Tag: สังฆะเพื่อสังคม

  • เครือข่ายพระสงฆ์นักพัฒนาสังฆะเพื่อสังคม 9 ภาค ห่วงใยประเทศวอนรัฐบาล “ขอให้สร้างสังคม เศรษฐกิจให้เติมโตด้วยปัญญาที่เป็นจุดแข็งของประเทศ หยุดสร้างฐานเศรษฐกิจด้วยอบายมุข เพราะจะนำประเทศไทยไปสู่ความฉิบหาย”

    เครือข่ายพระสงฆ์นักพัฒนาสังฆะเพื่อสังคม 9 ภาค ห่วงใยประเทศวอนรัฐบาล “ขอให้สร้างสังคม เศรษฐกิจให้เติมโตด้วยปัญญาที่เป็นจุดแข็งของประเทศ หยุดสร้างฐานเศรษฐกิจด้วยอบายมุข เพราะจะนำประเทศไทยไปสู่ความฉิบหาย”

    เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2568 ณ ห้องประชุมศาลาปฏิบัติธรรม วัดทับมา อ.เมืองระยอง จ.ระยอง เครือข่ายพระสงฆ์นักพัฒนา สังฆะเพื่อสังคม 9 ภาค โดยมีผู้แทนจากแต่ละภาค ได้แก่ พระครูสุวรรณโพธิวรธรรม,พระครูภัทรธรรมคุณ, ดร., พระครูปริยัติสุวัฒนาภรณ์, ดร., พระครูโพธิวีรคุณ, พระอธิการโสภณ ปิยธมฺโม, ดร., พระครูกิตติปริยัติคุณ, พระมหาบวร ปวรธมฺโม, พระครูสุมณฑ์ธรรมธาดา, พระครูอุดมสุวรรณสถิต และพระสงฆ์นักพัฒนาอื่น ๆ ที่มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนงานพัฒนาสังคมมากว่า 30 ปี ได้ประชุมหารือเพื่อทบทวนกระบวนการทำงานและกำหนดทิศทางในอนาคตตามเป้าหมาย “ธรรมนูญสุขภาพพระสงฆ์แห่งชาติ ปี 2560 และ ปี 2566” ซึ่งมีวิสัยทัศน์ว่า “พระแข็งแรง วัดมั่นคง ชุมชนเป็นสุข”

    โดยเฉพาะประเด็น “ชุมชนเป็นสุข” ได้มีการยกประเด็นนโยบายรัฐบาลขึ้นมาระดมความคิดเห็น ท้ายสุดที่ประชุม ได้แสดงความห่วงใยต่อผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อสังคมและประเทศชาติ จากนโยบายต่าง ๆ ของรัฐบาลที่เกี่ยวเนื่องกับอบายมุข จึงได้แสดงความเห็น และขอให้ข้อมูล จุดยืน แต่ละประเด็น ดังนี้

    1. พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร (Entertainment Complex) 

    ตามที่รัฐบาลได้ผลักดันเข้าสภาแล้วนั้น ส่วนประกอบสำคัญใน พ.ร.บ.ฉบับนี้คือ “กาสิโน” ซึ่งจะส่งผลให้พื้นที่ประเทศไทยสามารถเปิด “กาสิโน” หรือแหล่งพนันอย่างถูกกฎหมายหลายแห่ง หลายขนาด ในหลายพื้นที่  ไม่มีขีดจำกัด สามารถอนุมัติด้วยอำนาจของฝ่ายการเมืองไม่ได้ฟังเสียงประชาชน

    ข้อมูลประสบการณ์ทั่วโลก “กาสิโน” เป็นพื้นที่เชื่อมโยงกับการกระทำผิดกฎหมายและอาชญากรรมหลากหลายระดับ ทั้งข้ามชาติ ภายในประเทศ และท้องถิ่น ก่อเกิดการฉ้อโกงทุจริตคอรัปชัน  การเปิดให้มี “กาสิโน” ถูกกฎหมายเท่ากับเปิดพื้นที่ให้กลุ่มอาชญากรรมได้ฟอกเงิน เป็นเหตุแห่งกระบวนการเซาะกร่อนบ่อนทำลายระบบเศรษฐกิจ การเงินธนาคารของประเทศ   ในขณะเดียวกัน สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติระบุชัดเจนว่า “การพนันไม่นับรวมเป็นรายได้ประชาชาติ” แล่ะคณะกรรมการกฤษฎีกาได้ชี้ข้อมูลต่อร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้มีปัญหาทั้งในแง่หลักการและวัตถุประสงค์ที่ไม่ชัดเจน ไม่สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาล

    ในด้านสุขภาพนั้น การพนัน ถือเป็นสิ่งเสพติดประเภทหนึ่งเรียกว่า “โรคติดพนัน” เกิดปัญหาการกระตุ้นทางจิต ทำให้เกิดภาวะติดพนัน จากสถิติพบว่า นักพนัน 10 คนจะมีปัญหาเรื่องสุขภาพที่ต้องเข้าบำบัดรักษาถึง 2 คน  

    ในทางพระพุทธศาสนา ได้บรรจุคำสอนไว้อย่างชัดเจนว่า “การพนัน”  คือ หนทางแห่งความฉิบหาย เสื่อม พินาศ ย่อยยับ ของบุคคลผู้เล่น  คนรอบข้าง  พื้นที่ ท้องถิ่น  จึงมีคำพูดที่ว่า “โจรปล้นบ้าน 10 ครั้งยังไม่เท่าไฟไหม้ครั้งเดียว ไฟไหม้ 10 ครั้งยังไม่เท่ามีคนในบ้านติดการพนัน” เป็นคำกล่าวที่คนโบราณว่าไว้ถึงอันตรายจากการพนัน  ข้อมูลประจักษ์ คนร่ำรวย ติดชายแดนประเทศเพื่อนบ้าน ข้ามไปเล่นพนัน ติดพนัน จากคนมีทรัพย์สินมากมายกลายมาเป็นคนยากจนสินเนื้อประดาตัว

    2. การจะเปิดให้มีการเล่นพนันออนไลน์ถูกกฏหมาย

    ภายใต้ พระราชบัญญัติการพนัน พุทธศักราช  และร่างปรับปรุง ร่างพระราชบัญญัติการพนัน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ….  คาดว่า “มหาดไทย” เตรียมชงร่าง พ.ร.บ.การพนันฉบับแก้ไขเข้า ครม. 25 ก.พ. นี้ หลังจบขั้นตอนรับฟังความเห็นคนส่วนใหญ่ “เห็นด้วย” เพิ่มบทลงโทษคุมบ่อน พนันออนไลน์ ผู้เล่น ผู้จัด ยันคนคุม ระบบโทษสูงสุด 7 – 12 ปี

    คำอธิบายหลักการหรือประเด็นสำคัญของร่างกฎหมายหรือกฎหมายที่นำมารับฟังความคิดเห็น

    (1) กำหนดห้ามมิให้อนุญาตจัดให้มี หรือเข้าเล่น หรือเข้าพนันออนไลน์ในการเล่นอันระบุไว้ในบัญชี ก. และบัญชี ข. เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงาน

    (2) กำหนดโทษของผู้จัดให้มีการเล่นการพนันและพนันออนไลน์ หรือผู้ควบคุมระบบ และผู้เข้าเล่นการพนันและพนันออนไลน์ให้เหมาะสมแก่สภาพและความร้ายแรงแห่งความผิด

    (3) กำหนดอำนาจพนักงานเจ้าหน้าที่ในการปฏิบัติตามพระราชบัญญัติการพนัน พุทธศักราช 2478 เพื่อบังคับใช้มาตรการในการป้องกันและปราบปรามผู้กระทำผิด

    ผู้เกี่ยวข้องกับการบังคับใช้กฎหมาย

    1. เจ้าหน้าที่ของรัฐ ได้แก่ เจ้าหน้าที่ของรัฐสังกัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงวัฒนธรรม และกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น
    2. ผู้ประกอบการ ได้แก่ ผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องกับการจัดให้มีการเล่นการพนัน/ประชาชนผู้เข้าเล่นการพนัน

              โดยได้อ้างเหตุผลความจำเป็นของการให้มีระบบอนุญาต ระบบคณะกรรมการ หรือ การกำหนดโทษอาญา รวมทั้งหลักเกณฑ์การใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่รัฐ

    เจตนารมณ์ของกฎหมายว่าด้วยการพนันนั้น ตราขึ้นเพื่อควบคุมและรักษาความสงบเรียบร้อยในสังคม โดยกำหนดให้มีการควบคุม ตรวจสอบ การอนุญาต และการโฆษณาการจัดให้มีการเล่นการพนัน รวมถึงกำหนดมาตรการในการป้องกันและปราบปรามผู้กระทำผิด การจัดให้มีการเล่นการพนันจึงมีความจำเป็นต้องมีการตรวจสอบจากเจ้าหน้าที่อย่างเข้มงวด ดังนั้น ระบบการอนุญาตจึงมีความจำเป็นเพื่อควบคุมและตรวจสอบผู้ขออนุญาตให้ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขของเจ้าพนักงานผู้ออกใบอนุญาต เพื่ออำนวยความสะดวกแก่เจ้าหน้าที่ในการบังคับใช้กฎหมายให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ เพื่อเป็นการรักษาความสงบเรียบร้อยของสังคม และคุ้มครองประชาชน จึงต้องกำหนดบทลงโทษผู้กระทำผิดด้วยโทษทางอาญาที่มีอัตราโทษสูง เพื่อให้ผู้กระทำผิดเกิดความเกรงกลัว

