Category: ท่องเที่ยวชุมชน

ท่องเที่ยวชุมชน (CBT) งานที่เกี่ยวข้องกับท่องเที่ยวชุมชน สุขภาวะ

  • สคล.หนุนปลูกผักอินทรีย์ในครัวเรือน ต.แม่ทอม อ.บางกล่ำ สู่วัตถุดิบปรุงอาหารพร้อมเสิร์ฟ“ปิ่นโตร้อยสาย”สร้างรายได้ชุมชน

    สคล.หนุนปลูกผักอินทรีย์ในครัวเรือน ต.แม่ทอม อ.บางกล่ำ สู่วัตถุดิบปรุงอาหารพร้อมเสิร์ฟ“ปิ่นโตร้อยสาย”สร้างรายได้ชุมชน

    ตำบลแม่ทอม อำเภอบางกล่ำ จังหวัดสงขลา จากโครงการ “วัฒนธรรมสร้างสุข ท่องเที่ยวปลอดภัย มีเรื่องราวของการท่องเที่ยววัฒนธรรมที่มีความเป็นเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร หนึ่งในสิ่งที่โดดเด่นที่สุดในชุมชนแห่งนี้คือ “ปิ่นโตร้อยสาย” ซึ่งกลายเป็นสัญลักษณ์ของการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ที่นักท่องเที่ยวสามารถสัมผัสกับวิถีชีวิตของชาวบ้านผ่านการรับประทานอาหารพื้นถิ่นภาคใต้ ที่มีการเตรียมอย่างพิถีพิถัน อาหารแต่ละเมนูพื้นบ้านยังสะท้อนถึงภูมิปัญญาท้องถิ่นและวิถีชีวิตที่ยั่งยืนของชุมชนย่านนี้ โดยทุกเมนูผ่านการปรุงรสจากแม่ครัวของแต่ละบ้านในชุมชน ที่ล้วนประกอบขึ้นจากวัตถุดิบคุณภาพจากพื้นที่ในชุมชน ไม่ว่าจะเป็นผักสวนเกษตรอินทรีย์ภายในครัวเรือน ปลาจากทะเลสาบสงขลา หรือ ตลาดนัด 100 ปี วัดคูเต่า ศูนย์รวมวัตถุดิบจากลุ่มน้ำคลองอู่ตะเภา

    กำเนิดปิ่นโตร้อยสาย 

    นางเตือนจิต ศรีสวัสดิ์ หรือ “พี่เตือน” อาสาสมัครวิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ตำบลแม่ทอม อำเภอบางกล่ำ จังหวัดสงขลา เล่าถึงที่มาของการก่อกำเนิดของ “ปิ่นโตร้อยสาย” ว่า เกิดขึ้นจากปัญหาการจัดประชุมในชุมชนที่ไม่มีงบประมาณสำหรับค่าเดินทางและค่าอาหาร จึงเกิดแนวคิดให้ทุกคนในชุมชนทำอาหารใส่ปิ่นโตมาเพื่อรับประทานร่วมกันหลังการประชุม หลังจากนั้น เมื่อมีนักท่องเที่ยวเข้ามาเยี่ยมชมพื้นที่ท่องเที่ยวของเรา จึงเสนอให้นำอาหารท้องถิ่น อาหารพื้นบ้าน ที่เราทำกินกันทุกวันในครัวเรือนมาเสิร์ฟให้กับนักท่องเที่ยว ในรูปแบบของปิ่นโต

    ส่วนคำว่า ร้อยสาย เกิดจากกลุ่มชาวประมงภาคใต้ ได้มาจัดกิจกรรมปล่อยกุ้ง ในพื้นที่ของเรา ทางประธานวิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม (นายชาญวิทูร สุขสว่างไกร) เสนอให้ทางชุมชนเราจัดปิ่นโตไปเสิร์ฟให้กับคณะ ซึ่งคราวนั้นมากันกว่า 150 คน จึงเป็นที่มาของ “ปิ่นโตร้อยสาย” นับแต่นั้น  

    “มาบ้านเรา ก็ต้องกินข้าว กินอาหารบ้านเรา เป็นข้อตกลงของผมเลยนะว่า หากมาท่องเที่ยวในชุมชนเราแล้ว ต้องกินข้าวบ้านผม อาหารเบรกอะไรก็ต้องเป็นของที่ทำมาจากชุมชน มาจากฝีมือชาวบ้าน ทุกอย่างผมเน้นเป็นผลผลิตเป็นฝีมือของคนในชุมชนเอง” นายชาญวิทูร กล่าวเสริม

    หลากหลายเมนูเพื่อสุขภาพ พร้อมคุณภาพคับสาย

    พี่เตือน เล่าต่อว่า เมนูอาหารในปิ่นโต ไม่ได้กำหนดว่าจะต้องเป็นอะไร แต่หากขึ้นอยู่กับแต่ละบ้านว่าวันนั้น ๆ ทำอะไรกิน เมื่อต้องส่งปิ่นโต ก็จะทำปริมาณเพิ่มขึ้นและแบ่งเสิร์ฟใส่มาในปิ่นโตเท่านั้น นักท่องเที่ยวจะได้รับประทานอาหารพื้นบ้านเช่นเดียวกับเรา โดยจะเน้นเรื่องสุขภาพด้วย คือ อาหารจะต้องไม่มีรสเค็ม

