ประเพณีลอยกระทง เผาเทียนเล่นไฟ จังหวัดสุโขทัย

จังหวัดสุโขทัย เป็นเมืองเก่าแก่ที่ปรากฏอยู่ในหน้าประวัติศาสตร์ไทยมาอย่างยาวนาน ถ่ายทอดเรื่องราวและตำนานจากรุ่นสู่รุ่น ผ่านการเรียนรู้ในตำราและหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญ โดยเฉพาะ อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย ซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกจากองค์การยูเนสโก ร่วมกับอุทยานประวัติศาสตร์ศรีสัชนาลัยและกำแพงเพชร ทำให้สุโขทัยกลายเป็นจุดหมายสำคัญของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ นอกเหนือจากคุณค่าทางโบราณสถาน วิถีชีวิตของผู้คนสุโขทัยที่เติบโตมาพร้อมงานศิลปะและหัตถกรรมพื้นบ้าน เช่น ผ้าตีนจก เครื่องสังคโลก งานปูนปั้น งานไม้ รวมถึงเครื่องทองและเครื่องเงิน ล้วนสะท้อนอัตลักษณ์ท้องถิ่นที่โดดเด่นและเป็นที่ชื่นชอบของนักท่องเที่ยว

ปัจจุบันจังหวัดสุโขทัย ได้รับการรับรองจากองค์การยูเนสโก (UNESCO) ถึง 4 เครือข่ายเมืองของ UNESCO ได้แก่ มรดกโลก ปี 2534 (เมืองประวัติศาสตร์สุโขทัยและเมืองบริวาร), มรดกความทรงจำแห่งโลก ปี 2546 (ศิลาจารึกหลักที่ 1 พ่อขุนรามคำแหงมหาราช), เมืองสร้างสรรค์ด้านศิลปะและหัตถกรรมพื้นบ้าน ปี 2562 และเมืองแห่งการเรียนรู้ ปี 2565 ถือได้ว่าเป็นจังหวัดเดียวของประเทศไทยที่ได้รับการรับรองระดับนานาชาติแบบนี้ ซึ่งเป็นการยกระดับจังหวัดสุโขทัยสู่ระดับโลกอย่างแท้จริง

การละเล่น เผาเทียน เล่นไฟ

ประเพณีของจังหวัดสุโขทัย อย่างงานลอยกระทง เผาเทียนเล่นไฟ ของจังหวัดสุโขทัย เป็นอีกหนึ่งในประเพณีวัฒนธรรมไทยที่งดงามและมีชื่อเสียงระดับโลก โดยสืบเนื่องจากตำนานประวัติศาสตร์จารึกสมัยสุโขทัยและได้รับการฟื้นฟูมายาวนานอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน ทำให้ประเพณีนี้ เป็นเทศกาลลอยกระทงที่มีเอกลักษณ์การแสดงแสงไฟอย่างอลังการ และยังคงสะท้อนเอกลักษณ์ประวัติศาสตร์สมัยสุโขทัยไว้

ประเพณีเผาเทียนเล่นไฟ มีรากฐานจากสมัยกรุงสุโขทัยราว 700 ปีก่อน โดยปรากฏในศิลาจารึกหลักที่ 1 ด้านที่ 2 ของพ่อขุนรามคำแหงมหาราช ซึ่งระบุว่า “…ดูท่านเผาเทียนเล่นไฟ เมืองสุโขทัยนี้มีดังจักแตก…” ข้อความนี้บรรยายถึงความคึกคักหลังงานกฐินเดือน 11-12 เมื่อผู้คนเบียดเสียดเข้าประตูเมืองทั้งสี่ เพื่อชมการเผาเทียนและเล่นไฟ ซึ่งน่าจะเป็นการจุดประทีป ลอยโคม หรือพลุเพื่อเฉลิมฉลองและบูชาพระพุทธศาสนา ซึ่งชาวสุโขทัยยึดมั่นในพุทธศาสนา มีการแห่บริวารกฐินจากอรัญญิกเข้าหัวลาน ด้วยเสียงดนตรีและการแสดงรื่นเริง ก่อนเข้าสู่ช่วงเผาเทียนเล่นไฟที่ทำให้เมืองคึกคักดั่งแตก

ในบริบทสมัยนั้น ประเพณีนี้เชื่อมโยงกับการลอยกระทงเพื่อบูชาพระพุทธบาทริมแม่น้ำนัมมทานที หรือขอขมาพระแม่คงคา ซึ่งเป็นคติดั้งเดิมของสังคมลุ่มน้ำ แม้ไม่มีหลักฐานร่วมสมัยอื่นยืนยัน แต่จารึกนี้เป็นเอกสารเก่าแก่ที่สุดที่กล่าวถึง “เผาเทียนเล่นไฟ” โดยตรง สะท้อนวิถีชีวิตที่ผูกพันกับน้ำและแสงสว่างในฤดูน้ำหลาก นอกจากนี้ ยังอาจเกี่ยวข้องกับพิธีจองเปรียงจากคติฮินดูที่ปรับเข้ากับพุทธศาสนา

