Category: บทความเรื่องเหล้า

เครือข่ายงดเหล้าอยากให้คนไทยสุขภาพดี

  • เสียงจากแม่ฮ่องสอน วอนรัฐทบทวนแก้กฎหมายคุมแอลกอฮอล์อย่างรอบคอบ

    เสียงจากแม่ฮ่องสอน วอนรัฐทบทวนแก้กฎหมายคุมแอลกอฮอล์อย่างรอบคอบ

    ชี้แอลกอฮอล์ยังคร่าชีวิตประชาชน – ทุกชีวิตมีคุณค่า ไม่ควรถูกแลกด้วยความหละหลวมของกฎหมาย

    เสียงจากแม่ฮ่องสอน วอนรัฐทบทวนแก้กฎหมายคุมแอลกอฮอล์อย่างรอบคอบชี้แอลกอฮอล์ยังคร่าชีวิตประชาชน ทุกชีวิตมีคุณค่า ไม่ควรถูกแลกด้วยความหละหลวมของกฎหมาย หลังจากพยาบาลสาว ชาวแม่ฮ่องสอน ถูกรถยนต์เก๋งขับฝ่าไฟแดงชนรถจักรยานยนต์เสียชีวิต หลังออกเวรที่โรงพยาบาลศรีสวรรค์ จ.นครสวรรค์ กำลังจะกลับบ้านพัก และเครือข่ายประชาคมงดเหล้าจังหวัดแม่ฮ่องสอน จึงได้มอบเงินช่วยเหลือครอบครัวของ น.ส.เมลารินทร์ จำนวน 10,000 บาท

    เมื่อวันที่ 19 มกราคม 2569 เครือข่ายประชาคมงดเหล้าจังหวัดแม่ฮ่องสอน จัดเวทีสรุปบทเรียนจากความสูญเสียและมอบเงินเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ผ่านกองทุนช่วยเหลือเด็ก เยาวชน และครอบครัวที่ได้รับผลกระทบจากน้ำเมา โดยสำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า ณ ศูนย์ไทใหญ่ศึกษา วิทยาลัยชุมชนแม่ฮ่องสอน อ.เมือง จ.แม่ฮ่องสอน พร้อมส่งเสียงเรียกร้องไปยังรัฐบาลให้พิจารณาการแก้ไขกฎหมายควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างถี่ถ้วน รอบคอบ และยึดชีวิตประชาชนเป็นศูนย์กลาง

    เวทีดังกล่าวจัดขึ้นภายหลังเกิดอุบัติเหตุเมาแล้วขับใน จ.นครสวรรค์ รถยนต์เก๋งขับฝ่าไฟแดงชนรถจักรยานยนต์ เป็นเหตุให้ นางสาวเมลารินทร์ ชัยโรจน์รัธนันท์ หรือ “น้องโรซ่า” อายุ 24 ปี พยาบาลวิชาชีพ แผนกห้องฉุกเฉิน โรงพยาบาลศรีสวรรค์ จ.นครสวรรค์ เสียชีวิต หลังเลิกเวรเวลา 24.00 น. ระหว่างขับรถจักรยานยนต์กลับที่พัก ในคืนวันที่ 12 ธันวาคม 2568 ครอบครัวได้นำร่างกลับไปประกอบพิธีทางศาสนาคริสต์ ณ บ้านเกิด จ.แม่ฮ่องสอน ท่ามกลางความโศกเศร้าและความสูญเสียที่ไม่อาจประเมินค่าได้

    เวทีดังกล่าวจัดขึ้นภายหลังเกิดอุบัติเหตุเมาแล้วขับใน จ.นครสวรรค์ รถยนต์เก๋งขับฝ่าไฟแดงชนรถจักรยานยนต์ เป็นเหตุให้ นางสาวเมลารินทร์ หรือ “น้องโรซ่า” อายุ 24 ปี พยาบาลวิชาชีพ แผนกห้องฉุกเฉิน โรงพยาบาลศรีสวรรค์ จ.นครสวรรค์ เสียชีวิต หลังเลิกเวรเวลา 24.00 น. ระหว่างขับรถจักรยานยนต์กลับที่พัก ในคืนวันที่ 12 ธันวาคม 2568 ครอบครัวได้นำร่างกลับไปประกอบพิธีทางศาสนาคริสต์ ณ บ้านเกิด จ.แม่ฮ่องสอน ท่ามกลางความโศกเศร้าและความสูญเสียที่ไม่อาจประเมินค่าได้

    นายประเสริฐ ประดิษฐ์ ประธานสภาวัฒนธรรมจังหวัดแม่ฮ่องสอน และแกนนำเครือข่ายประชาคมงดเหล้าจังหวัดแม่ฮ่องสอน กล่าวว่า เหตุการณ์ดังกล่าวไม่ใช่กรณีแรก และอาจไม่ใช่กรณีสุดท้าย หากรัฐยังไม่ทบทวนนโยบายและกฎหมายอย่างจริงจัง โดยตั้งคำถามว่า สังคมไทยต้องสูญเสียอีกกี่ชีวิตจากอุบัติเหตุที่มีแอลกอฮอล์เป็นปัจจัย จึงจะเกิดการตัดสินใจเชิงนโยบายที่ยึดความปลอดภัยของประชาชนเป็นหลัก  จากกรณีดังกล่าวเครือข่ายประชาคมงดเหล้าจังหวัดแม่ฮ่องสอน จึงได้มอบเงินช่วยเหลือครอบครัวของ น.ส.เมลารินทร์ จำนวน 10,000 บาท แม้จะเป็นเงินไม่มากแต่อยากให้สังคมได้รับรู้ว่าองค์กรต่าง ๆ จะต้องตระหนักรู้ดูแลคนที่เป็นเหยื่อน้ำเมา

    เครือข่ายฯ ระบุว่า สถานการณ์ความสูญเสียจากอุบัติเหตุและความรุนแรงที่เกี่ยวข้องกับแอลกอฮอล์ สะท้อนถึงการคุกคาม สิทธิขั้นพื้นฐานในการมีชีวิตและความปลอดภัย ของประชาชน ซึ่งเป็นหลักการสำคัญตามรัฐธรรมนูญและพันธกรณีด้านสิทธิมนุษยชนที่รัฐไทยต้องคุ้มครอง โดยเฉพาะในกลุ่มเด็ก เยาวชน กลุ่มชาติพันธุ์ และประชาชนที่อยู่ในภาวะเปราะบาง ด้วยเหตุนี้ เครือข่ายประชาคมงดเหล้าจังหวัดแม่ฮ่องสอนจึงเรียกร้องให้รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งหาเครื่องมือต่างๆ ในการลดความสูญเสีย โดยเฉพาะพ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮฮล์ ฉบับที่ 2 พ.ศ.2568 ที่มีผลบังคับใช้เมื่อ 8 พฤศจิกายน แต่ต้องออกกฎหมายลำดับรองต่างๆ เช่น มาตรา 29 (2) เรื่องห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ให้กับบุคคลที่มีอาการมึนเมา ซึ่งอธิบดีกรมควบคุมโรคต้องออกหลักเกณฑ์และวิธีการในการตรวจสอบอาการมึนเมา หากมีความชัดเจนและบังคับใช้อย่างจริงจังน่าจะช่วยลดความสูญเสียลงได้

