Category: Alcohol World

  • คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม เครือข่ายงดเหล้า ร่วมประชุมแลกเปลี่ยน ยุทธศาสตร์การทำงานด้านนโยบายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในระดับจังหวัดและชุมชน กับหน่วยงาน NGO จากสวีเดน

    คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม เครือข่ายงดเหล้า ร่วมประชุมแลกเปลี่ยน ยุทธศาสตร์การทำงานด้านนโยบายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในระดับจังหวัดและชุมชน กับหน่วยงาน NGO จากสวีเดน

    16 มีนาคม 2565 ณ ห้องประชุมทองหลังพระ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม เครือข่ายงดเหล้า ร่วมประชุมแลกเปลี่ยน ยุทธศาสตร์การทำงานด้านนโยบายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในระดับจังหวัดและชุมชน กับหน่วยงาน NGO จากสวีเดน

    โดยมี ผศ.ดร.สุรศักดิ์ ไชยสงค์ คณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหาสารคาม และนายบุญชอบ สิงห์คำ ประชาคมงดเหล้าจังหวัดมหาสารคาม โดยได้แลกเปลี่ยนกับหน่วยงานINGO-NTO Movement สำนักงานเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สำนักงานเชียงใหม่ นำโดย Tim Lokeหัวหน้าสำนักงาน และ Johan Bengtson

    ประเด็นการแลกเปลี่ยนได้แก่

    1.การเล่าถึงภูมิหลังการทำงานด้านแอลกอฮอล์และเครือข่ายในจังหวัดมหาสารคาม

    2.การสร้างองค์ความรู้และการผลักดันสู่การเปลี่ยนแปลง “สามเหลี่ยมเขยื่อนภูเขา”

    3.การขับเคลื่อนจังหวัดยุทธศาสตร์ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ “จังหวัดนำร่อง การพัฒนาระบบสนับสนุนและติดตามประเมินผล”

    4.การขยายผลเชิงนโยบายให้ครอบคลุม และการวางระบบติดตาม

    5.ความเข้มแข็งในการทำงาน และการผลักดัน นโยบาย พรบ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของประเทศเพื่อบ้านใกล้เคียง กัมพูชา ลาว เวียดนาม

    หลังการแลกเปลี่ยน ได้นำไปสู่ความร่วมมือในการดำเนินงานพัฒนาความเข้มแข็งของพื้นที่จังหวัดและชุมชนต่อไป

  • “มะเร็ง” เป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับหนึ่ง

    “มะเร็ง” เป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับหนึ่ง

    โรคมะเร็งเป็นสาเหตุของการป่วยและการเสียชีวิตของประชาชนทั่วโลก โดยเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ก่อให้เกิดโรคมะเร็ง การลด ละ เลิกการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จึงเป็นการแก้ไขที่ต้นทางในการป้องกัน และลดความเจ็บปวดจากการป่วยด้วยโรคมะเร็งที่ดีที่สุด

    จากข้อมูลใบมรบัตร พ.ศ. 2562 พบว่า โรคมะเร็งทุกชนิดเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับหนึ่งของคนไทย และมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น โดยในปี 2562 โรคมะเร็งทุกชนิดเป็นสาเหตุการตายต่อประชากร 100,000 คน คิดเป็น 125.0 คน ซึ่งเพิ่มมากขึ้นจากปี 2558 ที่มีอัตราการตาย 112.8 คนต่อประชากร 100,000 คน (กระทรวงสาธารณะสุข, 2563, น. 76-77)

    ทั้งนี้บุหรี่และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคมะเร็ง โดยบุหรี่มีความสัมพันธ์กับการเกิดโรคมะเร็งหลายชนิด เช่น มะเร็งปอด มะเร็งกล่องเสียง มะเร็งช่องปากและลำคอ มะเร็งหลอดอาหาร มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ มะเร็งไต มะเร็งกระเพาะอาหาร มะเร็งตับอ่อน และมะเร็งปากมดลูก สำหรับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์สัมพันธ์กับการเกิดมะเร็งช่องปากและลำคอ มะเร็งทางเดินอาหาร มะเร็งกล่องเสียง มะเร็งตับ และมะเร็งเต้นนม (โรงพยาบาลศิริราชปิยมหาราชการุณย์, 2563) ถ้าทั้งดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และสูบบุหรี่จัด จะเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็ง ช่องปากและในลำคอด้วย (สถาบันมะเร็งแห่งชาติ)

