เยือนสุรินทร์ ถิ่นคชสาร มหัศจรรย์งานช้าง

เรื่องโดย ศุภกิตติ์ คุณา ภาพ : คชอาณาจักร

ที่จังหวัดสุรินทร์ เสียงกระดึงที่ดังกังวานก่อนฟ้าสาง ไม่ได้ปลุกแค่คนในหมู่บ้านตากลาง แต่มันปลุกความทรงจำที่ฝังลึกอยู่ในสายเลือดของชุมชนมาหลายร้อยปี ดินแดนที่ช้างไม่ใช่แค่สัตว์ ไม่ใช่แค่สัญลักษณ์บนตราประจำจังหวัด แต่เปรียบเสมือนสมาชิกในครอบครัว ผู้ร่วมชะตากรรม คือวิญญาณที่เดินทางคู่กับมนุษย์มาตั้งแต่ต้น

ชาว “กวย” หรือ “กูย” กลุ่มชาติพันธุ์ดั้งเดิมแห่งดินแดนนี้ ได้สืบทอดวิชาการคล้องและฝึกช้างป่ามาช้านานจนกลายเป็นเอกลักษณ์ที่หาได้ยากในโลก ความชำนาญเหล่านี้ไม่ใช่ทำเป็นอาชีพเพียงอย่างเดียว แต่คือพิธีกรรม คือศาสนา คือทุกอย่างที่พวกเขาเป็น ตำนานความผูกพันนี้หยั่งรากลึกมากกว่าสองร้อยปีในยุคกรุงศรีอยุธยา เมื่อช้างเผือกสำคัญแตกโรงหนีเข้าป่า คณะติดตามจากราชธานีพบกับชาวกวยผู้เชี่ยวชาญ และด้วยความสามารถของพวกเขา ช้างเผือกได้ถูกนำกลับคืนสำเร็จ หัวหน้าชาวกวยจึงได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น “พระยาสุรินทร์ภักดีศรีณรงค์” เจ้าเมืองคนแรก นั่นคือที่มาของชื่อเมืองที่ยังคงอยู่จนวันนี้

(เสียงกระดึงช้าง หรือที่มักเรียกกันว่าเสียง “โป๊กเป๊ก” (Pok Pek) เป็นเสียงที่เกิดจากกระดึงไม้ที่ผูกคอช้าง ดังจากการเคลื่อนไหวของช้าง เป็นเสียงโทนต่ำทึบ ซึ่งจะแตกต่างจากเสียงกระพรวนที่ผูกคอช้าง (ดังกรุ๋งกริ๋ง) เพื่อให้ควาญช้างทราบตำแหน่งช้างได้ง่ายในป่า)

จุดเริ่มต้นงานช้างสุรินทร์ จากเฮลิคอปเตอร์ปลุกตำนาน

กว่าจะมาเป็นเทศกาลมหัศจรรย์งานช้างสุรินทร์ ที่โด่งดังไปทั่วโลกในวันนี้ ไม่ได้เริ่มต้นจากยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวที่ซับซ้อน แต่มีจุดกำเนิดจากเหตุการณ์เรียบง่ายและไม่คาดฝัน ที่สะท้อนถึงวิถีชีวิตอันเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติของชาวบ้าน ในปี พ.ศ. 2498 มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับ เสียงที่ไม่คุ้นเคย ดังกระหึ่มแหวกความเงียบสงบของผืนป่าในอำเภอท่าตูม ข่าวก็เริ่มลือแพร่สะพัดไปอย่างรวดเร็ว ว่าจะมี “เฮลิคอปเตอร์” อากาศยานปริศนา มาลงจอดที่หมู่บ้านตากลาง ซึ่งในยุคสมัยนั้น การเห็นรถยนต์สักคันยังเป็นเรื่องน่าตื่นตาตื่นใจ แต่การมาถึงของสิ่งมหัศจรรย์จากฟากฟ้าจึงกลายเป็นเรื่องที่ทุกคนต้องไปเห็นกับตา ชาวบ้านต่างชักชวนกันเดินทางไปยังจุดนัดหมาย โดยใช้พาหนะที่อยู่เคียงข้างพวกเขามาทั้งชีวิต นั่นก็คือ “ช้าง”

จึงเป็นภาพที่ปรากฏแก่สายตาผู้คนในวันนั้นคือ การรวมตัวของเหล่าคชสาร จำนวนมหาศาลประมาณ 300 เชือก ที่เคลื่อนขบวนมารวมกันโดยมิได้นัดหมาย โขลงช้างขนาดมหึมายืนสงบนิ่งอยู่เบื้องหน้าสิ่งประดิษฐ์จากโลกสมัยใหม่ หรือเฮลิคอปเตอร์ ก่อเกิดเป็นภาพที่สร้างความตื่นตะลึงและประทับใจอย่างลึกซึ้งแก่ผู้พบเห็นทุกคน และความน่าอัศจรรย์ของภาพในวันนั้นได้จุดประกายความคิดและกลายเป็นแรงบันดาลใจสำคัญ ที่จะเปลี่ยนการรวมตัวโดยบังเอิญให้กลายเป็นงานเฉลิมฉลองประจำปีอันยิ่งใหญ่ในเวลาต่อมา