    ด้านนายชอแล และนางสาวโบแหมะ พ่อและแม่ของน้องโรซ่า เปิดเผยว่า น้องโรซ่าเป็นบุตรคนสุดท้อง ครอบครัวเรายากจน ชาติพันธุ์กะเหรี่ยงแดง ชาวจังหวัดแม่ฮ่องสอน แต่น้องมีความมุ่งมั่นตั้งใจ และฝันจะเป็นพยาบาลอาชีพที่มีเกียรติ แต่ความสูญเสียครั้งนี้ได้พรากความหวังของครอบครัวไปทั้งหมด และยังกังวลว่า จะไม่ได้รับความยุติธรรมอย่างแท้จริง เพราะพวกเราเป็นเพียงครอบครัวชาติพันธุ์ที่ขาดความรู้ทางกฎหมาย และเกรงว่าคดีจะเงียบหายไป

    นอกจากกนี้ภายในเวทีรายงานสถานการณ์อุบัติเหตุทางถนนช่วงควบคุมเข้มข้นเทศกาลปีใหม่ 2569 จังหวัดแม่ฮ่องสอน (30 ธันวาคม 2568 – 5 มกราคม 2569) พบอุบัติเหตุ 77 ครั้ง บาดเจ็บ 87 ราย เสียชีวิต 1 ราย ลดลงจากปี 2568 แต่กว่าร้อยละ 90 ของอุบัติเหตุยังเกี่ยวข้องกับรถจักรยานยนต์ และมากกว่าครึ่งไม่สวมหมวกนิรภัย ขณะที่ยังพบพฤติกรรมดื่มแล้วขับ จึงจำเป็นต้องเสริมมาตรการเชิงนโยบายและความร่วมมือจากหน่วยงานสาธารณสุข สถานศึกษา และเครือข่ายชุมชน เพื่อสร้างบรรทัดฐาน “ไม่ดื่ม ไม่ขับ” อย่างเป็นรูปธรรม

    เครือข่ายประชาคมงดเหล้าจังหวัดแม่ฮ่องสอนย้ำว่า ทุกชีวิตมีคุณค่าเท่าเทียมกัน และไม่ควรมีใครต้องสูญเสียชีวิต เพื่อแลกกับความหละหลวมของกฎหมายหรือนโยบายของรัฐ พร้อมเรียกร้องให้รัฐดำเนินนโยบายควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างรับผิดชอบ เพื่อไม่ให้โศกนาฏกรรมเช่นนี้เกิดขึ้นซ้ำอีกในสังคมไทยอีกครั้ง

  • เครือข่ายงดเหล้า และ สสส. คาดสถานการณ์สุขภาพปี 69 ขึ้นอยู่กับนโยบายรัฐบาลหลังเลือกตั้ง เชียร์นโยบายปัจจัยเสี่ยงสุขภาพต้องควบคุมดีกว่าปล่อยเสรี ชูฉลองปีใหม่อย่างมีสติ กังวลงานอีเวนส์ที่ขาดการควบคุมหวั่นตัวเลขคนตายเพิ่มขึ้น

    เครือข่ายงดเหล้า และ สสส. คาดสถานการณ์สุขภาพปี 69 ขึ้นอยู่กับนโยบายรัฐบาลหลังเลือกตั้ง เชียร์นโยบายปัจจัยเสี่ยงสุขภาพต้องควบคุมดีกว่าปล่อยเสรี ชูฉลองปีใหม่อย่างมีสติ กังวลงานอีเวนส์ที่ขาดการควบคุมหวั่นตัวเลขคนตายเพิ่มขึ้น

    29 ธ.ค. 69  เครือข่ายงดเหล้า, สสส. ร่วมกับ มูลนิธิเครือข่ายพลังสังคม มูลนิธิสังฆะเพื่อสังคม แถลงข่าวออนไลน์        ชูแนวคิด ฉลองปีใหม่อย่างมีสติ” ผ่านกิจกรรมสวดมนต์มงคลต้อนรับปีใหม่ 173 วัดทั่วประเทศ และเคานต์ดาวน์เชิงวัฒนธรรมปลอดแอลกอฮอล์ ท่ามกลางความกังวลต่อการจัดงานอีเวนต์และคอนเสิร์ตจำนวนมากที่ขาดการควบคุมการจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

    นายวิเชษฐ์ พิชัยรัตน์ กรรมการกองทุน สสส. และ ประธานกรรมการบริหารแผนคณะที่ 8  กล่าวว่า ปี 2568 ที่กำลังจะผ่านไปนี้ เป็นปีที่สังคมไทยมีการเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง และส่งผลกระทบต่อมิติสุขภาพ โดยเฉพาะด้านปัจจัยเสี่ยงจากแอลกอฮอล์ บุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้า ซึ่งมีทั้งแนวโน้มที่ดีและส่วนที่น่ากังวล โดยภาพรวมคนไทยสูบบุหรี่ลดลง เกิดจากนโยบายรัฐบาลที่เข้มแข็งและการรณรงค์ของภาคีต่างๆอย่างต่อเนือง ในขณะที่บุหรี่ไฟฟ้าถือเป็นสินค้าผิดกฎหมายห้ามนำเข้า ซื้อขายและครอบครอง ดังนั้น ในปี 2569 เชื่อมั่นว่า รัฐบาลชุดใหม่ที่จะเข้ามาบริหารประเทศจะยังเดินหน้าควบคุมอย่างเข้มแข็งต่อเนื่อง ในส่วนของสสส.และภาคีที่ทำงานด้านควบคุมการบริโภคยาสูบก็คงจะทำงานร่วมกับหน่วยงานภาครัฐเพื่อลดผลกระทบอันจะส่งผลดีโดยรวมต่อสุขภาพโดยรวมของประชาชน