ยุคการฟื้นฟูสมัยใหม่

ในช่วงหลังสมัยสุโขทัย ประเพณีนี้ค่อยๆ จางหายไปพร้อมการเปลี่ยนแปลงราชธานี ในการจัดทำแผนงานอนุรักษ์และพัฒนาโบราณสถานเมืองสุโขทัย ภายใต้การบริหารงานของนายนิคม มูสิกะคามะ หัวหน้าอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัยในขณะนั้น (ต่อมาดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมศิลปากร ระหว่าง พ.ศ. 2540-2542) นอกจากมีแผนงานด้านการอนุรักษ์โบราณสถานแล้ว นายนิคม มูสิกะคามะ ยังมีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล ดำริให้จัดกิจกรรมต่าง ๆ อีกหลายประเภท อันเป็นการริเริ่ม ฟื้นฟู สืบสาน และสร้างสรรค์มรดกทางวัฒนธรรม ทั้งยังเป็นการสร้างรายได้ให้แก่ท้องถิ่น ดังที่รู้จักกันในสมัยหลังว่า “งานลอยกระทง เผาเทียน เล่นไฟ จังหวัดสุโขทัย” ซึ่งแนวคิดดังกล่าวมี่ที่มาจากความตอนหนึ่งในจาริกหลักที่ 1 จารึกพ่อขุนรามคำแหง ด้านที่ 2 บรรทัดที่ 8-23 ว่า

“…คนในเมืองสุโขทัยนี้ มักทาน มักทรงศีล มักโอยทาน พ่อขุนรามคำแหงเจ้าเมืองสุโขทัยนี้ ทั้งชาวแม่ชาวเจ้า ท่วยปั่วท่วยนาง ลูกเจ้าลูกขุน ทั้งสิ้นทั้งหลาย ทั้งผู้ชายผู้หญิง ฝูงท่วยมีศรัทธาในพระพุทธศาสนา ทรงศีลเมื่อพรรษาทุกคน เมื่อออกพรรษากรานกฐินเดือนหนึ่งจึงแล้ว เมื่อกรานกฐิน มีพนมเบี้ย มีพนมหมาก มีพนมดอกไม้ มีหมอนนั่งหมอนนอน บริพารกฐินโอยทานแลปีแล้ญิบล้าน ไปสูดญัตติกฐินเถิงอรัญญิกพู้น เมื่อจักเข้ามาเวียงเรียงกันแต่อรัญญิกพู้นเท้าหัวลาน ดงบงคมกลอง ด้วยเสียงพาดเสียงพิณ เสียงเลื้อนเสียงขับ ใครจักมักเล่น เล่น ใครจักมักหัว หัว ใครจักมักเลื้อน เลื้อน เมืองสุโขทัยนี้มีสี่ปากประตูหลวง เทียรย่อมคนเสียดกันเข้ามาดูท่านเผาเทียน ท่านเล่นไฟ เมืองสุโขทัยนี้มีดังจักแตก…”

เนื้อความในจารึกนี้กล่าวถึง ประเพณีและพิธีกรรมหลังช่วงออกพรรษาในเดือน 11 ถึงเดือน 12 โดยเฉพาะเนื้อความที่กล่าวว่า “ท่านเผาเทียน ท่านเล่นไฟ” นั้น นายนิคม มูสิกะคามะ สันนิษฐานว่าน่าจะหมายถึง การลอยกระทงเพื่อบูชาพระพุทธบาทที่หาดทรายริมฝั่งแม่น้ำนัมมทานที อันนำไปสู่แนวคิดการจัดงานเพื่ออนุรักษ์ฟื้นฟูประเพณีลอยกระทง ซึ่งน่าจะมีมาตั้งแต่สมัยสุโขทัย จึงมีการหารือกันระหว่างกรมศิลปากร องค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และจังหวัดสุโขทัย รวมทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อร่วมกันฟื้นฟูการจัดงานประเพณีลอยกระทง ภายใต้ชื่องานว่า “ลอยกระทง เผาเทียน เล่นไฟ” โดยนำคำว่า “เผาเทียน เล่นไฟ” มาเป็นส่วนหนึ่งของชื่องาน ซึ่งการจัดงานประเพณีดังกล่าว ก่อให้เกิดคุณูปการต่อสังคมและประเทศชาติอย่างน้อย 2 ประการ คือ

