
เรื่อง: ธีรศักดิ์ มณีวงษ์
การเคลื่อนตัวของดวงอาทิตย์จากราศีหนึ่งไปสู่อีกราศีหนึ่งในคติพราหมณ์-ฮินดู อาจเป็นเรื่องไกลตัวในโลกวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ แต่ในอดีตสิ่งนี้เป็นสัญญาณสำคัญของการเปลี่ยนผ่าน เสมือนนาฬิกาของจักรวาลที่บอกว่า โลกกำลังเริ่มรอบใหม่ และมนุษย์เองก็ควรเริ่มต้นอะไรบางอย่างไปพร้อมกัน
นี่คือจังหวะของจักรวาล คือการเปลี่ยนผ่านของเวลา ศักราช ระเบียบของโลกที่มนุษย์อาศัยอยู่ และพยายามทำความเข้าใจและตอบสนองผ่านพิธีกรรมมาอย่างยาวนาน – ในทางโหราศาสตร์อินเดียโบราณเรียกยามกาลนี้ว่า สังกรานติ หรือ สงกรานต์ อย่างที่ได้ยินในปัจจุบัน
เมื่อแนวคิดนี้เดินทางเข้าสู่สังคมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ค่อยๆ หลอมรวมเข้ากับพุทธศาสนา ความเชื่อท้องถิ่น และระบบนิเวศของสังคมลุ่มน้ำ จนกลายเป็นพิธีกรรมลูกผสมที่มีทั้งมิติของศาสนา สังคม และวัฒนธรรมอย่างแนบแน่น ทำให้ “น้ำ” ไม่ใช่แค่น้ำ แต่คือเครื่องมือชำระล้าง คือความหวังเรื่องความอุดมสมบูรณ์ และถูกใช้เป็นเครื่องมือที่มากกว่าการดับร้อน
ชวนมองสงกรานต์ให้ลึกไปกว่าภาพของเทศกาล มองในฐานะโมงยามแห่งความศักดิ์สิทธิ์ที่เชื่อมโยงระหว่างดวงดาวกับมนุษย์ ตำนานกับชีวิตประจำวัน และอดีตกับปัจจุบัน ของ วันมหาสงกรานต์ ในมิติที่เราไม่คุ้นเคย
จากศาสตร์แห่งดวงดาวสู่การเกิดขึ้นของวันสงกรานต์
คำว่า สงกรานต์ มีรากคำมาจากภาษาสันสกฤตคือคำว่า saṅkrānti ซึ่งหมายถึง “การเคลื่อนผ่าน” หรือการเคลื่อนของดวงอาทิตย์จากราศีหนึ่งไปสู่อีกราศีหนึ่ง จุดเปลี่ยนสำคัญคือการเข้าสู่ราศีเมษ ซึ่งในโลกทัศน์แบบพราหมณ์–ฮินดู ดวงอาทิตย์ไม่ได้เป็นเพียงวัตถุทางดาราศาสตร์ แต่คือเทพเจ้า เวลา และระเบียบของจักรวาล
กล่าวอีกนัยหนึ่ง โลกถูกอธิบายผ่านจักรวาลวิทยาที่มีศูนย์กลางอยู่ที่เขาพระสุเมรุ และการเคลื่อนที่ของดวงดาวไม่ใช่เพียงปรากฏการณ์ทางดาราศาสตร์ แต่เป็น “เหตุการณ์ศักดิ์สิทธิ์” ที่ต้องได้รับการตอบสนองผ่านพิธีกรรม
ประเทศไทยถือเอาวันเวลานี้เป็นวันขึ้นปีใหม่ โดยกำหนดนับเวลาที่ดวงอาทิตย์โคจรเข้าสู่ราศีเมษ เป็นวันเริ่มต้นรอบปี เช่นกันกับชนชาติอื่นๆ ในแถบภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทั้ง พม่า มอญ ลาว เขมร ต่างรับเอาแนวความคิดนี้มาใช้เป็นวันขึ้นปีใหม่ประจำชาติของตน ซึ่งอาจกำหนดขึ้นไม่ตรงกัน แต่ก็ถือเป็นประเพณีสำคัญของบ้านเมืองเช่นกัน