    ปิ่นโตหนึ่งสายจะประกอบไปด้วย ข้าว 1 อย่าง กับข้าว 2 อย่าง และขนมหรือผลไม้ 1 อย่าง  เมื่อมารวมกันจึงมีความหลากหลายของเมนูอาหาร ที่ผ่านการคัดคุณภาพทั้งรสชาติและความสะอาด จากพี่เตือนทุกครั้ง โดยอาหารที่เสิร์ฟในปิ่นโตร้อยสายมีทั้งข้าวสังข์หยด พร้อมกับอาหารท้องถิ่นหลายชนิด เช่น แกงส้มปลาหัวโม่งเขาคัน, ต้มตรุบปลา, ยำสมุนไพร และผักบุ้งผัดกะปิ (เคย) โดยทุกรายการล้วนใช้วัตถุดิบจากพื้นที่ในชุมชน ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากเครือข่ายองค์กรงดเหล้าฯ (สคล.) ที่ชวนชาวบ้านปลูกผักสวนครัวปลอดสารพิษ และส่งเสริมให้ชาวบ้านปลูกผักอินทรีย์กินใช้เอง หรือ ใช้ปลา ซึ่งมาจาก ทะเลสาบสงขลา(ดินแดนปลาสามน้ำ)  หรือแม้กระทั่งตลาดนัดร้อยปีวัดคูเต่า ศูนย์รวมวัตถุดิบแห่งลุ่มน้ำคลองอู่ตะเภาทั้งนี้ วัตถุดิบในท้องถิ่นนี้ไม่เพียงช่วยส่งเสริมสุขภาพชุมชน แต่ยังเป็นเครื่องมือที่สร้างความยั่งยืนให้แก่เศรษฐกิจของชุมชนผ่านการท่องเที่ยวอีกด้วย

    “ปิ่นโตร้อยสาย” สร้างรายได้ชุมชน ยกระดับ ศก.ท้องถิ่น

    ปิ่นโตร้อยสาย ไม่เพียงแต่เป็นการให้บริการอาหารที่อร่อยและดีต่อสุขภาพ แต่ยังช่วยสร้างรายได้ ให้กับชาวบ้านในท้องถิ่น ส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชน นอกจากการผลิตเสิร์ฟอาหารปิ่นโตแล้ว ยังมีการนำผลิตภัณฑ์ที่ทำมาจากผลผลิตท้องถิ่น เช่น ขนมทองม้วน, ขนมผิง และข้าวหลามแม่ทอม เป็นสินค้าโอทอปที่ได้รับการยอมรับในระดับจังหวัด โดยทุกรายได้ที่เกิดขึ้นมาจากการท่องเที่ยวจะถูกกระจายไปยังผู้คนในชุมชน เช่น เกษตรกรที่ปลูกผักอินทรีย์ หรือผู้ทำขนมพื้นบ้าน ซึ่งช่วยยกระดับเศรษฐกิจในระดับท้องถิ่นอย่างยั่งยืน

    ทั้งนี้ แนวคิดของโครงการ “วัฒนธรรมสร้างสุข ท่องเที่ยวปลอดภัย”เป็นงานเสริมพลังและยกระดับการท่องเที่ยวโดยชุมชนสู่ธุรกิจชุมชนปลอดภัยลดปัจจัยเสี่ยงจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และอบายมุข ในพื้นที่ตำบลแม่ทอมไม่ได้จำกัดแค่การเสิร์ฟอาหารเท่านั้น แต่ยังเป็นการเรียนรู้วิถีชีวิตของชุมชน รวมถึงกฎกติกาในการอยู่ร่วมกันโดยเป็นชุมชนที่ปราศจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ บุหรี่ ยาเสพติด ตลอดจนอบายมุข เน้นการเรียนรู้ เกี่ยวกับการนำผลิตภัณฑ์จากชุมชน มาประยุกต์ใช้ เช่น การ Workshop วิธีทำขนมทองม้วนที่เป็นเอกลักษณ์ของชุมชน การท่องเที่ยวที่นี่จึงไม่ใช่แค่การมาพักผ่อน แต่เป็นการสัมผัสกับวิถีชีวิตจริง ของคนในชุมชน ผ่านกิจกรรมต่าง ๆ ที่สร้างความสัมพันธ์ระหว่างนักท่องเที่ยวและชุมชนอย่างแท้จริง

    ปิ่นโตร้อยสาย” จึงเป็นอาหารที่ไม่เพียงเป็นตัวแทนของความอร่อยจากท้องถิ่น แต่ยังเป็นเครื่องมือที่ช่วยส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชนและสร้างความยั่งยืนให้กับท้องถิ่น ผ่านการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ที่ทำให้ชุมชนได้แสดงออกถึงอัตลักษณ์ท้องถิ่นในทุกขั้นตอนการผลิตจนถึงการบริการอาหารแก่ผู้มาเยือน

  • สคล.หนุน “วัฒนธรรมสร้างสุข ท่องเที่ยวปลอดภัย” : เส้นทางท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม อ.บางกล่ำ  จ. สงขลา

    สคล.หนุน “วัฒนธรรมสร้างสุข ท่องเที่ยวปลอดภัย” : เส้นทางท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม อ.บางกล่ำ  จ. สงขลา

    สำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า (สคล.) โดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ดำเนินการรณรงค์ เรื่องการ ลด ละ เลิกเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และอบายมุข เพื่อส่งเสริมสุขภาพและความปลอดภัย มานานกว่า 22 ปี และในปี 2564 ได้ขยายการดำเนินงานเสริมพลังและยกระดับการท่องเที่ยวโดยชุมชนสู่ธุรกิจชุมชนปลอดภัยลดปัจจัยเสี่ยงจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และอบายมุข สู่โครงการ “วัฒนธรรมสร้างสุข ท่องเที่ยวปลอดภัย”

    ำบลแม่ทอม อำเภอบางกล่ำ จังหวัดสงขลา พื้นที่ที่ได้รับการพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมจนได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ ที่ต่างเข้ามาเยี่ยมเยือนอย่างไม่ขาดสาย และเป็นพื้นที่ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า ภายใต้โครงการ  “วัฒนธรรมสร้างสุข ท่องเที่ยวปลอดภัย”  โดยได้รับประกาศเกียรติคุณ จากการร่วมขับเคลื่อนงานวัฒนธรรมสร้างสุข ท่องเที่ยวปลอดภัย ลดปัจจัยเสี่ยง จากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และอบายมุขอย่างดีเยี่ยม ในปี 2566 

    ชุมชนแม่ทอม จุดเริ่มต้นของการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม

    นายชาญวิทูร สุขสว่างไกร ผู้ประสานงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า จังหวัดสงขลา และประธานวิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยวลุ่มน้ำคลองอู่ตะเภา ต.แม่ทอม อ.บางกล่ำ จ.สงขลา ได้กล่าวถึง การพัฒนาการท่องเที่ยวในพื้นที ว่า “เรามุ่งเน้นการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ของชุมชนเพื่อสร้างกิจกรรมที่สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวไปพร้อม ๆ กับลดการเสี่ยงจากการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และอบายมุข การพัฒนาชุมชนในรูปแบบนี้ ไม่เพียงแต่จะสร้างการมีส่วนร่วม แต่ยังเป็นการเสริมสร้างรายได้ให้แก่คนในพื้นที่”

    การส่งเสริมการท่องเที่ยวที่ปลอดภัยในชุมชนไม่เพียงแต่ลดปัญหาด้านสุขภาพ แต่ยังเป็นการสร้างรายได้ให้กับชุมชนโดยการนำทรัพยากรท้องถิ่นมาใช้ในการจัดกิจกรรมนำเที่ยว โดยการนำเสนออัตลักษณ์ของชุมชนท้องถิ่นผ่านกิจกรรมต่าง ๆ เช่น การทำอาหารพื้นบ้าน การจักสาน และการเรียนรู้วิถีชีวิตแบบดั้งเดิม เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสและเรียนรู้จากกิจกรรมเหล่านี้อย่างแท้จริง

    การท่องเที่ยวที่ยั่งยืน – การอนุรักษ์วัฒนธรรม

    “วัดคูเต่า” ตั้งขึ้นเมื่อประมาณ  พ.ศ. 2299 เดิมตั้งอยู่บ้านหนองหิน ต.แม่ทอม และด้วยเป็นพื้นที่ลุ่ม เป็นที่อาศัยของเต่าจำนวนมาก ชาวบ้านจึงเรียกว่า วัดสระเต่า  ต่อมามีชาวจีนมาทำมาหากินบริเวณสองฟากฝั่งของคลองอู่ตะเภามากขึ้น  ประกบกับพื้นที่ตั้งเดิมของวัดการสัญจรไม่สะดวก จึงย้ายวัดมาตั้งในพื้นที่ปัจจุบัน เหตุที่เรียกว่า “วัดคูเต่า” นั้น   เนื่องจากชาวจีนเข้ามาตั้งบ้านเรือนทำมาหากินกันมากและได้ถางป่า ขุดตอ ทำสวนส้มจุก ป่าไม้ค่อยๆ หมดไป ขณะที่ทางทิศตะวันตกของวัด บริเวณบ้านหนองหินมีป่าไม้เสม็ดมาก ชาวบ้านจึงขุดคลองขึ้นทางทิศเหนือของวัดเชื่อมติดกับลำคลองและขุดยาวไปทางทิศตะวันตก เพื่อใช้เรือเล็กแล่นผ่านไปมาในฤดูฝน ซึ่งบริวเณคูมักจะมีเต่ามาอาศัยอยู่จำนวนมาก ชาวบ้านจึงเรียก “คูเต่า” ดังนั้น วัดสระเต่า จึงเปลี่ยนมาเรียกเป็น “วัดคูเต่า”

    เนื่องจากวัดเป็นจุดศูนย์รวมของชุมชนตั้งแต่ในอดีตจนถึงปัจจุบัน จุดเริ่มต้นของกิจกรรมท่องเที่ยว โดยส่วนใหญ่จึงเริ่มกันที่ วัดคูเต่า  โดยพื้นที่ วัดคูเต่ายังมีสถาปัตยกรรมที่ได้รับการบูรณะจากการมีส่วนร่วมของชุมชน และมีความสำคัญในการอนุรักษ์และเผยแพร่คุณค่าทางวัฒนธรรม โดยวัดนี้มีศาลาบราณ ซึ่งได้รับรางวัลเพื่อการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ปี 2554 จาก องค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ ( ยูเนสโก) และรางวัลจาก สมาคมสถาปนิกสยาม นอกจากนี้ยังเป็นสถานที่เรียนรู้เกี่ยวกับ วิถีชีวิตของคนลุ่มน้ำคลองอู่ตะเภา ผ่านพิพิธภัณฑ์ที่จัดแสดงวัตถุโบราณและเครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน โดย นักท่องเที่ยวสามารถเดินชมและเรียนรู้เกี่ยวกับ ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมท้องถิ่นผ่านการจัดแสดงและสื่อเทคโนโลยี เช่น QR Code ในแต่ละจุดซึ่งจะช่วยให้นักท่องเที่ยวเข้าถึงข้อมูลได้ง่ายขึ้น

    หลากกิจกรรม – หลายเมนูอาหารให้เลือก

    ในตำบลแม่ทอม นักท่องเที่ยวสามารถสัมผัสกับประสบการณ์ท่องเที่ยวที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ซึ่งมีทั้งการเรียนรู้วิถีชีวิตท้องถิ่นและการทดลองทำกิจกรรมต่าง ๆ (Workshop) เช่น การทำ กล้วยบวชชี  การ จักสานจากเส้นใยกล้วย การทำ ขนมพื้นบ้าน เช่น ขนมทองม้วน ขนมปำจี ซึ่งได้รับการถ่ายทอดมาจากรุ่นสู่รุ่น และการเรียนรู้การ แปรรูปสมุนไพรพื้นถิ่น โดยทุกกิจกรรมจะมาพร้อมกับการให้ความรู้และการมีส่วนร่วมของนักท่องเที่ยว ดังนั้น ในทุก ๆ ฐานกิจกรรม นักท่องเที่ยวจะได้สัมผัสกับภูมิปัญญาท้องถิ่นผ่านการสอนจากกลุ่มวิสาหกิจชุมชน ซึ่งนอกจากจะได้รับประสบการณ์ในการทำกิจกรรมแล้ว ยังได้ลิ้มรสอาหารหรือขนมพื้นบ้านจากฝีมือของตนเองอีกด้วย 

