Category: งานบุญประเพณี

  • สืบสานงานบุญประเพณีบั้งไฟตะไลล้านบ้านกุดหว้า ปลอดเหล้า ปลอดภัย ประจำปี 2568

    สืบสานงานบุญประเพณีบั้งไฟตะไลล้านบ้านกุดหว้า ปลอดเหล้า ปลอดภัย ประจำปี 2568

    บุญประเพณีปลอดเหล้า

    วัฒนธรรมผู้ไทบุญบั้งไฟตะไลล้าน (ปลอดเหล้า ปลอดภัย ปลอดการพนัน)

    ประเพณีบุญบั้งไฟ เป็นประเพณีที่ชาวไทยอีสานยึดถือปฏิบัติและสืบทอดกันมาตั้งแต่สมัยโบราณ เพื่อรักษาไว้ซึ่งขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงามของท้องถิ่น เป็นการทำนุบำรุงศิลปะ จารีตประเพณี ภูมิปัญญาท้องถิ่น และวัฒนธรรมอันดีงามที่ควรอนุรักษ์ไว้ให้อนุชนรุ่นหลังได้สืบทอดต่อไป ทั้งยังเป็นความเชื่อของชาวไทยอีสานว่าการจุดบั้งไฟเป็นการบูชาพญาแถน เพื่อขอให้ฝนตกต้องตามฤดูกาล ทำให้พืชพันธุ์ธัญญาหาร ข้าวกล้าในนาอุดมสมบูรณ์ ประเพณีวัฒนธรรมผู้ไทบุญบั้งไฟตะไลล้าน ถือได้ว่าเป็นประเพณีที่เป็นเอกลักษณ์ของพี่น้องประชาชนชาวตำบลกุดหว้า อำเภอกุฉินารายณ์ จังหวัดกาฬสินธุ์ ทุก ๆ ปี จะได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวและสื่อมวลชนมาเที่ยวชมงานเป็นจำนวนมาก อีกทั้งยังเป็นภารกิจหนึ่งที่อยู่ในอำนาจหน้าที่ของเทศบาล เพื่อประโยชน์สุขของประชาชน ทั้งนี้ต้องเป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ หลักเกณฑ์และวิธีการที่กระทรวงมหาดไทยกำหนด

    จังหวัดกาฬสินธุ์ โดยเทศบาลตำบลกุดหว้า จึงเห็นความสำคัญของงานประเพณีดังกล่าว ในการที่จะร่วมอนุรักษ์สืบสานเอกลักษณ์วัฒนธรรมประเพณีของชาวไทยอีสานให้คงอยู่สืบไป เทศบาลตำบลกุดหว้า จึงร่วมกับอำเภอกุฉินารายณ์ องค์การบริหารส่วนจังหวัดกาฬสินธุ์ สำนักงานจังหวัดกาฬสินธุ์ สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดกาฬสินธุ์ สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดกาฬสินธุ์ องค์การบริหารส่วนตำบลนาไคร้ สภาวัฒนธรรมจังหวัดกาฬสินธุ์ สภาวัฒนธรรมเทศบาลตำบลกุดหว้า มูลนิธิเครือข่ายพลังสังคม สำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า (สคล.) หน่วยงานราชการ สถานศึกษา องค์กรภาครัฐ ภาคเอกชน และกลุ่ม พลังมวลชน จึงกำหนดให้มีการจัดงานประเพณีวัฒนธรรมผู้ไทบุญบั้งไฟตะไลล้าน (ปลอดเหล้า ปลอดภัย ปลอดการพนัน)

    งานประเพณีบุญบั้งไฟตะไลล้านกุดหว้า ประจำปี 2568

    จัดขึ้นระหว่างวันที่ 17-18 พฤษภาคม โดยมีกิจกรรมเด่นๆ ที่น่าสนใจ คือ

    • การจุดบั้งไฟตะไลล้าน ตะไลหมื่น ตะไลแสน ที่ิย่งหญ่และสวยงาม
    • ขบวนแห่บุญบั้งฟที่มีเอกลักษณ์งดงาม การฟ้อนรำ วิถีชีวิตชาวกุดหว้า การแสดงสร้างสีสันในขบวน การโชว์ผลิตภัณฑ์ของดีของชุมชน
    • กิจกรรมรณรงค์พื้นที่และกิจกรรมสร้างสรรค์ ปลอดเหล้า เพื่องานนี้เป็นพื้นที่ตัวอย่างของงานบุญประเพณีปลอดแอลกอฮอล์ เพื่อส่งเสริมสุขภาพและความปลอดภัยสำหรับคนที่มาเที่ยวชบั้งตะไล
    • การแสดงพื้นบ้าน ดนตรีหมอลำ และการแสดงทางวัฒนธรรมที่วัดกกต้อง
    • มีการจำหน่ายสินค้าโอทอป อาหารพื้นเมือง และผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น

    เครือข่ายงดเหล้าจังหวัดกาฬสินธุ์ เครือข่ายองค์กรงดเหล้าภาคอีสานตอนบน ร่วมกับเทศบาลตำบลกุดหว้า และชุมชนบ้านกุดหว้า จัดกิจกรรมรณรงค์สร้างสรรค์ งานบุญบั้งไฟตะไลล้านกุดหว้าปลอดเหล้า ปลอดภัย ซึ่งได้มีการดำเนินการมากว่า 10 ปี อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เกิดพื้นที่งานบุญประเพณีที่ปลอดภัย เด็กเยาวชนมีกิจกรรมสร้างสรรค์ มีส่วนร่วมทั้งในขวนแห่ และวันจุดบั้งไฟ ด้วยการรณรงค์งดเหล้าในงานบั้งฟตะไลล้านกุดหว้า จาก 8 ชุมชน 8 ขบวน ถือเป็นความร่วมมืออย่างดี ระหว่าง ชุมชน อปท. ภาคีเครือข่าย กลุ่มเยาวชน และหน่วยงานในพื้นที่ เพื่อให้งานนี้ยังคงอตลักษณที่งดงามและปลอดภัยอย่างดีเสมอมา

  • สคล.เลย ร่วมกับอำเภอเอรวัณ สร้างสรรค์พื้นที่งานบุญประเพณีบุญบั้งไฟเอราวัณ ปลอดภัย ประจำปี 2568

    สคล.เลย ร่วมกับอำเภอเอรวัณ สร้างสรรค์พื้นที่งานบุญประเพณีบุญบั้งไฟเอราวัณ ปลอดภัย ประจำปี 2568

    เครือข่ายงดเหล้าจังหวัดเลย ร่วมกับอำเภอเอราวัณจังหวัดเลย เจ้าภาพจัดงานประเพณีบุญบั้งไฟเอราวัณ ประจำปี 2568 ระหว่างวันที่ 17-19 พฤษภาคม 2568 ณ อำเภอเอราวัณ

