Tag: สสส

  • งานประเพณีแข่งขันเรือยาว แห่ปราสาทผึ้งออกพรรษา จ.สกลนคร พื้นที่สร้างสรรค์ และปลอดภัยสำหรับทุกคน

    งานประเพณีแข่งขันเรือยาว แห่ปราสาทผึ้งออกพรรษา จ.สกลนคร พื้นที่สร้างสรรค์ และปลอดภัยสำหรับทุกคน

    งานประเพณีแข่งขันเรือยาว แห่ปราสาทผึ้งออกพรรษา จ.สกลนคร

    วันที่ 11-18 ตุลาคม 2567 จังหวัดสกลนคร จัดงานประเพณีแข่งขันเรือยาว และแห่ปราสาทผึ้ง ประจำปี 2567 ณ บริเวณสวนสมเด็จพระศรีนครินทร์ (สระพังทอง )สกลนคร และสนามหน้าศูนย์ราชการจังหวัดสกลนคร โดยมีการจัดงานแข่งขันเรือยาวในวันที่ 12-13 ตุลาคม และงานแห่ปราสาทผึ้่ง ในวันที่ 12-18 ตุลาคม

    นายโกมุท ทีฆธนานนท์ นายกเทศมนตรีนครสกลนคร หน่วยงานหลักในการดำเนินการจัดงาน ร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ในจังหวัดสกลนคร มีการดำเนินงานภายใต้แผนสืบสานงานประเพณีที่ดีงามของจังหวัดสกลนคร ในขณะเดียวกันก็มีแผนการป้องกันความเสี่ยงต่าง ไม่ให้เกิดขึ้นในระหว่างการจัดงาน ทั้งเรื่องอุบัติเหตุ การทะเลาะวิวาท การจมน้ำ รวมถึงการละเมิดกฎหมายต่างๆ ด้วย

    ในงานแข่งขันเรือยาว ตั้งแต่เวลา เวลา 10.00 – 17.00.น. นายเทอดศักดิ์ จุลนีย์ สาธารณสุขอำเภอเมืองสกลนคร ได้มีการมอบหมายให้เจ้าหน้าที่สำนักงานฯ ออกปฏิบัติงาน รณรงค์ ประชาสัมพันธ์ ตาม พรบ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ.2551 และ พรบ.ควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ พ.ศ.2560 ในงานประเพณีแข่งขันเรือยาว “ชิงถ้วยพระราชทาน สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี” จังหวัดสกลนคร ประจำปี 2567 ณ สวนสมเด็จพระศรีนครินทร์ (สระพังทอง) “ปลอดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ปลอดบุหรี่ ปลอดการพนัน” โดยการติดป้ายประชาสัมพันธ์ รอบบริเวณงาน และประชาสัมพันธ์ผ่านโฆษกประชาสัมพันธ์งานและนักพากษ์เรือยาวตลอดทั้งวัน

    หน่วยงานที่ร่วมดำเนินการ ประกอบไปด้วย ผอ.ปภ.เขต 7 สกลนคร นายอำเภอเมืองสกลนคร/ นายกเทศมนตรีนครสกลนคร/ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรเมืองสกลนคร ภาคีเครือข่ายจาก ที่ทำการปกครองอำเภอเมืองสกลนคร/โรงพยาบาลสกลนคร/สถานีตำรวจภูธรเมืองสกลนคร/เทศบาลนครสกลนคร/วิทยาลัยเทคนิคสกลนคร/สาธารณสุขอำเภอเมืองสกลนคร/อสม.ชุมชนเมืองเทศบาลนครสกลนคร เครือข่ายองค์กรงดเหล้าภาคอีสานตอบน(สคล) และประชาคมงดเหล้าจังหวัดสกลนคร ดำเนินกิจกรรม

    1. รณรงค์ ประชาสัมพันธ์ เฝ้าระวัง ป้องกัน และบังคับใช้กฏหมายตาม พรบ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ.2551 และ พรบ.ควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ พ.ศ.2560
    2. การรณรงค์การป้องกันการจมน้ำ
    3. การเก็บข้อมูล แบบสอบถามความคิดเห็นฯ สำหรับประชาชนทั่วไป 200 ชุด เยาวชน 100 ชุด เจ้าหน้าที่ทุกภาคส่วน 50 ชุด และ ผู้ประกอบการร้านค้า 50 ชุด รวมทั้งมด 50 ชุด รวมทั้งสิ้น 400 ชุด

    สกลนคร เป็นเมืองแห่งประเพณีวัฒนธรรม ที่ผสมผสานความเป็นพื้นที่สร้างสรรค์ และกิจกรรมสร้างสรรค์สำหรับทุกกลุ่มวัยจริงๆ ไม่ว่าจะกิจกรรมช่วงงานแข่งเรือตอนกลางวัน หรือกิจกรรมในพื้นที่งานปราสาทผึ้งตอนกลางคืน เช่น

    1. บูธตัดผมและทำผมฟรีในสวนฯ ภายในงานแข่งเรือ
    2. การแสดงดนตรีพื้นเมือง จากสถานศึกษาต่างๆ
    3. การออกบูธให้ทดลองทำดอกผึ้ง และติดดอกผึ้ง
    4. กิจกรรมศิลปะ วาดภาพ ระบายสี และเขียนข้อความอธิษฐาน
    5. บูธแสดงสินค้าและลานอาหารปลอดภัย
    6. มุมถ่ายรูปประดับไฟสวยงาม ทั่วบริเวณงาน

    นอกจากนี้ยังเน้นความปลอดภัยเป็นสิ่งสำคัญ ทั้งเรื่องของการป้องกันภัยต่างๆ และจุดปฐมพยาบาลเกือบ 4-5 จุด ทั่วบริเวณงาน มีความเป็นพหุวัฒนธรรม ความเป็นเอกลักษณ์ สินค้า ของดี ความสามารถ ความร่วมมือจากส่วนต่างๆ ทั้ง ชุมชน วัด หน่วยงาน สถานศึกษา ของกลุ่มต่างๆ มารวมกันอยู่ในงานๆเดียวได้ อย่างลงตัว


    ภาพ/ข่าว : นาฎชฎา แจ้งพรมมา เครือข่ายองค์กรงดเหล้าภาคอีสานตอนบน

  • 30 หน่วยงาน ร่วมแสดงข้อคิดเห็น-ยื่นหนังสือความห่วงใยด้านปัจจัยเสี่ยง เหล้า บุหรี่-บุหรี่ไฟฟ้า และสิ่งเสพติดในกลุ่มเด็ก เยาวชนจังหวัดเลย ต่อ ส.ส.พรรคเพื่อไทย และ ผวจ.เลย

    30 หน่วยงาน ร่วมแสดงข้อคิดเห็น-ยื่นหนังสือความห่วงใยด้านปัจจัยเสี่ยง เหล้า บุหรี่-บุหรี่ไฟฟ้า และสิ่งเสพติดในกลุ่มเด็ก เยาวชนจังหวัดเลย ต่อ ส.ส.พรรคเพื่อไทย และ ผวจ.เลย

    ภาคส่วนต่างๆ ในจังหวัดเลย เสนอแนวทางร่วมกันส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนเติบโตอย่างมีคุณภาพ ในเวทีรับฟังความคิดเห็น และความห่วงใยด้านปัจจัยเสี่ยง เหล้า บุหรี่-บุหรี่ไฟฟ้า และสิ่งเสพติดในกลุ่มเด็ก นักเรียน และเยาวชนจังหวัดเลย

