คนตายขายคนเป็น : สำรวจงานศพของคนอีสาน ผ่านพิธีกรรม จำเจ ปัญหาฌาปนกิจสงเคราะห์

เรื่อง: ธีรศักดิ์ มณีวงษ์
ภาพ: ธนภัทร สิงห์โท

ความตายเป็นสัจธรรมสากลที่ทุกชีวิตต้องเผชิญอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และเป็นหนึ่งในสัจธรรมที่พระพุทธศาสนาได้อธิบายไว้ผ่านหลักไตรลักษณ์ คือ อนิจจัง ทุกขัง และอนัตตา ในสังคมอีสานความตายมิใช่เพียงการสิ้นสุดของสัญญาณชีพ แต่เป็นเหตุการณ์สำคัญที่มีความหมายเชิงสังคมและศาสนาอย่างลึกซึ้ง

โดยมีคำผญาหรือภาษิตโบราณเตือนใจว่า “โลกมันตั้งเที่ยงหมั่นแต่ เกิด แก่ เจ็บ ตาย แท้หนา” ซึ่งสะท้อนความเชื่อที่ฝังรากลึกว่าการเกิดและการตายเป็นของคู่กัน พิธีกรรมงานศพจึงเป็นพื้นที่แห่งการจัดการความโศกเศร้า การแสดงความกตัญญูกตเวที และเป็นกลไกสร้างความร่วมมือในชุมชน

อย่างไรก็ตามภายใต้กระแสโลกาภิวัตน์ (Globalization) และการขยายตัวของความเป็นเมือง พิธีกรรมเหล่านี้ได้แปรเปลี่ยนไปอย่างมาก จากเดิมที่เป็นงานส่วนรวมที่เน้นแรงกายความสามัคคี สู่การเป็นภาระทางเศรษฐกิจและธุรกิจความตายที่ซับซ้อนในปัจจุบัน

โลงศพ หนึ่งในสิ่งของสำคัญในงานศพ (ภาพ: ธนภัทร สิงห์โท)

งานศพแบบคนอีสาน: ความเชื่อ พิธีกรรม และความจำเจ

ในทางปรัชญาพลังแห่งความร่วมมือและปริศนาธรรมในอดีต พิธีกรรมงานศพในอีสานคืองานของส่วนรวมที่คนในชุมชนจะเข้ามาช่วยเหลือเกื้อกูลกันราวกับเป็นครอบครัวเดียวกัน เมื่อมีคนเสียชีวิต ชาวบ้านจะแบ่งหน้าที่กันอย่างชัดเจนตามภูมิปัญญาและทักษะ เช่น กลุ่มผู้ชายจะช่วยกันหาไม้มาประกอบหีบศพและหาฟืนสำหรับกองฟอน ส่วนกลุ่มผู้หญิงจะช่วยกันเตรียมอาหาร โดยไม่มีการจ้างแรงงานแต่เป็นการ ‘ลงแขก’ หรือช่วยงานด้วยน้ำใจ

สิ่งสำคัญของงานศพในอดีตคือ ‘การงันเฮือนดี’ อย่างที่เสนอไปในข้อเขียนก่อนหน้า ซึ่งเป็นกุศโลบายในการปลอบโยนผู้สูญเสียไม่ให้งานศพเงียบเหงาเคล้าน้ำตา ในยามค่ำคืนจะมีการอ่านหนังสือผูก หรือวรรณกรรมพื้นบ้าน เพื่อให้ความบันเทิงและสอดแทรกคติธรรม 

นอกจากนี้ ทุกขั้นตอนของพิธีกรรมยังแฝงไปด้วยปริศนาธรรมที่แยบคายเพื่อสอนคนเป็น เช่น การเอาเงินใส่ปากศพ: เพื่อเตือนสติว่าแม้แต่ทรัพย์สินที่สะสมไว้ก็เอาติดตัวไปไม่ได้ สุดท้ายสัปเหร่อก็เป็นผู้เอาไป, การมัดตราสัง 3 เปลาะ: สื่อถึงบ่วงความห่วงใย 3 ประการ คือ บ่วงลูกผูกคอ (ปุตโต คีเว), บ่วงทรัพย์ผูกมือ (ธะนัง หัตเถ), และบ่วงสามี/ภรรยาผูกเท้า (ภริยา ปาเท) ที่เหนี่ยวรัดมนุษย์ไว้ในสังสารวัฏ