วันมหาสงกรานต์ในอดีต ภาพ: watid choosin
ในอดีตประเพณีสงกรานต์จะเน้นพิธีกรรมทางศาสนา เช่น การทำบุญตักบาตร การอุทิศส่วนกุศลให้บรรพบุรุษ สรงน้ำพระพุทธรูป ไปจนถึงการเล่นน้ำแบบละเมียดละไม มีการรดน้ำขอพร โดยใช้น้ำอบน้ำปรุงรดที่มือหรือไหล่ของผู้ใหญ่เพื่อแสดงความเคารพสะท้อนความงดงามของประเพณีอันเก่าแก่ที่มีมาอย่างยาวนาน
ตำนานนางสงกรานต์
มีเรื่องเล่าสืบต่อกันมาว่า ในสมัยก่อนพุทธกาล มีเศรษฐีผู้มั่งคั่งคนหนึ่งแต่ไม่มีบุตรสืบสกุล ทำให้ถูกนักเลงสุราข้างบ้านพูดจาเยาะเย้ยว่ามีบาปกรรม ตายไปสมบัติก็จะตกเป็นของผู้อื่น เศรษฐีจึงพยายามบวงสรวงขอพระอาทิตย์และพระจันทร์เป็นเวลาถึงสามปีแต่ก็ไม่เป็นผล จนกระทั่งวันหนึ่งซึ่งเป็นวันนักขัตฤกษ์สงกรานต์ เศรษฐีได้นำข้าวสารล้างน้ำสะอาด 7 ครั้ง มาหุงเพื่อบูชาเทวดาที่สถิตอยู่ ณ ต้นไทรใหญ่ริมน้ำ
เทพเหล่านั้นเกิดความสงสารจึงไปทูลขอบุตรจากพระอินทร์ พระอินทร์จึงให้เทพบุตรชื่อ ธรรมบาล ลงมาเกิดในครรภ์ภรรยาเศรษฐี เมื่อธรรมบาลกุมารเติบใหญ่เป็นผู้ที่มีปัญญาเฉียบแหลม รอบรู้ เรียนจบไตรเพทตั้งแต่อายุเพียง 7 ขวบ อีกทั้งยังรู้ภาษานกด้วย กิตติศัพท์ความเก่งกาจนี้ทราบไปถึง ท้าวกบิลพรหม จึงได้ลงมาทดสอบภูมิปัญญาโดยเอาชีวิตเป็นเดิมพัน โดยท้าวกบิลพรหมถามปัญหา 3 ข้อว่า
“ตอนเช้า ตอนเที่ยง และตอนค่ำ ราศีของคนอยู่แห่งใด” หากธรรมบาลกุมารตอบไม่ได้จะต้องเสียหัว แต่ถ้าตอบได้ท้าวกบิลพรหมจะตัดศีรษะตนเองเพื่อบูชา โดยธรรมบาลกุมารขอเวลา 7 วันเพื่อหาคำตอบ
ในวันที่ 6 ขณะที่เขานอนพักอยู่ใต้ต้นตาล เขาได้ยินนกอินทรีคู่หนึ่งสนทนากันถึงเรื่องที่จะได้กินเนื้อธรรมบาลกุมารที่กำลังจะถูกตัดหัวเพราะแก้ปัญหาไม่ได้ นกสามีจึงเฉลยคำตอบให้นางนกฟังว่า “ตอนเช้า ราศีอยู่ที่หน้า มนุษย์จึงต้องล้างหน้าทุกเช้า ตอนเที่ยง ราศีอยู่ที่อก มนุษย์จึงต้องเอาเครื่องหอมประพรมที่อก และตอนค่ำ ราศีอยู่ที่เท้า มนุษย์จึงต้องล้างเท้าก่อนเข้านอน”
เมื่อธรรมบาลกุมารนำคำตอบไปแก้ปัญหาได้ถูกต้อง ท้าวกบิลพรหมจึงเรียกธิดาทั้ง 7 ซึ่งเป็นนางฟ้าบนสรวงสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชมาประชุมพร้อมกัน เนื่องจากเศียรของท้าวกบิลพรหมมีความร้ายแรง หากวางบนแผ่นดินจะเกิดไฟไหม้โลก หากโยนขึ้นอากาศจะเกิดภัยแล้ง และหากทิ้งในมหาสมุทรน้ำจะแห้งขอด

