
เรื่อง : ศุภกิตติ์ คุณา | ภาพปก : การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)
ลัดเลาะถิ่นแดนอีสานใต้ที่จังหวัดสุรินทร์ เมืองที่ได้รับการขนานนามว่า “ถิ่นเมืองช้าง” ที่มีประวัติศาสตร์เกี่ยวกับช้าง เป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่สืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน ระหว่างความสัมพันธ์ “คนกับช้าง” ที่ได้รับการเลี้ยงดูเสมือนสมาชิกคนสำคัญในครอบครัว และอาศัยอยู่ร่วมชายคาเดียวกัน นอกจากเมืองช้างที่กลายเป็นสัญลักษณ์ประจำเมืองสุรินทร์แล้วนั้น จังหวัดสุรินทร์ยังมีชื่อเสียงในเรื่องของผ้าไหม สถานที่ท่องเที่ยว หัตถกรรมท้องถิ่นอีกมากมาย ดังคำขวัญของจังหวัด “สุรินทร์ถิ่นช้างใหญ่ ผ้าไหมงาม ประคำสวย ร่ำรวยปราสาท ผักกาดหวาน ข้าวสารหอม งามพร้อมวัฒนธรรม”
มรดกทางจิตวิญญาณและความเชี่ยวชาญในการดูแลคชสารที่สืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น กลายเป็นรากฐานสำคัญการขับเคลื่อนคุณค่าท้องถิ่นสุรินทร์ผ่านมุมมองคนรุ่นใหม่มากขึ้น บทความนี้ทาง Civic Space มีโอกาสได้พูดคุยกับคนรุ่นใหม่อย่างนางสาวเมริกา ชนะกิจชินชน หรือ โมนา นางสาวสุรินทร์ ประจำปี 2562 ผู้ที่หลงไหลความเป็นสุรินทร์ เล่าเรื่องราวและแรงบันดาลใจในการทำงานเพื่อสังคมและวัฒนธรรมท้องถิ่นในจังหวัดสุรินทร์ แม้ว่าจะไม่ใช่คนสุรินทร์แต่กำเนิดก็ตาม ปัจจุบันนี้โมนาได้ทำหน้าที่และยังขับเคลื่อนกิจกรรมเชิงคุณค่าต่อสังคมในจังหวัดสุรินทร์อย่างต่อเนื่อง
นางงามสุรินทร์ ประจำปี 2562
จุดเริ่มต้นของการประกวดเวทีนางงามนั้น น้องโมนา นางสาวเมริกา ชนะกิจชินชน เล่าให้ฟังว่า เริ่มแรกไม่ได้มีแรงบันดาลใจอะไรที่จะไปประกวดมาก่อน เพราะคิดว่าตนเองไม่ได้เป็นคนสวยถึงขั้นนางงาม แต่ถูกการชักชวนให้ลองไปประกวดก็จึงเป็นจุดเริ่มต้นเข้าประกวด โดยได้ประกวดมิสแกรนด์สุรินทร์ และได้รับตำแหน่งนางงามสุรินทร์ ประจำปี 2562 รวมถึงได้เข้าร่วมประกวดนางสาวไทย หลังจากนั้นที่จังหวัดสุรินทร์ไม่มีการประกวดนางงามสุรินทร์อีกเลยจนถึงปัจจุบัน แต่ก็มีการประกวดประเภทอื่น ๆ เช่น การประกวดธิดาผ้าไหมสุรินทร์ในงานช้าง สนามกีฬาศรีณรงค์ จังหวัดสุรินทร์
ก่อนหน้านั้นโมนาตั้งใจจะเป็นครูสอนภาษาอังกฤษหรือวิชาอื่น ๆ ให้กับเด็กในโรงเรียนที่ห่างไกลในต่างอำเภอ ตนเองยังไม่ได้เป็นที่รู้จัก เมื่อได้รับตำแหน่งนางงามแล้ว จึงได้เริ่มโครงการ “นางสาวสุรินทร์พบน้อง” ซึ่งได้รับความร่วมมือจากผู้คนในพื้นที่มากขึ้น โครงการนี้ได้ดำเนินการไปแล้วประมาณ 20 โรงเรียนในพื้นที่ห่างไกล โดยเป็นการพูดสร้างแรงบันดาลใจและทำกิจกรรมเพื่อสังคมให้กับเด็ก ๆ