    ส่วนเครื่องดื่มแอลกอฮอล์นั้น ในปี 2568 มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ฉบับที่ 2 ซึ่งเป็นผลมาจากนโยบายรัฐบาลและพรรคการเมืองต้องการผ่อนคลายมาตรการควบคุมในหลายมิติ ทั้งการผ่อนคลายสถานที่ขาย เช่น สนามบินนานาชาติ โรงแรม และสถานบริการ รวมทั้งล่าสุดได้ให้ขายแอลกอฮอล์ช่วงบ่าย 2 – 4 โมงเย็นได้แล้ว นอกจากนั้นการแต่งตั้งกรรมการควบคุมแอลกอฮอล์ใหม่ทั้งหมดให้แล้วเสร็จภายในเดือนพฤษภาคม 2569 และจะต้องออกฎหมายลูกอีกจำนวนมากให้เสร็จภายใน เดือนพฤศจิกายน 2569 อย่างไรก็ตามมีบางมาตราที่ไม่ต้องรอกฎหมายลูกสามารถบังคับใช้ได้เลยเช่น  การควบคุมการโฆษณาแฝงโดยใช้ตราเสมือนของผู้ผลิตรายใหญ่ ตามมาตรา 32/3 ที่ยังพบว่ามีการเลี่ยงใช้โซดาและน้ำแร่อยู่เช่นเดิม ผลจากการแก้ไขกฎหมายอาจจะมีผลให้ด้านพฤติกรรมการดื่มแอลกอฮอล์มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น

    ในช่วงส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ 2569 ประชาชนจำนวนมากได้เดินทางกลับภูมิลำเนาโดยรถส่วนตัวเป็นจำนวนมากจึงขอฝาก 2 เรื่องคือ ดื่มไม่ขับกับลดเร็วลดเสี่ยง ส่วนการจัดกิจกรรมต่างๆนั้น การสวดมนต์ข้ามปีเริ่มต้นชีวิตที่ดีถือเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการเฉลิมฉลองปีใหม่แบบมีสติและเป็นศิริมงคลแก่ชีวิตตัวเองและครอบครัว ประกอบกับจะมีการเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 8 กุมภาพันธ์  2569  จึงอยากเห็นพรรคการเมืองนำเสนอนโยบายด้านสุขภาพให้ประชาชนได้รับทราบเพื่อประกอบการตัดสินใจ ซึ่งข้อมูลองค์การอนามัยโลกได้ชี้ให้เห็นชัดเจนว่าประเทศกำลังพัฒนานั้นการใช้แนวทางการควบคุมจะได้ผลกว่าการปล่อยเสรี  ปี 2569 จึงมีความท้าทายจากปัจจัยเสี่ยงสุขภาพและสังคมหลายอย่างทั้ง บุหรี่ไฟฟ้า การพนันออนไลน์ กัญชาและสิ่งเสพติด ความเครียดจากเศรษฐกิจและสังคมส่งผลต่อสุขภาพจิต ภาระโรค NCDs  การเก็บภาษีความหวานความเค็ม ก็หวังว่าเราจะเห็นพรรคการเมืองนำเสนอนโยบายเหล่านี้ให้มากขึ้น

    ด้านนายธีระ วัชรปราณี ผอ.เครือข่ายงดเหล้า กล่าวว่า ปีใหม่นี้ กังวลกิจกรรม count down กว่า 100 งานที่เป็นงานดนตรีคอนเสริต์ในสถานที่เอกชนตามห้างสรรพสินค้า ผับบาร์ และลานเอนกประสงค์ต่างๆ ที่จะมีการขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์กันจำนวนมาก ย้ำระวังกฎหมายใหม่เข้มเรื่องไม่ขายให้คนเมาและเด็กเยาวชน หากมีเหตุเกิดกับบุคคลอื่น ผู้ขายอาจต้องร่วมรับผิดทางแพ่ง รวมทั้ง การขายแบบลดราคา ที่กฎหมายห้ามอย่างชัดเจน แต่มีการละเมิดแบบโจ่งแจ้ง โดยเฉพาะสินค้าของกลุ่มธุรกิจรายใหญ่ ซึ่งมีทั้งจัดงานคอนเสิร์ตของตนเอง หรือไปร่วมกับสถานที่ห้างดังซึ่งเข้าข่ายทำผิดกฎหมาย ที่สำคัญการบาดเจ็บและเสียชีวิตในช่วงดึกในคืนส่งท้ายปีเก่า เฉลี่ยกว่า 50-60 รายที่เสียชีวิต และบาดเจ็บกว่า 500 ราย ถ้าเทียบกับวันที่ 30 จะพบว่าคืนส่งท้ายสถิติเพิ่มขึ้น 30-50% ซึ่งผู้ประกอบการจะต้องรับผิดชอบต่อสังคม ไม่ใช่กอบโกยเอาผลประโยชน์กำไรตนเอง โดยการควบคุมไม่ปล่อยให้คนเมาลงถนนไปทำร้ายคนอื่น

    ทางด้านพระครูโพธิวีรคุณ เจ้าคณะอำเภอปทุมรัตต์ ผู้แทนเครือข่ายพระสงฆ์นักพัฒนาสังฆะเพื่อสังคม กล่าวว่า เครือข่ายฯ ได้ร่วมกันขับเคลื่อนกิจกรรม “สวดมนต์ข้ามปี เริ่มต้นชีวิตที่ดี”  ภายใต้เป้าหมายร่วมกันคือ “พระแข็งแรง วัดมั่นคง ชุมชนเป็นสุข” โดยในงานจะประยุกต์กิจกรรมทางวัฒนธรรม กิจกรรมสร้างเสริมสุขภาพ และกลุ่มคนเลิกเหล้าบุหรี่ ที่จะมาร่วมกันโดยมีวัดเป็น “พื้นที่ปลอดภัยของชุมชน” และเป็นทางเลือกในการเฉลิมฉลองปีใหม่อย่างมีสติ โดยวัดในเครือข่าย 173 วัดทั่วประเทศ ซึ่งสอดคล้องกับคณะสงฆ์โดยสมเด็จพระสังฆราชได้ประทานไฟพระฤกษ์ และน้ำพระพุทธมนต์ให้กับทุกวัดที่ร่วมจัดกิจกรรม และยังเป็นการถวายพระราชกุศลแด่สมเด็จพระพันปีหลวง สามารถตรวจสอบวัดในเครือข่ายฯ ที่เข้าร่วมทางเพจเฟสบุ๊ค “มูลนิธิสังฆะเพื่อสังคม” ได้  