    ในมุมมองระดับโลกพบว่า ในปี 2563 มีผู้ป่วยโรคมะเร็งที่มีสาเหตุจากการดื่มแอลกอฮอล์ จำนวน 741,300 คน โดยเป็นผู้ชาย 586,700 คน หรือร้อยละ 76.7 นอกจากนี้พบว่าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นสาเหตุของโรคมะเร็งหลอดอาหารมากที่สุดคิดเป็น 189,700 ราย มะเร็งตับ 154,700 ราย มะเร็งเต้นนม 98,300 ราย ตามลำดับ (Rumgay et al., 2021)

    การศึกษาของ Rumgay et al., (2021) ยังพบว่า ยิ่งดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มากยิ่งเพิ่มความเสี่ยงของการป่วยด้วยโรคมะเร็ง โดยพบว่า ในบรรดาผู้ป่วยด้วยโรคมะเร็งมีพฤติกรรมการดื่มหนักจำนวน 346,400 คนคิดเป็นร้อยละ 46.7 ของผู้ป่วยด้วยโรคมะเร็ง รองลงมาคือการดื่มในระดับเสี่ยง จำนวน 291,800 คนคิดเป็นร้อยละ 39.4 การดื่มระดับปานกลาง 103,100 คนคิดเป็นร้อยละ 13.9

    กล่าวโดยสรุปโรคมะเร็งเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับที่หนึ่งของคนไทยและมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น โดยบุหรี่และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เกิดโรคมะเร็ง ยิ่งดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เพิ่มเท่าไรยิ่งเสี่ยงต่อการป่วยด้วยโรคมะเร็งเพิ่มขึ้น

    อ้างอิง

    กระทรวงสาธารณะสุข. (2563). สถิติสาธารณสุข พ.ศ. 2562. https://bps.moph.go.th/new_bps/sites/default/files/statistic62.pdf

    โรงพยาบาลศิริราชปิยมหาราชการุณย์. (2563). มะเร็ง คืออะไร?. https://www.siphhospital.com/th/news/article/share/cancer

    สถาบันมะเร็งแห่งชาติ. (n.d.) สาเหตุและปัจจัย เสี่ยงของการเกิดมะเร็ง. https://www.nci.go.th/th/Knowledge/reasonrisk.html

    Rumgay, H., Shield, K., Charvat, H., Ferrari, P., Sornpaisarn, B., Obot, I., … Soerjomataram, I. (2021). Global burden of cancer in 2020 attributable to alcohol consumption: a population-based study. The Lancet Oncology, 22(8), 1071–1080. doi:10.1016/s1470-2045(21)00279-5

    Writer : Dan Theertham#เครือข่ายงดเหล้า#วันมะเร็งโลก#ไม่สูบไม่ดื่ม

  • ความเปลี่ยนแปลงของคนไทยกับการดูแลสุขภาพตัวเอง รายการเจาะใจ สสส.(มีคลิป)

    ความเปลี่ยนแปลงของคนไทยกับการดูแลสุขภาพตัวเอง รายการเจาะใจ สสส.(มีคลิป)

    เจาะใจเสาร์นี้ร่วมเจาะทัศนคติ ค่านิยม
    และความเปลี่ยนแปลงของคนไทยกับการดูแลสุขภาพตัวเอง
    ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา
    จาก ” ดร.สุปรีดา อดุลยานนท์ “

    ผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)

    นรายการเจาะใจ เสาร์ที่ 6 พฤศจิกายนนี้ เวลา 22.00 น.
    ทางช่อง9 MCOT HD (หมายเลข 30)

  • How to ออกกำลังกายวิถีใหม่

    How to ออกกำลังกายวิถีใหม่

                การแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 ทำให้ต้องเว้นระยะห่างทางสังคม รวมถึงไม่สามารถทำบางกิจกรรมได้เช่น ออกกำลังกายในสวนสาธารณะหรือในฟิตเนส ประกอบกับการอยู่บ้านทำให้มีการเคลื่อนไหวกิจกรรมทางกายน้อยลง ซึ่งทำให้เสี่ยงที่จะน้ำหนักเพิ่มและภูมคุ้มกันของร่างกายลดลง ทั้งที่ในช่วงการแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 ควรเป็นช่วงเวลาที่ได้ออกกำลังกายเพื่อให้ร่างกายแข็งแรง อย่างไรก็ตามการอยู่บ้านก็ออกกำลังกายได้ หรือออกกำลังกายวิถีใหม่อยู่ไหนก็ทำได้

