Category: บทความเรื่องเหล้า

เครือข่ายงดเหล้าอยากให้คนไทยสุขภาพดี

  • ปัญหาความรุนแรงที่เกิดขึ้นจากน้ำเมาในอดีต พลิกชีวิตให้มาทำงานอาสา หวัง..ยุติความรุนแรง

    ปัญหาความรุนแรงที่เกิดขึ้นจากน้ำเมาในอดีต พลิกชีวิตให้มาทำงานอาสา หวัง..ยุติความรุนแรง

    เนื่องในวันยุติความรุนแรงสากล 25 พฤศจิกายน นี้ เครือข่ายงดเหล้า ซึ่งรณรงค์ชวน ช่วย เชียร์ให้ลดละเลิกดื่มเหล้าในชุม ชนสู้เหล้ากว่า 400 แห่งทั่วประเทศ ขอยกเอาอุทาหรณ์(กำนันรุ่ง) นายภัทรพงษ์  กิตติวิริยะพันธุ์ อดีตกำนันตำบลบ้านโข้ง อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี ขณะนี้เป็นผู้ประสานงานประชาคมงดเหล้าจังหวัดสุพรรณบุรี ได้เล่าถึงเหตุการณ์ความรุนแรงในครอบครัวตนเองจากน้ำเมา และขณะนี้ขออาสาแก้ไขในสิ่งที่ผิดพลาด

    นายภัทรพงษ์เล่าว่า ครอบครัวมีอาชีพทำไร่ พ่อมีอาชีพรับจ้างขับรถสิบล้อรับส่งอ้อย และพ่อก็เป็นนักดื่มตัวยง เมื่อรับเงินค่าจ้างก็ได้ไปรับผมที่โรงเรียน แต่ก็พาผมแวะบ้านเพื่อน ไปนั่งดื่มเหล้ากับเพื่อนก่อนกลับบ้านแทบทุกวัน ผมเองหลังจากกลับมาดึกๆกับพ่อแล้ว ก็จะถูกบังคับให้มาอ่านหนังสือให้ฟัง ไม่อ่านก็จะถูกดุว่า อาจมีลงไม้ลงมือบ้าง แต่บ่อยครั้งที่พ่อเมากลับบ้านและทะเลาะกับแม่ เพราะพ่อเมาและขับรถมอเตอร์ไซด์ล้ม กลับไม่ถึงบ้านอยู่บ่อยครั้ง และแม่ต้องออกไปช่วยพยุงเข้าบ้านทุกครั้ง จึงเป็นชนวนที่ทำให้แม่กับพ่อต้องทะเลาะกัน ลงไม่ลงมือกัน เพราะความที่พ่อเมา อาจด้วยแม่มีความห่วงใยในความปลอดภัย ของพ่อรวมถึงตัวผมด้วย  สิ่งสำคัญคือเรื่องค่าใช้จ่ายในบ้าน เกิดเรื่องปัญหาความเป็นอยู่ที่ขาดแคลน เมื่อครั้งที่น้องป่วยพ่อไปขอยืมเงินญาติๆ แต่ไม่มีใครให้ยืมเพราะคิดว่าจะเอาเงินไปกินเหล้า เพราะเมาจนไม่มีใครเชื่อ

    จุดเปลี่ยนครั้งที่หนึ่ง คือ คุณพ่อได้ตั้งใจเลิกดื่มเหล้าเด็ดขาด จึงตัดสินใจพาครอบครัวย้ายที่อยู่ไปเป็นโฟร์แมนรับเหมางานที่จังหวัดสมุทรปราการ หลังจากที่พ่อเลิกดื่มเหล้า ก็ทำให้ชีวิตครอบครัวเรามีความอบอุ่น เรื่องการเงินในครอบครัวดีก็ขึ้นเป็นลำดับ ไม่มีการทะเลาะดุด่าในครอบครัวอีกเลย

    นายภัทรพงษ์กล่าวต่อว่า ส่วนชีวิตในวัยรุ่นของผมมีบางสิ่งซึมซับจากพ่อ เรื่องการดื่มเหล้า มันเป็นภาพจำในสมัยเด็กที่พ่อเมากลับบ้านทะเลาะกับแม่ แล้วแม่ก็นั่งร้องไห้ ในวัยนั้นอาจจะยังคิดไม่ได้ เพราะการดื่มกลายเป็นเรื่องธรรมดาของผู้ชาย เมื่ออายุ 18 ปี ผมเริ่มดื่มเหล้าและเพื่อนก็พาไปทุกรูปแบบ ทั้งยาเสพติดและการพนัน เงินค่าจ้างวิ่งรถเดือนละ 30,000 บาทไม่มีเหลือเก็บ จนในที่สุดพ่อของผมกลายเป็นคนที่ให้สติผม คอยเตือนให้คิดเสมอ ครั้งที่เกิดความสะเทือนใจอย่างมาก ผมต้องเสียน้องชายไปเพราะเหล้า ครั้งนั้นน้องชายไปดื่มเหล้ากับเพื่อนและมีวัยรุ่นยกพวกตีกัน น้องผมนั่งดื่มกันอยู่ก็วิ่งหนีแต่ไปลื่นล้มบนถนนทำให้รถชนจนเสียชีวิต จากวันนั้น ทำให้ผมตั้งใจเลิกเหล้าและอบายมุขทุกอย่าง ทำมาหากินเก็บเงิน

    เมื่อวันที่ผมได้แต่งงาน ผมตั้งปณิธานเลยว่าจะไม่ยุ่งเกี่ยวอบายมุขและจะไม่ให้เกิดการมีปากเสียง ไม่ทะเลาะหรือทำให้เกิดความรุนแรงในครอบครัว เพราะไม่อยากให้ลูกๆ ได้ซึมซับปัญหาต่างๆ เพราะเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นนั้นมันเป็นบทเรียนที่ทำให้เราได้เรียนรู้ ได้เห็นผลลัพธ์ ที่ไม่ควรเกิดขึ้นซ้ำๆอีก  เมื่อปี 2545 ได้รับเลือกให้เป็นผู้ใหญ่บ้าน และได้รับโอกาสอีกครั้งในการได้รับเลือกเป็นกำนันในปี 2547 