    นางเสาวคนธ์ ศรีบุญเรือง เครือข่ายชุมชนเมือง รักษ์เชียงใหม่ เปิดเผยว่า จัดงานส่งท้ายปีเก่า–ต้อนรับปีใหม่ปลอดแอลกอฮอล์ ผ่านมหกรรมวัฒนธรรมล้านนา “จุมก๋องล้านนา” การตีกลองล้านนา 9 ชนิด การแสดงช่างฟ้อนล้านนา และพิธีตามผางประทีปบูชา ณ ลานอนุสาวรีย์สามกษัตริย์ จังหวัดเชียงใหม่ ตั้งแต่เย็นจนถึงเที่ยงคืนส่งท้ายปี  โดยเครือข่ายฯ ได้นำทุนวัฒนธรรมล้านนา ผ่านการแสดงร่วมกันของเด็กและเยาวชน และกลุ่มผู้ใหญ่ แนวคิดสำคัญคือการประยุกต์วัฒนธรรมให้ร่วมสมัย เข้าถึงง่าย สนุก และปลอดภัย เชื่อมโยงการพัฒนาเมืองเชียงใหม่สู่เมืองมรดกโลก พร้อมสร้างต้นแบบการจัดเทศกาลที่เคารพวิถีชุมชน ลดอบายมุข และเสริมความปลอดภัยในพื้นที่สาธารณะ ทั้งนี้ เชียงใหม่เป็นพื้นที่ท่องเที่ยว แต่ยังต้องเพิ่มพื้นที่วัฒนธรรมที่ชุมชนเยาวชนเป็นแกนหลักให้มากกว่านี้.

  • สคล.ภาคเหนือตอนบน บูรณาการร่วมกับภาคีเครือข่ายจังหวัดน่าน จัดกิจกรรมการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ “การอบรมแกนนำเยาวชนในเรื่องความรอบรู้สุขภาพ และสื่อสารเชิงบวกในการดื่มสุรา การลดปัจจัยเสี่ยงและลดการเกิดอุบัติเหตุทางถนนในกลุ่มวัยรุ่นในจังหวัดน่าน”

    สคล.ภาคเหนือตอนบน บูรณาการร่วมกับภาคีเครือข่ายจังหวัดน่าน จัดกิจกรรมการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ “การอบรมแกนนำเยาวชนในเรื่องความรอบรู้สุขภาพ และสื่อสารเชิงบวกในการดื่มสุรา การลดปัจจัยเสี่ยงและลดการเกิดอุบัติเหตุทางถนนในกลุ่มวัยรุ่นในจังหวัดน่าน”

    นายโชดก  ทองหาร นายอำเภอเชียงกลาง  ในฐานะผู้แทนผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนนจังหวัดน่าน (ศปถ.จังหวัดน่าน) ประธานในพิธี “โครงการพัฒนาศักยภาพแกนนำเยาวชนด้านสุขภาพ การสื่อสารเชิงบวก ในการดื่มสุรา ลดปัจจัยเสี่ยงและการป้องกันอุบัติเหตุทางถนนจังหวัดน่าน” ซึ่งเป็นการบูรณาการความร่วมมือของเครือข่ายองค์กรงดเหล้าภาคเหนือตอนบน ร่วมกับ สำนักงานปกป้องและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดน่าน ,สำนักงานขนส่งจังหวัดน่าน ,แผนงานสนับสนุนการป้องกันอุบัติเหตุจราจรระดับจังหวัด (สอจร.จ.น่าน) ,ตำรวจภูธรจังหวัดน่าน ,สํานักงานสาธารณสุขจังหวัดน่าน ,โรงพยาบาลน่าน ,บ้านพักเด็กและครอบครัวจังหวัดน่าน ,สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาน่าน ,บาสทิ้งกรุงเข้าป่า ,มูลนิธิเครือข่ายพลังสังคม และYSDN จังหวัดน่าน  ในระหว่างวันที่ 12-14 พฤศจิกายน พ.ศ.2568 ณ ไร่จุฑามาศรีสอร์ท ตำบลเปือ อำเภอเชียงกลาง จังหวัดน่าน เพื่อพัฒนาแกนนำเยาวชนในพื้นที่เสี่ยงสูงให้มีความรอบรู้เรื่องของสุขภาพในมิติความรู้ ความเข้าใจ และมีทักษะด้านการสื่อสารเพื่อลดผลกระทบจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และปัจจัยเสี่ยง จนทำให้แกนนำเด็กและเยาวชนต้นแบบ ที่มีความรอบรู้ สามารถมีทักษะปฏิเสธ  ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ผลิตสื่อเพื่อการสื่อสารกับสังคม และออกแบบกิจกรรมรณรงค์ในพื้นที่จังหวัดน่าน 

    การอบรมในครั้งนี้ได้มีการนำ “คู่มือส่งเสริมการเรียนรู้ความปลอดภัยทางถนนสำหรับเด็กและเยาวชน Thailand Safe Youth” (TSY program) จาก กองป้องกันการบาดเจ็บ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณะสุข มาใช้เป็นเครื่องมือในการสร้างการเรียนรู้ให้กับเด็กและเยาวชน ซึ่งมุ่งเน้นการให้เด็กและเยาวชน เกิดทักษะคิด การเอาชีวิตรอดภัยบนท้องถนน สำหรับเด็กและเยาวชนอายุ 13-19 ปี ทำให้สามารถรับมือกับปัญหาอุบัติเหตุทางถนนที่สูงมากในกลุ่มเยาวชนจังหวัดน่าน โดยเน้นการสร้าง ทัศนคติและความปลอดภัย แทนการสอนขับรถเพียงอย่างเดียว เนื้อหาคู่มือ TSY program ประกอบด้วย ฐานการเรียนรู้ 6 ฐาน ที่ครอบคลุมเรื่องการจัดการความเสี่ยงในการใช้รถใช้ถนนเบื้องต้น สมรรถนะ ขีดจำกัดและการประมวลผลของมนุษย์ ความตระหนักรู้ในสถานการณ์ การตัดสินใจ ทัศนคติอันตราย และการจัดการความเหนื่อยล้า โดยมีเด็กและเยาวชน และครูแกนนำจากโรงเรียนมัธยมบ้านป่ากลาง และโรงเรียนสารธรรมวิทยาคาร เข้าร่วมการอบรมในครั้งนี้จำนวน 55 คน