              องค์กรอนามัยโลกนำเสนอว่าภายใต้การแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 นี้จำเป็นอย่างยิ่งที่ทุกคนต้องออกกำลังกายเท่าที่จะสามารถทำได้ โดยเลือกกิจกรรมที่สามารถทำได้และสนุกกับการออกกำลังกาย ตัวอย่างเช่นหยุดพักจากการทำงานแล้วมาออกกำลังกายเบาๆ สัก 3-4 นาที การเดินหรือการยืดเส้นยืดสายช่วยให้กล้ามเนื้อได้ผ่อนคลายและปรับปรุงการไหลเวียนของโลหิต นอกจากนี้การออกกำลังกายที่บ้านยังทำให้มีเวลาที่จะอยู่กับครอบครัวมากขึ้น

              การออกกำลังกายมีประโยชน์ทั้งต่อร่างกายและจิตใจ ผลต่อร่างกายเช่น ช่วยลดน้ำหนัก ลดความเสี่ยงต่างๆ ลดภาวะความดันสูง ลดโอกาสของการเป็นโรคหัวใจ ฯลฯ รวมถึงช่วยเพิ่มภูมิต้านทานที่จะสู้กับโรคโควิด นอกจากนี้ยังให้กระดูกและกล้ามเนื้อสามารถปรับสมดุลได้และทำให้ร่างกายแข็งแรงขึ้น สำหรับผู้สูงอายุการออกกำลังกายช่วยให้ทรงตัวได้ดีขึ้น ทำให้ลดความเสี่ยงที่จะล้มและปาดเจ็บ ผลต่อจิตใจเช่นช่วยลดภาวะซึมเศร้า ลดภาวะสมองเสื่อม และทำให้มีความสุข

              องค์กรอนามัยโลกแนะนำแนวทางการกำลังกายแบบวิถีใหม่ ดังนี้

               – ทารกที่มีอายุน้อยกว่า 1 ขวบ ควรออกกำลังกายด้วยการนอนคว่ำอย่างน้อย 30 นาที วันละหลายๆ รอบ ทั้งนี้การนอนคว่ำทำให้เด็กเหมือนได้เล่นกับพื้น ได้ยืดกล้ามเนื้อ

              – เด็กที่มีอายุน้อยกว่า 5 ขวบ เด็กเล็กควรใช้เวลาออกกำลังกายหรือเคลื่อนไหวร่างกายอย่างน้อยวันละ 3 ชั่วโมง เด็กอายุ 3-4 ปีควรออกกำลังกายที่มีการเลื่อนไหวร่างกายระดับปานกลางถึงหนักอย่างน้อย 1 ชั่วโมง/ครั้ง

              – เด็กและวัยรุ่นอายุ 5-17 ปี ควรออกกำลังกายระดับปานกลางถึงหนักอย่างน้อยวันละ 1 ชั่วโมง นอกจากนี้ควรออกกำลังกายเพื่อเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อและกระดูกอย่างน้อย 3 ครั้ง/อาทิตย์ โดยการออกกำลังกายต่อเนื่องมากกว่าครั้งล่ะ 1 ชั่วโมงทุกวันจะทำให้สุขภาพดีมากขึ้น

                – ผู้มีอายุมากว่า 18 ปี ผู้ใหญ่ควรออกกำลังกายระดับปานกลางถึงหนักอย่างน้อย 150 นาที/สัปดาห์ หรือระดับหนักมากอย่างน้อย 75 นาที/สัปดาห์ ถ้าอยากมีสุขภาพดียิ่งขึ้นควรเพิ่มการออกกำลังกายระดับปานกลางถึงหนักอีก 300 นาที/สัปดาห์ นอกจากนี้ควรออกกำลังกายที่เน้นสร้างความแข็งแรงให้กับกล้ามเนื้อและกระดูกอย่างน้อย 2 วัน/สัปดาห์ สำหรับผู้สูงอายุควรออกกำลังกายที่เน้นสร้างความสมดุลของร่างกายและป้องกันการหกล้มอย่างน้อย 3 วัน/สัปดาห์

