Tag: สสส

  • ชุมพร ประชุมหารือเชื่อมแผนบรูณาการงานขับเคลื่อนงานด้านการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

    ชุมพร ประชุมหารือเชื่อมแผนบรูณาการงานขับเคลื่อนงานด้านการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

    เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2567 ทางประชาคมงดเหล้าจังหวัดหวัดชุมพร จัดประชุมหารือเชื่อมแผนบรูณาการงานขับเคลื่อนงานด้านการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ร่วมกับทางสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดชุมพร และสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 11 นครศรีธรรมราช (สคร.11) ณ ห้องประชุมช่อมะเดื่อ ชั้น 5 สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดชุมพร ทั้งนี้ในที่ประชุมได้มีการนำเสนอแผนการทำงานของแต่ละหน่วยงาน เพื่อหาข้อเสนอร่วมและบูรณาการร่วมในการขับเคลื่อนงานภายในจังหวัดชุมพร ซึ่งมีข้อเสนอบทบาทภารกิจร่วมในการยกระดับและเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานที่ชัดเจน มุ่งแสดงให้เห็นถึงผลสัมฤทธิ์ที่เป็นรูปธรรมมากขึ้น ใน 3 เรื่อง คือ

    1.การรณรงค์ประชาสัมพันธ์ผ่านป้ายขวางถนน เพื่อสร้างการรับรู้จากการใช้รถใช้ถนน โดยประสานความร่วมมือร่วมกันระหว่างแขวงทางหลวงจังหวัดชุมพร สาธารณสุขจังหวัดชุมพร งานอุบัติเหตุบนท้องถนน และประชาคมงดเหล้าจังหวัดชุมพร

    2.พัฒนาศักยภาพครู เสริมเกราะ สร้างภูมิคุ้มกันให้นักเรียน ป้องกันนักดื่มหน้าใหม่

    3.บรูณาการงานชุมชน 5+1 เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

    ติดตามข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่
    Facebook : เครือข่ายองค์กรงดเหล้าภาคใต้ตอนบน
    Facebook : เครือข่ายงดเหล้า 

  • ESAN STOP DRINK COVERDANCE & MUSIC AWARDS 2024 @Khon Kaen

    ESAN STOP DRINK COVERDANCE & MUSIC AWARDS 2024 @Khon Kaen

    เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2567 เวลา 09:00 น สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เครือขายองค์กรงดเหล้า(สคล.) โดยเครือข่ายองค์กรงดเหล้าภาคอีสานตอนบน และเครือข่ายองค์กรงดเหล้าจังหวัดขอนแก่น จึงได้ร่วมกับ ศูนย์เยาวชนและครอบครัวเทศบาลนครขอนแก่น จัดการออดิชั่น “ESAN STOP DRINK COVERDANCE & MUSIC AWARDS 2024 @Khon Kaen” รอบ Final ณ ศูนย์เยาวชนและครอบครัวเทศบาลนครขอนแก่น อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น

    โดยมี นายศุภฤกษ์ ต่อพันธุ์ ผู้ช่วยผู้ประสานเครือข่ายองค์กรงดเหล้าภาคอีสานตอนบน เป็นประธานในการกล่าวให้กำลังใจทีมที่เข้าร่วมการออดิชั่นในครั้งนี้ พร้อมแนะนำคณะกรรมการทรงคุณวุฒิ มีประสบการณ์เฉพาะด้านเป็นผู้พิจารณา ดังนี้


    ท่านที่ 1.นาย สิวชล ศรีบุญเรือง (ปีแอร์) ที่มีประสบการณ์ทางด้านดนตรีมากว่า 20 ปี
    ท่านที่ 2.อาจารย์ชิดชนก อุปชิตกุล (ครูฝ้าย) จบสาขาดุริยางคศิลป์ เอกขับร้อง คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้านการขับร้อง และ เป็นผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาศิลปินและบุคลิกภาพ Voice Academy by ครูฝ้าย
    ท่านที่ 3.นายพีระวัฒณ์ แสงดาว (ครูอ๊อด) ผู้จัดการสมาร์เทรนนิ่งขอนแก่น ที่ปรึกษาชมรม TO BE NUMBER ONE จ.ขอนแก่น เชี่ยวชาญด้านการออกแบบและการนำเสนอ สื่อประชาสัมพันธ์

    การจัดกิจกรรมในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อเป็นกิจกรรมส่งเสริมศักยภาพเด็กและเยาวชนด้วยการเต้น จังหวะ ดนตรี และการร้องเพลง ช่วยสร้างความเชื่อมั่นในตนเอง เป็นการฝึกทักษะการเคลื่นไหวร่างกาย และก่อให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ มีพื้นที่ในการแสดงความสามารถ พัฒนาศักยภาพให้เพิ่มพูนทักษะและประสบการณ์ เด็กและเยาวชน นอกจากนี้ยังได้ใช้เวลาให้เกิดประโยชน์ ห่างไกลจาก เหล้า บุหรี่ ยาเสพติด และปัจจัยเสี่ยง เพื่อคัดเลือกตัวแทนไปเล่นบนเวทีกิจกรรมของ สสส./เครือข่ายงดเหล้า ในถนนข้าวเหนียว ระหว่างวันที่ 13-15 เมษายน 2567 ตั้งแต่ช่วงเวลา 15.00 – 21.00 น. ส่วนที่ได้รับรางวัลวงดนตรียอดเยี่ยมจะได้สิทธิ์เล่นในช่วงเวลา 1 ทุ่มเป็นต้นไป ใกล้ไฮท์ไลท์การเล่นคลื่นมนุษย์ม่วนชื่นบ้านเฮา สนุก ปลอดภัย ไร้แอลกอฮอล์ ควบคู่กับการออกบูธ กิจกรรม ของเครือข่ายที่ทำงานด้านเด็กและเยาวชน และกิจกรรม เพื่อปกป้องเด็กและเยาวชนจากภัยน้ำเมา
    โดย กิจกรรมออดิชั่นในครั้งนี้ มีทีมที่ได้รับรางวัล วงดนตรียอดเยี่ยม ถึง 3 วงด้วยกันได้แก่

    • วง GOD_FIXED
    • วง 7UP
    • วง P’REE AND FRIENDS
      และยังมีการมอบของที่ระลึกให้แก่สมาชิกที่ได้รับรางวัล นักร้อง/นักดนตรี ยอดเยี่ยมอีก
      รางวัลนักดนตรียอดเยี่ยม
    • นักดนตรี วง GOD_FIXED นายอโนชา มาเรือง,นายพีรวัส เหล่าจูม
    • นักดนตรี วง 7UP นายโมทย์ สิทธิสมวงศ์
      รางวัลนักร้องยอดเยี่ยม
    • นักร้องนำ วง 7UP นางสาวชนัญชิดา เหลาธรรม,นางสาววรัญญา วิเศษสุนทร
    • นักร้องนำ วง GOD_FIXED นายทักษพล โลแก้ว