    นายโชดก  ทองหาร กล่าวว่า โครงการนี้ฯ เป็นโครงการที่ดี ทั้งให้ข้อมูลสถานการณ์ความรุนแรงจากการดื่ม การใช้รถใช้ถนน พฤติกรรมดื่มแล้วขับ ซึ่งข้อมูลจาก YSDN น่าน สะท้อนว่าเด็กเยาวชนอายุต่ำกว่า 20 ปี ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ถึงร้อยละ 53.7 รวมถึงมีพฤติกรรมเสี่ยงขับรถเร็ว ไม่สวมหมวกกันน็อค และดื่มแล้วขับ ดังนั้นแกนนำนักเรียนที่ผ่านการอบรมควรปรับเปลี่ยนพฤติกรรมโดยเริ่มที่ตัวเอง  แล้วขยายผลสู่เพื่อนๆทั้งในโรงเรียนและชุมชน  และดีใจที่โครงการมีแผนการติดตามประเมินผลทั้งความรอบรู้  การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมดื่มไม่ขับ  ขับไม่เร็ว และสวมหมวกกันน็อค ซึ่งหลังจากการอบรมในครั้งนี้ แกนนำเด็กและเยาวชนจากทั้ง 2 โรงเรียน จะกลับไปเก็บข้อมูลในโรงเรียนแล้วนำมาออกแบบการขับเคลื่อนกิจกิรรมในโรงเรียน/ชุมชนของตัวเอง ซึ่งทางคณะทำงานจะมีการติดตามผลการเปลี่ยนแปลงทุกๆ 6 เดือนหลังจบการอบรมเป็นระยะเวลา 2 ปี เพื่อวัดผลลัพธ์ในการเปลี่ยนแปลงความรอบรู้ การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่ปลอดภัยต่อไป

  • สสส. สานพลังเครือข่ายงดเหล้า ชู “ต.ร่องเคาะ” ต้นแบบสร้างระบบนิเวศสังคมปลอดภัย ยกระดับจากเปลี่ยนค่านิยมการดื่ม เพิ่มปรับสภาพแวดล้อม-เปลี่ยนพฤติกรรมแบบครบวงจร คนในพื้นที่หนุนตั้งกฎ-มาตรการชุมชน เลี้ยงเหล้างานศพ ปรับ 2,000 บาท ชวนร้านค้าสีขาวงดขายเหล้า สร้างครอบครัวต้นแบบ ปลูกฝังแนวคิดตั้งแต่วัยเด็ก สร้างชุมชนสุขทุกด้านอย่างยั่งยืน

    สสส. สานพลังเครือข่ายงดเหล้า ชู “ต.ร่องเคาะ” ต้นแบบสร้างระบบนิเวศสังคมปลอดภัย ยกระดับจากเปลี่ยนค่านิยมการดื่ม เพิ่มปรับสภาพแวดล้อม-เปลี่ยนพฤติกรรมแบบครบวงจร คนในพื้นที่หนุนตั้งกฎ-มาตรการชุมชน เลี้ยงเหล้างานศพ ปรับ 2,000 บาท ชวนร้านค้าสีขาวงดขายเหล้า สร้างครอบครัวต้นแบบ ปลูกฝังแนวคิดตั้งแต่วัยเด็ก สร้างชุมชนสุขทุกด้านอย่างยั่งยืน

    เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 5 ก.ย. 2568 ที่วัดดอนแก้ว ต.ร่องเคาะ อ.วังเหนือ จ.ลำปาง นายวิเชษฐ์ พิชัยรัตน์ กรรมการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)

    เปิดเผยภายหลังลงพื้นที่แลกเปลี่ยนเรียนรู้ เยี่ยมชมการทำงานงดเหล้าลดปัจจัยเสี่ยงภายใต้วิถีชีวิตคนร่องเคาะว่า สสส. สนับสนุนการขับเคลื่อนของประชาคมงดเหล้า  จ.ลำปาง มาตั้งแต่ปี 2553 โดยเฉพาะ ต.ร่องเคาะ เป็นพื้นที่ต้นแบบที่พิสูจน์พลังชุมชนในการสร้างระบบนิเวศสังคมที่เข้มแข็งและต่อเนื่อง สามารถเปลี่ยนค่านิยมและพฤติกรรมการดื่มได้จริง ผ่านมาตรการชุมชน 1.งานบุญ งานศพปลอดเหล้า100% 2.ร้านค้าสีขาวกว่า 30 ร้าน ทั้งเลิกขายน้ำเมาเด็ดขาดและงดขายในช่วงเข้าพรรษา 3.หลักสูตรบูรณาการงดเหล้าและลดอุบัติเหตุในโรงเรียน 4.ครอบครัวต้นแบบในโรงเรียนและชุมชน 73 ครอบครัวโดยเทศกาลเข้าพรรษาปีนี้ มีผู้เข้าร่วมงดเหล้า 2,069 คน ซึ่งช่วยลดจำนวนนักดื่ม และลดการเจ็บป่วยจากโรคตับที่มีสาเหตุสำคัญจากการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้ ทั้งนี้ สสส. ได้ขยายผลไปยัง ต.ทุ่งฮั้ว และขยายผลนโยบายในระดับ อ.วังเหนือ บูรณาการการแก้ปัญหาทั้งด้านสิ่งแวดล้อมป่าชุมชน ความมั่นคงทางอาหาร ทั้งนี้ การใช้มาตรการชุมชน จะต้องผ่าน การเห็นชอบและการรับฟังความเห็นของประชาชนในพื้นที่  ที่สำคัญผู้นำชุมชนท้องถิ่นของตำบลต้องให้ความสำคัญร่วมขับเคลื่อนการพัฒนาพื้นที่อย่างต่อเนื่อง

                พระครูวิสุทธิ์พัฒนโกวิท เจ้าคณะตำบลวังเหนือ เขต 2 กล่าวว่า ต.ร่องเคาะ ใช้ศาสนพิธีเป็นพลังขับเคลื่อนงานสังคม โดยเฉพาะการรณรงค์งดเหล้าเข้าพรรษาและการจัดงานบุญงานศพปลอดเหล้า ถือเป็นการสร้างบรรทัดฐานใหม่ให้กับชุมชนไทย ที่พยายามผูกโยงการเลิกเหล้าเข้ากับหลักธรรมะและบุญกุศล ทำให้การงดเหล้าไม่ใช่เพียงเรื่องส่วนบุคคล แต่กลายเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิบัติธรรมและการทำบุญร่วมกันของชุมชน โดยพระสงฆ์ได้หน้าที่เป็นผู้สื่อสารทางศีลธรรม เทศนาเตือนและชี้นำญาติโยมในกิจกรรมงานบุญประเพณีต่างๆ ทำให้เกิดมาตรการงดเหล้าในงานบุญ งานประเพณีในพื้นที่ ต.ร่องเคาะ จนได้รับการยอมรับมากขึ้น และกลายเป็นพลังร่วมในการสร้างสังคมที่ดี แบบปลอดเหล้าให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น