    วันที่ พุธ ที่ 9 ตุลาคม 2567 ณ ห้องประชุมศรีสองรัก ศาลากลางจังหวัดเลย 30 หน่วยงานในจังหวัดเลย ประกอบด้วย นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดเลย ปกครองจังหวัดเลย ผู้กำกับการตำรวจภูธรจังหวัดเลย สรรพสามิตพื้นที่เลย เทศบาลเมืองเลย สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เลย-หนองบัวลำภู  พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดเลย เครือข่ายองค์กรงดเหล้าจังหวัดเลย และมูลนิธิเครือข่ายพลังสังคม ร่วมจัดเวทีฟังความคิดเห็น และแสดงความห่วงใยด้านปัจจัยเสี่ยง เหล้า บุหรี่-บุหรี่ไฟฟ้า และสิ่งเสพติดในกลุ่มเด็ก นักเรียน และ เยาวชน จังหวัดเลย

    จากการสำรวจพื้นที่เสี่ยง พื้นที่สร้างสรรค์ ในจังหวัดเลย เพื่อให้เห็นสถานการณ์ โดยนำรอง 5 อำเภอได้แก่ อำเภอเมืองเลย อำเภอเชียงคาน อำเภอด่านซ้าย อำเภอวังสะพุง อำเภอเอราวัณ   ข้อค้นพบที่สำคัญคือ

               สถานที่ที่เป็นพื้นที่สร้างสรรค์ส่วนใหญ่คือ สวนสาธารณะหรือพื้นที่สาธารณะต่างๆ หอสมุด พิพิธภัณฑ์ สถานที่ออกกำลังกายต่างๆ  วัด วิสาหกิจชุมชนต่างๆ รวมถึงโรงเรียนและสถานที่ราชการ

               สถานที่ที่เป็นพื้นที่เสี่ยงส่วนใหญ่คือ  สถานที่ที่มีการจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เช่น ผับ บาร์ ร้านขายบุหรี่ไฟฟ้า น้ำสาธารณะ ถนนโดยเฉพาะแยกต่างๆ แหล่งมั่วสุมต่างๆ เช่นสถานที่รกร้าง ใต้สะพาน ร้านเกมส์ ร้านสนุ๊กเกอร์ รีสอร์ท

               พบว่า สถานที่เสี่ยงต่อปัจจัยเสี่ยง เหล้า บุหรี่ บุหรี่ไฟฟ้า ยาเสพติด มีค่อนข้างมากในพื้นที่ ซึ่งรวมกันอยู่พื้นที่ชีวิตประจำวันทั่วไป ในการชีวิตของเด็ก เยาวชน และประชาชนทั่วไปตัวอย่าง สถานที่ที่เป็นทั้งพื้นที่เสี่ยง และพื้นที่สร้างสรรค์ เช่น สวนสาธารณะ กลางวันเป็นสถานที่ออกกำลังกาย พักผ่อน แต่กลางคืน กลับเป็นแหล่งมั่วสุม พบปะของกลุ่มวัยรุ่น ในจุดที่มืด หรือจุดลับตา รวมกลุ่มกันทำอะไรบางอย่างหรือ สูบบุหรี่ บุหรี่ไฟฟ้า รวมทั้งดื่มแอลกอฮอล์ สถานบันเทิงบางที่ แม้จะเปิดถูกต้องตามกฎหมาย แต่กลับไม่กระทำตามกฎหมาย ด้วยการอนุญาตให้เด็กอายุต่ำกว่า 20 ปี เข้าไปใช้บริการได้ ไม่มีการตรวจบัตรประชาชน ส่วนในสถานศึกษา ก็ยังเป็นพื้นที่เสี่ยง โดยการที่นักเรียนแอบนำบุหรี่ไฟฟ้าเข้าไปสูบในโรงเรียน จนโรงเรียนต้องมีมาตรการต่างๆ ในการดำเนินการ ทั้งป้องกัน และยับยั้ง

    ข้อห่วงใยจากสถานการณ์ดังกล่าว คือ  

    • ครอบครัว เพื่อน สภาพแวดล้อมในชุมชน สื่อโซลเชียล มีผลต่อการเข้าถึงปัจจัยเสี่ยง
    • อยากให้มีส่วนร่วม ของนโยบาย ที่ร่วมมือกันในการป้องกันความเสี่ยงเหล่านี้ จากหน่วยงาน องค์กร ภาคีในจังหวัดเลย  
    • กลไกการซื้อ-ขาย จะทำยังไง ให้หาซื้อได้ยาก
    • ไม่อยากให้ผลิตสุราแบบเสรี ฝากให้พิจารรามาตรการอีกครั้ง เพราะหากเปิดเสรี อาจจะมีปัญหามากขึ้นแน่นอน

    ข้อเสนอแนะ

    • ยังไงให้มีกิจกรรมดีๆ พื้นที่ดีๆ จนไม่มีเวลาไปยุ่งเกี่ยวกับสิ่งเสพติด
    • การใช้โซเชียล การสร้างการตระหนักรู้
    • การมีมาตรการป้องกันเด็กและเยาวชนกลุ่มใหม่อย่างเข้มข้นไม่ให้เข้ามาในวังวนปัจจัยเสี่ยง หน่วยงานช่วยกวดขัน ไม่ให้นักเรียนเข้าถึงง่าย
    • อยากให้ฝ่ายปกครองให้ความช่วยเหลือ ในการออกตรวจปัสสาวะในโรงเรียน อย่างน้อยเทอมละ 2 ครั้ง

    จากการสรุปภาพรวมการร่วมแสดงความคิดเห็นในเวทีครั้งนี้ จะนำไปสู่การประสานความร่วมมือเพื่อขับเคลื่อนงาน เชื่อมกับนโยบายสาธารณะงานบุญประเพณีปลอดเหล้า ปลอดภัย และลดอุบัติเหตุทางถนนจังหวัดเลย ที่ได้มีการ MOU และมีการดำเนินการขับเคลื่อนมาตั้งแต่ ปี 2563 และมีการ MOU เพิ่มเติมอีกครั้ง ในปี 2566 ร่วมกับหน่วยงานในจังหวัดและผู้ว่าราชการจังหวัด เพื่อให้มีการดำเนินการใน 14 อำเภอ ขับเคลื่อนงานเพื่อลดผลกระทบจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ในงานบุญประเพณีต่างๆ เช่น งานกาชาดและดอกฝ้ายบาน งานแข่งเรืออำเภอเชียงคาน งานลอยกระทงอำเภอเมืองเลย งานสงกรานต์อำเภอเชียงคาน งานบุญบั้งไฟอำเภอเอราวัณ เป็นต้น

    ในส่วนของน้องๆ เยาวชนตัวแทนจาก 6 สถานศึกษา ได้มีการยื่นหนังสือข้อเสนอความห่วงใยต่อ ส.ส.พรรคเพื่อไทย ในพื้นที่ เพื่อที่จะส่งต่อข้อเสนอไปยังรัฐบาล เพื่อที่จะพิจารณามาตรการอย่างเข้มงวด ในการออกกฎหมาย การมีมาตรการปกป้องและดูแลสิทธิ เสรีภาพและความปลอดภัยของเด็ก เยาวชนจังหวัดเลย และทั่วประเทศ

