Tag: บวชสร้างสุข

  • เครือข่ายพระสงฆ์นักพัฒนาสังฆะเพื่อสังคม 9 ภาค เชิญชวนคนไทยจัดบวชลูกหลานช่วงเทศกาลสงกรานต์แบบ “บวชสร้างสุข” ประหยัด เรียบง่าย  ยึดพระธรรมวินัย ลดค่าใช้จ่าย ลดความรุนแรง ลดฆ่ากันตาย ได้บุญเต็มร้อย ถือเป็นการสืบทอดพระพุทธศาสนาอย่างแท้จริง

    เครือข่ายพระสงฆ์นักพัฒนาสังฆะเพื่อสังคม 9 ภาค เชิญชวนคนไทยจัดบวชลูกหลานช่วงเทศกาลสงกรานต์แบบ “บวชสร้างสุข” ประหยัด เรียบง่าย  ยึดพระธรรมวินัย ลดค่าใช้จ่าย ลดความรุนแรง ลดฆ่ากันตาย ได้บุญเต็มร้อย ถือเป็นการสืบทอดพระพุทธศาสนาอย่างแท้จริง

    “เทศกาลสงกรานต์เป็นช่วงเวลาสำคัญที่คนไทยนิยมบวชพระเพื่อสร้างบุญกุศลและตอบแทนบุพการี ถือเป็นประเพณีที่สืบทอดกันมายาวนาน อย่างไรก็ตาม การบวชในปัจจุบันมักมีค่าใช้จ่ายสูง และบางพื้นที่ยังมีการเฉลิมฉลองเกินขอบเขต นำไปสู่ปัญหาความรุนแรงและอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นในช่วงเทศกาล ด้วยเหตุนี้ เครือข่ายพระสงฆ์นักพัฒนาสังฆะเพื่อสังคม 9 ภาค จึงออกมาเชิญชวนให้ประชาชนจัดบวชลูกหลานตามแนวทาง “บวชสร้างสุข” ที่เน้นความเรียบง่าย ประหยัด และยึดมั่นในพระธรรมวินัย ไม่เพียงช่วยลดค่าใช้จ่าย แต่ยังลดปัญหาความขัดแย้ง ลดเหตุทะเลาะวิวาท และลดการสูญเสียชีวิตในช่วงสงกรานต์ พร้อมทั้งส่งเสริมให้การบวชเป็นไปเพื่อสืบทอดพระพุทธศาสนาอย่างแท้จริง ได้บุญเต็มร้อย และเป็นกุศลที่ยิ่งใหญ่แก่ครอบครัวและสังคมไทย”

    วันที่ 30 มีนาคม 2568  ณ ห้องประชุมพระคุณพ่อ  พิพิธภัณฑ์การเกษตรเฉลิมพระเกียรติ อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี เครือข่ายพระสงฆ์นักพัฒนาสังฆะเพื่อสังคม 9 ภาค ได้ประชุมถอดบทเรียนการทำงานขับเคลื่อน “โครงการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะงานบวชสร้างสุขสู่สุขภาวะของชุมชนและสังคมด้วยหลักพุทธธรรม” โดยมีพระครูสุวรรณโพธิวรธรรม ประธานเครือข่าย และประธานมูลนิธิสังฆะเพื่อสังคม เป็นประธาน ได้สรุปบทเรียนข้อมูลที่ผ่านมาว่า สังคมไทยชาวพุทธมีค่านิยมในการจัดงานบวช เพื่อตอบโจทย์ทางเศรฐกิจเชิญแขกจำนวนมาก มีมหรสพเลี้ยงฉลองด้วยน้ำเมา มุ่งเน้นความสนุกสนานมากเกินไป  ใช้จ่ายเงินจำนวนมากจัดงานบวช จากการสำรวจข้อมูลค่าใช้จ่ายการจัดงานบวช 9 ภาค ขนาดเล็ก  50,000 ถึง 200,000 บาท, ขนาดกลาง 200,001-500,000 บาท,ขนาดใหญ่ 500,001 – หลักล้านบาท ทั้งนี้ ผลการสำรวจข้อมูลคนไทยกลุ่มตัวแทน 9 ภาคส่วนใหญ่ 90 กว่าเปอร์เซ็นต์ ต้องการจัดงานบวชแบบเรียบง่าย ยึดพระธรรมวินัย แต่ขาดพระผู้นำ เจ้าภาพต้นแบบ และผลการสำรวจข้อมูลการเกิดความรุนแรงในงานบวชหลังโควิดช่วงเดือน กรกฎาคม 2565 ถึง กรกฎาคม 2567 ระยะเวลา 2 ปี จากเว็บไซต์สำนักข่าวกระแสหลักและสำนักข่าวท้องถิ่นพบว่า  เกิดเหตุทะเลาะวิวาท 30 ครั้ง บาดเจ็บมากกว่า 70 ราย เสียชีวิต 14 ราย สาเหตุมาจากมีมหรสพ  ดนตรี และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ทั้งที่เป็นกิจกรรมที่เกี่ยวข้องทางศาสนาน่าจะนำไปสู่ความสุข ความสามัคคีของคนไทยท้องถิ่น  แต่เป็นเหตุก่อความทุกข์ให้เกิดขึ้นแก่ผู้จัดงาน และสังคม

    ส่วนบทเรียนการทำงาน 1 ปีที่ผ่านมา เครือข่ายพระสงฆ์ฯ ได้เชิญชวน สื่อสารผ่านช่องทางต่าง ๆ ผลักดันให้เป็นนโยบายในระดับต่าง ๆ ทำให้ญาติโยมสนใจจัดงานแบบ “บวชสร้างสุข” ในวัด จำนวน 1,593 งาน  จัดที่บ้าน จำนวน 599 งาน รวมนาค 3,085 นาค(พระ)  สามารถประหยัดค่าใช้จ่ายในการจัดงานมากกว่า 300 ล้านบาท และประหยัดค่าเหล้าเบียร์กว่า 60 ล้านบาท เจ้าภาพ ชุมชนมีความสุข ประหยัดค่าใช้จ่าย ไม่มีความเสี่ยงระหว่างจัดงาน สุดท้ายไม่เป็นหนี้สินในการจัดงานบวช

    ด้านพระครูสุวรรณโพธิวรธรรม ได้ย้ำว่า การจัดงานบวชแบบเรียบง่าย ประหยัด ไม่มอมเมาแขกที่มาร่วมอนุโมทนา ด้วยมหรสพ ดนตรี และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เรียกว่า การบวชสร้างสุข ยึดพระธรรมวินัย ถือเป็นการสืบทอดพระพุทธศาสนาอย่างแท้จริง

    พระครูโพธิวีรคุณ เจ้าคณะอำเภอปทุมรัตน์ และเจ้าอาวาสวัดโพธิการาม จังหวัดร้อยเอ็ด ประธานคณะทำงานเครือข่ายสังฆะเพื่อสังคมภาคอีสานตอนบน กล่าวว่า ที่ผ่านมาการขับเคลื่อนงานบวชสร้างสุขภาคอีสานตอนบน ตั้งแต่ ปี 2566 จนถึงปัจจุบัน นั้นพบว่า ได้ช่วยให้ญาติโยมพุทธศาสนิกชนลดค่าใช้จ่ายในการจัดงานบวชได้มากกว่าห้าสิบหกล้านบาท และทำให้ญาติโยมมีความสุขจากงานบวชแบบประหยัด เรียบง่าย มากถึง 425 งาน

    ดังนั้น  ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่จะมาถึงนี้ ทางภาคอีสานตอนบน จึงอยากขอเชิญชวน เพื่อลดค่าใช้จ่าย ไม่มีดนตรีแห่ หันมาจัดงานบวชแบบเรียบง่าย โดยการปรึกษากับเจ้าอาวาส พระอุปัชฌาย์ ในการจัดงานบวชที่ส่งเสริม การ ลด ละ เลิก เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ อบายมุข และเป็นการประหยัดค่าใช้จ่าย จึงขอเชิญชวน ญาติโยมชาวอีสานบน และขอนิมนต์ พระอุปัชฌาย์ในภาคอีสานบนทุกวัด ประกาศงานบวชปลอดเหล้า “อย่าให้ลูกหลานเรา ทั้งเมา ทั้งบวช”  ให้เกิดความสุข ยึดตามพระธรรมวินัย ประหยัด และเรียบง่าย

    พระครูปริยัติสุวัฒนาภรณ์ เจ้าคณะตำบลทับมา และเจ้าอาวาสวัดทับมา อ.เมือง จ.ระยอง ประธานคณะทำงานเครือข่ายสังฆะเพื่อสังคมภาคตะวันออก กล่าวว่า ขอเจริญพรพุทธศาสนิกชนทุกท่านที่ประสงค์จะบวชในช่วงเทศกาลสงกรานต์ หรือใคร่จะบวชเรียนศึกษา พระธรรมวินัย ในทางพระพุทธศาสนา  สามารถติดต่อไปทางวัดในเครือข่ายได้ทุกจังหวัด หรือจัดงานบวชในวัดอื่นๆ ขอเจริญพรเชิญชวนให้จัดงานบวชแบบประหยัด เรียบง่าย ยึดพระธรรมวินัย จะได้ประโยชน์สูง ประหยัดสุด และสร้างความสุขอย่างแท้จริง

    พระครูสุมณฑ์ธรรมธาดา เจ้าคณะตำบลคลองกระจงและเจ้าอาวาสวัดคลองกระจง อ.สวรรคโลก จ.สุโขทัย ประธานคณะทำงานเครือข่ายสังฆะเพื่อสังคมภาคเหนือตอนล่าง กล่าวว่า ขอเชิญชวนญาติโยมทั้งหลายได้บวชลูกบวชหลาน ด้วยการประหยัด เรียบง่าย ปลอดภัย ยิ่งในภาวะปัจจุบัน เศรษฐกิจของบ้านเรายังไม่ดี รายได้ต่างก็หายาก ยิ่งถ้าเราไปจัดงานบวชลูกหลาน โดยการฟุ่มเฟือย ก็เหมือนกับการ “ตำน้ำพริก ละลายแม่น้ำ” ซึ่งแทนที่แล้ว ถ้าเราจะนำงบประมาณเราจะจัดงานบวช มาเป็นทุนให้ลูกหลาน ที่ต่อไปต้องมีครอบครัว ทำมาหากิน ได้ใช้ประโยชน์  หรือถ้าลูกหลานยังบวชอยู่มั่นคงก็เป็นทุนให้กับลูกหลานแล้วศึกษาเล่าเรียนต่อไป  โดยเฉพาะปัจจุบันพระสงฆ์ในแต่ละวัดก็ลดจำนวนน้อยลงไปในทุกวัด ศาสนทายาทก็จะหายากลงไปทุกที เพราะฉะนั้นการจัดงานบวชแบบประหยัด เรียบง่าย ปลอดเหล้า ปลอดภัย บวชเอาพรรษา ศึกษาพระธรรมวินัย และมุ่งเป็นศาสนทายาทที่ดี เป็นหนทางที่ดี ที่ถูกต้อง