    ปัจจุบันผมตั้งใจทำงานจิตอาสา คอยช่วยเหลือสังคม ช่วยคนในชุมชน โดยเฉพาะเรื่องชวนคนเลิกเหล้า เพราะจากประสบการณ์ในอดีตที่ผ่านมา ผมไม่อยากให้เหตุการณ์เหล่านี้เกิดขึ้นกับครอบครัวของผม กับลูก และภรรยาของผม และไม่ควรเกิดขึ้นกับครอบครัวอื่นๆอีก ผมคิดว่าความสุข ความอบอุ่นในครอบครัวเกิดขึ้นได้ หากเรามีสติในการใช้ชีวิต ผมพยายามรณรงค์ ตั้งประเด็นในการทำงานพื้นที่ต่างๆเพื่อพูดคุยแลกเปลี่ยนการทำงานประเด็นงดเหล้าและผลกระทบต่างๆ และแนวทางการป้องกัน เพื่อยับยั้งความรุนแรงที่จะเกิดขึ้นในครอบครัว และในสังคมของเรา จนกลายเป็นบ้านที่ปลอดภัย สังคมที่เป็นสุขในที่สุด

    การไม่ยุ่งเกี่ยวกับเหล้าเบียร์สิ่งมึนเมาจึงเป็นจุดเริ่มต้นที่จะไม่ใช้ความรุนแรง เพราะยังมีสติ รู้จักยับยั้งชั่งใจ ขอฝากให้ผู้ชายทุกคนอย่าได้ก้าวพลาดอย่างที่ผมเคยเป็นมาแล้ว โดยการลด ละ เลิกเหล้าเบียร์ อบายมุขเพื่อลดการใช้ความรุนแรงในโอกาสวันรณรงณ์ยุติความรุนแรงปีนี้ นายภัทรพงษ์กล่าวทิ้งท้าย

  • เลือกตั้งไม่ดื่ม

    เลือกตั้งไม่ดื่ม

    วันอาทิตย์ที่ 28 พฤศจิกายน 2564 นี้ถูกกำหนดให้เป็นวันเลือกตั้ง อบต. โดยเป็นการเลือกนายกองค์การบริหารส่วนตำบล (นายก อบต.) และสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบล (ส.อบต.) ทั้งนี้จะมีการเลือกตั้งใน 76 จังหวัดทั่วประเทศ (ไม่รวมกรุงเทพมหานค)

    องค์การบริหารส่วนตำบล : เป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีความสำคัญต่อท้องถิ่นเป็นอย่างมาก มีขนาดเล็กและอยู่ใกล้ชิดกับประชาชนมากที่สุด โดยเฉพาะประชาชนในพื้นที่ชนบท ซึ่งจัดตั้งโดยประกาศกระทรวงมหาดไทย เพื่อดูแลและจัดทำบริการสาธารณะแก่ประชาชนในหมู่บ้าน ตำบล มีฐานะเป็นนิติบุคคล ในปัจจุบันมีองค์การบริหารส่วนตำบล หรือ อบต. จำนวน 5,300 แห่ง (ข้อมูล ณ วันที่ 9 กันยายน 2563)

    จำนวนสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลและนายกองค์การบริหารส่วนตำบล : สภาองค์การบริหารส่วนตำบล ประกอบด้วยสมาชิกที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน เขตเลือกตั้งละ 1 คน โดยกำหนดเขตหมู่บ้านเป็นเขตเลือกตั้ง อายุของสภาองค์การบริหารส่วนตำบล มีกำหนดคราวละ 4 ปี นับแต่วันเลือกตั้ง และจะดำรงตำแหน่งติดต่อกันเกิน 2 วาระไม่ได้ ในกรณีดำรงตำแหน่งไม่ครบ 4 ปี ก็ให้ถือว่าเป็น 1 วาระและเมื่อได้ดำรงตำแหน่ง 2 วาระ ติดต่อกันแล้วจะดำรงตำแหน่งได้อีกเมื่อพ้นระยะเวลา 4 ปีนับแต่วันพ้นตำแหน่ง

    ในวันเลือกตั้งนี้ อบต. นี้มีแนวทางปฏิบัติที่เกี่ยวกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์คือ ห้ามขาย จําหน่าย จ่ายแจก หรือจัดเลี้ยงสุราทุกชนิด ตั้งแต่ 18.00 น. ของวันเสาร์ที่ 27 ถึง 18.00 น. วันอาทิตย์ที่ 28 พฤศจิกายน 2564

    มาตรา 123 ของพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. 2562 กำหนดว่า “ผู้ใดขาย จำหน่าย จ่ายแจก หรือจัดเลี้ยงสุราทุกชนิด ในเขตเลือกตั้งในระหว่างเวลา 18.00 นาฬิกาของวันก่อนวันเลือกตั้งหนึ่งวัน จนถึงเวลา 18.00 นาฬิกาของวันเลือกตั้ง ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ”

    ทั้งนี้พระราชบัญญัตินี้ให้คำนิยามของ “เขตเลือกตั้ง” ว่าหมายถึง “ท้องที่ที่กำหนดเป็นเขตเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น”

    (ขอขอบคุณข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง, https://www.ect.go.th/ect_th/news_page.php?nid=11588&filename=)

  • เครือข่ายงดเหล้า จับมือ 3 หน่วยงานหลักในจังหวัดน่าน ปูพรหมปลูกพลังบวกเด็กปฐมวัยในทุกโรงเรียนทั้งจังหวัด