    และยื่นหนังสืออีกฉบับ ต่อ นายชัยพจน์ จรูญพงศ์  ผู้ว่าราชการจังหวัดเลย ในเวทีเดียวกัน เพื่อให้มีนโยบายที่เข้มงวด ในการดูแลเด็ก และเยาวชนในจังหวัดเลย ให้เติบโตภายใต้ภุมิคุ้มกันจากปัจจัยเสี่ยงต่างๆ

    ทั้งนี้ นางฐิติพันธ์ วงษ์คำจันทร์  ผู้ประสานงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้าจังหวัดเลย กล่าวว่า เมื่ออัตราการเกิดของเด็กมีน้อย เราต้องร่วมมือกันปกป้องเขาให้เติบโตอย่างมีคุณภาพ โดยสร้างสิ่งแวดล้อมที่ดีให้แก่เขา โดยเฉพาะการควบคุม และป้องกันจากปัจจัยเสี่ยงต่างๆ อาทิเช่น บุหรี่ บุหรี่ไฟฟ้า ยาเสพติด เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เป็นต้น นอกจากนี้ ควรมีการร่วมมือกันเพื่อลดพื้นที่เสี่ยงที่เอื้อให้เด็กและเยาวชนมีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม ทั้งในพื้นที่ 14 อำเภอ ในเขตเทศบาลเมืองเลย แหล่งท่องเที่ยว รวมไปถึงงานบุญประเพณีเทศกาลต่างๆ ในจังหวัดเลย ร่วมมือกันเพื่อเพิ่มพื้นที่และกิจกรรมสร้างสรรค์ เครือข่ายงดเหล้าจังหวัดเลย ในนามองค์กรที่มีการรณรงค์ลดปัจจัยเสี่ยงในจังหวัดเลย และผลักดันให้เกิดความร่วมมือและหนุนเสริมกิจกรรม อยากเห็นจังหวัดเลยมีนโยบายความร่วมมือเพื่อส่งเสริมให้เด็กของเราเติบโตอย่างมีคุณภาพ ทำงานในเชิงรุกซึ่งจะมีการทำงานที่หลากหลายมาก โดยอาจรวมถึงมาตรการป้องกันเหตุที่เกิดจากรถโรงเรียน หรือรถที่ใช้ในการทัศนศึกษาของนักเรียนเป็นต้น ดังนั้น “การส่งเสริมให้เยาวชนเติบโตอย่างมีคุณภาพ มีประเด็นที่ต้องดำเนินการที่หลากหลายมาก อาทิเช่น ผลการเรียน สังคมในโรงเรียนที่มีความรุนแรงมากขึ้น ยาเสพติดและความเสี่ยงต่างๆ ทั้งการท้องในวัยเรียน บุหรี่ไฟฟ้าที่กำลังระบาดในเยาวชน และเด็กบางส่วนที่หลุดออกจากระบบการศึกษา เป็นต้น  เห็นด้วยและพร้อมสนับสนุนให้จังหวัดเลย มีคณะทำงานที่จะมาร่วมกันทำงานในเชิงรุก สำรวจปัญหา ร่วมกันออกแบบมาตรการแก้ไขและร่วมกันดำเนินงาน”


    ภาพ ; เครือข่ายงดเหล้าจังหวัดเลย

    ข่าว ; นางสาวนาฎชฎา แจ้งพรมมา จนท.ประสานงานแผนงานนโยบายสาธารณะ เครือข่ายองค์กรงดเหล้าภาคอีสานตอนบน

  • 7 สถานศึกษา 5 อำเภอ นครพนม ยื่นหนังสือแสดงความห่วงใย ต่อเด็กและเยาวชนจากปัจจัยเสี่ยง เหล้า บุหรี่-บุหรี่ไฟฟ้า และสิ่งเสพติด

    7 สถานศึกษา 5 อำเภอ นครพนม ยื่นหนังสือแสดงความห่วงใย ต่อเด็กและเยาวชนจากปัจจัยเสี่ยง เหล้า บุหรี่-บุหรี่ไฟฟ้า และสิ่งเสพติด

    3 ตุลาคม 2567 นครพนมจัดเวทีเสวนาแสดงความห่วงใย และแสดงข้อคิดเห็นต่อการปกป้องเด็กและเยาวชน จากปัจจัยเสี่ยงเฟล้า บุหรี่-บุหรี่ไฟฟ้า และยาเสพติด จังหวัดนครพนม

    โดยมีตัวแทนแกนนำนักเรียน ผู้อำนวยการสถานศึกษา 7 สถานศึกษา จาก 6 อำเภอ ได้แก่ โรงเรียนนครพนมวิทยาคม อำเภอเมืองนครพนมโรงเรียนนาหว้าพิทยาคม อำเภอนาหว้าโรงเรียนสหราษรังสฤษฏ์ อำเภอศรีสงคราม โรงเรียนนาทมวิทยา อำเภอนาทม โรงเรียนบ้านแพงพิทยาคม อำเภอบ้านแพง โรงเรียนท่าอุเทนพัฒนา อำเภอท่าอุเทน โรงเรียนปิยะมหาราชาลัย อำเภอเมืองนครพนม นำเสนอพื้นที่เสี่ยงในพื้นที่ ที่แกนนำนักเรียนและครู ได้เก็บข้อมูล และมีเวทีวิเคราะห์สรุปผลการเก็บข้อมูลในวันที่ 30 กันยายนที่ผ่านมา เพื่อนำเสนอต่อหน่วยงานในระดับจังหวัด และร่วมแสดงความคิดเห็นในเวทีเสวนา

    ในส่วนของเวทีเสวนาแสดงความห่วงใน มีตัวแทนจาก สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนครพนม  สำนักงานสรรพสามิตพื้นที่นครพนม บ้านพักเด็กและครอบครัวจังหวัดนครพนม ตัวแทนเยาวชนจาก 2 สถาบันการศึกษา ใน 2 อำเภอ ครูพี่เลี้ยงในการเก็บสำรวจข้อมูลพื้นที่เสี่ยง/พื้นที่สร้างสรรค์ และตัวแทนผู้อำนวยการสถานศึกษา ร่วมเสวนาและแสดงเห็น เพื่อหาแนวทางการดำเนินงานร่วมกันว่า ภาคส่วนต่างๆ จะมีวิธีการร่วมกันปกป้องเด็กและเยาวชน เพื่อให้เติบโตอย่างมีคุณภาพ ห่างไกลจากปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ได้อย่างไร โดยมีข้อเสนอร่วมกัน ดังนี้

    1. คุมการใช้ยาเสพติดเพื่อป้องกันผลกระทบต่อเด็กเยาวชน และประชาชน ควบคุมบุหรี่ บุหรี่ไฟฟ้า เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และยาเสพติดต่างๆ โดยเฉพาะ

                  1.1 การกวดขันการจำหน่ายสิ่งเหล่านี้ในร้านค้าต่างๆ และในโซเชียลมีเดียต่างๆ

                  1.2 เข้มงวดการขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ให้เด็กและเยาวชน โดยเฉพาะในสถานที่ราชการ พื้นที่สาธารณะและงานประเพณี

                  1.3 บังคับใช้กฎหมายเข้มงวดกับสถานบันเทิงที่ให้เด็กอายุต่ำกว่า 20 ปี เข้าใช้บริการ พร้อมเพิ่มบทลงโทษเจ้าของและธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่เข้ามาสนับสนุน

