
เรื่องโดย ศุภกิตติ์ คุณา
หากจะพูดถึงเรื่อง “ความตายมีราคา” อาจฟังดูขัดกับสัจธรรมพื้นฐานของมนุษย์ เพราะการเกิด แก่ เจ็บ และตาย คือความจริงที่ทุกคนต้องเผชิญอย่างเท่าเทียม แต่เมื่อมองในเชิงปฏิบัติแล้ว การจากไปของคนหนึ่งคนกลับนำมาซึ่งค่าใช้จ่ายที่ไม่เท่ากันในแต่ละพื้นที่และแต่ละวัฒนธรรม พิธีกรรมที่คิดว่าเกี่ยวข้องกับความเชื่อและจิตวิญญาณเพียงอย่างเดียว แท้จริงแล้วเต็มไปด้วยต้นทุนแฝงที่หลายครอบครัวต้องแบกรับ และในบางกรณี ความเชื่อทางวัฒนธรรมยังลุกลามไปถึงสัตว์ที่มีสถานะสำคัญในท้องถิ่น จนทำให้ “ราคาของความตาย” ทวีความซับซ้อนยิ่งขึ้นไปอีก
ในช่วงสองสามปีที่ผ่านมา เราเห็นบทความและสื่อหลายชิ้นหยิบยกเรื่องค่าใช้จ่ายในการจัดงานศพขึ้นมาพูดถึงบ่อยขึ้น ทั้งกรณีค่าใช้จ่ายงานศพในภาคอีสานที่สูงจนน่าตกใจ หรือประเด็น “คนตายขายคนเป็น” ที่สะท้อนภาระที่ตกอยู่กับญาติพี่น้องอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แน่นอนว่าการเกิด แก่ เจ็บ ตาย ล้วนต้องมีค่าใช้จ่าย แต่สิ่งที่ทำให้เรื่องนี้น่าสนใจคือความแตกต่างของต้นทุนในแต่ละชุมชน บางพื้นที่สูงจนเกินกำลังคนหาเช้ากินค่ำจะรับไว้ไหว
จากประสบการณ์ส่วนตัวและจากการศึกษาข้อมูลทั้งจากงานวิจัย สื่อ และกรณีตัวอย่างในชีวิตจริง ทำให้เห็นภาพชัดขึ้นว่าค่านิยมหลายอย่างถูกปลูกฝังผ่านละคร ทีวี หรือแม้แต่เรื่องเล่าที่ได้ยินมาตั้งแต่เด็ก เรามักถูกสอนว่า “งานศพต้องสมเกียรติ” ต้องทำให้ยิ่งใหญ่เพื่อแสดงความกตัญญูต่อผู้ที่ล่วงลับ ความเชื่อนี้ฝังแน่นจนหลายครอบครัวรู้สึกว่าหากจัดงานเรียบง่าย จะถูกมองว่าไม่ให้เกียรติผู้ตาย ทั้งที่ในความเป็นจริง หากยึดตามหลักศาสนาอย่างแท้จริง พิธีกรรมจำนวนมากไม่จำเป็นต้องใช้เงินมากมายอย่างที่คิด
สิ่งที่ผลักดันค่าใช้จ่ายให้พุ่งสูง จึงไม่ใช่พิธีกรรมตามหลักความเชื่อเสมอไป แต่เป็นแรงกดดันจากสังคมและสายตาของคนรอบข้างต่างหากที่ทำให้ญาติต้องกัดฟันจัดงานให้ดูดี จนทำให้เกิดภาระหนี้สินตามมา ซึ่งเป็นที่มาของเสียงสะท้อนว่าการจัดงานศพในภาคอีสานและภาคเหนือมีราคาสูงลิ่วเกินความจำเป็น และเมื่อมองผ่านเลนส์ของความจริง ความตายไม่ใช่เพียงจุดจบของชีวิต แต่ยังเป็นจุดเริ่มต้นของภาระที่ผู้ยังมีชีวิตต้องรับมือ และในหลายพื้นที่ ภาระเหล่านี้ อาจหนักหนากว่าที่เราคิดไว้
โหนกระแสงานศพ