ธิดาทั้ง 7 ของท้าวกบิลพรหม ภาพ: Chulabook
ท้าวกบิลพรหมจึงสั่งให้ธิดาเอาพานมารองรับเศียร แล้วนำไปเก็บรักษาไว้ในมณฑปถ้ำคันธุรลี ณ เขาไกรลาส ทุกๆ ปี เมื่อครบ 365 วัน ซึ่งโลกสมมุติว่าเป็นหนึ่งปีสงกรานต์ นางสงกรานต์หรือธิดาทั้ง 7 จะผลัดเวรกันมาอัญเชิญพระเศียรของพระบิดาออกแห่ประทักษิณรอบเขาพระสุเมรุ โดยธิดาแต่ละองค์จะประจำวันต่างๆ ดังนี้
นางสงกรานต์ทุงษเทวี (ประจำวันอาทิตย์) ดอกไม้ทัด คือ ดอกทับทิม เครื่องประดับ คือ ปัทมราค (แก้วทับทิม) ภักษาหาร คือ อุทุมพร (มะเดื่อ) ถืออาวุธโดยพระหัตถ์ขวาถือจักร พระหัตถ์ซ้ายถือสังข์ ทรงพาหนะเสด็จไสยาสน์ (นอน) บนหลังครุฑ
นางสงกรานต์โคราดเทวี (ประจำวันจันทร์) ดอกไม้ทัด คือ ดอกปีบ เครื่องประดับ คือ มุกดาหาร (ไข่มุก) ภักษาหาร คือ เตละ (น้ำมัน) ถืออาวุธโดยพระหัตถ์ขวาถือพระขรรค์ พระหัตถ์ซ้ายถือไม้เท้า ทรงพาหนะเสด็จประทับ (นั่ง) บนหลังพยัคฆ์ (เสือ)
นางสงกรานต์รากษสเทวี (ประจำวันอังคาร) ดอกไม้ทัด คือ ดอกบัวหลวง
เครื่องประดับ คือ โมรา (หิน) ภักษาหาร คือ โลหิต (เลือด) ถืออาวุธโดยพระหัตถ์ขวาถือตรีศูล พระหัตถ์ซ้ายถือธนู ทรงพาหนะเสด็จประทับ (นั่ง) บนหลังวราหะ (หมู)
นางสงกรานต์มัณฑาเทวี (ประจำวันพุธ) ดอกไม้ทัด คือ ดอกจำปา เครื่องประดับ คือ ไพฑูรย์ (พลอยสีเหลืองแกมเขียว) ภักษาหาร คือ นมและเนย ถืออาวุธโดยพระหัตถ์ขวาถือเหล็กแหลม พระหัตถ์ซ้ายถือไม้เท้า ทรงพาหนะเสด็จไสยาสน์ (นอน) บนหลังคัสพะ (ลา)
นางสงกรานต์กิริณีเทวี (ประจำวันพฤหัสบดี) ดอกไม้ทัด คือ ดอกมณฑา (ยี่หุบ)
เครื่องประดับ คือ มรกต ภักษาหาร คือ ถั่วและงา ถืออาวุธโดยพระหัตถ์ขวาถือพระขรรค์ พระหัตถ์ซ้ายถือปืน ทรงพาหนะเสด็จไสยาสน์ (นอน) บนหลังชสาร (ช้าง)
นางสงกรานต์กิมิทาเทวี (ประจำวันศุกร์) ดอกไม้ทัด คือ ดอกจงกลนี เครื่องประดับ คือ บุษราคัม ภักษาหาร คือ กล้วยและน้ำ ถืออาวุธโดยพระหัตถ์ขวาถือพระขรรค์ พระหัตถ์ซ้ายถือพิณ ทรงพาหนะเสด็จประทับยืนบนหลังมหิงสา (ควาย)
นางสงกรานต์มโหทรเทวี (ประจำวันเสาร์) ดอกไม้ทัด คือ ดอกสามหาว (ผักตบชวา) เครื่องประดับ คือ นิลรัตน์ ภักษาหาร คือ เนื้อทราย ถืออาวุธโดยพระหัตถ์ขวาถือจักร พระหัตถ์ซ้ายถือตรีศูล ทรงพาหนะเสด็จประทับ (นั่ง) บนหลังมยุราปักษา (นกยูง)
ประกาศสงกรานต์