    การท่องเที่ยวในพื้นที่นี้จึงไม่ได้เป็นแค่การท่องเที่ยวเพื่อความสนุกสนานเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างงานและรายได้ให้แก่ชุมชนโดยตรง นอกจากนักท่องเที่ยวที่มาเยือนจะได้สัมผัสกับความเป็นมาของวิถีชีวิตของคนในชุมชน ผ่านการทำกิจกรรมร่วมกับชาวบ้านแล้ว  ยังมีกิจกรรมอื่น ๆ ที่น่าสนใจ ซึ่งผ่านกระบวนการคิดและออกแบบรูปแบบกิจกรรมโดยกลุ่มคนในชุมชนเอง เพื่อให้มีความยืดหยุ่นต่อการท่องเที่ยวในพื้นที่  อาทิ การพายเรือคายัคเป็นต้น 

    การท่องเที่ยว ณ ตำบลแม่ทอม อำเภอบางกล่ำ จังหวัดสงขลา นับเป็นการท่องเที่ยวที่สะท้อนถึงความร่วมมือของชุมชนในการรักษาและส่งเสริมวัฒนธรรมท้องถิ่น พร้อมทั้งสร้างความยั่งยืนให้แก่ชุมชนผ่านการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและกิจกรรมที่ปลอดภัยจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ นอกจากนี้ยังเป็นการสนับสนุนให้คนในชุมชนมีรายได้จากการท่องเที่ยวและทำให้ชุมชนมีความเข้มแข็งและมั่นคงในระยะยาว

    นักท่องเที่ยวที่สนใจสามารถสัมผัสกับประสบการณ์เหล่านี้ได้ที่ วิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยวลุ่มน้ำคลองอู่ตะเภา https://cbtsongkhla.com/khlong-u-taphao/

  • เสริมพลังชุมชนผ่านการท่องเที่ยวยั่งยืน: บทเรียนจากการประชุมเชิงปฏิบัติการที่สงขลา

    เสริมพลังชุมชนผ่านการท่องเที่ยวยั่งยืน: บทเรียนจากการประชุมเชิงปฏิบัติการที่สงขลา

    เมื่อวันที่ 28-29 สิงหาคม 2566 ที่ผ่านมา ได้มีการจัดประชุมเชิงปฏิบัติการด้านการท่องเที่ยวชุมชนอย่างยั่งยืน ณ จังหวัดสงขลา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างความรู้และแลกเปลี่ยนประสบการณ์ระหว่างเครือข่ายงดเหล้าและชุมชนท้องถิ่น

    ในทุกครั้งที่เราประชุมนอกสถานที่ ไม่ใช่แค่เพียงเราต้องการประชุมเพื่อเสริมพลังกันเอง แต่เราต้องการให้เกิดการเสริมพลังแบบครบทุกองศา ให้ลงไปยังชาวชุมชนด้วย และยิ่งเรายึดตามหลักการ Learning by doing ด้วยแล้ว การที่ชุมชนในเครือข่ายของเราได้รับการฝึกจากการได้รับนักท่องเที่ยวทั้งแบบตัวจริงหรือแบบที่มาเพื่อฝึกฝน ย่อมจะทำให้เกิดการเรียนรู้จากการได้ทำและมักจะเกิดการจดจำขึ้นใจได้ยาวนาน และมันจะเป็นการดีถ้ามีการถอดบทเรียนและบันทึกไว้ด้วย ซึ่งนั่นก็คือบทบาทของบทความนี้ ที่เราจะถอดบทเรียนมาเก็บไว้เพื่อส่งต่อให้แต่ละเครือข่ายได้นำไปใช้ต่อไป จากการประชุมเชิงปฏิบัติการในวันที่ 28-29 สิงหาคมที่ผ่านมา ณ พื้นที่ ท่องเที่ยวชุมชน จังหวัด สงขลา

    เราได้ ได้รับการอบรมเชิงวิชาการจากสมาคมไทยท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบ TRTA นำโดย ดร.ปรัชญากรณ์ ไชยคช และ คุณปณต ประคองทรัพย์ ที่ได้ให้ความรู้ ในประเด็น การจัดการท่องเที่ยวที่ยั่งยืน .ในหัวข้อหลักๆ ในแต่ละมิติของความยั่งยืนให้กับทีมงานเครือข่ายงดเหล้า เพื่อให้ทีมเครือข่ายได้นำไปใช้อ้างอิงในวันรุ่งขึ้น ที่ทางทีมงานจะต้องลงพื้นที่ชุมชนเพื่อชมตัวอย่างของพื้นที่มีผลงานเชิงประจักษ์แล้ว เช่น พื้นที่ชุมชนบางกล่ำ วัดคูเต่า ของจังหวัดสงขลา เพื่อให้ได้เห็นภาพจากสถานที่จริงเพื่อให้เกิดการจำและเข้าใจในทฤษฎีมากขึ้น ทั้งนี้ในหัวข้อหลักๆในการอบรม สิ่งที่ท่านอาจารย์แนะนำและตรงกับที่โครงการเราพยายามทำมาตลอดก็คือ ชุมชนจำเป็นที่จะต้องฝึก ทั้งด้วยตนเองหรือผ่านการทดลองเที่ยวจากทีมโคชอย่างต่อเนื่องเพื่อให้เกิดการเรียนจากการทำงานจริง และจากการวิจัยของคณะทำงาน TRTA ที่แนะนำว่าพลังของชุมชนตามแบบภาคี 4+1 นั้นก็สอดคล้องกับโมเดล พอสมควร คือ หากได้พลังของชุมชนเข้ามาทำงานโดยปราศจากข้อขัดแย้งทางการเมืองจะพบว่าชุมชนจะเดินงานได้อย่างคล่องตัว แต่ก็ยังคงมีปัญหาสำคัญอย่างที่ทราบกันดีว่าชุมชนมักจะขาดคนทำงานที่เป็นคนรุ่นใหม่ ดังนั้นทางโครงการส่วนกลางได้เสนอแนวคิดไปว่า จะสร้างทีมงานเพื่อให้ทางชุมชนได้เลือกใช้ และ จะเน้นการสร้างกิจกรรมสนับสนุนจากส่วนกลางเพื่อให้เกิดการทดลองเที่ยวอย่างเป็นระบบต่อไป และ เพื่อเป็นการตอบโจทย์เชิงสุขภาพและ แก้ปัญหา ในเชิงการหาทีมงานคนรุ่นใหม่ ดังนั้นทางโครงการจึงได้เสนอ ให้ทาง ทีมทำงานของแต่ละภาคแต่ละชุมชน หาโอกาสในการเชื่อมโยงกับฐานศึกษา ในพื้นที่ เพื่อเป็นการสื่อสารประเด็นสุขภาวะแล้วค้นหาแนวร่วมคนรุ่นใหม่ เข้ามาทำงานให้กับชุมชนตนเองด้ว