การหวีผมศพแล้วหักหวีทิ้ง: เป็นการหวีผมสำหรับคนเกิดครึ่งหนึ่งและคนตายครึ่งหนึ่ง เพื่อเตือนว่าความเกิดและความตายย่อมคู่กันและขาดจากกันในที่สุด, การใช้น้ำมะพร้าวล้างหน้าศพ: สื่อถึงการใช้น้ำที่บริสุทธิ์เพื่อชำระล้างใบหน้าและจิตวิญญาณให้สะอาดก่อนเดินทางสู่ภพภูมิหน้า

ภูมิปัญญาอีสานดั้งเดิมได้แบ่งการตายออกเป็น 2 ประเภท คือ ‘ตายดี’ (การตายตามอายุขัย หรือโรคธรรมชาติ) และ ‘ตายร้าย’ (ตายผิดธรรมชาติ หรือตายโหง) ซึ่งจะมีวิธีจัดการศพที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง โดย ตายดี: จะนิยมตั้งศพไว้บำเพ็ญกุศลที่บ้านประมาณ 3-7 วัน มีการสวดมาติกาอภิธรรมและทำพิธีฌาปนกิจบนเชิงตะกอนอย่างสมเกียรติ

ส่วน ตายร้าย: ในสมัยโบราณจะห้ามนำศพเข้ามาในบ้าน และมักไม่นิยมเผา แต่จะใช้การฝังดินแทน เช่น กรณีตายทั้งกลม หมอผีต้องทำพิธีแยกวิญญาณแม่และลูกออกจากกันก่อนนำไปฝัง หรือกรณีตายแขวนคอต้องขุดหลุมฝังในท่ายืนเพื่อแก้เคล็ดตามความเชื่อท้องถิ่น ซึ่งความเข้มงวดเหล่านี้สะท้อนถึงความเกรงกลัวในอำนาจเหนือธรรมชาติและการพยายามควบคุมความสมดุลของชุมชน

เมรุวัดตราชูวนาราม อ.เมือง จ.ขอนแก่น (ภาพ: ธนภัทร สิงห์โท)

เมื่อ ‘คนตายขายคนเป็น’ และความหน้าใหญ่ใจโตคือค่านิยมที่ต้องแบก

เมื่ออีสานเปลี่ยนแปลงจากสังคมชนบทสู่บริบทสังคมเมือง ซึ่งกระแสโลกาภิวัตน์ภายใต้การขยายตัวของสังคมเมือง (Urbanization) และเทคโนโลยีการสื่อสารที่ทันสมัย ทำให้พิธีกรรมงานศพในอีสานปรับเปลี่ยนรูปแบบไปเพื่อความสะดวกและสอดคล้องกับวิถีชีวิตที่เร่งรีบ

การจัดงานศพจึงไม่ใช่ภารกิจที่เจ้าภาพต้องแบกรับทั้งค่าใช้จ่ายและแรงกายอย่างในอดีต ไปตั้งแต่ สถานที่จัดงาน: ที่เปลี่ยนจากการตั้งศพที่บ้านมาสู่การใช้ศาลาวัดเป็นหลัก เนื่องจากข้อจำกัดด้านพื้นที่ในชุมชนเมือง (บ้านเรือนมีขนาดที่ไม่เพียงพอต่อการรับแขกและประกอบพิธีกรรม) หรือ รูปแบบพิธีกรรม: ที่มีการนำแนวคิดจากส่วนกลางมาปรับใช้ เช่น การแสดงพระธรรมเทศนาก่อนการสวดพระอภิธรรมทุกคืน

ไปจนถึงเรื่อง ความสัมพันธ์ทางสังคม: จากเดิมที่เน้นระบบเครือญาติและความร่วมมือด้วยแรงกาย กลายเป็นความสัมพันธ์ที่เป็นทางการมากขึ้น การมาร่วมงานมักเป็นการมาตามคำเชิญผ่านการ์ดเชิญหรือสื่อออนไลน์ รวมถึงการใช้เทคโนโลยีอย่างโซเชียลมีเดีย (Line, Facebook) ในการแจ้งข่าวการตายแทนการเดินทางไปบอกกล่าวด้วยตนเองอย่างในอดีต