ในรัชกาลของ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ถือกันว่า เทศกาลสงกรานต์ เป็นช่วงเวลาของการเข้าสู่ศักราชใหม่ พระองค์ผู้ทรงรอบรู้ในสรรพวิทยาและศาสตร์แขนงต่างๆ ได้โปรดให้ออกประกาศสงกรานต์ในวันเวลาจะเข้าสู่ศักราชใหม่ให้เกิดความถูกต้องชัดเจนแก่ไพร่ฟ้าประชาราษฎร์ เพื่อให้ราษฎรทั้งหลายไม่เกิดความเข้าใจผิด
ทรงให้ความรู้เกี่ยวกับปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ การเกิดจันทรุปราคา สุริยุปราคาในบางปี รวมถึงเกณฑ์น้ำฝนที่จะทำนา วันเริ่มต้นทำนาปลูกข้าว ไปจนถึงการแจ้งกำหนดการพระราชพิธีต่างๆ ในประกาศ นอกจากนั้นพระองค์ทรงมีพระบรมราโชวาทโดยทรงอ้างอิงคติทางพุทธศาสนาเพื่อเป็นแนวทางสำหรับการดำเนินชีวิต ให้เป็นการเริ่มต้นสิ่งดีๆ ในวันแรกของศักราชใหม่

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ภาพ: วิกิพีเดีย
ซึ่งนับตั้งแต่พุทธศักราช 2405 พระองค์โปรดให้ออกประกาศวันมหาสงกรานต์ที่มีรายละเอียดมากขึ้น โดยโปรดให้ประกาศเพิ่มเติมเกี่ยวกับปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่จะเกิดขึ้น จากที่ทรงคำนวณด้วยพระองค์เอง อีกทั้งในประกาศมหาสงกรานต์ พระองค์ก็ทรงโปรดให้แจ้งกำหนดวันสำหรับพระราชพิธีต่างๆ เช่นกัน โดยมีข้อความดังนี้
“…ใน ปีจอจัตวาศกนี้ วันพุธ เดือน 5 ขึ้น 3 ค่ำ วันหนึ่ง วันอาทิตย์ เดือน 10 แรม 13 ค่ำวันหนึ่ง เปนวันประชุมถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา วันพฤหัสบดี เดือน 6 ขึ้น 3 ค่ำ เปนวันจะทำพระราชพิธีจรดพระนังคัล ให้ราษฎรลงมือทำนาภายหลังวันนั้น ตั้งแต่วันศุกร เดือน 6 ขึ้น 4 ค่ำไป ห้ามมิให้ลงมือทำนาก่อน
ฤๅในวันนั้นตลอดพระราชอาณาเขตร์ พระราชพิธีจองเปรียงในปีจอจัตวาศกนี้ ยกโคมวันพุธ เดือน 12 ขึ้น 14 ค่ำ ลดโคมวันจันทร์ เดือนอ้าย ขึ้น 3 ค่ำ ณวันอาทิตย์ เดือนอ้าย แรมค่ำ 1 เปนวันชีพ่อพราหมณ์จะได้ทำพระราชพิธีกฤติเกยาณพระเทวสถาน พระราชพิธีคเชนทรัศวสนาน 2 ครั้ง แลพระราชพิธีสารท แลพระราชพิธีตรียัมพวายตรีปวาย แลพระราชพิธีสัมพัจฉรฉินท์ คงทำในวันคืนแลเดือนขึ้นแรมนั้นๆ ตามเคยเหมือนอย่างทุกปี…”
นับตั้งแต่ปีพุทธศักราช 2405 กระทั่งสิ้นรัชกาล พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ ยังได้ทรงมีพระบรมราโชวาทพระราชทานแก่ราษฎรถึงเรื่องชีวิตและการปฏิบัติตน เช่นในประกาศมหาสงกรานต์ฉบับนี้