    เครือข่ายพระสงฆ์นักพัฒนาสังฆะเพื่อสังคม ไม่เห็นด้วย กับการที่รัฐบาลจะเปิด อนุญาตให้ประชาชนสามารถขออนุญาตเปิด และเล่นพนันออนไลน์ถูกกฎหมาย เพราะการพนันออนไลน์เป็นการเปิดช่องทางให้เกิดนักพนันที่มากขึ้นนับตั้งแต่เยาวชน ถึงประชาชนทั่วไป จะเป็นเหตุเพิ่มคนติดพนัน เหตุอาชญากรรม ความรุ่นแรง ความล่มสลายของครอบครัว ความอ่อนแอของชุมชน และคนไทยโดยรวม ทั้งนี้ ไม่เชื่อมันในกระบวนการกำกับควบคุม ของกลไกตามที่กล่าว และเชื่อมั่นในหลักคำสอนทางพระพุทธศาสนา “อบายมุข  คือ ปากแห่งอบาย ปากแห่งความเสื่อม ช่องทางแห่งความฉิบหาย พินาศ ”  จึงขอให้รัฐบาลได้มีการทบทวนอย่างรอบด้าน

    3. ร่างพระราชบัญญัติ กัญชา กัญชง พ.ศ…..

    เครือข่ายพระสงฆ์นักพัฒนาสังฆะเพื่อสังคม  เห็นด้วยกับหลักการ การควบคุม เนื้อหาสำคัญใน พ.ร.บ. นี้

    1. มุ่งเน้นในการป้องกันและเยาวชน
    2. ใช้กัญชาเพื่อประโยชน์ทางการแพทย์ เป็นทางเลือกให้ประชาชนอย่างเท่าเทียม
    3. มีคณะกรรมการที่มาจากภาคประชาชนเพื่อคุ้มครองสุขภาพของประชาชนคุ้มครองผู้บริโภค และประโยชน์สาธารณะ

    4. การที่นายกรัฐมนตรี มีคำสั่งให้ทบทวน “การห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 5 วันพระใหญ่ และเวลาขาย”

    “แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2568 ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปทำการศึกษาและทบทวนกฎหมายห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอออล์ในวันพระใหญ่ และการห้ามขายในช่วงเวลา 14.00-17.00 น. ภายหลังได้รับข้อร้องเรียนจากภาคธุรกิจว่ากฎหมายเหล่านี้เป็นอุปสรรคต่อการขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และอุปสรรคต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ ไม่สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลที่มีการส่งเสริมการท่องเที่ยว”

    ข้อเท็จจริงที่นักวิชาการสรุปไว้  “เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไม่ใช่สินค้าปกติ ดื่มแล้วเมาทำให้ขาดสติ เป็นสาเหตุของปัญหาสังคม การดื่มแล้วขับ การทำร้ายร่างกายทะเลาะวิวาท ซึ่งจะเห็นว่ามีเยอะมากในสังคมปัจจุบัน นำไปสู่การใช้สารเสพติดชนิดอื่น รวมถึงเรื่องการพนันด้วย ซึ่งแพทย์ประจำห้องฉุกเฉินบอกว่า เคสที่ได้รับผลกระทบจากการดื่มแอลกอฮอล์จะมาที่ห้องฉุกเฉินเยอะโดยเฉพาะช่วงหลัง ปิดสถานบันเทิง ทำให้เกิดภาระงานเพิ่มขึ้น และเกิดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น ทำให้มีการจำกัดเวลาขายเพื่อป้องกันปัญหาจากการดื่มแอลกอฮอล์ในบางช่วงเวลา  ประสบการณ์ในต่างประเทศก็มี โดยมีทั้งประเทศที่เคยขาย ดื่มได้ตลอดเวลา สุดท้ายต้องออกมาตรการจำกัดการขาย กับประเทศที่เคยมีการจำกัดการขาย ต่อมาขอเปิดขายแล้วสุดท้ายก็ต้องกลับมาใช้มาตรการควบคุม จำกัดการขายอีก เช่น ฝั่งยุโรป และสหรัฐอเมริกาในบางรัฐห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในวันอาทิตย์

    ดังนั้น รัฐบาลต้องไม่รีบร้อน ต้องมีการศึกษาอย่างรอบด้าน จริงๆ เป้าหมายในการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลคืออะไร เพราะการกระตุ้นเศรษฐกิจมีหลายแบบ ที่ควรทำคือนโยบายที่สร้างผลกระทบน้อยที่สุด และไม่ใช่แบบที่เอาตัวเลขรายได้ที่ได้มาลบจากผลกระทบสุขภาพในด้านต่างๆ  แล้วเห็นว่ายังพอมีกำไรก็เลือกทำ แต่สิ่งที่รัฐบาลควรทำคือต้องทำนโยบายที่มีผลกระทบกับสุขภาพน้อยที่สุด  และที่จริง คนต่างชาติมาเที่ยวไทยเพราะต้องการดูบ้านเมือง วัฒนธรรมไทย ไม่ใช่หวังเข้ามาดื่มแอลกอฮอล์ แล้วที่จริงวันพระใหญ่ก็มีแค่ 4 วันใน 356 วัน เมื่อเทียบกับบางประเทศเขาห้ามขายถึง 52 วันใน 1 ปี ถ้ามองในมุมนี้ ถือว่าประเทศไทยมีวัน เวลาที่ขายได้ สร้างเศรษฐกิจได้ หลายวันอยู่แล้ว แล้วการส่งเสริมงดขายเหล้าในวันพระก็เป็นวัฒนธรรมพื้นฐาน”

    ดังนั้น เครือข่ายพระสงฆ์นักพัฒนาสังฆะเพื่อสังคม 9 ภาค ขอเจริญพร วอนเรียกร้อง ดังนี้

    1. ขอให้รัฐบาล และฝ่ายค้าน หยุดนโยบายที่เข้าใจว่า จะสร้างรายได้ ความเจริญเติมโตทางเศรษฐกิจ ของประเทศจากสร้างอบายมุขต่าง ๆ ตามบ้านเมือง เพราะที่สุดแล้วตามสัจธรรมคำสอนในพระศาสนามันคือ ความฉิบหาย ความพินาศของประเทศและประชาชน

    2. ขอเรียกร้องรัฐบาล พร้อมฝ่ายค้าน ให้มีการทบทวนนโยบายต่าง ๆ ตามที่ระบุข้างต้นนั้น ด้วยการอิงหลักวิชาการ และประสบการณ์ต่างๆ ทั้งในการบริหารประเทศที่ผ่านมา และประสบการณ์จากต่างประเทศอีกมากมายในการประกอบพิจารณาด้วยจิตใจที่ดีงามและความปรารถนาดีต่อประเทศไทยและประชาชน  ลูกหลาน

    3. ขอเรียกร้องรัฐบาล และฝ่ายค้าน ให้มีการเสนอนโยบายพัฒนาจากจุดแข็งของประเทศ คือ สังคมเกษตรกร ข้าว มันสำปะหลัง พืช ผัก ไก่ ปลา ทำอย่างไรต้นทุนถึงจะน้อย การผลิตมีคุณภาพ มีการพัฒนาการตลาด พัฒนาเทคโนโลยี มีโรงงานรองรับ และโรงงานอุตสาหกรรมต่าง ๆ ทำอย่างไรถึงจะอยู่ได้ การค้าภายในประเทศ และต่างประเทศ อีกมากมายที่จะสร้างมูลค่าเพิ่ม สร้างความเจริญทางเศรษฐกิจ และรายได้ให้ประเทศ


  • “ความท้าทายครั้งสำคัญของพระสงฆ์ กับบทบาทการเป็นนักสื่อสารเพื่อสร้างสังคมสุขภาวะ”

    “ความท้าทายครั้งสำคัญของพระสงฆ์ กับบทบาทการเป็นนักสื่อสารเพื่อสร้างสังคมสุขภาวะ”

    ในยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว สังคมไทยเผชิญกับปัญหาและความท้าทายต่าง ๆ มากมาย ที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ  กาย จิต  และสังคมโดยรวม พระสงฆ์ในฐานะผู้นำทางจิตวิญญาณ ที่มีบทบาทสำคัญในการเป็นทั้งผู้นำ ผู้ให้  ผู้ส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม และค่านิยมที่ดีงาม รวมไปถึงการนำเสนอแนวทางเลือกการดำเนินชีวิตที่สอดคล้องกับหลักธรรมคำสอนในพุทธศาสนา อย่างไรก็ตาม พระสงฆ์ยังเผชิญกับความท้าทายสำคัญในการสื่อสารกับสังคมสมัยใหม่ ความท้าทายเหล่านี้  ได้แก่ ช่องว่างระหว่างวัย ที่พระสงฆ์ส่วนใหญ่มีอายุมาก ภาษาและวิธีการสื่อสาร อาจไม่เข้าถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่ เทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ทำให้พระสงฆ์ต้องปรับตัว เรียนรู้ และใช้เทคโนโลยีใหม่ ๆ ในการสื่อสาร ความหลากหลายของสังคมไทยทั้งทางวัฒนธรรม ศาสนา และความเชื่อ พระสงฆ์ต้องสื่อสารให้เข้าถึงและเข้าใจคนกลุ่มวัยต่างๆ และที่สำคัญ ปัจจุบัน ข้อมูลข่าวสารมีมากมาย และหลากหลาย  ซึ่งก็มีข้อมูลจำนวนมากเช่นกันไม่ถูกต้อง บิดเบือน พระสงฆ์ต้องมีความรู้ เครื่องมือที่จะกลั่นกรอง แล้วเลือกนำเสนอข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้อง เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้กับประชาชน และพระพุทธศาสนา  การจะรับมือกับความท้าทายเหล่านี้จะทำอย่างไร   พระสงฆ์ยุคนี้จำเป็นต้องพัฒนาตนเองให้มีความรู้ ทักษะวิธีการสื่อสารสามารถใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ให้เป็นเครื่องมือ นำไปสู่การพัฒนาบทบาทการเป็นพระนักสื่อสารในสังคมปัจจุบัน

    เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน ถึง วันที่ 1 กรกฎาคม 2567 ที่ผ่านมาโครงการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะงานบวชสร้างสุขด้วยหลักพุทธธรรม โดย มูลนิธิสังฆะเพื่อสังคม ร่วมกับ CoFact มหาวิทยาลัยมหาสารคาม เครือข่ายพระสงฆ์นักพัฒนาสังฆะเพื่อสังคมภาคอีสานบน ล่าง  และภาคีเครือข่าย ด้านการสื่อสารสาธารณะ ได้จัดอบรมเชิงปฏิบัติการถวายความรู้ พัฒนาศักยภาพพระนักสื่อสาร ภาคอีสาน “ทักษะการรู้เท่าทันสื่อและทักษะการตรวจสอบข้อมูลด้วยเครื่องมือดิจิทัล” ให้กับเครือข่ายพระสงฆ์นักพัฒนา ภาคอีสานบน และภาคอีสานล่าง ในจังหวัดร้อยเอ็ด กาฬสินธุ์ มหาสารคาม สกลนคร ขอนแก่น หนองคาย นครพนม เลย อุดรธานี หนองบัวลำภู บึงกาฬ อุบลราชธานี อำนาจเจริญ ศรีสะเกษ ยโสธร มุกดาหาร นครราชสีมา ชัยภูมิ บุรีรัมย์ และสุรินทร์ ณ วัดโพธิการาม ตำบลโพนสูง อำเภอปทุมรัตต์ จังหวัดร้อยเอ็ด

    เพื่อเสริมศักยภาพเครือข่ายพระนักสื่อสารในพื้นที่ชุมชนภาคอีสานให้ร่วมเป็นนักตรวจสอบข้อมูล (Fact-checker) โดยให้มีทักษะการรู้เท่าทันสื่อ และทักษะการตรวจสอบข้อมูลด้วยเครื่องมือดิจิทัล เพื่อพัฒนาทักษะการผลิตสื่อสร้างปัญญาให้สังคม สกัดสื่อร้าย สื่อที่บิดเบือนในหลักคำสอนของพระพุทธศาสนา ขยายสื่อดี หลักการ หลักธรรมที่ถูกต้อง ในพระพุทธศาสนา กับการดำเนินชีวิตในสังคม และเพื่อวางแผนในการสร้างการสื่อสารสาธารณะงานบวชสร้างสุขระดับพื้นที่/ภาค ที่ออกแบบและพัฒนาโดยพระนักสื่อสาร

    โดยภายในกิจกรรม ได้พัฒนาทักษะการใช้เครื่องมือดิจิทัลในการสืบข้นข้อมูลที่ถูกต้อง การใช้เครื่องมือ Canva ในการออกแบบ ผลิตสื่อแบรนด์เนอร์ การเล่าเรื่อง และการตัดต่อวิดีโอ เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการสื่อสาร พบว่าพระสงฆ์มีความตื่นตัว และให้ความสนใจเรียนรู้เป็นอย่างมาก

              พระครูโพธิวีรคุณ เจ้าคณะอำเภอปทุมรัตต์ เจ้าอาวาสวัดโพธิการาม และคณะกรรมการมูลนิธิสังฆะเพื่อสังคม กล่าวว่า ความสำคัญในการสื่อสารในการเผยแผ่ธรรมะ ในการติดต่อประสานงาน สื่อสารกับญาติโยม ถ้าพระเราไม่รู้ จักวิธีการสื่อสาร ก็อาจจะไม่สามารถเข้าถึงญาติโยมได้

    เพราะบทบาทของพระสงฆ์เรา จะต้องมีการเผยแผ่ธรรม มีการอบรมสั่งสอน และคลุกคลีกับญาติโยม ไปบิณฑบาตในงาน ในกิจนิมนต์ต่าง ๆ เท่าเรารับรู้ข้อมูลก็จะช่วยสื่อสารกับญาติโยมได้ อีกหนึ่งสิ่งญาติโยมนั้นมีหลายระดับ มีเด็กมีวัยวุ่น วัยกลางคน ผู้สูงอายุ บางครั้งชุมชน ไม่รู้เท่าทันสื่อ การเข้าถึงสื่อ การนำเสนอธรรมมะ การนำเสนอข้อมูลต่าง ๆ ยิ่งในปัจจุบันมีทั้งในสิ่งที่เป็นจริงไม่เป็นจริง บิดเบือนไม่บิดเบือน สื่อออนไลน์ทั้งหลายทั้งปวงเหล่านี้ ถ้าพระท่านรู้ ว่าทิศทาง การนำเสนอสื่อมันเป็นอย่างไร เราจะนำมาใช้ประโยชน์ในทางพระพุทธศาสนาได้อย่างไร การนำเสนอข้อมูล การเผยแผ่ธรรมะ ให้เข้าถึงญาติโยมต้องใช้วิธีการแบบไหน การเข้าใจการสื่อสารเป็นสิ่งสำคัญ แม้แต่ในครั้งพุทธกาล พระพุทธเจ้า หยิบกิ่งไม้ขึ้นมาก็ใช้สื่อสารสอนธรรมะได้ เปรียบเป็นอุปกรณ์ในการสื่อสาร แต่ว่าทุกวันนี้ โลกสมัยใหม่ในการสื่อสารออนไลน์ มันเร็ว เมื่อเร็วแล้วจิตใจเราต้องมีสติ มีสมาธิมากขึ้น การที่เรารู้สติก็หมายถึงการที่เรารู้ว่า อันไหนเท็จอันไหนจริง อันไหนคือสิ่งที่ถูกต้อง รู้เท่าทัน ฉะนั้นบทบาทของพระสงฆ์ไม่ใช่จะเป็นฝ่ายที่รับอย่างเดียว จะต้องเป็นฝ่ายให้ด้วย ให้ความรู้ ให้สติกับญาติโยมได้ จึงเป็นสิ่งจำเป็นและสำคัญที่พระสงฆ์จะต้องมาเรียนรู้เรื่องการสื่อสารครั้งนี้ อีกประการสำคัญ สิ่งที่พระสงฆ์กำลังขับเคลื่อนกันอยู่ตอนนี้ คือ การส่งเสริม การบวชสร้างสุข ถ้าเราทำกันอยู่แคบ ๆ ไม่บอกกล่าวประชาสัมพันธ์ญาติโยมก็ไม่รู้ และเข้าไม่ถึง หรือเข้าถึงได้น้อย

    อาจารย์อังคณา พรมรักษา ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายพัฒนานิสิตมหาวิทยาลัยมหาสารคาม กล่าวถึงความจำเป็นและสำคัญในการอบรมครั้งนี้ว่า เรามองว่า พระสงฆ์เอง เป็นกลุ่มที่มีความใกล้ชิดกับชุมชนมากที่สุด ในชีวิตประจำวัน เราจึงมองว่า เป็นโอกาสสำคัญ ที่จะได้มาถวายความรู้ และนิมนต์เชิญชวนให้พระสงฆ์มาร่วมเป็น Fact-checker ร่วมกัน โดยพลังเครือข่ายของการเป็นพระนักสื่อสาร ที่จะได้ช่วยญาติโยมในการตรวจสอบข้อมูลความเป็นจริงในปัจจุบัน ช่วยเตือน ช่วยให้สติกับญาติโยมในชุมชนที่เสพสื่อ ข่าวสารข้อมูลที่มีมากมายในปัจจุบัน