และที่ขาดไปไม่ได้ คือ ภาระค่าใช้จ่ายในการจัดงาน: เมื่อพิธีกรรมสุดท้ายของชีวิตถูกแปรสภาพให้เป็นธุรกิจครบวงจรอย่างชัดเจน ความช่วยเหลือเกื้อกูลด้วยแรงงานในอดีตถูกทดแทนด้วยการจัดซื้อจัดจ้าง ส่งผลให้เจ้าภาพต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายที่สูงลิ่ว

โดยต้นทุนการจัดงานในแต่ละครั้ง มูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุไทย ชี้ว่า

ค่าใช้จ่ายสำหรับการจัดงานศพทั่วไป เฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 50,000-150,000 บาท หากเป็นงานศพที่จัดอย่างสมเกียรติตามประเพณีนิยม มีการตั้งศพสวดพระอภิธรรม 3-7 คืน ค่าใช้จ่ายอาจพุ่งสูงถึง 200,000-500,000 บาท หรือมากกว่านั้น

ในจำนวนนี้ค่าอาหารและเครื่องดื่มเป็นรายจ่ายส่วนที่สูงที่สุดและควบคุมได้ยากที่สุด โดยเฉพาะในสังคมชนบทที่การเลี้ยงอาหารและเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ กลายเป็นบรรทัดฐานทางสังคมเพื่อแสดงน้ำใจและการต้อนรับ สะท้อนถึงค่านิยมและแสดงถึงความมีหน้ามีตาในสังคม

ดอกไม้และพวงหรีดคือสิ่งที่จำเป็นต้องใช้ในงานศพ (ภาพ: ธนภัทร สิงห์โท)

ซึ่งค่านิยมในการจัดงานศพให้ยิ่งใหญ่เพื่อรักษาหน้าตาและฐานะทางสังคม (Social Status) ถือเป็นการเลียนแบบประเพณีของชนชั้นสูงในอดีต ทำให้เจ้าภาพหลายครอบครัวต้องกู้หนี้ยืมสินมาจัดงานจนเกิดปรากฏการณ์ ‘คนตายขายคนเป็น’ อย่างที่เห็นเป็นปัญหาในปัจจุบัน

ไม่นานมานี้ มีปรากฏการณ์ที่สะท้อนถึงการปรับตัวภายใต้กุศโลบายใหม่ที่ต้องนำระบบทุนนิยมมาเป็นเครื่องมือในการรักษาศักดิ์ศรีในวาระสุดท้ายของชีวิต นั่นคือ การประกันชีวิตเพื่อความตาย: สิ่งนี้เกิดขึ้นมาเพื่อรับมือกับค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้น โดยเฉพาะผู้สูงอายุในสังคมอีสาน ที่เริ่มมีค่านิยมในการเตรียมชีวิตหลังความตายด้วยตนเอง ผ่านการทำประกันชีวิตชุมชนหรือฌาปนกิจสงเคราะห์กลุ่มต่างๆ เช่น กองทุนหมู่บ้าน กลุ่มสมาคม ชมรม เพื่อให้มั่นใจว่าจะมีเงินทุนเพียงพอสำหรับการจัดการศพของตนเองโดยไม่เป็นภาระแก่ลูกหลาน

ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่ชี้ให้เห็นว่า ประวัติศาสตร์และพิธีกรรมงานศพของคนอีสานได้เดินทางผ่านการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ จากยุคแห่งความเอื้ออาทรและคติธรรมที่งดงามในอดีต มาสู่ยุคแห่งธุรกิจและความเป็นสากลในปัจจุบัน

อย่างไรก็ตามแม้ความสะดวกสบายจะเพิ่มขึ้นจากการบริหารจัดการของวัดและภาคธุรกิจ แต่จิตวิญญาณแห่งความผูกพันและการร่วมแรงรวมใจในชุมชนกลับลดน้อยลง ซึ่งภาระค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น คือภาพสะท้อนของความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจที่คนอีสานต้องเผชิญและปรับตัว เพื่อให้พิธีกรรมสุดท้ายของชีวิตยังคงดำเนินต่อไปได้อย่างสมเกียรติและคงไว้ซึ่งคติธรรมอันเป็นหัวใจสำคัญของพระพุทธศาสนา