มหัศจรรย์งานช้างสุรินทร์

จากภาพความประทับใจของการรวมตัวของช้างโดยบังเอิญ สู่การจัดงานอย่างเป็นระบบและยิ่งใหญ่ คือการเดินทางที่อาศัยวิสัยทัศน์ของบุคคลสำคัญและการสนับสนุนจากภาครัฐ เพื่อยกระดับการแสดงของช้างให้กลายเป็นสมบัติทางวัฒนธรรมของชาติ ใน พ.ศ. 2503 ได้มีการจัดงานแสดงช้างอย่างเป็นทางการครั้งแรกเกิดขึ้นโดยนายวินัย สุวรรณากาศ นายอำเภอท่าตูมในขณะนั้น เพื่อเฉลิมฉลองอาคารที่ว่าการอำเภอหลังใหม่ มีช้างจากหมู่บ้านตากลางเข้าร่วมแสดงประมาณ 60 เชือก ประกอบด้วยการคล้องช้าง การแข่งขันช้างวิ่งเร็ว และขบวนพาเหรดช้างที่สวยงาม หลังจบการแสดง ยังมีการเปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวได้นั่งหลังช้างชมทิวทัศน์ริมแม่น้ำมูล สร้างความประทับใจอย่างล้นหลาม ในปีเดียวกันนี้ องค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (อสท.) ได้ถูกก่อตั้งขึ้น และเมื่อข่าวการแสดงช้างถูกเผยแพร่ผ่านสื่อโทรทัศน์และหนังสือพิมพ์ ก็ได้สร้างความสนใจในวงกว้าง ทำให้ อสท. เข้ามาให้การสนับสนุนอย่างเต็มตัว กระทั่งในปี พ.ศ. 2505 คณะรัฐมนตรีได้มีมติอนุมัติให้การจัดงานแสดงช้างเป็น “งานประจำปีของชาติ” ถือเป็นก้าวสำคัญที่ยกระดับงานสู่เวทีระดับประเทศ ในขณะนั้น นายคำรณ สังขกร ผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ เห็นว่านักท่องเที่ยวไม่สะดวกในการเดินทางไปชม จึงได้ย้ายสถานที่จัดงานจากอำเภอท่าตูม มาจัดที่สนามกีฬาจังหวัดสุรินทร์ และจัดต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน จากในช่วงแรก 7 วัน ขยายเป็น 10 วัน และขยายการจัดงานเป็น 12 วัน โดยรูปแบบการจัดงานการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงให้ทันสมัยขึ้น มีการจัดแสดงช้าง ร้อยเรื่องความสัมพันธ์ของคนกับช้างไว้เป็นฉากๆมากมาย ใช้ผู้ร่วมแสดงนับพันชีวิต ได้ตัดสินใจย้ายสถานที่จัดงานมายังสนามกีฬาจังหวัดสุรินทร์ เพื่อให้นักท่องเที่ยวเข้าถึงได้สะดวกยิ่งขึ้น

การเข้ามามีบทบาทของ อสท. และการย้ายสถานที่จัดงานถือเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญอย่างยิ่ง มันคือการเปลี่ยนผ่านจากการเฉลิมฉลองในท้องถิ่นสู่การเป็นสินทรัพย์ทางการท่องเที่ยวเชิงยุทธศาสตร์ของชาติ การสนับสนุนจากภาครัฐและรูปแบบการแสดงที่เป็นมืออาชีพมากขึ้น ได้ผลักดันให้งานช้างสุรินทร์ก้าวสู่เวทีโลก ดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทุกมุมโลกให้เดินทางมาสัมผัสความมหัศจรรย์นี้ด้วยตนเอง

