Category: บทความเรื่องเหล้า

เครือข่ายงดเหล้าอยากให้คนไทยสุขภาพดี

  • “กาฬสินธุ์โมเดล” ปรับค่านิยมการบวชใหม่ ประกาศ อำเภอเมืองฯ เป็นพื้นที่นำร่อง “บวชสร้างสุข” เป็นอำเภอแรกของประเทศ

    “กาฬสินธุ์โมเดล” ปรับค่านิยมการบวชใหม่ ประกาศ อำเภอเมืองฯ เป็นพื้นที่นำร่อง “บวชสร้างสุข” เป็นอำเภอแรกของประเทศ

    “อำเภอส่งเสริมบวชสร้างสุข” นโยบายเชิงสัญลักษณ์สู่การเปลี่ยนแปลง การประกาศให้อำเภอเมืองกาฬสินธุ์เป็น “อำเภอส่งเสริม บวชสร้างสุข” อย่างเป็นทางการ ถือเป็นก้าวแรกของการขับเคลื่อนนโยบายเชิงโครงสร้าง โดยมุ่งปรับเปลี่ยนค่านิยมการบวชที่เคยมีภาระค่าใช้จ่ายสูง และกิจกรรมที่ไม่สอดคล้องกับหลักพระธรรมวินัย กลับสู่รูปแบบที่เรียบง่าย เข้าถึงได้ และมีความหมายต่อชีวิตผู้บวชและครอบครัว

    “บวชสร้างสุข” ไม่ใช่แค่เปลี่ยนพิธีบวช…แต่เปลี่ยนวิธีคิดของสังคม การประกาศให้อำเภอเมืองกาฬสินธุ์เป็นพื้นที่ต้นแบบ “บวชสร้างสุข” ถือเป็นการส่งสัญญาณสำคัญว่า คณะสงฆ์จังหวัดกาฬสินธุ์พร้อมจะเป็นผู้นำในการปฏิรูปวัฒนธรรมงานบวชให้สอดคล้องกับหลักธรรมวินัยและความเป็นอยู่ของชุมชน

    “บวชสร้างสุข” จึงไม่ใช่แค่โครงการ แต่คือแนวทางที่มุ่งสร้างความเข้าใจใหม่ให้กับสังคมว่า “การบวช” คือการฝึกตนเพื่อพ้นทุกข์ ไม่ใช่ภาระทางเศรษฐกิจหรือพิธีกรรมที่กลายเป็นการแข่งขันหน้าตาทางสังคม หากสามารถขยายแนวคิดนี้ในวงกว้างได้ อาจกลายเป็นโมเดลแห่งการฟื้นฟูพระพุทธศาสนาอย่างยั่งยืน

    “บวชทั้งที ต้องจัดใหญ่?” “บวชแบบเรียบง่าย จะดูไม่มีเกียรติ?” คำถามเหล่านี้สะท้อนรากลึกของค่านิยมการบวชในสังคมไทย แต่ในยุคของกระแสโลกาภิวัตน์ ค่านิยมแบบเดิมอาจไม่ตอบโจทย์สุขภาวะของผู้คนอีกต่อไป

    ในเวทีครั้งนี้ ได้มีการเสวนาเชิงลึก “SWOT บวชสร้างสุข” ได้เปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนมุมมองจากหลากหลายภาคส่วน เพื่อร่วมกันทบทวนบทบาทของ “การบวช” ในบริบทสังคมปัจจุบัน พร้อมวิเคราะห์อย่างตรงไปตรงมาตามหลัก SWOT จุดแข็ง จุดอ่อน โอกาส และอุปสรรค เพื่อชี้แนวทางอนาคตของ “การบวชที่สร้างสุข” ทั้งต่อตัวผู้บวช ครอบครัว และสังคม โดยมี เจ้าอธิการแดง ปญฺญาวโร เป็นผู้ดำเนินรายการ เชื่อมโยงมุมมองศาสนา สังคม และวัฒนธรรมในท้องถิ่น เพื่อพัฒนานโยบายที่ตอบโจทย์บริบทจริง

    หัวใจของ “บวชสร้างสุข” คือการดึงสาระแก่นแท้ของการบวชกลับคืนมา ไม่ใช่เพียงพิธีกรรม ไม่ใช่เพียงการเฉลิมฉลอง แต่คือโอกาสในการ “ฝึกใจ” ละวางความยึดติด และเข้าสู่หนทางของการศึกษาพระธรรมวินัยอย่างลึกซึ้ง การลดความฟุ่มเฟือย เช่น ไม่ใช้แตรวง รถแห่ หรือ เครื่องเสียงขนาดใหญ่ จัดเลี้ยงฉลองใหญ่โต ทำให้งานบวชกลายเป็นพื้นที่สงบ เรียบง่าย และเอื้อต่อการศึกษาพระธรรม อีกทั้งยังช่วยลดภาระทางการเงินให้กับครอบครัวผู้บวช โดยเฉพาะในยุคที่ค่าครองชีพสูง การจัดงานเล็กแต่ลึกซึ้ง กลายเป็นทางเลือกที่ตอบโจทย์ยุคสมัยได้อย่างลงตัว พระสงฆ์ พระสังฆาธิกา ที่มองเห็นความสำคัญร่วมกัน ถึงสถานการณ์ปัญหา ที่พระสงฆ์ ผู้เป็นผู้นำทางศาสนา ควรช่วยกันแก้ไข สงเคราะห์ชาวพุทธ


    อย่างไรก็ตาม ค่านิยมเก่า ๆ เช่น “บวชทั้งทีต้องจัดใหญ่” หรือ “งานเล็กกลัวจะเสียหน้า” ยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการเปลี่ยนผ่าน นอกจากนี้ การสื่อสารสาธารณะเกี่ยวกับแนวทาง “บวชสร้างสุข” ยังไม่เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายโดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่ห่างวัด ทำให้แนวทางนี้ยังจำกัดอยู่เพียงในบางเครือข่ายเท่านั้น