    พระพานุ พุทฺธิสโร ผู้เข้ารับการถวายการอบรมครั้งนี้ กล่าวถึงการเข้าร่วมกิจกรรมในครี้งนี้ว่า ครั้งนี้ได้ตั้งใจมาร่วมเพื่อเสริมศักยภาพตนเองในการผลิตสื่อ การทำวิดีโอ การตัดต่อ เพื่อจะนำไปต่อยอดในการผลิตสื่อ เผยเผยแผ่ งานบุญ งานกิจกรรมต่าง ๆ ภายในวัด เพื่อสื่อสารกับญาติโยม ผ่านเพจประชาสัมพันธ์ของวัด โดยรวมแล้วคิดว่าในยุคคปัจจุบัน การสื่อสารถือเป็นเรื่องสำคัญ อนึ่งถือเป็นการเผยแผ่ธรรมะ ที่เข้าถึงญาติโยมได้ง่าย และรวดเร็ว จากการมาอบรมครั้งนี้ ทำให้อาตมาภาพได้เรียนรู้หลายอย่างที่ตัวเองไม่เคยรู้ และไม่เคยทำมาก่อน

    เช่น ข้อมูลข่าวสารที่มันมีในปัจจุบัน ที่บางครั้งก็เป็นปัญหาอยู่เหมือนกันถ้าหากมีการสื่อสารในทางที่ผิด การเข้าร่วมอบรมครั้งนี้ได้ทักษะใหม่ ๆ เช่น การทำแบรนด์เนอร์ การทำคลิปวิดีโอ ก็คิดว่า จะนำความรู้ที่ได้ในครั้งนี้ ไปต่อยอดในวัด ในชุมชนต่อไป

    ด้านนายชัยณรงค์ คำแดง ผู้ช่วยเลขานุการมูลนิธิสังฆะเพื่อสังคม และผู้จัดการโครงการบวชสร้างสุข ได้กล่าวถึงความคาดหวังในการจัดการอบรมครั้งนี้ ว่า จุดอ่อนของพระสงฆ์ที่ไม่สอดคล้องกับการสื่อสารยุคใหม่ มีอยู่ 2 ลักษณะ คือ 1) ธรรมเนียมปฏิบัติของพระสงฆ์ ถ้ายอมรับอะไร นิ่ง  หรือภาษาบาลีว่า “ตุณฺหี” คือ ให้เงียบ ไม่ต้องพูด ทำ อะไร พระสงฆ์จำนวนมากในกลุ่มไลน์ 150 รูป เมื่อรูปใดรูปหนึ่งโพสต์ น้อยมากที่จะมีผู้แสดงความรู้สึกให้คนอื่นเห็น เช่น สาธุ ดีมากเลย ขออนุโมทนา ขอบคุณมากครับที่ให้ส่งมาให้เรียนรู้ หรือ กดไลค์ กดแชร์ 2) ค่านิยมทางสังคม  อดีตถึงปัจจุบันโยมจำนวนไม่น้อยที่มองพระว่า ไม่ควรเล่น โทรศัพท์ line, tik tok ,face book ทำให้พระขาดการพัฒนาตนเองด้านการสื่อสาร และการสื่อสารที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมทางพระพุทธศาสนาก็มีแต่โยมทำผลิตในสิ่งที่โยมชอบ เช่น การจัดงานบวชที่ยิ่งใหญ่ มีรถแห่ ดนตรี ดื่มกินน้ำเมาลงทุนหลักหมื่นถึงหลักล้านกว่าจะเข้าถึงศาสนาได้ ในส่วนของพระสงฆ์ไม่มีทำผลิตสื่อที่ถูกต้องตามพระธรรมวินัย เช่น จัดงานบวชแบบเรียบง่าย ประหยัด นี่ถูกต้องตามพระธรรมวินัย คืออย่างไร อย่างนี้เลย


    สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.),

    โครงการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะงานบวชสร้างสุขด้วยหลักพุทธธรรม,

  • “นาคจน งานบวชอนาถา วาทกรรมกดทับการเข้าถึงศาสนาในสังคมไทย”

    “นาคจน งานบวชอนาถา วาทกรรมกดทับการเข้าถึงศาสนาในสังคมไทย”

    “การบวชเป็นพระภิกษุในพุทธศาสนา ถือเป็นการยกระดับชีวิตมาอยู่ในหนทางอันประเสริฐ และสังคมไทยก็ยกระดับเอามาเป็นประเพณีที่มีความสำคัญและมีคุณค่าอย่างยิ่ง ทว่าในปัจจุบัน การบวชที่ไม่ได้จัดในลักษณะที่ยิ่งใหญ่หรือมีความหรูหรา ตามค่านิยมทางสังคมที่บิดเบี้ยวทับซ้อน กันมายาวนานกลับถูกด้อยค่าและมองว่าเป็น “งานบวชอนาถา” หรือ “งานบวชคนจน” วาทกรรมเช่นนี้ไม่เพียงแต่แสดงถึงการกดทับทางสังคม แต่ยังสะท้อนถึงการบิดเบือนคุณค่าอันแท้จริงทางศาสนา”

    การบวชพระในประเทศไทยมีการรับรู้และการตีความหลากหลาย ขึ้นอยู่กับบริบททางสังคมและเศรษฐกิจ ซึ่งสังคมไทย เป็นสังคมที่เรียกได้ว่ามีความหลากหลาย ทั้งทางวัฒนธรรม ความเชื่อ ประเพณี และค่านิยม แต่ละภูมิภาคในประเทศไทย จึงมีรูปแบบการจัดงานบวชที่แตกต่างกันออกไป อย่างไรก็ตาม การจัดงานบวชในปัจจุบันที่มักปรากฎเห็นบนหน้าสื่อ มักมีการเลี้ยงฉลอง อย่างยิ่งใหญ่ จัดงานใหญ่โต มีการจัดเลี้ยงฉลอง เวทีมหรสพเสพงัน กระตุ้นการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เลี้ยงฉลองอย่างเต็มที่เอาใจแขกผู้มาร่วมงาน เพราะกลัวถูกติฉินนินทา ว่าเป็นงานบวชอนาถา เจ้าภาพไม่ใจกว้าง ประหยัด ขี้เหนียว

    อีกความเชื่อว่า การบวชพระแบบยิ่งใหญ่ ซึ่งมักมีการจัดงานใหญ่โต มีแขกผู้มีเกียรติเข้าร่วม และมีการใช้จ่ายเงินจำนวนมาก มักถูกมองว่าเป็นการแสดงสถานะทางสังคมและความมั่งคั่งของครอบครัว ในทางกลับกัน การบวชพระแบบไม่ยิ่งใหญ่ที่มีลักษณะเรียบง่ายและใช้จ่ายน้อยกลับถูกมองว่าเป็น “งานบวชอนาถา” หรือ “งานบวชคนจน”  เป็นตัวอย่างหนึ่งของวาทกรรมกดทับที่พบในสังคมไทย คำเหล่านี้ถูกใช้เพื่อแสดงความดูถูกหรือด้อยค่าต่องานบวชที่จัดอย่างเรียบง่าย และไม่มีการใช้จ่ายมากมาย วาทกรรมเหล่านี้สร้างภาพลักษณ์ที่ไม่เป็นธรรมแก่ผู้ที่เลือกบวชแบบเรียบง่าย อาจเป็นเพราะพวกเขามีฐานะทางการเงินไม่ดีหรือเพราะพวกเขาเลือกที่จะไม่ใช้จ่ายมากมายในการจัดงาน การใช้คำเหล่านี้สะท้อนถึงความไม่เท่าเทียมและการแบ่งแยกทางสังคมในสังคมไทย โดยการเน้นย้ำถึงความสำคัญของการจัดงานบวชที่ยิ่งใหญ่และการใช้จ่ายมากมาย การนี้ไม่เพียงแต่ทำให้ผู้ที่บวชแบบเรียบง่ายรู้สึกด้อยค่า แต่ยังส่งผลให้เกิดความกดดันทางสังคมในการจัดงานบวชในลักษณะที่เกินความสามารถทางการเงินของบางครอบครัว

    ทั้งนี้ ในปัจจุบัน การนำเสนอของสื่อ ที่ได้กล่าวถึงเกี่ยวกับการจัดงานบวชในสังคมไทย ที่มักมีการอวย การจัดงานบวชที่มีการจัดงานอย่างยิ่งใหญ่ โปรยทานด้วยเงินหลายแสนบาท มีมหรสพฉลอง สนุกสนาน แต่ในทางกลับกัน งานบวชที่มีการจัดอย่างเรียบง่าย เดินแห่นาค แบบสงบไร้แขกมาร่วมงาน มีเพียงพ่อแม่ และญาติพี่น้องไม่กี่คน เดินตามหลัก สื่อได้หยิบยกมาเล่าด้วยความเอ็นดู บางสื่อ สื่ออกมาในแนวน่าสงสาร มีการพาดหัวว่า เป็น นาคจน นาคกำพร้าบ้าง งานบวชไร้แขกร่วมงาน ย่องบวชแบบเงียบๆ บ้าง สะท้อนให้เห็นถึงการกดทับคุณค่าในการจัดงานบวช