                  1.4 ควบคุมและบังคับใช้กฎหมายห้ามนำเข้าบุหรี่ไฟฟ้าอย่างเข้มงวด เพื่อป้องกันการเข้าถึงของเยาวชนและประชาชน

    2. ส่งเสริมให้เกิดความร่วมมือในจังหวัดนครพนมเพื่อปกป้องเด็กและเยาวชนจากปัจจัยเสี่ยงต่างๆ เช่น การให้ความรู้แก่เด็กและเยาวชน การร่วมมือกันแก้ไขสถานที่เสี่ยงต่างๆ ร่วมกันส่งเสริมกิจกรรมและพื้นที่สร้างสรรค์แก่เด็กและเยาวชน

    3. ส่งเสริมให้เกิดคณะทำงานในจังหวัดนครพนมเพื่อปกป้องเด็กและเยาวชน ที่สามารถเป็นแกนกลางที่จะสร้างความร่วมมือกับภาคส่วนต่างๆ และสามารถออกแบบการทำงานในเชิงรุกและสอดคล้องกับความต้องการของเด็กเยาวชน เช่น มีการดำเนินงานในเรื่องป้องกันพนันออนไลน์ การส่งเสริมสุขภาพจิต เป็นต้น

    4. ส่งเสริมให้เยาวชนมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหา เช่น ให้มีผู้แทนของเยาวชนเป็นคณะทำงานของจังหวัด มีช่องทางที่ปลอดภัยสำหรับเยาวชนในการรายงานสถานการณ์จุดเสี่ยงต่างๆ ให้แก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงมีความร่วมมือเพื่อให้เยาวชนเขียนโครงการที่จะดำเนินงานลดพื้นที่เสี่ยงและเพิ่มพื้นที่สร้างสรรค์ในพื้นที่ของตนเอง

    ข้อเสนอจากนักเรียนตัวแทนแกนนำนักเรียนทั้ง 7 โรงเรียน

    1. บริเวณพื้นที่ใกล้บ้าน มีพื้นที่เสี่ยง อยากให้มีเจ้าหน้าที่ที่ดูแล เข้ามาดูแลพื้นที่ ให้เกิดความเสี่ยงน้อยลง มีไฟฟ้าสว่าง มีความปลอดภัยมากขึ้น
    2. แกนนำพวกเราต้องช่วยโรงเรียนเป็นหูเป็นตา ในการช่วยป้องกันความเสี่ยงที่จะเกิดต่อนักเรียนในโรงเรียน และนอกโรงเรียน
    3. อยากให้มีการตรวจตราพื้นที่ในโรงเรียนมากขึ้น เพื่อป้องกันไม่ให้กลุ่มเสี่ยงมีพื้นที่ในการรวมตัวกัน
    4. ไม่อยากให้ผู้ใหญ่ใช้เด็กไปซื้อเหล้าบุหรี่ รวมถึงการคบเพื่อน พวกเราต้องเลือกที่จะคบเพื่อนที่ไม่พาไปในลู่ทางที่เข้าสู่ปัจจัยเสี่ยงต่างๆ
    5. จุดเสี่ยงในโรงเรียนที่พบมาก คือ ห้องน้ำ และมุมลับตา ตอนกลางคืนก็มีการมามั่วสุม ตรวจมากขึ้น

    การยื่นหนังสือข้อห่วงใยจากเด็กและเยาวชน ได้มีการยื่นต่อผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม และ ส.ส. นครพนม พรรคภูมิใจไทย โดยมีหน่วยงานรับรองและเป็นสักขีกพยานในครั้งนี้ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนครพนม สรรพสามิตพื้นที่นครพนม บ้านพักเด็กและครอบครัวจังหวัดนครพนม สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดนครพนม สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาจังหวัดนครพนม สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาจังหวัดนครพนมเขต 1และ 2 สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทยจังหวัดนคร นายกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดนครพนม และเครือข่ายงดเหล้าจังหวัดนครพนม



    ภาพ/ข่าว : นาฎชฎา แจ้งพรมมา จนท.ประสานงานนโยบายสาธารณะ เครือข่ายงดเหล้าภาคอีสานตอนบน

  • จอ.สหัสขันธ์ ขานรับนโยบาย “บวชสร้างสุข” พร้อมแจง ถึงเวลาสังคายนาพิธีกรรมงานบวชแล้ว คนอยากบวชสร้างสุขแต่การสื่อสารเข้าไม่ถึง

    จอ.สหัสขันธ์ ขานรับนโยบาย “บวชสร้างสุข” พร้อมแจง ถึงเวลาสังคายนาพิธีกรรมงานบวชแล้ว คนอยากบวชสร้างสุขแต่การสื่อสารเข้าไม่ถึง

    ค่านิยมการจัดงานบวชในสังคมไทยปัจจุบัน ส่งผลให้ชาวพุทธไทยสูญค่าใช้จ่ายหลักล้าน คนไม่มีเงิน ทุนน้อย ไม่กล้าบวช  ซ้ำร้ายการจัดงานใหญ่โต เลี้ยงฉลองน้ำเมา ทำให้เกิดเหตุการณ์ความรุนแรงและอุบัติเหตุในงานบวช มากกว่า 11 ครั้ง/ปี (95 ครั้ง จากผลสำรวจในปี 2559 – ก.ค. 2567) บาดเจ็บกว่า 23 ราย/ปี เสียชีวิตกว่า 7 ราย/ปี

    เมื่อวันจันทร์ที่ 23 กันยายน 2567 ที่ผ่านมา คณะสงฆ์จังหวัดกาฬสินธุ์ ได้จัดเวทีเสวนา ถอดบทเรียนงานบวชสร้างสุข อำเภอเมืองกาฬสินธุ์ พื้นที่ต้นแบบที่ขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะบวชสร้างสุข ภายใต้แนวคิด ประหยัด เรียบง่าย ยึดหลักพระธรรมวินัย โดยพระสงฆ์เป็นผู้นำในการสื่อสารกับ ชุมชนเจ้าภาพในการจัดงานบวชแบบเรียบง่าย เพื่อสร้างต้นแบบ ของการจัดงานบวช ต้านทานกระแสสังคมนิยม ที่มีค่านิยมการจัดงานบวชใหญ่โต แข่งขันฐานะ หน้าตาในสังคม อันส่งผลกระทบต่อพระพุทธศาสนา และสุขภาวะของชุมชน    

    พระครูจันทธรรมานุวัตร รองเจ้าคณะจังหวัดกาฬสินธุ์ องค์ประธานในเวทีเสวนา ได้กล่าวถึงการขับเคลื่อนงานที่ผ่านมาที่ทางคณะสงฆ์เองได้มุ่งมั่นตั้งใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพระเดชพระคุณ พระเมธีวัชราจารย์ เจ้าคณะจังหวัดกาฬสินธุ์ ได้สนับสนุนอย่างเต็มที่นโยบายบวชสร้างสุข  ดังนั้น รูปแบบที่จะบวชแก่บุคคลแบบสร้างสุขเข้ามาในพระพุทธศาสนา ให้กับคนในสังคม มีการยกย่องเชิดชูผู้ที่บวช ให้รู้สึกภาคภูมิใจ ในสิ่งที่ตนทำและเป็นแบบอย่างให้กับสังคม ในเวทีครั้งนี้เองก็จะมาร่วมกันสะท้อนบทเรียน ที่เราร่วมกันขับเคลื่อนมา เราได้มีการเก็บข้อมูลสถิติ จำนวน นาค หรือเจ้าภาพที่จัดงานบวชเข้ามาแบบเรียบง่าย ตามสิ่งที่เรารณรงค์