มหรสพแห่งคชสาร ความอลังการของงานช้างสุรินทร์ยุคใหม่

เทศกาลงานช้างสุรินทร์ในปัจจุบัน ได้วิวัฒนาการไปตามยุคสมัย ผสมผสานการแสดงที่ทันสมัยเข้ากับรากเหง้าทางวัฒนธรรมดั้งเดิมได้อย่างลงตัว ร้อยเรียงเรื่องราวความผูกพันระหว่างคนกับช้าง โดยใช้นักแสดงนับพันชีวิตและช้างจำนวนมาก สร้างสรรค์เป็นมหรสพแห่งคชสารที่ยิ่งใหญ่ตระการตา การแสดงช้างที่สร้างมนต์เสน่ห์ให้กับงานช้างสุรินทร์ เกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตและความเชื่อ โดยมีการนำพิธีเซ่นไหว้ “ผีปะกำ” สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวกวยนับถือก่อนออกคล้องช้างป่า เป็นพิธีกรรมที่มีชีวิต โดยเชิญ “หมอเฒ่า” ตัวจริง ซึ่งเป็นลูกหลานสายตรงของครูบาอาจารย์ผู้คล้องช้างในอดีต มาร่วมแสดงเพื่อถ่ายทอดความขลังและความเชื่อดั้งเดิม ผสมผสานกับวัฒนธรรมและประเพณีท้องถิ่นของนางรำนับร้อย ในชุดผ้าไหมพื้นเมืองที่เคลื่อนไหวอย่างพร้อมเพรียง ผสานกับการแสดงเรือมอันเร การเซิ้งบั้งไฟ และประเพณีสงกรานต์ สะท้อนวัฒนธรรมอันรุ่มรวยของชาวสุรินทร์ โดยไฮไลท์ยิ่งใหญ่ของการแสดงช้าง คือ การจำลองขบวนพยุหยาตราและฉากการทำยุทธหัตถี เสียงฝีเท้าช้างที่ดังกึกก้อง ประกายของศาสตราวุธจำลอง และความตึงเครียดที่สะกดผู้ชมให้เงียบงัน คือฉากที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของการแสดง เพื่อรำลึกถึงความสำคัญของช้างและกองทัพม้าเร็วในประวัติศาสตร์การปกป้องชาติบ้านเมือง เป็นภาพที่หาชมได้ยากและทรงพลังอย่างยิ่ง

ในปัจจุบันงานแสดงช้างหรือมหัศจรรย์งานช้างสุรินทร์ จะกำหนดจัดให้มีขึ้นในสัปดาห์ที่สามของเดือนพฤศจิกายนของทุกปี โดยก่อนการแสดงช้างจะมีการจัดงานต้อนรับช้าง จัดขึ้นครั้งแรกเมื่อ ปีพ.ศ. 2535 ที่บริเวณหลังสถานีรถไฟ โดยจะจัดขึ้นก่อนวันแสดงช้างจริง 2 วัน ซึ่งเป็นวันที่ช้างทุกเชือกเดินทางเข้าสู่ตัวเมืองสุรินทร์ ต่อมาได้มีการจัดเลี้ยงอาหารช้าง และย้ายสถานที่มาจัดที่บริเวณวงเวียนสี่แยกน้ำพุ นับเป็นอีกจังหวัดที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน อีกทั้งยังมีวัฒนธรรมและประเพณีที่เป็นเอกลักษณ์นั้นก็คือ วัฒนธรรมของการอยู่รวมกันของคนกับช้างซึ่งเป็นเอกลักษณ์ที่โดดเด่นแห่งเดียวในโลกของทางจังหวัดสุรินทร์ “ศูนย์คชศึกษา”หรือ ”หมู่บ้านช้าง “เป็นศูนย์รวมของสมาชิกชุมชนคนเลี้ยงโดยรอบและหมู่บ้านอื่นๆในจังหวัดสุรินทร์ ภายในบริเวณมีศูนย์คชศึกษามีอาคารพิพิธภัณฑ์ สถานที่แสดงเรื่องราวความรู้ต่างๆที่เกี่ยวกับช้าง จัดแสดงประเพณีและวัฒนธรรมรวมไปถึงเครื่องแต่งกายต่างๆของชาวกูย บรรพบุรุษของผู้คนจังหวัดสุรินทร์ที่มีวิถีชีวิตความผูกพันเคียงคู่ช้างตั้งแต่แสดงวิถีความผูกพันระหว่างคนกับช้างที่มีมาอย่างช้านาน ตั้งแต่เกิดจนตาย เรื่องราวคุณค่าของช้างที่นักท่องเที่ยวทั้งภายในประเทศและต่างประเทศอยากเห็นและสัมผัส จึงเป็นคุณค่าที่แท้จริง ดึงดูดเป็นมนต์เสน่ห์อีกแห่งของดินแดนอีสานใต้


ข้อมูลอ้างอิง

  • ข้อมูลสัมภาษณ์จาก ศักดา เชื้ออินทร์ โดยศุภกิตติ์ คุณา วันที่ 4 พฤศจิกายน 2568
  • อนุสาร อ.ส.ท. องค์การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย จากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานสุรินทร์
  • คชอาณาจักร สุรินทร์ กองการรักษาคชอาณาจักร องค์การสวนสัตว์

More posts