เสน่ห์และจิตวิญญาณของผ้าไหมสุรินทร์
นอกเหนือจากเรื่องของเด็กและการศึกษาแล้ว โมนายังมีความสนใจประเด็นทางสังคมอื่น ๆ เช่น การรณรงค์ให้ใช้ถุงผ้า และการรักษาความสะอาดสิ่งแวดล้อม โดยการพาเด็กไปเก็บขยะตามที่สาธารณะ แต่ประเด็นสำคัญที่ทำให้โมนาหลงใหล คือเรื่องราวของผ้าไหม โดยเฉพาะผ้าไหมสุรินทร์ โดยพื้นฐานของครอบครัวของโมนาก็ชอบและสะสมผ้าไหมอยู่แล้ว แต่เมื่อได้มาเป็นนางงามสุรินทร์และเป็นที่รู้จัก ก็จะเลือกสวมใส่ผ้าไหมมากขึ้น ยิ่งได้สัมผัสและมีโอกาสได้เข้าไปเรียนรู้การทอผ้าด้วยตัวเอง เพื่อทำความเข้าใจถึงความหมายที่มาของแต่ละผืนและแต่ละสี
โมนาพูดคุยในครั้งนี้ว่า ตนเองนั้นไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับผ้าไหมโดยตรง สำหรับโมนาแล้ว การใส่ผ้าไหมไม่ใช่แค่เรื่องความสวยงาม แต่เป็นเรื่องของเอกลักษณ์และความเท่ อย่างเสื้อที่สวมใส่ในการถ่ายทำคลิปใน TikTok รวมถึงสัมภาษณ์เป็นเสื้อที่สั่งผลิตจากผ้าไหมสุรินทร์ที่มีเพียงตัวเดียวในโลก เป็นการออกแบบประยุกต์ให้เข้ากับคนรุ่นใหม่ โดยมองว่าการสวมใส่ผ้าไหมจึงไม่ใช่แค่การแต่งตัว แต่คือการแสดงออกถึงตัวตนที่ไม่ซ้ำใคร และยังเป็นการสนับสนุนเศรษฐกิจชุมชน ส่งต่อรายได้ถึงมือผู้ทอผ้าโดยตรง
ในช่วงโควิด-19 ระบาด มีโอกาสไปช่วยคุณยายขายผ้าไหม ซึ่งพบว่าคุณยายหลายท่านมีอาชีพทอผ้าไหมเพียงอย่างเดียวในการดำรงชีวิต ผ้าไหมแต่ละผืนมีคุณค่าเทียบเท่ากับชีวิตของคนคนหนึ่งหรือครอบครัวหนึ่ง จนได้พบเจอเรื่องราวที่สะเทือนใจ คือการได้พบคุณยายวัย 90 ปี ท่านหนึ่ง ที่เลือกสละผ้าผืนสุดท้ายที่เก็บไว้สำหรับใช้ในวันที่ตนเสียชีวิต ให้โมนาเอาไปขาย เพื่อต่อชีวิตตนเอง ทำให้ตระหนักว่า ผ้าไหมมีคุณค่ามากกว่าวัตถุ และเป็นการสะท้อนถึงคุณค่าจิตวิญญาณของผู้ทอ
จากข้อมูลผ้าไหมสุรินทร์ มีการประกาศลายผ้าอัตลักษณ์ประจำจังหวัดสุรินทร์ เมื่อวันที่ 26 มกราคม 2565 เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการถวายความจงรักภักดีและต่อยอดพระราชปณิธานในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง จังหวัดสุรินทร์ได้ตระหนักในคุณค่าแห่งภูมิปัญญางานหัตถกรรมทอผ้า ที่เป็นมรดกทางวัฒนธรรมท้องถิ่นชาวสุรินทร์อันควรค่าแก่การรักษา ส่งเสริม เผยแพร่ สืบสาน และสร้างสรรค์ศิลปะลวดลายบนผืนผ้าไหมให้คงอยู่สืบต่อไปที่สะท้อนความเป็นอัตลักษณ์มรดกทางภูมิปัญญา วิถีชีวิตประเพณีวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์อันโดดเด่นของจังหวัดสุรินทร์ จึงได้ประกาศลายผ้าอัตลักษณ์ประจำจังหวัดสุรินทร์ จำนวน 7 ลาย ได้แก่ 1. ผ้าโฮล 2. ผ้าอัมปรม, อันปรม 3. ผ้าสมอ, ผ้าสะมอ, ชมอ 4. ผ้าอันลุยซึม, อันลูนซีม, อันลูญซึม 5. ผ้าละเบิก 6. ผ้าสาคู และ 7. ผ้าหางกระรอก, ผ้ากะเนียว