    สิ่งสำคัญในการแลกเปลี่ยนเสวนาครั้งนี้ อยากจะฝากกับทุกท่าน ที่เป็นเจ้าคณะ พระสังฆาธิการ โดยเฉพาะพระอุปัชฌาย์ เราควรที่จะร่วมกันส่งเสริมให้มีการบวชฟรี ตามวาระโครงการ จะทำให้ผู้ที่สนใจจะบวช เข้ามาบวชเยอะ สิ่งที่พวกเราทำตรงนี้ถือว่าเป็นต้นทาง กลางทางคือการที่ผู้บวชเข้ามาแล้วเราช่วยอบรมบ่มนิสัย ฝึกปฏิบัติ ปลายทางเมื่อเขาลาสิกขาออกไป หากมีการติดตามได้ก็จะเป็นการดี ว่าการที่เขาเข้ามาบวชในโครงการบวชสร้างสุข แล้วเมื่อลาสิกขาไปนั้นเป็นอย่างไร มีคุณภาพชีวิตที่ดี เป็นผู้มีอาชีพสุจริตดี ดำรงตนดีหรือ ไม่ก็จะเป็นการดี จากการขับเคลื่อนงานในส่วนของอำเภอเมืองเอง คณะสงฆ์เราเองก็มองเห็นว่า เป็นโครงการที่ดี ควรค่าแก่การรักษา และทำอย่างต่อเนื่อง มีการขยายผลไปยังพื้นที่อำเภออื่น ๆ ต่อไป

    พระครูปริยัติพุทธิคุณ (ฐิตคุโณ) เจ้าอาวาสวัดใต้โพธิ์ค้ำ ผู้รักษาการแทนเจ้าคณะอำเภอเมืองกาฬสินธุ์ กล่าวว่า ที่ผ่านมาทางวัดไม่ได้สนับสนุนแนวคิดเรื่องการแห่นาคเสียงดัง และมีค่าใช้จ่ายเป็นจำนวนมากๆ ในการจัดงานบวชโดยได้ให้แนวคิดว่าใครอยากได้บุญเยอะก็ให้จัดแบบเรียบง่าย ถ้ามีขบวนแห่นาคเสียงดังๆ ก็ให้แห่ได้จากบ้านมาแต่ไม่อนุญาตให้เข้ามาแห่ภายในวัด เมื่อมีนโยบายงานบวชสร้างสุขของอำเภอเมืองก็ได้เปิดทางเลือกให้ญาติโยมผู้ที่จะบวชลูกหลาน ไม่ต้องมีค่าใช้จ่ายเยอะมีแพ็คเกจเลือก 10,000 บาททางวัดจัดการอำนวยความสะดวกให้ครบจนเสร็จสิ้นงาน มีสถานที่ จัดตั้งกองบวชให้ ข้าวปลาอาหารเลี้ยงพระได้ทั้งวัด และที่สำคัญปัจจัย 10,000 บาทได้ถวายพระภิกษุสามเณรที่เป็นนักเรียนนักศึกษาภายในวัดด้วย

    ในส่วนของบทเรียนการขับเคลื่อนงานบวชสร้างสุขของอำเภอเมืองกาฬสินธุ์ เจ้าอธิการแดง ปญฺญาวโร เจ้าคณะตำบลบึงวิชัย วัดป่าชัยมงคล ได้กล่าวรายงานและนำเสนอในที่ประชุมว่า คณะสงฆ์อำเภอเมืองกาฬสินธุ์ได้ขับเคลื่อนงานโครงการบวชสร้างสุขโดยใช้เครื่องมือของ บันทึกความร่วมมือ (MOU) สร้างความเข้าใจและความร่วมมือของคณะสงฆ์ในอำเภอเมือง ทุกตำบล แลกเปลี่ยนและสร้างแนวทางร่วมกัน และได้มีการติดตามผลการดำเนินงานที่เกิดขึ้นพบว่า

    1. เกิดรูปธรรมต้นแบบงานบวชสร้างสุขในอำเภอเมืองกาฬสินธุ์ โดยมีเจ้าภาพให้ความสนใจร่วมจัดงานภายใต้แนวคิด งานบวชวิถีใหม่ เรียบง่าย เหมาะสม ลดปัจจัยเสี่ยง เลี่ยงโควิดยึดพระธรรมวินัย มากกว่า 30 งาน มีพระที่ผ่านกระบวนการบวชสร้างสุข ไม่ต่ำกว่า 59 รูป ซึ่งสามารถประหยัดค่าใช้จ่ายในการจัดงานจัดงาน โดยคิดเฉลี่ยงานละ 100,000 บาท x 59 นาค/รูป กว่า 5,900,000

    2. เกิดนวัตกรรมการเชิดชูผู้ที่บวชสร้างสุข ผ่านการมอบใบประกาศเกียรติคุณ ให้กับผู้ที่ผ่านกระบวนการบวชสร้างสุข และยังเป็นการสื่อสารไปยังผู้ที่ตัดสินใจจะบวชในอนาคตอีกด้วย ทั้งนี้ อำเภอเมืองกาฬสินธุ์ถือเป็นต้นแบบขยายไปสู่ ภาคอื่น ๆ ทั่วประเทศ และถือว่าเป็นการประทับตราว่า การบวชแบบเรียบง่ายคือการจัดงานบวชที่ถูกต้องตามหลักพระธรรมวินัย แก่ชาวพุทธ

    3. เกิดการสร้างการสื่อสาร รณรงค์ งานบวชสร้างสุขใบหลายรูปแบบ วัดต่าง ๆ ของอำเภอเมืองกาฬสินธุ์ ได้มีการติดป้ายรณรงค์ ภายในพื้นที่ และการสื่อสารผ่านสื่อสังคมออนไลน์อีกหลากหลายช่องทาง เช่น มีการ    ไลฟ์สด ผ่าน Facebook มีการสร้างคอนเทนต์ผ่าน TikTok  ในการรณรงค์ เชิญชวนให้บวชสร้างสุข เป็นต้น

    4. เกิดการประสานความร่วมมือการขับเคลื่อนงานบวชสร้างสุข ระหว่าง วัด บ้าน ราชการ

    ด้าน พระครูสิริพัฒนนิเทศก์ เจ้าคณะอำเภอสหัสหัสขันธ์ ขานรับนโยบาย “บวชสร้างสุข” นำมาขยายผลต่อร่วมกับคณะสงฆ์ในอำเภอ ในทุกตำบล พร้อมกับให้สัมภาษณ์ว่า ในฐานะเจ้าคณะอำเภอสหัสขันธ์ ซึ่งเป็นอำเภอเล็ก ๆ ที่ยังไม่ได้เข้าร่วมในโครงการบวชสร้างสุขมาก่อน แต่ก็ได้ศึกษาข้อมูลในส่วนพื้นที่ ที่ดำเนินการแล้วก็เล็งเห็นว่า เป็นนวัตกรรมเป็นแนวความคิด เป็นความพยายามของหลากหลายฝ่ายที่อยากจะให้ การบวช เป็นบุญพิธีที่เกิดประโยชน์กับพี่น้องประชาชนจริง ๆ แล้วที่สำคัญ คือพื้นฐานการบวชในพื้นที่อำเภอสหัสขันธ์ ก็คล้ายกับพื้นที่อื่นทั่วไป ที่มีค่านิยมไปตามกระแสความนิยมของทางโลก เพราะฉะนั้น เราก็พบปัญหานี้มายาวนานพอสมควร เราก็เล็งเห็นว่าโครงการนี้เป็นการสร้างความเข้าใจ สร้างค่านิยมและทิศทางที่ถูกต้อง  อย่างน้อยที่สุด ก็จะทำให้เห็นว่าการบวชไม่ใช่เรื่องที่จะยุ่งยากต้องเสียเงินทองอะไรมากมาย