    พระครูสมุห์วิเชียร คุณธมฺโม วัดเจดีย์แม่ครัว อำเภอสันทราย  จ.เชียงใหม่  ประธานคณะทำงานเครือข่ายสังฆะเพื่อสังคมภาคเหนือตอนบนกล่าวว่า “บวชอย่างมีสุขภาวะ อยู่เป็นพระอย่างมีคุณค่า แม้ลาสิกขาก็ยังมีศรัทธาที่ตั้งมั่น”  จึงขอเชิญชวนชาวพุทธ โดยเฉพาะลูกหลานที่เป็นผู้ชาย ที่จะเข้ามาบวชในพระพุทธศาสนา ทั้งนี้ทั้งนั้น  ก็เพื่อช่วยกันสืบทอดอายุพระพุทธศาสนาส่วนหนึ่ง และเพื่อทดแทนบุญคุณบิดามารดาส่วนหนึ่ง ซึ้งส่วนนี้เป็นประเพณีนิยมที่ชาวพุทธเราสืบทอดกันมา การจะได้จะมีโอกาสมาบวชสักครั้งหนึ่งในชีวิต ก็ควรจัดงานบวชแบบประหยัด เรียบง่าย ปลอดเหล้า ปลอดภัย ปลอดอบายมุขเพราะฉะนั้นเรื่องการทำบุญ  การบวช เป็นเรื่องที่สำคัญ ซึ่งการทำบุญเพื่อเอาบุญ นั้นไม่ใช่ปัญหา แต่การทำบุญเพื่อเอาหน้า อาจจะนําพาไปสู่อบายภูมิได้

    พระครูภัทรธรรมคุณ เจ้าคณะอำเภอพัฒนานิคม เจ้าอาวาสวัดพัฒนาธรรมาราม อ.พัฒนานิคม จ.ลพบุรี ประธานคณะทำงานสังฆะเพื่อสังคมภาคกลาง/ปริมณฑล กล่าวว่า การบวชตามพุทธประสงค์ ช่วงเทศกาลสงกรานต์มักมีผู้จัดงานบวชกุลบุตร ตามประเพณีเป็นจำนวนมากรู้สึกว่าจัดงานกันเสียใหญ่โต มีโต๊ะจีน ดนตรี เลี้ยงสุราในงานบวชนาค แห่นาคกันเป็นชั่วโมงกว่าจะเข้าโบสถ์ สนุกสนานรื่นเริงบันเทิงใจกันมาก  เสมือนว่ามีการแข่งขันกันจัดงาน ข้าต้องดีกว่าใคร ในทำนอง บางแห่งมีตีกัน รวมไปถึงทำร้ายร่างกายกัน ยกพวกตีกัน ตลอดไปจนถึงฆ่ากันตายในงานบวชก็มี  การบวชนั้น ถ้าได้ตัด “รีตอง”ออกไป ให้เหลือแต่ “พิธี” ก็จะใช้เงินน้อยเพียงไม่กี่ร้อยบาทก็บวชได้ ถ้าไม่มีจริง ๆ เข้าไปหาพระที่ท่านมีเมตตาจิตร ท่านจะสงเคราะห์แน่นอน และถ้าตัดส่วนเกินออก เช่น สุรา น้ำอัดลม อาหารที่ไม่จำเป็น (ล้มวัว ควาย หมูฯ) ปีพาทย์ แตรวง ทำขวัญ ดนตรี ลิเกออกเสียได้  ก็จะประหยัดไปได้เยอะเลย แต่สุดท้ายบางรายเสร็จงานเจ้าภาพมีหนี้สินรุงรัง กินเหล้า เมามาย จนนำไปสู่การทะเลาะวิวาท ในงานบวช ดังที่เป็นข่าวอยู่ทุกวันนี้ ดังคำโบราณว่า “จะบวช หรือจะบาป” เรามาบวชแบบเรียบง่ายได้บุญกันดีกว่า คือ บวชตามพุทธประสงค์ การบวชพระ คือการปฏิบัติเพื่อ 1 ละเว้นความชั่ว 2.เพิ่มพูนความดี มีประโยชน์ที่ยิ่งใหญ่ต่อคนบวช ประชาชน ประเทศชาติโดยแท้จริง “ถ้าคนที่บวชพระ บวชด้วยความจริงใจ”

    ด้านพระอธิการโสภณ  ปิยธมฺโม เจ้าอาวาสวัดโพนขวาว  อ.หัวตะพาน จ.อำนาจเจริญ ประธานคณะทำงานเครือข่ายสังฆะเพื่อสังคมภาคอีสานตอนล่าง กล่าวว่า ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ประจําปี 2568 ที่จะถึงอีกไม่กี่วัน ข้างหน้านี้  จะได้เชิญชวนศรัทธา สาธุชนญาติโยม ได้นํากุลบุตรเข้ามาบวชเป็นการสืบทอดพระพุทธศาสนา และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในเดือนเมษายนนี้  หลายวัด หลายอําเภอ หลายจังหวัด จัดโครงการบรรพชาสามเณรภาคฤดูร้อน  ซึ่งในแต่ละปีก็จัดเพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้าฯลฯ เนื่องในวันคล้ายวันพระราชสมภพ 2 เมษายนทุกปี ดังนั้น ในปีนี้ก็ขอเชิญชวนญาติโยม จะนำกุลบุตรหลานมาบวชสามเณร หรือจะบวชพระขอให้จัดงานบวชแบบประหยัด เรียบง่าย ยึดพระธรรมวินัย ลดค่าใช้จ่าย เลี่ยงความรุนแรงที่ยังไม่เกิด จึงจะได้ประสบสุขตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้

    ส่วนพระมหาบวร ปวรธมฺโม  เลขานุการเจ้าคณะจังหวัดนครศรีธรรมราช และเจ้าอาวาสวัดบุญนารอบ อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช ประธานเครือข่ายสังฆะเพื่อสังคมภาคใต้ตอนบน กล่าวว่า ในช่วงเดือนเมษายนนี้เป็นช่วงของการปิดภาคเรียนการศึกษาของเด็กและเยาวชน จึงขอเจริญพรเชิญชวนญาติโยมได้นำพาลูกหลานไปบวช สามเณรภาคฤดูร้อน เพื่อจะได้ศึกษาพระธรรมทางพระพุทธศาสนา และนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน และอีกส่วนหนึ่งที่ทางสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ได้พยายามรณรงค์ และสนับสนุนให้มีการจัดทำโครงการบวชสร้างสุข ทำให้เราได้มีความสุขในการที่จะได้เข้ามาบวช ไม่ว่าจะเป็นการบวชภาคฤดูร้อน หรือการบวชปกติ  หรือการบวชเพื่อเข้าพรรษา ซึ่งปัจจุบันนี้จำนวนพระสงฆ์เราก็ลดลงอย่างเห็นได้ชัด ดั้งนั้น อาตมาภาพในฐานะเครือข่ายพระสงฆ์นักพัฒนาสังฆะเพื่อสังคมภาคใต้  ก็ขอเจริญพรญาติโยม ได้นำลูกหลานไปบวช “บวชสร้างสุข ไร้ทุกข์ภัย บวชทั้งกาย บวชทั้งใจ บุญยิ่งใหญ่ ห่างไกลอบายมุข สุขยั่งยืน”

    พระครูอุดมสุวรรณสถิต เจ้าคณะอำเภอเขาชัยสน  และเจ้าอาวาสวัดสุวรรณประดิษฐาราม อ.เขาชัยสน จ.พัทลุง เครือข่ายสังฆะเพื่อสังคมภาคใต้ตอนล่าง  กล่าวว่า พื้นที่ภาคใต้ตอนล่าง ตั้งแต่จังหวัดพัทลุง ลงไปนั่นก็ถือว่าอยู่ในเครือข่ายที่จะต้องร่วมด้วยช่วยกันด้วยบางจังหวัดเป็นพื้นที่เสี่ยงภัย ขอประชาสัมพันธ์เพื่อวางแนวทางวางเป็นทัดฐานในการที่จะบวชสร้างสุขช่วง เมษายน 2568 นี้ และขอเชิญชวนพี่น้องชาวจังหวัดพัทลุง ในวันที่ 5 เมษายนนี้ อาตมาจะเป็นพระอุปัชฌาย์บรรชาสามเณรภาคฤดูร้อนของสํานักปฏิบัติธรรมพัทลุง และได้วางนโยบาย และแนวทางที่จะอบรมผู้เข้ามาบวชให้เป็นบรรทัดฐาน ว่า ตลอดงาน บวชแบบเรียบง่าย  ให้มีการสื่อสาร ประชาสัมพันธ์ ผู้ที่จะมาบวชในวัดใกล้บ้าน  มีการจัดหาอัฐบริขารให้ฟรี  ถือว่าสนองนโยบายคณะสงฆ์  และที่สำคัญตลอดระยะเวลามีของการบวชมีการอบมให้ความรู้อย่างเป็นระบบ เป็นต้น ดั้งคำขวัญที่ว่า “บวชสร้างสุข ขจัดทุกข์ได้ตลอดไป และใส่ใจบวชสร้างสุขตลอดชีวิต คิดอย่างมีคุณต่อพระพุทธศาสนา อย่างมั่นคง”

    ด้านนายชัยณรงค์ คำแดง ผู้จัดการโครงการบวชสร้างสุข และเลขานุการมูลนิธิสังฆะเพื่อสังคม ได้กล่าวส่งท้ายว่า นี่ก็ถือคำกล่าวของผู้แทนพระสงฆ์นักพัฒนาสังฆะเพื่อสังคมแต่ละภาคด้วยความเป็นห่วงคนไทยที่จะจัดงานบวชลูกหลานกลัวจะพบเรื่องที่ต้องเสียใจไปตลอดชีวิต จึงได้เชิญชวน คนไทยจัดบวชลูกหลานช่วงเทศกาลสงกรานต์ และช่วงเวลาอื่นๆ แบบ “บวชสร้างสุข” ประหยัด เรียบง่าย  ยึดพระธรรมวินัย ลดค่าใช้จ่าย ลดความรุนแรง ลดปัจจัยเสี่ยง  ลดฆ่ากันตายในงาน จะได้บุญเต็มร้อย ซึ่งถือเป็นการสืบทอดพระพุทธศาสนาอย่างแท้จริง

  • จอ.สหัสขันธ์ ขานรับนโยบาย “บวชสร้างสุข” พร้อมแจง ถึงเวลาสังคายนาพิธีกรรมงานบวชแล้ว คนอยากบวชสร้างสุขแต่การสื่อสารเข้าไม่ถึง

    จอ.สหัสขันธ์ ขานรับนโยบาย “บวชสร้างสุข” พร้อมแจง ถึงเวลาสังคายนาพิธีกรรมงานบวชแล้ว คนอยากบวชสร้างสุขแต่การสื่อสารเข้าไม่ถึง