ปัจจุบันกระแสในโลกออนไลน์และสื่อโทรทัศน์ต่างหยิบยกประเด็น “คนตายขายคนเป็น” มานำเสนออย่างต่อเนื่อง วาทกรรมประชดประชันอย่าง “ถ้ายังไม่รวย ก็อย่าพึ่งตาย” กลายเป็นตลกร้ายที่สะท้อนภาพความจริงในสังคมไทยได้อย่างเจ็บปวด โดยเฉพาะในกลุ่มคนฐานะปานกลางไปจนถึงรายได้น้อยที่มักจะตกที่นั่งลำบาก เมื่อต้องเลือกระหว่างการรักษาเงินออมทั้งชีวิตกับการจัดงานศพเพื่อรักษาหน้าตาในวงสังคมที่ตัวเองอาศัยอยู่ หรือหากเจาะลึกไปที่พื้นที่ ภาคอีสาน เราจะพบว่างานศพหนึ่งครั้ง อาจหมายถึงค่าใช้จ่ายมหาศาลที่ไม่ได้เกิดจากพิธีสงฆ์เพียงอย่างเดียว แต่ปัจจัยหลักคือ วัฒนธรรมการจัดเลี้ยงแขกที่มาร่วมงาน เจ้าภาพมักจะต้องดูแลแขกที่มาร่วมงานด้วยอาหารและเครื่องดื่มแบบจัดเต็ม โดยเฉพาะเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ ซึ่งกลายเป็นรายจ่ายหลักที่ควบคุมได้ยาก การเลี้ยงดูคนที่มาร่วมงานทั้งหมู่บ้านติดต่อกันหลายวันกลายเป็นภาระหนักที่เจ้าภาพต้องแบกรับเพื่อให้งานดูไม่ขาดตกบกพร่อง
ในส่วนทางภาคเหนือ ที่มีความเชื่อในด้านประเพณีล้านนา ยังมีวัฒนธรรมการจัดงานศพที่มีความคล้ายคลึงกับภาคอีสานในแง่ของความนิยมจัดงานไว้ที่บ้านของผู้เสียชีวิตมากกว่าการนิยมจัดงานที่วัด มักจะส่งผลให้ค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการสถานที่และค่าอาหารรวมถึงขนมของว่าง พุ่งสูงขึ้น ผู้เขียนได้รับข้อมูลจากคนในพื้นที่สะท้อนว่า ค่าใช้จ่ายในการส่งต่อหนึ่งชีวิตในภาคเหนือไม่ได้น้อยไปกว่าภาคอื่นเลย นอกจากนี้ยังมีค่าปราสาทศพตามความเชื่อ หรือค่าจัดการศพ และยังมีลักษณะของค่าใช้จ่ายแฝง ที่ซับซ้อนตามความเชื่อประเพณี ธรรมเนียมและพิธีกรรมที่ละเอียดอ่อนไม่ต่างกับภาคอีสานเช่นกัน
จากข้อมูลของ บุษยากร ตีระพฤติกุลชัย และกาญจนา แก้วเทพ ในงานวิจัยเรื่องพิธีกรรมงานศพแบบล้านนา สื่อพิธีกรรมกับความเข้มแข็งของชุมชน กล่าวถึงข้อมูลที่ได้จากการสังเกตการณ์ในงานศพและสัมภาษณ์ผู้มาร่วมงาน พบว่าแต่ละในสมัยก่อน แต่ละครอบครัวจะต้องนำข้าวสารอย่างน้อย 2 ลิตรมามอบให้ครอบครัวผู้ตายเพื่อเลี้ยงดูแขกในงานผู้คนยังคงช่วยกันทำอาหารและเข้าป่าเพื่อหาไม้ฟืนในสมัยก่อน
กล่าวถึงข้อมูลในขั้นตอนอื่นๆของพิธีกรรม เป็นรูปแบบพิธีกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับมิติเชิงสังคมอันสะท้อนภาพการร่วมแรงร่วมใจกันของคนในชุมชนไม่ว่าจะเป็นการร่วมกันจัดเตรียมสิ่งของประกอบพิธีการทำโลงศพและปราสาทศพการช่วยกันทำอาหารรวมไปถึงการฮอมเงินฮอมครัวนั้นเป็นสิ่งที่คนในชุมชนมีความเข้าใจเป็นอย่างดีถึงความหมายและคุณค่าที่แฝงอยู่ในกิจกรรมเหล่านี้โดยเฉพาะความหมายของความสามัคคีกลมเกลียวเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันและความเอื้ออาทรเห็นอกเห็นใจกันของคนในชุมชน