ความท้าทายและการต่อยอดผ้าไหมในยุคปัจจุบัน
เรื่องความท้าทายผ้าไหม ส่วนตัวโมนามองว่ามีความกังวลเรื่องการทอผ้าไหมกำลังจะหายไป เนื่องจากการผลิตผ้าในปัจจุบันนั้นมีการผลิตจากโรงงาน ที่ทำได้ง่ายและรวดเร็วกว่า แต่มักขาด “อารมณ์ในผ้า” หรืออิทธิพลของเนื้อผ้าที่มีต่อความรู้สึกของเรื่องราว ความยากในขั้นตอนกระบวนการ, การรับรู้คุณค่าที่มีผลต่ออารมณ์โดยตรง ทั้งจากเนื้อสัมผัสของผ้าทอ ที่ให้ความรู้สึกสบายหรือระคายเคือง และที่มาสีของผ้าทอ นอกจากนี้ด้วยความที่ผ้าไหมยังค่อนข้างที่จะมีราคาสูง ทำให้เข้าถึงยากสำหรับคนรุ่นใหม่ เยาวชนรุ่นใหม่มักเริ่มรู้สึกว่าการใส่ผ้าไหมไม่จำเป็น หรือเหมาะเฉพาะคนบางกลุ่มเท่านั้น
สำหรับโมนา ในฐานะตัวแทนคนสุรินทร์ ที่มีแนวคิดใหม่มีความต้องการต่อยอดผ้าไหมให้เข้ากับไลฟ์สไตล์ปัจจุบัน โดยมีการเสนอว่า ควรนำผ้าไหมมาทำให้สวมใส่ได้ง่ายขึ้น เช่น การผลิตทำเป็นหมวกหรือกระเป๋าถือ รวมถึงการนำผ้าไหมเก่าที่ไม่ได้ใช้แล้ว มาต่อลายทำเป็นกระโปรง กระเป๋าเสื้อ หรือใช้เป็นเพียงส่วนเล็ก ๆ น้อย ๆ เพื่อให้คนเห็นภาพว่า ผ้าไหมมีความสวยงาม น่ารักและสามารถเข้ากับวัยรุ่นได้ อย่างไรก็ตาม โมนาเชื่อว่าการสืบสานควรเริ่มจากสถาบันครอบครัวและการปลูกฝังจากสิ่งใกล้ตัว และควรทำให้การสวมใส่ผ้าไหมกลายเป็นวิถีชีวิตประจำวันโดยธรรมชาติ โดยไม่ต้องเกิดจากการบังคับ นอกจากนี้โมนาก็ยังสามารถช่วยประชาสัมพันธ์และนำผ้าไหมสุรินทร์ไปต่อยอดสู่เวทีต่าง ๆ ได้
สิ่งที่ภาคภูมิใจที่สุดคือ การที่ตัวเองได้ร่วมงานกับหน่วยงานในจังหวัด รวมถึงการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) นำพาผ้าสุรินทร์บินไกลสุดขอบฟ้า ได้สวมใส่ผ้าทอไหมสุรินทร์และเป็นนางแบบถ่ายภาพกับผ้าไหมสุรินทร์ นำไปสื่อสารโฆษณาบนเครื่องบินของสายการบิน AirAsia นอกจากช้างสุรินทร์แล้ว ยังหวังผ้าไหมสุรินทร์เป็น Soft power ช่วยยกระดับ ต่อยอดการเข้าถึง และการรับรู้มากขึ้น
จุดเริ่มต้นเรื่องของช้างสู่ภาพยนตร์
นอกจากความหลงใหลในผ้าไหมสุรินทร์ของโมนาแล้ว เรื่องราวของช้าง สัตว์คู่บ้านคู่เมือง ที่เป็นสัญลักษณ์ของชาวจังหวัดสุรินทร์ แม้ว่าโมนาจะไม่ใช่คนสุรินทร์โดยกำเนิด แต่ก็มาเติบโตที่สุรินทร์ ก็เห็นช้างเดินผ่านหน้าบ้านทุกปี รู้สึกตื่นเต้นและประทับใจมากที่เห็นช้างเดินผ่านหน้าบ้าน