    ค่านิยมการจัดงานบวชในสังคมไทยปัจจุบัน ส่งผลให้ชาวพุทธไทยสูญค่าใช้จ่ายหลักล้าน คนไม่มีเงิน ทุนน้อย ไม่กล้าบวช  ซ้ำร้ายการจัดงานใหญ่โต เลี้ยงฉลองน้ำเมา ทำให้เกิดเหตุการณ์ความรุนแรงและอุบัติเหตุในงานบวช มากกว่า 11 ครั้ง/ปี (95 ครั้ง จากผลสำรวจในปี 2559 – ก.ค. 2567) บาดเจ็บกว่า 23 ราย/ปี เสียชีวิตกว่า 7 ราย/ปี

    เมื่อวันจันทร์ที่ 23 กันยายน 2567 ที่ผ่านมา คณะสงฆ์จังหวัดกาฬสินธุ์ ได้จัดเวทีเสวนา ถอดบทเรียนงานบวชสร้างสุข อำเภอเมืองกาฬสินธุ์ พื้นที่ต้นแบบที่ขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะบวชสร้างสุข ภายใต้แนวคิด ประหยัด เรียบง่าย ยึดหลักพระธรรมวินัย โดยพระสงฆ์เป็นผู้นำในการสื่อสารกับ ชุมชนเจ้าภาพในการจัดงานบวชแบบเรียบง่าย เพื่อสร้างต้นแบบ ของการจัดงานบวช ต้านทานกระแสสังคมนิยม ที่มีค่านิยมการจัดงานบวชใหญ่โต แข่งขันฐานะ หน้าตาในสังคม อันส่งผลกระทบต่อพระพุทธศาสนา และสุขภาวะของชุมชน    

    พระครูจันทธรรมานุวัตร รองเจ้าคณะจังหวัดกาฬสินธุ์ องค์ประธานในเวทีเสวนา ได้กล่าวถึงการขับเคลื่อนงานที่ผ่านมาที่ทางคณะสงฆ์เองได้มุ่งมั่นตั้งใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพระเดชพระคุณ พระเมธีวัชราจารย์ เจ้าคณะจังหวัดกาฬสินธุ์ ได้สนับสนุนอย่างเต็มที่นโยบายบวชสร้างสุข  ดังนั้น รูปแบบที่จะบวชแก่บุคคลแบบสร้างสุขเข้ามาในพระพุทธศาสนา ให้กับคนในสังคม มีการยกย่องเชิดชูผู้ที่บวช ให้รู้สึกภาคภูมิใจ ในสิ่งที่ตนทำและเป็นแบบอย่างให้กับสังคม ในเวทีครั้งนี้เองก็จะมาร่วมกันสะท้อนบทเรียน ที่เราร่วมกันขับเคลื่อนมา เราได้มีการเก็บข้อมูลสถิติ จำนวน นาค หรือเจ้าภาพที่จัดงานบวชเข้ามาแบบเรียบง่าย ตามสิ่งที่เรารณรงค์

    สิ่งสำคัญในการแลกเปลี่ยนเสวนาครั้งนี้ อยากจะฝากกับทุกท่าน ที่เป็นเจ้าคณะ พระสังฆาธิการ โดยเฉพาะพระอุปัชฌาย์ เราควรที่จะร่วมกันส่งเสริมให้มีการบวชฟรี ตามวาระโครงการ จะทำให้ผู้ที่สนใจจะบวช เข้ามาบวชเยอะ สิ่งที่พวกเราทำตรงนี้ถือว่าเป็นต้นทาง กลางทางคือการที่ผู้บวชเข้ามาแล้วเราช่วยอบรมบ่มนิสัย ฝึกปฏิบัติ ปลายทางเมื่อเขาลาสิกขาออกไป หากมีการติดตามได้ก็จะเป็นการดี ว่าการที่เขาเข้ามาบวชในโครงการบวชสร้างสุข แล้วเมื่อลาสิกขาไปนั้นเป็นอย่างไร มีคุณภาพชีวิตที่ดี เป็นผู้มีอาชีพสุจริตดี ดำรงตนดีหรือ ไม่ก็จะเป็นการดี จากการขับเคลื่อนงานในส่วนของอำเภอเมืองเอง คณะสงฆ์เราเองก็มองเห็นว่า เป็นโครงการที่ดี ควรค่าแก่การรักษา และทำอย่างต่อเนื่อง มีการขยายผลไปยังพื้นที่อำเภออื่น ๆ ต่อไป

    พระครูปริยัติพุทธิคุณ (ฐิตคุโณ) เจ้าอาวาสวัดใต้โพธิ์ค้ำ ผู้รักษาการแทนเจ้าคณะอำเภอเมืองกาฬสินธุ์ กล่าวว่า ที่ผ่านมาทางวัดไม่ได้สนับสนุนแนวคิดเรื่องการแห่นาคเสียงดัง และมีค่าใช้จ่ายเป็นจำนวนมากๆ ในการจัดงานบวชโดยได้ให้แนวคิดว่าใครอยากได้บุญเยอะก็ให้จัดแบบเรียบง่าย ถ้ามีขบวนแห่นาคเสียงดังๆ ก็ให้แห่ได้จากบ้านมาแต่ไม่อนุญาตให้เข้ามาแห่ภายในวัด เมื่อมีนโยบายงานบวชสร้างสุขของอำเภอเมืองก็ได้เปิดทางเลือกให้ญาติโยมผู้ที่จะบวชลูกหลาน ไม่ต้องมีค่าใช้จ่ายเยอะมีแพ็คเกจเลือก 10,000 บาททางวัดจัดการอำนวยความสะดวกให้ครบจนเสร็จสิ้นงาน มีสถานที่ จัดตั้งกองบวชให้ ข้าวปลาอาหารเลี้ยงพระได้ทั้งวัด และที่สำคัญปัจจัย 10,000 บาทได้ถวายพระภิกษุสามเณรที่เป็นนักเรียนนักศึกษาภายในวัดด้วย

    ในส่วนของบทเรียนการขับเคลื่อนงานบวชสร้างสุขของอำเภอเมืองกาฬสินธุ์ เจ้าอธิการแดง ปญฺญาวโร เจ้าคณะตำบลบึงวิชัย วัดป่าชัยมงคล ได้กล่าวรายงานและนำเสนอในที่ประชุมว่า คณะสงฆ์อำเภอเมืองกาฬสินธุ์ได้ขับเคลื่อนงานโครงการบวชสร้างสุขโดยใช้เครื่องมือของ บันทึกความร่วมมือ (MOU) สร้างความเข้าใจและความร่วมมือของคณะสงฆ์ในอำเภอเมือง ทุกตำบล แลกเปลี่ยนและสร้างแนวทางร่วมกัน และได้มีการติดตามผลการดำเนินงานที่เกิดขึ้นพบว่า

    1. เกิดรูปธรรมต้นแบบงานบวชสร้างสุขในอำเภอเมืองกาฬสินธุ์ โดยมีเจ้าภาพให้ความสนใจร่วมจัดงานภายใต้แนวคิด งานบวชวิถีใหม่ เรียบง่าย เหมาะสม ลดปัจจัยเสี่ยง เลี่ยงโควิดยึดพระธรรมวินัย มากกว่า 30 งาน มีพระที่ผ่านกระบวนการบวชสร้างสุข ไม่ต่ำกว่า 59 รูป ซึ่งสามารถประหยัดค่าใช้จ่ายในการจัดงานจัดงาน โดยคิดเฉลี่ยงานละ 100,000 บาท x 59 นาค/รูป กว่า 5,900,000

    2. เกิดนวัตกรรมการเชิดชูผู้ที่บวชสร้างสุข ผ่านการมอบใบประกาศเกียรติคุณ ให้กับผู้ที่ผ่านกระบวนการบวชสร้างสุข และยังเป็นการสื่อสารไปยังผู้ที่ตัดสินใจจะบวชในอนาคตอีกด้วย ทั้งนี้ อำเภอเมืองกาฬสินธุ์ถือเป็นต้นแบบขยายไปสู่ ภาคอื่น ๆ ทั่วประเทศ และถือว่าเป็นการประทับตราว่า การบวชแบบเรียบง่ายคือการจัดงานบวชที่ถูกต้องตามหลักพระธรรมวินัย แก่ชาวพุทธ

    3. เกิดการสร้างการสื่อสาร รณรงค์ งานบวชสร้างสุขใบหลายรูปแบบ วัดต่าง ๆ ของอำเภอเมืองกาฬสินธุ์ ได้มีการติดป้ายรณรงค์ ภายในพื้นที่ และการสื่อสารผ่านสื่อสังคมออนไลน์อีกหลากหลายช่องทาง เช่น มีการ    ไลฟ์สด ผ่าน Facebook มีการสร้างคอนเทนต์ผ่าน TikTok  ในการรณรงค์ เชิญชวนให้บวชสร้างสุข เป็นต้น

    4. เกิดการประสานความร่วมมือการขับเคลื่อนงานบวชสร้างสุข ระหว่าง วัด บ้าน ราชการ

    ด้าน พระครูสิริพัฒนนิเทศก์ เจ้าคณะอำเภอสหัสหัสขันธ์ ขานรับนโยบาย “บวชสร้างสุข” นำมาขยายผลต่อร่วมกับคณะสงฆ์ในอำเภอ ในทุกตำบล พร้อมกับให้สัมภาษณ์ว่า ในฐานะเจ้าคณะอำเภอสหัสขันธ์ ซึ่งเป็นอำเภอเล็ก ๆ ที่ยังไม่ได้เข้าร่วมในโครงการบวชสร้างสุขมาก่อน แต่ก็ได้ศึกษาข้อมูลในส่วนพื้นที่ ที่ดำเนินการแล้วก็เล็งเห็นว่า เป็นนวัตกรรมเป็นแนวความคิด เป็นความพยายามของหลากหลายฝ่ายที่อยากจะให้ การบวช เป็นบุญพิธีที่เกิดประโยชน์กับพี่น้องประชาชนจริง ๆ แล้วที่สำคัญ คือพื้นฐานการบวชในพื้นที่อำเภอสหัสขันธ์ ก็คล้ายกับพื้นที่อื่นทั่วไป ที่มีค่านิยมไปตามกระแสความนิยมของทางโลก เพราะฉะนั้น เราก็พบปัญหานี้มายาวนานพอสมควร เราก็เล็งเห็นว่าโครงการนี้เป็นการสร้างความเข้าใจ สร้างค่านิยมและทิศทางที่ถูกต้อง  อย่างน้อยที่สุด ก็จะทำให้เห็นว่าการบวชไม่ใช่เรื่องที่จะยุ่งยากต้องเสียเงินทองอะไรมากมาย