“…เมื่อวันคืนเดือนปีล่วงไปๆ ดังนี้ อายุของมนุษย์ทั้งปวงในโลกครั้งนี้ประมาณ 80 ปีแลต่ำลงมากว่านั้นก็หมดไปสิ้นไป ใกล้ต่อเวลาที่จะถึงแก่ความตายเข้าไปทุกวันๆ สั้นเข้าไปทุกเวลา ความตายไม่เลือกหน้าว่าผู้ใด เปนคนจนคนมีผู้ดีแลไพร่ชาวบ้านชาววัด ไม่ล่วงพ้นจากความตายได้เลย ก็แลสัตว์ทั้งปวงมนุษย์ทั้งปวงย่อมรักชีวิตหมดด้วยกัน กลัวตายไม่อยากตายเปนธรรมดา ถึงกระนั้นก็ไม่ล่วงความตายไปได้ตามปราถนา ชีวิตของมนุษย์ทั้งปวงของสัตว์ทั้งปวงน้อยนักน้อยหนามีแต่หมดไปสิ้นไป เหมือนหนึ่งน้ำในแม่น้ำน้อยในคราวระดูแล้ง มีแต่แห้งไปหมดไปถ่ายเดียว ก็อายุของมนุษย์ทั้งหลายสัตวทั้งหลายน้อยนัก
ควรที่ผู้เปนคนดีมีปัญญาจะพึงเบื่อหน่ายเกลียดชัง แล้วรีบเร่งประพฤติการดีการชอบ ที่เปนที่ตั้งสุขประโยชน์แก่กันให้มากโดยเปนการเร็วการด่วน เหมือนคนที่ศีร์ษะเพลิงไหม้ รีบร้อนหาน้ำเครื่องเย็นดับเพลิงในศีร์ษะนั้น การประพฤติชอบดี เปนคุณเปนประโยชน์แก่กันแลกัน ซึ่งสำเร็จเปนที่พึ่งพำนักของสัตว์ทั้งปวง ที่นักปราชญ์เปนอันมากเห็นว่าชอบดีพร้อมกันนั้น คือความเมตตากรุณาแลสงเคราะห์อนุเคราะห์เผื่อแผ่ความสุขให้แก่กัน ทั้งในหมู่มนุษย์แลหมู่สัตว์ แลตั้งตนไว้ให้เต็มพร้อมด้วยความดีความชอบ๑๐ อย่าง คือไม่ฆ่าสัตว์เปนให้ตาย ไม่ลักฉ้อทรัพย์ของผู้อื่น ไม่ประพฤติผิดในที่ๆ ไม่ควรล่วง
เปนผู้ถือสัตย์ไม่กล่าวเท็จฬ่อลวงให้ผู้อื่นหลงไม่พูดยุยงส่อเสียดให้ผู้อื่นแตกร้าวกัน ไม่พูดคำหยาบให้เจ็บร้อนใจผู้อื่น ไม่พูดเพ้อเจ้อเปล่าจากประโยชน์ ไม่มุ่งหมายอยากได้ทรัพย์ของผู้อื่นด้วยความมักได้ ไม่มีผูกใจเจ็บจนถึงแช่งให้ผู้นั้นตาย ย่อมตริตรองด้วยปัญญาที่ชอบ ไม่ถือมั่นตามความเห็นผิดทางดีทางชั่ว การประพฤติชอบดี ๑๐ อย่างดังว่ามานี้ เปนความดีความชอบมีสำหรับโลกตั้งอยู่เสมอ จะมีผู้ถือก็ดีไม่มีใครถือก็ดี ก็คงมีอยู่อย่างนั้นไม่แปรผันยักเยื้องเปนอย่างอื่นไปเลยเปนอันขาด…”

ประกาศสงกรานต์ ภาพ: หอสมุดแห่งชาติ
ปรับเปลี่ยนวันปีใหม่ไทย ในสมัยรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม
ย้อนกลับไปในสมัยรัชกาลที่ 5 ราว พ.ศ. 2432 ได้มีการประกาศให้วันขึ้นปีใหม่ตรงกับวันที่ 1 เมษายน ของทุกปี แต่ในภายหลังประเทศไทยได้มีการเปลี่ยนแปลงวันขึ้นปีใหม่จากวันที่ 1 เมษายน มาเป็นวันที่ 1 มกราคม ในช่วงสมัยรัฐบาลของ จอมพล ป. พิบูลสงคราม ด้วยเหตุและผลที่มิใช่เพียงการปรับเปลี่ยนปฏิทินอย่างผิวเผิน หากแต่เป็นหนึ่งในกระบวนการทางประวัติศาสตร์ที่สะท้อนการปรับโครงสร้างความคิดเรื่อง “เวลา” ของสังคมไทย ภายใต้แรงกดดันของความทันสมัย การสร้างรัฐชาติ และความพยายามในการทำให้ประเทศไทยก้าวเข้าสู่ความเป็นสากลในศตวรรษที่ 20