    โดยมีขบวนแห่อย่างยิ่งใหญ่ ในวันที่ 17 พฤษภาคม และพิธีเปิดที่สนามโรงเรียนบ้านเอราวัณ และจะมีการจุดบั้งไฟที่ลานหลังสำนักงานเทศบาลตำบลผาอินทร์แปลง

    จากความร่วมมือระหว่างอำเภอเอราวัณ นำโดยนายกฤษณะ รักษ์มณี นายอำเภอเอราวัณ หน่วยงานในอำเภอ สถานศึกษา และเครือข่ายงดเหล้าจังหวัดเลย ได้มีการดำเนินงานตามนโยบายสาธารณะจังหวัดเลย ขับเคลื่อนงานบุญประเพณีปลอดเหล้า ปลอดภัย ที่งานประพณีบุญบั้งไฟเอราวัณ เพื่อลดปัจจัยเสี่ยงที่อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์ได้

    โดยนายอำเภอเอราวัณได้ออกประกาศว่าด้วยการกำหนดพื้นที่จัดงานบุญบั้งไฟเอราวัณเป็นพื้นที่งานปลอดเหล้า ปลอดภัย ปลอดการพนัน ทั้งนี้บริเวณฟุตบาทสาธารณะ บริเวณสถานมี่ราชการตามกฎหมายที่จัดงานนี้ขึ้น ห้ามมิให้มีการจำหน่ายและดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ รวมถึงบนถนนสายหลักเลย-หนองบัวลำภู ที่เป็นเส้นทางขบวนแห่บั้งไฟ จากนั้นชุด ชรบ. ภาคีเครือข่ายได้มีการนำประกาศอำเภอเอราวัณ ประชาสัมพันธ์และแจกจ่ายให้กับร้านค้าในพื้นที่จัดงานทั้งในโรงเรียนบ้านเอราวัณ สนง.เทศบาลตำบลผาอินทร์แปลง และบนเส้นหลักที่มีขบวนแห่ ได้ใช้รถกระจายเสียงประกาศและขอความร่วมมือให้ปฏิบัติตามที่ทางอำเภอได้มีประกาศไว้

    ถึงแม้ว่างานประเพณีบุญบั้งไฟจะเป็นงานที่ยากในการควบคุมการดื่ม แต่หากได้รับความร่วมมือจากหลายภาคส่วนร่วมมือกันปกป้องลูกหลานเยาวชน และทุกๆคนที่เข้ามาเที่ยวชมงานในพื้นที่ ไม่ให้เกิดอันตราย หรือได้รับผลกระทบจากความเสี่ยงต่างๆ ด้วยการสร้างพื้นที่ปลอดภัย พื้นที่ร่วมสำหรับทุกเพศ ทุกวัย ที่มีความปลอดภัย ก็จะทำให้งานบุญบั้งไฟที่ยิ่งใหญ่ของเอราวัณนี้ เป็นงานประเพณีที่งดงาม ทรงคุณค่า และผู้คนอยากมาเที่ยวมากขึ้น

  • เครือข่ายพระสงฆ์นักพัฒนาสังฆะเพื่อสังคม 9 ภาค เชิญชวนคนไทยจัดบวชลูกหลานช่วงเทศกาลสงกรานต์แบบ “บวชสร้างสุข” ประหยัด เรียบง่าย  ยึดพระธรรมวินัย ลดค่าใช้จ่าย ลดความรุนแรง ลดฆ่ากันตาย ได้บุญเต็มร้อย ถือเป็นการสืบทอดพระพุทธศาสนาอย่างแท้จริง

    เครือข่ายพระสงฆ์นักพัฒนาสังฆะเพื่อสังคม 9 ภาค เชิญชวนคนไทยจัดบวชลูกหลานช่วงเทศกาลสงกรานต์แบบ “บวชสร้างสุข” ประหยัด เรียบง่าย  ยึดพระธรรมวินัย ลดค่าใช้จ่าย ลดความรุนแรง ลดฆ่ากันตาย ได้บุญเต็มร้อย ถือเป็นการสืบทอดพระพุทธศาสนาอย่างแท้จริง

    “เทศกาลสงกรานต์เป็นช่วงเวลาสำคัญที่คนไทยนิยมบวชพระเพื่อสร้างบุญกุศลและตอบแทนบุพการี ถือเป็นประเพณีที่สืบทอดกันมายาวนาน อย่างไรก็ตาม การบวชในปัจจุบันมักมีค่าใช้จ่ายสูง และบางพื้นที่ยังมีการเฉลิมฉลองเกินขอบเขต นำไปสู่ปัญหาความรุนแรงและอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นในช่วงเทศกาล ด้วยเหตุนี้ เครือข่ายพระสงฆ์นักพัฒนาสังฆะเพื่อสังคม 9 ภาค จึงออกมาเชิญชวนให้ประชาชนจัดบวชลูกหลานตามแนวทาง “บวชสร้างสุข” ที่เน้นความเรียบง่าย ประหยัด และยึดมั่นในพระธรรมวินัย ไม่เพียงช่วยลดค่าใช้จ่าย แต่ยังลดปัญหาความขัดแย้ง ลดเหตุทะเลาะวิวาท และลดการสูญเสียชีวิตในช่วงสงกรานต์ พร้อมทั้งส่งเสริมให้การบวชเป็นไปเพื่อสืบทอดพระพุทธศาสนาอย่างแท้จริง ได้บุญเต็มร้อย และเป็นกุศลที่ยิ่งใหญ่แก่ครอบครัวและสังคมไทย”