    เครือข่ายงดเหล้า จับมือ 3 หน่วยงานหลักในจังหวัดน่าน ปูพรหมปลูกพลังบวกเด็กปฐมวัยในทุกโรงเรียนทั้งจังหวัด

    หวังสร้างภูมิคุ้มกันปัจจัยเสี่ยงเหล้า บุหรี่ ยาเสพติดเปลี่ยนค่านิยมสังคมใหม่ หลังสถิตินักดื่มของจังหวัดฯ ติดอันดับต้นๆ ของประเทศ

    วันที่ 17-20 พฤศจิกายน 2564 ณ​ โรงแรมเวียงแก้ว​ จังหวัดน่าน​  สำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้าและ สสส. จัดประชุมทำคู่มือนิเทศก์เสริมพลังและพัฒนาหลักสูตร เพื่อพัฒนาวิทยากรแกนนำระดับภูมิภาค ในโครงการปลูกพลังบวกสร้างจิตสำนึกภูมิคุ้มกันปัจจัยเสี่ยง (เหล้า-บุหรี่) สำหรับเด็กปฐมวัย โดย ดร.วีระ แข็งกสิการ รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ให้เกียรติเข้าร่วมกิจกรรมพัฒนาหลักสูตรครั้งนี้

    ดร.วีระ แข็งกสิการ รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า ปัญหาจากเหล้า บุหรี่ และยาเสพติดเป็นปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ที่มีผลกระทบต่อชีวิตและการเรียนรู้ของนักเรียนตั้งแต่อายุยังน้อย ซึ่งโครงการปลูกพลังบวกได้ดำเนินการมาระยะหนึ่งแล้ว จำเป็นต้องพัฒนาจัดคู่มือนิเทศก์เสริมพลังและพัฒนาหลักสูตรพัฒนาวิทยากรแกนนำระดับภูมิภาค ทางกระทรวงศึกษาธิการ ไม่ได้ละเลยเรื่องของการสร้างพลังบวกฯ ของครู  ซึ่งเมื่อครูมีพลังบวกฯ ก็จะมีพลังไปสื่อสารไปยังเด็กและเด็กๆก็สื่อสารไปสู่ผู้ปกครอง ตลอดจนมีการขยายผลไปยังชุมชนที่อยู่โดยรอบสถานศึกษา เพื่อเป็นการสร้างสภาพแวดล้อมที่ดี ก็จะสามารถช่วยแก้ปัญหาความรุนแรงและลดปัจจัยเสี่ยงจากเหล้า บุหรี่ อุบัติเหตุที่จะเกิดขึ้นกับเด็กและเยาวชนได้

    นายวิสุทธิ์ ประกอบความดี ท้องถิ่นจังหวัดน่าน กล่าวว่า สสส.และเครือข่ายงดเหล้า ให้เกียรติจังหวัดน่าน เป็นจังหวัดนำร่อง ขณะนี้มีเข้าร่วมโรงเรียน 22 แห่ง และโรงเรียนท้องถิ่นอีก 9 แห่ง เป็นต้นแบบ ในปี 2564  เรามีแผนขยายผลสู่ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก(ศพด.)  2 รุ่น (เม.ย.รุ่นที่ 1) (รุ่นที่ 2 ต.ค.)จำนวน  211 แห่ง ซึ่งปี 2565 มีแผนที่จะขยายผล เชื่อมให้ท้องถิ่นจังหวัดน่านจัดอบรมผู้ดูแลศูนย์พัฒนาเด็กเล็กต่อไป โดย เอาผู้อำนวยการกองการศึกษาทุกตำบล ใน 15 อำเภอ ไปนิเทศติดตามแบบเข้มข้น เพื่อให้มีศักยภาพในการพัฒนาเด็กเล็กเพื่อลดผลกระทบที่เกิดขึ้นจากปัจจัยเสี่ยงที่เกิดจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ อุบัติเหตุ ในอนาคตนี้ แนวทางในการดำเนินงานของท้องถิ่นจังหวัด จะมีนโยบายให้ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก จำนวน 211 แห่ง เข้าร่วมโครงการนี้ จะใช้มาตรการเชิงบวก ที่ไหนทำได้ยอดเยี่ยมให้รับรางวัลให้เป็นแหล่งเรียนรู้ หลังเลือกตั้งนายกองค์กรปกครองท้องถิ่น จะมีการปฐมนิเทศนายกท้องถิ่นใหม่ จะให้ความรู้เรื่องโครงการปลูกพลังบวกฯ ใส่ในการประชุมเรื่องนี้เป็นวาระประจำติดตาม เพื่อการดำเนินการปลูกพลังบวกฯ ในจังหวัดน่าน มีนโยบายความรวมมือจาก 3 หน่วยงานจากชัดเจน และจะถ่ายทอดนโยบายลงสู่พื้นที่โดยหน่วยงานการศึกษา​ ศึกษาธิการจังหวัด​ ศึกษาธิการเขต​ สพป.น่านเขต​1 เขต​ 2​ และหน่วยงานสาธารณสุขน่าน และองค์กรท้องถิ่นที่เกี่ยวข้องในจังหวัดน่าน

