Tag: จ.กาฬสินธุ์

  • สืบสานงานบุญประเพณีบั้งไฟตะไลล้านบ้านกุดหว้า ปลอดเหล้า ปลอดภัย ประจำปี 2568

    สืบสานงานบุญประเพณีบั้งไฟตะไลล้านบ้านกุดหว้า ปลอดเหล้า ปลอดภัย ประจำปี 2568

    บุญประเพณีปลอดเหล้า

    วัฒนธรรมผู้ไทบุญบั้งไฟตะไลล้าน (ปลอดเหล้า ปลอดภัย ปลอดการพนัน)

    ประเพณีบุญบั้งไฟ เป็นประเพณีที่ชาวไทยอีสานยึดถือปฏิบัติและสืบทอดกันมาตั้งแต่สมัยโบราณ เพื่อรักษาไว้ซึ่งขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงามของท้องถิ่น เป็นการทำนุบำรุงศิลปะ จารีตประเพณี ภูมิปัญญาท้องถิ่น และวัฒนธรรมอันดีงามที่ควรอนุรักษ์ไว้ให้อนุชนรุ่นหลังได้สืบทอดต่อไป ทั้งยังเป็นความเชื่อของชาวไทยอีสานว่าการจุดบั้งไฟเป็นการบูชาพญาแถน เพื่อขอให้ฝนตกต้องตามฤดูกาล ทำให้พืชพันธุ์ธัญญาหาร ข้าวกล้าในนาอุดมสมบูรณ์ ประเพณีวัฒนธรรมผู้ไทบุญบั้งไฟตะไลล้าน ถือได้ว่าเป็นประเพณีที่เป็นเอกลักษณ์ของพี่น้องประชาชนชาวตำบลกุดหว้า อำเภอกุฉินารายณ์ จังหวัดกาฬสินธุ์ ทุก ๆ ปี จะได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวและสื่อมวลชนมาเที่ยวชมงานเป็นจำนวนมาก อีกทั้งยังเป็นภารกิจหนึ่งที่อยู่ในอำนาจหน้าที่ของเทศบาล เพื่อประโยชน์สุขของประชาชน ทั้งนี้ต้องเป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ หลักเกณฑ์และวิธีการที่กระทรวงมหาดไทยกำหนด

    จังหวัดกาฬสินธุ์ โดยเทศบาลตำบลกุดหว้า จึงเห็นความสำคัญของงานประเพณีดังกล่าว ในการที่จะร่วมอนุรักษ์สืบสานเอกลักษณ์วัฒนธรรมประเพณีของชาวไทยอีสานให้คงอยู่สืบไป เทศบาลตำบลกุดหว้า จึงร่วมกับอำเภอกุฉินารายณ์ องค์การบริหารส่วนจังหวัดกาฬสินธุ์ สำนักงานจังหวัดกาฬสินธุ์ สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดกาฬสินธุ์ สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดกาฬสินธุ์ องค์การบริหารส่วนตำบลนาไคร้ สภาวัฒนธรรมจังหวัดกาฬสินธุ์ สภาวัฒนธรรมเทศบาลตำบลกุดหว้า มูลนิธิเครือข่ายพลังสังคม สำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า (สคล.) หน่วยงานราชการ สถานศึกษา องค์กรภาครัฐ ภาคเอกชน และกลุ่ม พลังมวลชน จึงกำหนดให้มีการจัดงานประเพณีวัฒนธรรมผู้ไทบุญบั้งไฟตะไลล้าน (ปลอดเหล้า ปลอดภัย ปลอดการพนัน)

    งานประเพณีบุญบั้งไฟตะไลล้านกุดหว้า ประจำปี 2568

    จัดขึ้นระหว่างวันที่ 17-18 พฤษภาคม โดยมีกิจกรรมเด่นๆ ที่น่าสนใจ คือ

    • การจุดบั้งไฟตะไลล้าน ตะไลหมื่น ตะไลแสน ที่ิย่งหญ่และสวยงาม
    • ขบวนแห่บุญบั้งฟที่มีเอกลักษณ์งดงาม การฟ้อนรำ วิถีชีวิตชาวกุดหว้า การแสดงสร้างสีสันในขบวน การโชว์ผลิตภัณฑ์ของดีของชุมชน
    • กิจกรรมรณรงค์พื้นที่และกิจกรรมสร้างสรรค์ ปลอดเหล้า เพื่องานนี้เป็นพื้นที่ตัวอย่างของงานบุญประเพณีปลอดแอลกอฮอล์ เพื่อส่งเสริมสุขภาพและความปลอดภัยสำหรับคนที่มาเที่ยวชบั้งตะไล
    • การแสดงพื้นบ้าน ดนตรีหมอลำ และการแสดงทางวัฒนธรรมที่วัดกกต้อง
    • มีการจำหน่ายสินค้าโอทอป อาหารพื้นเมือง และผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น