ก่อนการกำหนดให้วันที่ 1 มกราคม เป็นวันขึ้นปีใหม่ ประเทศไทยมีระบบการนับเวลาที่ซ้อนทับกันอยู่หลายระดับ ทั้งในเชิงศาสนา วัฒนธรรม และราชการ กล่าวคือ “เวลา” มิได้เป็นเพียงเครื่องมือทางเทคนิคสำหรับการนับวันเดือนปี แต่เป็นโครงสร้างเชิงสัญลักษณ์ที่สะท้อนโลกทัศน์ของสังคม
ในอดีต การนับปีใหม่ของไทยสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับระบบจันทรคติและคติพราหมณ์–พุทธ ซึ่งเชื่อมโยงกับการเคลื่อนที่ของดวงอาทิตย์และฤดูกาลอย่างที่กล่าวไปในตอนต้น โดยเฉพาะช่วงเปลี่ยนผ่านของฤดูร้อนที่ถูกตีความว่าเป็นจุดเริ่มต้นของวัฏจักรชีวิตใหม่ ขณะเดียวกัน ในระดับราชการสมัยใหม่ โดยเฉพาะตั้งแต่รัชกาลที่ 5 เป็นต้นมา ได้มีการกำหนดให้วันที่ 1 เมษายน เป็นวันขึ้นปีใหม่ เพื่อให้สอดคล้องกับระบบบริหารราชการและการจัดเก็บภาษี
การขึ้นสู่อำนาจของ จอมพล ป. พิบูลสงคราม ภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของสังคมไทย โดยเฉพาะในด้านการสร้าง “รัฐชาติสมัยใหม่” (modern nation-state) รัฐบาลในช่วงเวลานี้มิได้มุ่งเพียงการบริหารประเทศเท่านั้น แต่ยังพยายามกำหนดรูปแบบชีวิตของประชาชนในระดับวัฒนธรรม ผ่านนโยบายที่เรียกว่า “รัฐนิยม”

จอมพล ป. พิบูลสงคราม ภาพ: กรมศิลปากร
รัฐนิยมเป็นชุดนโยบายที่มุ่งปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ความคิด และอัตลักษณ์ของประชาชนให้สอดคล้องกับภาพของความเป็น “ชาติสมัยใหม่” ตัวอย่างเช่น การกำหนดการแต่งกาย การใช้ภาษา การเคารพธงชาติ การรับประทานอาหาร ไปจนถึงการกำหนดเวลาในการดำเนินชีวิต ซึ่งภายใต้บริบทนี้ “เวลา” จึงกลายเป็นเครื่องมือทางอำนาจที่สำคัญ เพราะการกำหนดว่าเมื่อใดคือจุดเริ่มต้นของปี ย่อมหมายถึงการกำหนดจังหวะชีวิตของทั้งสังคม ไม่ว่าจะเป็นการทำงาน การศึกษา การวางแผนเศรษฐกิจ หรือแม้แต่การรับรู้ถึงการเปลี่ยนผ่านของชีวิต
แม้เวลาจะผ่านไปหลายทศวรรษ การเปลี่ยนวันขึ้นปีใหม่ในสมัยจอมพล ป. ยังคงส่งผลต่อสังคมไทยในปัจจุบัน เราใช้ปฏิทินสากลในการดำเนินชีวิต ใช้วันที่ 1 มกราคมเป็นจุดเริ่มต้นของปีในระบบเศรษฐกิจ การศึกษา และการบริหาร