    วันที่ 30 มีนาคม 2568  ณ ห้องประชุมพระคุณพ่อ  พิพิธภัณฑ์การเกษตรเฉลิมพระเกียรติ อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี เครือข่ายพระสงฆ์นักพัฒนาสังฆะเพื่อสังคม 9 ภาค ได้ประชุมถอดบทเรียนการทำงานขับเคลื่อน “โครงการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะงานบวชสร้างสุขสู่สุขภาวะของชุมชนและสังคมด้วยหลักพุทธธรรม” โดยมีพระครูสุวรรณโพธิวรธรรม ประธานเครือข่าย และประธานมูลนิธิสังฆะเพื่อสังคม เป็นประธาน ได้สรุปบทเรียนข้อมูลที่ผ่านมาว่า สังคมไทยชาวพุทธมีค่านิยมในการจัดงานบวช เพื่อตอบโจทย์ทางเศรฐกิจเชิญแขกจำนวนมาก มีมหรสพเลี้ยงฉลองด้วยน้ำเมา มุ่งเน้นความสนุกสนานมากเกินไป  ใช้จ่ายเงินจำนวนมากจัดงานบวช จากการสำรวจข้อมูลค่าใช้จ่ายการจัดงานบวช 9 ภาค ขนาดเล็ก  50,000 ถึง 200,000 บาท, ขนาดกลาง 200,001-500,000 บาท,ขนาดใหญ่ 500,001 – หลักล้านบาท ทั้งนี้ ผลการสำรวจข้อมูลคนไทยกลุ่มตัวแทน 9 ภาคส่วนใหญ่ 90 กว่าเปอร์เซ็นต์ ต้องการจัดงานบวชแบบเรียบง่าย ยึดพระธรรมวินัย แต่ขาดพระผู้นำ เจ้าภาพต้นแบบ และผลการสำรวจข้อมูลการเกิดความรุนแรงในงานบวชหลังโควิดช่วงเดือน กรกฎาคม 2565 ถึง กรกฎาคม 2567 ระยะเวลา 2 ปี จากเว็บไซต์สำนักข่าวกระแสหลักและสำนักข่าวท้องถิ่นพบว่า  เกิดเหตุทะเลาะวิวาท 30 ครั้ง บาดเจ็บมากกว่า 70 ราย เสียชีวิต 14 ราย สาเหตุมาจากมีมหรสพ  ดนตรี และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ทั้งที่เป็นกิจกรรมที่เกี่ยวข้องทางศาสนาน่าจะนำไปสู่ความสุข ความสามัคคีของคนไทยท้องถิ่น  แต่เป็นเหตุก่อความทุกข์ให้เกิดขึ้นแก่ผู้จัดงาน และสังคม

    ส่วนบทเรียนการทำงาน 1 ปีที่ผ่านมา เครือข่ายพระสงฆ์ฯ ได้เชิญชวน สื่อสารผ่านช่องทางต่าง ๆ ผลักดันให้เป็นนโยบายในระดับต่าง ๆ ทำให้ญาติโยมสนใจจัดงานแบบ “บวชสร้างสุข” ในวัด จำนวน 1,593 งาน  จัดที่บ้าน จำนวน 599 งาน รวมนาค 3,085 นาค(พระ)  สามารถประหยัดค่าใช้จ่ายในการจัดงานมากกว่า 300 ล้านบาท และประหยัดค่าเหล้าเบียร์กว่า 60 ล้านบาท เจ้าภาพ ชุมชนมีความสุข ประหยัดค่าใช้จ่าย ไม่มีความเสี่ยงระหว่างจัดงาน สุดท้ายไม่เป็นหนี้สินในการจัดงานบวช

    ด้านพระครูสุวรรณโพธิวรธรรม ได้ย้ำว่า การจัดงานบวชแบบเรียบง่าย ประหยัด ไม่มอมเมาแขกที่มาร่วมอนุโมทนา ด้วยมหรสพ ดนตรี และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เรียกว่า การบวชสร้างสุข ยึดพระธรรมวินัย ถือเป็นการสืบทอดพระพุทธศาสนาอย่างแท้จริง

    พระครูโพธิวีรคุณ เจ้าคณะอำเภอปทุมรัตน์ และเจ้าอาวาสวัดโพธิการาม จังหวัดร้อยเอ็ด ประธานคณะทำงานเครือข่ายสังฆะเพื่อสังคมภาคอีสานตอนบน กล่าวว่า ที่ผ่านมาการขับเคลื่อนงานบวชสร้างสุขภาคอีสานตอนบน ตั้งแต่ ปี 2566 จนถึงปัจจุบัน นั้นพบว่า ได้ช่วยให้ญาติโยมพุทธศาสนิกชนลดค่าใช้จ่ายในการจัดงานบวชได้มากกว่าห้าสิบหกล้านบาท และทำให้ญาติโยมมีความสุขจากงานบวชแบบประหยัด เรียบง่าย มากถึง 425 งาน

    ดังนั้น  ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่จะมาถึงนี้ ทางภาคอีสานตอนบน จึงอยากขอเชิญชวน เพื่อลดค่าใช้จ่าย ไม่มีดนตรีแห่ หันมาจัดงานบวชแบบเรียบง่าย โดยการปรึกษากับเจ้าอาวาส พระอุปัชฌาย์ ในการจัดงานบวชที่ส่งเสริม การ ลด ละ เลิก เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ อบายมุข และเป็นการประหยัดค่าใช้จ่าย จึงขอเชิญชวน ญาติโยมชาวอีสานบน และขอนิมนต์ พระอุปัชฌาย์ในภาคอีสานบนทุกวัด ประกาศงานบวชปลอดเหล้า “อย่าให้ลูกหลานเรา ทั้งเมา ทั้งบวช”  ให้เกิดความสุข ยึดตามพระธรรมวินัย ประหยัด และเรียบง่าย

    พระครูปริยัติสุวัฒนาภรณ์ เจ้าคณะตำบลทับมา และเจ้าอาวาสวัดทับมา อ.เมือง จ.ระยอง ประธานคณะทำงานเครือข่ายสังฆะเพื่อสังคมภาคตะวันออก กล่าวว่า ขอเจริญพรพุทธศาสนิกชนทุกท่านที่ประสงค์จะบวชในช่วงเทศกาลสงกรานต์ หรือใคร่จะบวชเรียนศึกษา พระธรรมวินัย ในทางพระพุทธศาสนา  สามารถติดต่อไปทางวัดในเครือข่ายได้ทุกจังหวัด หรือจัดงานบวชในวัดอื่นๆ ขอเจริญพรเชิญชวนให้จัดงานบวชแบบประหยัด เรียบง่าย ยึดพระธรรมวินัย จะได้ประโยชน์สูง ประหยัดสุด และสร้างความสุขอย่างแท้จริง

    พระครูสุมณฑ์ธรรมธาดา เจ้าคณะตำบลคลองกระจงและเจ้าอาวาสวัดคลองกระจง อ.สวรรคโลก จ.สุโขทัย ประธานคณะทำงานเครือข่ายสังฆะเพื่อสังคมภาคเหนือตอนล่าง กล่าวว่า ขอเชิญชวนญาติโยมทั้งหลายได้บวชลูกบวชหลาน ด้วยการประหยัด เรียบง่าย ปลอดภัย ยิ่งในภาวะปัจจุบัน เศรษฐกิจของบ้านเรายังไม่ดี รายได้ต่างก็หายาก ยิ่งถ้าเราไปจัดงานบวชลูกหลาน โดยการฟุ่มเฟือย ก็เหมือนกับการ “ตำน้ำพริก ละลายแม่น้ำ” ซึ่งแทนที่แล้ว ถ้าเราจะนำงบประมาณเราจะจัดงานบวช มาเป็นทุนให้ลูกหลาน ที่ต่อไปต้องมีครอบครัว ทำมาหากิน ได้ใช้ประโยชน์  หรือถ้าลูกหลานยังบวชอยู่มั่นคงก็เป็นทุนให้กับลูกหลานแล้วศึกษาเล่าเรียนต่อไป  โดยเฉพาะปัจจุบันพระสงฆ์ในแต่ละวัดก็ลดจำนวนน้อยลงไปในทุกวัด ศาสนทายาทก็จะหายากลงไปทุกที เพราะฉะนั้นการจัดงานบวชแบบประหยัด เรียบง่าย ปลอดเหล้า ปลอดภัย บวชเอาพรรษา ศึกษาพระธรรมวินัย และมุ่งเป็นศาสนทายาทที่ดี เป็นหนทางที่ดี ที่ถูกต้อง