    เครือข่ายงดเหล้าจังหวัดกาฬสินธุ์ เครือข่ายองค์กรงดเหล้าภาคอีสานตอนบน ร่วมกับเทศบาลตำบลกุดหว้า และชุมชนบ้านกุดหว้า จัดกิจกรรมรณรงค์สร้างสรรค์ งานบุญบั้งไฟตะไลล้านกุดหว้าปลอดเหล้า ปลอดภัย ซึ่งได้มีการดำเนินการมากว่า 10 ปี อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เกิดพื้นที่งานบุญประเพณีที่ปลอดภัย เด็กเยาวชนมีกิจกรรมสร้างสรรค์ มีส่วนร่วมทั้งในขวนแห่ และวันจุดบั้งไฟ ด้วยการรณรงค์งดเหล้าในงานบั้งฟตะไลล้านกุดหว้า จาก 8 ชุมชน 8 ขบวน ถือเป็นความร่วมมืออย่างดี ระหว่าง ชุมชน อปท. ภาคีเครือข่าย กลุ่มเยาวชน และหน่วยงานในพื้นที่ เพื่อให้งานนี้ยังคงอตลักษณที่งดงามและปลอดภัยอย่างดีเสมอมา

  • SDN FUTSAL NO-L กาฬสินธุ์ 2567

    SDN FUTSAL NO-L กาฬสินธุ์ 2567

    กาฬสินธุ์จัดแข่งขันฟุตซอลต้านยาเสพติด รายการ SDN FUTSAL NO-L ชายอายุไม่เกิน 15 ปี ชิงถ้วยพระราชทานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทีมนครโหมน คว้าแช้มป์เป็นตัวแทนจังหวัดฯ เข้ารอบนัดชิงชนะเลิศภาคอีสานในเดือนมีนาคม 2567

    วันที่ 3-4 กุมภาพันธ์ 2567 จังหวัดกาฬสินธุ์ นายคมสัน นิลยองตระกูล ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดกาฬสินธุ์ เป็นประธานพิธีเปิดการแข่งขันฟุตซอลเยาวชนต้านยาเสพติด รายการ SDN FUTSAL NO-L รุ่นชายอายุไม่เกิน 15 ปี ชิงถ้วยพระราชทานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี โดยความร่วมมือระหว่าง สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดกาฬสินธุ์, สำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า(สคล.), มูลนิธิเครือข่ายพลังสังคม, กรมพลศึกษา, องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย(สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส), สมาคมกีฬาจังหวัดกาฬสินธุ์ และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) จัดการแข่งขันฟุตซอลเยาวชนต้านยาเสพติด รายการ SDN FUTSAL NO-L รุ่นชายอายุไม่เกิน 15 ปี ชิงถ้วยพระราชทานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

    มี ดร.นิรุจน์ อุทธา ผู้ประสานงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้าภาคอีสานตอนบน กล่าวต้อนรับ กล่าวรายงานโดย รองผู้อำนวยการวิทยาลัยการอาชีพกาฬสินธุ์ ผลการแข่งขัน “ทีมนครโหมน” คว้าแชมป์ได้เป็นตัวแทนระดับจังหวัดฯ เข้ารอบการแข่งขันนัดชิงชนะเลิศระดับภาคอีสาน 20 จังหวัด ในเดือนมีนาคม 2567 กำหนดจัดแข่งขันที่จังหวัดมหาสารคาม

    ดร.นิรุจน์ อุทธา ผู้ประสานงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้าภาคอีสานตอนบน กล่าวว่า

    วัตถุประสงค์การจัดแข่งขันกีฬาต้านยาเสพติด รายการแข่งขันฟุตซอลเยาวชนชาย รุ่นอายุไม่เกิน 15 ปี จังหวัดกาฬสินธุ์ ครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อรณรงค์ส่งเสริมการเล่นกีฬาของเด็กเยาวชน ต่อต้านยาเสพติด ไม่ดื่มเหล้า ไม่สูบบุหรี่ ไม่เล่นการพนัน เพื่อส่งเสริมทักษะการเล่นกีฬาก้าวสู่การเป็นนักกีฬาอาชีพ ปลูกฝังทัศนคติที่ดีต่อการเล่นกีฬาเพื่อสุขภาพ ห่างไกลจากบุหรี่ บุหรี่ไฟฟ้า สุรา ยาเสพติด และการพนัน