              แนวทางหนึ่งของการออกกำลังกายวิถีใหม่คือการเพิ่มกิจกรรมเคลื่อนไหวทางกายให้มากที่สุดเท่าที่ทำได้ พร้อมกับหาแนวทางการออกกำลังกายที่ตนเองชื่นชอบและออกกำลังกายให้เหมาะสมกับวัยของตนเอง ในช่วงนี้สำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า มีกิจกรรม “วิ่งเพิ่มภูมิลดภาระด่านหน้า” จึงขอเชิญชวนทุกท่าเข้าร่วมกิจกรรม โดยหารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ facebook “เครือข่ายงดเหล้า” หรือ https://www.facebook.com/StopdrinkOfficial

    อ้างอิง

    world health organization. (n.d). HealthyAtHome – Physical activity. https://www.who.int/news-room/campaigns/connecting-the-world-to-combat-coronavirus/healthyathome/healthyathome—physical-activity.

  • ยิ่งดื่มแอลกอฮอล์มาก ยิ่งมีโอกาสเป็นโรคมะเร็งมาก

    ยิ่งดื่มแอลกอฮอล์มาก ยิ่งมีโอกาสเป็นโรคมะเร็งมาก

    ในปี 2563 การดื่มแอลกอฮอล์เป็นสาเหตุของการเป็นมะเร็งมากกว่า 740,000 เคส[1]

                สถาบันนานาชาติเพื่อการวิจัยโรคมะเร็ง หรือ The International Agency for Research on Cancer (IARC) เปิดเผยว่าเมื่อปีที่แล้วหรือปี 2563 การดื่มแอลกอฮอล์เป็นสาเหตุของการเป็นมะเร็งทั่วโลกมากกว่า 741,300 เคส โดยผู้ป่วยโรคมะเร็งรายใหม่แบ่งเป็นผู้ชาย 568,700 คน หรือร้อยละ 76.72 เป็นผู้หญิง 172,600 คน หรือร้อยละ 23.28

              แอลกอฮอล์เป็นสาเหตุของการเกิดโรคมะเร็งหลอดอาหารมากที่สุด หรือร้อยละ 26 รองลงมาคือมะเร็งตับ ร้อยละ 21 และมะเร็งเต้านม ร้อยละ 13 มะเร็งปากและช่องปาก ร้อยละ 10 ตามลำดับ

                        เมื่อแบ่งระดับการดื่มแอลกอฮอล์เป็น 3 ระดับ คือ

                        1. การดื่มระดับปานกลาง หรือดื่มน้อยกว่า 20 กรัม/วัน

                        2. การดื่มระดับที่มีความเสี่ยง หรือดื่ม 20 – 60 กรัม/วัน

                        3. การดื่มระดับหนัก หรือดื่มมากกว่า 60 กรัม/วัน

                       ทั้งนี้ยิ่งดื่มแอลกอฮอล์มากยิ่งมีโอกาสเป็นโรคมะเร็งมาก โดยในผู้ป่วยโรคมะเร็งรายใหม่เป็นผู้ดื่มแอลกอฮอล์ระดับหนัก 346,400 คน หรือร้อยละ 47 รองลงมาคือผู้ดื่มระดับที่มีความเสี่ยง 291,800 คนหรือร้อยละ 39 ตามลำดับ โดยสัดส่วนของประชากรที่ดื่มระดับหนัก ถ้าเป็นเพศชายส่วนใหญ่อยู่ในทวีปแอฟริกาตอนใต้ ยุโรปกลางและตะวันออก ส่วนผู้หญิงส่วนใหญ่อยู่ในแอฟริกาตอนใต้ และแอฟริกาตะวันตก

    อ้างอิง

    Rumgay H, Shield K, Charvat H, Ferrari P, Sornpaisarn B, Obot I, et al. (2021). Global burden of cancer in 2020 attributable to alcohol consumption: a population-based study Lancet Oncol. https://www.thelancet.com/journals/lanonc/article/PIIS1470-2045(21)00279-5/fulltext


    [1] แปลและสรุปจากบทความเรื่อง Global burden of cancer in 2020 attributable to alcohol consumption: a population-based study Lancet Oncol จาก https://www.thelancet.com/journals/lanonc/article/PIIS1470-2045(21)00279-5/fulltext