    ในส่วนการเรียนรู้จากสถานที่จริง ทางคณะทำงานได้ไปดูตัวอย่างจริง ณ พื้นที่ชุมชนวัดคูเต่า วิสาหกิจชุมชนเลี้ยงอุงและญิงยวนบางกล่ำ และ ที่ ชุมชนโคกเมือง พร้อมกับได้รับฟังการให้ความรู้โดยแกนนำชุมชน เพื่อให้ทีมงานคณะทำงานของภาคต่างๆ ได้นำความรู้ที่ได้เรียน และ สิ่งที่ได้เห็นนำไปใช้งานยังพื้นที่ของตนเอง ที่จะพบเห็นอย่างชัดเจนเลยแต่ละชุมชนจะสร้างธุรกิจที่เป็นสินค้าขึ้นมาเพื่อเป็นตัวขับเคลื่อนนอกจากจะรอแค่การสร้างรายได้จากบริการการท่องเที่ยวเป็นอย่างเดียว ดังนั้นจึงอาจสรุปได้ว่า การทำธุรกิจท่องเที่ยวนั้น นอกจากจะขายเน้นบริการการท่องเที่ยว แต่หากต้องการความยั่งยืน อย่างที่เห็นจากชุมชนต่างๆ ในบางกล่ำ นั้น ชุมชนควรสร้างสินค้าขึ้นมาเพื่อเป็นแหล่งหารายได้อีกทาง ทั้งนี้กิจกรรมชุมชนจะเข้มแข็งได้จำเป็นต้องมีการฝึกและทดลองอย่างบ่อยๆ โดยควรมีทีมโคชพี่เลี้ยงคอยดูแล และ เพื่อให้เกิดการตอบโจทย์ในประเด็นสุขภาวะโดยเฉพาะในเรื่องการป้องกันนักดื่มหน้าใหม่ของ สสส. และ เพื่อให้เกิดระบบการค้นหาคนรุ่นใหม่ในชุมชนเพื่อเข้ามาช่วยเหลืองานด้านการประชาสัมพันธ์ของสื่อยุคใหม่ ดังนั้นการดำเนินงานที่เชื่อมโยงกับสถานศึกษาในชุมชนจึงเป็นแนวทางที่น่าจะเหมาะสมสำหรับการเดินงานของกลุ่มชุมชนการท่องเที่ยวโดยรวม

    บทสรุป: การประชุมครั้งนี้ไม่เพียงแต่เสริมสร้างความรู้ด้านการท่องเที่ยวยั่งยืน แต่ยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของการมีส่วนร่วมของชุมชน การพัฒนาผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น และการดึงดูดคนรุ่นใหม่เข้ามามีส่วนร่วม ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างการท่องเที่ยวชุมชนที่ยั่งยืนและส่งเสริมสุขภาวะของประชาชนไปพร้อมกัน

    #สสส #สคล #เสริมพลัง #วัฒนธรรมสร้างสุข #ท่องเที่ยวปลอดภัย

  • เวียงสระ แหล่งท่องเที่ยวสร้างสรรค์ สร้างสุข

    เวียงสระ แหล่งท่องเที่ยวสร้างสรรค์ สร้างสุข

    เวียงสระ แหล่งท่องเที่ยวสร้างสรรค์ สร้างสุข

    เมื่อครั้งที่แล้ว เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2567 จากการที่ศูนย์สืบสานมโนราห์ปักษ์ใต้นำโดยคุณชานนท์ เสือรามจันทร์ และทางทีมโครงการท่องเที่ยวสร้างสุข ท่องเที่ยวปลอดภัยได้ร่วมนำเสนอกิจกรรมการท่องเที่ยวชุมชนเวียงสระนี้ ขายให้กับนักท่องเที่ยวอาสาสมัครจากกลุ่ม Volunteer English Bangkok และตัวแทนของทีม Voluntist ที่ลงเข้าไปพร้อมนักท่องเที่ยวอาสาสมัครกลุ่มนี้ เพื่อมาท่องเที่ยวกับกิจกรรมของศูนย์สืบสานมโนราห์ปักษ์ใต้ โดยเป็นนักท่องเที่ยวชุดแรกจำนวน 5 ท่าน จากสหราชอาณาจักร ที่เป็น นศ.แพทย์จาก OXFORD นักวิทยาศาสตร์จาก LONDON ทีมผู้ช่วยทันตแพทย์จาก Edinburgh โค้ชเทนนิสจาก LONDON และ นักศึกษาเศรษฐศาสตร์ LONDON เช่นกัน เข้ามาเรียนรู้ และ ใช้บริการของกิจกรรมท่องเที่ยวของศูนย์นี้ ซึ่งได้ผลตอบรับที่ดี ดูได้จาก ความสนใจเรื่องของอาหารพื้นถิ่น เช่น ขนมลา และ การได้มีส่วนร่วมในการฝึกรำมโนราห์ จนนักท่องเที่ยวบางท่านติดใจไปซื้อทานอีกครั้งเมื่อไปพบเจอขนมลาในตลาดที่ชุมชนอื่น

    จากการทดสอบกิจกรรมการท่องเที่ยวแบบ TOUR TO TEACH ดังกล่าว ทางโครงการได้สรุปประเด็นปัญหาและประเด็นต่อยอด เพื่อใช้ในการที่จะพัฒนากิจกรรมในครั้งถัดไปให้ดีขึ้น โดยเน้นการพัฒนาให้กิจกรรมของชุมชนเวียงสระสามารถตอบโจทย์พัฒนาทักษะของเยาวชนและชาวชุมชนที่เข้าร่วมในด้านการพัฒนาในมุมธุรกิจและมุมด้านการศึกษา และได้ออกแบบกิจกรรมออกมาใหม่ เพื่อใช้รองรับนักท่องเที่ยวในรอบหน้าซึ่งก็คือ รอบวันเสาร์ที่ 10 สิงหาคมนี้ ที่มีจำนวนนักท่องเที่ยวทั้งสิ้น 16 ท่าน ซึ่งในนั้นจะมีทีมตากล้องที่จะมาทำสารคดีเพื่อโปรโมทการท่องเที่ยวของคณะทัวร์ชุดนี้เข้ามาด้วย