    ส่วนนพ.พงษ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลน่าน กล่าวว่า จังหวัดน่านมีสถิตินักดื่มอันดับต้นๆ ของประเทศ ในอดีตเราเคยอยู่ในอันดับที่หนึ่ง ซึ่งที่ผ่านมามีความพยายามที่จะเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อม เช่น งานประเพณีต่างๆ จัดเป็นงานปลอดเหล้า เน้นการบังคับใช้กฎหมาย ขอความร่วมมือร้านค้าสถานประกอบการ แต่ยังไม่เพียงพอที่จะลดค่านิยม และการปลูกฝังค่านิยมปฏิเสธการดื่มเป็นพฤติกรรมส่วนบุคคล ซึ่งจะต้องเริ่มตั้งแต่เล็กมา ผมเป็นหมออยู่โรงพยาบาลน่าน จะเห็นสภาพของผู้พิการที่อายุยังน้อย ที่เป็นภาระของผู้ปกครอง จนเกิดปัญหาครอบครัวแตกแยกจากลูกพิการจากอุบัติเหตุ เมา ทะเลาะ วิวาท แต่ละปีมีจำนวนไม่น้อย ทางหน่วยงานสาธารณสุขไม่ได้นิ่งนอนใจ พยายามสื่อสารประชาสัมพันธ์ผลกระทบของโรคที่เกิดพฤติกรรม ไม่ออกกำลังกายทานหวานมัน เขาไม่มอง เหล้า บุหรี่ เป็นปัญหา ปัญหานี้ซับซ้อน เราต้องทำร่วมกัน กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงสาธารณสุข องค์กรเอกชนและสสส. ประชาคม ควรทำงานร่วมกันอย่างยิ่งเริ่มที่เด็กปฐมวัยการทำงานในระดับจิตใต้สำนึก จะฝังให้เด็กมีพลังบวก กล้าปฏิเสธสิ่งไม่ดี และมีทักษะชีวิต พร้อมสร้างภูมิคุ้มกันได้

    ทางด้าน นางมาลัย มินศรี ผู้จัดการโครงการปลูกพลังบวก กล่าวว่า ทั่วประเทศมีพื้นที่นำร่อง จำนวน 1682 แห่ง  มีจังหวัดที่ร่วมขับเคลื่อนเปลี่ยนทั้งจังหวัด ได้แก่ น่าน ศรีสะเกษ ราชบุรี ชุมพร  โดยความร่วมมือกับ 3 หน่วยงานหลักของจังหวัดน่าน จะทำให้ได้คู่มือการนิเทศน์ติดตามเสริมพลัง และคู่มือการการพัฒนาศักยภาพ ครู ก. ระดับภูมิภาค เพื่อเป็นกลไกในการขับเคลื่อนโครงการปลูกพลังบวก เพื่อสร้างจิตสำนึก ภูมิคุ้มกันปัจจัยเสี่ยง สำหรับปฐมวัย​ เพื่อแก้ปัญหาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์​ บุหรี่​ ​อบายมุข​และสร้างความปลอดภัย​ให้เด็กและเยาวชน​ทุกคน​ในประเทศ โดยใช้จังหวัดน่านเป็นจังหวัด​ต้นแบบ​

  • “วันรณรงค์โรคถุงลมโป่งพองโลก”

    “วันรณรงค์โรคถุงลมโป่งพองโลก”

    ในผู้ป่วยที่เป็นโรคถุงลมโป่งพอง ถุงลมและหลอดลมจะเสียความยืดหยุ่น ผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้ในระยะเริ่มแรกมักจะไม่มีอาการ แต่ต่อมาเมื่อเป็นมากขึ้น อาการก็จะแสดงชัดขึ้นตามลำดับ โดยอาการสำคัญที่พบบ่อยๆ ได้แก่ หายใจลำบาก หอบ เหนื่อย และหายใจมีเสียงวี๊ด

    องค์การอนามัยโลก และองค์การโรคถุงลมโป่งพองแห่งโลก ได้ร่วมกันกำหนดให้วันพุธสัปดาห์ที่สอง หรือที่สามของเดือนพฤศจิกายนของทุกปี เป็น “วันรณรงค์โรคถุงลมโป่งพองโลก” มาตั้งแต่ปีพุทธศักราช 2545   ร้อยละ 90 ของสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคถุงลมโป่งพอง คือ การสูบบุหรี่ มีผู้เสียชีวิตจากโรคนี้ ถึงประมาณปีละ 3 ล้านคนหรือเท่ากับเสียชีวิตนาทีละ 6 คน และในปี 2563  มีผู้ป่วยด้วยโรคถุงลมโป่งพองเพิ่มขึ้นอีกร้อยละ 30 และอาจทำให้โรคนี้เป็นสาเหตุการเสียชีวิตเป็นอันดับที่ 3 ของประชากรโลก

    ด้วยสถานการณ์โรคระบาดโควิด-19  ทำให้ต้อง ยิ่งควรเพิ่มความระมัดระวัง เนื่องจากผู้ป่วยโรคปอด ซึ่งรวมถึงโรคถุงลมโป่งพอง หอบหืด ถือว่าอยู่ในกลุ่มเสี่ยง หากติดเชื้อ สมรรถภาพในการทำงานของถุงลมจะยิ่งลดลง โอกาสที่จะทำให้เกิดอาการหัวใจล้มเหลวหรือปอดบวมนั้นสูงมาก จึงควรระมัดระวังตัวเองเป็นพิเศษ ควรอยู่ให้ห่างจากคนที่มีอาการไอ จาม เป็นไข้ ควรใช้หน้ากากอนามัย เลี่ยงสถานที่เสี่ยง ล้างมือให้สะอาด หรือพกเจลล้างมือติดตัวไปด้วยเสมอ

    ปัจจุบันโรคถุงลมโป่งพอง เป็นโรคที่ยังไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ สำหรับการรักษาที่ดีที่สุดในปัจจุบัน คือ การกิน และพ่นยา เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยมีอาการดีขึ้น ซึ่งปอดจะถูกทำลายช้าลง ดังนั้นเราสามารถป้องกันโรคนี้ได้ โดยการไม่สูบบุหรี่ ถ้าเป็นเพียงช่วงเริ่มต้น ก็ควรเลิกให้ได้ ตลอดจนหลีกเลี่ยงการทำงานและการเข้าไปหรืออาศัยอยู่ในบริเวณที่มีควันพิษหรือในที่ที่มีผู้สูบบุหรี่จะเป็นการดีที่สุด