    เรายอมรับว่าสถานการณ์พระพุทธศาสนาในปัจจุบัน เฉพาะประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการบวชเ เราก็เห็นว่ามันเปลี่ยนไปมากพอสมควรอย่าง เช่นว่าการบวช คือการพัฒนาคุณภาพชีวิตส่วนตัว แล้วก็ครอบครัว รวมไปถึงสร้างเครดิตในสังคมหมายความว่าคนได้บวชก็หมายถึงคนที่ผ่านกระบวนการพัฒนาตัวเองทางด้านจริยธรรม เราพบว่าทั้ง 3 ด้าน ทั้งในระดับส่วนตัว ครอบครัว และสังคม มันเปลี่ยนไปพอสมควร กลายเป็นการบวชตามเงื่อนไข การบวชตามพิธีกรรม หรือการบวชตามคำแนะนำของผู้ใหญ่ แต่ไม่ได้เกิดจากแรงบันดาลใจภายใน ส่วนหนึ่งเกิดจากคนรุ่นใหม่ ที่มีการเรียนรู้ มีการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร จากสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ ทำให้เขาเข้าใจว่า แต่ละยุคแต่ละสมัยมีพิธีกรรมที่ไม่เหมือนกัน กลับไปยึดเอาหลักการของสังคมสมัยใหม่ ที่ไม่ได้ถูกต้องถูกหลักตามพระธรรมวินัยในสมัยพุทธกาลเลย เราจึงมองว่ามันถึงเวลาแล้วที่คณะสงฆ์เราจะต้องสังคายนา พิธีกรรมงานบวช อย่างน้อยที่สุดก็ขอให้สอดคล้องกับพระธรรมวินัย เราเชื่อว่า ถ้าเราทำได้อย่างนั้นจริง ๆ ก็จะเป็นการตอบโจทย์ เป้าหมายของโครงการบวชสร้างสุขแน่นอน

    จากการถอดบทเรียนการดำเนินงานครั้งนี้ คณะสงฆ์ได้สะท้อนข้อมูล ค่านิยมความเชื่อของคนในพื้นที่ และผลสำเร็จที่เกิดขึ้นตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาที่สำคัญ

    1) ระดับนโยบาย เจ้าคณะจังหวัด เจ้าคณะอำเภอให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ และยังปฏิบัติให้เป็นแบบอย่างด้วย

    2) การมีส่วนร่วมของคณะสงฆ์และให้ความร่วมมือ มีการประชุมระดมความคิด ออกแบบร่วมในการทำงาน และร่วมแสดงผลข้อมูลการดำเนินงาน นาคมาบวชแบบสร้างสุขกี่งาน บวชตามปกติกี่งานอย่างชัดเจน

    3) ข้อมูลชาวบ้านส่วนใหญ่มีความต้องการที่จะบวชแบบสร้างสุขเรียบง่าย แต่ขาดผู้นำ ขาดวัดที่มีความชัดเจนในทางปฏิบัติ อยากบวชแต่ประหนึ่งว่าวัดเข้ายากทั้งที่เปิดประตูไว้

    4) ต้องผลักดันแนวคิดบวชสร้างสุข ให้มีกระบวนการเรียนรู้ ทำความเข้าใจในการอบรมพระอุปัชฌาย์ในระดับจังหวัด

    5) ปัญหาอุปสรรคที่สำคัญ คือ การสื่อสารรูปแบบ ของการบวชสร้างสุข ต้องทำอย่างไร บวชที่วัดไหน ยังไม่มากพอ และยังไม่สามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายชาวบ้านได้อย่างทั่วถึง

    แนวทางการดำเนินงานต่อไปที่ประชุมเห็นร่วมกัน 

    1) ต้องทำให้เกิดเครือข่ายร่วมขับเคลื่อน วัด บ้าน ราชการ จัดงานบวชสร้างสุข

    2) สนับสนุนกระบวนการพูดคุย ทั้งคณะสงฆ์ ฆราวาส หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตำรวจ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน พระสงฆ์ สำนักงานพระพุทธศาสนา วัฒนธรรม แต่ละพื้นที่ หมู่บ้าน ตำบล

    3) พัฒนาช่องทางการสื่อสาร รูปแบบการสื่อสาร ให้มีการสื่อสารอย่างต่อเนื่อง ถึงคุณค่าการบวชที่ถูกต้องตามหลักพระธรรมวินัย ลดผลกระทบจากการจัดงานบวชที่นอกกรอบพระพุทธศาสนา รูปแบบดำเนินการ มีวัดไหนอย่างไร ที่หลากหลาย 

    4) ผลักดันให้เกิดนโยบายสาธารณะ ข้อตกลงร่วมกัน ที่เห็นประโยชน์ ในระดับต่างๆ จังหวัด อำเภอ ตำบล หมู่บ้าน โดยการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน


    ชัยณรงค์ คำแดง

    ดิษณุลักษณ์ ไพฑูรย์

  • “ความท้าทายครั้งสำคัญของพระสงฆ์ กับบทบาทการเป็นนักสื่อสารเพื่อสร้างสังคมสุขภาวะ”

    “ความท้าทายครั้งสำคัญของพระสงฆ์ กับบทบาทการเป็นนักสื่อสารเพื่อสร้างสังคมสุขภาวะ”

    ในยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว สังคมไทยเผชิญกับปัญหาและความท้าทายต่าง ๆ มากมาย ที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ  กาย จิต  และสังคมโดยรวม พระสงฆ์ในฐานะผู้นำทางจิตวิญญาณ ที่มีบทบาทสำคัญในการเป็นทั้งผู้นำ ผู้ให้  ผู้ส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม และค่านิยมที่ดีงาม รวมไปถึงการนำเสนอแนวทางเลือกการดำเนินชีวิตที่สอดคล้องกับหลักธรรมคำสอนในพุทธศาสนา อย่างไรก็ตาม พระสงฆ์ยังเผชิญกับความท้าทายสำคัญในการสื่อสารกับสังคมสมัยใหม่ ความท้าทายเหล่านี้  ได้แก่ ช่องว่างระหว่างวัย ที่พระสงฆ์ส่วนใหญ่มีอายุมาก ภาษาและวิธีการสื่อสาร อาจไม่เข้าถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่ เทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ทำให้พระสงฆ์ต้องปรับตัว เรียนรู้ และใช้เทคโนโลยีใหม่ ๆ ในการสื่อสาร ความหลากหลายของสังคมไทยทั้งทางวัฒนธรรม ศาสนา และความเชื่อ พระสงฆ์ต้องสื่อสารให้เข้าถึงและเข้าใจคนกลุ่มวัยต่างๆ และที่สำคัญ ปัจจุบัน ข้อมูลข่าวสารมีมากมาย และหลากหลาย  ซึ่งก็มีข้อมูลจำนวนมากเช่นกันไม่ถูกต้อง บิดเบือน พระสงฆ์ต้องมีความรู้ เครื่องมือที่จะกลั่นกรอง แล้วเลือกนำเสนอข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้อง เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้กับประชาชน และพระพุทธศาสนา  การจะรับมือกับความท้าทายเหล่านี้จะทำอย่างไร   พระสงฆ์ยุคนี้จำเป็นต้องพัฒนาตนเองให้มีความรู้ ทักษะวิธีการสื่อสารสามารถใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ให้เป็นเครื่องมือ นำไปสู่การพัฒนาบทบาทการเป็นพระนักสื่อสารในสังคมปัจจุบัน

    เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน ถึง วันที่ 1 กรกฎาคม 2567 ที่ผ่านมาโครงการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะงานบวชสร้างสุขด้วยหลักพุทธธรรม โดย มูลนิธิสังฆะเพื่อสังคม ร่วมกับ CoFact มหาวิทยาลัยมหาสารคาม เครือข่ายพระสงฆ์นักพัฒนาสังฆะเพื่อสังคมภาคอีสานบน ล่าง  และภาคีเครือข่าย ด้านการสื่อสารสาธารณะ ได้จัดอบรมเชิงปฏิบัติการถวายความรู้ พัฒนาศักยภาพพระนักสื่อสาร ภาคอีสาน “ทักษะการรู้เท่าทันสื่อและทักษะการตรวจสอบข้อมูลด้วยเครื่องมือดิจิทัล” ให้กับเครือข่ายพระสงฆ์นักพัฒนา ภาคอีสานบน และภาคอีสานล่าง ในจังหวัดร้อยเอ็ด กาฬสินธุ์ มหาสารคาม สกลนคร ขอนแก่น หนองคาย นครพนม เลย อุดรธานี หนองบัวลำภู บึงกาฬ อุบลราชธานี อำนาจเจริญ ศรีสะเกษ ยโสธร มุกดาหาร นครราชสีมา ชัยภูมิ บุรีรัมย์ และสุรินทร์ ณ วัดโพธิการาม ตำบลโพนสูง อำเภอปทุมรัตต์ จังหวัดร้อยเอ็ด

    เพื่อเสริมศักยภาพเครือข่ายพระนักสื่อสารในพื้นที่ชุมชนภาคอีสานให้ร่วมเป็นนักตรวจสอบข้อมูล (Fact-checker) โดยให้มีทักษะการรู้เท่าทันสื่อ และทักษะการตรวจสอบข้อมูลด้วยเครื่องมือดิจิทัล เพื่อพัฒนาทักษะการผลิตสื่อสร้างปัญญาให้สังคม สกัดสื่อร้าย สื่อที่บิดเบือนในหลักคำสอนของพระพุทธศาสนา ขยายสื่อดี หลักการ หลักธรรมที่ถูกต้อง ในพระพุทธศาสนา กับการดำเนินชีวิตในสังคม และเพื่อวางแผนในการสร้างการสื่อสารสาธารณะงานบวชสร้างสุขระดับพื้นที่/ภาค ที่ออกแบบและพัฒนาโดยพระนักสื่อสาร

    โดยภายในกิจกรรม ได้พัฒนาทักษะการใช้เครื่องมือดิจิทัลในการสืบข้นข้อมูลที่ถูกต้อง การใช้เครื่องมือ Canva ในการออกแบบ ผลิตสื่อแบรนด์เนอร์ การเล่าเรื่อง และการตัดต่อวิดีโอ เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการสื่อสาร พบว่าพระสงฆ์มีความตื่นตัว และให้ความสนใจเรียนรู้เป็นอย่างมาก

              พระครูโพธิวีรคุณ เจ้าคณะอำเภอปทุมรัตต์ เจ้าอาวาสวัดโพธิการาม และคณะกรรมการมูลนิธิสังฆะเพื่อสังคม กล่าวว่า ความสำคัญในการสื่อสารในการเผยแผ่ธรรมะ ในการติดต่อประสานงาน สื่อสารกับญาติโยม ถ้าพระเราไม่รู้ จักวิธีการสื่อสาร ก็อาจจะไม่สามารถเข้าถึงญาติโยมได้