    เรายอมรับว่าสถานการณ์พระพุทธศาสนาในปัจจุบัน เฉพาะประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการบวชเ เราก็เห็นว่ามันเปลี่ยนไปมากพอสมควรอย่าง เช่นว่าการบวช คือการพัฒนาคุณภาพชีวิตส่วนตัว แล้วก็ครอบครัว รวมไปถึงสร้างเครดิตในสังคมหมายความว่าคนได้บวชก็หมายถึงคนที่ผ่านกระบวนการพัฒนาตัวเองทางด้านจริยธรรม เราพบว่าทั้ง 3 ด้าน ทั้งในระดับส่วนตัว ครอบครัว และสังคม มันเปลี่ยนไปพอสมควร กลายเป็นการบวชตามเงื่อนไข การบวชตามพิธีกรรม หรือการบวชตามคำแนะนำของผู้ใหญ่ แต่ไม่ได้เกิดจากแรงบันดาลใจภายใน ส่วนหนึ่งเกิดจากคนรุ่นใหม่ ที่มีการเรียนรู้ มีการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร จากสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ ทำให้เขาเข้าใจว่า แต่ละยุคแต่ละสมัยมีพิธีกรรมที่ไม่เหมือนกัน กลับไปยึดเอาหลักการของสังคมสมัยใหม่ ที่ไม่ได้ถูกต้องถูกหลักตามพระธรรมวินัยในสมัยพุทธกาลเลย เราจึงมองว่ามันถึงเวลาแล้วที่คณะสงฆ์เราจะต้องสังคายนา พิธีกรรมงานบวช อย่างน้อยที่สุดก็ขอให้สอดคล้องกับพระธรรมวินัย เราเชื่อว่า ถ้าเราทำได้อย่างนั้นจริง ๆ ก็จะเป็นการตอบโจทย์ เป้าหมายของโครงการบวชสร้างสุขแน่นอน

    จากการถอดบทเรียนการดำเนินงานครั้งนี้ คณะสงฆ์ได้สะท้อนข้อมูล ค่านิยมความเชื่อของคนในพื้นที่ และผลสำเร็จที่เกิดขึ้นตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาที่สำคัญ

    1) ระดับนโยบาย เจ้าคณะจังหวัด เจ้าคณะอำเภอให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ และยังปฏิบัติให้เป็นแบบอย่างด้วย

    2) การมีส่วนร่วมของคณะสงฆ์และให้ความร่วมมือ มีการประชุมระดมความคิด ออกแบบร่วมในการทำงาน และร่วมแสดงผลข้อมูลการดำเนินงาน นาคมาบวชแบบสร้างสุขกี่งาน บวชตามปกติกี่งานอย่างชัดเจน

    3) ข้อมูลชาวบ้านส่วนใหญ่มีความต้องการที่จะบวชแบบสร้างสุขเรียบง่าย แต่ขาดผู้นำ ขาดวัดที่มีความชัดเจนในทางปฏิบัติ อยากบวชแต่ประหนึ่งว่าวัดเข้ายากทั้งที่เปิดประตูไว้

    4) ต้องผลักดันแนวคิดบวชสร้างสุข ให้มีกระบวนการเรียนรู้ ทำความเข้าใจในการอบรมพระอุปัชฌาย์ในระดับจังหวัด

    5) ปัญหาอุปสรรคที่สำคัญ คือ การสื่อสารรูปแบบ ของการบวชสร้างสุข ต้องทำอย่างไร บวชที่วัดไหน ยังไม่มากพอ และยังไม่สามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายชาวบ้านได้อย่างทั่วถึง

    แนวทางการดำเนินงานต่อไปที่ประชุมเห็นร่วมกัน 

    1) ต้องทำให้เกิดเครือข่ายร่วมขับเคลื่อน วัด บ้าน ราชการ จัดงานบวชสร้างสุข

    2) สนับสนุนกระบวนการพูดคุย ทั้งคณะสงฆ์ ฆราวาส หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตำรวจ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน พระสงฆ์ สำนักงานพระพุทธศาสนา วัฒนธรรม แต่ละพื้นที่ หมู่บ้าน ตำบล

    3) พัฒนาช่องทางการสื่อสาร รูปแบบการสื่อสาร ให้มีการสื่อสารอย่างต่อเนื่อง ถึงคุณค่าการบวชที่ถูกต้องตามหลักพระธรรมวินัย ลดผลกระทบจากการจัดงานบวชที่นอกกรอบพระพุทธศาสนา รูปแบบดำเนินการ มีวัดไหนอย่างไร ที่หลากหลาย 

    4) ผลักดันให้เกิดนโยบายสาธารณะ ข้อตกลงร่วมกัน ที่เห็นประโยชน์ ในระดับต่างๆ จังหวัด อำเภอ ตำบล หมู่บ้าน โดยการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน


    ชัยณรงค์ คำแดง

    ดิษณุลักษณ์ ไพฑูรย์

  • MOU ขับเคลื่อนชุมชนลดปัจจัยเสี่ยงเหล้า บุหรี่ ตำบลหนองหว้า สานต่อนโยบายสาธารณะจังหวัดหนองบัวลำภู

    MOU ขับเคลื่อนชุมชนลดปัจจัยเสี่ยงเหล้า บุหรี่ ตำบลหนองหว้า สานต่อนโยบายสาธารณะจังหวัดหนองบัวลำภู

    หนองบัวลำภู สานต่อนโยบายสาธารณะ ขับเคลื่อนการดำเนินงานลดปัจจัยเสี่ยง เหล้า บุหรี่ สิ่งเสพติด เพื่อลดผลกระทบทางสุขภาพของประชาชน โดยได้ดำเนินงานภายใต้พระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2551 และพระราชบัญญัติควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ พ.ศ. ๒๕๖๐

    จากการที่ได้มีการบันทึกข้อตกลงเพื่อขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะ จังหวัดหนองบัวลำภู เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2566 โดย มีนายศศิน พัฒนภิรมย์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดหนองบัวลำภู ร่วมกับ 21 หน่วยงาน 6 อำเภอ เพื่อขับเคลื่อนการดำเนินงานควบคุมเหล้าบุหรี่จังหวัดหนองบัวลำภู ดำเนินงานโดยผ่านกลไกคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จังหวัดหนองบัวลำภู ให้เกิดเป็นนโยบายเพื่อลดปัจจัยเสี่ยงด้านสุขภาพประชาชน ภายใต้ 5 มาตรการ คือ