    และก็เช่นเคย ทางโครงการได้ยึดหลักการของพีระมิดของการเรียนรู้ ที่ว่าการเรียนรู้จากการกระทำจะทำให้ผู้เรียนจำสิ่งที่เรียนได้ 75% ตามแบบโมเดล TOUR TO TEACH ของโครงการท่องเที่ยวปลอดภัยที่ทำมาโดยตลอด และ ในครั้งนี้ก็เช่นกัน แต่ในการทดสอบเส้นทางครั้งนี้เรากำหนดตัวแปรเดิมไว้คือ เรื่องกรอบเวลา แต่เพิ่มตัวแปรใหม่คือการให้เด็กๆในชุมชนมีส่วนร่วมในการนำเสนอมากขึ้น และ ใช้กิจกรรมที่ปรับปรุงใหม่เข้ามา โดยใส่ความยากมากขึ้นคือ ให้กลุ่มเยาวชนและผู้นำชุมชนแถวสองเป็นคนดำเนินงานหลักแทนผู้นำชุมชนแกนหลัก ซึ่งกิจกรรมในครั้งนี้ได้ออกแบบออกมาเป็นลำดับใหม่มีรายละเอียดดังนี้

    วันที่ 10 สิงหาคม 2567 ต้อนรับนักท่องเที่ยวจาก 2 ชาติ คือ สเปน และ อังกฤษ เวลส์ จำนวน 16 ท่าน มีกิจกรรมดังนี้

    12.30-13.30 สอนการทำอาหารไทยพื้นบ้าน ทั้งแบบเฉพาะถิ่นของเวียงสระ คือน้ำพริกแห้ง และ แบบที่นักท่องเที่ยวสามารถนำกลับไปทำเองได้ คือ ไข่เจียว และ ข้าวผัดไข่ และเมื่อทำเสร็จก็นำมาเสริฟพร้อมกับการอาหารกลางวันที่เตรียมไว้แล้ว โดยให้นักท่องเที่ยวทั้ง 16 คนหมุนเวียนกันเข้ามาทำอาหารทั้ง 3 เมนูนี้ ตามความสมัครใจ

    13.30-13.45 รำโนราห์ โดยนักแสดงในชุมชน

    13.45-15.30 สอนการร้อยลูกปัดตามแบบการถักเสื้อโนราห์ เพื่อนำไปทำสร้อยคอมือและพวงกุญแจ และ เปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวอาสาเข้ามามีส่วนร่วมในการแต่งชุดโนราห์ และ เรียนการรำโนราห์เบื้องต้น

    16.00 กิจกรรมแล้วเสร็จ

    จากการจัดกิจกรรมตามลำดับใหม่นี้ และ การที่นำนักสื่อความหมายชุมชนรุ่นใหม่ ทั้งเยาวชน และ ผู้นำแถวสองเข้ามามีส่วนร่วมในกิจกรรมโดยเฉพาะในช่วงการนำเสนอที่เป็นภาษาอังกฤษนั้น พบว่า เป็นช่วงที่สร้างความประทับใจให้กับนักท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก เพราะนักสื่อความหมายชุมชนรุ่นใหม่นั้นเมื่อมีความมั่นใจมากขึ้นในการนำเสนอจากการทำซ้ำๆหลายรอบๆ ในช่วงการการสอนทำอาหาร ทำให้นักสื่อความหมายชุมชนของเรามีความมั่นใจมากขึ้น สีหน้าท่าทางมีความผ่อนคลายมากขึ้น และ ก็เป็นช่วยให้นักท่องเที่ยวรู้สึกผ่อนคลายและมีความสนใจที่จะมีส่วนร่วมในการทำกิจกรรมของชุมชนมากขึ้น โดยในครั้งนี้พบว่านักท่องเที่ยวเกือบทุกท่านขอเข้ามามีส่วนร่วมในกิจกรรมของชุมชน และ ให้ความสนใจในการทำกิจกรรมอย่างมาก ดูได้จากทางหน้าตาและจำนวนคนที่เข้าร่วมกิจกรรม

    จึงแสดงให้เห็นอีกครั้งว่า หากชุมชนวัฒนธรรมสร้างสุข ต้องการให้คนรุ่นใหม่เข้ามามีส่วนร่วมกับกิจกรรมของชุมชนมากขึ้นในมุมวัฒนธรรมชุมชนนั้น นอกจากการใช้ประเด็นวัฒนธรรมของชุมชนเป็นแกนหลักในการสอน จะพบว่า การใช้ประเด็นเรื่องทักษะการนำเสนอและทักษะภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารนั้นเป็นประเด็นที่สร้างความสนใจกับเยาวชนมากเพราะเป็นสิ่งที่ชุมชนแต่ละที่ขาดแคลนโอกาสนี้ และ ยังเป็นทักษะที่เชื่อมโยงกับการศึกษาและอาชีพให้กับเยาวชนเพื่อเป็นพื้นฐานในอนาคตอีกด้วย

    ทางโครงการท่องเที่ยวปลอดภัย วัฒนธรรมสร้างสุข จึงมีความมั่นใจว่าหากใช้โมเดล TOUR TO TEACH แบบนี้ขยายผลไปพื้นที่ต่างๆมากขึ้น แต่อาจจะเพิ่มขั้นตอนการเตรียมงาน และ การปรับปรุงต่อยอดงาน เข้าไปให้เป็นกิจกรรมที่สามารถทำได้ทั้งแบบ ONLINE และ ONSITE มากขึ้น ก็น่าจะทำให้เกิดชุมชนการเรียนรู้ที่พร้อมจะได้รับการถ่ายทอดประเด็นสุขภาวะไปยังคนรุ่นใหม่ รุ่นเก่าได้อย่างต่อเนื่องและน่าจะขยายผลไปสู่การเป็นชุมชนที่สร้างผู้สื่อสารประเด็นสุขภาวะให้แก่สังคมชุมชนนั้นๆ ได้อย่างเป็นระบบต่อไป