  • MOU เครือข่ายนักสื่อสารเยาวชน                                                                                             เพื่อการเปลี่ยนแปลงสุขภาวะชุมชน

    MOU เครือข่ายนักสื่อสารเยาวชน เพื่อการเปลี่ยนแปลงสุขภาวะชุมชน

    สสส. และเครือข่ายองค์กรงดเหล้า ลงนาม MOU ร่วมกับ ม.ราชภัฎ หวังขับเคลื่อนกลไกเครือข่ายนักสื่อสารเยาวชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงสุขภาวะชุมชน สร้างการรู้เท่าทันด้านสุขภาพ พัฒนาต่อยอดผ่านสื่อ เพื่อแก้ไขปัญหาและผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ สู่สังคม

    10.00 น.) วันที่ 11 พฤศจิกายน 2564  ในพิธีลงนามความร่วมมือออนไลน์ ดร.นพ.ไพโรจน์ เสาน่วม ผู้ช่วยผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) กล่าวถึงกิจกรรม งานพิธีลงนามบันทึกข้อตกลง ระหว่าง สสส. สำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า(สคล.) เครือข่าย 10 มหาวิทยาลัยราชภัฎ เป้าหมายของความร่วมมือครั้งนี้ว่า เป็นการร่วมกันสร้างและพัฒนาให้เกิดนวัตกรรมการสื่อสารผ่านกลไกเครือข่ายนักสื่อสารเยาวชน เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนเปลี่ยนแปลงค่านิยมและเป็นการส่งเสริมสุขภาวะชุมชน ซึ่งเป็นภารกิจหลักของ สสส. อีกทั้งยังเป็นการบูรณาการการทำงานร่วมกับภาคีเครือข่ายวิชาการวิชาชีพเครือข่ายนักสื่อสารเพื่อการเปลี่ยนแปลงค่านิยมและสุขภาวะชุมชน ซึ่งเป็นคณาจารย์ด้านนิเทศศาสตร์จากมหาวิทยาลัยราชภัฎทั่วประเทศ และเครือข่ายเคเบิ้ลทีวีสื่อต่างๆในพื้นที่โดยเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้เรียนรู้เกี่ยวกับทักษะการผลิตสื่อรณรงค์ และให้ความรู้เกี่ยวกับสถานการณ์การดื่มบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของประชาชนและผลกระทบที่เกิดขึ้น ทั้งในช่วงเวลาปกติและในห้วงของสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 เพื่อให้นักศึกษาได้ตระหนักรู้ และสื่อสารรณรงค์ออกมาในรูปแบบสื่อสังคมออนไลน์ นอกจากประเด็นเรื่องผลกระทบจากการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แล้ว ยังมุ่งหวังขยายผลไปสู่ปัญหาสุขภาวะที่เป็นปัจจัยเสี่ยงสุขภาพ อาทิ ผลกระทบที่เกิดจากบุหรี่ บุหรี่ไฟฟ้า การพนัน สิ่งเสพติดอื่นๆ ตลอดจนโรค NCDs ต่างๆ อันจะส่งผลให้เกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมทางสุขภาพของคนไทยในที่สุด

    เภสัชกรสงกรานต์ ภาคโชคดี ผู้อำนวยการ สำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า(สคล.) ระบุว่า  ผลสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ปี 2560 เรื่องนักดื่มหน้าใหม่ พบอายุเฉลี่ยของผู้ที่ดื่มครั้งแรกเฉลี่ยอยู่ที่อายุ 20.3 ปี ผู้ชายจะดื่มไวกว่าผู้หญิงเล็กน้อย โดยผู้ชายจะดื่มครั้งแรกเฉลี่ยอยู่ที่อายุ 19.3 ปี และผู้หญิง 23.7 ปี ที่น่ากังวลคือ พบเยาวชนไทยเริ่มดื่มครั้งแรกตั้งแต่อายุไม่ถึง 15 ปีบริบูรณ์ สูงถึงร้อยละ 12.2 ซึ่งในแต่ละปีเรามีนักดื่มหน้าใหม่ และผลกระทบก็เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและค่านิยมทางสังคมมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องใช้หลากหลายมาตรการควบคู่กันไป การสื่อสารก็เป็นอีกหนึ่งมาตรการสำคัญในการสร้างการรับรู้และความตระหนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลกระทบที่เกิดขึ้นจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ซึ่งเป็นปัญหาที่สามารถร่วมกันป้องกันและแก้ไขได้ การได้รับรู้ รับฟัง “เสียงจากผู้ได้รับผลกระทบ” จะทำให้ได้เห็นแง่มุมต่างๆ ความทุกข์ทรมาน รวมทั้งความสูญเสีย ซึ่งเป็นเรื่องที่ตามมาหลังจากมีการดื่ม แต่ส่วนใหญ่ธุรกิจเลือกที่จะไม่พูด ไม่นำเสนอข้อเท็จจริงในส่วนนี้ ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ การเปิดเผยเรื่องราวจากผู้ที่ได้รับผลกระทบ เหยื่อ และครอบครัวผู้ที่เกี่ยวข้อง จะเป็นเครื่องยืนยันที่ดีที่สุด ในการสื่อสารให้ประชาชนเกิดความตระหนัก รู้เท่าทันการตลาดของธุรกิจแอลกอฮอล์ และปัจจัยเสี่ยงทางสุขภาพต่างๆ  การผลิตสื่อบนฐานข้อมูลจริง จะช่วยตีแผ่ให้สังคมไทยได้ยินเสียงของผู้ได้รับผลกระทบเหล่านั้น เพื่อมุ่งสู่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมทางสังคมในการลดละเลิกการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในท้ายที่สุด