             นายทศพล จักรบุญมา นายอำเภอวังเหนือ จ.ลำปาง กล่าวว่า การรณรงค์งดเหล้าเข้าพรรษาใน อ.วังเหนือ ไม่ได้มุ่งเป้าเพียงลดการดื่มสุรา แต่ได้ยกระดับการทำงานเป็นการสร้างระบบนิเวศทางสังคมที่ปลอดภัยและเข้มแข็ง ตนในฐานะนายอำเภอได้ร่วมกับทุกภาคส่วน ทั้ง วัด โรงเรียน ตำรวจ อสม. และผู้นำชุมชน ใช้กลไก “5 ให้”คือ ให้แบบอย่างที่ดี, ให้ธรรมะและความรู้, ให้กำลังใจ, ให้ความปลอดภัย, ให้ความร่วมมือ เพื่อสร้างพลังชุมชนที่เข้มแข็ง ใช้งานเข้าพรรษาเป็นจุดเริ่มต้น เชื่อมโยงนโยบาย และใช้พลัง “บวร” บ้าน-วัด-โรงเรียน-ชุมชน สร้างการมีส่วนร่วมทุกภาคส่วน ซึ่งการขับเคลื่อนการแก้ปัญหาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยผสานความร่วมมือจากภาครัฐ ภาควิชาการ และภาคประชาสังคม ผ่านกลไกคณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับอำเภอ (พชอ.) โดยมุ่งทำงานครบ 3 ระดับ คือ 1.ป้องกันเยาวชน (ต้นน้ำ) 2.สร้างสภาพแวดล้อมปลอดเหล้า (กลางน้ำ) 3.บำบัดฟื้นฟูผู้ดื่ม (ปลายน้ำ)

                “อ.วังเหนือ ประสบความสำเร็จในการขับเคลื่อนการสร้างระบบนิเวศสังคม ผลจากการดำเนินงาน คือ ประชาชนมีสุขภาพดีขึ้น ครอบครัวอบอุ่นมากขึ้น อุบัติเหตุลดลง เศรษฐกิจครัวเรือนดีขึ้น และที่สำคัญคือเกิดความร่วมมือร่วมใจทั้งอำเภอ ทำให้ ปี 2568 อ.วังเหนือ ได้รับรางวัลอำเภอที่ไม่มีผู้บาดเจ็บจากอุบัติเหตุทางถนนในช่วงเทศกาลปีใหม่-สงกรานต์ จากคณะกรรมการศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนนจังหวัดลำปาง (ศปถ.จังหวัด) สะท้อนความสำเร็จของการลดปัจจัยเสี่ยงและสร้างชุมชนสุขทุกด้านอย่างยั่งยืน” นายอำเภอวังเหนือ กล่าว

                นางนงเยาว์ ประชุมชิต รองนายกองค์การบริหารส่วนตําบลร่องเคาะ กล่าวว่า อบต.ร่องเคาะ ทำหน้าที่เป็นกลไกกลางในการกำหนดกติกาและนโยบายสาธารณะ โดยร่วมกับกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และภาคีเครือข่ายในพื้นที่ เพื่อสร้างความเข้มแข็งของชุมชนอย่างยั่งยืน โดยได้เปิดเวทีประชาคมหารือร่วมกับชาวบ้าน ออกเป็น “ระเบียบตำบลร่องเคาะว่าด้วยการรักษาความสงบเรียบร้อยและสร้างความเข้มแข็งในชุมชน พ.ศ. 2553 (มีการแก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2564)”  ถือเป็น “มาตรการชุมชน” ที่ทุกคนร่วมกันยอมรับและปฏิบัติ เช่น กำหนดให้ลดเหล้าหลังเลิกงานในช่วงเข้าพรรษา, จัดงานศพและงานบุญประเพณีปลอดเหล้า, งดเลี้ยงอาหารดิบในงานชุมชน หากฝ่าฝืนมีบทลงโทษเป็นการปรับเงินเจ้าภาพงาน เช่น เลี้ยงเหล้าในงานศพปรับ 2,000 บาท และงดให้บริการสาธารณะจากท้องถิ่น

    นายชาญ อุทธิยะ ประชาคมงดเหล้า จ.ลำปาง กล่าวว่า ได้เริ่มขับเคลื่อนงานงดเหล้าร่วมกับ สสส. เมื่อปี 2548 โดยเริ่มจากรณรงค์งดเหล้าเข้าพรรษาและขยายผลงานศพปลอดเหล้า ลดรายจ่าย ไม่มีอบายมุข สามารถขยายผลเป็น “นโยบายในระดับจังหวัดลำปางงานศพปลอดเหล้า” มีการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือโครงการงดเหล้าในงานศพและการพนัน เพื่อให้ทุกอำเภอ มีอย่างน้อย 1 ตำบลนำร่องให้เกิดงานงดเหล้าเข้าพรรษา งานศพปลอดเหล้า ผ่านแกนนำในระดับอำเภอทั้ง 13 อำเภอใน จ.ลำปาง และขยายผลไปยัง 8 จังหวัดภาคเหนือตอนบนและพื้นที่อื่นๆ

    “หนึ่งในความภาคภูมิใจคือ การยกย่อง ‘คนหัวใจเพชร’ เช่น นายนนท์ โตนะโพธิ์ หรือ ‘ลุงนนท์’ ผู้เลิกเหล้าตลอดชีวิต และนำพลังใจไปสร้างป่าชุมชน จนกลายเป็น ‘ตลาดสดธรรมชาติ’ แหล่งอาหารและพื้นที่ทำกินของชุมชน และผู้ประกอบการร้านค้าสีขาวปลอดเหล้า อย่างนายดิเรก สุริยวงศ์ ช่วยเสริมความปลอดภัยและสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับสังคม  พร้อมด้วยนางกาญจนา คำพา ผู้อำนวยการโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ร่องเคาะ ย้ายไปเป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ทุ่งฮั้ว ได้ขยายแนวคิดรณรงค์งดเหล้าในศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบรรจุหลักสูตรการป้องกันแอลกอฮอล์สำหรับเด็กประถมวัยและสร้างครอบครัวต้นแบบงดเหล้าอย่างเป็นรูปธรรม 45 ครอบครัว ทั้งหมดนี้สะท้อนการดำเนินงานแบบมองชุมชนเป็นองค์รวม การแก้ไขปัญหาน้ำเมาต้องเข้าใจทั้งระดับปัจเจกจนถึงสภาพแวดล้อมจึงจะได้ผลอย่างยั่งยืน”  นายชาญ กล่าว