    ทั้งนี้ในพื้นที่เวียงสระนี้ทางโครงการจะติดตามผลการต่อยอดทั้งในมุมการสร้างกิจกรรมพื้นที่สร้างสรรค์วัฒนธรรมสร้างสุข ท่องเที่ยวปลอดภัยแบบนี้ ต่อไปภายหลังที่ชุมชนคนรุ่นใหม่ได้ประชุมหารือเพื่อปรับปรุงแผนงาน โดยจะเข้ามาร่วมพัฒนาทั้งในรูปแบบ ONLINE และ ONSITE ต่อไป เพื่อให้เกิดโมเดลการพัฒนาสร้างชุมชนสุขภาวะต้นแบบที่ต่อยอดมาจากประเด็นวัฒนธรรมสร้างสุข และ การท่องเที่ยวปลอดภัย ต่อไป

    #สสส.

    #สคล.

    #เครือข่ายองค์กรงดเหล้าภาคใต้ตอนบน

    #ท่องเที่ยวสร้างสุข

    #วัฒนธรรมสร้างสุข

    #ท่องเที่ยวปลอดภัย

    #voluntist

  • เวียงสระ: แหล่งท่องเที่ยวสร้างสรรค์ สร้างสุข

    เวียงสระ: แหล่งท่องเที่ยวสร้างสรรค์ สร้างสุข

    เวียงสระ: แหล่งท่องเที่ยวสร้างสรรค์ สร้างสุข

    แนวคิดและที่มา

    การพัฒนาที่ยั่งยืนต้องอาศัยการฝึกฝนและทดสอบในสถานการณ์จริง ตามทฤษฎีพีระมิดการเรียนรู้ที่ระบุว่า:

    • การเรียนรู้จากการฝึกฝนทำให้จำได้ 75%
    • การสอนผู้อื่นทำให้จำได้มากกว่า 90%

    จากแนวคิดนี้ เราจึงพัฒนาโมเดล “Tour To Teach” เพื่อใช้ในโครงการท่องเที่ยวปลอดภัย วัฒนธรรมสร้างสุข

    ศูนย์สืบสานมโนราห์ปักษ์ใต้

    คุณชานนท์ เสือรามจันทร์ ได้ก่อตั้งศูนย์นี้ขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์:

    1. สืบสานมโนราห์แบบดั้งเดิม
    2. เป็นพื้นที่ฝึกอบรมและพัฒนาเด็กและเยาวชนนอกห้องเรียน
    3. จัดกิจกรรมท่องเที่ยวชุมชน

    ศูนย์ฯ นำเสนอกิจกรรมท่องเที่ยว 1 วัน ในราคา 900 บาท ประกอบด้วย:

    • การแสดงมโนราห์
    • อาหารพื้นบ้าน
    • กิจกรรมวิถีชีวิตท้องถิ่น

    การทดสอบกับนักท่องเที่ยวจริง

    วันที่ 19 กรกฎาคม 2567 ทีมโครงการท่องเที่ยวสร้างสุขได้นำนักท่องเที่ยวอาสาสมัคร 5 ท่านจากสหราชอาณาจักร มาร่วมกิจกรรม ประกอบด้วย:

    • นักศึกษาแพทย์จาก Oxford
    • นักวิทยาศาสตร์จาก London
    • ผู้ช่วยทันตแพทย์จาก Edinburgh
    • โค้ชเทนนิสจาก London
    • นักศึกษาเศรษฐศาสตร์จาก London

    ผลตอบรับเป็นที่น่าพอใจ โดยเฉพาะความสนใจในอาหารพื้นถิ่นอย่างขนมลา และการมีส่วนร่วมในการฝึกรำมโนราห์

    การพัฒนาต่อยอด

    เพื่อการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง โครงการได้วางแผนต้อนรับนักท่องเที่ยวอีก 15 ท่านในวันที่ 10 สิงหาคม 2567 พร้อมทั้งให้ข้อเสนอแนะเพื่อปรับปรุงกิจกรรม เช่น:

    • การเพิ่มการมีส่วนร่วมของนักเรียนและเยาวชนในท้องถิ่น
    • การปรับกิจกรรมให้เหมาะสมกับเวลาและพฤติกรรมของนักท่องเที่ยว

    ผลลัพธ์ที่คาดหวัง

    การต้อนรับนักท่องเที่ยวครั้งต่อไปจะเป็นโอกาสสำคัญในการ:

    1. พัฒนาศักยภาพของชุมชนเวียงสระ
    2. สร้างการเรียนรู้ร่วมกันระหว่างคนทำงานรุ่นต่างๆ ในชุมชน
    3. ทดสอบและปรับปรุงรูปแบบกิจกรรมท่องเที่ยวให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

    ทั้งหมดนี้สอดคล้องกับหลักการของพีระมิดการเรียนรู้ ที่เน้นการเรียนรู้ผ่านการลงมือทำจริง


    #สสส #สคล #ท่องเที่ยวสร้างสุข #เครือข่ายองค์กรงดเหล้าภาคใต้ตอนบน #ทองทศ #voluntist

  • ท่องเที่ยวสร้างสุข: เชื่อมโยงชุมชน สร้างประสบการณ์ใหม่

    ท่องเที่ยวสร้างสุข: เชื่อมโยงชุมชน สร้างประสบการณ์ใหม่

    ท่องเที่ยวสร้างสุข: เชื่อมโยงชุมชน สร้างประสบการณ์ใหม่

    แนวคิดและที่มา

    ความยั่งยืนของชุมชนและธุรกิจเกิดจากการเชื่อมโยงกับเพื่อนบ้านหรือกิจการที่มีลักษณะคล้ายคลึงกัน การร่วมมือกันในบางกิจกรรมหรือช่วงเวลาสามารถสร้างโอกาสใหม่และเสริมความเข้มแข็งในภาพรวม เช่นเดียวกับการสร้างเส้นทางท่องเที่ยวชุมชน