    พระครูสมุห์วิเชียร คุณธมฺโม วัดเจดีย์แม่ครัว อำเภอสันทราย  จ.เชียงใหม่  ประธานคณะทำงานเครือข่ายสังฆะเพื่อสังคมภาคเหนือตอนบนกล่าวว่า “บวชอย่างมีสุขภาวะ อยู่เป็นพระอย่างมีคุณค่า แม้ลาสิกขาก็ยังมีศรัทธาที่ตั้งมั่น”  จึงขอเชิญชวนชาวพุทธ โดยเฉพาะลูกหลานที่เป็นผู้ชาย ที่จะเข้ามาบวชในพระพุทธศาสนา ทั้งนี้ทั้งนั้น  ก็เพื่อช่วยกันสืบทอดอายุพระพุทธศาสนาส่วนหนึ่ง และเพื่อทดแทนบุญคุณบิดามารดาส่วนหนึ่ง ซึ้งส่วนนี้เป็นประเพณีนิยมที่ชาวพุทธเราสืบทอดกันมา การจะได้จะมีโอกาสมาบวชสักครั้งหนึ่งในชีวิต ก็ควรจัดงานบวชแบบประหยัด เรียบง่าย ปลอดเหล้า ปลอดภัย ปลอดอบายมุขเพราะฉะนั้นเรื่องการทำบุญ  การบวช เป็นเรื่องที่สำคัญ ซึ่งการทำบุญเพื่อเอาบุญ นั้นไม่ใช่ปัญหา แต่การทำบุญเพื่อเอาหน้า อาจจะนําพาไปสู่อบายภูมิได้

    พระครูภัทรธรรมคุณ เจ้าคณะอำเภอพัฒนานิคม เจ้าอาวาสวัดพัฒนาธรรมาราม อ.พัฒนานิคม จ.ลพบุรี ประธานคณะทำงานสังฆะเพื่อสังคมภาคกลาง/ปริมณฑล กล่าวว่า การบวชตามพุทธประสงค์ ช่วงเทศกาลสงกรานต์มักมีผู้จัดงานบวชกุลบุตร ตามประเพณีเป็นจำนวนมากรู้สึกว่าจัดงานกันเสียใหญ่โต มีโต๊ะจีน ดนตรี เลี้ยงสุราในงานบวชนาค แห่นาคกันเป็นชั่วโมงกว่าจะเข้าโบสถ์ สนุกสนานรื่นเริงบันเทิงใจกันมาก  เสมือนว่ามีการแข่งขันกันจัดงาน ข้าต้องดีกว่าใคร ในทำนอง บางแห่งมีตีกัน รวมไปถึงทำร้ายร่างกายกัน ยกพวกตีกัน ตลอดไปจนถึงฆ่ากันตายในงานบวชก็มี  การบวชนั้น ถ้าได้ตัด “รีตอง”ออกไป ให้เหลือแต่ “พิธี” ก็จะใช้เงินน้อยเพียงไม่กี่ร้อยบาทก็บวชได้ ถ้าไม่มีจริง ๆ เข้าไปหาพระที่ท่านมีเมตตาจิตร ท่านจะสงเคราะห์แน่นอน และถ้าตัดส่วนเกินออก เช่น สุรา น้ำอัดลม อาหารที่ไม่จำเป็น (ล้มวัว ควาย หมูฯ) ปีพาทย์ แตรวง ทำขวัญ ดนตรี ลิเกออกเสียได้  ก็จะประหยัดไปได้เยอะเลย แต่สุดท้ายบางรายเสร็จงานเจ้าภาพมีหนี้สินรุงรัง กินเหล้า เมามาย จนนำไปสู่การทะเลาะวิวาท ในงานบวช ดังที่เป็นข่าวอยู่ทุกวันนี้ ดังคำโบราณว่า “จะบวช หรือจะบาป” เรามาบวชแบบเรียบง่ายได้บุญกันดีกว่า คือ บวชตามพุทธประสงค์ การบวชพระ คือการปฏิบัติเพื่อ 1 ละเว้นความชั่ว 2.เพิ่มพูนความดี มีประโยชน์ที่ยิ่งใหญ่ต่อคนบวช ประชาชน ประเทศชาติโดยแท้จริง “ถ้าคนที่บวชพระ บวชด้วยความจริงใจ”

    ด้านพระอธิการโสภณ  ปิยธมฺโม เจ้าอาวาสวัดโพนขวาว  อ.หัวตะพาน จ.อำนาจเจริญ ประธานคณะทำงานเครือข่ายสังฆะเพื่อสังคมภาคอีสานตอนล่าง กล่าวว่า ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ประจําปี 2568 ที่จะถึงอีกไม่กี่วัน ข้างหน้านี้  จะได้เชิญชวนศรัทธา สาธุชนญาติโยม ได้นํากุลบุตรเข้ามาบวชเป็นการสืบทอดพระพุทธศาสนา และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในเดือนเมษายนนี้  หลายวัด หลายอําเภอ หลายจังหวัด จัดโครงการบรรพชาสามเณรภาคฤดูร้อน  ซึ่งในแต่ละปีก็จัดเพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้าฯลฯ เนื่องในวันคล้ายวันพระราชสมภพ 2 เมษายนทุกปี ดังนั้น ในปีนี้ก็ขอเชิญชวนญาติโยม จะนำกุลบุตรหลานมาบวชสามเณร หรือจะบวชพระขอให้จัดงานบวชแบบประหยัด เรียบง่าย ยึดพระธรรมวินัย ลดค่าใช้จ่าย เลี่ยงความรุนแรงที่ยังไม่เกิด จึงจะได้ประสบสุขตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้