    ทางด้าน ผศ.ดร.จุฑาทิพย์ พหลภาคย์  คณบดี คณะวิทยาการจัดการ มรภ.พระนคร (ตัวแทนท่านคณบดีจากมหาวิทยาลัยราชภัฎทั้ง 10 แห่ง) กล่าวว่า  การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา 2019 ส่งผลกระทบทั้งต่อพฤติกรรมทางสุขภาวะและการดำเนินชีวิตประจำวันอย่างมากมาย ในขณะเดียวกันได้ส่งผลให้โลกออนไลน์กลายเป็นพื้นที่สำหรับเชื่อมโยงผู้คนหลากหลายเข้าหากัน เราจึงไม่อาจปฏิเสธว่าการรณรงค์แบบเดิมๆจะเป็นวิธีที่ทรงพลังได้ดั่งเดิม มีความจำเป็นต้องติดตั้งความรอบรู้ทางด้านสุขภาพเพื่อให้เป็น “ต้นทุน” ให้บุคคลแต่ละคน ในสังคม โดยเฉพาะกลุ่มนิสิตนักศึกษา ด้วยศักยภาพของคณาจารย์และนักศึกษาสาขาวิชานิเทศศาสตร์ ของแต่ละมหาวิทยาลัยฯ ที่มีทั้งความรู้และประสบการณ์ การดำเนินการในเรื่องที่สำคัญและมีประโยชน์สนับสนุนให้เกิดนวัตกรรมการสื่อสารรูปแบบออนไลน์ เป็นทั้งโอกาสในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และแสดงพลังทางสังคม ตลอดจนช่วยเพิ่มศักยภาพในการดำเนินงานด้านสุขภาวะต่อไป

    ผศ.ดร.จุฑาทิพย์ กล่าวต่อว่า การลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือในวันนี้ เป็นเพียงจุดเริ่มต้นระหว่าง สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) สำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า(สคล.) และภาคีเครือข่ายวิชาการวิชาชีพเครือข่ายนักสื่อสารเพื่อการเปลี่ยนแปลงค่านิยมและสุขภาวะชุมชนจาก 10 มหาวิทยาลัยราชภัฏทั่วประเทศ ที่จะทำให้องค์ความรู้ในการเปลี่ยนแปลงสุขภาวะชุมชนผ่านการพัฒนาศักยภาพ ความสามารถ และทักษะในการสื่อสารรณรงค์ของนักนิเทศศาสตร์ออกไปในวงกว้าง อันจะนำไปสู่การลดผลกระทบเชิงลบและขยายผลผลกระทบเชิงบวกด้านสุขภาวะอย่างยั่งยืน

    ในส่วนของ คุณธีรภัทร  เอื้ออารีวรกุล  กรรมการนโยบาย บริษัทไทยเคเบิลบรอดแคสติ้งจำกัด Cable Channel 37 HD ในนามตัวแทนเคเบิลทีวีทั่วประเทศ กล่าวว่า ทางองค์กรให้ความสำคัญกับการสร้างสรรค์สื่อเพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงทางสังคม จากผลงานเครือข่าย 10 มหาวิทยาลัยราชภัฏ เป็นการสร้างสรรค์สื่อสะท้อนเป็นบทเรียน และที่น่าชื่นชมมากๆ  ในนามดิจิทัลทีวีท้องถิ่นหรือเคเบิลทีวี ยินดีสนับสนุนบทบาทสื่อท้องถิ่นร่วมขับเคลื่อนประเด็นทางสังคม ช่วยเชื่อมโยงและขยายการทำงานของภาคีเครือข่ายในระดับพื้นที่ และเชื่อว่าจะได้สร้างการรับรู้จากพลังของเด็กและเยาวชน สานพลังเครือข่ายเคเบิลดิจิทัลทีวีสู่นักสื่อสารสุขภาวะลดปัจจัยเสี่ยง: สร้างพื้นที่การเผยแพร่สื่อรณรงค์และประเด็นลดปัจจัยเสี่ยงทางสุขภาพและสังคม  ฉะนั้นผลงานทุกชิ้นจะถูกเผยแพร่สู่สาธารณะผ่านทุกช่องทาง พร้อมทั้งออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ Cable Channel 37 HD ในช่วงเวลาที่ดีที่สุด เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกในสังคมร่วมกัน.

    ในส่วนของการดำเนินโครงการนี้ เป็นความร่วมมือจากเครือข่ายมหาวิทยาลัยราชภัฎทั้ง 10 แห่งทั่วประเทศ ได้แก่ มรภ.พระนคร, มรภ.หมู่บ้านจอมบึง, มรภ.เทพสตรี, มรภ.รำไพพรรณี, มรภ.สงขลา, มรภ.นครศรีธรรมราช, มรภ.เชียงใหม่, มรภ.พิบูลสงคราม, มรภ.ศรีสะเกษ, มรภ.อุดรธานี ทั้งนี้ ยังมีเครือข่ายเคเบิ้ลทีวีและสื่อในท้องถิ่น ใน 10 จังหวัดนำร่อง โดยการทำงานจะเน้นเรื่องการพัฒนากลไกความร่วมมือและนวัตกรรมในการสื่อสารบนโลกสมัยใหม่ การทำงานร่วมกันในครั้งนี้จะเป็นต้นแบบให้กับสถาบันการศึกษาทั่วประเทศให้เกิดความตระหนักและร่วมหาวิธีสื่อสารดูแลป้องกันไม่ให้ประชาชน โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กเยาวชนที่เป็นนักศึกษาตกเป็นเหยื่อการตลาดของธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และมีความรอบรู้เท่าทันประเด็นปัญหาทางด้านสุขภาพมากขึ้น