    เพราะบทบาทของพระสงฆ์เรา จะต้องมีการเผยแผ่ธรรม มีการอบรมสั่งสอน และคลุกคลีกับญาติโยม ไปบิณฑบาตในงาน ในกิจนิมนต์ต่าง ๆ เท่าเรารับรู้ข้อมูลก็จะช่วยสื่อสารกับญาติโยมได้ อีกหนึ่งสิ่งญาติโยมนั้นมีหลายระดับ มีเด็กมีวัยวุ่น วัยกลางคน ผู้สูงอายุ บางครั้งชุมชน ไม่รู้เท่าทันสื่อ การเข้าถึงสื่อ การนำเสนอธรรมมะ การนำเสนอข้อมูลต่าง ๆ ยิ่งในปัจจุบันมีทั้งในสิ่งที่เป็นจริงไม่เป็นจริง บิดเบือนไม่บิดเบือน สื่อออนไลน์ทั้งหลายทั้งปวงเหล่านี้ ถ้าพระท่านรู้ ว่าทิศทาง การนำเสนอสื่อมันเป็นอย่างไร เราจะนำมาใช้ประโยชน์ในทางพระพุทธศาสนาได้อย่างไร การนำเสนอข้อมูล การเผยแผ่ธรรมะ ให้เข้าถึงญาติโยมต้องใช้วิธีการแบบไหน การเข้าใจการสื่อสารเป็นสิ่งสำคัญ แม้แต่ในครั้งพุทธกาล พระพุทธเจ้า หยิบกิ่งไม้ขึ้นมาก็ใช้สื่อสารสอนธรรมะได้ เปรียบเป็นอุปกรณ์ในการสื่อสาร แต่ว่าทุกวันนี้ โลกสมัยใหม่ในการสื่อสารออนไลน์ มันเร็ว เมื่อเร็วแล้วจิตใจเราต้องมีสติ มีสมาธิมากขึ้น การที่เรารู้สติก็หมายถึงการที่เรารู้ว่า อันไหนเท็จอันไหนจริง อันไหนคือสิ่งที่ถูกต้อง รู้เท่าทัน ฉะนั้นบทบาทของพระสงฆ์ไม่ใช่จะเป็นฝ่ายที่รับอย่างเดียว จะต้องเป็นฝ่ายให้ด้วย ให้ความรู้ ให้สติกับญาติโยมได้ จึงเป็นสิ่งจำเป็นและสำคัญที่พระสงฆ์จะต้องมาเรียนรู้เรื่องการสื่อสารครั้งนี้ อีกประการสำคัญ สิ่งที่พระสงฆ์กำลังขับเคลื่อนกันอยู่ตอนนี้ คือ การส่งเสริม การบวชสร้างสุข ถ้าเราทำกันอยู่แคบ ๆ ไม่บอกกล่าวประชาสัมพันธ์ญาติโยมก็ไม่รู้ และเข้าไม่ถึง หรือเข้าถึงได้น้อย

    อาจารย์อังคณา พรมรักษา ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายพัฒนานิสิตมหาวิทยาลัยมหาสารคาม กล่าวถึงความจำเป็นและสำคัญในการอบรมครั้งนี้ว่า เรามองว่า พระสงฆ์เอง เป็นกลุ่มที่มีความใกล้ชิดกับชุมชนมากที่สุด ในชีวิตประจำวัน เราจึงมองว่า เป็นโอกาสสำคัญ ที่จะได้มาถวายความรู้ และนิมนต์เชิญชวนให้พระสงฆ์มาร่วมเป็น Fact-checker ร่วมกัน โดยพลังเครือข่ายของการเป็นพระนักสื่อสาร ที่จะได้ช่วยญาติโยมในการตรวจสอบข้อมูลความเป็นจริงในปัจจุบัน ช่วยเตือน ช่วยให้สติกับญาติโยมในชุมชนที่เสพสื่อ ข่าวสารข้อมูลที่มีมากมายในปัจจุบัน

    พระพานุ พุทฺธิสโร ผู้เข้ารับการถวายการอบรมครั้งนี้ กล่าวถึงการเข้าร่วมกิจกรรมในครี้งนี้ว่า ครั้งนี้ได้ตั้งใจมาร่วมเพื่อเสริมศักยภาพตนเองในการผลิตสื่อ การทำวิดีโอ การตัดต่อ เพื่อจะนำไปต่อยอดในการผลิตสื่อ เผยเผยแผ่ งานบุญ งานกิจกรรมต่าง ๆ ภายในวัด เพื่อสื่อสารกับญาติโยม ผ่านเพจประชาสัมพันธ์ของวัด โดยรวมแล้วคิดว่าในยุคคปัจจุบัน การสื่อสารถือเป็นเรื่องสำคัญ อนึ่งถือเป็นการเผยแผ่ธรรมะ ที่เข้าถึงญาติโยมได้ง่าย และรวดเร็ว จากการมาอบรมครั้งนี้ ทำให้อาตมาภาพได้เรียนรู้หลายอย่างที่ตัวเองไม่เคยรู้ และไม่เคยทำมาก่อน

    เช่น ข้อมูลข่าวสารที่มันมีในปัจจุบัน ที่บางครั้งก็เป็นปัญหาอยู่เหมือนกันถ้าหากมีการสื่อสารในทางที่ผิด การเข้าร่วมอบรมครั้งนี้ได้ทักษะใหม่ ๆ เช่น การทำแบรนด์เนอร์ การทำคลิปวิดีโอ ก็คิดว่า จะนำความรู้ที่ได้ในครั้งนี้ ไปต่อยอดในวัด ในชุมชนต่อไป

    ด้านนายชัยณรงค์ คำแดง ผู้ช่วยเลขานุการมูลนิธิสังฆะเพื่อสังคม และผู้จัดการโครงการบวชสร้างสุข ได้กล่าวถึงความคาดหวังในการจัดการอบรมครั้งนี้ ว่า จุดอ่อนของพระสงฆ์ที่ไม่สอดคล้องกับการสื่อสารยุคใหม่ มีอยู่ 2 ลักษณะ คือ 1) ธรรมเนียมปฏิบัติของพระสงฆ์ ถ้ายอมรับอะไร นิ่ง  หรือภาษาบาลีว่า “ตุณฺหี” คือ ให้เงียบ ไม่ต้องพูด ทำ อะไร พระสงฆ์จำนวนมากในกลุ่มไลน์ 150 รูป เมื่อรูปใดรูปหนึ่งโพสต์ น้อยมากที่จะมีผู้แสดงความรู้สึกให้คนอื่นเห็น เช่น สาธุ ดีมากเลย ขออนุโมทนา ขอบคุณมากครับที่ให้ส่งมาให้เรียนรู้ หรือ กดไลค์ กดแชร์ 2) ค่านิยมทางสังคม  อดีตถึงปัจจุบันโยมจำนวนไม่น้อยที่มองพระว่า ไม่ควรเล่น โทรศัพท์ line, tik tok ,face book ทำให้พระขาดการพัฒนาตนเองด้านการสื่อสาร และการสื่อสารที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมทางพระพุทธศาสนาก็มีแต่โยมทำผลิตในสิ่งที่โยมชอบ เช่น การจัดงานบวชที่ยิ่งใหญ่ มีรถแห่ ดนตรี ดื่มกินน้ำเมาลงทุนหลักหมื่นถึงหลักล้านกว่าจะเข้าถึงศาสนาได้ ในส่วนของพระสงฆ์ไม่มีทำผลิตสื่อที่ถูกต้องตามพระธรรมวินัย เช่น จัดงานบวชแบบเรียบง่าย ประหยัด นี่ถูกต้องตามพระธรรมวินัย คืออย่างไร อย่างนี้เลย


    สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.),

    โครงการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะงานบวชสร้างสุขด้วยหลักพุทธธรรม,

  • “นาคจน งานบวชอนาถา วาทกรรมกดทับการเข้าถึงศาสนาในสังคมไทย”

    “นาคจน งานบวชอนาถา วาทกรรมกดทับการเข้าถึงศาสนาในสังคมไทย”

    “การบวชเป็นพระภิกษุในพุทธศาสนา ถือเป็นการยกระดับชีวิตมาอยู่ในหนทางอันประเสริฐ และสังคมไทยก็ยกระดับเอามาเป็นประเพณีที่มีความสำคัญและมีคุณค่าอย่างยิ่ง ทว่าในปัจจุบัน การบวชที่ไม่ได้จัดในลักษณะที่ยิ่งใหญ่หรือมีความหรูหรา ตามค่านิยมทางสังคมที่บิดเบี้ยวทับซ้อน กันมายาวนานกลับถูกด้อยค่าและมองว่าเป็น “งานบวชอนาถา” หรือ “งานบวชคนจน” วาทกรรมเช่นนี้ไม่เพียงแต่แสดงถึงการกดทับทางสังคม แต่ยังสะท้อนถึงการบิดเบือนคุณค่าอันแท้จริงทางศาสนา”

    การบวชพระในประเทศไทยมีการรับรู้และการตีความหลากหลาย ขึ้นอยู่กับบริบททางสังคมและเศรษฐกิจ ซึ่งสังคมไทย เป็นสังคมที่เรียกได้ว่ามีความหลากหลาย ทั้งทางวัฒนธรรม ความเชื่อ ประเพณี และค่านิยม แต่ละภูมิภาคในประเทศไทย จึงมีรูปแบบการจัดงานบวชที่แตกต่างกันออกไป อย่างไรก็ตาม การจัดงานบวชในปัจจุบันที่มักปรากฎเห็นบนหน้าสื่อ มักมีการเลี้ยงฉลอง อย่างยิ่งใหญ่ จัดงานใหญ่โต มีการจัดเลี้ยงฉลอง เวทีมหรสพเสพงัน กระตุ้นการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เลี้ยงฉลองอย่างเต็มที่เอาใจแขกผู้มาร่วมงาน เพราะกลัวถูกติฉินนินทา ว่าเป็นงานบวชอนาถา เจ้าภาพไม่ใจกว้าง ประหยัด ขี้เหนียว

    อีกความเชื่อว่า การบวชพระแบบยิ่งใหญ่ ซึ่งมักมีการจัดงานใหญ่โต มีแขกผู้มีเกียรติเข้าร่วม และมีการใช้จ่ายเงินจำนวนมาก มักถูกมองว่าเป็นการแสดงสถานะทางสังคมและความมั่งคั่งของครอบครัว ในทางกลับกัน การบวชพระแบบไม่ยิ่งใหญ่ที่มีลักษณะเรียบง่ายและใช้จ่ายน้อยกลับถูกมองว่าเป็น “งานบวชอนาถา” หรือ “งานบวชคนจน”  เป็นตัวอย่างหนึ่งของวาทกรรมกดทับที่พบในสังคมไทย คำเหล่านี้ถูกใช้เพื่อแสดงความดูถูกหรือด้อยค่าต่องานบวชที่จัดอย่างเรียบง่าย และไม่มีการใช้จ่ายมากมาย วาทกรรมเหล่านี้สร้างภาพลักษณ์ที่ไม่เป็นธรรมแก่ผู้ที่เลือกบวชแบบเรียบง่าย อาจเป็นเพราะพวกเขามีฐานะทางการเงินไม่ดีหรือเพราะพวกเขาเลือกที่จะไม่ใช้จ่ายมากมายในการจัดงาน การใช้คำเหล่านี้สะท้อนถึงความไม่เท่าเทียมและการแบ่งแยกทางสังคมในสังคมไทย โดยการเน้นย้ำถึงความสำคัญของการจัดงานบวชที่ยิ่งใหญ่และการใช้จ่ายมากมาย การนี้ไม่เพียงแต่ทำให้ผู้ที่บวชแบบเรียบง่ายรู้สึกด้อยค่า แต่ยังส่งผลให้เกิดความกดดันทางสังคมในการจัดงานบวชในลักษณะที่เกินความสามารถทางการเงินของบางครอบครัว