    กิจกรรมในครั้งนี้ขอขอบพระคุณเครือข่าย

    1. เทศบาลนครขอนแก่น

    2.ศูนย์เยาวชนและครอบครัว เทศบาลนครขอนแก่น

    3.บ้านพักเด็กและครอบครัว จังหวัดขอนแก่น

    4.ชมรม To be Number One เทศบาลนครขอนแก่น

    5.เครือข่ายเยาวชน YSDN จังหวัด ขอนแก่น

  • จัดงานบวชสร้างสุขเพียง 2 ปีครึ่ง ชาวพุทธประหยัดค่าใช้จ่ายได้มากกว่า 100 ล้าน

    จัดงานบวชสร้างสุขเพียง 2 ปีครึ่ง ชาวพุทธประหยัดค่าใช้จ่ายได้มากกว่า 100 ล้าน

    เครือข่ายพระสงฆ์นักพัฒนา ให้สติชาวพุทธหยุดทำลายศาสนา จัดงานบวชใช้เงินตั้งหลายแสน แถมเป็นหนี้ระยะยาว นั่นไม่ใช่พิธีปฏิบัติตามพระธรรมวินัย  ควรจัดงาน “บวชสร้างสุข ยึดพระธรรมวินัย ประหยัด เรียบง่าย”

    เมื่อวันที่ 20-21  มีนาคม 2567 เครือข่ายพระสงฆ์นักพัฒนาสังฆะเพื่อสังคมผู้แทน 9 ภาค ได้สัมมนาถอดบทเรียนการขับเคลื่อนงานบวชสร้างสุข  ณ วัดห้วยยอด อำเภอห้วยยอด จังหวัดตรัง และวัดลานแซะ อำเภอนาขยาด จังหวัดพัทลุง โดยได้มีการทบทวน ผลการดำเนินงานของแต่ละภาค และสะท้อนข้อมูลหลักการบวชในพระพุทธศาสนา, ผลการสำรวจสถานการณ์การจัดงานบวชของสังคมไทย, และการสังเคราะห์ลักษณะการจัดงานบวชของสังคมไทยในปัจจุบัน โดยสรุป ดังนี้

    1) หลักการบวชในพระพุทธศาสนา : เพื่อประโยชน์เกื้อกูล (พหุชนหิตาย) เพื่อความสุขของคนจำนวนมาก (พหุชนสุขาย) และที่สุดเพื่อเกื้อการุณย์แก่โลก (โลกานุกมฺปาย) สำหรับผู้ที่เข้ามาบวชในพระพุทธศาสนา วัตถุประสงค์สำคัญ คือ เพื่อศึกษาหลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า และเพื่อทดแทนคุณผู้มีพระคุณ เช่น พ่อแม่ ครูบาอาจารย์ เป็นต้น

    2) ผลการสำรวจความคิดเห็นของคนไทยตัวแทน 9 ภาค 9 จังหวัด ต่อคำถามที่ว่า ท่านเห็นด้วยหรือไม่ในการส่งเสริมให้การจัดงานบวชที่จะช่วยลดผลกระทบปัญหา ประหยัดค่าใช้จ่าย เรียบง่าย ยึดพระธรรมวินัย เน้นให้เป็นไปตามการบรรลุวัตถุประสงค์ของการบวช   ส่วนใหญ่สังคมต้องการจัดงานบวชแบบ ยึดธรรมวินัย ประหยัดค่าใช้จ่าย เรียบง่าย ลดปัญหาการทะเลาะวิวาท ความรุนแรง เน้นตามวัตถุประสงค์ของการบวชอย่างแท้จริง ซึ่งเห็นด้วยกว่า 95 เปอร์เซ็นต์ขึ้นไป

    3) ลักษณะการจัดงานบวชของสังคมไทยในปัจจุบัน

    3.1) มุ่งตอบโจทย์ทางเศรษฐกิจ นับจำนวนโต๊ะจีน เชิญแขกจำนวนมาก หวังเอาเงินซองคืน หน้าตาของเจ้าภาพ ต้องใช้จ่ายเงินเป็นจำนวนมาก ข้อมูลพบว่า การจัดงานบวชที่ผ่านมาต้องใช้เงินจำนวนมากงานขนาดเล็ก 50,000 บาท ถึง 200,000 บาท ขนาดกลาง   200,000 ถึง 500,000 บาท ขนาดใหญ่ 500,000 ถึง มากว่า 1,000,000 บาท     บางคนต้องกู้ยืมเงินมาจัดงานหวังได้เงินซองแล้วใช้คืนสุดท้ายได้เงินไม่พอต้องเป็นหนี้ระยะยาว

    3.2) การจัดงานบวชปัจจุบัน  เป็นการสร้างความแตกแยก รุนแรง ระหว่างชุมชน จากข้อมูลสำรวจสถานการณ์ความรุนแรงในงานบวชปี 2559 ถึง 2563 พบว่าความรุนแรงในงานบวชที่เป็นข่าวทางสื่อโซเซียล พบเหตุทะเลาะวิวาท 50 งานเกิดเหตุฆ่ากันตายถึง 30 ศพ  บาดเจ็บมากกว่า 80 ราย

    3.3) นอกจากนี้การจัดงานบวชในปัจจุบันเป็นการกระตุ้นให้เกิดการดื่มทั้งนักดื่มหน้าเก่า ใหม่ และเน้นความสนุกสนามมากเกินไปกว่าคุณค่า สาระสำคัญของการบวช ดังนั้น ทำให้เห็นวัยรุ่นดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และเต้นท่าต่างๆ ทั้งนอกและดื่มในวัดซึ่งผิดกฎหมายด้วย

    3.4) ค่านิยมทางสังคมในการจัดงานดังกล่าวเท่ากับการทำลายหลักการทางศาสนา และปิดกั้นการเข้าถึงศาสนา เนื่องจากผู้ที่จะบวชต้องมีความพร้อม ฐานะทางการเงิน ถ้าไม่มีต้องยืมสุดท้ายก็เป็นหนี้  ในขณะเดียวกันจากข้อมูลสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติระยะเวลา 8 ปีที่ผ่านมาสถิติประชากรสงฆ์ลดลงเฉลี่ยปีละ 10,000 รูป เป็นต้น