    SDN FUTSAL NO-L จังหวัดกาฬสินธุ์ ชิงถ้วยพระราชทาน สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ปี 2567 มีทีมฟุตซอลที่เข้าร่วมการแข่งขัน จำนวน 12 ทีม ผลการแข่งขันพบว่า “ทีมนครโหมน” ชนะเลิศ คว้าแชมป์ ได้เป็นตัวแทนจังหวัดกาฬสินธุ์เข้าร่วมการแข่งขันในระดับภาคอีสาน 20 จังหวัด ซึ่งกำหนดจัดแข่งขันฯที่จังหวัดมหาสารคาม ขณะที่ “ทีม Chess Anukoolnaree” ได้รองแชมป์ รางวัลผู้เล่นทรงคุณค่า ได้แก่ ด.ช.ศรัญยู สุวรรณเรือง ผู้เล่นหมายเลข 10 จากทีม Chess Anukoolnaree ส่วนรางวัลผู้ทำประตูสูงสด ได้แก่ ด.ช.ธีระพล ต่างสี ผู้เล่นหมายเลข 16 จากทีม นครโหมน ยิงได้ 9 ลูก



    ภาพ/ข่าว : นายศุภฤกษ์ ต่อพันธุ์ ผู้ช่วยผู้ประสานงาน/ผู้ประสานแผนงานเยาวชน เครือข่ายองค์กรงดเหล้าภาคอีสานตอนบน

  • “ส่วงเฮือ” อ.กมลาไสย จ.กาฬสินธุ์(ประเพณีแข่งขันเรือยาว) 2566

    “ส่วงเฮือ” อ.กมลาไสย จ.กาฬสินธุ์(ประเพณีแข่งขันเรือยาว) 2566

    ฤดูกาลสุขปลอดเหล้า

    “ส่วงเฮือ” กมลาไสย

    “อำเภอกมลาไสย” เป็นอำเภอที่ตั้งอยู่ริมฝั่งลำน้ำปาว วิถีชีวิตของชาวอำเภอกมลาไสย จึงผูกพันอยู่กับสายน้ำและมีประเพณีการแข่งขันเรือ หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า “ส่วงเฮือ” มีมาช้านานเป็นเวลาเกือบร้อยปี เป็นประเพณีที่ชาวอำเภอกมลาไสย และพี่น้องชาวจังหวัดกาฬสินธุ์ มีความภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่ง การแข่งขันเรือของชาวอำเภอกมลาไสย ได้รับการพัฒนาปรับเปลี่ยนมาตามกาลเวลา และมีสืบสานประเพณีที่มีมากกว่าร้อยปี กับประเพณีการแข่งเรือที่เรียกว่า ส่วงเฮือ ตามวิถีชีวิตของชาวอำเภอกมลาไสย

    ปี 2566 เทศบาลตำบลกมลไสย จัดการแข่งขันเรือยาวประเพณีจังหวัดกาฬสินธุ์ (ปลอดเหล้า-เบียร์) ชิงถ้วยพระราชทานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ณ สนามลำน้ำปาว อำเภอกมลาไสย จังหวัดกาฬสินธุ์ เพื่อส่งเสริมประเพณีวัฒนธรรมการแข่งขันเรือยาวของท้องถิ่น ซึ่งเป็นการสร้างเสริมเอกลักษณ์ท้องถิ่น เป็นการแข่งขันเรือยาวประเภท 10, 40 และ 55 ฝีพาย ระหว่างวันที่ 21-25 กันยายน 2566 ณ สนามลำน้ำปาว อำเภอกมลาไสย

    วันที่ 22 กันยายน 2566 มีการแห่ถ้วยพระราชทานฯ และพิธีเปิด มีนายศุภศิษย์ กอเจริญยศ ผู้ว่าราชการจังหวัดกาฬสินธุ์ เป็นประธานในพิธีร่วมเปิดงานแข่งขันเรือยาวประเพณี