    ส่วนพระมหาบวร ปวรธมฺโม  เลขานุการเจ้าคณะจังหวัดนครศรีธรรมราช และเจ้าอาวาสวัดบุญนารอบ อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช ประธานเครือข่ายสังฆะเพื่อสังคมภาคใต้ตอนบน กล่าวว่า ในช่วงเดือนเมษายนนี้เป็นช่วงของการปิดภาคเรียนการศึกษาของเด็กและเยาวชน จึงขอเจริญพรเชิญชวนญาติโยมได้นำพาลูกหลานไปบวช สามเณรภาคฤดูร้อน เพื่อจะได้ศึกษาพระธรรมทางพระพุทธศาสนา และนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน และอีกส่วนหนึ่งที่ทางสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ได้พยายามรณรงค์ และสนับสนุนให้มีการจัดทำโครงการบวชสร้างสุข ทำให้เราได้มีความสุขในการที่จะได้เข้ามาบวช ไม่ว่าจะเป็นการบวชภาคฤดูร้อน หรือการบวชปกติ  หรือการบวชเพื่อเข้าพรรษา ซึ่งปัจจุบันนี้จำนวนพระสงฆ์เราก็ลดลงอย่างเห็นได้ชัด ดั้งนั้น อาตมาภาพในฐานะเครือข่ายพระสงฆ์นักพัฒนาสังฆะเพื่อสังคมภาคใต้  ก็ขอเจริญพรญาติโยม ได้นำลูกหลานไปบวช “บวชสร้างสุข ไร้ทุกข์ภัย บวชทั้งกาย บวชทั้งใจ บุญยิ่งใหญ่ ห่างไกลอบายมุข สุขยั่งยืน”

    พระครูอุดมสุวรรณสถิต เจ้าคณะอำเภอเขาชัยสน  และเจ้าอาวาสวัดสุวรรณประดิษฐาราม อ.เขาชัยสน จ.พัทลุง เครือข่ายสังฆะเพื่อสังคมภาคใต้ตอนล่าง  กล่าวว่า พื้นที่ภาคใต้ตอนล่าง ตั้งแต่จังหวัดพัทลุง ลงไปนั่นก็ถือว่าอยู่ในเครือข่ายที่จะต้องร่วมด้วยช่วยกันด้วยบางจังหวัดเป็นพื้นที่เสี่ยงภัย ขอประชาสัมพันธ์เพื่อวางแนวทางวางเป็นทัดฐานในการที่จะบวชสร้างสุขช่วง เมษายน 2568 นี้ และขอเชิญชวนพี่น้องชาวจังหวัดพัทลุง ในวันที่ 5 เมษายนนี้ อาตมาจะเป็นพระอุปัชฌาย์บรรชาสามเณรภาคฤดูร้อนของสํานักปฏิบัติธรรมพัทลุง และได้วางนโยบาย และแนวทางที่จะอบรมผู้เข้ามาบวชให้เป็นบรรทัดฐาน ว่า ตลอดงาน บวชแบบเรียบง่าย  ให้มีการสื่อสาร ประชาสัมพันธ์ ผู้ที่จะมาบวชในวัดใกล้บ้าน  มีการจัดหาอัฐบริขารให้ฟรี  ถือว่าสนองนโยบายคณะสงฆ์  และที่สำคัญตลอดระยะเวลามีของการบวชมีการอบมให้ความรู้อย่างเป็นระบบ เป็นต้น ดั้งคำขวัญที่ว่า “บวชสร้างสุข ขจัดทุกข์ได้ตลอดไป และใส่ใจบวชสร้างสุขตลอดชีวิต คิดอย่างมีคุณต่อพระพุทธศาสนา อย่างมั่นคง”

    ด้านนายชัยณรงค์ คำแดง ผู้จัดการโครงการบวชสร้างสุข และเลขานุการมูลนิธิสังฆะเพื่อสังคม ได้กล่าวส่งท้ายว่า นี่ก็ถือคำกล่าวของผู้แทนพระสงฆ์นักพัฒนาสังฆะเพื่อสังคมแต่ละภาคด้วยความเป็นห่วงคนไทยที่จะจัดงานบวชลูกหลานกลัวจะพบเรื่องที่ต้องเสียใจไปตลอดชีวิต จึงได้เชิญชวน คนไทยจัดบวชลูกหลานช่วงเทศกาลสงกรานต์ และช่วงเวลาอื่นๆ แบบ “บวชสร้างสุข” ประหยัด เรียบง่าย  ยึดพระธรรมวินัย ลดค่าใช้จ่าย ลดความรุนแรง ลดปัจจัยเสี่ยง  ลดฆ่ากันตายในงาน จะได้บุญเต็มร้อย ซึ่งถือเป็นการสืบทอดพระพุทธศาสนาอย่างแท้จริง

  • นักภาษณ์เรือสร้างสุขจังหวัดน่าน

    นักภาษณ์เรือสร้างสุขจังหวัดน่าน

    แข่งเรือน่านเป็นการส่งเสริม อนุรักษ์ประเพณีวัฒนธรรมให้คงสืบไป อีกทั้งเป็ฯการปลูกฝังจิตสำนึกให้ประชาชนในท้องถิ่นร่วมสืบสานวัฒนธรรมอันดีงามของจังหวัดน่าน และส่งเสริมสุขภาพ ในการลด ละเลิกเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ที่สำคัญความมัครสมานสามัคคีในชุมชน และรอบๆ ชุมชน
  • งานประเพณีแข่งขันเรือยาว แห่ปราสาทผึ้งออกพรรษา จ.สกลนคร พื้นที่สร้างสรรค์ และปลอดภัยสำหรับทุกคน

    งานประเพณีแข่งขันเรือยาว แห่ปราสาทผึ้งออกพรรษา จ.สกลนคร พื้นที่สร้างสรรค์ และปลอดภัยสำหรับทุกคน

    งานประเพณีแข่งขันเรือยาว แห่ปราสาทผึ้งออกพรรษา จ.สกลนคร

    วันที่ 11-18 ตุลาคม 2567 จังหวัดสกลนคร จัดงานประเพณีแข่งขันเรือยาว และแห่ปราสาทผึ้ง ประจำปี 2567 ณ บริเวณสวนสมเด็จพระศรีนครินทร์ (สระพังทอง )สกลนคร และสนามหน้าศูนย์ราชการจังหวัดสกลนคร โดยมีการจัดงานแข่งขันเรือยาวในวันที่ 12-13 ตุลาคม และงานแห่ปราสาทผึ้่ง ในวันที่ 12-18 ตุลาคม

    นายโกมุท ทีฆธนานนท์ นายกเทศมนตรีนครสกลนคร หน่วยงานหลักในการดำเนินการจัดงาน ร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ในจังหวัดสกลนคร มีการดำเนินงานภายใต้แผนสืบสานงานประเพณีที่ดีงามของจังหวัดสกลนคร ในขณะเดียวกันก็มีแผนการป้องกันความเสี่ยงต่าง ไม่ให้เกิดขึ้นในระหว่างการจัดงาน ทั้งเรื่องอุบัติเหตุ การทะเลาะวิวาท การจมน้ำ รวมถึงการละเมิดกฎหมายต่างๆ ด้วย