    ผลที่เครือข่ายพระสงฆ์นักพัฒนาสังฆะเพื่อสังคม 9  ภาค ได้ร่วมผลักดันร่วมกับหน่วยงานอื่นๆ และเชิญชวนเจ้าภาพที่มีความหนักแน่นศรัทธาเข้าใจในพระธรรมวินัย ระหว่างปี 2564-2566 (ก.ย.64-พ.ค.66) จัดงานบวชสร้างสุข ยึดพระธรรมวินัย ประหยัด เรียบง่าย ในลักษณะมาจัดงานที่วัด เพื่อหลีกเลี่ยงค่านิยมทางสังคม บางคนก็จัดงานที่บ้านโดยตรง  ในระดับพื้นที่มากกว่า 514 งาน และมีนาคที่ผ่านกระบวนการบวชพระสร้างสุข มากกว่า 825 คน/พระ สามารถประหยัดค่าใช้จ่ายในการจัดงานเฉลี่ยขั้นต่ำเทียบกับงานขนาดเล็กรายบุคคลเท่ากับ  825 รูป  x 100,000 บาท = 82,500,000 บาท (แปดสิบสองล้านห้าแสนบาท) และระหว่างเดือน กันยายน 2566 ถึง มีนาคม 2567 มีบวชสร้างสุข จำนวน 235 รูป สามารประหยัดค่าใช้จ่ายในการจัดงาน 235 รูป x 100,000 บาท = 23,500,000 บาท รวมระยะเวลา ระหว่างปี 2564 ถึง เดือน มีนาคม 2567 เครือข่ายพระสงฆ์นักพัฒนาสังฆะเพื่อสังคม

    ได้ช่วยให้ชาวพุทธประหยัดค่าใช้จ่ายในการจัดงานบวชพระ 1,060 รูป/งาน x 100,000 บาท = 106,000,000 บาท (หนึ่งร้อยหกล้านบาท)  สามารถประหยัดค่าเหล้าเบียร์ได้ 1,060 รูป/งาน x 20,000  บาท = 21,200,000 บาท (ยี่สิบเอ็ดล้านสองแสนบาท)  ระยะเวลาเพียงแค่ 2 ปีครึ่ง

    พระครูสุวรรณโพธิวรธรรม (มนัส อิ่มรัตน์) ประธานมูลนิธิสังฆะเพื่อสังคม เจ้าอาวาสวัดโพธิ์ทอง ผู้ก่อตั้งกลุ่มสัจจะสะสมทรัพย์จังหวัดจันทบุรี กล่าวว่า การบวชต้องนึกถึงหลักการทางศาสนา และวัตถุประสงค์ของการบวช สังคมได้สร้างค่านิยมที่ออกนอกกรอบพระธรรมวินัย การบวชเพื่อประโยชน์เกื้อกูลและความสุข แต่กลายเป็นความวุ้นวาย เป็นหนี้สินในการจัดงาน ทางที่ดีควรจัดงานบวชแบบเรียบง่าย ประหยัด ส่วนงบประมาณที่จะจัดงานเป็นหมื่นเป็นแสนควรตั้งวัตถุประสงค์ใหม่  ถ้าลูกจะบวชแล้วสึกควรตั้งไว้เป็นกองทุนตั้งต้นการดำเนินชีวิตของลูกดีกว่า อย่างน้อยเงิน 4-5 แสนก็สามารถชื้อบ้านได้เป็นหลัง

    พระครูภัทรธรรมคุณ ประธานเครือข่ายพระสงฆ์นักพัฒนาสังฆะเพื่อสังคมภาคกลาง  เจ้าคณะอำเภอพัฒนานิคม จ.ลพบุรี กล่าวว่า การขับเคลื่อนงานบวชสร้างสุขภาคกลาง มีความก้าวหน้าในเรื่องกระแสตอบรับเป็นอย่างดีซึ่งต้องยอมรับว่าจากข้อมูลผลสำรวจ  90 กว่าเปอร์เซ็นต์ที่โยมต้องการจัดงานบวชแบบเรียบง่าย ยึดพระธรรมวินัย และวัตถุประสงค์ของการบวชเป็นหลัก แต่ก็ต้องสู้กับค่านิยมทางสังคมที่มันฝั่งรากลึกมาต่อเนื่องซึ่งสังคมเองก็ยังไม่รู้ตัว เช่น จัดงานบวช เพื่อหน้าตา ฐานะ เจ้าภาพ เพื่อเอาคืนจากที่ตนเองได้เคยช่วยคนอื่นก่อนนั้น โดยไม่ได้เอาหลักพระธรรมวินัยเป็นตัวตั้ง และประเด็นสำคัญของภาคกลาง คือ ขาดเครือข่ายพระสงฆ์ที่มากพอในการทำให้เป็นกระแส อย่างไรก็ตาม ยังมีความเป็นในการจะทำให้โครงการงานบวชสร้างสุขสำเร็จได้ ยังยืนยันว่า ต้องทำ

    1.ค่อยเป็นค่อยไป 

    2. หาแนวร่วมในการขับเคลื่อน สร้างภาพ และการสื่อสารในวางกว้างให้เป็นกระแส 3.หาผู้มีส่วนร่วม เช่น พระสงฆ์ นายอำเภอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน

    4. ระยะยาวทำให้เป็นรูปแบบประเพณียึดถือปฏิบัติ และ

    5. มีป้ายคอยเตือนงานบวชสร้างสุข เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับเจ้าภาพ

    พระครูสมุห์วิเชียร  คุณธัมโม ประธานเครือข่ายพระสงฆ์นักพัฒนาภาคเหนือบน “การขับเคลื่อนงานบวชสร้างสุขภาคเหนือล้านนา เราเริ่มจากการพัฒนากลไกและกระบวนการดูแลเอาใจใส่ผู้ที่จะเข้ามาบวชทั้งก่อน  ระหว่างที่ยังบวชอยู่ และหลังบวชให้ครบวงจร คู่ขนานกันไป เพื่อให้เป็นพุทธศาสนิกชนที่ดีในทุกสภาวะ ให้มีคุณภาพช่วยจรรโลงพระพุทธศาสนาสืบไป โดยมีเป้าหมาย คือ “บวชอย่างมีสุขภาวะ อยู่เป็นสมณะอย่างทรงคุณค่า แม้ลาสิกขาก็ยังมีศรัทธาที่ตั้งมั่น”

    “อย่าให้ลูกหลานเรา ทั้งเมาทั้งบวช”

    พระครูโพธิวีรคุณ เจ้าคณะอำเภอปทุมรัตต์ จ.ร้อยเอ็ด ผู้ประสานเครือข่ายภาคอีสานบน  “การสร้างเครือข่ายงานบวชสร้างสุข” หมายถึง การรวมกลุ่มของพุทธศาสนิกชน, พระสงฆ์, และผู้ที่มีจิตศรัทธาที่ต้องการส่งเสริมและรักษาความเรียบง่ายและความสงบของพิธีการบวช โดยมีเป้าหมายให้งานบวชเป็นไปในแบบที่เน้นคุณค่าทางจิตวิญญาณและการสืบทอดพระพุทธศาสนามากกว่าการเน้นความบันเทิงหรือการใช้จ่ายอย่างฟุ่มเฟือย “อย่าให้ลูกหลานเรา ทั้งเมาทั้งบวช” แสดงถึงความต้องการที่จะหลีกเลี่ยงการใช้เครื่องดื่มแอลกอฮอล์และการจัดงานที่อาจนำไปสู่ความรุนแรงหรือปัญหาสังคมอื่นๆ