    แข่งเรือปลอดเหล้า-เบียร์

    เครือข่ายงดเหล้าจังหวัดกาฬสินธุ์ ร่วมกับเทศบาลกมลาไสย ร่วมรณรงค์การแข่งขันเรือยาวจังหวัดกาฬสินธุ์ ปลอดเหล้า-เบียร์ ซึ่งพื้นที่กมลาไสย เป็นสนมแข่งเรือที่มีการจัดเป็นงานแข่งเรือปลอดเหล้า-เบียร์ มาอย่งต่อเนื่องหลายปี มีกิจกรรมเดินรณรงค์ในขบวนแห่ของเยาวชน กิจกรรมรณรงค์แจกน้ำดื่มทางเลือก และการรณรงค์เฝ้าระวังเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ด้วยความร่วมมือกับภาคส่วนาชการในพื้นที่ ทั้งกรมการปกครองกมลาไสย โรงพยาบาลกมลาไสย สาธารณสุขกมลาไสย กองการสาธารณสุขเทศบาลกมลาไสย และ สภ.กาฬสินธุ์ ในการให้ความรู้ ประชาสัมพันธ์ ตรวจเตือนด้านกฎหมาย พรบ.ควบคุมเครื่องดื่มแลกอฮอล์ เพื่อให้มีการปฏิบัติตามอย่างถูกต้อง และเพื่อความเรียบร้อยของการจัดงาน โดยเน้นไปที่ความปลอดภัยของประชาชนและคนที่มาเที่ยงานเป็นหลักสำคัญ

    นางกัลยา เลิศล้ำ ผู้ประสานงานเครือข่ายงดเหล้าจังหวัดกาฬสินธุ์ มีการดำเนินการในหลายมิติ ผ่านการประสานการทำงานร่วมกับเทศบาลตำบลกมลาไสย หน่วยงานในพื้นที่ เครือข่ายเยาวชน และชุมชนคนสู้เหล้า เพื่อสานความร่วมมือในการขับเคลื่อนงานแข่งขันเรือยาวกมลาไสย ให้เป็นพื้นที่ปลอดภัยในการมาเที่ยวงาน เพราะงานแข่งขันเรือยาวประเพณีของอำเภอกมลาไสย เป็นงานบุญประเพณีหลักและขึ้นชื่อของจังหวัดกาฬสินธุ์ ที่มีเรือมาแข่งจากหลากหลายพื้นที่ และคนต่างพื้นที่มาเที่ยวจำนวนมาก การได้รับความร่วมมือจากภาคส่วนในพื้นที่จึงเป็นเรื่องที่ดี ในการสร้างสรรค์สังคมที่ปลอดเหล้า ปลอดภัยต่อไป

    ภาพ/ข่าว จากเครือข่ายงดเหล้าจังหวัดกาฬสินธุ์/เทศบาลตำบลกมลาไสย อ.กมลาไสย

    https://www.facebook.com/StopdrinkNorthEsan/

  • จ.กาฬสินธุ์ ร่วมขับเคลื่อนธรรมนูญสุขภาพพระสงฆ์แห่งชาติ จัดตั้งกองบุญดูแลพระสงฆ์อาพาธระดับจังหวัด

    จ.กาฬสินธุ์ ร่วมขับเคลื่อนธรรมนูญสุขภาพพระสงฆ์แห่งชาติ จัดตั้งกองบุญดูแลพระสงฆ์อาพาธระดับจังหวัด

    17 มีนาคม 2566 ณ ห้องประชุมโสมพะมิตร ศาลากลางจังหวัดกาฬสินธุ์ นายศุภศิษย์ กอเจริญยศ ผู้ว่าราชการจังหวัดกาฬสินธุ์ เป็นประธานในการประชุมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) การขับเคลื่อนธรรมนูญสุขภาพพระสงฆ์แห่งชาติ สู่การปฏิบัติ ประเด็น การจัดตั้งกองบุญดูแลพระสงฆ์อาพาธ จังหวัดกาฬสินธุ์  ร่วมกับ คณะสงฆ์จังหวัดกาฬสินธุ์ สนง.พระพุทธศาสนา สนง.ส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น สนง.พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ สนง.วัฒนธรรมจังหวัด ที่ทำการปกครอง สนง.ประชาสัมพันธ์  สนง.สาธารณสุข โรงพยาบาลกาฬสินธุ์ สนง.สาธารณสุขอำเภอทุกแห่ง นายอำเภอทุกอำเภอ องค์การบริหารส่วนจังหวัดกาฬสินธุ์ และเทศบาลเมืองกาฬสินธุ์