    ในงานแข่งขันเรือยาว ตั้งแต่เวลา เวลา 10.00 – 17.00.น. นายเทอดศักดิ์ จุลนีย์ สาธารณสุขอำเภอเมืองสกลนคร ได้มีการมอบหมายให้เจ้าหน้าที่สำนักงานฯ ออกปฏิบัติงาน รณรงค์ ประชาสัมพันธ์ ตาม พรบ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ.2551 และ พรบ.ควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ พ.ศ.2560 ในงานประเพณีแข่งขันเรือยาว “ชิงถ้วยพระราชทาน สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี” จังหวัดสกลนคร ประจำปี 2567 ณ สวนสมเด็จพระศรีนครินทร์ (สระพังทอง) “ปลอดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ปลอดบุหรี่ ปลอดการพนัน” โดยการติดป้ายประชาสัมพันธ์ รอบบริเวณงาน และประชาสัมพันธ์ผ่านโฆษกประชาสัมพันธ์งานและนักพากษ์เรือยาวตลอดทั้งวัน

    หน่วยงานที่ร่วมดำเนินการ ประกอบไปด้วย ผอ.ปภ.เขต 7 สกลนคร นายอำเภอเมืองสกลนคร/ นายกเทศมนตรีนครสกลนคร/ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรเมืองสกลนคร ภาคีเครือข่ายจาก ที่ทำการปกครองอำเภอเมืองสกลนคร/โรงพยาบาลสกลนคร/สถานีตำรวจภูธรเมืองสกลนคร/เทศบาลนครสกลนคร/วิทยาลัยเทคนิคสกลนคร/สาธารณสุขอำเภอเมืองสกลนคร/อสม.ชุมชนเมืองเทศบาลนครสกลนคร เครือข่ายองค์กรงดเหล้าภาคอีสานตอบน(สคล) และประชาคมงดเหล้าจังหวัดสกลนคร ดำเนินกิจกรรม

    1. รณรงค์ ประชาสัมพันธ์ เฝ้าระวัง ป้องกัน และบังคับใช้กฏหมายตาม พรบ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ.2551 และ พรบ.ควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ พ.ศ.2560
    2. การรณรงค์การป้องกันการจมน้ำ
    3. การเก็บข้อมูล แบบสอบถามความคิดเห็นฯ สำหรับประชาชนทั่วไป 200 ชุด เยาวชน 100 ชุด เจ้าหน้าที่ทุกภาคส่วน 50 ชุด และ ผู้ประกอบการร้านค้า 50 ชุด รวมทั้งมด 50 ชุด รวมทั้งสิ้น 400 ชุด

    สกลนคร เป็นเมืองแห่งประเพณีวัฒนธรรม ที่ผสมผสานความเป็นพื้นที่สร้างสรรค์ และกิจกรรมสร้างสรรค์สำหรับทุกกลุ่มวัยจริงๆ ไม่ว่าจะกิจกรรมช่วงงานแข่งเรือตอนกลางวัน หรือกิจกรรมในพื้นที่งานปราสาทผึ้งตอนกลางคืน เช่น

    1. บูธตัดผมและทำผมฟรีในสวนฯ ภายในงานแข่งเรือ
    2. การแสดงดนตรีพื้นเมือง จากสถานศึกษาต่างๆ
    3. การออกบูธให้ทดลองทำดอกผึ้ง และติดดอกผึ้ง
    4. กิจกรรมศิลปะ วาดภาพ ระบายสี และเขียนข้อความอธิษฐาน
    5. บูธแสดงสินค้าและลานอาหารปลอดภัย
    6. มุมถ่ายรูปประดับไฟสวยงาม ทั่วบริเวณงาน

    นอกจากนี้ยังเน้นความปลอดภัยเป็นสิ่งสำคัญ ทั้งเรื่องของการป้องกันภัยต่างๆ และจุดปฐมพยาบาลเกือบ 4-5 จุด ทั่วบริเวณงาน มีความเป็นพหุวัฒนธรรม ความเป็นเอกลักษณ์ สินค้า ของดี ความสามารถ ความร่วมมือจากส่วนต่างๆ ทั้ง ชุมชน วัด หน่วยงาน สถานศึกษา ของกลุ่มต่างๆ มารวมกันอยู่ในงานๆเดียวได้ อย่างลงตัว


    ภาพ/ข่าว : นาฎชฎา แจ้งพรมมา เครือข่ายองค์กรงดเหล้าภาคอีสานตอนบน

  • จอ.สหัสขันธ์ ขานรับนโยบาย “บวชสร้างสุข” พร้อมแจง ถึงเวลาสังคายนาพิธีกรรมงานบวชแล้ว คนอยากบวชสร้างสุขแต่การสื่อสารเข้าไม่ถึง

    จอ.สหัสขันธ์ ขานรับนโยบาย “บวชสร้างสุข” พร้อมแจง ถึงเวลาสังคายนาพิธีกรรมงานบวชแล้ว คนอยากบวชสร้างสุขแต่การสื่อสารเข้าไม่ถึง

    ค่านิยมการจัดงานบวชในสังคมไทยปัจจุบัน ส่งผลให้ชาวพุทธไทยสูญค่าใช้จ่ายหลักล้าน คนไม่มีเงิน ทุนน้อย ไม่กล้าบวช  ซ้ำร้ายการจัดงานใหญ่โต เลี้ยงฉลองน้ำเมา ทำให้เกิดเหตุการณ์ความรุนแรงและอุบัติเหตุในงานบวช มากกว่า 11 ครั้ง/ปี (95 ครั้ง จากผลสำรวจในปี 2559 – ก.ค. 2567) บาดเจ็บกว่า 23 ราย/ปี เสียชีวิตกว่า 7 ราย/ปี

    เมื่อวันจันทร์ที่ 23 กันยายน 2567 ที่ผ่านมา คณะสงฆ์จังหวัดกาฬสินธุ์ ได้จัดเวทีเสวนา ถอดบทเรียนงานบวชสร้างสุข อำเภอเมืองกาฬสินธุ์ พื้นที่ต้นแบบที่ขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะบวชสร้างสุข ภายใต้แนวคิด ประหยัด เรียบง่าย ยึดหลักพระธรรมวินัย โดยพระสงฆ์เป็นผู้นำในการสื่อสารกับ ชุมชนเจ้าภาพในการจัดงานบวชแบบเรียบง่าย เพื่อสร้างต้นแบบ ของการจัดงานบวช ต้านทานกระแสสังคมนิยม ที่มีค่านิยมการจัดงานบวชใหญ่โต แข่งขันฐานะ หน้าตาในสังคม อันส่งผลกระทบต่อพระพุทธศาสนา และสุขภาวะของชุมชน    

