื่อดังกลางกรุงฯ เสียชีวิต 67 คนบาดเจ็บกว่า 117 คน บทเรียนสำคัญที่ทำให้สังคมไทยได้มีคำว่า “สวดมนต์ข้ามปี” จนกลายมาเป็นวิถีของคนทุกเพศวัย ต้องไปสวดมนต์ข้ามปี สำหรับปีนี้ทุกวัดสำคัญๆ เป็นรู้จักจะสวดมนต์ข้ามปี มีแต่วัดเล็กก็จัด อย่างไรก็ตาม ปีนี้ถือว่าเป็นปีที่สำคัญคนไทยทุกกลุ่มวัยสนใจธรรมะ ที่เรียกว่า “ตื่นธรรมะ” อยากจะเชิญชวนสวดมนต์ข้ามปี ยกระดับดี เข้าใจเนื้อหาบทสวด แล้วนำไปปฏิบัติ เช่น อริยสัจ 4  ทุกข์ สมุทัย นิโรธ และมรรค ซึ่งเป็นธรรมเริ่มต้นแห่งธรรมทั้งปวง หลักปฏิบัติเริ่มต้นของมนุษย์ ที่เป็นเหตุ เป็นปัจจัยซึ่งกันและกัน ที่สุดเป็น “สวดมนต์สร้างปัญญา”

    สำหรับกิจกรรมสวดมนต์ข้ามปี ในช่วงเทศกาลปีใหม่ ในวันที่ 31 ธันวาคม 2567 นี้ มีวัดในเครือข่ายของพระสงฆ์นักพัฒนา สังฆะเพื่อสังคม ที่กระจายอยู่ ทุกภูมิภาค ทั่วประเทศ จัดสวดมนต์ข้ามปี จำนวน 166 วัด คาดมีผู้เข้าร่วมสวดมนต์ ราว 21,079 คน จากสถิติ นอกจากนี้ ยังมีการถ่ายทอดสดกิจกรรม ให้กับประชาชนที่ไม่สามารถออกไปร่วมกิจกรรมที่วัด สามารถร่วมกิจกรรมได้ทุกที่ ผ่าน Facebook จำนวน 17 ช่องทาง

    โดยสามารถเช็ควัดที่มีการจัดสวดมนต์มนต์ข้ามปี และช่องทาง การถ่ายทอดสดได้ที่ มูลนิธิสังฆะเพื่อสังคม