    ตามธรรมนูญสุขภาพพระสงฆ์แห่งชาติปีพุทธศักราช 2560 หมวด 5 ข้อ 33  ที่กำหนดว่า คณะสงฆ์พึงจัดตั้งกองทุนระดับชาติเพื่อการดูแลสุขภาวะพระสงฆ์โดยมีระบบการบริหารจัดการที่เป็นไปตามหลักธรรมาภิบาล ทั้งนี้พระสงฆ์ คณะสงฆ์ ชุมชน สังคม และหน่วยงานภาคีที่เกี่ยวข้องในแต่ละพื้นที่อาจจัดตั้งกองทุนระดับพื้นที่ได้

    จากการติดตามเฝ้าระวัง เรื่อง สุขภาวะพระสงฆ์ พบว่า พระภิกษุ สามเณร แม่ชี ที่อาพาธ หลังจาก เข้าพักรักษาตัวในสถานบริการสาธารณสุข หรือหน่วยบริการในระบบประกันสุขภาพแห่งชาติ เมื่อกลับไปที่วัดพักรักษาตัว จะประสบปัญหา การขาดผู้ดูแลต่อเนื่อง หรือสถานที่ไม่เอื้อต่อการฟื้นฟูสุขภาพ ขาดอุปกรณ์ทางการแพทย์ ขาดงบประมาณในการดำเนินการต่าง ๆ

    สาธารณะสุขจังหวัดกาฬสินธุ์ รายงานว่ายังมีพระสงฆ์ที่ป่วยเมื่อได้รับการรักษาจากโรงพยาบาลแล้วกลับถึงวัดยังขาดผู้ดูแลต่อเนื่องทำให้ป่วยซ้ำและทรุดลง

    ในการบันทึกข้อตกลงความร่วมมือนี้ มีข้อตกลงความร่วมมือกัน ดังนี้

    1. ร่วมกันขับเคลื่อนธรรมนูญสุขภาพพระสงฆ์แห่งชาติ สู่การปฏิบัติ อย่างต่อเนื่อง

    2. ร่วมกันจัดตั้งและดำเนินงาน กองบุญดูแลพระสงฆ์อาพาธ จังหวัดกาฬสินธุ์ ให้เกิดความมั่นคง ยั่งยืน

     3. ร่วมกันกำหนดระเบียบกองบุญฯ และจัดตั้งคณะกรรมการดำเนินงานอย่างน้อย 3 ปี ต่อเนื่องจนเกิดความยั่งยืน บรรลุวัตถุประสงฆ์ที่ตั้งไว้ให้เกิดประสิทธิภาพ

    4. ร่วมกันจัดหา บุคลากร อุปกรณ์  งบประมาณ ให้เพียงพอต่อการดำเนินงานของกองบุญฯ

    5. ร่วมกัน เผยแพร่ ประชาสัมพันธ์ การดำเนินงานของกองบุญฯ ทางสื่อต่างๆ ให้กว้างไกล

    6. ร่วมกันผลักดันส่งเสริมสนับสนุน ให้เกิด กองบุญดูแลพระสงฆ์อาพาธ ระดับอำเภอ ทุกอำเภอในจังหวัดกาฬสินธุ์

    จากนั้นมีการประชุมแสดงความคิดเห็นพิจารณา ระเบียบกองบุญฯ กำหนดวัดทอดผ้าป่าระดมทุน ช่วงเข้าพรรษา และให้มีการกำหนดวิธีการในการจัดการบริหารกองทุน  โดยผู้ว่าฯ เน้นย้ำให้ทุกภาคส่วนให้ความร่วมมือนำข้อตกลงทั้ง 6 ข้อให้เกิดเป็นรูปธรรม


    Reference

  • ฟุตซอลงดเหล้ากาฬสินธุ์ ทีมนกฮูกน้อยน่ารัก เป็นตัวแทนเข้ารอบภาค

    ฟุตซอลงดเหล้ากาฬสินธุ์ ทีมนกฮูกน้อยน่ารัก เป็นตัวแทนเข้ารอบภาค

    งดเหล้ากาฬสินธุ์ จัดฟุตซอลหาตัวแทนรุ่นอายุ 15 ปี ทีมนกฮูกน้อยน่ารัก เป็นตัวแทนเข้ารอบภาค