    พระครูจันทธรรมานุวัตร รองเจ้าคณะจังหวัดกาฬสินธุ์ องค์ประธานในเวทีเสวนา ได้กล่าวถึงการขับเคลื่อนงานที่ผ่านมาที่ทางคณะสงฆ์เองได้มุ่งมั่นตั้งใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพระเดชพระคุณ พระเมธีวัชราจารย์ เจ้าคณะจังหวัดกาฬสินธุ์ ได้สนับสนุนอย่างเต็มที่นโยบายบวชสร้างสุข  ดังนั้น รูปแบบที่จะบวชแก่บุคคลแบบสร้างสุขเข้ามาในพระพุทธศาสนา ให้กับคนในสังคม มีการยกย่องเชิดชูผู้ที่บวช ให้รู้สึกภาคภูมิใจ ในสิ่งที่ตนทำและเป็นแบบอย่างให้กับสังคม ในเวทีครั้งนี้เองก็จะมาร่วมกันสะท้อนบทเรียน ที่เราร่วมกันขับเคลื่อนมา เราได้มีการเก็บข้อมูลสถิติ จำนวน นาค หรือเจ้าภาพที่จัดงานบวชเข้ามาแบบเรียบง่าย ตามสิ่งที่เรารณรงค์

    สิ่งสำคัญในการแลกเปลี่ยนเสวนาครั้งนี้ อยากจะฝากกับทุกท่าน ที่เป็นเจ้าคณะ พระสังฆาธิการ โดยเฉพาะพระอุปัชฌาย์ เราควรที่จะร่วมกันส่งเสริมให้มีการบวชฟรี ตามวาระโครงการ จะทำให้ผู้ที่สนใจจะบวช เข้ามาบวชเยอะ สิ่งที่พวกเราทำตรงนี้ถือว่าเป็นต้นทาง กลางทางคือการที่ผู้บวชเข้ามาแล้วเราช่วยอบรมบ่มนิสัย ฝึกปฏิบัติ ปลายทางเมื่อเขาลาสิกขาออกไป หากมีการติดตามได้ก็จะเป็นการดี ว่าการที่เขาเข้ามาบวชในโครงการบวชสร้างสุข แล้วเมื่อลาสิกขาไปนั้นเป็นอย่างไร มีคุณภาพชีวิตที่ดี เป็นผู้มีอาชีพสุจริตดี ดำรงตนดีหรือ ไม่ก็จะเป็นการดี จากการขับเคลื่อนงานในส่วนของอำเภอเมืองเอง คณะสงฆ์เราเองก็มองเห็นว่า เป็นโครงการที่ดี ควรค่าแก่การรักษา และทำอย่างต่อเนื่อง มีการขยายผลไปยังพื้นที่อำเภออื่น ๆ ต่อไป

    พระครูปริยัติพุทธิคุณ (ฐิตคุโณ) เจ้าอาวาสวัดใต้โพธิ์ค้ำ ผู้รักษาการแทนเจ้าคณะอำเภอเมืองกาฬสินธุ์ กล่าวว่า ที่ผ่านมาทางวัดไม่ได้สนับสนุนแนวคิดเรื่องการแห่นาคเสียงดัง และมีค่าใช้จ่ายเป็นจำนวนมากๆ ในการจัดงานบวชโดยได้ให้แนวคิดว่าใครอยากได้บุญเยอะก็ให้จัดแบบเรียบง่าย ถ้ามีขบวนแห่นาคเสียงดังๆ ก็ให้แห่ได้จากบ้านมาแต่ไม่อนุญาตให้เข้ามาแห่ภายในวัด เมื่อมีนโยบายงานบวชสร้างสุขของอำเภอเมืองก็ได้เปิดทางเลือกให้ญาติโยมผู้ที่จะบวชลูกหลาน ไม่ต้องมีค่าใช้จ่ายเยอะมีแพ็คเกจเลือก 10,000 บาททางวัดจัดการอำนวยความสะดวกให้ครบจนเสร็จสิ้นงาน มีสถานที่ จัดตั้งกองบวชให้ ข้าวปลาอาหารเลี้ยงพระได้ทั้งวัด และที่สำคัญปัจจัย 10,000 บาทได้ถวายพระภิกษุสามเณรที่เป็นนักเรียนนักศึกษาภายในวัดด้วย

    ในส่วนของบทเรียนการขับเคลื่อนงานบวชสร้างสุขของอำเภอเมืองกาฬสินธุ์ เจ้าอธิการแดง ปญฺญาวโร เจ้าคณะตำบลบึงวิชัย วัดป่าชัยมงคล ได้กล่าวรายงานและนำเสนอในที่ประชุมว่า คณะสงฆ์อำเภอเมืองกาฬสินธุ์ได้ขับเคลื่อนงานโครงการบวชสร้างสุขโดยใช้เครื่องมือของ บันทึกความร่วมมือ (MOU) สร้างความเข้าใจและความร่วมมือของคณะสงฆ์ในอำเภอเมือง ทุกตำบล แลกเปลี่ยนและสร้างแนวทางร่วมกัน และได้มีการติดตามผลการดำเนินงานที่เกิดขึ้นพบว่า

    1. เกิดรูปธรรมต้นแบบงานบวชสร้างสุขในอำเภอเมืองกาฬสินธุ์ โดยมีเจ้าภาพให้ความสนใจร่วมจัดงานภายใต้แนวคิด งานบวชวิถีใหม่ เรียบง่าย เหมาะสม ลดปัจจัยเสี่ยง เลี่ยงโควิดยึดพระธรรมวินัย มากกว่า 30 งาน มีพระที่ผ่านกระบวนการบวชสร้างสุข ไม่ต่ำกว่า 59 รูป ซึ่งสามารถประหยัดค่าใช้จ่ายในการจัดงานจัดงาน โดยคิดเฉลี่ยงานละ 100,000 บาท x 59 นาค/รูป กว่า 5,900,000

    2. เกิดนวัตกรรมการเชิดชูผู้ที่บวชสร้างสุข ผ่านการมอบใบประกาศเกียรติคุณ ให้กับผู้ที่ผ่านกระบวนการบวชสร้างสุข และยังเป็นการสื่อสารไปยังผู้ที่ตัดสินใจจะบวชในอนาคตอีกด้วย ทั้งนี้ อำเภอเมืองกาฬสินธุ์ถือเป็นต้นแบบขยายไปสู่ ภาคอื่น ๆ ทั่วประเทศ และถือว่าเป็นการประทับตราว่า การบวชแบบเรียบง่ายคือการจัดงานบวชที่ถูกต้องตามหลักพระธรรมวินัย แก่ชาวพุทธ

    3. เกิดการสร้างการสื่อสาร รณรงค์ งานบวชสร้างสุขใบหลายรูปแบบ วัดต่าง ๆ ของอำเภอเมืองกาฬสินธุ์ ได้มีการติดป้ายรณรงค์ ภายในพื้นที่ และการสื่อสารผ่านสื่อสังคมออนไลน์อีกหลากหลายช่องทาง เช่น มีการ    ไลฟ์สด ผ่าน Facebook มีการสร้างคอนเทนต์ผ่าน TikTok  ในการรณรงค์ เชิญชวนให้บวชสร้างสุข เป็นต้น