    1. ขับเคลื่อนกลไกการดำเนินงานควบคุมระดับจังหวัด

    2. ให้มีการบังคับใช้กฎหมายและดำเนินการสร้างสิ่งแวดล้อมปลอดบุหรี่

    3. เพื่อป้องกันนักสูบนักดื่ม นักดื่มหน้าใหม่

    4. เพื่อการบำบัด รักษา การช่วยเลิกสูบบุหรี่และเลิกดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

    5. สร้างมาตรการทำให้ชุมชนปลอดเหล้าบุหรี่

    จากนโยบายจังหวัด สู่กระบวนการดำเนินงานในระดับพื้นที่ โดย ตำบลหนองหว้า อำเภอเมือง จังหวัดหนองบัวลำภู ภายใต้ความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน ภาคี ชุมชน สถานศึกษา และวัด ได้มีการวางแผนดำเนินงานขับเคลื่อนชุมชนปลอดเหล้า บุหรี่ แบบบูรณาการร่วมกัน ภายใต้ชื่อ “ชุมชนลดปัจจัยเสี่ยงเหล้า บุหรี ่ สู่ชุมชนที่น่าอยู่” จึงเป็นที่มาของการลงนามบันทึกข้อตกลง(MOU) ในวันที่ 25 กันยายน 2567 ณ ศูนย์ฝึกอบรมตำบลหนองว้า อำเภอเมือง จังหวัดหนองบัวลำภู นอกจากนี้ยังมีการแถลงข่าวการบันทึกข้อตกลง ระหว่างหน่วยงานหลักที่ร่วมดำเนินงานในพื้ืนที่และลงนาม ซึ่งทุกฝ่ายจะร่วมมือกันดำเนินการส่งเสริม และสนับสนุน กิจกรรมชุมชนปลอดเหล้า บุหรี่ ในพื้นที่ตำบลหนองหว้า โดยมีขอบเขตความร่วมมือ ดังนี้

    องค์การบริหารส่วนตำบลหนองหว้า

    1. ผลักดันให้เกิดนโยบายและมาตรการในการควบคุมการบริโภคเหล้า บุหรี่ ในพื้นที่
    2. สนับสนุนให้เกิดกิจกรรมรณรงค์ไม่ดื่มเหล้าและไม่สูบบุหรี่ในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง
      โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลหนองหว้าน้อย
    3. สนับสนุนและให้ความร่วมมือการควบคุมการบริโภคเหล้า บุหรี่ ในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง
    4. คัดกรองการบริโภคเหล้า บุหรี่ ในประชาชนอายุ 15 ปีขึ้นไป
    5. ให้คำแนะนำ/คำปรึกษาเบื้องต้นสำหรับผู้ที่ต้องการเลิกดื่ม เลิกสูบ

    สถานศึกษา (โรงเรียนบ้านเพ็กเฟื้อยห้วยเตย)

    1. ประกาศนโยบายจัดให้สถานศึกษาเป็นเขตปลอดเหล้า บุหรี่ ตามกฎหมาย
    2. กำกับ ดูแล และเฝ้าระวังไม่ให้มีการดื่มเหล้า สูบบุหรี่ในบริเวณสถานศึกษา
    3. สนับสนุนให้มีการให้ความรู้และจัดกิจกรรมรณรงค์เพื่อการไม่ดื่ม ไม่สูบในสถานศึกษาอย่างต่อเนื่อง
      สถานที่ประกอบพิธีทางศาสนา (วัดพัชรกิติยาภาราม)
    4. ประกาศนโยบายให้ศาสนสถาน เป็นเขตปลอดเหล้า บุหรี่ ตามกฎหมาย
    5. กำกับดูแล และเฝ้าระวังไม่ให้มีการดื่มเหล้า สูบบุหรี่ในบริเวณศาสนสถาน
    6. ให้ความรู้ประชาชนให้ความตระหนักถึงอันตรายของการบริโภค เหล้า บุหรี่ ตามวาระและโอกาสต่างๆ

    ผู้นำชุมชน

    1. สนับสนุนให้เกิดกิจกรรมรณรงค์ไม่ดื่มเหล้า ไม่สูบบุหรี่ในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง
    2. ให้ความรู้ประชาชนให้ความตระหนักถึงอันตรายของการบริโภค เหล้า บุหรี่ และข้อกฎหมาย
      ที่ประชาชนพึงทราบผ่านหอกระจายข่าวประจำหมู่บ้าน
      สถานประกอบการร้านค้า
    3. ให้ความร่วมมือปฏิบัติตามที่กฎหมายกำหนด เน้นไม่จำหน่าย เหล้า ให้กับเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 20 ปี
      รวมถึงบุคลที่มีอาการมึนเมาครองสติไม่ได้ และในวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา
    4. ให้ความร่วมมือปฏิบัติตามที่กฎหมายกำหนด เน้นไม่จำหน่าย บุหรี่ ให้กับเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 20 ปี
      และไม่ให้เด็กที่อายุต่ำกว่า 18 ปีจำหน่ายบุหรี่ รวมถึงไม่มีการแบ่งขายบุหรี่มวน

    เครือข่ายองค์กรงดเหล้าจังหวัดหนองบัวลำภู

    1. สนับสนุนให้เกิดกิจกรรมรณรงค์ไม่ดื่มเหล้า ไม่สูบบุหรี่ รวมถึงร่วมรณรงค์ไม่ดื่ม ไม่สูบในพื้นที่
    2. นำเสนอข่าวสารและกิจกรรมในการรณรงค์เพื่อการไม่ดื่ม ไม่สูบอย่างต่อเนื่อง

    จากน้ั้น หน่วยงานที่ร่วมลงนามได้มีการร่วมแถลงข่าวความร่วมมือบันทึกข้อตกลง ภายใต้หัวข้อนโยบายหรือการเคลื่อนงานเพื่อลดปัจจัยเสี่ยง เหล้า บุหรี่ ยาเสพติด และแนวทางการสนับสนุนการขับเคลื่อนงานในตำบลหนองหว้า และในพื้นที่จังหวัดหนองบัวลำภู โดยมีนางเขมณัฏฐ์ บุรินนิตย์ ปลัดอำเภอเมืองหนองบัวลำภู นายประวิตร ศรีบุญรัตน์ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดหนองบัวลำภู นายวิเชียร วงสิงห์ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลหนองหว้า นางสาวจุฑามาศ จิเจริญ ประชาสัมพันธ์จังหวัดหนองบัวลำภู นางสาวภาลินี ปัญนาวีภัช ผู้อำนวยการกองสาธารณสุข องค์การบริหารส่วนจังหวัดหนองบัวลำภู นางณัฏฐ์ภรณ์ กงวงษ์ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาหนองบัวลำภู และ นางวรลักษณ์ พูดเพราะ ผู้ประสานงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้าภาคอีสานตอนบน

    นอกจากนี้ ยังได้มีการกล่าวคำปฏิญานตนร่วมกัน ระหว่างหน่วยงานที่เข้าร่วมลงนาม ผู้นำชุมชน และชุมชนตำบลหนองหว้า กว่า 80 คน เขียนคำปฏิญานตน ถวายแด่พระ เจ้าอาวาสวัดพัชรกิติภาราม เพื่อเป็นการประกาศความตั้งใจและตั้งมั่นที่จะปฏิบัติตามคำปฏิญาน