    ทั้งนี้ ในปัจจุบัน การนำเสนอของสื่อ ที่ได้กล่าวถึงเกี่ยวกับการจัดงานบวชในสังคมไทย ที่มักมีการอวย การจัดงานบวชที่มีการจัดงานอย่างยิ่งใหญ่ โปรยทานด้วยเงินหลายแสนบาท มีมหรสพฉลอง สนุกสนาน แต่ในทางกลับกัน งานบวชที่มีการจัดอย่างเรียบง่าย เดินแห่นาค แบบสงบไร้แขกมาร่วมงาน มีเพียงพ่อแม่ และญาติพี่น้องไม่กี่คน เดินตามหลัก สื่อได้หยิบยกมาเล่าด้วยความเอ็นดู บางสื่อ สื่ออกมาในแนวน่าสงสาร มีการพาดหัวว่า เป็น นาคจน นาคกำพร้าบ้าง งานบวชไร้แขกร่วมงาน ย่องบวชแบบเงียบๆ บ้าง สะท้อนให้เห็นถึงการกดทับคุณค่าในการจัดงานบวช

    พระอธิการแดง ปญฺญาวโร เจ้าอาวาสวัดป่าชัยมงคล จ.กาฬสินธ์ุ ได้กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า เรามา สร้างค่านิยมใหม่ในการบวช อย่าไปมองว่าคนที่บวชแบบเรียบง่าย เป็นงานบวชอนาถา แต่ให้มองกลับกันว่า งานที่จัดพิธีแบบเอิกเกริก สิ้นเปลือง มัวเมาไปด้วยอบายมุข เป็นงานบวชอนาถา น่าสงสารที่ศรัทธาเสื่อมถอยลง ปัญญามีน้อยลง

    พระครูบวรสังฆรัตน์ รองเจ้าคณะอำเภอกันทรารมย์ เจ้าอาวาสวัดจำปา บ้านหัวนา อ.กันทรารมย์ จ.ศรีสะเกษ ได้กล่าวถึงการจัดงานบวชว่า การจะมาบวช ไม่ต้องมีค่าใช้จ่ายฟุ่มเฟือยเลย มาแต่ตัว และความศรัทธาตั้งมั่นในพระพุทธศาสนา ผ้าไตรก็มี บาตรก็มี อัฐบริขาร ครบเครื่อง ให้มาเอาที่วัด ไม่ต้องใช้จ่าย ไม่มีเงิน หรือมีเงินน้อยก็บวชได้

    ด้านนายชัยณรงค์ คำแดง   ผู้ช่วยเลขานุการมูลนิธิสังฆะเพื่อสังคม และผู้จัดการโครงการบวชสร้างสุข ได้กล่าวว่า  สังคมไทย ณ ปัจจุบัน พอพูดถึงงานบวช มักนึกถึง ดนตรี รถแห่ หมอลำ  เสื้อทีมเพื่อนนาคก่อนที่จะนึกว่า พระอุปัชฌาย์ว่างวันไหน หรือตั้งคำถามกับตนเองว่า เราจะบวชทำไม เพื่ออะไร บวชแล้วจะได้อะไร ในเวลานิดเดียวที่เรามีโอกาสได้บวชนี้ ดังนั้น ภาพที่เราเห็นงานบวชจะมีแต่ความสนุกสนาน บางมากเกินเลยอนาจาร หรือรุนแรงถึงขั้นฆ่ากันตาย สร้างความขัดแย้งระหว่างชุมชน เช่น กรณียิงกันในงานแห่นาคเต้นรถแห่งานบวชของวัยรุ่น 2 ชุมชนเมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2567 ยิงถล่มขบวนแห่นาคเจ็บ 5 ราย ณ บ้านห้วยอำเภอขุขันธ์จังหวัดศรีสะเกษ


    สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.),

    โครงการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะงานบวชสร้างสุขด้วยหลักพุทธธรรม,

  • จะบวชลูกทั้งที จัดงานใช้เงินมากกว่า 600,000 บาท ถึงแม้หวังประหยัดยังต้องมีเงินจัดงานมากกว่า 50,000 บาท คนยากจนจะบวชได้อย่างไร

    จะบวชลูกทั้งที จัดงานใช้เงินมากกว่า 600,000 บาท ถึงแม้หวังประหยัดยังต้องมีเงินจัดงานมากกว่า 50,000 บาท คนยากจนจะบวชได้อย่างไร

    เมื่อวันเสาร์ที่ 15 มิ.ย.67 คณะทำงานขับเคลื่อนงานเครือข่ายพระสงฆ์นักพัฒนาสังฆะเพื่อสังคมภาคกลาง ประชุมค้นหารูปแบบโมเดลบวชสร้างสุขภายใต้ ความเชื่อ ค่านิยมของคนภาคกลาง เพื่อขับเคลื่อนบวชสร้างสุข  ณ วัดหนองกระเบียน ต.หนองกระเบียน อ.บ้านหมี่ จ.ลพบุรี นำโดย พระครูวิสารทธรรมาภรณ์ เจ้าอาวาสวัดหนองกระเบียน จ.ลพบุรี พระครูสุนทรวิริยาภิวุฒิ, ดร. นักวิชาการภาค เจ้าอาวาสวัดโคนอน จ.สิงบุรี  พระครูวินัยธรปัญญา จิตฺตปญฺโญ  ผู้ประสานงานงานภาค พร้อมด้วยพุทธอาสาด้านต่างๆ นำโดย รศ.ดร.กาสัก เต๊ะขันหมาก นักวิชาการภาค นางสาวภรธิดา เวียงสงค์ การเงินภาค และพุทธอาสาอีกจำนวนหนึ่งเข้าร่วมแลกเปลี่ยน โดยมีนายชัยณรงค์ คำแดง ผู้ช่วยเลขานุการมูลนิธิสังฆะเพื่อสังคม และผู้จัดการโครงการบวชสร้างสุข อำนวยการในเวที

    ที่สำคัญผู้ร่วมแลกเปลี่ยนครั้งนี้มีทั้ง ทายกวัดที่เป็นปราชญ์ชาวบ้านทำหน้าที่แทบแทนเจ้าอาวาส อดีตผู้อำนวยการโรงเรียน คณะกรรมการวัด สมาชิก อบต. ผู้นำกลุ่มสตรี ผู้ใหญ่บ้านหญิงคนใหม่ ร่วมให้ข้อมูลแลกเปลี่ยนอย่างน่าสนใจอย่างยิ่งกับข้อมูล พบว่า ค่านิยมของชุมชนที่นี่การจัดงานบวชที่ผ่านมามีเลี้ยงแขกโต๊ะจีน รถแห่  เลี้ยงฉลองเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ค่าใช้จ่ายมากกว่า 600,000 บาทตต่องาน ถึงแม้ ท่านพระครูวิสารทธรรมาภรณ์ เจ้าอาวาสวัดหนองกระเบียน และผู้นำชุมชน จะพยายามรณรงค์ เชิญชวนให้ชาวบ้านจัดงานบวชลูกหลานอย่างประหยัดแล้ว ที่ผ่านมาพบว่า

    คณะทำงานขับเคลื่อนเครือข่ายสังฆะเพื่อสังคมภาคกลาง ได้เห็นโมเดลของวัดหนองกระเบียน ในรูปแบบการจัดงานบวชซึ่งเป็นค่านิยมของชุมชนที่มีความเชื่อต่อเนื่องมายาวนาน รูปแบบ “การเอางานบอกบุญ” ช่วยมา 500 คืน 1,000 เป็นวัฏจักร จัดงานต้องบอกบุญแขกจำนวณมากๆ มีมหรสพ รถแห่ โดยยึดเอาค่านิยมเป็นตัวตั้ง ไม่ได้เอาพระธรรมวินัยเป็นที่ยึด  ดังนี้ ได้เห็นร่วมกัน ที่จะต้องมีการขยายผลหนองกระเบียนโมเดล เพื่อให้ชาวพุทธที่จะบวชได้รับประโยชน์สูงสุดตามหลักการทางศาสนาที่รับกุลบุตรเข้ามาบวช เพื่อ “ประโยชน์เกื้อกูลและเพื่อความสุขของชนหมู่มาก”

    เพื่อปรับค่านิยมทางสังคมที่จัดงาน มุ่งตอบโจทย์ทางเศรษฐกิจ ลดค่าใช้จ่าย  มุ่งหน้าตาเจ้าภาพ มุ่งความสนุกสนานเกินไป มุ่งกระตุ้นให้เกิดการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ที่ส่งเสริมให้ทำผิดกฎหมายในวัด และทำให้พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาที่เข้าถึงยาก ภายใต้หลักการใช้หลักธรรมนำโลก “พระแข็งแรง วัดมั่นคง ชุมชนเป็นสุข”

    คณะทำงานเครือข่ายภาคกลาง ต้องดำเนินการ 1)  คัดเลือก กลุ่มวัดแกนหลัก กลุ่มวัดต้นแบบ และกลุ่มวัดเครือข่าย ในพื้นที่ภาคกลาง/ปริมณฑล  แยกให้ชัดเจน  เพื่อที่จะออกแบบการสนับสนุน สนองงานสร้างกระบวนการแลกเปลี่ยน เรียนรู้ ในประเด็นการขับเคลื่อนด้านต่างๆ ได้เหมาะสม และชัดเจนในจังหวะก้าวต่อไป และนำสู่การจัดงานบวชที่ประหยัด เรียบง่าย ยึดพระธรรมวินัย เริ่มจากผู้กล้าที่มีศรัทธา ใกล้วัด ใกล้ธรรม จัดงานต้นแบบ ในพื้นที่ภาคกลาง ให้เห็นเป็นรูปธรรม  ปรับค่านิยม “หยุดทำพระพุทธศาสนา ให้เป็นศาสนาที่เข้าถึงยาก” เพราะถ้าพระพุทธศาสนาเข้าถึงยาก จะจัดงานบวชทีต้องใช้เงินมากมายเหมือนชุมชนวัดหนองกระเบียน เท่ากับร่วมกันทำลายหลักการพระพุทธศาสนา และทำลายพระพุทธศาสนาเสียเองทั้งพระและชาวพุทธ


    สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.),

    โครงการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะงานบวชสร้างสุขด้วยหลักพุทธธรรม,

  • จัดงานบวชสร้างสุขเพียง 2 ปีครึ่ง ชาวพุทธประหยัดค่าใช้จ่ายได้มากกว่า 100 ล้าน

    จัดงานบวชสร้างสุขเพียง 2 ปีครึ่ง ชาวพุทธประหยัดค่าใช้จ่ายได้มากกว่า 100 ล้าน

    เครือข่ายพระสงฆ์นักพัฒนา ให้สติชาวพุทธหยุดทำลายศาสนา จัดงานบวชใช้เงินตั้งหลายแสน แถมเป็นหนี้ระยะยาว นั่นไม่ใช่พิธีปฏิบัติตามพระธรรมวินัย  ควรจัดงาน “บวชสร้างสุข ยึดพระธรรมวินัย ประหยัด เรียบง่าย”

    เมื่อวันที่ 20-21  มีนาคม 2567 เครือข่ายพระสงฆ์นักพัฒนาสังฆะเพื่อสังคมผู้แทน 9 ภาค ได้สัมมนาถอดบทเรียนการขับเคลื่อนงานบวชสร้างสุข  ณ วัดห้วยยอด อำเภอห้วยยอด จังหวัดตรัง และวัดลานแซะ อำเภอนาขยาด จังหวัดพัทลุง โดยได้มีการทบทวน ผลการดำเนินงานของแต่ละภาค และสะท้อนข้อมูลหลักการบวชในพระพุทธศาสนา, ผลการสำรวจสถานการณ์การจัดงานบวชของสังคมไทย, และการสังเคราะห์ลักษณะการจัดงานบวชของสังคมไทยในปัจจุบัน โดยสรุป ดังนี้

    1) หลักการบวชในพระพุทธศาสนา : เพื่อประโยชน์เกื้อกูล (พหุชนหิตาย) เพื่อความสุขของคนจำนวนมาก (พหุชนสุขาย) และที่สุดเพื่อเกื้อการุณย์แก่โลก (โลกานุกมฺปาย) สำหรับผู้ที่เข้ามาบวชในพระพุทธศาสนา วัตถุประสงค์สำคัญ คือ เพื่อศึกษาหลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า และเพื่อทดแทนคุณผู้มีพระคุณ เช่น พ่อแม่ ครูบาอาจารย์ เป็นต้น

    2) ผลการสำรวจความคิดเห็นของคนไทยตัวแทน 9 ภาค 9 จังหวัด ต่อคำถามที่ว่า ท่านเห็นด้วยหรือไม่ในการส่งเสริมให้การจัดงานบวชที่จะช่วยลดผลกระทบปัญหา ประหยัดค่าใช้จ่าย เรียบง่าย ยึดพระธรรมวินัย เน้นให้เป็นไปตามการบรรลุวัตถุประสงค์ของการบวช   ส่วนใหญ่สังคมต้องการจัดงานบวชแบบ ยึดธรรมวินัย ประหยัดค่าใช้จ่าย เรียบง่าย ลดปัญหาการทะเลาะวิวาท ความรุนแรง เน้นตามวัตถุประสงค์ของการบวชอย่างแท้จริง ซึ่งเห็นด้วยกว่า 95 เปอร์เซ็นต์ขึ้นไป

    3) ลักษณะการจัดงานบวชของสังคมไทยในปัจจุบัน

    3.1) มุ่งตอบโจทย์ทางเศรษฐกิจ นับจำนวนโต๊ะจีน เชิญแขกจำนวนมาก หวังเอาเงินซองคืน หน้าตาของเจ้าภาพ ต้องใช้จ่ายเงินเป็นจำนวนมาก ข้อมูลพบว่า การจัดงานบวชที่ผ่านมาต้องใช้เงินจำนวนมากงานขนาดเล็ก 50,000 บาท ถึง 200,000 บาท ขนาดกลาง   200,000 ถึง 500,000 บาท ขนาดใหญ่ 500,000 ถึง มากว่า 1,000,000 บาท     บางคนต้องกู้ยืมเงินมาจัดงานหวังได้เงินซองแล้วใช้คืนสุดท้ายได้เงินไม่พอต้องเป็นหนี้ระยะยาว

    3.2) การจัดงานบวชปัจจุบัน  เป็นการสร้างความแตกแยก รุนแรง ระหว่างชุมชน จากข้อมูลสำรวจสถานการณ์ความรุนแรงในงานบวชปี 2559 ถึง 2563 พบว่าความรุนแรงในงานบวชที่เป็นข่าวทางสื่อโซเซียล พบเหตุทะเลาะวิวาท 50 งานเกิดเหตุฆ่ากันตายถึง 30 ศพ  บาดเจ็บมากกว่า 80 ราย

    3.3) นอกจากนี้การจัดงานบวชในปัจจุบันเป็นการกระตุ้นให้เกิดการดื่มทั้งนักดื่มหน้าเก่า ใหม่ และเน้นความสนุกสนามมากเกินไปกว่าคุณค่า สาระสำคัญของการบวช ดังนั้น ทำให้เห็นวัยรุ่นดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และเต้นท่าต่างๆ ทั้งนอกและดื่มในวัดซึ่งผิดกฎหมายด้วย

    3.4) ค่านิยมทางสังคมในการจัดงานดังกล่าวเท่ากับการทำลายหลักการทางศาสนา และปิดกั้นการเข้าถึงศาสนา เนื่องจากผู้ที่จะบวชต้องมีความพร้อม ฐานะทางการเงิน ถ้าไม่มีต้องยืมสุดท้ายก็เป็นหนี้  ในขณะเดียวกันจากข้อมูลสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติระยะเวลา 8 ปีที่ผ่านมาสถิติประชากรสงฆ์ลดลงเฉลี่ยปีละ 10,000 รูป เป็นต้น

    ผลที่เครือข่ายพระสงฆ์นักพัฒนาสังฆะเพื่อสังคม 9  ภาค ได้ร่วมผลักดันร่วมกับหน่วยงานอื่นๆ และเชิญชวนเจ้าภาพที่มีความหนักแน่นศรัทธาเข้าใจในพระธรรมวินัย ระหว่างปี 2564-2566 (ก.ย.64-พ.ค.66) จัดงานบวชสร้างสุข ยึดพระธรรมวินัย ประหยัด เรียบง่าย ในลักษณะมาจัดงานที่วัด เพื่อหลีกเลี่ยงค่านิยมทางสังคม บางคนก็จัดงานที่บ้านโดยตรง  ในระดับพื้นที่มากกว่า 514 งาน และมีนาคที่ผ่านกระบวนการบวชพระสร้างสุข มากกว่า 825 คน/พระ สามารถประหยัดค่าใช้จ่ายในการจัดงานเฉลี่ยขั้นต่ำเทียบกับงานขนาดเล็กรายบุคคลเท่ากับ  825 รูป  x 100,000 บาท = 82,500,000 บาท (แปดสิบสองล้านห้าแสนบาท) และระหว่างเดือน กันยายน 2566 ถึง มีนาคม 2567 มีบวชสร้างสุข จำนวน 235 รูป สามารประหยัดค่าใช้จ่ายในการจัดงาน 235 รูป x 100,000 บาท = 23,500,000 บาท รวมระยะเวลา ระหว่างปี 2564 ถึง เดือน มีนาคม 2567 เครือข่ายพระสงฆ์นักพัฒนาสังฆะเพื่อสังคม

    ได้ช่วยให้ชาวพุทธประหยัดค่าใช้จ่ายในการจัดงานบวชพระ 1,060 รูป/งาน x 100,000 บาท = 106,000,000 บาท (หนึ่งร้อยหกล้านบาท)  สามารถประหยัดค่าเหล้าเบียร์ได้ 1,060 รูป/งาน x 20,000  บาท = 21,200,000 บาท (ยี่สิบเอ็ดล้านสองแสนบาท)  ระยะเวลาเพียงแค่ 2 ปีครึ่ง

    พระครูสุวรรณโพธิวรธรรม (มนัส อิ่มรัตน์) ประธานมูลนิธิสังฆะเพื่อสังคม เจ้าอาวาสวัดโพธิ์ทอง ผู้ก่อตั้งกลุ่มสัจจะสะสมทรัพย์จังหวัดจันทบุรี กล่าวว่า การบวชต้องนึกถึงหลักการทางศาสนา และวัตถุประสงค์ของการบวช สังคมได้สร้างค่านิยมที่ออกนอกกรอบพระธรรมวินัย การบวชเพื่อประโยชน์เกื้อกูลและความสุข แต่กลายเป็นความวุ้นวาย เป็นหนี้สินในการจัดงาน ทางที่ดีควรจัดงานบวชแบบเรียบง่าย ประหยัด ส่วนงบประมาณที่จะจัดงานเป็นหมื่นเป็นแสนควรตั้งวัตถุประสงค์ใหม่  ถ้าลูกจะบวชแล้วสึกควรตั้งไว้เป็นกองทุนตั้งต้นการดำเนินชีวิตของลูกดีกว่า อย่างน้อยเงิน 4-5 แสนก็สามารถชื้อบ้านได้เป็นหลัง

    พระครูภัทรธรรมคุณ ประธานเครือข่ายพระสงฆ์นักพัฒนาสังฆะเพื่อสังคมภาคกลาง  เจ้าคณะอำเภอพัฒนานิคม จ.ลพบุรี กล่าวว่า การขับเคลื่อนงานบวชสร้างสุขภาคกลาง มีความก้าวหน้าในเรื่องกระแสตอบรับเป็นอย่างดีซึ่งต้องยอมรับว่าจากข้อมูลผลสำรวจ  90 กว่าเปอร์เซ็นต์ที่โยมต้องการจัดงานบวชแบบเรียบง่าย ยึดพระธรรมวินัย และวัตถุประสงค์ของการบวชเป็นหลัก แต่ก็ต้องสู้กับค่านิยมทางสังคมที่มันฝั่งรากลึกมาต่อเนื่องซึ่งสังคมเองก็ยังไม่รู้ตัว เช่น จัดงานบวช เพื่อหน้าตา ฐานะ เจ้าภาพ เพื่อเอาคืนจากที่ตนเองได้เคยช่วยคนอื่นก่อนนั้น โดยไม่ได้เอาหลักพระธรรมวินัยเป็นตัวตั้ง และประเด็นสำคัญของภาคกลาง คือ ขาดเครือข่ายพระสงฆ์ที่มากพอในการทำให้เป็นกระแส อย่างไรก็ตาม ยังมีความเป็นในการจะทำให้โครงการงานบวชสร้างสุขสำเร็จได้ ยังยืนยันว่า ต้องทำ

    1.ค่อยเป็นค่อยไป 

    2. หาแนวร่วมในการขับเคลื่อน สร้างภาพ และการสื่อสารในวางกว้างให้เป็นกระแส 3.หาผู้มีส่วนร่วม เช่น พระสงฆ์ นายอำเภอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน

    4. ระยะยาวทำให้เป็นรูปแบบประเพณียึดถือปฏิบัติ และ

    5. มีป้ายคอยเตือนงานบวชสร้างสุข เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับเจ้าภาพ

    พระครูสมุห์วิเชียร  คุณธัมโม ประธานเครือข่ายพระสงฆ์นักพัฒนาภาคเหนือบน “การขับเคลื่อนงานบวชสร้างสุขภาคเหนือล้านนา เราเริ่มจากการพัฒนากลไกและกระบวนการดูแลเอาใจใส่ผู้ที่จะเข้ามาบวชทั้งก่อน  ระหว่างที่ยังบวชอยู่ และหลังบวชให้ครบวงจร คู่ขนานกันไป เพื่อให้เป็นพุทธศาสนิกชนที่ดีในทุกสภาวะ ให้มีคุณภาพช่วยจรรโลงพระพุทธศาสนาสืบไป โดยมีเป้าหมาย คือ “บวชอย่างมีสุขภาวะ อยู่เป็นสมณะอย่างทรงคุณค่า แม้ลาสิกขาก็ยังมีศรัทธาที่ตั้งมั่น”

    “อย่าให้ลูกหลานเรา ทั้งเมาทั้งบวช”

    พระครูโพธิวีรคุณ เจ้าคณะอำเภอปทุมรัตต์ จ.ร้อยเอ็ด ผู้ประสานเครือข่ายภาคอีสานบน  “การสร้างเครือข่ายงานบวชสร้างสุข” หมายถึง การรวมกลุ่มของพุทธศาสนิกชน, พระสงฆ์, และผู้ที่มีจิตศรัทธาที่ต้องการส่งเสริมและรักษาความเรียบง่ายและความสงบของพิธีการบวช โดยมีเป้าหมายให้งานบวชเป็นไปในแบบที่เน้นคุณค่าทางจิตวิญญาณและการสืบทอดพระพุทธศาสนามากกว่าการเน้นความบันเทิงหรือการใช้จ่ายอย่างฟุ่มเฟือย “อย่าให้ลูกหลานเรา ทั้งเมาทั้งบวช” แสดงถึงความต้องการที่จะหลีกเลี่ยงการใช้เครื่องดื่มแอลกอฮอล์และการจัดงานที่อาจนำไปสู่ความรุนแรงหรือปัญหาสังคมอื่นๆ

    “งานบวชสร้างสุข ปลอดอบายมุข เป็นสุขตลอดชีวิต” คือ การส่งเสริมให้งานบวชเป็นพิธีที่มีความหมาย, สร้างความสุขและสันติภาพในชีวิต, และปลอดจากสิ่งที่เป็นอบายมุขหรือสิ่งไม่ดีการสร้างเครือข่ายและการขยายผลในลักษณะนี้จะช่วยให้งานบวชเป็นไปในแนวทางที่สร้างสรรค์และมีคุณค่าทางจิตวิญญาณ พร้อมทั้งส่งเสริมให้สังคมไทยมีความเข้มแข็งและยั่งยืน

    พระสันต์ทัศน์ สินสมบัติ ดร.นักวิชาการเครือข่ายพระสงฆ์นักพัฒนาสังฆะเพื่อสังคมภาคเหนือตอนล่าง  กล่าวว่า ตลอดระยะเวลา 2-3 เดือนที่ผ่านมากระผมได้ลงพื้นที่จัดเวทีรับฟังความคิดเห็นสถานการณ์จัดงานบวชในพื้นที่วัดที่เข้าร่วมโครงการทั้ง 8 จังหวัด พบว่าความเชื่อของชุมชนในมิติที่ว่า หมดเงินเยอะก็ไม่เป็นไรขอให้ได้พระ 1 รูปได้เห็นชายผ้าเหลืองของลูก ค่าเหล้าเบียร์แทบจะครึ่งหนึ่งของค่าใช้จ่ายตลอดงาน และมีความเชื่อว่าต้องมีมหรสพ ดนตรีมาฉลองถึงจะรู้สึกว่าเป็นงานบวช ส่วนคนที่มีเงินไม่เยอะก็ต้องยืมเซ็นร้านเหล้าไว้ก่อนเสร็จงานแล้วค่อยจ่าย กรณีงานบวชหนึ่งมีเงินอยู่ 1 แสนบาทแต่ส่วนที่จะใช้ทั้งงานประมาณ 4 แสนบาทเมื่อเสร็จงานแล้วแกะซองได้เงิน 1 แสนรวมเป็น 2 แสนที่เหลือเป็นหนี้ 2 แสนสึกมาหลายปีแล้วยังใช้หนี้ไม่หมด เป็นเรื่องที่หดหู่มาก  ดังนั้น ภาคเหนือล่างจึงเสนอทางเลือกว่า จัดงานบวชอาหารบุฟเฟต์ ดนตรีท้องถิ่น แห่นาครำไทย หรือรำแบบท้องถิ่น โดยยึดพระธรรมวินัยเป็นหลัก

    พระมหาบวร ปวรธมฺโม   เลขาเจ้าคณะจังหวัดนครศรีธรรมราช เจ้าอาวาสวัดบุญนารอบ ผู้ประสานเครือข่ายพระสงฆ์ภาคใต้ตอนบน กล่าวว่า เครือข่ายพระสงฆ์นักพัฒนา ต้องทำงานบวชสร้างสุขอย่างเข้มข้น เพราะพระเราต้องเป็นผู้นำญาติโยมในทางที่ถูกต้อง สามารถบอกโยมได้ว่าอันไหนถูกอันไหนผิด ต้องยืนยันให้โยมได้ ให้เป็น“งานบวชวิถีใหม่ เรียบง่าย เหมาะสม ประหยัดสุด ประโยชน์สูง ปลอดภัยจากอุบัติเหตุต่างๆ” พิธีกรรม หรือประเพณีทางศาสนาต้องไม่สร้างความเดือดร้อน ซ้ำเติมชีวิตโยม   ต้องเป็นบวชสร้างสุขให้ได้

    พระอธิการโสภณ ปิยธมฺโม,ดร. เจ้าอาวาสวัดโพนขวาว จังหวัดอำนาจเจริญ ประธานโครงการบวชสร้างสุขภาคอีสานตอนล่าง “ปัจจุบันชุมชน สังคม มีการเปลี่ยนแปลงไปมาก แม้แต่การจัดงานบวชกุลบุตรในพระพุทธศาสนาก็มีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมมาก การจัดงานบวชในแต่ละครั้งต้องใช้เงินในการจัดงานบวชค้อนข้างสูงบางงานบางเจ้าภาพเสียค่าใช้จ่ายในการจัดงานบวชเป็นเงินหลายแสนบาท โครงการบวชสร้างสุข ที่มูลนิธิสังฆะเพื่อสังคม (สฆส.) ร่วมกับภาคีเครือข่ายพระสงฆ์นักพัฒนาทั่วประเทศ ได้ร่วมกันขับเคลื่อนนับได้ว่าเป็นโครงการที่ดี   มีประโยชน์ทำให้ชุมชนเกิดสุขภาวะที่ดี ทำให้เจ้าภาพงานบวชมีความรู้ความเข้าใจในการจัดงานบวชแบบประหยัดเรียบง่าย ลดค่าใช้จ่าย และถูกต้องตามพระธรรมวินัย มาร่วมกันขับเคลื่อนงานบวชสร้างสุขให้ครอบคลุมทั่วประเทศ เพื่อสุขภาวะที่ดีของชุมชน และสังคม  สืบไป”

    ด้านพระครูอุดมสุวรรณสถิต เจ้าคณะอำเภอเขาชัยสน เจ้าอาวาสวัดสุวรรณประดิษฐาราม จังหวัดพัทลุง กล่าวว่า  การบวชสร้างสุขคือการบวชเเบบประหยัด และไม่วุ่นวาย ไม่มีอบายมุขมาเกี่ยวข้องนั้นเองง่ายๆ และพระสงฆ์ต้องให้ความสำคัญว่า งานของพระสงฆ์ คือความมั่นคงของพระศาสนา หลักการที่ “ระเบียบ ประหยัด ปฏิบัติ  ขจัดภัย รักธรรมและวินัย ใส่ใจบวชสร้างสุขเป็นหลัก”  ผมได้มอบถวายป้ายให้พระในเขตอำเภอเขาชัยสนติดประกา

    ก่อนสงกรานต์ประจำปี 2567 นี้ คาดว่า จะมีการจัดงานบวชเป็นจำนวนมาก เครือข่ายพระสงฆ์นักพัฒนาสังฆะเพื่อสังคมที่เข้าร่วมโครงการบวชสร้างสุขมากกว่า 140 วัดส่งเสริมบวชสร้างสุขทั่วประเทศ มูลนิธิสังฆะเพื่อสังคม และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ขอเชิญชวนชาวพุทธจัดงานบวชแบบ “บวชสร้างสุข ยึดพระธรรมวินัย ประหยัด เรียบง่าย”  ดังนี้

    1.บวชสร้างสุข คือ การจัดงานแบบเรียบง่าย ไม่จัดใหญ่  ไม่มีหรสพ ไม่มีรถแห่ หรือถ้าจำเป็นต้องมีขบวนแห่ก็เป็นดนตรีพื้นบ้าน ไม่มีกระบวนการส่งเสริม/กระตุ้นให้เกิดการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่เป็นความเสี่ยง  

    2.เริ่มต้นเจากผู้ที่มีศรัทธาหนักแน่นในพระพุทธศาสนา จัดงาน “บวชสร้างสุข” เพื่อเป็นต้นแบบแก่ลูกหลานชาวพุทธสืบไป

    3.พระสงฆ์ ควรสร้างความมั่นใจให้ญาติโยมด้วยความเมตตา ประโยชน์สูงสุดคือผู้บวชและเจ้าภาพ ให้ได้รับอานิสงส์การบวชอย่างเต็มที่  ได้บุญเต็ม 100 ด้วยการเทศนา เชิญชวน ชี้ประโยชน์ ยกย่องเจ้าภาพ มีกติกาวัด อาจเกื้อกูลให้บริขารที่มีเยอะอยู่แล้วในวัด เช่น บาตร จีวร เป็นต้น 

    4.การจัดงานบวชสร้างสุข เป็นการไม่ซ้ำเติมความทุกข์ให้ชาวพุทธ ไม่ปิดกั้นการเข้าถึงศาสนา เชิญชวนมีความพร้อมเมื่อไหร่ก็สามารถเข้าไปขอบวชได้  เท่ากับเป็นการรักษาพระพุทธศาสนาให้มีความมั่นคงสืบไป


    เครือข่ายพระสงฆ์นักพัฒนาสังฆะเพื่อสังคม

    ชัยณรงค์ คำแดง

    ดิษณุลักษณ์ ไพฑูรย์