  • สสส.และเครือข่ายงดเหล้า ชื่นชม “ตำรวจภูธรพิมาย งดเหล้ายกโรงพัก” ร่วมโครงการ ฤดูกาลแห่งสติ งดเหล้าเข้าพรรษา 97 นาย ลด ละ เลิกเหล้า เสริมประสิทธิภาพที่ดีในการทำงาน สร้างความเชื่อมั่นประชาชน

    สสส.และเครือข่ายงดเหล้า ชื่นชม “ตำรวจภูธรพิมาย งดเหล้ายกโรงพัก” ร่วมโครงการ ฤดูกาลแห่งสติ งดเหล้าเข้าพรรษา 97 นาย ลด ละ เลิกเหล้า เสริมประสิทธิภาพที่ดีในการทำงาน สร้างความเชื่อมั่นประชาชน

    นครราชสีมา – วันที่ 22 สิงหาคม 2568  สำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า (สคล.) ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ลงพื้นที่ให้กำลังใจและชื่นชมการเข้าร่วมโครงการ “ฤดูกาลแห่งสติและรณรงค์งดเหล้าเข้าพรรษา ปี 2568” ของสถานีตำรวจภูธรพิมาย โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจทั้งโรงพักเข้าร่วมโครงการครบ 97 นาย ถือเป็นต้นแบบการรณรงค์ที่มุ่งสร้างการเปลี่ยนแปลงในชุมชน ลด ละ เลิกการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พร้อมเสริมสมรรถนะการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจ และสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน โดยสะท้อนถึงความร่วมมือระหว่างภาครัฐและองค์กรภาคสังคมเพื่อขับเคลื่อนสังคมปลอดเหล้าและยกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชนอย่างยั่งยืน

    เภสัชกรสงกรานต์ ภาคโชคดี ประธานเครือข่ายงดเหล้า กล่าวชื่นชม สภ.พิมายว่า โครงการงดเหล้าเข้าพรรษาของสถานีตำรวจภูธรพิมายดำเนินต่อเนื่องมาแล้ว 4 ปี ถือเป็นต้นแบบสำคัญที่สร้างสุขภาวะให้แก่ตำรวจ ครอบครัว และชุมชน ลดผลกระทบจากแอลกอฮอล์อย่างเป็นรูปธรรม และได้รับการยกย่องจากองกร ชุมชนต่างๆ เป็นตัวอย่างชัดเจนของบทบาทเชิงรุกในฐานะ “ผู้สร้างสุขภาวะ” ที่เริ่มต้นจากการรณรงค์ภายในองค์กร ขยายสู่ครอบครัว และต่อยอดไปยังชุมชน จนสามารถลดปัญหาอาชญากรรมและอุบัติเหตุจากสุราได้อย่างเป็นรูปธรรม อีกทั้งยังช่วยให้เจ้าหน้าที่ตำรวจมีสุขภาพแข็งแรง ปฏิบัติหน้าที่อย่างมีประสิทธิภาพ และเป็นแบบอย่างที่ดีแก่ประชาชน สะท้อนให้เห็นว่า “ตำรวจที่สุขภาพดี ครอบครัวเข้มแข็ง และเป็นมิตรกับประชาชน” คือกุญแจสำคัญของการสร้างสังคมปลอดเหล้าและปลอดภัย

    ทั้งนี้ เภสัชกรสงกรานต์ยังเตือนว่า แอลกอฮอล์เป็นสารก่อมะเร็งที่เพิ่มความเสี่ยงต่อมะเร็งได้หลายอวัยวะ ไม่ใช่เพียงแค่ตับ และยังทำลายสมองของเยาวชนที่เริ่มดื่มตั้งแต่อายุน้อย ส่งผลต่อศักยภาพของประเทศ ขณะที่ครอบครัวที่มีผู้ดื่มมีโอกาสเกิดปัญหารุนแรงสูงขึ้นถึง 3 เท่า และยังเป็นแบบอย่างที่ทำให้เด็กเรียนรู้พฤติกรรมการดื่มตามอีกด้วย

    พันตำรวจเอก สิทธิศักดิ์ พรมหมื่นไวย ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรพิมาย เปิดเผยว่า สภ.พิมายเข้าร่วมโครงการงดเหล้าเข้าพรรษาต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 ตั้งแต่ปี 2565 โดยเป็นการเชิญชวนแบบสมัครใจตั้งแต่ 7 วัน 15 วัน 1-2 เดือน หรือครบ 3 เดือน โดยจะมีกิจกรรมปฏิญาณตนพร้อมกันในวันที่ 15 กค. ที่ผ่านมา และการติดตามสอบถาม โดยมีชุมชน เทศบาล มาร่วมให้กำลังใจ ซึ่งการทำต่อเนื่องทำให้เริ่มมีนายตำรวจขยับตั้งใจงดเหล้านานขึ้น ซึ่งโดยส่วนใหญ่การดื่มจะเกิดจากการดื่มเพื่อเข้าสังคม ดื่มเพื่อคลายเครียดหลังงาน เป็นต้น ทั้งนี้ การงดเหล้าไม่เพียงช่วยให้เจ้าหน้าที่ตำรวจมีสุขภาพแข็งแรงขึ้น ประหยัดค่าใช้จ่ายเพื่อนำไปดูแลครอบครัว

    ผกก.กล่าวต่อว่า การลด ละ เลิกแอลกอฮอล์ช่วยให้ตำรวจทำงานด้วยสติและความพร้อมมากขึ้น พร้อมสร้างความเชื่อมั่นต่อองค์กรในสายตาประชาชน นอกจากนี้ สถิติความรุนแรงในชุมชนก็ลดลงอย่างชัดเจน การงดเหล้าเข้าพรรษาครั้งนี้ เราไม่ได้ทำเพื่อตัวเองเท่านั้น แต่ต้องการเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับประชาชน แสดงให้เห็นว่าการเปลี่ยนแปลงสามารถเริ่มจากภายในองค์กรและขยายผลสู่สังคมได้ ผู้กำกับสิทธิศักดิ์ กล่าว

    โครงการนี้มีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมสุขภาพบุคลากรตำรวจ พร้อมสร้างภาพลักษณ์ที่ดีของตำรวจในฐานะผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ที่ห่วงใยคุณภาพชีวิตประชาชน และร่วมขับเคลื่อนสังคมปลอดเหล้าเพื่อลดผลกระทบจากแอลกอฮอล์อย่างยั่งยืน.