    “งานบวชสร้างสุข ปลอดอบายมุข เป็นสุขตลอดชีวิต” คือ การส่งเสริมให้งานบวชเป็นพิธีที่มีความหมาย, สร้างความสุขและสันติภาพในชีวิต, และปลอดจากสิ่งที่เป็นอบายมุขหรือสิ่งไม่ดีการสร้างเครือข่ายและการขยายผลในลักษณะนี้จะช่วยให้งานบวชเป็นไปในแนวทางที่สร้างสรรค์และมีคุณค่าทางจิตวิญญาณ พร้อมทั้งส่งเสริมให้สังคมไทยมีความเข้มแข็งและยั่งยืน

    พระสันต์ทัศน์ สินสมบัติ ดร.นักวิชาการเครือข่ายพระสงฆ์นักพัฒนาสังฆะเพื่อสังคมภาคเหนือตอนล่าง  กล่าวว่า ตลอดระยะเวลา 2-3 เดือนที่ผ่านมากระผมได้ลงพื้นที่จัดเวทีรับฟังความคิดเห็นสถานการณ์จัดงานบวชในพื้นที่วัดที่เข้าร่วมโครงการทั้ง 8 จังหวัด พบว่าความเชื่อของชุมชนในมิติที่ว่า หมดเงินเยอะก็ไม่เป็นไรขอให้ได้พระ 1 รูปได้เห็นชายผ้าเหลืองของลูก ค่าเหล้าเบียร์แทบจะครึ่งหนึ่งของค่าใช้จ่ายตลอดงาน และมีความเชื่อว่าต้องมีมหรสพ ดนตรีมาฉลองถึงจะรู้สึกว่าเป็นงานบวช ส่วนคนที่มีเงินไม่เยอะก็ต้องยืมเซ็นร้านเหล้าไว้ก่อนเสร็จงานแล้วค่อยจ่าย กรณีงานบวชหนึ่งมีเงินอยู่ 1 แสนบาทแต่ส่วนที่จะใช้ทั้งงานประมาณ 4 แสนบาทเมื่อเสร็จงานแล้วแกะซองได้เงิน 1 แสนรวมเป็น 2 แสนที่เหลือเป็นหนี้ 2 แสนสึกมาหลายปีแล้วยังใช้หนี้ไม่หมด เป็นเรื่องที่หดหู่มาก  ดังนั้น ภาคเหนือล่างจึงเสนอทางเลือกว่า จัดงานบวชอาหารบุฟเฟต์ ดนตรีท้องถิ่น แห่นาครำไทย หรือรำแบบท้องถิ่น โดยยึดพระธรรมวินัยเป็นหลัก

    พระมหาบวร ปวรธมฺโม   เลขาเจ้าคณะจังหวัดนครศรีธรรมราช เจ้าอาวาสวัดบุญนารอบ ผู้ประสานเครือข่ายพระสงฆ์ภาคใต้ตอนบน กล่าวว่า เครือข่ายพระสงฆ์นักพัฒนา ต้องทำงานบวชสร้างสุขอย่างเข้มข้น เพราะพระเราต้องเป็นผู้นำญาติโยมในทางที่ถูกต้อง สามารถบอกโยมได้ว่าอันไหนถูกอันไหนผิด ต้องยืนยันให้โยมได้ ให้เป็น“งานบวชวิถีใหม่ เรียบง่าย เหมาะสม ประหยัดสุด ประโยชน์สูง ปลอดภัยจากอุบัติเหตุต่างๆ” พิธีกรรม หรือประเพณีทางศาสนาต้องไม่สร้างความเดือดร้อน ซ้ำเติมชีวิตโยม   ต้องเป็นบวชสร้างสุขให้ได้

    พระอธิการโสภณ ปิยธมฺโม,ดร. เจ้าอาวาสวัดโพนขวาว จังหวัดอำนาจเจริญ ประธานโครงการบวชสร้างสุขภาคอีสานตอนล่าง “ปัจจุบันชุมชน สังคม มีการเปลี่ยนแปลงไปมาก แม้แต่การจัดงานบวชกุลบุตรในพระพุทธศาสนาก็มีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมมาก การจัดงานบวชในแต่ละครั้งต้องใช้เงินในการจัดงานบวชค้อนข้างสูงบางงานบางเจ้าภาพเสียค่าใช้จ่ายในการจัดงานบวชเป็นเงินหลายแสนบาท โครงการบวชสร้างสุข ที่มูลนิธิสังฆะเพื่อสังคม (สฆส.) ร่วมกับภาคีเครือข่ายพระสงฆ์นักพัฒนาทั่วประเทศ ได้ร่วมกันขับเคลื่อนนับได้ว่าเป็นโครงการที่ดี   มีประโยชน์ทำให้ชุมชนเกิดสุขภาวะที่ดี ทำให้เจ้าภาพงานบวชมีความรู้ความเข้าใจในการจัดงานบวชแบบประหยัดเรียบง่าย ลดค่าใช้จ่าย และถูกต้องตามพระธรรมวินัย มาร่วมกันขับเคลื่อนงานบวชสร้างสุขให้ครอบคลุมทั่วประเทศ เพื่อสุขภาวะที่ดีของชุมชน และสังคม  สืบไป”

    ด้านพระครูอุดมสุวรรณสถิต เจ้าคณะอำเภอเขาชัยสน เจ้าอาวาสวัดสุวรรณประดิษฐาราม จังหวัดพัทลุง กล่าวว่า  การบวชสร้างสุขคือการบวชเเบบประหยัด และไม่วุ่นวาย ไม่มีอบายมุขมาเกี่ยวข้องนั้นเองง่ายๆ และพระสงฆ์ต้องให้ความสำคัญว่า งานของพระสงฆ์ คือความมั่นคงของพระศาสนา หลักการที่ “ระเบียบ ประหยัด ปฏิบัติ  ขจัดภัย รักธรรมและวินัย ใส่ใจบวชสร้างสุขเป็นหลัก”  ผมได้มอบถวายป้ายให้พระในเขตอำเภอเขาชัยสนติดประกา

    ก่อนสงกรานต์ประจำปี 2567 นี้ คาดว่า จะมีการจัดงานบวชเป็นจำนวนมาก เครือข่ายพระสงฆ์นักพัฒนาสังฆะเพื่อสังคมที่เข้าร่วมโครงการบวชสร้างสุขมากกว่า 140 วัดส่งเสริมบวชสร้างสุขทั่วประเทศ มูลนิธิสังฆะเพื่อสังคม และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ขอเชิญชวนชาวพุทธจัดงานบวชแบบ “บวชสร้างสุข ยึดพระธรรมวินัย ประหยัด เรียบง่าย”  ดังนี้