จัดงานศพหนึ่งงาน ที่ต้องมีค่าใช้จ่ายมากกว่าหนึ่งคอร์ส

ในมุมมองทางมานุษยวิทยา งานศพเป็นงานที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับสถาบันทางสังคม (Social Institution) มีบทบาทสำคัญในการค้ำจุนความสัมพันธ์ของชุมชน – เฉพาะในสังคมอีสาน ครั้งที่ Charles F. Keyes ศาสตราจารย์เกียรติคุณด้านมานุษยวิทยาชาวอเมริกัน มหาวิทยาลัยวอชิงตัน เดินทางมาศึกษาภาคอีสานเพื่อเขียนวิทยานิพนธ์ เขาอธิบายว่า พิธีกรรมในภาคอีสานไม่ได้ทำหน้าที่เชิงศาสนาเพียงอย่างเดียว แต่ยังเป็นพื้นที่แสดงสถานะ ความเป็นสมาชิก และความผูกพันของบุคคลกับชุมชน

จากคำอธิบายของคายส์ ทำให้เราเข้าใจว่าการจัดงานศพไม่ใช่การตัดสินใจของครอบครัวผู้ตายลำพัง หากอยู่ภายใต้กรอบบรรทัดฐานร่วม เช่น ระยะเวลาการตั้งศพ จำนวนวันสวด การเลี้ยงดูแขก และการมีส่วนร่วมของเครือญาติและเพื่อนบ้าน หากมีการละเมิดหรือจัดงานต่ำกว่าความคาดหวัง อาจถูกตีความว่าเป็นการไม่ให้เกียรติผู้ตายหรือชุมชน ซึ่งปัจจุบันสิ่งนี้ยังคงชี้ชัดและปรากฏให้เห็นในโลกทุนนิยม

เมื่อเราชำแหละให้เห็นถึงความหนักอึ้งของภาระค่าใช้จ่ายในงานศพ พบว่า ค่าใช้จ่ายสามารถแบ่งได้เป็น 2 ระดับ โดยระดับที่ 1 คือ ค่าใช้จ่ายทางการ (Fixed Cost) เช่น ค่าโลงศพ ค่าวัด ค่าฌาปนกิจ ค่าภัตตาหารพระ และค่าอุปกรณ์พิธีกรรม ซึ่งโดยทั่วไปมีอัตราค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างแน่นอน

ส่วนระดับที่ 2 ค่าใช้จ่ายทางสังคม (Social Cost) เช่น ค่าอาหารและเครื่องดื่มสำหรับแขก ค่าจัดสถานที่ ค่าเครื่องเสียง เต็นท์ โต๊ะ เก้าอี้ รวมถึงค่าใช้จ่ายเพื่อการต้อนรับญาติที่เดินทางมาจากต่างถิ่น ค่าใช้จ่ายส่วนนี้มักผันแปรตามขนาดเครือข่ายทางสังคมและสถานะของครอบครัว

อย่างไรก็ตามแม้ชุมชนจะมีระบบแบบพึ่งพาอาศัยด้วยแรงกายและแรงใจต่อกัน เพื่อลดภาระบางส่วน แต่ในทางปฏิบัติ ค่าใช้จ่ายจำนวนมากยังคงต้องใช้เงินสดล่วงหน้า หรือจ่ายย้อนหลังด้วยจำนวนที่บานเบอะ ส่งผลให้ครอบครัวผู้ตายจำนวนไม่น้อยต้องกู้ยืมเงินในระยะสั้น/ยาว

สิ่งของประกอบพิธีกรรมงานศพ (ภาพ: ธนภัทร สิงห์โท)

งานศพกับวงจรหนี้สินครัวเรือน

ในหลายกรณีงานศพกลายเป็นจุดเริ่มต้นหรือจุดซ้ำเติมของปัญหาหนี้สินในระดับครัวเรือน โดยเฉพาะในบริบทของสังคมชนบทที่รายได้ไม่มั่นคง แต่แรงกดดันทางสังคมยังคงสูง และความหน้าใหญ่ใจโตคือตัวแปรตามที่เกือบจะเป็นตัวแปรหลัก