ประการแรก ทำให้เกิดการตื่นตัวทางวิชาการด้านประวัติศาสตร์และโบราณคดี มีการศึกษาเรื่องราวเกี่ยวกับการลอยกระทงในสมัยสุโขทัยอย่างกว้างขวาง ทำให้ทราบว่า “ลอยกระทง” และ “เผาเทียน เล่นไฟ” เป็นงานสองงาน คือ “เผาเทียน เล่นไฟ” อันน่าจะหมายถึงประเพณีและพิธีกรรมหรือเทศกาลไหว้พระกลางเมืองสุโขทัย นับเนื่องเป็นประเพณีสิบสองเดือนของชาวสุโขทัย มีความเชื่อมโยงกับประเพณีกรานกฐิน ซึ่งน่าจะจัดขึ้นประมาณเดือน 11 และอีกงานหนึ่งคือ งาน “ลอยกระทง” อันเป็นประเพณีที่พบทั่วไปในสังคมชาวน้ำที่จัดขึ้นในเดือน 12

ประการที่สอง งานประเพณี “ลอยกระทง เผาเทียน เล่นไฟ จังหวัดสุโขทัย” นับเป็นการสร้างสรรค์งานด้านมรดกศิลปะวัฒนธรรมของคนรุ่นปัจจุบันบนพื้นฐานของภูมิปัญญาดั้งเดิม ส่งผลให้การดำเนินงานด้านวัฒนธรรมของประเทศประสบความสำเร็จในวงกว้าง ทำให้ประเพณีที่สร้างสรรค์ขึ้นใหม่นี้กลายเป็นงานระดับจังหวัด ระดับประเทศ และเป็นที่รู้จักกันทั่วโลก นับเป็นการสร้างสรรค์ สืบสาน ต่อยอด และเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ เพราะวัฒนธรรมประเพณีของมนุษยชาติล้วนแต่มีการปรับเปลี่ยนและวิวัฒน์ไปในแต่ละยุคสมัย

สืบสานและสร้างสรรค์สู่งานระดับโลก

งานประเพณี “ลอยกระทง เผาเทียน เล่นไฟ จังหวัดสุโขทัย” เริ่มจัดขึ้นครั้งแรกระหว่างวันที่ 24-26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2520 ณ บริเวณอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย ลำดับขั้นตอนของงานเริ่มต้นด้วยการทำพิธีบวงสรวงพระแม่ย่า หน้าศาลากลางจังหวัดสุโขทัย จากนั้น เคลื่อนขบวนไปประกอบพิธีสดุดีบูรพกษัตราธิราชและบรรพชนสุโขทัย ณ บริเวณลานพระบรมราชานุสาวรีย์พ่อขุนรามคำแหงมหาราช อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย และทางจังหวัดสุโขทัยได้จัดขบวนแห่กระทงจำนวน 11 ขบวน

ใน ปี พ.ศ. 2526 ซึ่งตรงกับวาระการฉลอง 700 ปีลายสือไทย มีการจัดงานเฉลิมฉลองติดต่อกัน 7 วัน 7 คืน ตั้งแต่วันที่ 17-23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2526 ภายในงานประดับประดาด้วยประทีปโคมไฟ มีขบวนแห่กระทง พนมหมาก ขบวนช้าง ขบวนม้า และขบวนแห่ของอำเภอต่าง ๆ ในจังหวัดสุโขทัย มีการแสดงแสง เสียง การแสดงมหกรรมนาฏศิลป์พื้นบ้านของภาคต่าง ๆ มีผู้เข้าร่วมกิจกรรมในการเฉลิมฉลองครั้งนี้จำนวนมาก

ในการนี้ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เมื่อครั้งดำรงพระราชอิสริยยศ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิรินธรเทพรัตนสุดา กิติวัฒนาดุลโสภาคย์ ได้เสด็จพระราชดำเนินมาเป็นองค์ประธานทรงลอยพระประทีปเป็นปฐมฤกษ์ ในวันที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2526 โดยการจัดงานครั้งนี้ได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศเป็นจำนวนมาก

ต่อมาการจัดงานประเพณี “ลอยกระทง เผาเทียน เล่นไฟ จังหวัดสุโขทัย” มีการจัดกิจกรรมเพิ่มมากขึ้น เช่น พิธีรับรุ่งอรุณแห่งความสุข ด้วยการทำบุญตักบาตร จากนั้น พระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์ เจริญชัยมงคลคาถา ประพรมน้ำพระพุทธมนต์ และบวงสรวงบูรพกษัตริย์สมัยสุโขทัยในช่วงเช้า ต่อมาช่วงสายมีพิธีเปิดงาน ต่อด้วยการประกวดกระทง โคมชัก โคมแขวน พนมหมาก พนมดอกไม้ กิจกรรมเล่านิทานพื้นบ้านด้วยสำเนียงสุโขทัย การแข่งขันกลองยาว กลองมังคละ การแข่งขันกีฬาพื้นบ้าน การแสดงกระบี่กระบอง การสาธิตมวยคาดเชือก