    จังหวัดกาฬสินธุ์โดยเครือข่ายองค์กรงดเหล้าจังหวัดกาฬสินธุ์ และเทศบาลตำบลโคกสี อำเภอยางตลาด จังหวัดกาฬสินธุ์ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) สำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า (สคล.) ร่วมกับ กรมพลศึกษา และสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส จัดกิจกรรมการแข่งขันกีฬาฟุตซอลเยาวชน SDN FUTSAL NO-L CUP 2023 Inspired by Thai PBS  ชิงถ้วยพระราชทาน สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารีประเภทเยาวชนชายรุ่นอายุไม่เกิน 15 ปี (แชมป์ประเทศไทย) “เพื่อนกันมันส์โนแอล”  (ไม่ดื่ม ไม่สูบ ไม่เสพ ไม่พนัน) โดยจัดการแข่งขันคัดเลือกระดับจังหวัด เพื่อหาทีมตัวแทนมาแข่งขันกัน และผ่านเข้ามาระดับภูมิภาค

    เมื่อเสาร์ ที่ 4 มีนาคม 2566  นายประจักร ภูแลขำ นายกเทศมนตรีตำบลโคกศรี เป็นประธานในพิธีเปิดการแข่งขันร่วมกับแขกผู้มีเกียรติ เป็นสักขีพยานในการแข่งขัน ร่วมพิธีเปิด ในครั้งนี้ ณ สนามฟุตซอลเทศบาลตำบลโคกศรี อ.ยางตลาด จ.กาฬสินธุ์ โดยมีวัตถุประสงค์ ในการแข่งขันรอบแรก  กำหนดจัดขึ้นในทุกจังหวัด  เพื่อหาทีมชนะเลิศ  1 ทีม  ไปแข่งขันฯ ในระดับภาคต่อไป สำหรับในปีนี้ จังหวัดกาฬสินธุ์  มีทีมเข้าร่วมการแข่งขันฯ  จำนวน 6 ทีม  ดังนี้
     ยางตลาดวิทยาคม

    1. นกฮูกน้อยน่ารัก A
    2. ยางตลาดวิทยาคม
    3. นกฮูกน้อยน่ารัก B
    4. โรงเรียนเทศบาลโคกศรี
    5. โรงเรียนห้วยเตยวิทยา
    6. ดงบัง FC

    ผลการแข่งขัน ทีมนกฮูกน้อยน่ารัก B คว้าแชมป์เข้าสู่รอบคัดเลือกภาคอีสานตอนบน ในโอกาสต่อไป

    ภาพ/ข่าว แผนงานพัฒนาศักยภาพเยาวชนและกิจกรรมพิเศษ สคล. ภาคอีสานตอนบน

  • คณะสงฆ์เมืองกาฬสินธุ์ ถอดบทเรียนงานบวชสร้างสุข มีมติผลักดันต่อ พร้อมขยายผล และสื่อสารให้มากขึ้น

    คณะสงฆ์เมืองกาฬสินธุ์ ถอดบทเรียนงานบวชสร้างสุข มีมติผลักดันต่อ พร้อมขยายผล และสื่อสารให้มากขึ้น

    จากค่านิยมเรื่องการจัดงานบวชในอำเภอเมืองกาฬสินธุ์ ที่ได้เปลี่ยนแปลงไปในปัจจุบันก่อให้เกิดปัจจัยเสี่ยง เช่น การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์  การมีมหรสพ ดนตรีฉลอง มีรถแห่เสียงดัง กระตุ้นการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เต้นยั่วยุ ก่อให้เกิดการทะเลาะวิวาท ความรุ่นแรงฆ่ากันตายในงานบวช สร้างความเดือดร้อนวุ่นวายต่อชุมชน ระหว่างชุมชน และสังคม  มีค่าใช้จ่ายมหาศาลในการจัดงานที่ยิ่งใหญ่ด้วยค่านิยมเชื่อว่าแสดงถึงฐานะทางสังคมของเจ้าภาพ  เกิดหนี้สิน ส่งผลให้เกิดภาพลบต่อเจ้าภาพที่จัดงานแบบเรียบง่าย  ประหยัด ที่ถูกต้องตามพระธรรมวินัยกลับถูกมองว่ายากจน  ซึ่งถือว่าเป็นอุปสรรคต่อการเข้าถึงพระพุทธศาสนาของชาวพุทธในระยะยาว