  • ออกพรรษาลาเหล้า..เข้าสู่ชีวิตใหม่

    ออกพรรษาลาเหล้า..เข้าสู่ชีวิตใหม่

    สสส.และเครือข่ายองค์กรงดเหล้า ถอดบทเรียนงดเหล้าเข้าพรรษา..สู่ออกพรรษาลาเหล้า กรณีศึกษา พบเลิกเหล้าเข้าสู่ชีวิตใหม่ ชมรมคนหัวใจเพชร และชุมชนปรับตัวรับสถานการณ์โควิด “ชุมชนสู้เหล้า เข้าใจโควิด”  พร้อมแนะชุมชนเตรียมรับการคลายล็อกประเทศ

    (10.00 น.) วันที่ 4 พฤศจิกายน 2564  สสส.และครือข่ายงดเหล้า จัดเวทีออนไลน์ เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์ “ออกพรรษาลาเหล้า..เข้าสู่ชีวิตใหม่” อาจารย์วิเชษฐ์ พิชัยรัตน์  กรรมการกำกับทิศทางแผนงานรณรงค์เพื่อควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวถึงแนวทางรณรงค์ฯในสถานการณ์ปัจจุบัน เพื่อปรับเปลี่ยนการดำเนินชีวิตในรูปแบบวิถีใหม่ว่า สสส. มีแนวทางในการส่งเสริมความเข้มแข็งของชุมชน ให้เป็นพื้นที่ปฏิบัติการ เน้นการพัฒนาศักยภาพชุมชน และขยายผลการดำเนินงานของชุมชนอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในด้านการลดปัจจัยเสี่ยงมี “ชุมชนคนสู้เหล้า” ซึ่งได้ดำเนินการต่อเนื่องมา 5 ปี ทำให้เกิดรูปธรรม สามารถพัฒนาเป็นกลุ่มชมรมคนหัวใจเพชร คนเลิกเหล้าที่มาช่วยรณรงค์ต่อในชุมชน และต่อเนื่องการพึ่งตนเองเรื่องอาชีพรายได้ และในสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด ชุมชนสู้เหล้าก็มีส่วนมาดูแลตนเอง พึ่งตนเอง แบ่งเบาภาระของบุคลากรทางการแพทย์ ซึ่งการถอดบทเรียนครั้งนี้ จะได้นำไปขยายผลต่อเนื่องต่อไป

    นายวิเชษฐ์ กล่าวต่อว่า การถอดบทเรียนการทำงานชุมชนสู้เหล้า จะมีโมเดล 3 ช. คือ ชวน ช่วย เชียร์ เนื่องจากเป็นสถานการณ์แพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิดในชุมชนสามารถดำเนินการได้ โดยดำเนินการไปพร้อมกัน คือ “ชุมชนสู้เหล้า เข้าใจโควิด” ซึ่งผู้ที่สมัครเข้าร่วมโครงการในปีนี้ เห็นว่า ทำให้สุขภาพกาย ใจที่ดี และมีเงินเหลือในภาวะที่เศรษฐกิจหยุดชะงัก อีกทั้ง การอยู่ร่วมกันในครอบครัวมีความสุข รู้สึกปลอดภัย นอกจากนั้น ชมรมคนหัวใจเพชร ซึ่งเป็นแกนนำในการชวน ช่วย เชียร์ ยังได้ทำความเข้าใจชาวบ้านให้รู้จักป้องกันตนเอง และช่วยกันดูแลผู้ป่วยอย่างเข้าใจ ไม่สร้างความรังเกียจ แต่ทำให้เกิดความเห็นอกเห็นใจ ช่วยเหลือดูแลกันและกันในชุมชน รวมทั้ง มีการส่งเสริมอาชีพ เช่น ทำรถพุ่มพวง ปลูกพืชสมุนไพร เพราะคนที่เลิกเหล้าทุกคนมีฝีมืออยู่แล้ว แต่เพราะดื่มเหล้าติดเหล้าจึงไม่ได้ใช้ฝีมือทำงาน

    เภสัชกรสงกรานต์ ภาคโชคดี ผู้อำนวยการสำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า กล่าวในกิจกรรมครั้งนี้ว่า สำหรับงานประเพณีออกพรรษาที่จัดขึ้นในท้องถิ่นต่างๆ พร้อมๆกับการเปิดประเทศครั้งนี้ อาจควรต้องใช้ความระมัดระวังอย่างมาก ด้วยสถานการณ์โรคระบาดฯ อาจมีความเสี่ยงจากการตั้งวงดื่มเหล้า การเล่นการพนัน อาจนำมาสู่ คลัสเตอร์โควิดได้ เนื่องจากวิถีชีวิตในปัจจุบัน ยังต้องเว้นระยะห่าง ซึ่งการดื่มมีส่วนทำให้ภูมิต้านทานในร่างกายลดลงไป อีกทั้งสถานที่ต่างๆอาจจะมีแพร่การกระจายของเชื่อโรคได้อีกด้วย จึงขอรณรงค์ให้ประชาชนทุกท่าน ยังคงใช้ชีวิตด้วยความไม่ประมาทและใช้ความระมัดระวัง คนที่งดเหล้าเข้าพรรษาได้แล้ว ขอเชิญชวนให้ใช้โอกาส “ออกพรรษา ลาเหล้า” ต่อไป

    ด้านนายธีระ วัชรปราณี ผู้จัดการ สคล. เปิดเผยถึงการสนับสนุนการรณรงค์งดเหล้าเข้าพรรษาปี 2564 ที่ผ่านมาว่า เครือข่ายงดเหล้าและ สสส. ได้ดำเนินงานในพื้นที่ ground war ใน 2 กลุ่ม คือ กลุ่มสถานศึกษา และกลุ่มชุมชน ภายใต้แนวคิด “สื่อรักให้พักเหล้า” โดยมีสถานศึกษาเข้าร่วมโครงการกว่า 2,000 แห่ง และในชุมชนกว่า 513 แห่ง พบว่า มีคนร่วมงดเหล้าครบ 3 เดือน จำนวน 16,651 คน สามารถประหยัดเงินได้ 56 ล้านบาท นอกจากนี้ ยังได้มีการทำงานร่วมกับ นายอำเภอ ผู้ว่าราชการจังหวัด หน่วยงานภาครัฐ องค์กรภาคธุรกิจ โรงงานอุตสาหกรรมต่างๆ รัฐวิสาหกิจ อาทิ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ (ธ.ก.ส.) องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทยหรือ (อสค.) เป็นต้น