  • เมื่อสถิติบอกว่า เหล้าคือยาเสพติดที่อันตรายมากที่สุด

    เมื่อสถิติบอกว่า เหล้าคือยาเสพติดที่อันตรายมากที่สุด

    เชื่อหรือไม่ ถ้าเราจะบอกว่า สุราเป็นสารเสพติดที่อันตรายยิ่งกว่าเฮโรอีนหรือโคเคน

    แน่นอน ประโยคข้างต้นอาจจะฟังดูแปลกประหลาดไปสักนิด เพราะเรามักถูกสอน (ให้ท่องจำ) อยู่เสมอว่า เฮโรอีนคือยาเสพติดที่รุนแรงที่สุด ส่วนสุรานั้นจัดว่าเป็นอันตรายน้อยอยู่ในอันดับต้นๆ อีกทั้งในชีวิตประจำวัน คนเราก็มีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์สอดแทรกอยู่ในทุกกิจกรรม จะงานแต่งหรืองานฉลองใดๆ ขอแค่มีขวดสีอำพันอยู่ตรงหน้า ก็พร้อมจะมีคนยกดื่มเสมอ

    ไม่ต้องพูดถึงว่า สุรายังเป็นสารเสพติดที่เข้าถึงได้ง่าย และถูกกฎหมาย แตกต่างจากสารเสพติดประเภทอื่นที่มีข่าวจับกุมผู้มีไว้ในครอบครองกันครึกโครม เพราะฉะนั้น การจะบอกว่าสุราเป็นสารเสพติดที่อันตรายกว่าเฮโรอีน หรือโคเคน จึงฟังดูเป็นประโยคที่แปลกสิ้นดี ไม่ว่ากับคนที่ดื่ม หรือไม่ดื่มก็ตาม

    แต่ล่าสุด นิตยสาร The Economist ได้นำเสนอข้อมูลอีกด้านหนึ่งว่า บรรดายาเสพติดที่เรารู้จักกันมา สุรานี่แหละที่อันตรายที่สุด! เมื่อเราวัดความเสียหายทั้งต่อผู้ใช้และคนรอบข้าง (โดยสถิตินี้เป็นข้อมูลในสหราชอาณาจักร)

    หลายคนอาจแย้งว่า การวัด ‘อันตราย’ โดยคำนึงถึงอันตรายต่อผู้อื่นด้วย เป็นการเล่นกลทางสถิติ แต่ถ้าหากดูอันตรายที่เกิดกับผู้ใช้ (แท่งสีฟ้า) ‘พิษ’ จากสุราก็ยังรุนแรงอยู่ในระดับต้นๆ

    ถ้าเป็นแบบนี้แล้ว ทำไมสุราถึงเป็นสารเสพติดที่ถูกกฎหมาย แต่อย่างอื่นไม่?

    คำถามดังกล่าวเป็นคำถามที่คณะกรรมการด้านนโยบายสารเสพติดระดับโลก (Global Commission on Drug Policy) ซึ่งเป็นกลุ่มที่เกิดจากการรวมตัวกันของอดีตประธานาธิบดีและผู้มีอิทธิพลทั้งหลาย พยายามค้นหาคำตอบ ซึ่งทางกลุ่มได้ออกมาสรุปว่า หากยึดจากหลักฐานทางวิทยาศาสตร์เป็นหลัก เรื่องนี้เกิดจากความไร้เหตุผลของกฎหมายด้านสารเสพติดในปัจจุบัน

    กฎหมายที่ว่าเกิดจากระบบการจำแนกสารเสพติดของสหประชาชาติ (UN) ซึ่งจำแนกสารออกฤทธิ์ต่อจิตประสาทกว่า 300 ชนิดไว้ในรายการ และพิจารณาสารเหล่านี้โดยอิงจากประโยชน์และผลเสีย ยาหรือสารบางตัวอาจเป็นคุณทางการแพทย์ เช่น มอร์ฟีน แต่บางชนิดก็อาจมีไว้เพื่อการสันทนาการเท่านั้น เช่น เห็ดขี้ควาย ด้วยเหตุนี้ สารที่ไม่มีประโยชน์ทางการแพทย์จะถูกจำแนกเป็นยาอันตราย และการพกพาหรือมีไว้ในครอบครองจะถูกกล่าวโทษเทียบเท่าอาชญากรรมทันที ซึ่งเป็นการตัดสินโทษโดยไม่คำนึงถึงผลกระทบจริงๆ ที่เกิดจากตัวสารเสพติด