ทางเลือกการจัดงานศพในยุคปัจจุบัน
ตลอดช่วงหลายปีที่โควิด‑19 ระบาด หนึ่งในสิ่งที่เปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัดคือรูปแบบของการจัดงานศพ พิธีกรรมต่าง ๆ ต้องปรับให้สอดคล้องกับข้อกำหนดของกรมควบคุมโรค มีข้อจำกัดทั้งด้านสถานที่ ขั้นตอน และจำนวนผู้ร่วมงาน ทำให้หลายครอบครัวต้องมองหาวิธีจัดงานที่เรียบง่ายขึ้น แต่ยังคงความหมายตามหลักความเชื่อของแต่ละศาสนา อีกทั้งยังช่วยเป็นการลดภาระและค่าใช้จ่ายโดยยังคงพิธีกรรมทางศาสนาไว้
จากการพูดคุยในกลุ่มคนรุ่น Gen X และ Gen Y กลุ่มวัยที่เริ่มเข้าใกล้ช่วงเวลาที่ต้องรับมือกับการสูญเสียพ่อแม่หรือผู้ใหญ่ในครอบครัว พบว่า ส่วนใหญ่ยังไม่เคยเตรียมตัวหรือวางแผนเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างจริงจัง หลายคนบอกตรงกันว่าเมื่อถึงเวลา ก็มักจะใช้วิธีที่สังคมรอบตัวปฏิบัติกันมา สำหรับผู้ที่อยู่ในชุมชนชนบท มักมอบหมายให้ผู้เชี่ยวชาญในพื้นที่ เช่น พ่อหนาน ผู้เชี่ยวชาญพิธีกรรม หรือสัปเหร่อ เป็นผู้จัดการพิธีต่าง ๆ ตามประเพณีท้องถิ่น ส่วนผู้ที่อาศัยอยู่ในเมือง ก็มักเลือกจัดงานที่วัด เนื่องจากเป็นระเบียบปฏิบัติที่คุ้นเคยในชุมชน แม้หลายคนจะยังไม่แน่ใจว่าค่าใช้จ่ายจริงควรเตรียมไว้ประมาณเท่าใด บางคนจึงต้องหาข้อมูลเพิ่มเติมจากอินเทอร์เน็ต หรือบางรายก็สอบถามจากเครื่องมืออย่าง AI เพื่อให้เห็นภาพรวมชัดขึ้น
อย่างไรก็ตาม ยังมีผู้ที่ไม่ได้กังวลเรื่องค่าใช้จ่ายมากนัก เพราะมั่นใจว่าจะสามารถใช้เงินจากประกันชีวิตหรือกองทุนฌาปนกิจสงเคราะห์ที่ผู้เป็นพ่อแม่ได้ทำไว้เป็นหลักประกันสุดท้ายของชีวิต ข้อมูลเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า แม้งานศพจะเป็นเรื่องที่ทุกคนต้องพบเจอในวันหนึ่ง แต่สังคมไทยจำนวนไม่น้อยก็ยังไม่ได้เตรียมตัวรับมืออย่างจริงจัง และอาศัยวิธีการที่ใกล้ตัวตามบริบทของแต่ละชุมชนเป็นสำคัญ
แนวคิดงานศพปลอดเหล้า ยังเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่ถูกพูดถึงในช่วงที่ผ่านมา เป็นการสร้างวัฒนธรรมใหม่ ที่เน้นความเรียบง่ายและการให้เกียรติผู้วายชนม์อย่างแท้จริง เพื่อแก้ปัญหาหนี้สินและผลกระทบทางสังคมในระดับชุมชน จากข้อมูลในกรณีศึกษาการจัดงานศพปลอดเหล้า ต.ร่องเคาะ จ.ลำปาง พบว่า ยังลดภาระหนี้สิน ค่าเหล้าในงานศพหนึ่งงานอาจสูงถึง 30,000 – 50,000 บาท (หรือมากกว่านั้น) ซึ่งมักเป็นรายจ่ายที่สูงกว่าค่าอาหารเสียอีก การตัดส่วนนี้ออกช่วยให้เจ้าภาพไม่เป็นหนี้หลังงานจบ และยังรักษาบรรยากาศให้ความสงบเรียบร้อย ลดเหตุทะเลาะวิวาทในงานที่เกิดจากการมึนเมา ทำให้บรรยากาศในงานเหมาะสมกับการไว้อาลัย รวมถึงความปลอดภัยในชุมชน ลดอุบัติเหตุทางถนนจากการดื่มแล้วขับของแขกที่มาร่วมงาน