    1.บวชสร้างสุข คือ การจัดงานแบบเรียบง่าย ไม่จัดใหญ่  ไม่มีหรสพ ไม่มีรถแห่ หรือถ้าจำเป็นต้องมีขบวนแห่ก็เป็นดนตรีพื้นบ้าน ไม่มีกระบวนการส่งเสริม/กระตุ้นให้เกิดการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่เป็นความเสี่ยง  

    2.เริ่มต้นเจากผู้ที่มีศรัทธาหนักแน่นในพระพุทธศาสนา จัดงาน “บวชสร้างสุข” เพื่อเป็นต้นแบบแก่ลูกหลานชาวพุทธสืบไป

    3.พระสงฆ์ ควรสร้างความมั่นใจให้ญาติโยมด้วยความเมตตา ประโยชน์สูงสุดคือผู้บวชและเจ้าภาพ ให้ได้รับอานิสงส์การบวชอย่างเต็มที่  ได้บุญเต็ม 100 ด้วยการเทศนา เชิญชวน ชี้ประโยชน์ ยกย่องเจ้าภาพ มีกติกาวัด อาจเกื้อกูลให้บริขารที่มีเยอะอยู่แล้วในวัด เช่น บาตร จีวร เป็นต้น 

    4.การจัดงานบวชสร้างสุข เป็นการไม่ซ้ำเติมความทุกข์ให้ชาวพุทธ ไม่ปิดกั้นการเข้าถึงศาสนา เชิญชวนมีความพร้อมเมื่อไหร่ก็สามารถเข้าไปขอบวชได้  เท่ากับเป็นการรักษาพระพุทธศาสนาให้มีความมั่นคงสืบไป


    เครือข่ายพระสงฆ์นักพัฒนาสังฆะเพื่อสังคม

    ชัยณรงค์ คำแดง

    ดิษณุลักษณ์ ไพฑูรย์

  • ประจวบคีรีขันธ์เปิดเวทีเสริมสร้างสุขภาวะเด็กปฐมวัย โครงการศึกษาลดการบริโภคสุราและยาสูบ

    ประจวบคีรีขันธ์เปิดเวทีเสริมสร้างสุขภาวะเด็กปฐมวัย โครงการศึกษาลดการบริโภคสุราและยาสูบ

    การดำเนินการของโครงการปลูกพลังบวก เพื่อสร้างจิตสำนึกภูมิคุ้มกันปัจจัยเสี่ยง ลดปัจจัยเสี่ยง สำหรับเด็กปฐมวัย เป็นการพัฒนาศักยภาพ ทำความเข้าใจการใช้ชุดกิจกรรมของโครงการปลูกพลังบวกฯ ในระดับจังหวัดอบรมสถานศึกษาที่เข้าร่วมโครงการ จำนวน 2,000 แห่ง กว่า 30 จังหวัดทั่วประเทศ วัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาเด็กปฐมวัยให้มีพฤติกรรมและความสามารถด้านทักษะชีวิตเป็นภูมิคุ้มกันปัจจัยเสี่ยง เหล้า บุหรี่ สิ่งเสพติด สำหรับเด็กปฐมวัย ให้สามารถอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข ปลอดภัยและเติบโตเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพของประเทศ การดำเนินงานการจัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ โชว์ แชร์ เชื่อม เชิดชูเกียรติสถานศึกษาต้นแบบและสถานศึกษาแหล่งเรียนรู้ ครั้งนี้ มีสถานศึกษาจากสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาประจวบคีรีขันธ์เขต1 และเขต 2 เข้าร่วมเวที จำนวน 150 คน ประกอบด้วยผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอนในระดับปฐมวัย

    นายอารมณ์ วงศ์บัณฑิต นักวิชาการภาคใต้โครงการปลูกพลังบวกฯ กล่าวว่า ทักษะเด็กปฐมวัยในศตวรรษที่ 21 ทักษะการเรียนรู้ ความเปลี่ยนแปลงขึ้นเรื่อย ๆ เด็กต้องมีความสามารถในการเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ หรือกิจกรรมการเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ หรือเรื่อยๆ เด็กต้องมีความสามารถในการในการเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ หรือการเรียนรู้ตลอดชีวิต(Life Long Learning) ทักษะความเข้าใจและการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล ทักษะชีวิต คือเข้าใจตนเองและรู้จักปรับตัวเข้ากับบริบทของสังคมที่เปลี่ยนไป การดำเนินงานของโครงการปลูกพลังบวก เพื่อสร้างจิตสำนึกภูมิคุ้มกันปัจจัยเสี่ยง เหล้า บุหรี่ ทำให้เด็กมีทักษะชีวิต 4 องค์ประกอบ องค์ประกอบด้านเด็ก ตระหนักรู้และเห็นคุณค่าในตนเองและผู้อื่น การคิดวิเคราะห์ ตัดสินใจและแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ การจัดการอารมณ์และความเครียด การสร้างสัมพันธภาพที่ดีกับผู้อื่น การใช้คำถามกระตุ้นความคิด R.C.A สามารถให้เด็กนำไปใช้ในชีวิตประจำวันมีการนิเทศ กำกับ ติดตาม สร้างขวัญกำลังใจ พร้อมทั้งกระบวนการพัฒนาและยกระดับสถานศึกษาที่เข้าร่วมที่มีผลการดำเนินกิจกรรมระดับยอดเยี่ยมให้เป็นสถานศึกษาต้นแบบและแหล่งเรียนรู้ การดำเนินการโครงการมีการนิเทศ กำกับ ติดตาม สร้างขวัญกำลังใจ พร้อมทั้งกระบวนการพัฒนาและยกระดับสถานศึกษาที่เข้าร่วมที่มีผลการดำเนินกิจกรรมระดับยอดเยี่ยมให้เป็นสถานศึกษาต้นแบบและแหล่งเรียนรู้ต่อไป