    ในยุคที่ผู้คนเหนื่อยล้ากับการแข่งขันทางเศรษฐกิจ ความกดดันทางสังคม และความวุ่นวายของชีวิตประจำวัน แนวคิด “บวชสร้างสุข” ที่เน้นความสงบ เรียบง่ายกลับกลายเป็นคำตอบที่ทรงพลังสำหรับคนยุคใหม่ หลายคนเริ่มมองการบวชในฐานะ “การปลีกวิเวกเพื่อทบทวนชีวิต” ไม่ใช่แค่ประเพณี แต่คือการพัฒนาตน การใช้ วัดต้นแบบ ที่ใช้แนวทาง “บวชเรียบง่าย” พร้อมประชาสัมพันธ์ผ่านโซเชียลมีเดีย เพื่อให้คนรุ่นใหม่เห็นภาพชัดเจนขึ้น


    แม้จะมีโอกาส แต่การสร้างระบบสนับสนุนการบวชสร้างสุขยังคงท้าทาย โลกยุคใหม่เต็มไปด้วยสิ่งเร้า และค่านิยมวัตถุนิยม ทำให้ “การบวชเพื่อสุขภาวะ” อาจถูกมองว่าเชย ล้าสมัย หรือไม่ตอบโจทย์ หากไม่มีโครงสร้างรองรับอย่างชัดเจน เช่น งบประมาณ การฝึกอบรมพระอุปัชฌาย์ และการมีแบบแผนที่ชัดเจน แนวทาง “บวชสร้างสุข” อาจกลายเป็นเพียงกระแสที่มาแล้วก็ไป

    การประกาศให้อำเภอเมืองกาฬสินธุ์เป็น “พื้นที่ต้นแบบ” ครั้งนี้ เปรียบเสมือนการส่งสัญญาณว่าคณะสงฆ์กาฬสินธุ์ พร้อมจะเป็นต้นแบบในการปฏิรูปวัฒนธรรมงานบวช ให้กลับมาสู่หัวใจของศาสนาอย่างแท้จริง คือ “การฝึกตนเพื่อพ้นทุกข์” ไม่ใช่เพียงพิธีกรรมที่กลายเป็นภาระของครอบครัวและชุมชน “บวชสร้างสุข” จึงอาจกลายเป็นโมเดลใหม่ของการส่งเสริมพระพุทธศาสนา ที่ผสมผสานทั้งธรรมวินัย วิถีชีวิต และบริบทสังคมอย่างยั่งยืน

    นอกจากเวทีเสวนา ยังมีการ มอบป้าย “วัดส่งเสริมบวชสร้างสุข” ให้กับวัดต้นแบบในอำเภอเมือง เพื่อสร้างแรงจูงใจให้วัดอื่น ๆ ปรับเปลี่ยนแนวทางพิธีบวชตามหลักธรรมวินัย ลดการจัดงานฟุ่มเฟือย และเเพื่อสื่อสารรณรงค์รูปแบบของการบวชสร้างสุข

  • สพป.เขต2 เชียงใหม่ อบรมปลูกพลังบวกสร้างจิตสำนึกภูมิคุ้มกันปัจจัยเสี่ยงเหล้าบุหรี่

    สพป.เขต2 เชียงใหม่ อบรมปลูกพลังบวกสร้างจิตสำนึกภูมิคุ้มกันปัจจัยเสี่ยงเหล้าบุหรี่

    วันที่ 5 พฤษภาคม 2568 สำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้าภาคเหนือตอนบน ร่วมเป็นวิทยากรอบรมเชิงปฏิบัติการโครงการปลูกพลังบวกเพื่อสร้างจิตสำนึกภูมิคุ้มกันปัจจัยเสี่ยง (เหล้า บุหรี่) สู่สุขภาวะที่ดีสำหรับเด็กปฐมวัย แก่ผู้บริหารสถานศึกษาและครูปฐมวัย ณ ห้องประชุมเอราวัณ สพป. เชียงใหม่ เขต 2 โดยมีผู้เข้าร่วมทั้งหมด 87 คน ประกอบด้วยคุณครูผู้สอนในระดับปฐมวัย ในเขตพื้นที่การศึกษาเขต 1 เขต 2 และเขต 3 . การอบรมฯ ประกอบด้วยกิจกรรม “เสริมพลังบวกจากพี่สู่น้อง”

    เวทีเสวนาแลกเปลี่ยนสถานศึกษาต้นแบบและแหล่งเรียนรู้ กิจกรรมสร้างความสุขก่อนการเรียนรู้ กิจกรรมนำเสนอการสาธิตการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ปลูกพลังบวก การให้ความรู้เรื่อง พรบ.เหล้า บุหรี่ และกฎหมาย กิจกรรมพื้นที่สร้างสรรค์ และ “สานสัมพันธ์ ผู้ปกครอง บ้าน โรงเรียน พ่อ แม่ ลูก” กิจกรรมนิเทศ ติดตามสร้างพลังใจ และการยกระดับสู่สถานศึกษาต้นแบบและแหล่งเรียนรู้ และแผนการนำสู่ห้องเรียนและสถานศึกษา . กิจกรรมดังกล่าวเป็นประโยชน์ต่อครูผู้สอนปฐมวัย ในการพัฒนาการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ โดยใช้กระบวนการเรียนรู้เชิงรุก Active Leaming ไปสู่การลดพฤติกรรมเสี่ยงที่ต้องเริ่มตั้งแต่เด็กปฐมวัย มุ่งเน้นให้เด็กมีทักษะการเรียนรู้ และปลูกฝังคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของเด็ก ผ่านกิจกรรมและใช้สื่อชุดกิจกรรมปลูกพลังบวก ที่เน้นให้เด็กได้ลงมือปฏิบัติที่อย่างหลากหลาย การป้องกันให้เด็กและเยาว

    การอบรมเชิงปฏิบัติการ “ปลูกพลังบวกเพื่อสร้างจิตสำนึกภูมิคุ้มกันปัจจัยเสี่ยง (เหล้า บุหรี่)” ที่จัดขึ้นโดยสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 2 มีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างความรู้และทักษะให้กับครูปฐมวัยในการป้องกันปัจจัยเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการดื่มเหล้าและการสูบบุหรี่ในเด็กเล็ก โดยการอบรมนี้ใช้กระบวนการ Active Learning เพื่อให้ผู้เข้าร่วมสามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในสถานศึกษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    การอบรม ซึ่งประกอบด้วยครูและบุคลากรทางการศึกษาจากโรงเรียนในสังกัด สพป.เชียงใหม่ เขต 2 โดยมีการสนับสนุนจากสำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า (สคล.) และสำนักงานสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)

    วัตถุประสงค์หลักของการอบรมคือ:

    • เพื่อให้ครูปฐมวัยมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการสร้างจิตสำนึกและภูมิคุ้มกันต่อปัจจัยเสี่ยง
    • เพื่อให้ครูสามารถนำกิจกรรมที่เรียนรู้ไปบูรณาการในหลักสูตรการสอน
    • เพื่อสร้างความตระหนักรู้ในครูเกี่ยวกับความสำคัญของการป้องกันปัจจัยเสี่ยงในเด็กปฐมวัย

    การอบรมนี้ถือเป็นส่วนหนึ่งของโครงการที่มีเป้าหมายในการสร้างสังคมที่ปลอดภัยจากปัจจัยเสี่ยงที่อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพของเด็ก โดยเฉพาะในช่วงวัยที่สำคัญนี้

  • สคล.ระดมไอเดียขับเคลื่อน “ความสุขที่มีสติ” ท้ากระแสสังคมยุคเสรีปลดล็อกอบายมุข หวั่นเด็กเยาวชนเกิดน้อย ด้อยคุณภาพ เร่งบูรณาการจังหวัด เน้นสร้างภูมิคุ้มกัน และย้ำความรับผิดชอบของผู้ก่อปัญหา

    สคล.ระดมไอเดียขับเคลื่อน “ความสุขที่มีสติ” ท้ากระแสสังคมยุคเสรีปลดล็อกอบายมุข หวั่นเด็กเยาวชนเกิดน้อย ด้อยคุณภาพ เร่งบูรณาการจังหวัด เน้นสร้างภูมิคุ้มกัน และย้ำความรับผิดชอบของผู้ก่อปัญหา

    วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2568 สำนักงานเครือข่ายงดเหล้า (สคล.) โดยการสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จัดประชุมใหญ่เครือข่ายจากทั่วประเทศเนื่องในโอกาสครบรอบ 22 ปี ระหว่างวันที่ 6-7 กุมภาพันธ์ 2568 ณ ห้องประชุมอุบลฮอล์ โรงแรมเซนทารา จังหวัดอุบลราชธานีโดยชูสโลแกน “ความสุขที่มีสติ” ในสถานการณ์สังคมแบบเสรีนิยม พร้อมประเมินสถานการณ์การดื่มแอลกอฮอล์ในภาคอีสานในภาพรวมสถิตินักดื่มเปรียบเทียบปี 2560 กับปี 2564 พบว่า จังหวัดนครราชสีมา และอำนาจเจริญความชุกลดลง ส่วนอีก 6 จังหวัด สถิติเพิ่มขึ้นได้แก่ มุกดาหาร บุรีรัมย์ สุรินทร์ ยโสธร ชัยภูมิ อุบลราชธานี ส่วนจังหวัดศรีสะเกษสถิติความชุกคงเดิม คือ ร้อยละ 26.90 รวมทั้ง ความชุกของเยาวชนอายุ 15-19ปี ของจังหวัดศรีสะเกษ สถิติลดลงอย่างชัดเจนจาก ร้อยละ 12 ปี 2560 เป็น ร้อยละ 7.3 ในปี 2564 อย่างไรก็ตาม ภาพรวมสถิติปัญหาของภาคอีสานในหลายจังหวัดน่ากังวล โดยเฉลี่ยพบว่า ร้อยละ 32.3 พบการขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ให้เด็กต่ำกว่า 20 ปี ร้อยละ 23.9  การดื่มในงานประเพณี / คอนเสิร์ต งานเลี้ยง ร้อยละ 70.0 การขายในวันพระใหญ่ต่าง ๆ ร้อยละ 15.7 การขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในเวลาห้ามขาย ร้อยละ 25.2 การขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในสถานที่ห้ามขาย ร้อยละ 7.1  และดื่มในบ้านตนเอง กว่าร้อยละ 88.6 โดยพบว่า จังหวัดมุกดาหาร เป็นจังหวัดที่ดื่มสูงในภาคกว่าร้อยละ 38.6 เป็นอันดับ 5 ของประเทศ ซึ่งคงต้องเจาะลึกสถานการณ์ปัญหาของแต่ละจังหวัด

    นพ.พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ ผจก. สสส. กล่าวว่า สถานการณ์ปัจจัยเสี่ยงสุขภาพทั้งเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ บุหรี่ไฟฟ้า กัญชา กระท่อม การพนันออนไลน์ ยาเสพติด เป็นปัญหาที่ซับซ้อนบนเงื่อนไขทางสังคมเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะสังคมดิจิตอล ดังนั้น สสส. และภาคีจึงต้องปรับตัวเน้นการทำงานที่เข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย เน้นการทำงานให้เกิดผลลัพธ์ โดยเฉพาะกลุ่มเด็กเยาวชน ตลอดจนเด็กปฐมวัยเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันตั้งแต่วัยเด็ก และเน้นกลุ่มที่มีการดื่มแบบเสี่ยงสูง เพื่อยืดอายุและเพิ่มอัตราอายุยืนเฉลี่ยรายจังหวัด โดยจะเน้น 4 หลักการ DOPA คือ Data Driven , Outcome Driven , Partner Driven และ AI Driven โดยใช้พื้นที่จังหวัดเป็นตัวตั้ง โดยพัฒนาชุมชนที่เข้มแข็งมีส่วนร่วมแบบบ้านวัดโรงเรียนราชการให้เกิดความยั่งยืน ซึ่งเครือข่ายงดเหล้าเป็นหนึ่งในภาคีที่ทำงานเคียงคู่ สสส.มาต่อเนื่อง มีการทำงานในทุกกลุ่มเป้าหมาย รวมทั้งเน้นการเปลี่ยนแปลงชุมชนให้ปลอดภัยจากอบายมุขต่างๆ โดยปีนี้พิเศษที่มาเน้นเรื่อง “สติ” ซึ่งสอดคล้องกับสถานการณ์ที่มีปัญหาเรื่องโรคซึมเศร้าอีกด้วย เรียกว่า รุมเร้าสังคมไทยทั้งด้านกาย ใจ สังคมและปัญญา จึงต้องกลับมาที่ฐานรากวางเป้าหมายบูรณาการพื้นที่จังหวัด ซึ่งเครือข่ายงดเหล้าจะต้องเร่งขับเคลื่อนจังหวัดให้เกิดผลลัพธ์ที่ชัดเจนใน 2-3 ปีจากนี้  