    ภาพ : ประชาสัมพันธ์จังหวัดหนองบัวลำภู

    ข่าว : นาฎชฎา แจ้งพรมมา เจ้าหน้าที่แผนงานนโยบายสาธารณะ เครือข่ายองค์กรงดหล้าภาคอีสานตอนบน

  • ชมรมคนหัวใจเพชร ภาคอีสานตอนบน ร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้กระบวนการขับเคลื่อนงานลดปัจจัยเสี่ยง

    ชมรมคนหัวใจเพชร ภาคอีสานตอนบน ร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้กระบวนการขับเคลื่อนงานลดปัจจัยเสี่ยง

    เครือข่ายงดเหล้าภาคอีสานตอนบน จัดเวทีประชุมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ชมรม อ.สคล.(คนหัวใจเพชร) ขับเคลื่อนลดปัจจัยเสี่ยง ภาคอีสานตอนบน ระหว่างวันที่ 20-21 กันยายน พ.ศ. 2567 ณ ศูนย์ปฏิบัติธรรมสวนไผ่/วัดศรีบุญเรือง ตำบลหนองซน อำเภอนาทม จังหวัดนครพนม

    เวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในครั้งนี้ มีชมรม อ.สคล.(คนหัวใจเพชร) เข้าร่วม 10 ชมรม เพื่อร่วมพูดคุกระบวนการดำเนินงานในพื้นที่ตัวเองใช่วงที่ผ่านมา รวมถึงการศึกษาดูงานในพื้นที่ตำบลหนองซน อำเภอนาทม จังหวัดนครพนมอีกด้วย ซึ่งพื้นที่ของอำเภอนาทมที่ดำเนินงานขับเคลื่อนลดปัจจัยเสี่ยง มี 2 ตำบล คือ ตำบลหนองซน และ ตำบลดอนเตย ส่วนพื้นที่ที่มาร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ได้แก่ ชมรมคนหัวใจเพชร ตำบลท่าดอกคำ อำเภอบึงโขงหลง จังหวัดบึงกาฬ, ตำบลโพนสูง อำเภอปทุมรัตต์ จังหวัดร้อยเอ็ด, ชุมชนกกม่วงชี ตำบลกุดป่อง อำเภอเมือง จังหวัดเลย, ตำบลหนองโน อำเภอกระนวน จังหวัดขอนแก่น, ตำบลทุ่งกุลา อำเภอสุวรรณภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด, ตำบลโคกสี อำเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร และตำบลหนองไผ่ อำเภอนาดูน จังหวัดมหาสารคาม

    การแลกเปลี่ยนกระบวนการขับเคลื่อนงานในชุมชนคนสู้เหล้า หลายพื้นที่ได้แชรไอเดียกาทำงานร่วมกัน เช่น

    ไอเดีย-นวตกรรม ชวนคนงดเหล้าใหม่ๆ มีอะไรบ้าง/อยากทำอะไรบ้าง? ซึ่งได้มีการแลกเปลี่ยนดังนี้

    1. ทำร่วมทั้งอำเภอนาทม หนองซน/ดอนเตย ส่งเสริมการมีส่วนร่วมให้มีกิจกรรมที่เป็นรูปธรรม ทำเครือข่ายให้ชัดเจน อย่าง อสม. มีสวัสดิการ ให้คนอยากเข้าร่วม มีการดูแลสมาชิกชมรม ส่งเสริมอาชีพให้ชัดเจน ที่มีอยู่คือน้ำดื่ม สนับสนุนให้มีอาชีพเสริม งานศพปลอดเหล้าดูแล ส่งเสริม ส่งเสริมกลุ่มนางรำ
    2. นำนวตกรรมสมุนไพรงดเหล้า ไปชวนคนเลิกเหล้า เพิ่มการผลิต เพิ่มสูตร
    3. ขับเคลื่อนแผนงานนโยบายร่วมกับกลไกหลัก
    4. หากลุ่มสัมมาชีพให้นักดื่ม อยากทำน้ำดื่มสมุนไพรลดการอยากแอลกอฮอล์
    5. ใจร้อยใจลดปัจจัยเสี่ยงสุขภาพ เหล้า บุหรี่ ยาเสพติด
    6. กิจกรรมวิ่งหารายได้ ซื้อเครื่องช่วยหายใจ(ผลิตออกซิเจน) ให้กับสถานพยาบาลในชุมชน ใช้ทุนทรัพยากรคน ออกมาวิ่ง จัดกิจกรรมหาทุน นำทุนหนุนเสริมกิจกรรมเยาวชน
    7. ชุมชนมีสัมมาชีพการนวดแผนไทย ครอบครัวไหนเลิกได้ จะแจกลูกประคบให้ไปใช้งาน หรือส่งเสริมการสร้างอาชีพ สอนนวดสร้างรายได้
    8. ให้รางวัลเชิดดูเกียรติเป็นเงินผู้ที่งดเหล้าเข้าพรรษา ต่อเนื่อง ครบ 3 ปี จะได้รางวัล และรางวัลผู้ที่ตั้งใจจะงดเหล้าตลอดชีวิต โดยมีการมอบรางวัลในปีที่ 3 (เพราะเชื่อว่า งดได้มา 3 ปีแล้ว จะมาสามารถงดได้ต่ออีกแน่นอน เป็นการให้กำลังใจ)
    9. กิจกรรมวิ่งสะสมระยะชวนคนรักสุขภาพ
    10. โรงเรียนลดเหล้า มีกิจกรรมการสอน ชวนคนลด ละ เลิกเหล้า ดึงจิตอาสาจากปาร์ครันทุ่งกุลา คนหัวใจเพชร กลุ่มคนต้นแบบ จัดกิจกรรมการเรียนการสอนเดือนละ 1 ครั้ง มีการติดตามการดื่ม ว่าลดได้แล้วหรือยัง ลดยังไงบ้าง ชวนเด็กเข้ามามีส่วนร่วมกับผู้ปกครอง และมอบใบประกาศ สนับสนุนกิจกรรมสร้างสรรค์เด็ก เยาวชน เรื่องการแสดงออก

    ชุมชนคนสู้เหล้าตำบลหนองซน

    ตำบลหนองซน ด้วยความร่วมมือระหว่าง ชุมชน ชมรมคนหัวใจเพชร วัด สถานศึกษา กลุ่มเยาวชน และ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ที่มีส่วนร่วมดำเนินงานขับเคลื่อนชุมชนลปัจจัยเสี่ยง ได้จัดการต้อนรับผู้าเยือน ด้วยการนำเสนอการดำเนินงาน การแสดงของการมีส่วนร่วมจากคนสามวัย การแสดงและจำหน่ายสินค้าในชุมชน ตอคณะแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ประกอบไปด้วย

    กิจกรรมหลัก

    1. การแสดงสวดสรภัญญะ
    2. จากแสดงรำหางนกยูง จากเด็กเยาวชนในชุมชน
    3. การแสดงรำ จากกลุ่มนางรำทำขนม ตำบลหนองซน
    4. การนำเสนอกระบวนการขับเคลื่อนงาน ชุมชนคนสู้เหล้าตำบลหนองซน/ตำบลดอนเตย และรักษาการเจ้าอาวาสวัดศรีบุญเรือง ตำบลหนองซน

    ภาพ/ข่าว : เครือข่ายองค์กรงดเหล้าภาคอีสานตอนบน