    พระอธิการแดง ปญฺญาวโร เจ้าอาวาสวัดป่าชัยมงคล จ.กาฬสินธ์ุ ได้กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า เรามา สร้างค่านิยมใหม่ในการบวช อย่าไปมองว่าคนที่บวชแบบเรียบง่าย เป็นงานบวชอนาถา แต่ให้มองกลับกันว่า งานที่จัดพิธีแบบเอิกเกริก สิ้นเปลือง มัวเมาไปด้วยอบายมุข เป็นงานบวชอนาถา น่าสงสารที่ศรัทธาเสื่อมถอยลง ปัญญามีน้อยลง

    พระครูบวรสังฆรัตน์ รองเจ้าคณะอำเภอกันทรารมย์ เจ้าอาวาสวัดจำปา บ้านหัวนา อ.กันทรารมย์ จ.ศรีสะเกษ ได้กล่าวถึงการจัดงานบวชว่า การจะมาบวช ไม่ต้องมีค่าใช้จ่ายฟุ่มเฟือยเลย มาแต่ตัว และความศรัทธาตั้งมั่นในพระพุทธศาสนา ผ้าไตรก็มี บาตรก็มี อัฐบริขาร ครบเครื่อง ให้มาเอาที่วัด ไม่ต้องใช้จ่าย ไม่มีเงิน หรือมีเงินน้อยก็บวชได้

    ด้านนายชัยณรงค์ คำแดง   ผู้ช่วยเลขานุการมูลนิธิสังฆะเพื่อสังคม และผู้จัดการโครงการบวชสร้างสุข ได้กล่าวว่า  สังคมไทย ณ ปัจจุบัน พอพูดถึงงานบวช มักนึกถึง ดนตรี รถแห่ หมอลำ  เสื้อทีมเพื่อนนาคก่อนที่จะนึกว่า พระอุปัชฌาย์ว่างวันไหน หรือตั้งคำถามกับตนเองว่า เราจะบวชทำไม เพื่ออะไร บวชแล้วจะได้อะไร ในเวลานิดเดียวที่เรามีโอกาสได้บวชนี้ ดังนั้น ภาพที่เราเห็นงานบวชจะมีแต่ความสนุกสนาน บางมากเกินเลยอนาจาร หรือรุนแรงถึงขั้นฆ่ากันตาย สร้างความขัดแย้งระหว่างชุมชน เช่น กรณียิงกันในงานแห่นาคเต้นรถแห่งานบวชของวัยรุ่น 2 ชุมชนเมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2567 ยิงถล่มขบวนแห่นาคเจ็บ 5 ราย ณ บ้านห้วยอำเภอขุขันธ์จังหวัดศรีสะเกษ


    สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.),

    โครงการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะงานบวชสร้างสุขด้วยหลักพุทธธรรม,

  • “บวชอุทิศพระศาสนามาตลอดชีวิต ยามชรา เจ็บป่วย ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ ขาดระบบดูแล”

    “บวชอุทิศพระศาสนามาตลอดชีวิต ยามชรา เจ็บป่วย ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ ขาดระบบดูแล”

    รูปที่ 1 “พระนักพัฒนาผู้ไม่เคยหยุดนิ่ง” พระครูวิมลสารวิสุทธิ์  ( พระมหาแก่น  อนงฺคโณ ) เจ้าอาวาสวัดหนองหัวแรด อ.หนองบุญมาก  จ.นครราชสีมา อายุ 78 ปี พรรษา 57 พระนักพัฒนาที่มีผลการขับเคลื่อนงานมากมายในจังหวัดนครราชสีมา ในนามเครือข่ายสังฆะพัฒนาโคราช ท่านเป็นพระผู้ที่อุทิศเวลาส่วนใหญ่ให้กับการชี้ทางบรรเทาทุกข์ให้กับชาวบ้าน พาชาวบ้านดำเนินกิจกรรมมากมาย เช่น ผลิตปุ๋ยหมักชีวภาพ น้ำหมักชีวภาพ แจกจ่ายให้ชาวบ้านได้ใช้ในครัวเรือน ในไร่ นา ด้วยชาวบ้านส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรมเป็นหลัก  ท่านได้สร้างโรงผลิตน้ำดื่ม จำหน่ายให้ชาวบ้านในราคาถูก จัดให้มีรถรับสงฆ์ผู้ป่วย หรือรถให้ชาวบ้านได้ใช้ยามจำเป็น พัฒนาวัดเป็นวัดตัวอย่าง วัดปลอดเหล้า บุหรี่ การพนัน ฯลฯ เป็นต้น แต่ในระยะที่ผ่านมาท่านได้ล่มป่วยด้วยโรค เส้นเลือดในสมองตีบ ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ พูดไม่ได้ ตกอยู่ในความยากลำบาก มีเพียงปัจจัยส่วนตัว และญาติโยมที่คอยให้การดูแล ถวายข้าว น้ำ ตามอัตภาพ

    รูป 2 “เทวดาของเด็กยากไร้  ช่วยเด็กกำพร้า ไร้ที่พึ่ง พ่อแม่ติดคุก…สู่อนาคตใหม่” พระครูศีลวราภรณ์ (เฉลิม ฐิติสีโล) เจ้าอาวาสวัดโนมเมือง อ.ขามสะแกแสง จ.นครราชสีมา อายุ 76 ปี พรรษา 55 เครือข่ายพระสังฆะพัฒนาโคราช ท่านได้พัฒนาวัดโนนเมืองให้เป็นเขตปลอดอบายมุขถาวร ปราศจากการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ สูบบุหรี่ และเล่นการพนันภายในวัด เป็นที่รับรู้โดยทั่วกันของคนในชุมชนรอบบริเวณวัด และภายนอก 

    ท่านได้จัดทำโครงการคุณพระช่วย คือ โครงการพระช่วยแนะนำข้อปฏิบัติ ทำห้องสุขา ให้ทุนการศึกษา โครงการส่งเสริมไร่นาสวนผสม โครงการจัดกิจกรรมให้ความรู้ชาวบ้านในด้านต่างๆ เช่น การออมทรัพย์ และโครงการปลูกป่า โครงการให้ความรู้ป้องกันเอดส์ และโครงการอนุรักษ์โค กระบือ เป็นประธานผู้จัดการโครงการ FIZ 6 จังหวัด ภาคอีสานล่าง งบประมาณ(ธนาคารออมสิน)ประมาณ 640 ล้าน และได้จัดตั้งโรงเรียนมัธยมพุทธเกษตรเพื่อช่วยเหลือเด็กที่มีปัญหาที่ขาดโอกาสทางการศึกษา 5 ประเภท ได้แก่ กำพร้า พ่อแม่หย่าร้าง ยากจน เกเรหลงผิด และพ่อแม่ติดคุก เด็กที่ส่งจบไป จากโรงเรียนที่ผ่านมามากกว่า 7,400 คน โดยงบประมาณที่ใช้ไปมากกว่า 209 ล้าน  ปัจจุบันท่านป่วยด้วยโรคเบาหวาน และประสบอุบัติเหตุล้มศรีษะกระแทกพื้น ทำให้สายตาพร่ามัว มองอะไรไม่ชัด เดินไม่สะดวก อยู่เพียงลำพัง ยังพอช่วยตัวเองได้ ในยามกลางคืนก็ไม่มีโยมอุปัฏฐาก มีแค่ลูกศิษย์ที่ไปขอมาเลี้ยง อยู่ชั้น ป. 4 และป.6 ค่อยอุปัฏฐากดูแล จะมีสาธารณสุขแวะเวียนมาถามไถ่อาการบ้างเป็นครั้งคราวเท่านั้น

    โดยในการครั้งนี้ พระครูอมรชัยคุณ  ได้ถวายปัจจัยเพื่อให้เป็นสวัสดิการดูแลกันในยามเจ็บป่วย ชราภาพ ติดเตียง จากกองบุญสวัสดิการสังฆะเพื่อสังคม ที่เป็นกองบุญของพระสงฆ์นักพัฒนาที่มีการระดมทุนร่วมกันทั้ง 9 ภาค และปัจจัยสมทบรายปีจากสมาชิก นำถวายทั้ง 2 รูปโดยถวายรูปละ 3,000 บาท ในทุกเดือนหลังจากนี้ เป็นเวลาตลอดไปจนกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น และได้สะท้อนถึงปรากฏการที่ได้พบเห็นถึงระบบ การดูแลพระสงฆ์ที่มีคุณูปการต่อพระพุทธศาสนา และสังคมมากมายขนาดนี้ เวลาแก่เฒ่า ป่วย ติดเตียง ระบบที่มีอยู่ก็ยังไม่เอื้อต่อการดูแลสุขภาพพระสงฆ์ในระยะยาว   