ขณะเดียวกัน สังคมไทยยังคงรักษาความหลากหลายของความหมายของเวลาไว้ ไม่ว่าจะเป็นวันสำคัญทางศาสนา ประเพณี หรือพิธีกรรมต่างๆ ที่ยังคงดำรงอยู่ควบคู่กับระบบเวลาสมัยใหม่ โดยเฉพาะวันสงกรานต์ที่ถูกขยับย้ายให้กลายเป็นวันที่ 13-15 เมษายน ของทุกปี
สงกรานต์ล้านนา-ล้านช้าง
อย่างที่กล่าวไปในตอนแรกว่าสงกรานต์นับเป็นการเริ่มต้นปีใหม่ในระบบสุริยคติแบบอินเดียโบราณ โดยแนวคิดนี้ได้ฝังอยู่ในจักรวาลวิทยาพราหมณ์–ฮินดู ซึ่งมองจักรวาลเป็นระบบที่ถูกควบคุมโดยจังหวะของดวงดาวและเวลาศักดิ์สิทธิ์
เมื่อแนวคิดดังกล่าวแพร่เข้าสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ผ่านเครือข่ายการค้า ศาสนา และวัฒนธรรมในช่วงประมาณพุทธศตวรรษที่ 12–18 ได้ถูกผสมผสานเข้ากับความเชื่อท้องถิ่น โดยเฉพาะพุทธศาสนาเถรวาทและความเชื่อเรื่องผีบรรพบุรุษ ผสมผสานระหว่างโหราศาสตร์แบบอินเดีย พุทธศาสนา ความเชื่อเรื่องผีและนาคในสังคมลุ่มน้ำโขง สงกรานต์จึงกลายเป็น “พิธีกรรมลูกผสม” (syncretic ritual) ที่รวมเข้าความเชื่อทุกคติไว้ด้วยกันอย่างแนบแน่น
ยกตัวอย่างสองวัฒนธรรมในแถบนี้ตั้งแต่ วัฒนธรรมล้านนา – สงกรานต์จะถูกเรียกว่า ปี๋ใหม่เมือง พบว่า ได้รับอิทธิพลมาจากพราหมณ์ ซึ่งใช้ระบบการขึ้นปีใหม่แบบปฏิทินสุริยคติ โดยวันปี๋ใหม่เมือง หรือ วันสงกรานต์ล้านนา มีโครงสร้างพิธีกรรมที่ชัดเจนแบ่งเป็น 3 ช่วง ดังนี้
วันสังขานต์ล่อง หรือ การปล่อยปีเก่า คือช่วงเวลาที่ปีเก่าถูกปล่อยล่อง ออกจากโลกมนุษย์ ความเชื่อเรื่อง “ปู่สังขานต์–ย่าสังขานต์” ที่ล่องไปตามสายน้ำสะท้อนแนวคิดว่าความชั่วร้ายและสิ่งอัปมงคลสามารถถูกชำระออกไปผ่านน้ำ ส่วน วันเนา เป็นช่วงเวลาที่โครงสร้างทางสังคมถูกระงับ ผู้คนหลีกเลี่ยงการทะเลาะ การพูดจาหยาบคาย หรือการกระทำที่ไม่เป็นมงคล และ วันพญาวัน หรือ การเริ่มต้นใหม่ คือวันขึ้นปีใหม่อย่างแท้จริง เป็นวันที่ผู้คนทำบุญ สรงน้ำพระ และรดน้ำดำหัวผู้ใหญ่ ซึ่งพิธีกรรมเหล่านี้จะทำหน้าที่ฟื้นฟูความสัมพันธ์ทางสังคม ยืนยันลำดับอำนาจ และสร้างความเป็นชุมชน

พิธีอัญเชิญพระพุทธสิหิงค์ และพระพุทธรูป เนื่องในงานป๋าเวณีปี๋ใหม่เมืองเจียงใหม่ ภาพ: เชียงใหม่นิวส์