    4. เกิดการประสานความร่วมมือการขับเคลื่อนงานบวชสร้างสุข ระหว่าง วัด บ้าน ราชการ

    ด้าน พระครูสิริพัฒนนิเทศก์ เจ้าคณะอำเภอสหัสหัสขันธ์ ขานรับนโยบาย “บวชสร้างสุข” นำมาขยายผลต่อร่วมกับคณะสงฆ์ในอำเภอ ในทุกตำบล พร้อมกับให้สัมภาษณ์ว่า ในฐานะเจ้าคณะอำเภอสหัสขันธ์ ซึ่งเป็นอำเภอเล็ก ๆ ที่ยังไม่ได้เข้าร่วมในโครงการบวชสร้างสุขมาก่อน แต่ก็ได้ศึกษาข้อมูลในส่วนพื้นที่ ที่ดำเนินการแล้วก็เล็งเห็นว่า เป็นนวัตกรรมเป็นแนวความคิด เป็นความพยายามของหลากหลายฝ่ายที่อยากจะให้ การบวช เป็นบุญพิธีที่เกิดประโยชน์กับพี่น้องประชาชนจริง ๆ แล้วที่สำคัญ คือพื้นฐานการบวชในพื้นที่อำเภอสหัสขันธ์ ก็คล้ายกับพื้นที่อื่นทั่วไป ที่มีค่านิยมไปตามกระแสความนิยมของทางโลก เพราะฉะนั้น เราก็พบปัญหานี้มายาวนานพอสมควร เราก็เล็งเห็นว่าโครงการนี้เป็นการสร้างความเข้าใจ สร้างค่านิยมและทิศทางที่ถูกต้อง  อย่างน้อยที่สุด ก็จะทำให้เห็นว่าการบวชไม่ใช่เรื่องที่จะยุ่งยากต้องเสียเงินทองอะไรมากมาย

    เรายอมรับว่าสถานการณ์พระพุทธศาสนาในปัจจุบัน เฉพาะประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการบวชเ เราก็เห็นว่ามันเปลี่ยนไปมากพอสมควรอย่าง เช่นว่าการบวช คือการพัฒนาคุณภาพชีวิตส่วนตัว แล้วก็ครอบครัว รวมไปถึงสร้างเครดิตในสังคมหมายความว่าคนได้บวชก็หมายถึงคนที่ผ่านกระบวนการพัฒนาตัวเองทางด้านจริยธรรม เราพบว่าทั้ง 3 ด้าน ทั้งในระดับส่วนตัว ครอบครัว และสังคม มันเปลี่ยนไปพอสมควร กลายเป็นการบวชตามเงื่อนไข การบวชตามพิธีกรรม หรือการบวชตามคำแนะนำของผู้ใหญ่ แต่ไม่ได้เกิดจากแรงบันดาลใจภายใน ส่วนหนึ่งเกิดจากคนรุ่นใหม่ ที่มีการเรียนรู้ มีการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร จากสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ ทำให้เขาเข้าใจว่า แต่ละยุคแต่ละสมัยมีพิธีกรรมที่ไม่เหมือนกัน กลับไปยึดเอาหลักการของสังคมสมัยใหม่ ที่ไม่ได้ถูกต้องถูกหลักตามพระธรรมวินัยในสมัยพุทธกาลเลย เราจึงมองว่ามันถึงเวลาแล้วที่คณะสงฆ์เราจะต้องสังคายนา พิธีกรรมงานบวช อย่างน้อยที่สุดก็ขอให้สอดคล้องกับพระธรรมวินัย เราเชื่อว่า ถ้าเราทำได้อย่างนั้นจริง ๆ ก็จะเป็นการตอบโจทย์ เป้าหมายของโครงการบวชสร้างสุขแน่นอน

    จากการถอดบทเรียนการดำเนินงานครั้งนี้ คณะสงฆ์ได้สะท้อนข้อมูล ค่านิยมความเชื่อของคนในพื้นที่ และผลสำเร็จที่เกิดขึ้นตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาที่สำคัญ

    1) ระดับนโยบาย เจ้าคณะจังหวัด เจ้าคณะอำเภอให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ และยังปฏิบัติให้เป็นแบบอย่างด้วย

    2) การมีส่วนร่วมของคณะสงฆ์และให้ความร่วมมือ มีการประชุมระดมความคิด ออกแบบร่วมในการทำงาน และร่วมแสดงผลข้อมูลการดำเนินงาน นาคมาบวชแบบสร้างสุขกี่งาน บวชตามปกติกี่งานอย่างชัดเจน

    3) ข้อมูลชาวบ้านส่วนใหญ่มีความต้องการที่จะบวชแบบสร้างสุขเรียบง่าย แต่ขาดผู้นำ ขาดวัดที่มีความชัดเจนในทางปฏิบัติ อยากบวชแต่ประหนึ่งว่าวัดเข้ายากทั้งที่เปิดประตูไว้

    4) ต้องผลักดันแนวคิดบวชสร้างสุข ให้มีกระบวนการเรียนรู้ ทำความเข้าใจในการอบรมพระอุปัชฌาย์ในระดับจังหวัด

    5) ปัญหาอุปสรรคที่สำคัญ คือ การสื่อสารรูปแบบ ของการบวชสร้างสุข ต้องทำอย่างไร บวชที่วัดไหน ยังไม่มากพอ และยังไม่สามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายชาวบ้านได้อย่างทั่วถึง

    แนวทางการดำเนินงานต่อไปที่ประชุมเห็นร่วมกัน 

    1) ต้องทำให้เกิดเครือข่ายร่วมขับเคลื่อน วัด บ้าน ราชการ จัดงานบวชสร้างสุข

    2) สนับสนุนกระบวนการพูดคุย ทั้งคณะสงฆ์ ฆราวาส หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตำรวจ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน พระสงฆ์ สำนักงานพระพุทธศาสนา วัฒนธรรม แต่ละพื้นที่ หมู่บ้าน ตำบล

    3) พัฒนาช่องทางการสื่อสาร รูปแบบการสื่อสาร ให้มีการสื่อสารอย่างต่อเนื่อง ถึงคุณค่าการบวชที่ถูกต้องตามหลักพระธรรมวินัย ลดผลกระทบจากการจัดงานบวชที่นอกกรอบพระพุทธศาสนา รูปแบบดำเนินการ มีวัดไหนอย่างไร ที่หลากหลาย 

    4) ผลักดันให้เกิดนโยบายสาธารณะ ข้อตกลงร่วมกัน ที่เห็นประโยชน์ ในระดับต่างๆ จังหวัด อำเภอ ตำบล หมู่บ้าน โดยการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน


    ชัยณรงค์ คำแดง

    ดิษณุลักษณ์ ไพฑูรย์