    นี่เป็นเพียงข้อมูลสะท้อนชีวิตพระสงฆ์ 2 รูป ที่จริงมีอีกมากมายทั้งในอดีตที่ผ่านมา และที่เป็นอยู่ปัจจุบัน  ที่อุทิศตนบวชในพระพุทธศาสนามาตลอดชีวิตท้ายสุดยามชราภาพเจ็บองค์กรสงฆ์ขาดการจัดระบบ สวัสดิการ ดูแลพระสงฆ์ระยะปลาย และป่วยระยะท้ายของพระสงฆ์อย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพ ทั้งที่พระสงฆ์/พระพุทธศาสนาสอนให้คนทั้งโลก ให้มีความเมตตา กรุณา ต่อกัน และวางระบบดูแลกันได้ แต่ในองค์กรสงฆ์เองขาดการเอาใจใส่การดูแลกันยามชราภาพ เจ็บป่วย และการจัดวางระบบดูแลอย่างมีประสิทธิภาพสอดคล้องกับบริบทพระสงฆ์ ทั้งที่พระธรรมวินัยวางไว้ชัดเจนว่า “พระสงฆ์ต้องไม่ทิ้งกันยามเจ็บป่วย จนกว่าจะตายจากกัน” ถึงแม้ว่า ขณะนี้ได้มีนโยบาย สร้างกุฏิชีวาภิบาล สำหรับดูพระภิกษุอาพาธ แต่รูปธรรมยังไม่ชัดเจน

    เครือข่ายพระสงฆ์นักพัฒนาสังฆะเพื่อสังคม และเครือข่ายเจ้าคณะจังหวัด ได้ขยายแนวคิด และผลักดัน “การจัดตั้งกองบุญพระภิกษุอาพาธระดับจังหวัด” เพื่อเป็นสวัสดิการดูแลพระยาม  เจ็บป่วย เกิดอุบัติเหตุ ป่วยติดเตียง และมรณภาพ โดยมีพระเดชพระคุณพระราชธรรมเมธี เจ้าคณะจังหวัดจันทบุรี เป็นประธาน ขณะนี้ได้สร้างกระบวนการเรียนรู้ และเห็นประโยชย์ร่วมสามารถจัดตั้งได้แล้วจำนวน  10   จังหวัด  ประกอบด้วย จังหวัดจันทบุรี ระยอง ลพบุรี  ศรีสะเกษ  เพชรบูรณ์  ตราด  ชลบุรี  สุโขทัย  กำแพงเพชร  สตูล   จังหวัดเหล่านี้จ่ายสวัสดิการต่อปีมากกว่า 2 ล้านบาท

    จังหวัดที่มีความตั้งใจจะจัดตั้งอยู่ระหว่างกระบวนการเรียนรู้ประกอบด้วย  1) จังหวัดสระแก้ว  2) จังหวัดน่าน 3) จังหวัดชัยภูมิ  4) จังหวัดกาฬสินธุ์  5) จังหวัดชุมพร 6) จังหวัดพัทลุง  7) จังหวัดสุรินทร์  8) จังหวัดสงขลา  9) จังหวัดพิษณุโลก 10) จังหวัดอุตรดิตถ์ 11) จังหวัดตรัง  และ12) จังหวัดกระบี่

    ทางเลือกใหม่ของคณะสงฆ์ไทยที่จะนำไปสู่ความยั่งยืน “การจัดตั้งกองทุน/กองบุญดูแลสุขภาพพระสงฆ์” ด้วยระบบจัดการรูปแบบใหม่สอดคล้องยุคสมัย มีส่วนร่วมของพระสงฆ์ภายในจังหวัดทุกรูป

  • เครือข่ายพระสงฆ์นักพัฒนาภาคใต้บน ลงนามบันทึกข้อตกลง (MOU) ขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะบวชสร้างสุขนำร่องสู่ความยั่งยืน

    เครือข่ายพระสงฆ์นักพัฒนาภาคใต้บน ลงนามบันทึกข้อตกลง (MOU) ขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะบวชสร้างสุขนำร่องสู่ความยั่งยืน

    วันจันทร์ที่ 6 มิถุนายน 2565 พระสิริคณาจารย์  เจ้าคณะจังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ และ นางเรืองอุไร บุญช่วยชูพันธ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นประธานฝ่ายฆราวาส ในการลงนามบันทึกข้อตกลงร่วมกับหน่วยงานภาคีเครือข่าย ได้แก่ พระครูสุวรรณโพธิวรธรรม ประธานกรรมการมูลนิธิสังฆะเพื่อสังคม, นายสุเทพ แก้วประดิษฐ์ นายอำเภอเมืองจังหวัดนครศรีธรรมราช, นางพัทยา ทองเสภี ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดนครศรีธรรมราช, นางกฤตษญา ตระบันพฤกษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดนครศรีธรรมราช, นายชัยณรงค์ คำแดง ผู้ช่วยผู้จัดการสำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า (สคล.) ผู้จัดการโครงการฯ, และพระสงฆ์ที่เป็นผู้แทนจากวัดทั้ง 3 จังหวัด จำนวน 15 วัด และศูนย์ประสานงานประชาคมงดเหล้าภาคใต้บน หน่วยงานข้าราชการ อาสาสมัครพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นสักขีพยาน พร้อมที่จะสนับสนุนการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะงานบวชสร้างสุขในพื้นที่ภาคใต้ตอนบนให้เกิดเป็นรูปธรรม อย่างยั่งยืน

    เครือข่ายพระสงฆ์นักพัฒนาสังฆะเพื่อสังคมภาคใต้บนโดยมี พระมหาบวร ปวรธมฺโม ประธานและผู้ประสานงานโครงการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะงานบวชสร้างสุขภาคใต้ตอนบน ได้กล่าวรายงานโครงการต่อประธานในพิธีว่า ด้วยค่านิยมเรื่องการจัดงานบวชในปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงไปเป็นอย่างมาก ก่อให้เกิดปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ มีการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ มีมหรสพดนตรีฉลอง เต้นยั่วยุ กระตุ้นการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ จนก่อให้เกิดปัญหาการทะเลาะวิวาท ปัญหาความรุนแรง ฆ่ากันตายในงานบวช สร้างความเดือดร้อนวุ่นวายต่อชุมชน ระหว่างชุมชนและสังคมได้มีค่าใช้จ่ายอย่างมหาศาลในการจัดงานบวชแต่ละครั้ง ทำให้เจ้าภาพที่จัดงานบวชแบบเรียบง่าย ประหยัด ถูกต้องตามพระธรรมวินัย กลับถูกมองว่ายากจน ซึ่งถือว่าเป็นอุปสรรคต่อการเข้าถึงพุทธศาสนาของชาวพุทธในระยะยาว และส่งผลกระทบต่อวัฒนธรรมอันดีของการบวชในประเทศไทย เพื่อเป็นการสืบทอพระพุทธศาสนาในวิถีที่เรียบง่าย ถูกต้องตามหลักพระธรรมวินัยในพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราช จังหวัดสุราษฎร์ธานี และจังหวัดชุมพร จึงได้มีการดำเนินโครงการบวชสร้างสุขภาคใต้ตอนบนภายใต้แนวคิด “บวชวิธีใหม่ ยึดพระธรรมวินัย ห่างไกลอบายมุข ชุมชนอุ่นใจ เรียบง่าย ประหยัด ปลอดภัย ห่างไกลโควิด”

    ซึ่งมีวัดเข้าร่วมโครงการ จังหวัดละ 5 วัด รวมวัดนำร่องในพื้นที่ภาคใต้ตอนบนจำนวน 15 วัด ภายใต้การสนับสนุน ของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) สำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า (สคล.) มูลนิธิ สังฆะเพื่อสังคม และเครือข่ายต่างๆ ในพื้นที่ ซึ่งได้มีการเปิดเวทีทำความเข้าใจวัดที่เข้าร่วมโครงการและมีการดำเนินโครงการไปแล้ว เพื่อให้การขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะงานบวชสร้างสุขมีความยั่งยืนเป็นรูปธรรม เกิดการบูรณาการกับส่วนงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐภาคเอกชน และภาคประชาสังคม จึงนำมาสู่การบันทึกข้อตกลงร่วมกันในวันนี้