    น.ส.กันยาสมาส ชูจีน ผู้อำนวยสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา เขต 1 กล่าวว่า กระทรวงศึกษาธิการ ต้องเปลี่ยนหน้าที่จากผู้ดำเนินภาระกิจทางการศึกษา เปลี่ยนไปเป็น หน่วยกำกับดูแลเป็นผู้กำหนดกฎเกณฑ์การจัดการศึกษา ส่งเสริมให้เกิดวิสาหกิจทางการศึกษา สร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้ ส่งเสริมงานวิจัย สร้างองค์ความรู้ใหม่ ๆ ทำการตลาดการศึกษาไทยและส่งออกการศึกษาไทย โรงเรียน ต้องเปลี่ยนบทบาทจากการเป็นผู้ประสิทธิประสาทความรู้ เป็นสถานที่บ่มเพาะบุคลากรของชาติที่มีวิธีคิด (Mindset) และตัวตน (Character) มีนิสัยแห่งความสุขและความสำเร็จ ครูต้องเปลี่ยนบทบาทจากผู้บอก ผู้สอน เป็นผู้ตั้งคำถาม สอนวิธีหาคำตอบ มากกว่าที่จะบอกว่าคำตอบไหนผิด-ถูก เปลี่ยนจากผู้สอน(Instructor) เป็นผู้ชี้แนะ(Coach) หรือ ผู้อำนวยความสะดวก(Facilitator)ผู้เรียน เปลี่ยนบทบาทจากผู้รับการเรียนรู้ เป็นผู้กำหนดการเรียนรู้ เป็นผู้กำหนดหลักสูตร จากลูกบอลเป็นนักบอล ส่งเสริมการเรียนรู้ที่ผู้เรียนแบ่งปันการเรียนรู้ซึ่งกันและกัน(Peer Learning) เป็นผู้สร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้  ผู้ปกครองเปลี่ยนบทบาทจากผู้รับบริการทางการศึกษา เป็นผู้มีส่วนร่วมจัดการการศึกษาสภาพสังคมไทยในปัจจุบันมีปัจจัยเสี่ยงต่อเด็กปฐมวัยและเยาวชนหลายด้านโดยเฉพาะเหล้า – บุหรี่ จากการวิจัย พบว่า มีนักดื่มเหล้าและนักสูบบุหรี่หน้าใหม่ ช่วงอายุ ๑๓-๑๕ ปี เพิ่มขึ้นร้อยละ ๕ คนไทยดื่มเหล้าเป็นอันดับ ๒ ของอาเซียน มีแนวโน้มนักดื่มเหล้า นักสูบบุหรี่มีอายุน้อยลง และมีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ปัญหาที่เกิดขึ้นใกล้ตัวเด็กและมีแนวโน้มจะเป็นอันตรายต่อเด็กทั้งในปัจจุบันและอนาคต  การจัดทำโครงการปลูกพลังบวกเพื่อสร้างจิตสำนึกภูมิคุ้มกันลดปัจจัยเสี่ยงสำหรับเด็กปฐมวัย ระดับจังหวัด จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งเพื่อให้เด็กมีทักษะชีวิตเป็นภูมิคุ้มกันปัจจัยเสี่ยงเหล้าบุหรี่ อีกทั้งเป็นการพัฒนาครูปฐมวัยและผู้บริหารสถานศึกษาให้มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้“โชว์ แชร์ เชื่อม เชิดชูเกียรติ”สถานศึกษาที่มีการดำเนินงานโครงการปลูกพลังบวกฯ จนเกิดวิธีปฏิบัติที่ดี (Good Practice)

    • นางสาวดวงดาว ศรีธรรมราช สนุกคิด คิดคำนวณกับลูกพลังบวก บูรณาการกับบ้านวิทยาศาสตร์น้อย การคิดเชิงคำนวณ  เด็กสามารถอ่านและแสดงขั้นตอนโดยภาพและสัญลักษณ์ การทำงานวิเคราะห์หลักสูตร ด้านสติปัญญา บอกเหตุผลและใช้สัญลักษณ์ในการสื่อสารได้ สื่อต่างๆ จะไปนำไปเป็นกิจกรรมเล่นตามมุม เด็ก ๆ จะเรียนรู้การใช้สื่อ จะใช้คำถาม R.C.A ทำให้เด็กได้คิดวิเคราะห์แยกแยะอย่างสร้างสรรค์ เด็กสามารถแก้ปัญหาได้ ความภาคภูมิใจ  ได้เป็นสถานศึกษาต้นแบบการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษาปฐมวัย ได้เป็นครูต้นแบบ รางวัลระดับทองแดง การจัดการเรียนรู้บูรณาการทักษะชีวิต ประจำปี 2566 

    การดำเนินงานโครงการปลูกพลังบวกเพื่อสร้างจิตสำนึกภูมิคุ้มกันปัจจัยเสี่ยง สำหรับเด็กปฐมวัยภาคใต้ มีสถานศึกษาเข้าร่วมมีจังหวัดชุมพร จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จังหวัดสงขลาและจังหวัดตรัง ในปี 2562 – 2567 มีสถานศึกษาเข้าร่วมโครงการ จำนวน 207 แห่ง มีผู้บริหารและครูสอนปฐมวัยสนใจและสมัครเข้าร่วมโครงการ 450 คน  วัตถุประสงค์เพื่อให้ครูผู้สอนปฐมวัย/ผู้ดูแลเด็กปฐมวัย และผู้บริหารสถานศึกษาที่เข้าร่วมโครงการปลูกพลังบวกฯ ได้เข้าร่วมการอบรมเชิงปฏิบัติการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ “โชว์ แชร์ เชื่อม เชิดชูเกียรติ” สถานศึกษาที่เข้าร่วมโครงการปลูกพลังบวกเพื่อสร้างจิตสำนึกภูมิคุ้มกันลดปัจจัยเสี่ยงสำหรับเด็กปฐมวัย ซึ่งจะช่วยให้เกิดการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในการดำเนินกิจกรรมในโครงการให้เกิดความต่อเนื่องเกิดประโยชน์สูงสุดสำหรับเด็กปฐมวัย

  • ขอนแก่นแถลงข่าว ”สงรานต์ถนนข้าวเหนียว คลื่นมนุษย์ สนุก ปลอดภัย ไร้แอลกอฮอล์” 2567

    ขอนแก่นแถลงข่าว ”สงรานต์ถนนข้าวเหนียว คลื่นมนุษย์ สนุก ปลอดภัย ไร้แอลกอฮอล์” 2567

    เทศบาลนครขอนแก่น พร้อมหน่วยงานภาคีเครือข่าย แถลงข่าวมั่นใจ 100% สงกรานต์ปี 2567สร้าง Soft Power ระดับประเทศ และเกิด Impact ในระดับโลกได้ ด้วยการไม่ลืมรากเหง้าศิลปวัฒนธรรมอันดีงามของท้องถิ่น พร้อมเชิญชวนให้นักท่องเที่ยวร่วมชุ่มฉ่ำคลายร้อนที่ถนนข้าวเหนียว ชูความโดดเด่นของคลื่นมนุษย์สุดมิตรภาพ ภายใต้แนวคิด “สาดถึงแก่น” พร้อมนำเสนอกิจกรรมถนนข้าวเหนียว มีแนวคิดในการใช้พื้นที่ “สุขีวิถีไทย รวมใจถนนข้าวเหนียว เที่ยวสนุกบุกขอนแก่น” และยังคงมีการวางมาตรการ “สนุก ปลอดภัย ไร้แอลกอฮอล์”