    ในปีค.ศ.2010 ข้อบกพร่องในตัวระบบดังกล่าวยิ่งเห็นได้ชัดขึ้น เมื่อกลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้านสารเสพติดในสหราชอาณาจักร ทำการจัดอันดับสารเสพติดที่ก่อให้เกิดความอันตรายต่อสังคม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการก่ออาชญากรรม การทะเลาะวิวาท ไปจนถึงปัญหาในครอบครัว ผลปรากฏว่า สุราคือสารเสพติดที่ก่อให้เกิดความอันตรายต่อสังคมเป็นอันดับแรก ตามมาติดๆ ด้วยเฮโรอีนและโคเคน ในขณะที่ยาซึ่งมักถูกใช้ตามสถานบันเทิงต่างๆ เช่น ยาอี หรือยาม้า กลับได้คะแนนความอันตรายน้อยกว่าครึ่งหนึ่ง ทั้งๆ ที่สหประชาชาติจัดให้ยาสายบันเทิงเหล่านี้อยู่ในกลุ่มที่มีความรุนแรงเทียบเท่าโคเคนและเฮโรอีน

    แต่ต้องยอมรับอย่างหนึ่งว่า การจัดอันดับดังกล่าวยังมีข้อบกพร่องอยู่บางประการ เช่น การที่แอลกอฮอล์ถูกจัดไว้ในอันดับต้น อาจเป็นเพราะการใช้แอลกอฮอล์ที่มีอยู่อย่างแพร่หลาย และการใช้แอลกอฮอล์มากเกินไปจะก่อให้เกิดอันตรายต่อคนอื่นด้วย ขณะที่แคร็กโคเคน (Crack cocaine) หรือโคเคนผลึก เป็นยาที่จะก่อให้เกิดอันตรายกับผู้ใช้มากกว่า ส่วนสารเสพติด เช่น เฮโรอีน ถูกจัดอันดับให้อยู่ต่ำกว่า เฉพาะในกรณีที่ผู้ใช้มักซื้อยาในปริมาณที่บริสุทธิ์ และไม่ใช้เข็มฉีดยาร่วมกับผู้อื่น

    ประเด็นต่อเนื่องสำคัญของข้อถกเถียงนี้คือ ทางเลือกเชิงนโยบายของการจัดการปัญหายาเสพติด โดยคณะกรรมการด้านนโยบายสารเสพติดระดับโลกชี้ว่า ผู้กำหนดนโยบายในแต่ละประเทศจำเป็นต้องทบทวนมาตรการเกี่ยวกับการจัดการปัญหายาเสพติดอีกครั้ง เพราะมาตรการการจัดการยาเสพติดแบบ ‘แคบ’ ที่เน้นการปราบปรามเข้มงวดมักนำไปสู่ปัญหาสังคมแบบอื่น ในอนาคต การออกแบบกฎหมายยาเสพติดที่เกี่ยวข้องกับอันตรายและประโยชน์ของยา จำเป็นจะต้องอาศัยการคาดการณ์การตอบสนองของตลาดยาด้วย ซึ่งแม้จะเป็นเรื่องยาก แต่ก็ยังมีทางเป็นไปได้อยู่

    “บางที นี่อาจจะถึงเวลาแล้วที่ต้องยอมรับว่า สังคมที่ไม่มีสารเสพติดเลยเป็นเพียงภาพลวงตา และการจัดระเบียบสารเสพติดที่เหมาะสมจะทำให้สังคมโดยรวมปลอดภัยมากขึ้น” รายงานของคณะกรรมการด้านนโยบายสารเสพติดระดับโลกได้ตั้งคำถามแหลมคมทิ้งไว้


    ที่มา: The Economist, “What is the most dangerous drug?”, 8 กรกฎาคม 2562, เข้าถึงได้ที่ < https://www.economist.com/graphic-detail/2019/06/25/what-is-the-most-dangerous-drug?fsrc=scn%2Ffb%2Fte%2Fbl%2Fed%2Fwhatisthemostdangerousdrugdailychart&fbclid=IwAR2z8lnmg7415-H9G0eYvf8T9bHgBfXL0khJkVRQo-oUXql59zZuZJ_SOHE>.

    เรื่องและภาพ: ทีมงาน Alcohol Rhythm