    ด้านนางเรืองอุไร บุญช่วยชูพันธุ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช กล่าวให้การสนับสนุน ในโครงการว่า ดิฉันรู้สึกเป็นเกียรติและยินดีเป็นอย่างยิ่ง ที่ทางคณะสงฆ์จังหวัดนครศรีธรรมราช ร่วมกันกับภาคราชการ ในการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะ งานบวชสร้างสุข ในพื้นที่ภาคใต้ตอนบน โดยการร่วมลงนามในบันทึกข้อตกลง ครั้งนี้ จากการกล่าวรายงานของท่านประธานโครงการ ทำให้ทราบว่า ค่านิยมของการจัดงานบวชในปัจจุบันนี้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก จนทำให้เกิดปัญหาต่างๆ ตามมา หลายประการ เช่น ปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาทางด้านสังคม และปัญหาด้านอื่น ๆ อีกมากมาย ซึ่งการบวช เป็นการถือครองเพศบรรพชิต ฝึกฝนอบรมตามหลักไตรสิกขา คือ ศีล สมาธิ ปัญญา หรือที่เรียกกันว่า บวชเรียน นี่เป็นหลักการของการบวชและเป็นการสืบทอดพระพุทธศาสนา แต่ที่ผ่านมา ค่านิยมความเชื่อ และมายาคติ ได้ทำให้การบวชได้เปลี่ยนรูปลักษณ์ และแนวปฏิบัติไปเป็นอย่างเห็นได้ชัด เช่น มีการจัดงานใหญ่โต ซึ่งบางครั้งนำไปสู่ปัจจัยเสี่ยง จากการที่ได้รับฟังมาแล้วในข้างต้น ซึ่งเป็นสิ่งที่น่ายินดีที่ทางมหาเถรสมาคม สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)  สำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า (สคล.) และภาคส่วนต่าง ๆ ได้ให้ความสำคัญ ในโครงการบวชสร้างสุข ในนามของหน่วยงานราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช ยินดีที่จะลงนามในบันทึกความร่วมมือ ในการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะงานบวชสร้างสุข พื้นที่ภาคใต้ตอนบน และจะให้การสนับสนุนโครงการดังกล่าว ให้ประสบผลสำเร็จ เพื่อประโยชน์แก่พระพุทธศาสนา และสังคมสืบต่อไป

    สุดท้ายพระเดชพระคุณ พระสิริคณาจารย์  เจ้าคณะจังหวัดนครศรีธรรมราช ได้ให้โอวาสและให้กำลังใจ โดยสรุปใจความสำคัญ ดังนี้

    “ สังคมไทยทุกวันนี้ เป็นสังคมที่ย่อหย่อนทางวัฒนธรรมเป็นอย่างมาก เพราะสังคมไทยเราที่เป็นสังคมพุทธนี้ดูถูกวัฒนธรรมของตัวเอง การบวช เป็นอีกหนึ่งในการดูถูกเหยียดหยามวัฒนธรรมของตัวเอง คือ มีการไปต่อยอด เอาสิ่งที่มันไม่เกี่ยวข้อง สิ่งที่ไม่ดีงามเข้ามาในงานบวช นี่คือปัญหาของประเทศชาติบ้านเมือง ไม่ใช่เฉพาะปัญหาของพระสงฆ์ หรือ ปัญหาของพุทธศาสนา แต่มันเป็นปัญหาสังคม พระสงฆ์เองเป็นเพียง สถาบันเล็กๆ ทางศาสนา ที่เกิดจากสังคม ฉะนั้นแล้วจึงต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายภาคส่วน โดยเฉพาะหน่วยงานราชการ ที่มีบทบาทสำคัญในการวางกรอบกติกา ในการเป็นไปของสังคม จึงจำเป็นที่จะต้องเข้ามาช่วยกันแก้ไขเปลี่ยนแปลงเรื่องนี้ ซึ่งการขับเคลื่อน งานบวชสร้างสุขนั้น ถือว่าเป็นเรื่องที่ยาก เพราะมันเป็นเรื่องที่ทวนกระแสสังคม เราเองจึงเปรียบได้เหมือนกับเม็ดทราย เม็ดเล็ก ๆ ที่จะเข้าไปก่อตัวเพื่อต้านทานกระแสของสังคม แต่ถ้าเม็ดทรายรวมกันหลายๆเม็ด ค่อยๆก่อตัว ค่อยๆขับเคลื่อนไปทีละนิด มันก็จะเป็นทรายกองโตได้ ฉะนั้น จึงขอให้กำลังใจทุกคนทุกท่านที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ ให้ขับเคลื่อนงานไปข้างหน้าได้อย่างราบรื่น จงพลันสำเร็จ และขออนุโมทนากับทุกท่านทุกคนที่ทำงานเพื่อพุทธศาสนา เพื่อสังคมประเทศชาติของเรา ”

    ข้อตกลงร่วมกัน 5 ข้อที่จะร่วมกันผลักดันให้เกิดขึ้น ดังนี้

    ข้อ 1 ให้มีการส่งเสริม สนับสนุน และผลักดันการขับเคลื่อนงานบวชสร้างสุข “บวชวิถีใหม่ ยึดพระธรรมวินัย ห่างไกลอบายมุข ชุมชนอุ่นใจ เรียบง่าย ประหยัด ปลอดภัย ไกลโควิด” ให้มี ผลเป็นรูปธรรม เกิดงานบวชสร้างสุขปลอดเหล้า ต้นแบบในพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราช จังหวัดสุราษฎร์ธานี และจังหวัดชุมพร

    ข้อ 2 ร่วมกันรณรงค์ ส่งเสริม และสร้างการสื่อสารให้ประชาชนได้รับรู้ และเข้าใจในการขับเคลื่อนงานบวชสร้างสุข” บวชวิถีใหม่ ยึดพระธรรมวินัย ห่างไกลอบายมุข ชุมชนอุ่นใจ เรียบง่าย ประหยัด ปลอดภัย ใกลโควิด” ในวงกว้าง

    ข้อ 3 ร่วมกันส่งเสริม และสนับสนุนให้ทุกวัดในพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราช จังหวัดสุราษฎร์ธานี และจังหวัดชุมพร เป็นวัดเขตปลอดเหล้า บุหรี่ พนัน ตามกฎหมาย โดยยึดหลักพุทธธรรม

    ข้อ 4 ร่วมกันจัดหา บุคลากร อุปกรณ์ เครื่องมือ งบประมาณ ให้เพียงพอต่อการขับเคลื่อนนโยบายโครงการฯ หรือกิจกรรมงานบวชสร้างสุข

    ข้อ 5 ให้ความร่วมมือในงานวิจัย งานวิชาการ หรืออื่นๆ ที่เกี่ยวกับงานบวชสร้างสุข อย่างเต็มที่เพื่อให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของการจัดงานบชสร้างสุขอย่างแท้จริง

    ภาพบรรยากาศ

  • คณะสงฆ์ภาคใต้ตอนล่าง พร้อมภาคีเครือข่าย ลงนามบันทึกข้อตกลง (MOU) การจัดงานบวชสร้างสุขเป็นนโยบายสาธารณะ

    คณะสงฆ์ภาคใต้ตอนล่าง พร้อมภาคีเครือข่าย ลงนามบันทึกข้อตกลง (MOU) การจัดงานบวชสร้างสุขเป็นนโยบายสาธารณะ

    ด้วยค่านิยมเรื่องการจัดงานบวชในปัจจุบัน มีการเปลี่ยนแปลงไปเป็นอย่างมาก ก่อให้เกิดปัจจัยเสี่ยง เช่น การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การมีมหรสพ ดนตรีฉลอง มีรถแห่เสียงดัง กระตุ้นการดื่มเคริองดื่มแอลกอฮอล์    เต้นยั่วยุ ก่อให้เกิดการทะเลาะวิวาท ความรุนแรงฆ่ากันตายในงานบวช สร้างความเดือดร้อนวายต่อชุมชน ระหว่างชุมชน และสังคม มีค่าใช้จ่ายมหาศาลในการจัดงานที่ยิ่งใหญ่ด้วยค่านิยมที่แสดงถึงฐานะทางสังคมของเจ้าภาพ เกิดปัญหาหนี้สิน ส่งผลให้เกิดภาพลบต่อเจ้าภาพที่จัดงานแบบเรียบง่าย ที่ถูกต้องตามพระธรรมวินัยกลับถูกมองว่ายากจน ซึ่งถือว่าเป็นอุปสรรคต่อการเข้าถึงพระพุทธศาสนาของชาวพุทธในระยะยาว และส่งผลกระทบต่อวัฒนธรรมอันดีงามของการบวชในสังคมไทย

    การนี้เครือข่ายพระสงฆ์นักพัฒนาสังฆะเพื่อสังคม ภาคใต้ตอนล่าง พร้อมภาคีเครือข่าย อย่างสำนักงานกองทุนสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) สำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า (สคล.) มูลนิธิสังฆะเพื่อสังคม และหน่วยงานองค์กรระดับทัองถิ่น ได้มองเห็นปัญหานี้ร่วมกัน และได้มีการร่วมกันเสนอตัวเพื่อเข้าร่วมโครงการขยายผลการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะงานบวชสร้างสุข กับมูลนิธิสังฆะเพื่อสังคม ได้เปิดเวทีพูดคุยแลกเปลี่ยนและออกแบบโครงการร่วมกัน