ปัญหาหนี้สินจากงานศพมิได้เกิดจากความฟุ่มเฟือยส่วนบุคคล หากเป็นผลของโครงสร้างทางสังคมที่ผูกโยง ‘ศักดิ์ศรี’ เข้ากับการจัดงาน ครัวเรือนจำนวนหนึ่งยอมก่อหนี้เพื่อจัดงานให้สอดคล้องกับบรรทัดฐานชุมชน เพราะการไม่จัดงานหรือจัดอย่างเรียบง่ายเกินไปอาจนำไปสู่การสูญเสียทุนทางสังคมในระยะยาว

ซึ่งหนี้จากงานศพมักไม่จบลงหลังพิธี หากกลายเป็นภาระต่อเนื่องที่ต้องชำระ ในบางครอบครัวเกิดการกู้ซ้ำจากแหล่งเงินกู้นอกระบบ ซึ่งมีอัตราดอกเบี้ยสูง ส่งผลให้บางครัวเรือนติดอยู่ในวงจรหนี้เรื้อรัง

(ภาพ: ธนภัทร สิงห์โท)

นอกจากหนี้สินทางการเงินแล้ว งานศพยังสร้าง ‘หนี้บุญคุณ’ ในเชิงสังคม การรับความช่วยเหลือจากชุมชนหมายถึงภาระผูกพันที่ต้องตอบแทนในงานศพของครอบครัวอื่นในอนาคต ภาระดังกล่าวอาจไม่แสดงออกเป็นตัวเงินทันที แต่สะสมเป็นต้นทุนระยะยาวที่ครัวเรือนหลีกเลี่ยงได้ยาก

การจัดงานศพแบบคนอีสาน จึงเป็นมากกว่าพิธีกรรมส่งผู้ตาย เป็นกระบวนการที่สะท้อนโครงสร้างความสัมพันธ์ทางสังคม และปัญหาหนี้สินในระดับครัวเรือนอย่างชัดเจน ปัญหาหนี้สินจึงไม่ได้เป็นเพียงปัญหาทางเศรษฐกิจ แต่เป็นผลพวงของโครงสร้างทางสังคมและวัฒนธรรมที่ยังแนบแน่นในชีวิตชนบทอีสาน

‘ฌาปนกิจล่ม’ ความเชื่อมั่นของสมาชิกในชุมชนสั่นคลอน

ท่ามกลางข้อจำกัดของรัฐสวัสดิการที่ยังไม่ครอบคลุมชีวิตของคนชนบท ชุมชนจำนวนมากจึงพัฒนากลไกช่วยเหลือกันเองขึ้นมา หนึ่งในนั้นคือ ‘กองทุนฌาปนกิจสงเคราะห์’ กองทุนที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับค่านิยมในการเตรียมชีวิตหลังความตายซึ่งทำหน้าที่เสมือนระบบประกันชีวิตแบบชุมชน โดยสมาชิกแต่ละคนจะร่วมกันจ่ายเงินสะสม เมื่อมีสมาชิกคนใดเสียชีวิต เงินจากสมาชิกทั้งหมดจะถูกรวบรวมเพื่อช่วยเหลือครอบครัวผู้ตายให้สามารถจัดงานศพได้โดยไม่ต้องแบกรับภาระเพียงลำพัง

กลไกของกองทุนฌาปนกิจมีลักษณะเรียบง่าย สมาชิกแต่ละคนจะจ่ายค่าบำรุงหรือเงินสะสมตามระยะเวลา เมื่อมีสมาชิกเสียชีวิต สมาชิกคนอื่นๆ จะร่วมกันจ่ายเงินเพิ่มเติมเพื่อมอบให้แก่ครอบครัวของผู้เสียชีวิต ระบบนี้ตั้งอยู่บนหลักการของความช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ซึ่งพบได้ในหลายวัฒนธรรมทั่วโลก

ระบบเช่นนี้สะท้อนสิ่งที่นักวิชาการเรียกว่า ‘เศรษฐกิจศีลธรรม’ (Moral Economy) ซึ่งหมายถึงระบบเศรษฐกิจที่ไม่ได้ตั้งอยู่บนตรรกะของกำไรสูงสุด หากแต่ตั้งอยู่บนหลักความยุติธรรม ความเอื้อเฟื้อ และความสัมพันธ์ทางสังคม ซึ่งในสังคมอีสาน การร่วมจ่ายเงินเพื่อช่วยงานศพจึงไม่ได้เป็นเพียงภาระทางการเงิน แต่เป็นการแสดงออกถึงความเป็นสมาชิกของชุมชน