ช่วงเย็นมีการแสดงดนตรีไทย กิจกรรมข้าวขวัญวันเล่นไฟ กิจกรรมประเพณีการปั่นฝ้ายทอผ้าจุลกฐิน และการแสดงแสง เสียง วันต่อมา มีกิจกรรมคล้ายวันแรก แต่ในช่วงเช้าจะมีกิจกรรมขบวนแห่ผ้าจุลกฐิน และถวายจตุปัจจัย ต่อด้วยขบวนแห่พระเวสสันดร และมีการเทศน์มหาชาติแบบโบราณ 13 กัณฑ์

ในช่วงเช้าของวันสุดท้ายจะมีกิจกรรมขบวนอัญเชิญพระประทีป กระทงพระราชทานแห่รอบเมืองสุโขทัย ช่วงสายมีกิจกรรมประกวดและจัดแสดงสาธิตศิลปะวัฒนธรรมต่าง ๆ ช่วงบ่ายมีขบวนอัญเชิญพระประทีป กระทงพระราชทาน ขบวนแห่ประเพณีวัฒนธรรมจาก 9 อำเภอในจังหวัดสุโขทัย และขบวนกิจกรรมประกวดแข่งขันต่าง ๆ เข้าสู่บริเวณสระน้ำวัดสระศรี ช่วงเย็นมีการจัดแสดงดนตรีไทย และมอบรางวัลแก่ผู้ชนะการประกวดในกิจกรรมต่าง ๆ ต่อด้วยกิจกรรมข้าวขวัญวันเล่นไฟ การแสดงประกอบแสง เสียง กิจกรรมอาบน้ำเพ็ง การเล่นสักวา พิธีเผาเทียน กิจกรรมตำนานเรือท้าวศรีจุฬาลักษณ์ พิธีอัญเชิญพระประทีป และกระทงพระราชทานลงลอยเป็นปฐมฤกษ์ ณ สระน้ำวัดสระศรี และสิ้นสุดงานด้วยกิจกรรมการแสดงพลุตะไล ไฟพะเนียงอย่างยิ่งใหญ่ ซึ่งกิจกรรมทั้งหมดนี้จัดขึ้นภายในอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย และจัดอย่างต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน โดยอาจมีการปรับเปลี่ยนกิจกรรมบางอย่างให้เข้ากับยุคสมัยมากขึ้น

ปัจจุบันงานประเพณี “ลอยกระทง เผาเทียน เล่นไฟ จังหวัดสุโขทัย” ถือเป็นงานเทศกาลระดับชาติที่จัดขึ้นภายใต้ความร่วมมือของหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ซึ่งได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศที่เข้ามาร่วมกิจกรรมอย่างหนาแน่นทุกปี ถือเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวภายในประเทศ ก่อให้เกิดการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ทั้งยังเป็นการสร้างงาน สร้างรายได้แก่ชุมชน และนำไปสู่การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานอื่น ๆ ภายในจังหวัดสุโขทัย เช่น ระบบคมนาคมขนส่ง และวิสาหกิจชุมชน เป็นต้น


ข้อมูลอ้างอิง

  • การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย. “ข่าว: ผู้มาเยือน.” อนุสาร อ.ส.ท. 18, 5 (ธันวาคม 2520): หน้า 84.
  • นิสา พิมพิเศษ. “ผลกระทบจากการจัดเทศกาลลอยกระทง เผาเทียน เล่นไฟ ในเขตอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย จังหวัดสุโขทัย.” สารนิพนธ์ปริญญาศิลปศาสตรบัณฑิต ภาควิชาโบราณคดี คณะโบราณคดีมหาวิทยาลัยศิลปากร, 2551.
  • ศรีศักร วัลลิโภดม. “เผาเทียนเล่นไฟ.” ใน สารานุกรมสุโขทัยศึกษา (เล่ม 2 ผ – ฮ). นนทบุรี: มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช, 2539, หน้า 5-6.
  • สุจิตต์ วงษ์เทศ (บรรณาธิการ). ไม่มีนางนพมาศ ไม่มีลอยกระทง สมัยสุโขทัย. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ: มติชน, 2539.
  • สุรางรัตน์ บุษบรรณ. “เผาเทียนเล่นไฟ ประเพณีไทยสมัยสุโขทัย.” สารกรมศิลปากร 8, 11-12. (พฤศจิกายน 2538): หน้า 29-31.

More posts