    ส.ต.ต.สร่างศัลย์ แสนอุ่น อายุ 27 ปี เล่าว่า ตนตั้งใจงดเหล้าเข้าพรรษาทุกปี ถือเป็นช่วงพักตับและฟื้นฟูสุขภาพทั้งกายและใจ การงดเหล้าไม่เพียงส่งผลดีต่อสุขภาพ แต่ยังช่วยให้ปฏิบัติหน้าที่ดูแลประชาชนและรักษากฎหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น แม้ในช่วงแรกจะรู้สึกกดดันเมื่อเห็นเพื่อนหรือญาติชวนดื่ม แต่ด้วยความตั้งใจจริงก็สามารถปฏิเสธได้ตลอด 3 เดือนของเข้าพรรษา ปีนี้ยังลดน้ำหนักลงได้หลายกิโลกรัม และทุกๆปี จะได้รับแรงสนับสนุนจากครอบครัวภรรยาและลูก รวมถึงเพื่อนร่วมงาน ซึ่งเป็นกำลังใจสำคัญให้เดินหน้าตั้งปณิธานงดเหล้าได้สำเร็จ

    ด้านนางรำพึง อาศัยบุญ อายุ 63 ปี ประชาชนชาว อ.พิมาย เล่าว่า ได้ร่วมรณรงค์งดเหล้าเข้าพรรษากับ สภ.พิมาย ตั้งแต่ปีแรก เห็นว่าตำรวจ สภ.พิมาย มีความตั้งใจจริงที่จะทำความดีในช่วงของการงดเหล้าเข้าพรรษา 4 ปีแล้วที่ ท่านผู้กำกับ สภ.พิมาย ประกาศเป็นนโยบาย ให้ตำรวจ สภ.พิมาย พร้อมใจกันงดเหล้าเข้าพรรษายกโรงพัก เป็นจุดเริ่มต้นที่จะทำให้ชุมชนสุข สงบ ลดปัญหาอุบัติเหตุ ลดปัญหาทะเลาะวิวาท ความรุนแรง ทำให้ประชาชนอย่างพวกเรามีความอุ่นใจ สบายใจมากขึ้น คนชุมชนอื่นๆหรือคนจากที่อื่นเขาก็ชื่นชม อยากให้ตำรวจทำโครงการนี้ต่อไป  เป็นแบบอย่างที่ดีให้แก่คนในชุมชน และเด็กๆรุ่นลูก หลานต่อไป

  • ภาคประชาสังคมขยับ! เวทีพัฒนา “การทำงานเชิงผลลัพธ์” ประชาคมงดเหล้า 3 จังหวัด อีสานตอนล่าง…

    ภาคประชาสังคมขยับ! เวทีพัฒนา “การทำงานเชิงผลลัพธ์” ประชาคมงดเหล้า 3 จังหวัด อีสานตอนล่าง…

    วันที่ 14 มิถุนายน 2568 เครือข่ายองค์กรงดเหล้าภาค อีสานตอนล่าง จัดเวทีประชุมเชิงปฏิบัติการ “การพัฒนาบทบาทภาคประชาสังคมและติดตามประเมินผลความร่วมมือเพื่อลดปัจจัยเสี่ยงแอลกอฮอล์” ณ โรงแรมศรีลำดวน อำเภอเมือง จังหวัดศรีสะเกษ โดยมีตัวแทนจากประชาคมงดเหล้า 3 จังหวัดในพื้นที่ ภาคอีสานตอนล่าง เข้าร่วมเรียนรู้และแลกเปลี่ยนประสบการณ์

    เป้าหมายหลักของการประชุม

    การประชุมครั้งนี้มุ่งเน้นการพัฒนาศักยภาพภาคีเครือข่ายให้สามารถ “ทำงานเชิงผลลัพธ์” และ “เก็บเกี่ยวผลลัพธ์” ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยการใช้เครื่องมือวัดผลที่หลากหลายและเหมาะสมกับบริบทของแต่ละพื้นที่ โดยมีเป้าหมายเพื่อพัฒนาแผนงานอย่างต่อเนื่องจากข้อมูลจริงในพื้นที่

    เนื้อหาสำคัญ

    ผู้เข้าร่วมได้เรียนรู้ผ่านเวิร์กช็อปและกิจกรรมกลุ่ม ซึ่งช่วยเปิดมุมมองสำคัญเกี่ยวกับการประเมินผล ดังนี้:

    1. ความเข้าใจเรื่อง “ผลลัพธ์” การทำงานที่ดีต้องเริ่มต้นจากการกำหนดผลลัพธ์ที่ชัดเจน ต้องกำหนด “พื้นที่” หรือ “กลุ่มเป้าหมาย” ที่ต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงให้เจาะจง

    2. การเลือกใช้เครื่องมือวัดผลต้องเลือกเครื่องมือที่เหมาะสม เช่น การวัดความรอบรู้ พฤติกรรม หรือค่านิยม เครื่องมือต้องสอดคล้องกับเนื้อหาของกิจกรรมที่ดำเนินการ

    3. การกำหนดกลุ่มผู้ให้ข้อมูลต้องรู้ว่าจะเก็บข้อมูลจากใคร เมื่อใด และด้วยวิธีการใด เพื่อให้ได้ “หลักฐานเชิงประจักษ์” ที่น่าเชื่อถือ

    4. การแปรผลข้อมูลเพื่อใช้ประโยชน์ข้อมูลที่ได้ต้องถูกนำกลับมาใช้ในการพัฒนางานอย่างเป็นรูปธรรม ไม่ใช่แค่การรายงานผล แต่ต้องนำไปสู่การปรับปรุงงานจริง

    ผู้เข้าร่วมต่างเห็นพ้องว่า การเก็บผลลัพธ์เป็นสิ่งสำคัญ แต่สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าคือ การทำงานเชิงผลลัพธ์ ซึ่งเน้นไปที่การเปลี่ยนแปลงจริงของคนในพื้นที่ ไม่ใช่แค่เพียงการรายงานผล เวทีในครั้งนี้ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของภาคประชาสังคมในพื้นที่อีสานตอนล่าง ที่พร้อมจะขับเคลื่อนงานงดเหล้าอย่างมีทิศทาง และนำพาการเปลี่ยนแปลงที่จับต้องได้มาสู่สังคมอย่างยั่งยืน

    เครือข่ายงดเหล้า ภาคอีสานตอนล่าง