ภาพจาก Death Fest
ปัจจุบันมีความพยายามทำให้การจัดงานศพไม่ใช่เพียงเรื่องของธรรมเนียม แต่เป็นเรื่องของการออกแบบการจากลาให้สอดคล้องกับชีวิตของแต่ละคนมากขึ้น บางพื้นที่มีแนวคิดเรื่องการออกแบบงานศพ อย่างงาน Death Fest 2026 ก่อน-แก่-เจ็บ-ตาย ที่เปิดโอกาสให้ผู้คนได้คิดล่วงหน้าว่าอยากให้งานของตัวเองเป็นอย่างไร ตั้งแต่รูปแบบโลง เพลงที่ใช้ ธีมของงาน ไปจนถึงของชำร่วย สิ่งเหล่านี้ช่วยเปลี่ยนภาพจำของงานศพจากเรื่องต้องห้ามให้กลายเป็นเรื่องที่พูดคุยและวางแผนได้
ขณะเดียวกัน เวทีเสวนาและกิจกรรมเชิงความรู้เกี่ยวกับการดูแลแบบประคับประคอง หรือการเตรียมตัวตายดี ก็มีมากขึ้นเช่นกัน เนื้อหาไม่ได้พูดเฉพาะเรื่องความตาย แต่ครอบคลุมถึงการวางแผนการรักษา การจัดการทางการเงิน และการสื่อสารกับครอบครัว เพื่อให้ทุกฝ่ายเข้าใจความต้องการของกันและกันก่อนถึงวาระสุดท้าย
แม้แต่ของชำร่วยในงานศพก็เริ่มมีการเปลี่ยนแปลง จากของใช้แบบเดิมไปสู่สิ่งของที่มีประโยชน์จริง หรือของที่สะท้อนตัวตนของผู้ตายมากขึ้น เช่น ผลิตภัณฑ์สุขภาพ หนังสือ ต้นไม้ หรือของเล็ก ๆ ที่สื่อถึงความทรงจำร่วมกัน แนวคิดนี้ช่วยให้งานศพมีความหมายเฉพาะตัว และลดของเหลือใช้ที่ไม่จำเป็น
อีกหนึ่งแนวโน้มที่น่าจับตาคือการจัดงานศพแบบเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม หลายครอบครัวเริ่มหันมาเลือกใช้พวงหรีดที่ลดการสร้างขยะ เช่น พวงหรีดจากวัสดุรีไซเคิล พวงหรีดต้นไม้ หรือพวงหรีดที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ต่อได้ แทนการใช้ดอกไม้สดจำนวนมากที่มักกลายเป็นขยะทันทีหลังเสร็จงาน
นอกจากนี้ การจัดงานศพในแนวคิดลดคาร์บอนก็เริ่มได้รับความสนใจมากขึ้น เช่น การเลือกใช้ดอกไม้ท้องถิ่นเพื่อลดการขนส่ง การลดการเดินทางของผู้ร่วมงานในกรณีที่สามารถใช้ระบบออนไลน์เข้ามาช่วยได้ หรือการเปลี่ยนจากการพิมพ์การ์ดจำนวนมากมาใช้สื่อดิจิทัลแทน หรือแม้แต่การถ่ายทอดสดการจัดงาน เพื่อให้ผู้ที่อยู่ทางไกลได้รับชมและร่วมไว้อาลัยผ่านโลกออนไลน์ เป็นการลดค่าใช้จ่ายการเดินทางและผลกระทบกับหน้าที่การงานโดยไม่จำเป็น ทั้งหมดนี้เป็นความพยายามที่จะทำให้งานศพสอดคล้องกับวิถีชีวิตยุคใหม่ที่ตระหนักถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น