    วันพุธที่ 27 มีนาคม 2567 เวลา 17.30 น. ณ ลานข้าวเหนียว ศูนย์การค้าเซ็นทรัลขอนแก่น เทศบาลนครขอนแก่น โดยการนำของ นายธีระศักดิ์ ฑีฆายุพันธุ์ นายกเทศมนตรีนครขอนแก่น ได้จัดการแถลงข่าว “งานประเพณีสุดยอดสงกรานต์อีสาน เทศกาลดอกคูนเสียงแคน และถนนข้าวเหนียว ประจำปี 2567” โดยมีผู้ร่วมแถลงข่าว จำนวน 8 ท่าน คือ 1.นายศิริวัฒน์ พินิจพาณิชย์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น 2.นายธีระศักดิ์ ฑีฆายุพันธุ์ นายกเทศมนตรีนครขอนแก่น 3.นายธาดา พรหมสาขา ณ สกลนคร รองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดขอนแก่น 4. ดร.สมยงค์ แก้วสุพรรณ ประธานสภาวัฒนธรรมจังหวัดขอนแก่น 5.นายมานพ แย้มอุทัย ผู้ทรงคุณวุฒิ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) 6. พันเอกวีระเทพ การุณรอบดุล เสนาธิการมณฑลทหารบกที่ 23 7. พันตำรวจเอกชินวัฒน์ ศรีสวัสดิ์ รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดขอนแก่น 8. นางสาวนันทพันธ์ แสงไชย ผู้ช่วยผู้อำนวยการสถานีโทรทัศน์ MONO 29 ท่ามกลางการร่วมรับฟังจากตัวแทนหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ชุมชน และ พี่น้องสื่อมวลชน ซึ่งมีสีสันของการแสดงศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย ได้แก่ การแสดงรำวงย้อนยุคจากชุมชนในเขตเทศบาลนครขอนแก่น ,การแสดง “มหาสงกรานต์ Cover Dance Festival 2024 จากเยาวชนต้นกล้าขอนแก่น ,การแสดง “รำเริงสงกรานต์ 4 ภาษา” จากสภาวัฒนธรรมจังหวัดขอนแก่น , การแสดงเต้นประกอบ MV “สงกรานต์ถนนข้าวเหนียวขอนแก่น 2024” จากชมรมทูบีนัมเบอร์วัน เทศบาลนครขอนแก่น ตลอดจนการตกแต่งสถานที่ให้มีความสอดคล้องกับรูปแบบของจัดงานสงกรานต์

    สำหรับการจัดงานประเพณีสุดยอดสงกรานต์อีสาน เทศกาลดอกคูนเสียงแคนและถนนข้าวเหนียว ปี 2567 ระหว่างวันที่ 8 – 15 เมษายน 2567 ภายใต้แนวคิด “สาดถึงแก่น” โดยแบ่งการจัดงานเป็น 2 พื้นที่ คือ

    1.พื้นที่บริเวณบึงแก่นนคร ระหว่างวันที่ 8 – 15 เมษายน 2567 เป็นการจัดงานเกี่ยวกับการส่งเสริม วัฒนธรรมประเพณี การละเล่น การแสดงกิจกรรมพื้นบ้านวิถีอีสาน อีกทั้งเน้นกิจกรรมการมีส่วนร่วมของประชาชนทุกเพศวัย อาทิ ประเพณีสุดยอดสงกรานต์อีสานเทศกาลดอกคูนเสียงแคน และถนนข้าวเหนียว ประจำปี 2567 พร้อมชมการแสดงคอนเสิร์ตคณะแพรวพราวแสงทอง และผู้ใหญ่บ้านฟินแลนด์(รับเชิญ) /กิจกรรมโฮมบุญโฮมญาติ /การประกวด COVER DANCE CONTEST / การประกวดเทพบุตร-เทพธิดา ดอกคูนเสียงแคน /การประกวดตบประทาย (ก่อกองทราย) ตลอดจนฟรีคอนเสิร์ตหมอลำ (คณะซิ่งอีสานขอนแก่น ,คณะดอกคูณมิวสิค , คณะบี ประภาพร แสนแปดบันเทิงศิลป์ ,คณะบัวลองวาทะศิลป์ ปะทะ น้องใหม่เมืองชุมแพ) และการออกร้านจำหน่ายสินค้า ณ บึงแก่นนคร

    2.พื้นที่บริเวณศาลหลักเมืองขอนแก่น และถนนข้าวเหนียว (ถนนศรีจันทร์) ระหว่างวันที่ 12 – 15 เมษายน 2567 ภายใต้แนวคิดวัฒนธรรมประเพณีที่ร่วมสมัย แต่ยังคงความเป็นอีสานอยู่ด้วยการส่งเสริมทำนุบำรุงพระศาสนา วัฒนธรรมประเพณี อาทิ พิธีทำบุญตักบาตรวันสงกรานต์ /สรงน้ำพระพุทธรูป /รดน้ำขอพรผู้สูงอายุ / ขบวนแห่พระพุทธพระลับ (พระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองขอนแก่น) และขบวนแห่สงกรานต์ จากวัดธาตุพระอารามหลวงไปยังศาลหลักเมือง /เนรมิตพื้นที่บริเวณลานจอดรถศาลหลักเมือง ให้เป็น “เกาะวัฒนธรรม” โดยจะมีการประดิษฐานพระพุทธพระลับ พระพุทธอภัยมงคลสมังคี และพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์จาก 20 คุ้มวัดในเขตเมืองขอนแก่น /รำวงย้อนยุคของพี่น้องประชาชน 4 เขต 95 ชุมชน /กิจกรรมวันข้าวเหนียวครอบครัวเดียวกัน /การเล่น Human Wave คลื่นมนุษย์ไร้แอลกอฮอล์ “คลื่นมนุษย์สุดมิตรภาพ” / การแสดงแสงสีเสียงตำนานสงกรานต์(การโชว์ของแอนโทเนียโพซิ้ว) พร้อมสนุกสุดเหวี่ยงไปกับการแสดงคอนเสิร์ตของศิลปินชื่อดังที่เวทีต่างๆในถนนข้าวเหนียว 10 กว่าเวที อาทิ

    -เวทีกลางถนนข้าวเหนียว ด้านหน้าศาลหลักเมือง (เทศบาลนครขอนแก่น เป็นผู้ดูแล)

    13 เมษายน 2567 ศิลปิน พร จันทพร & เนย ภัสวรรณ

    14 เมษายน 2567 ศิลปิน ส้มมารี / วง FLI:P /

    15 เมษายน 2567 ศิลปิน ตั๊กแตนชลดา / ซอยบอย อาร์สยาม

    -เวทีโมโน ด้านหน้าเซ็นทรัลขอนแก่น (โมโน เป็นผู้ดูแล)

    13 เมษายน 2567 ศิลปิน ป็อปปองกูล / ซานิ / โตโน่

    14 เมษายน 2567 ศิลปิน เป๊กกี้ศรีธัญญา / เบิ้ลปทุมราช /MONO ORIGINAL บิ๊กเอ็ม ถุงแป้ง ไนกี้ นีน่า