    ว่าที่พันตรี อดิศักดิ์ น้อยสุวรรณ ผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี กล่าวในพิธีเปิดว่า จังหวัดอุบลราชธานีมีแนวทางในการส่งเสริมสุขภาพประชาชน เพื่อให้พ้นจากโรคภัยไข้เจ็บ โดยเฉพาะโรคที่มีสาเหตุมาจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งโรคมะเร็งตับถือเป็นโรคร้ายแรงที่สำคัญในจังหวัดอุบลราชธานีต้องรีบแก้ไข และการแก้ไขปัญหาคุณภาพชีวิตประชากรให้มีความอยู่ดี มีสุข ลดปัญหาหนี้สินค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งยังสนับสนุนแนวทางการป้องกันนักดื่ม นักสูบหน้าใหม่ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่น่ากังวลใจ มีการแพร่ระบาดอย่างแพร่หลาย จังหวัดอุบลราชธานีจึงดำเนินการนโยบายปราบปราม ป้องกันการใช้บุหรี่ไฟฟ้า เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในเด็กเยาวชนอย่างเต็มที่ ทั้งนี้ เครือข่ายงดเหล้าในจังหวัดอุบลราชธานี มีพื้นที่ดำเนินงาน ได้แก่ ชุมชนต้นแบบสู้เหล้า บ้านโนนมะเขือ อำเภอกุดข้าวปุ้น ชุมชนบ้านแก้ง อำเภอเดชอุดม บ้านหนองคู อำเภอน้ำยืน และการขับเคลื่อนนโยบายระดับอำเภอได้แก่ อำเภอม่วงสามสิบ อำเภอสำโรง อำเภอน้ำยืน และอำเภอเดชอุดม ตลอดจนงานแห่เทียนพรรษาที่เป็นจุดเด่นของจังหวัด งานประเพณีสงกรานต์ “ถนนดอกไม้และสายน้ำ” โดยเทศบาลนครอุบลราชธานี โดยมีการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างจริงจัง และได้รับความร่วมมืออย่างดีจากทุกฝ่าย 

    นายธีระ วัชรปราณี ผู้อำนวยการสำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า (สคล.) กล่าวว่า ในโอกาสครบรอบ 22 ปี ของการก่อตั้งเครือข่ายงดเหล้า นอกจากจะเป็นช่วงเวลาทบทวนและพบปะเพิ่มพลังเครือข่ายแล้ว ยังต้องมองอนาคตใน 2-3 ปีจากนี้ไป โดยข้อมูลปี 2564 ความชุกนักดื่มโดยรวมประเทศ ร้อยละ 28 ซึ่งเชื่อว่าสถานการณ์ปัญหาจากปัจจัยเสี่ยงสุขภาพจะเพิ่มมากขึ้น ส่วนหนึ่งเกิดจากรัฐบาลที่เน้นการพัฒนาเศรษฐกิจ มีการผ่อนคลายมาตรการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การแก้ไขกฎกระทรวงของกรมสรรพสามิตให้การผลิตสุราทำได้ง่ายขึ้น กรณีปัญหากัญชากระท่อมที่เริ่มส่งผลต่อเด็กเยาวชน รวมทั้งบุหรี่ไฟฟ้า พนันออนไลน์ ที่รัฐบาลมีนโยบายที่จะทำให้ถูกกฎหมายมากขึ้น โดยในโซนภาคอีสาน ซึ่งกำลังถูกส่งเสริมให้มีการแปรรูปผลผลิตทางการเกษตรเป็นสุราท้องถิ่น วิถีชีวิตที่ชอบสนุกสนานม่วนหน้าฮ่านรถแห่ ประเพณียิ่งใหญ่บุญบั้งไฟ บุญแข่งเรือ รวมทั้งวิถีกินเหล้าหลังเสร็จงาน การเลี้ยงแขกด้วยเหล้า เป็นบรรทัดฐานและกิจกรรมการส่งเสริมตลาดของธุรกิจที่มาพร้อมกับการเป็นสปอนเซอร์จัดงานแบบ CSR ปลอม ซึ่งในความเป็นจริงผู้ที่ผลิตนำเข้าหรือขายสินค้าต้องรับผิดชอบต่อการขายสินค้าที่ไม่ธรรมดา เช่น ต้องจ่ายเงินเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ รวมทั้ง ต้องควบคุมผู้ขายให้ทำตามกฎหมาย การไม่ขายคนเมา ไม่ขายให้เด็ก รวมทั้ง การปฏิบัติตามการควบคุมโฆษณาอย่างเคร่งครัด เป็นต้น

    ส่วนการบูรณการแก้ปัญหาโดยใช้พื้นที่จังหวัด ทางเครือข่ายได้คัดเลือกจังหวัดที่จะวัดผลการเปลี่ยนแปลงเป็น 3 กลุ่ม โดยปี 2568 จะเน้น 9 จังหวัด ได้แก่ น่าน สุโขทัย หนองบัวลำภู ศรีสะเกษ อ่างทอง จันทบุรี สุพรรณบุรี นครศรีธรรมราช และปัตตานี จากนั้นจะขยายการติดตามวัดผลการเปลี่ยนแปลงไปยังจังหวัดกลุ่มที่ 2 และ 3 ต่อไป โดยการพุ่งเป้าลดความเสี่ยงในกลุ่มดื่มหนัก สร้างภูมิคุ้มกันตั้งแต่อายุน้อยการบูรณาการประเด็นปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ให้ร่วมดำเนินการในชุมชนตำบลอำเภอ รวมทั้ง การดำเนินงานขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะ และกฎหมายควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่กำลังแก้ไขในสภาผู้แทนฯ

  • เครือข่ายพระสงฆ์นักพัฒนาสังฆะเพื่อสังคม 9 ภาค ห่วงใยประเทศวอนรัฐบาล “ขอให้สร้างสังคม เศรษฐกิจให้เติมโตด้วยปัญญาที่เป็นจุดแข็งของประเทศ หยุดสร้างฐานเศรษฐกิจด้วยอบายมุข เพราะจะนำประเทศไทยไปสู่ความฉิบหาย”