เมื่อสังคมของคนรุ่นใหม่เริ่มมองความตายต่างไป แม้แต่แนวคิด การบริจาคร่างกาย ในยุคปัจจุบันจึงค่อย ๆ หลุดพ้นจากภาพจำแบบเดิม จากสิ่งที่เคยถูกเล่าในเชิงน่าหวั่นใจ กลายเป็น “ของขวัญชิ้นสุดท้าย” ที่บางคนตั้งใจมอบให้วงการแพทย์และคนรุ่นหลัง เป็นบุญกุศลส่งต่อให้ผู้ตาย เพราะร่างกายที่อุทิศไว้ไม่ได้หายไปอย่างไร้ความหมาย แต่ถูกใช้เพื่อการศึกษาของนิสิตแพทย์ แพทย์ประจำบ้าน การฝึกหัตถการ งานวิจัยทางการแพทย์ การเก็บเนื้อเยื่อบางส่วนเพื่อการรักษา รวมถึงการฝึกผ่าตัดของแพทย์เฉพาะทางด้วย

ท้ายที่สุดแล้ว “ราคาของความตาย” อาจไม่ใช่เรื่องของตัวเลขบนใบเสร็จเท่านั้น แต่สะท้อนถึงเงื่อนไขบางอย่างที่สังคมไทยกำลังแบกร่วมกัน ความกลัวจะถูกมองว่าไม่สมเกียรติ ความกดดันจากประเพณีที่ทำตามกันมาจนกลายเป็นบรรทัดฐาน และความเชื่อที่ยิ่งใหญ่กว่ากำลังทรัพย์ของผู้คนจำนวนมาก การส่งใครสักคนเป็นเรื่องละเอียดอ่อน แต่ไม่ควรเป็นภาระที่หนักหนาจนบดบังความหมายของการไว้อาลัย
เมื่อผู้คนเริ่มตั้งคำถามต่อธรรมเนียมดั้งเดิม แต่ไม่ได้ปฏิเสธพิธีกรรม เริ่มหันมามองหาทางเลือกที่พอดีกับชีวิตของตนเองมากขึ้น เราเห็นความเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ ที่งอกขึ้นตามพื้นที่ต่าง ๆ งานศพปลอดเหล้า งานศพเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม แนวคิดการออกแบบงานศพล่วงหน้า ไปจนถึงการบริจาคร่างกายที่ค่อย ๆ กลายเป็นของขวัญสุดท้ายที่งดงาม ความตายจึงไม่ใช่เรื่องที่ต้องหวาดกลัว แต่เป็นเรื่องที่สามารถเตรียมตัวและเลือกวิธีลาจากได้เช่นกัน
บางทีสิ่งที่เราควรทบทวนไม่ใช่ว่างานศพต้องจัดใหญ่แค่ไหน แต่เป็นคำถามง่าย ๆ ว่า เราต้องการให้คนที่รักเราจดจำอะไร และอยากให้พวกเขาแบกรับอะไรไว้หลังจากเราจากไปแล้ว เพราะสุดท้าย ไม่ว่าพิธีกรรมจะสวยงามหรือเรียบง่ายเพียงใด สิ่งที่คงอยู่ยาวนานกว่าทั้งหมด คือความรัก ความผูกพัน และความหมายของชีวิตที่ผู้ล่วงลับได้ฝากไว้ให้คนที่ยังอยู่เดินต่อไปข้างหน้าอย่างไม่หนักเกินจำเป็น
ข้อมูลอ้างอิง
- Deathfest. (ม.ป.ป.). การออกแบบการจากลาให้สอดคล้องกับชีวิตของแต่ละคน. [Facebook page]. Facebook. https://www.facebook.com/deathfest.th
- ตีระพฤติกุลชัย บ., & แก้วเทพ ก. (2014). พิธีกรรมงานศพแบบล้านนา: สื่อพิธีกรรมกับความเข้มแข็งของชุมชน. Journal of Language and Culture, 29(2), 5. retrieved from https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JLC/article/view/20234