เคยตั้งคำถามกับตัวเองว่า ช้างจำนวนกว่า 200 เชือกเดินมาจากอำเภอท่าตูมได้อย่างไร และเกิดความประทับใจ ที่เห็นวิถีชีวิตของชาวบ้าน ที่ช่วยกันต้อนรับและป้อนน้ำช้างที่เดินผ่าน ทั้งนี้ในวัยเด็กของโมนาเป็นคนกลัวช้าง แต่เมื่อโตขึ้นและเข้าใกล้ชิดกับช้างมากขึ้นก็พบว่าช้างน่ารัก จึงได้คำตอบที่เคยตั้งคำถามไว้ และจากประสบการณ์และความผูกพันกับช้าง เป็นแรงบันดาลใจทำให้โมนาและครอบครัว เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงตัดสินใจสร้างภาพยนตร์เรื่อง “10+1 IN THE ELEPHANT WORLD” ซึ่งเป็นภาพยนตร์นอกกระแสที่ทำกันเอง ฉายในโรงภาพยนตร์แบบเช่าเหมาโรง
เนื้อหาของภาพยนตร์ที่เกี่ยวข้องกับเด็ก 10 คน และช้าง 1 เชือก แรงบันดาลใจสำคัญที่ทำให้เกิดภาพยนตร์นี้คือเรื่องราวของ “น้องชบาแก้ว” ซึ่งเป็นลูกช้างพลัดหลงกับแม่ในป่าที่บึงกาฬ และได้รับบาดเจ็บจากการตกท่อ ชบาแก้วถูกนำมาอนุบาลที่หมู่บ้านช้างสุรินทร์ โมนาได้ไปเยี่ยมและป้อนนมชบาแก้ว เนื่องจากช้างเด็กต้องการนม ช้างเชือกนี้ทำให้เธอรู้ว่าช้างมีความรักและสามารถอยู่ใกล้ชิดกับคนได้เหมือนแมว แต่ชบาแก้วถูกส่งตัวกลับบึงกาฬก่อนจะแข็งแรงดี และเสียชีวิตในป่าในคืนช่วงหน้าฝน เหตุการณ์นี้นำไปสู่การค้นคว้าและพบว่าสาเหตุการตายคือ เฮอร์ปีไวรัสในช้าง (Herpesvirus) ซึ่งเป็นโรคที่ไม่ค่อยมีใครรู้จัก ไวรัสนี้สามารถฆ่าช้างเล็กได้ภายใน 24 ชั่วโมง หากไม่ได้รับวัคซีน แม้จะมีวัคซีน แต่ราคาสูงเกินกว่าที่ควาญช้างจะแบกรับได้
โมนาจึงรู้สึกว่าควรมีวิธีการซัพพอร์ตทั้งควาญช้างและช้างมากกว่านี้ ภาพยนตร์ จึงถูกสร้างขึ้นเพื่อสอดแทรกเรื่องราวของการดูแลช้างและการเฝ้าระวังโรคนี้ เพื่อเผยแพร่ความรู้ให้คนเมืองช้างได้ตระหนัก โรคนี้จะเกิดเฉพาะกับช้างเล็กที่อายุต่ำกว่า 10 ปี นอกจากภาพยนตร์แล้ว โมนาได้แต่งเพลงประกอบภาพยนตร์ด้วย ซึ่งเป็นเพลงแรกที่แต่ง โดยใช้มุมมองของเด็กที่ตั้งคำถามถึงการสูญเสียและการกลับมา โดยเฉพาะคำถามที่ว่า “ตลอดไปมันมีจริงไหม” โดยสามารถรับชมตัวอย่างได้ทางยูทูปช่อง ภาพยนตร์คนสุรินทร์
โมนาเชื่อว่า การขับเคลื่อนคุณค่าและวัฒนธรรมท้องถิ่นในจังหวัดสุรินทร์ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องผ้าไหมหรือช้าง เป็นสิ่งที่ต้องใช้พลังของคนสุรินทร์ในการผลักดันในส่วนของคุณค่าและแก่นแท้ให้เกิดการรับรู้มากขึ้น มุ่งเน้นการนำเสนอประเด็นที่คนไม่ค่อยรู้เกี่ยวกับช้างและผ้าไหมรวมถึงของดีอื่นๆ ในรูปแบบสื่อที่คนรุ่นใหม่สามารถทำได้ เพื่อให้เรื่องราวเหล่านี้มีคุณค่าและถูกกล่าวถึงในวงกว้างมากขึ้น และการที่โมนาพยายามนำเสนอ “ผ้าไหม” และ “วิถีช้าง” ของสุรินทร์ในรูปแบบใหม่และสร้างสรรค์นั้น เปรียบเสมือนการนำเมล็ดพันธุ์เก่าแก่ที่มีคุณค่ามาเพาะปลูกในกระถางสมัยใหม่ เพื่อให้คนรุ่นใหม่เห็นว่ารากเหง้าเหล่านั้นไม่ได้ล้าสมัย แต่ยังคงเติบโตและงดงามได้อย่างน่าภาคภูมิใจในโลกปัจจุบัน