    โครงการ “ท่องเที่ยวปลอดภัยวัฒนธรรมสร้างสุข” จึงได้พัฒนาแนวคิด “การเชื่อมโยงที่เที่ยวกระแสหลัก ที่เที่ยวชุมชน และที่เที่ยวกระแสรอง แบบจังหวัดเชื่อมจังหวัด” โดยใช้การเดินทางด้วยรถไฟเป็นหลัก เพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย เวลา อนุรักษ์พลังงาน และเพิ่มความปลอดภัยจากปัญหาความเหนื่อยล้าของผู้ขับขี่และนักท่องเที่ยว

    รายละเอียดทริป

    เส้นทาง: กรุงเทพฯ – สุรินทร์ – อุบลราชธานี วันที่: 10-13 พฤษภาคม 2567 ราคา: 4,000 บาทต่อท่าน (รวมค่าเดินทาง ที่พัก อาหาร และประกันการเดินทาง)

    กำหนดการ

    วันที่ 1 (10 พฤษภาคม)

    • 19:00 น. พบกันที่สถานีรถไฟหัวลำโพง กรุงเทพฯ
    • เดินทางด้วยรถไฟตู้นอนปรับอากาศสู่จังหวัดสุรินทร์

    วันที่ 2 (11 พฤษภาคม)

    • 05:00 น. ถึงจังหวัดสุรินทร์ รับประทานอาหารเช้าที่ตลาดริมทางรถไฟ
    • 08:00 – 14:00 น. เยี่ยมชมคชอาณาจักรและหมู่บ้านช้างหนองบัว
      • กิจกรรม: เลี้ยงช้าง เล่นกับช้าง และทำความเข้าใจวิถีชีวิตควาญช้าง
      • รับประทานอาหารกลางวันแบบท้องถิ่นกับชุมชนหนองบัว
    • 14:00 น. เดินทางสู่อำเภอเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี
    • 17:30 น. ถึงเขมราฐ ซ้อมรำ “ตังหวาย” (ตามความสมัครใจ)
    • 19:00 น. รับประทานอาหารเย็น พักผ่อนตามอัธยาศัย
    • 21:00 น. กิจกรรมเสริม: ดื่มชายามค่ำริมแม่น้ำโขง พูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์

    วันที่ 3 (12 พฤษภาคม)

    • 09:00 น. อาหารเช้าแบบเขมราฐ
    • 10:00 น. เช็คเอาท์ เตรียมตัวท่องเที่ยว
    • 13:00 – 17:00 น. เที่ยวชมสามพันโบก หาดชมดาว (ถ้ามีเวลา) และผาชัน
    • สักการะพระแก้ว ณ วัดหลวง ใจกลางเมืองอุบลราชธานี
    • รับประทานอาหารเย็นแบบอุบล ก่อนขึ้นรถไฟกลับกรุงเทพฯ

    วันที่ 4 (13 พฤษภาคม)

    • 05:30 น. ถึงสถานีกรุงเทพ (หัวลำโพง)

    ผลการดำเนินงาน

    ทริปนี้ได้รับความสนใจจากผู้เข้าร่วม 16 ท่าน เป็นชาวต่างชาติ 8 ท่าน ซึ่งมากกว่าทริปแบบเดิมที่เน้นเพียงจังหวัดเดียว กิจกรรมดำเนินไปอย่างราบรื่น และได้รับเสียงตอบรับที่ดี โดยนักท่องเที่ยวแสดงความสนใจที่จะมาร่วมทริปอีกในครั้งต่อไป

    บทเรียนและการพัฒนา

    1. สำหรับชุมชน:
      • การออกแบบเส้นทางการเรียนรู้ที่ดีช่วยส่งเสริมการซื้อสินค้าและบริการของชุมชน
      • การสร้างจุดพักคอยและจุดแสดงสินค้าหลักช่วยในการบริหารจัดการทริปได้ดีขึ้น
    2. สำหรับทีมงาน:
      • พัฒนาโมเดล “ไกลก่อนใกล้” ในการวางแผนเส้นทาง ทำให้มีเวลาทำกิจกรรมเพิ่มขึ้น 3-4 ชั่วโมง
      • การสลับลำดับจุดท่องเที่ยวจาก “ใกล้ก่อนไกล” เป็น “ไกลก่อนใกล้” ช่วยให้การจัดการเวลามีประสิทธิภาพมากขึ้น

    แผนการพัฒนาในอนาคต

    1. ร่วมมือกับองค์กร Hands Across Water ในการช่วยเหลือเด็กที่จังหวัดสุรินทร์
    2. พัฒนาศูนย์ฮักนะเขมราฐ โดยเน้นเรื่องจุดพักคอยและงานเยาวชน
    3. ใช้เวลาที่เพิ่มขึ้นจากการปรับปรุงเส้นทางในการทำกิจกรรมเพิ่มเติมร่วมกับองค์กรพันธมิตร

    สิทธิประโยชน์สำหรับนักเรียนและนักศึกษา

    ผู้เข้าร่วมที่เป็นนักเรียนหรือนักศึกษาสามารถขอรับใบ e-Certification เพื่อนับชั่วโมงจิตอาสาได้ ออกโดยมูลนิธิทองทศฯ เพื่อการศึกษาและสาธารณประโยชน์ ร่วมกับ สสส. และองค์กร Voluntist

    การสมัครและชำระเงิน

    สนใจสมัครหรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่:

    • LINE: 0815652962
    • Facebook Messenger
    • โทร: 0815652962

    หลังจากได้รับการตอบรับ ผู้สมัครสามารถชำระค่ากิจกรรมได้ โดยหากต้องการใบเสร็จเพื่อลดหย่อนภาษี กรุณาแจ้งล่วงหน้า

    ผู้สนับสนุน

    • สสส.
    • คชอาณาจักร
    • สมาพันธ์เครือข่ายสื่อมวลชนไทย
    • เครือข่ายงดเหล้าอีสานล่าง

    ออกแบบโดย: Voluntist

    #ท่องเที่ยวสร้างสุข #สสส #วัฒนธรรมสร้างสุข