    จนเมื่อวันศุกร์ที่ 20 พฤษภาคม 2565 ที่ผ่านมา ได้เกิดเวที การประชุมคณะทำงานภาคีเครือข่ายหลักที่เกี่ยวข้องและสร้างข้อตกลง (MOU) ระดับพื้นที่เพื่อประกาศเป็นนโยบายสาธารณะ พื้นที่จังหวัดตรัง จังหวัดสตูล และจังหวัดพัทลุง ณ วัดห้วยยอด ต.ห้วยยอด อ.ห้วยยอด จ.ตรัง มีพระครูวิริยกิจโสภิต เจ้าคณะอำเภอห้วยยอด เจ้าอาวาสวัดน้ำพราย จ.ตรัง เป็นประธาน โดยการสนับสนุนเวทีของสำนักงานกองทุนสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) สำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า (สคล.) และมูลนิธิสังฆะเพื่อสังคม เพื่อให้เกิดการมีส่วนร่วมของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ ได้ร่วมกันลดปัจจัยเสี่ยง สร้างปัจจัยเสริมให้เกิดขึ้นเป็นสังคมสุขภาวะ โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ในขณะนี้ซึ่งถือเป็นโอกาสในการจัดงานบวชแบบเรียบง่ายตามพระธรรมวินัย ป้องกันการติดเชื้อ หลีกเลี่ยงเป็นคลัสเตอร์งานบวชด้วย และเป็นการเอื้ออำนวยให้ลูกหลานชาวพุทธได้เข้ามาบวชในพระพุทธศาสนาได้ง่ายยิ่งขึ้นตาม แก่นแท้ของพระพุทธศาสนาอย่างแท้จริง จัดงานบวชสร้างสุขแบบ “บวชวิถีใหม่ ยึดพระธรรมวินัย ห่างไกลอบายมุข ชุมชนอุ่นใจ เรียบง่าย ประหยัด ปลอดภัย ไกลโควิด”

    โดยการลงนามร่วมกันครั้งนี้มี พระครูศาสนกิจจาทร ประธานงานบวชสร้างสุขพื้นที่จังหวัดภาคใต้ตอนล่าง, ว่าที่ร้อยตรี ปกรณ์ แก้วมี นักวิชาการวัฒนธรรมชำนาญการ ตัวแทนวัฒนธรรมจังหวัดตรัง, นางไพรัช วัฒนกุล เครือข่ายองค์กรงดเหล้าจังหวัดตรัง, นายดิษณุลักษณ์ ไพฑูรย์ ตัวแทนมูลนิธิสังฆะเพื่อสังคม และพระสมุห์กฎษดา ขนฺติกโร ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดห้วยยอด อำเภอห้วยยอด จังหวัดตรัง เป็นผู้ลงนามในบันทึกข้อตกลง พร้อมคณะสงฆ์ ทายกทายิกา ที่เข้าร่วมประชุม เป็นสักขีพยาน ภายในข้อตกลงได้กำหนดแนวปฏิบัติร่วมกัน ดังนี้

    ข้อ ๑ ให้มีการส่งเสริม สนับสนุน และผลักดันการขับเคลื่อนงานบวชสร้างสุข “บวชวิถีใหม่ ยึดพระธรรมวินัย ห่างไกลอบายมุข ชุมชนอุ่นใจ เรียบง่าย ประหยัด ปลอดภัย ไกลโควิด” ให้มีผลเป็นรูปธรรมเกิดงานบวชสร้างสุขปลอดเหล้า ต้นแบบในพื้นที่จังหวัดตรัง สตูล และพัทลุง

    ข้อ ๒ ร่วมกันรณรงค์ ส่งเสริม และสร้างการสื่อสารให้ประชาชนได้รับรู้ และเข้าใจในการขับเคลื่อนงานบวชสร้างสุข “บวชวิถีใหม่ ยึดพระธรรมวินัย ห่างไกลอบายมุข ชุมชนอุ่นใจ เรียบง่าย ประหยัด ปลอดภัย ไกล     โควิด ” ในวงกว้าง

    ข้อ ๓ ร่วมกันส่งเสริม และสนับสนุนให้ทุกวัดในพื้นที่จังหวัดตรัง สตูล และพัทลุง เป็นวัดเขตปลอดเหล้า บุหรี่ พนัน ตามกฎหมายโดยยึดหลักพุทธรรม

    ข้อ ๔ ร่วมกันจัดหา บุคลากร อุปกรณ์ เครื่องมือ งบประมาณ ให้เพียงพอต่อการขับเคลื่อนนโยบายโครงการฯ หรือกิจกรรมงานบวชสร้างสุข

    ข้อ ๕ ให้ความร่วมมือในงานวิจัย งานวิซาการ หรืออื่น ๆ ที่เกี่ยวกับงานบวชสร้างสุข อย่างเต็มที่ เพื่อให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของการจัดงานบชสร้างสุขอย่างแท้จริง ทุกองค์กรประกอบด้วย ตัวแทน คณะสงฆ์, ศูนย์เผยแผ่พระพุทธศาสนา, สำนักงานวัฒนธรรมประจำจังหวัด , สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ, สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.), สำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า (สคล), มูลนิธิสังฆะเพื่อสังคม และวัดที่เข้าร่วมโครงการ

    ด้านพระครูวินัยธรอธิษฐ์ สุวฑฺโฒ (สุขพานิช), ดร. นักวิชาการโครงการฯ ได้กล่าวในที่ประชุมว่า  ในบริบทของการจัดงานบวชในภาคใต้ตอนล่างที่สัมผัสมา ด้วยที่ภาคใต้ตอนล่างนั้นถือว่ามีเศรษฐกิจที่ดีพอสมควร ฐานะทางสังคมของคนส่วนใหญ่จึงค่อนข้างสูงไปด้วย ฉะนั้นการจัดงานต่าง ๆ ค่อนข้างที่จะเอิกเกริกใหญ่โต ไม่ว่าจะเป็น งานบวช งานแต่ง หรืองานอะไรก็แล้วแต่แต่ภาคใต้ถือว่ายังดี ว่ามีเหตุการณ์ที่ไม่พึงประสงค์น้อยในงานบวช การจัดแดงดนตรีฉลองในงานก็ค่อนข้าง Soft กว่าภาคอื่น ๆที่มีคอนเสิร์ตใหญ่โต มีขบวนรถแห่ เครื่องเสียง เสียงดัง ฉะนั้น การจัดโครงการครั้งนี้ เราก็จะถือโอกาสใช้เครื่องมือเพื่อเก็บข้อมูลในเชิงวิชาการหรือวิจัย เพื่อศึกษาเปรียบเทียบการจัดงานบวชของภาคใต้ตอนล่างว่าในบริบทของการบวชที่นี้ มีสิ่งที่ดีงามอย่างไร และสิ่งที่ไม่ดีงามอย่าง ให้ได้เห็นประจักษ์ชัดไปทั่วทั้งประเทศ ว่าควรที่จะจัดแบบไหนดี

    พระสมุห์กฎษดา ขนฺติกโร ได้กล่าวถึงเรื่องของกระบวนการในการเคลื่อนงานได้อย่างน่าสนใจว่า

    “กระผมมองว่า หัวใจสำคัญของกระบวนการโครงการบวชสร้างสุข มันอยู่ที่ว่าเราสามารถอยู่ร่วมกับชุมชนได้มากน้อยแค่ไหน ซึ่งการวางแผนการกำหนดกติกา ที่จะให้เขาปฏิบัติตามหรือเห็นพ้องด้วยในการบวช ในรูปแบบการบวชสร้างสุข มันจะเกิดขึ้น ก็ต่อเมื่อว่า เราสามารถเป็นส่วนหนึ่งกับชุมชนได้ เพราะว่ามันจะสามารถเอากฎระเบียบมาใช้กับชุมชนได้ หากแต่ถ้าเราไม่ได้มีสัมพันธภาพที่ดีกับเขา มันก็จะทำให้การขับเคลื่อนการทำงานมันยาก ถ้าจะทำให้โครงการบวชสร้างสุขประสบความสำเร็จ วัดจะต้องกลับมาตั้งต้นที่การทำงานกับชุมชนก่อนอยู่กับชุมชนก่อนให้เขารู้สึกไว้วางใจเรา แล้วก็วันหนึ่งที่เราบอกว่าอะไรที่มันเป็นประโยชน์กับเขาและควรจะทำ แล้วเขาเห็นว่ามันจำเป็นจริงๆ ที่มันจะเกิดจากการกระทำของพระจริง มันก็ง่ายที่จะนำเสนอโครงการ ง่ายต่อการรณรงค์ แต่ถ้าวันหนึ่งที่เรารู้สึกว่าเราไม่ได้คุ้นชินกับชุมชนเลย เราจะทำโครงการหรือเราไปรับโครงการมา แล้วนำมาทำโดยที่ชุมชนไม่ได้มีส่วนร่วมตั้งแต่ต้น ไปทำให้เขารู้สึกว่าเราเอาภาระให้เขามาเป็นส่วนหนึ่งในการทำงานของเรา มันก็จะไม่รับการตอบรับ ฉะนั้น การจะสร้างความสำเร็จให้มันเกิดขึ้นระยะยาว การสร้างสัมพันธภาพกับชุมชนเป็นเรื่องสำคัญ