วัฒนธรรมล้านช้าง – ในแผ่นดินลาวและอีสาน สงกรานต์มีลักษณะคล้ายล้านนา แต่มีความโดดเด่นในเรื่อง “น้ำ” และ “นาค” มาเกี่ยวข้อง โดยผู้คนที่นี่เชื่อว่าน้ำไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือชำระล้าง แต่เป็นสัญลักษณ์ของความอุดมสมบูรณ์ โดยเฉพาะในสังคมเกษตรที่พึ่งพาฝน ทั้งยังเชื่อว่า นาค เป็นผู้ควบคุมน้ำ ซึ่งในสังคมลุ่มน้ำโขงจะเชื่อมโยงความเชื่อการควบคุมฝนและน้ำผ่านนาค เสมือนตัวกลางระหว่างโลกมนุษย์และธรรมชาติ
นอกจากนั้นสงกรานต์ในวัฒนธรรมล้านช้าง หรือยังถูกเรียกว่า บุญปีใหม่ เป็นประเพณีดั้งเดิมที่เน้นความศรัทธาในเดือนห้า โดยมีจุดเด่นคือพิธีสรงน้ำพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมือง เช่น พระบาง ในเมืองหลวงพระบาง สปป.ลาว พระลับ ในจังหวัดขอนแก่น พระใส ในจังหวัดหนองคาย และพิธีฮดสรงพระสงฆ์ตามชุมชนต่างๆ

พิธีแห่พระบาง ณ เมืองหลวงพระบาง สปป.ลาว ภาพ: Travel360
พิธีฮดสรง (สรงน้ำพระ) เป็นพิธีการเก่าแก่ที่ได้รับอิทธิพลจากอาณาจักรล้านช้าง สปป.ลาว คือการรินน้ำสรงหรือ “ฮด” ผ่าน “ฮางฮด” หรือรางไม้รูปพญานาคไปยังพระสงฆ์หรือพระพุทธรูป
ฮางฮดจะมีขนาดไม่เป็นมาตรฐานแน่นอน ซึ่งการแกะไม้ให้เป็นรูปนาคสะท้อนนัยยะการให้ความสำคัญต่อนาคทั้งในฐานะผู้เคยอุปัฏฐากพระพุทธเจ้าในสมัยพุทธกาล และความเชื่อของชาวบ้านต่อการเป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ที่มีอยู่จริง
นอกจากนาคที่เป็นองค์ประกอบ ฮางฮดยังมีขาตั้งหรือขาค้ำยันสำหรับเป็นแท่นวาง ซึ่งจะมีทั้งแบบ 2 ขาและ 4 ขา รวมทั้งจะมีการแกะสลักเป็นรูปสัตว์ที่สวยงามด้วยเช่นกัน เช่น เต่า กระต่าย สุนัข ฯลฯ

“ฮางฮด”วัดศรีนวลแสงสว่างอารมณ์ บ้านชีทวน จ.อุบลราชธานี เป็นงานไม้เขียนลายประดับกระจก ใช้สำหรับสรงน้ำพระสงฆ์ หรือในพิธีเถราภิเษกหรือเลื่อนสมณศักดิ์ ภาพ: พาเลาะ
ที่มาข้อมูล
- สงกรานต์ แผ่นดินพระจอมเกล้าฯ ตอนที่ ๓ : กรมศิลปากร
- กำเนิดวันสงกรานต์ : หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นครพนม
- จุดเปลี่ยนไทยย้ายวันขึ้นปีใหม่ จากยุคโบราณสู่ 1 เม.ย. ปรับไปมาจนเป็น 1 มกราคม : ศิลปวัฒนธรรม ฉบับมกราคม 2529
- “สงกรานต์” มาจากภาษาสันสกฤตมีความหมายว่า “ก้าวขึ้น ย่างขึ้น ย้ายที่ หรือเคลื่อนที่” : อุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ
- เปิดโลกพิธี “ฮดสรง” ประเพณีเก่าแก่แถบอีสาน จากอิทธิพลของอาณาจักรล้านช้าง : ศิลปวัฒนธรรม ฉบับพฤษภาคม 2555