    เครือข่ายพระสงฆ์นักพัฒนาสังฆะเพื่อสังคม 9 ภาค ห่วงใยประเทศวอนรัฐบาล “ขอให้สร้างสังคม เศรษฐกิจให้เติมโตด้วยปัญญาที่เป็นจุดแข็งของประเทศ หยุดสร้างฐานเศรษฐกิจด้วยอบายมุข เพราะจะนำประเทศไทยไปสู่ความฉิบหาย”

    เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2568 ณ ห้องประชุมศาลาปฏิบัติธรรม วัดทับมา อ.เมืองระยอง จ.ระยอง เครือข่ายพระสงฆ์นักพัฒนา สังฆะเพื่อสังคม 9 ภาค โดยมีผู้แทนจากแต่ละภาค ได้แก่ พระครูสุวรรณโพธิวรธรรม,พระครูภัทรธรรมคุณ, ดร., พระครูปริยัติสุวัฒนาภรณ์, ดร., พระครูโพธิวีรคุณ, พระอธิการโสภณ ปิยธมฺโม, ดร., พระครูกิตติปริยัติคุณ, พระมหาบวร ปวรธมฺโม, พระครูสุมณฑ์ธรรมธาดา, พระครูอุดมสุวรรณสถิต และพระสงฆ์นักพัฒนาอื่น ๆ ที่มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนงานพัฒนาสังคมมากว่า 30 ปี ได้ประชุมหารือเพื่อทบทวนกระบวนการทำงานและกำหนดทิศทางในอนาคตตามเป้าหมาย “ธรรมนูญสุขภาพพระสงฆ์แห่งชาติ ปี 2560 และ ปี 2566” ซึ่งมีวิสัยทัศน์ว่า “พระแข็งแรง วัดมั่นคง ชุมชนเป็นสุข”

    โดยเฉพาะประเด็น “ชุมชนเป็นสุข” ได้มีการยกประเด็นนโยบายรัฐบาลขึ้นมาระดมความคิดเห็น ท้ายสุดที่ประชุม ได้แสดงความห่วงใยต่อผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อสังคมและประเทศชาติ จากนโยบายต่าง ๆ ของรัฐบาลที่เกี่ยวเนื่องกับอบายมุข จึงได้แสดงความเห็น และขอให้ข้อมูล จุดยืน แต่ละประเด็น ดังนี้

    1. พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร (Entertainment Complex) 

    ตามที่รัฐบาลได้ผลักดันเข้าสภาแล้วนั้น ส่วนประกอบสำคัญใน พ.ร.บ.ฉบับนี้คือ “กาสิโน” ซึ่งจะส่งผลให้พื้นที่ประเทศไทยสามารถเปิด “กาสิโน” หรือแหล่งพนันอย่างถูกกฎหมายหลายแห่ง หลายขนาด ในหลายพื้นที่  ไม่มีขีดจำกัด สามารถอนุมัติด้วยอำนาจของฝ่ายการเมืองไม่ได้ฟังเสียงประชาชน

    ข้อมูลประสบการณ์ทั่วโลก “กาสิโน” เป็นพื้นที่เชื่อมโยงกับการกระทำผิดกฎหมายและอาชญากรรมหลากหลายระดับ ทั้งข้ามชาติ ภายในประเทศ และท้องถิ่น ก่อเกิดการฉ้อโกงทุจริตคอรัปชัน  การเปิดให้มี “กาสิโน” ถูกกฎหมายเท่ากับเปิดพื้นที่ให้กลุ่มอาชญากรรมได้ฟอกเงิน เป็นเหตุแห่งกระบวนการเซาะกร่อนบ่อนทำลายระบบเศรษฐกิจ การเงินธนาคารของประเทศ   ในขณะเดียวกัน สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติระบุชัดเจนว่า “การพนันไม่นับรวมเป็นรายได้ประชาชาติ” แล่ะคณะกรรมการกฤษฎีกาได้ชี้ข้อมูลต่อร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้มีปัญหาทั้งในแง่หลักการและวัตถุประสงค์ที่ไม่ชัดเจน ไม่สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาล

    ในด้านสุขภาพนั้น การพนัน ถือเป็นสิ่งเสพติดประเภทหนึ่งเรียกว่า “โรคติดพนัน” เกิดปัญหาการกระตุ้นทางจิต ทำให้เกิดภาวะติดพนัน จากสถิติพบว่า นักพนัน 10 คนจะมีปัญหาเรื่องสุขภาพที่ต้องเข้าบำบัดรักษาถึง 2 คน  

    ในทางพระพุทธศาสนา ได้บรรจุคำสอนไว้อย่างชัดเจนว่า “การพนัน”  คือ หนทางแห่งความฉิบหาย เสื่อม พินาศ ย่อยยับ ของบุคคลผู้เล่น  คนรอบข้าง  พื้นที่ ท้องถิ่น  จึงมีคำพูดที่ว่า “โจรปล้นบ้าน 10 ครั้งยังไม่เท่าไฟไหม้ครั้งเดียว ไฟไหม้ 10 ครั้งยังไม่เท่ามีคนในบ้านติดการพนัน” เป็นคำกล่าวที่คนโบราณว่าไว้ถึงอันตรายจากการพนัน  ข้อมูลประจักษ์ คนร่ำรวย ติดชายแดนประเทศเพื่อนบ้าน ข้ามไปเล่นพนัน ติดพนัน จากคนมีทรัพย์สินมากมายกลายมาเป็นคนยากจนสินเนื้อประดาตัว

    2. การจะเปิดให้มีการเล่นพนันออนไลน์ถูกกฏหมาย

    ภายใต้ พระราชบัญญัติการพนัน พุทธศักราช  และร่างปรับปรุง ร่างพระราชบัญญัติการพนัน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ….  คาดว่า “มหาดไทย” เตรียมชงร่าง พ.ร.บ.การพนันฉบับแก้ไขเข้า ครม. 25 ก.พ. นี้ หลังจบขั้นตอนรับฟังความเห็นคนส่วนใหญ่ “เห็นด้วย” เพิ่มบทลงโทษคุมบ่อน พนันออนไลน์ ผู้เล่น ผู้จัด ยันคนคุม ระบบโทษสูงสุด 7 – 12 ปี

    คำอธิบายหลักการหรือประเด็นสำคัญของร่างกฎหมายหรือกฎหมายที่นำมารับฟังความคิดเห็น

    (1) กำหนดห้ามมิให้อนุญาตจัดให้มี หรือเข้าเล่น หรือเข้าพนันออนไลน์ในการเล่นอันระบุไว้ในบัญชี ก. และบัญชี ข. เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงาน

    (2) กำหนดโทษของผู้จัดให้มีการเล่นการพนันและพนันออนไลน์ หรือผู้ควบคุมระบบ และผู้เข้าเล่นการพนันและพนันออนไลน์ให้เหมาะสมแก่สภาพและความร้ายแรงแห่งความผิด

    (3) กำหนดอำนาจพนักงานเจ้าหน้าที่ในการปฏิบัติตามพระราชบัญญัติการพนัน พุทธศักราช 2478 เพื่อบังคับใช้มาตรการในการป้องกันและปราบปรามผู้กระทำผิด

    ผู้เกี่ยวข้องกับการบังคับใช้กฎหมาย

    1. เจ้าหน้าที่ของรัฐ ได้แก่ เจ้าหน้าที่ของรัฐสังกัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงวัฒนธรรม และกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น
    2. ผู้ประกอบการ ได้แก่ ผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องกับการจัดให้มีการเล่นการพนัน/ประชาชนผู้เข้าเล่นการพนัน

              โดยได้อ้างเหตุผลความจำเป็นของการให้มีระบบอนุญาต ระบบคณะกรรมการ หรือ การกำหนดโทษอาญา รวมทั้งหลักเกณฑ์การใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่รัฐ

    เจตนารมณ์ของกฎหมายว่าด้วยการพนันนั้น ตราขึ้นเพื่อควบคุมและรักษาความสงบเรียบร้อยในสังคม โดยกำหนดให้มีการควบคุม ตรวจสอบ การอนุญาต และการโฆษณาการจัดให้มีการเล่นการพนัน รวมถึงกำหนดมาตรการในการป้องกันและปราบปรามผู้กระทำผิด การจัดให้มีการเล่นการพนันจึงมีความจำเป็นต้องมีการตรวจสอบจากเจ้าหน้าที่อย่างเข้มงวด ดังนั้น ระบบการอนุญาตจึงมีความจำเป็นเพื่อควบคุมและตรวจสอบผู้ขออนุญาตให้ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขของเจ้าพนักงานผู้ออกใบอนุญาต เพื่ออำนวยความสะดวกแก่เจ้าหน้าที่ในการบังคับใช้กฎหมายให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ เพื่อเป็นการรักษาความสงบเรียบร้อยของสังคม และคุ้มครองประชาชน จึงต้องกำหนดบทลงโทษผู้กระทำผิดด้วยโทษทางอาญาที่มีอัตราโทษสูง เพื่อให้ผู้กระทำผิดเกิดความเกรงกลัว

    เครือข่ายพระสงฆ์นักพัฒนาสังฆะเพื่อสังคม ไม่เห็นด้วย กับการที่รัฐบาลจะเปิด อนุญาตให้ประชาชนสามารถขออนุญาตเปิด และเล่นพนันออนไลน์ถูกกฎหมาย เพราะการพนันออนไลน์เป็นการเปิดช่องทางให้เกิดนักพนันที่มากขึ้นนับตั้งแต่เยาวชน ถึงประชาชนทั่วไป จะเป็นเหตุเพิ่มคนติดพนัน เหตุอาชญากรรม ความรุ่นแรง ความล่มสลายของครอบครัว ความอ่อนแอของชุมชน และคนไทยโดยรวม ทั้งนี้ ไม่เชื่อมันในกระบวนการกำกับควบคุม ของกลไกตามที่กล่าว และเชื่อมั่นในหลักคำสอนทางพระพุทธศาสนา “อบายมุข  คือ ปากแห่งอบาย ปากแห่งความเสื่อม ช่องทางแห่งความฉิบหาย พินาศ ”  จึงขอให้รัฐบาลได้มีการทบทวนอย่างรอบด้าน

    3. ร่างพระราชบัญญัติ กัญชา กัญชง พ.ศ…..

    เครือข่ายพระสงฆ์นักพัฒนาสังฆะเพื่อสังคม  เห็นด้วยกับหลักการ การควบคุม เนื้อหาสำคัญใน พ.ร.บ. นี้

    1. มุ่งเน้นในการป้องกันและเยาวชน
    2. ใช้กัญชาเพื่อประโยชน์ทางการแพทย์ เป็นทางเลือกให้ประชาชนอย่างเท่าเทียม
    3. มีคณะกรรมการที่มาจากภาคประชาชนเพื่อคุ้มครองสุขภาพของประชาชนคุ้มครองผู้บริโภค และประโยชน์สาธารณะ

    4. การที่นายกรัฐมนตรี มีคำสั่งให้ทบทวน “การห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 5 วันพระใหญ่ และเวลาขาย”

    “แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2568 ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปทำการศึกษาและทบทวนกฎหมายห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอออล์ในวันพระใหญ่ และการห้ามขายในช่วงเวลา 14.00-17.00 น. ภายหลังได้รับข้อร้องเรียนจากภาคธุรกิจว่ากฎหมายเหล่านี้เป็นอุปสรรคต่อการขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และอุปสรรคต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ ไม่สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลที่มีการส่งเสริมการท่องเที่ยว”

    ข้อเท็จจริงที่นักวิชาการสรุปไว้  “เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไม่ใช่สินค้าปกติ ดื่มแล้วเมาทำให้ขาดสติ เป็นสาเหตุของปัญหาสังคม การดื่มแล้วขับ การทำร้ายร่างกายทะเลาะวิวาท ซึ่งจะเห็นว่ามีเยอะมากในสังคมปัจจุบัน นำไปสู่การใช้สารเสพติดชนิดอื่น รวมถึงเรื่องการพนันด้วย ซึ่งแพทย์ประจำห้องฉุกเฉินบอกว่า เคสที่ได้รับผลกระทบจากการดื่มแอลกอฮอล์จะมาที่ห้องฉุกเฉินเยอะโดยเฉพาะช่วงหลัง ปิดสถานบันเทิง ทำให้เกิดภาระงานเพิ่มขึ้น และเกิดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น ทำให้มีการจำกัดเวลาขายเพื่อป้องกันปัญหาจากการดื่มแอลกอฮอล์ในบางช่วงเวลา  ประสบการณ์ในต่างประเทศก็มี โดยมีทั้งประเทศที่เคยขาย ดื่มได้ตลอดเวลา สุดท้ายต้องออกมาตรการจำกัดการขาย กับประเทศที่เคยมีการจำกัดการขาย ต่อมาขอเปิดขายแล้วสุดท้ายก็ต้องกลับมาใช้มาตรการควบคุม จำกัดการขายอีก เช่น ฝั่งยุโรป และสหรัฐอเมริกาในบางรัฐห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในวันอาทิตย์