ในหลายพื้นที่ กองทุนฌาปนกิจไม่ได้เป็นเพียงองค์กรการเงินขนาดเล็ก แต่เป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างทางสังคมของหมู่บ้าน เป็นพื้นที่สร้างความสัมพันธ์ทางสังคม ความเชื่อ และความเอื้อเฟื้อเกื้อกูล อย่างไรก็ตามหลายปีที่ผ่านมา กองทุนฌาปนกิจในหลายพื้นที่กลับประสบปัญหาการบริหารจัดการจนถึงขั้นล่มสลาย

ซึ่งผลกระทบที่เกิดขึ้น คือ สมาชิกจำนวนมากสูญเสียเงินสะสมหลังจากกองทุนไม่สามารถดำเนินการต่อไปได้ เหตุการณ์ดังกล่าวไม่เพียงสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจ แต่ยังสั่นคลอนความเชื่อมั่นของชุมชนต่อระบบสวัสดิการแบบดั้งเดิมของตน

หนึ่งในปัญหาสำคัญของกองทุนฌาปนกิจคือการบริหารจัดการที่ขาดความเป็นมืออาชีพ ในหลายพื้นที่ ผู้บริหารกองทุนมักเป็นผู้นำชุมชนหรืออาสาสมัครที่ได้รับความไว้วางใจจากสมาชิกที่แม้จะเต็มไปด้วยความตั้งใจ แต่การขาดความรู้ด้านการเงิน การบัญชี และการบริหารความเสี่ยง อาจทำให้กองทุนประสบปัญหาทางการเงินในระยะยาว

นอกจากนี้ กองทุนบางแห่งยังเผชิญปัญหาการทุจริตหรือการบริหารที่ไม่โปร่งใส เมื่อสมาชิกไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลบัญชีหรือไม่สามารถตรวจสอบการใช้เงินได้ ความเชื่อมั่นของชุมชนก็เริ่มสั่นคลอน

ซึ่งในทางกฎหมาย สมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของรัฐ แต่ในทางปฏิบัติ หน่วยงานที่รับผิดชอบมีทรัพยากรจำกัดในการตรวจสอบกองทุนจำนวนมากที่กระจายอยู่ทั่วประเทศ เมื่อเกิดปัญหาการล้มละลาย สมาชิกจึงมักไม่ได้รับการชดเชยหรือความช่วยเหลืออย่างเพียงพอ

การแก้ไขปัญหานี้จึงไม่ควรจำกัดอยู่เพียงการจัดการกับกองทุนที่ล้มเหลวเท่านั้น หากยังต้องตั้งคำถามที่ใหญ่กว่า นั่นคือสังคมไทยจะสร้างระบบสวัสดิการที่ครอบคลุมและยั่งยืนได้อย่างไร เพื่อให้ประชาชนไม่ต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนแม้กระทั่งในช่วงเวลาสุดท้ายของชีวิต

(ภาพ: ธนภัทร สิงห์โท)


ข้อมูลอ้างอิง :

  • Charles F. Keyes. 1967. Isan: Regionalism in Northeastern Thailand. Ithaca: Cornell University Southeast Asia Program.
  • ธีรศักดิ์ มณีวงษ์. (2569). The Isaan Record
  • ธีรศักดิ์ มณีวงษ์. (2566). วางแผนความตายแบบคนอีสาน เพราะงานศพราคาแพง และหน้าใหญ่ใจโตคือภาระ : The Isaan Record
  • พระครูสุตภัทรธรรม. (2563). พิธีกรรมงานศพของไทยตามคติพุทธธรรม. วารสารสังคมศึกษา มมร สาขาวิชาการสอนสังคมศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย. ปีที่ 1 ฉบับที่ 1
  • พระครูอุทัยปริยัติโกศล. (2554). ปริศนาธรรมเกี่ยวกับประเพณีการตายของภาคอีสาน. วิทยานิพนธ์หลักสูตรปริญญาพุทธศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาพระพุทธศาสนา บัณฑิตวิทยาลัย. มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย.
  • มูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุไทย (มส.ผส.). (2563). สถานการณ์ผู้สูงอายุไทย พ.ศ. 2560. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์เดือนตุลา.

More posts