    15 เมษายน 2567 ศิลปิน พีสะเดิด / อิงฟ้า / Show Team Academemy

    ทั้งนี้ กิจกรรมถนนข้าวเหนียว มีแนวคิดในการใช้พื้นที่ “สุขีวิถีไทย รวมใจถนนข้าวเหนียว เที่ยวสนุกบุกขอนแก่น” โดยเริ่มต้นจาก ช่วงที่ 1 “สุขีวิถีไทย” ตั้งแต่ถนนศรีจันทร์ตัดกับถนนหน้าเมือง (สี่แยกเตียวฮง) ไปจนถึงธนาคารกรุงเทพสาขาขอนแก่น / ช่วงที่ 2 “รวมใจถนนข้าวเหนียว” ตั้งแต่ธนาคารกรุงเทพสาขาขอนแก่นไปจนถึงถนนศรีจันทร์ตัดกับแยกข้ามทางรถไฟ / ช่วงที่ 3 “เที่ยวสนุกบุกขอนแก่น” ตั้งแต่ถนนศรีจันทร์ตัดกับแยกข้ามทางรถไฟ ไปจนถึงถนนศรีจันทร์ตัดกับถนนมิตรภาพ (สี่แยกเซ็นทรัล)

    นอกจากนั้นเทศบาลนครขอนแก่นยังได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานภาคีเครือข่ายในการรักษาความปลอดภัย การจราจร และการควบคุมการจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ไม่ว่าจะเป็นมณฑลทหารบกที่ 23 , ตำรวจภูธรจังหวัดขอนแก่น ,ตำรวจท่องเที่ยวจังหวัดขอนแก่น ,อปพร. ,อสตร. ,เจ้าหน้าที่ป้องกัน-เจ้าหน้าที่เทศกิจ,สรรพสามิตพื้นที่ขอนแก่น ,อำเภอเมืองขอนแก่น ,ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดขอนแก่น ,สาธารณสุขจังหวัดขอนแก่น เป็นต้น ตลอดจนการติดตั้งกล้องวงจรปิด CCTV รวมไปถึงการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารกิจกรรมต่างๆผ่านหลากหลายช่องทาง ได้แก่ สื่อประชาสัมพันธ์ต่างๆ เว็บไซต์-เฟสบุ๊ค-แฟนเพจของเทศบาลนครขอนแก่น เสียงตามสายในชุมชน ตลอดจนช่องทางที่สำคัญ คือ ผ่านพี่น้องสื่อมวลชน ทั้ง วิทยุ โทรทัศน์ สิ่งพิมพ์ และสื่อออนไลน์ พร้อมกันนั้นเทศบาลนครขอนแก่นได้จัดเตรียมพื้นที่ ณ ห้องประชุมสีโห เป็นศูนย์ประสานงานสื่อมวลชน (PRESS CENTER) เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับพี่น้องสื่อมวลชนในการเผยแพร่ข้อมูลกิจกรรมดังกล่าว ระหว่างวันที่ 13 – 15 เมษายน 2567 โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คือ พี่น้องชุมชน ประชาชนชาวขอนแก่นที่ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการทำกิจกรรม และร่วมเป็นเจ้าบ้านที่ดีต้อนรับนักท่องเที่ยว

    ท้ายสุดนี้ เทศบาลนครขอนแก่น ขอประชาสัมพันธ์เชิญชวนนักท่องเที่ยวชาวไทยและชาวต่างชาติ ร่วม สร้างความประทับใจที่เป็นไฮไลท์แห่งความทรงจำ “สนุกปลอดภัยไร้แอลกอฮอล์” งานประเพณีสุดยอดสงกรานต์อีสาน เทศกาลดอกคูนเสียงแคนและถนนข้าวเหนียวประจำปี 2567 วันที่ 8–15 เมษายน 2567 “สาดถึงแก่น”

    ภาพ/เนื้อข่าว เทศบาลนครขอนแก่น/เครือข่ายงดเหล้าภาคอีสานตอนบน

  • กิจกรรมสร้างสรรค์ สร้างภูมิคุ้มกัน เหล้า บุหรี่ สร้างความสัมพันธ์ ครู ผู้ปกครองและหนูน้อยปฐมวัย นครพนม

    กิจกรรมสร้างสรรค์ สร้างภูมิคุ้มกัน เหล้า บุหรี่ สร้างความสัมพันธ์ ครู ผู้ปกครองและหนูน้อยปฐมวัย นครพนม

    วันที่ 21-22 มีนาคม 2567 เครือข่ายองค์กรงดเหล้าจังหวัดนครพนม เครือข่ายองค์กรงดเหล้าภาคอีสานตอนบน ภายใต้การสนับสนุนงบประมาณจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) จัดกิจกรรมฐานการเรียนรู้และกีฬาสัมพันธ์ครอบครัวเด็กเล็ก ณ อาคารป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยตำบลหนองซน อ.นาทม จ.นครพนม โดย นายเกษม สมสู่ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลหนองซน เป็นประธานในพิธี พร้อมคณะบริหาร, สมาชิก อบต. ,ผู้ประสานงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า,ให้เกียรติร่วมพิธีเปิด กำหนดจัดกิจกรรม 2 วัน วันที่ 21 มีนาคม 2567 จัดกิจกรรมฐานการเรียนรู้ จำนวน 3 ฐาน คือฐานกระปุกออมสิน ระบายสีหมวกกระจง และฐานโคมไฟจากลูกโป่ง เกมส์การละเล่น วาดภาพระบายสี ทำป้ายรณรงค์พิษภัยสิ่งเสพติด เหล้าบุหรี่ วันที่ 22 มีนาคม 2567 จัดกีฬาสัมพันธ์ครอบครัวเด็กเล็ก เดินพาเหรดรณรงค์ ชวน ละเลิก เหล้าบุหรี่ และแข่งกีฬาดึงชักเย่อ โยนบอลเข้าตะกร้า วิ่งเข้าเส้นชัย วิ่งไว เตะบอลเข้าโกล จักรยานขาไถ แข่งเตะฟุตบอล

    กิจกรรมครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ดังนี้
    1.ส่งเสริมให้เด็กปฐมวัย ได้เรียนรู้ รู้เท่าทันพิษภัยต่างๆ ฝึกทักษะรู้จักเลือก ซึมซับการรู้จักปฏิเสธสิ่งที่ไม่ดี
    2.ฝึกใ้ห้เด็กเล่นกีฬาร่วมกัน ปลูกฝังมีน้ำใจกับเพื่อน
    3.เชื่อมความสัมพันธ์เด็ก ผู้ปกครอง ครู สร้างความสุขร่วมกัน
    4.การให้ผู้ปกครองมีความรู้ความเข้าใจผลกระทบจากแอลกอฮอล์ส่งผลต่อเด็ก


    กิจกรรมครั้งนี้มีเด็กปฐมวัยพร้อมผู้ปกครอง รวม 150 คน ถือว่าเป็นสร้างความสัมพันธ์ สร้างภูมิคุ้มกันเหล้า บุหรี่และปัจจัยเสี่ยงและการปูพื้นฐานที่ดีให้กับเด็กเล็กเพื่อเติบโตในสังคมต่อไป