    จนต่อมาได้เกิดเวที แลกเปลี่ยน แนวคิด การผลักดันนโยบายสาธารณะ งานบวชสร้างสุข เพื่อสร้างค่านิยมใหม่ให้เกิดขึ้นต่อการจัดงานบวช ของสังคมไทย โดยการประสานของ เจ้าอธิการแดง ปญฺญาวโร เจ้าคณะตำบลบึงวิชัย อ.เมืองกาฬสินธุ์ จ.กาฬสินธุ์ เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2565 ที่ผ่านมา ณ ห้องประชุมวัดกลาง อำเภอเมืองกาฬสินธุ์ จังหวัดกาฬสินธุ์ มีพระครูวรธรรมธัช ดร. เจ้าคณะจังหวัดกาฬสินธุ์ เป็นประธานในที่ประชุม จากการประชุมก็ได้มีการหารือกันถึงแนวทางในการขับเคลื่อน

    ได้มีการบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ(MOU) กันเกิดขึ้น ในพื้นที่ของ อำเภอเมืองกาฬสินธุ์ เพื่อสร้างความร่วมมือระหว่างคณะสงฆ์ กับ ชุมชน และราชการในเขตอำเภอเมืองกาฬสินธุ์ ในการรณรงค์แนวคิดงานบวชสร้างสุข และผลักดันให้เกิดต้นแบบงานบวชสร้างสุขในพื้นที่ เพื่อให้เกิดการมีส่วนร่วมของคณะสงฆ์อำเภอเมืองกาฬสินธุ์ในการร่วมกันลดปัจจัยเสี่ยง สร้างปัจจัยเสริมให้เกิดขึ้นเป็นสังคมสุขภาวะ โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ในขณะนี้  ซึ่งถือเป็นโอกาสในการจัดงานบวชแบบเรียบง่ายตามพระธรรมวินัย ป้องกันการติดเชื้อเป็นคลัสเตอร์งานบวชด้วย และเป็นการเอื้ออำนวยให้ลูกหลานชาวพุทธได้เข้ามาบวชในพระพุทธศาสนาได้ง่ายยิ่งขึ้นตามแก่นแท้ของพระพุทธศาสนาอย่างแท้จริง  จัดงานบวชสร้างสุขแบบ  “บวชวิถีใหม่ ยึดพระธรรมวินัย ห่างไกลอบายมุข ชุมชนอุ่นใจ เรียบง่าย ประหยัด  ปลอดภัย ไกลโควิด” เพื่อให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของการบวชอย่างแท้จริง และเป็นการสร้างวัฒนธรรมวิถีใหม่ให้เกิดขึ้น

    จากการดำเนินงานที่ผ่านมาของคณะสงฆ์อำเภอเมืองกาฬสินธุ์ ได้มีการถอดบทเรียนการการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะงานบวชสร้างสุข ขึ้นที่ วัดป่าชัยมงคล ตำบลบึงวิชัย อำเภอเมืองกาฬสินธุ์ จังหวัดกาฬสินธุ์ เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2566 เพื่อทบทวนการทำงานที่ผ่านมา แลกเปลี่ยนวิธีการ ปัญหา อุปสรรคในการดำเนินงาน พร้อมหาแนวทางในการจัดการกับปัญหาต่างๆ ร่วมกัน

    สรุปผลการขับเคลื่อน งานบวชสร้างสุขอำเภอเมืองกาฬสินธุ์

    1. เกิดรูปธรรม ต้นแบบงานบวชสร้างสุขในอำเภอเมืองกาฬสินธุ์ มากว่า 30 งาน มีพระสงฆ์ที่ผ่านกระบวนการบวชสร้างสุข ไม่ต่ำกว่า 39 รูป
    2. เกิดนวัตกรรมการเชิดชูผู้ที่บวชสร้างสุข ผ่านการมอบใบประกาศเกียรติคุณ
    3. เกิดการสร้างการสื่อสาร รณรงค์ งานบวชสร้างสุขในหลายรูปแบบ
    4. เกิดการประสานความร่วมมือ การขับเคลื่อนงานบวชสร้างสุข ระหว่าง วัด บ้าน ราชการ (บวร.)