    ดังนั้น รัฐบาลต้องไม่รีบร้อน ต้องมีการศึกษาอย่างรอบด้าน จริงๆ เป้าหมายในการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลคืออะไร เพราะการกระตุ้นเศรษฐกิจมีหลายแบบ ที่ควรทำคือนโยบายที่สร้างผลกระทบน้อยที่สุด และไม่ใช่แบบที่เอาตัวเลขรายได้ที่ได้มาลบจากผลกระทบสุขภาพในด้านต่างๆ  แล้วเห็นว่ายังพอมีกำไรก็เลือกทำ แต่สิ่งที่รัฐบาลควรทำคือต้องทำนโยบายที่มีผลกระทบกับสุขภาพน้อยที่สุด  และที่จริง คนต่างชาติมาเที่ยวไทยเพราะต้องการดูบ้านเมือง วัฒนธรรมไทย ไม่ใช่หวังเข้ามาดื่มแอลกอฮอล์ แล้วที่จริงวันพระใหญ่ก็มีแค่ 4 วันใน 356 วัน เมื่อเทียบกับบางประเทศเขาห้ามขายถึง 52 วันใน 1 ปี ถ้ามองในมุมนี้ ถือว่าประเทศไทยมีวัน เวลาที่ขายได้ สร้างเศรษฐกิจได้ หลายวันอยู่แล้ว แล้วการส่งเสริมงดขายเหล้าในวันพระก็เป็นวัฒนธรรมพื้นฐาน”

    ดังนั้น เครือข่ายพระสงฆ์นักพัฒนาสังฆะเพื่อสังคม 9 ภาค ขอเจริญพร วอนเรียกร้อง ดังนี้

    1. ขอให้รัฐบาล และฝ่ายค้าน หยุดนโยบายที่เข้าใจว่า จะสร้างรายได้ ความเจริญเติมโตทางเศรษฐกิจ ของประเทศจากสร้างอบายมุขต่าง ๆ ตามบ้านเมือง เพราะที่สุดแล้วตามสัจธรรมคำสอนในพระศาสนามันคือ ความฉิบหาย ความพินาศของประเทศและประชาชน

    2. ขอเรียกร้องรัฐบาล พร้อมฝ่ายค้าน ให้มีการทบทวนนโยบายต่าง ๆ ตามที่ระบุข้างต้นนั้น ด้วยการอิงหลักวิชาการ และประสบการณ์ต่างๆ ทั้งในการบริหารประเทศที่ผ่านมา และประสบการณ์จากต่างประเทศอีกมากมายในการประกอบพิจารณาด้วยจิตใจที่ดีงามและความปรารถนาดีต่อประเทศไทยและประชาชน  ลูกหลาน

    3. ขอเรียกร้องรัฐบาล และฝ่ายค้าน ให้มีการเสนอนโยบายพัฒนาจากจุดแข็งของประเทศ คือ สังคมเกษตรกร ข้าว มันสำปะหลัง พืช ผัก ไก่ ปลา ทำอย่างไรต้นทุนถึงจะน้อย การผลิตมีคุณภาพ มีการพัฒนาการตลาด พัฒนาเทคโนโลยี มีโรงงานรองรับ และโรงงานอุตสาหกรรมต่าง ๆ ทำอย่างไรถึงจะอยู่ได้ การค้าภายในประเทศ และต่างประเทศ อีกมากมายที่จะสร้างมูลค่าเพิ่ม สร้างความเจริญทางเศรษฐกิจ และรายได้ให้ประเทศ


  • การแข่งขันเรือยาวประเพณี จ.สงขลา ครั้งที่ 27 ชิงถ้วยพระราชทาน ประจำปี 2567 พื้นที่ต้นแบบงานบุญประเพณี ปลอดเหล้า ปลอดภัย

    การแข่งขันเรือยาวประเพณี จ.สงขลา ครั้งที่ 27 ชิงถ้วยพระราชทาน ประจำปี 2567 พื้นที่ต้นแบบงานบุญประเพณี ปลอดเหล้า ปลอดภัย


    เสร็จสิ้นเป็นที่เรียบร้อย กับการแข่งเรือยาวประเพณีจังหวัดสงขลา ครั้งที่ 27 ประจำปี 2567 ชิงถ้วยพระราชทาน สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ณ ตลาดน้ำบางกล่ำ ท่าน้ำวัดบางหยี อ.บางกล่ำ จ.สงขลา ที่จัดขึ้นระหว่าง วันที่ 2 – 3 พฤศจิกายน 2567 ที่ผ่านมา ภายใต้แนวคิด ” วัฒนธรรมสร้างสุข สนุกปลอดภัย ไร้แอลกอฮอล์ ” ซึ่งได้รับความรวมมือจากหลายภาคส่วน อาทิ องค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา อำเภอบางกล่ำ สาธารณสุขอำเภอบางกล่ำ เทศบาลตำบลบางเหรียง องค์การบริหารส่วนตำบลบางกล่ำ สำนักงานเครือข่ายองค์การงดเหล้า และสถานีตำรวจภูธรบางกล่ำ และภาคีเครือข่ายอื่น ๆ ที่ร่วม ลงนามความร่วมมือ (MOU) และขับเคลื่อนกิจกรรม จนประสบความสำเร็จ

    ซึ่งครั้งนี้ได้รับความร่วมมือจากพื้นที่ตำบลบางเหรียง ขยายพื้นที่ห้ามดื่ม ห้ามขาย ในเขตบริเวณการแข่งขันสร้างความปลอดภัยแก่นักท่องเที่ยว ที่เข้ามาร่วมกิจกรรม เชียร์สนุก ปลอดภัย ไร้แอลกอฮอล์อีกทั้งปีนี้มีความพิเศษ จากเดิมมีเรือเข้าแข่งขัน 45 ลำ แต่ปีนี้มีถึง 62 ลำ รวมไปถึงการสร้างสีสันภายในงาน ที่มีนักท่องเที่ยวต่างพื้นที่มาร่วมสร้างเสียงหัวเราะก ร้องเล่น เต้นรำ ทำให้การแข่งเรือยาวประเพณี จ.สงขลา ครั้งที่ 27 เต็มไปด้วยบรรยากาศของความสนุก ปลอดภัย ไร้แอลกอฮอล์อย่างแท้จริง

    สำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้าภาคใต้ตอนล่าง ร่วมสนับสนุนกิจกรรม ออกบูธ รณรงค์สื่อสาร การชวนลด ละ เลิก การดื่ม และ การห้ามจำหน่าย สุราภาย ในงาน

    โดยภายในบูธมีการจัดกิจกรรมต่างๆ ดังนี้
    – สื่อรณรงค์ ให้ความรู้ เกี่ยวกับพิษภัยของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
    – กิจกรรมสร้างสรรค์สำหรับเด็กและเยาวชน เช่น ระบายสี วาดรูป เกมส์บันไดงู จิ๊กซอ
    – บริการน้ำดื่มทางเลือกแจกฟรี สำหรับประชาชนที่เข้าร่วมภายในงาน

    กิจกรรมดังกล่าวได้รับความสนใจจากประชาชนและนักท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก สะท้อนให้เห็นถึงความตื่นตัวของประชาชนในปัญหาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และตระหนักถึงความสำคัญของการลดการดื่ม

    นอกจากนี้ เครือข่ายงดเหล้า (สคล.) ภาคใต้ตอนล่าง ยังร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รณรงค์ให้ผู้ประกอบการในพื้นที่งดจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ภายในงาน และรณรงค์การจำหน่ายสินค้า อาหารที่ถูกหลักอนามัย เพื่อเป็นการส่งเสริมให้งานแข่งเรือยาวประเพณีจังหวัดสงขลาเป็นงานประเพณีที่สนุก ปลอดภัย และสร้างสรรค์ อย่างแท้จริง


    ติดตามข้อมูลข่าวสารได้ที่
    Facebook : งดเหล้าใต้ล่าง
    ลิ้ง : https://www.facebook.com/southstopdrink7
    Youtube : งดเหล้าใต้ล่าง
    ลิ้ง : www.youtube.com/@user-of7gt4dr7u
    Tiktok : งดเหล้าใต้ล่าง
    ลิ้ง : https://www.tiktok.com/@sdnstopdrink?_t=8oThF45F8p2&_r=1
    สถานที่ : ศูนย์ประสานงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้าภาคใต้ตอนล่าง
    ข่าว / ภาพ : ธนบดี เจริญผล

  • (มีคลิป) หลักสูตร Sobrink Soclub เสริมพลังตับ ฟื้นพลังชีวิต กับภารกิจติดตั้งทักษะ พัฒนาวิทยากรศูนย์เรียนรู้ สู่กระบวนการช่วย ชม เชียร์ พื้นที่ภาคใต้ตอนล่าง

    (มีคลิป) หลักสูตร Sobrink Soclub เสริมพลังตับ ฟื้นพลังชีวิต กับภารกิจติดตั้งทักษะ พัฒนาวิทยากรศูนย์เรียนรู้ สู่กระบวนการช่วย ชม เชียร์ พื้นที่ภาคใต้ตอนล่าง

    เครือข่ายองค์กรงดเหล้า ร่วมกับชมรมคนหัวใจเพชรและกลุ่มพลังหญิงหัวใจเพชร พื้นที่ภาคใต้ตอนล่าง จัดกิจกรรมอบรมพัฒนาวิทยากรศูนย์ถ่ายทอด Sobrink Soclub (หลักสูตร Sobrink : เสริมพลังตับ ฟื้นพลังชีวิต) ณ เรือนไทยในบาง อ.เมือง จ.สุราษฎร์ธานี ระหว่างวันที่ 25 – 28 สิงหาคม 2567 ที่ผ่านมา

    โดย คุณพิมพ์มณี เมฆพายัพ ผู้ประสานงานโครงการงดเหล้าเข้าพรรษาและชุมชนคนสู้เหล้า สำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า ภายใต้การสนับสนุนจาก สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ได้นำหลักสูตร Sobrink : เสริมพลังตับ ฟื้นพลังชีวิต มาถ่ายทอดให้แก่ชมรมคนหัวใจเพชรและกลุ่มพลังหญิงหัวใจเพชร ภาคใต้ตอนล่าง พร้อมทั้งชวนดูแลสุขภาพ ล้างพิษตับ ในช่วงเทศกาลงดหล้าเข้าพรรษา


    หลักสูตร Sobrink : เสริมพลังตับ ฟื้นพลังชีวิต ประกอบด้วย เรียนรู้การทำน้ำปั่นผัก 5 สี ทำน้ำหมักโพรไบโอติกส์ น้ำโซดาคราฟท์ผลไม้ Sobrink Mocktail และอาหารบำรุงสุขภาพ โดยวิทยากรผู้เชี่ยวชาญ คุณฟ้าปองดิน นาคขวัญ หมอแพทย์แผนไทยและแพทย์ทางเลือก พร้อมฝึกโปรแกรม Sobrink ล้างพิษตับ และเสริมพลังตับ เชื่อมโยงกับเวลาตามนาฬิกาชีวภาพ

    โดยหลักสูตรดังกล่าว มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาทักษะ เสริมองค์ความรู้เกี่ยวกับการดูแลสุขภาพด้วยพืช สมุนไพรท้องถิ่น เสริมกระบวนการ สร้างกิจกรรมช่วย ชม เชียร์ คนงดเหล้า และพัฒนาทักษะแกนนำกลุ่ม ที่สามารถยกระดับสู่วิทยากรฐานเรียนรู้ หลักสูตร Sobrink ในพื้นที่ของตนเองได้ในอนาคต

    ติดตามข้อมูลข่าวสารได้ที่
    Facebook : งดเหล้าใต้ล่าง
    ลิ้ง : https://www.facebook.com/southstopdrink7
    Youtube : งดเหล้าใต้ล่าง
    ลิ้ง : www.youtube.com/@user-of7gt4dr7u
    Tiktok : งดเหล้าใต้ล่าง
    ลิ้ง : https://www.tiktok.com/@sdnstopdrink?_t=8oThF45F8p2&_r=1
    สถานที่ : ศูนย์ประสานงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้าภาคใต้ตอนล่าง
    ภาพ / ข่าว : ธนบดี เจริญผล