    คุณผจญ แก้วเพชร อายุ 45 ปี  เครือข่ายนักบิดจิตอาสา จ.สงขลา ที่ผันตัวสู่นักรณรงค์สร้างพื้นที่ปลอดภัยให้คนเลิกเหล้า เปิดเผยว่า ผมสมัครใจยกแก้วดื่มครั้งแรกอายุ 16 ปี เพราะอยากได้รับการยอมรับจากรุ่นพี่ แต่อันที่จริงผลเสียของการดื่มในครอบครัวของผมก็มีนะ คุณพ่อผมก็เสียชีวิตเพราะการเมาเหล้าแล้วทำให้เกิดเรื่อง ซึ่งผมต้องเสียเพื่อนเพราะเมาเหล้าก็หลายคน ส่วนตัวผมเองก็ถึงขั้นเงินหมดกระเป๋า  ในระยะหลังผมใช้เวลาว่างขับขี่มอเตอร์ไซค์ท่องเที่ยว และมีโอกาสได้รู้จักกับเครือข่ายองค์กรงดเหล้าภาคใต้ตอนล่าง ตั้งใจร่วมโครงการงดเหล้าเข้าพรรษา ผมมั่นใจว่าผมหยุดเหล้าได้ คิดว่าจะหยุดไปเรื่อยๆ จากสถานการณ์ covid-19 ระบาด ผมมีโอกาสเห็นคนที่ได้รับผลกระทบจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ รวมทั้งเหยื่อเมาแล้วขับ ไม่อยากมีส่วนในการทำลายอนาคตของใคร และคิดว่าควรจะหยุดทำร้ายร่างกายตัวเอง หันมาสร้างคุณค่าให้กับตัวเองแทนจะดีกว่า ผมคิดว่าจะนำเงินค่าเหล้ามาสร้างประโยชน์ให้กับตนเอง ครอบครัว และยังสามารถมีเวลาทำสิ่งต่างๆหลายๆสิ่ง และได้เปิดประสบการณ์ เปิดมุมมองใหม่ๆให้กับตนเองอีกด้วย

    ผู้ใหญ่เกรียงไกร เกียรติมงคล ชุมชนคูหาสวรรค์  อายุ 55 ปี จ.ราชบุรี จากนักดื่ม สู่นักส่งเสริมสุขภาวะคนหัวใจเพชร ให้ข้อมูลว่า ผมดื่มเหล้าและร่วมงดเหล้าเข้าพรรษา มา 3-4 ปีแล้ว เมื่อออกพรรษา จะงดเหล้าต่อ จนกว่างานทอดกฐินเสร็จสิ้นจึงจะเริ่มดื่ม การดื่มแต่ละครั้ง 300-400 บาท และผมจะดื่มอยู่บ้านคนเดียวบ่อยๆ ช่วงหลังๆการดื่มเริ่มลดลงตามวัยที่สูงขึ้น แต่ก็ยังเลิกดื่มไม่ได้ หลวงพ่อชวนมาเป็นกรรมการที่วัด ซึ่งผมปฏิเสฐมาตลอด เพราะคิดว่าผมดื่มเหล้ากลัวจะผิดศีล ตั้งใจเลิกดื่มเพราะผมคิดถึงสุขภาพ พอเพื่อนชวนก็จะบอกเพื่อนว่าขอหยุดพักตับ พอหยุดเหล้าแล้วสามารถลดเรื่องค่าใช้จ่าย และเป็นตัวอย่างดีๆให้กับลูกหลานอีกด้วย ถ้าย้อนกลับไปได้ เงินค่าเหล้าก็เป็นค่ากับข้าวของครอบครัวได้

    คุณศิริลักษณ์  ภูลิ้นลาย  อายุ 34 ปี บ้านโคกเครือ จ.กาฬสินธุ์ สาวนักดื่มเข้าสังคม ตัดสินใจเลิกเหล้าเพราะกำลังใจจากลูกและสามี เปิดเผยว่า จากเป็นกองเชียร์งานกีฬา เสร็จงานมีการดื่มกับเพื่อนๆ มีงานหมอลำก็ไปดื่มหน้าเวที  หลังๆมีผลกระทบจากการดื่ม คือสุขภาพร่างกายเวลาดื่มเข้าไปมักจะเจ็บท้องเป็นโรคกระเพาะ ครอบครัวไม่มีความสุข ทะเลาะกันบ่อยๆเพราะสามีก็ดื่มเหล้าเหมือนกัน อ.สคล.มาชวนงดเหล้าเข้าพรรษา จึงตัดสินใจเข้าร่วม มีการมาเยี่ยม ให้กำลังใจ มีการให้เมล็ดพันธุ์ผักมาให้เราปลูกไว้รับประทานเป็นกิจกรรมในครอบครัว เข้าพรรษาตลอด 3 เดือน งดดื่มเหล้ามีการเปลี่ยนแปลงคือ ชีวิตเราดี ครอบครัวก็ดี ร่างกายก็ดีขึ้น เงินก็พอใช้ แทนที่เงินเราจะไปซื้อเหล้า ก็เอาซื้อกับข้าวให้ลูก เหลือก็เก็บไว้ให้ลูกเรียนหนังสือ ลูกก็ภูมิใจ บอกกับเราว่า “ภูมิใจที่แม่เลิกเหล้าได้” และการเลิกเหล้าก็เป็นการเอาชนะใจตัวเอง ซึ่งเราภูมิใจในตัวเองมากที่สุด