    พระครูจันทธรรมานุวัตร, ดร. เจ้าคณะอำเภอเมืองกาฬสินธุ์ ประธานในการประชุม ได้กล่าวว่า ถ้าดูจากวัตถุประสงค์ของโครงการบวชสร้างสุขแล้ว ก็ถือว่ามีความสอดคล้องในแนวนโยบายการปฏิรูปกิจการพระพุทธศาสนาในด้านสาธารณะสงเคราะห์ และด้านการเผยแผ่พระพุทธศาสนา จึงได้รับเอาแนวนโยบายบรรจุเข้ากับแผนปฏิบัติการ ของคณะสงฆ์อำเภอเมืองกาฬสินธุ์ เราก็ได้ขับเคลื่อนมาตลอด ปี 2565 ที่ผ่านมา วันนี้จึงกำหนดให้มีการแลกเปลี่ยนกัน ถึง แนวทางการดำเนินงาน ปัญหาอุปสรรคระหว่าง การดำเนินงาน เพื่อหาแนวทางในการแก้ไข และพัฒนาต่อไป

    พระครูสิทธิชยาภิวัฒน์ เจ้าคณะตำบลลำปาว ได้กล่าวเพื่อแลกเปลี่ยนว่า ตามที่เราได้ไปนำเสนอกับเจ้าภาพว่า การจัดงานจะต้องจัดลักษณะแบบนี้ แบบนี้ เราก็ต้องยอมรับความเป็นจริงอย่างหนึ่งว่า สมัยก่อนที่ปู่ย่าตายายเราทำมาส่วนมาก มักมีชุความคิดหนึ่งว่า ไหนๆจะได้บวชลูกทั้งที อยากจะจัดหนักจัดใหญ่ ก็ไม่ค่อยได้มีปัญหาอะไร สมัยก่อนจะจัดงานใหญ่ขนาดไหนก็อยู่ในขอบเขตและก็ไม่มีการทะเลาะวิวาท ไม่มีการฆ่ากัน แต่สมัยนี้มันแตกต่างกันแต่ สมัยนี้เขาจัดใหญ่เพื่อต้องการความสนุกสนานกันก็คือรถแห่ที่กำลังติดเทรนด์มากในช่วงนี้ ชาวบ้านไหนจะมีผ้าป่า กฐิน งานบวช ไม่มีรถแห่นี่ คนจะไม่ค่อยไป คนจะไม่ค่อยใส่ใจ เราพยายามพูดอยู่หลายครั้งก็อยากที่เขาจะเข้าใจ พอเราออกกฎกติกาออกมา ว่าถ้ามีรถแห่ ไม่บวชให้ เขาก็ไปบวชวัดอื่น ฉนั้น จึงเสนอว่า จะต้องมีการบรูณาการร่วมกัน ให้ทุกวัดในเขตตำบล ในเขตอำเภอ หรือไปจนถึง ระดับจังหวัด ให้มีกฎกติการในลักษณะเดียวกันนี้ เชื่อว่า ญาติโยมจะถอยเอง

    ด้าน พระครูอรัญสุเมธาภรณ์ เจ้าคณะตำบลภูดิน เจ้าอาวาสวัดทุ่งศรีเมือง ได้กล่าวว่า ที่ทุ่งศรีเมืองเอง ชาวบ้านมีฐานะอยู่ในระดับปานกลางจึงสามารถขอความร่วมมือได้ง่าย ในเรื่องของการจัดงานบวชที่เรียบง่าย แต่ก็ยังมีอยู่บ้างที่ ยังคงจัดแบบเดิม ที่มีดนตรีเครื่องแห่ เลี้ยงฉลองใหญ่โต ผมเองก็ได้มีการบอกกล่าวทำความเข้าใจอยู่ตลอด เราอาจจะยังห้ามเขาไม่ได้ เราก็ต้องสร้างข้อตกลงกับเขา ว่าถ้าเกิดปัญหาขึ้นมา ใครจะรับผิดชอบ รับผิดชอบอย่างไร พยาม ทำให้อยู่ในขอบเขตให้ได้มากที่สุด

    ในตอนท้าย พระครูจันทธรรมานุวัตร, ดร. เจ้าคณะอำเภอเมืองกาฬสินธุ์ ได้กล่าวต่อว่า จากที่ฟังจากหลายท่าน คิดว่าโครงการนี้มีประโยชน์ และหลายๆพื้นที่ก็เริ่มมีงานบวชต้นแบบ แต่ก็ยังคงมีปัญหาอุปสรรคอยู่บ้าง เราจึงต้องทำต่อไป ต้องช่วยกันสื่อสาร ประชาสัมพันธ์ สร้างความเข้าใจกับญาติโยม รวมไปถึง พระอุปัชฌาย์ ในพื้นที่อื่นๆ ได้ร่วมเป็นแนวปฏิบัติเดียวกันนี้ต่อไป