Tag: สสส

  • ภารกิจจิตวิญญาณ ปฎิญานตนลด ละ เลิกบุหรี่ (รอมฎอนนี้ไร้ควันบุหรี่) เพื่ออัลลอฮฺ เพื่อตนเอง และเพื่อคนในครอบครัว พื้นที่จังหวัดยะลา

    ภารกิจจิตวิญญาณ ปฎิญานตนลด ละ เลิกบุหรี่ (รอมฎอนนี้ไร้ควันบุหรี่) เพื่ออัลลอฮฺ เพื่อตนเอง และเพื่อคนในครอบครัว พื้นที่จังหวัดยะลา

    วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 256 ณ ลานกิจกรรมมัสยิดดารุลอาม่า หมู่ที่ 2 บ้านปาแตรายอ ตำบลเกะรอ อำเภอรามัน จังหวัดยะลา โดย เครือข่ายองค์กรงดเหล้าจังหวัดยะลา ศูนย์ประสานงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้าภาคใต้ตอนล่าง ร่วมกับ ผู้นำศาสนา เยาวชน และผู้ใหญ่บ้าน จัดโครงการประชาคมจังหวัดยะลา ร่วมควบคุมปัจจัยเสี่ยงในสังคม กิจกรรมเชิญชวน (ปฏิญาณตน) การลด ละ เลิกบุหรี่และปัจจัยเสี่ยง “ รอมฎอนนี้ ไร้ควันบุหรี่ ”

    วัตถุประสงค์ของกิจกรรม
    1.กระตุ้นให้ประชาชนตระหนักถึงโทษของบุหรี่และปัจจัยเสี่ยงต่อสุขภาพ
    2.ส่งเสริมให้ผู้เข้าร่วมปฏิญาณตนงดสูบบุหรี่ในช่วงเดือนรอมฎอน สร้างแรงจูงใจและเครือข่าย
    3.สนับสนุนให้เกิดการลด ละ เลิกบุหรี่ในระยะยาว
    4.ส่งเสริมแนวทางป้องกันปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ เช่น เครื่องดื่มแอลกอฮอล์และยาเสพติด

    รูปแบบกิจกรรม : กิจกรรมใช้กระบวนการเชิญชวน สร้างแรงบันดาลใจ และให้ความรู้ผ่าน 5 แนวทางหลัก
    1.การบรรยายพิเศษ ปาฐกถาธรรมโดยนายรอมือลี เจ๊ะหลง อีหม่ามมัสยิดดารุลอาม่าณ ในหัวข้อ “ศาสนากับการงดเว้นบุหรี่และสิ่งอบายมุขในเดือนรอมฎอน” บรรยายโดย นายอาหามะยาโดรูดิน ลอตง อนุกรรมการคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดยะลา หัวข้อ “ผลกระทบของบุหรี่ต่อสุขภาพและครอบครัว”
    2.กิจกรรมปฏิญาณตน ตัวแทนชุมชนอ่านคำปฏิญาณตน “รอมฎอนนี้ไร้ควันบุหรี่”
    3.เวทีแลกเปลี่ยนและเสวนาประสบการณ์ เปิดเวทีให้ ผู้ที่เคยเลิกบุหรี่สำเร็จ เล่าประสบการณ์และวิธีการเลิก เปิดรับ ข้อเสนอแนะจากชุมชน เกี่ยวกับแนวทางช่วยเหลือผู้ที่ต้องการเลิกบุหรี่
    4.การสร้างเครือข่ายชุมชนปลอดบุหรี่ เปิดรับสมัคร อาสาสมัครชุมชนสนับสนุนการเลิกบุหรี่โดยมีอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านเป็นผู้เชิญชวนเก็บรายชื่อคนละ 4 คน มอบหมายบทบาทให้ ผู้นำศาสนา เยาวชน และผู้ใหญ่บ้าน เป็นผู้สนับสนุน

    โดยมีกลุ่มเป้าหมาย ผู้นำศาสนา 10 คน ประชาชนในชุมชน (ที่ได้รับเชิญจากอาสาสมัคร) 31 คน อาสาสมัครด้านสุขภาพ 11 คน ประชาคมจังหวัดยะลา 4 คน กลุ่มเยาวชน YSDN 4 คน

    ผลที่คาดหวัง
    1.ผู้เข้าร่วมมีความรู้และแรงบันดาลใจ ในการลด ละ เลิกบุหรี่
    2.มีการลงนามปฏิญาณตน งดบุหรี่ในช่วงเดือนรอมฎอน
    3.เกิดเครือข่ายสนับสนุนการเลิกบุหรี่ ในชุมชน
    4.ลดการสูบบุหรี่และปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ ในพื้นที่
    5.เสริมสร้าง ชุมชนปลอดบุหรี่และสุขภาวะที่ดี โดยใช้พลังของศาสนาและชุมชน

    โดยกิจกรรมในครั้งนี้ เป็นหนึ่งในแนวทางขับเคลื่อน ชุมชนปลอดบุหรี่ และเสริมสร้างสุขภาวะในพื้นที่จังหวัดยะลา

    ติดตามข้อมูลข่าวสารได้ที่
    Facebook : งดเหล้าใต้ล่าง
    ลิ้ง : https://www.facebook.com/southstopdrink7
    Youtube : งดเหล้าใต้ล่าง
    ลิ้ง : www.youtube.com/@user-of7gt4dr7u
    Tiktok : งดเหล้าใต้ล่าง
    ลิ้ง : https://www.tiktok.com/@sdnstopdrink?_t=8oThF45F8p2&_r=1
    สถานที่ : ศูนย์ประสานงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้าภาคใต้ตอนล่าง
    ภาพ / ข่าว : เครือข่ายงดเหล้าจังหวัดยะลา

  • เครือข่ายพระสงฆ์นักพัฒนาสังฆะเพื่อสังคม 9 ภาค ห่วงใยประเทศวอนรัฐบาล “ขอให้สร้างสังคม เศรษฐกิจให้เติมโตด้วยปัญญาที่เป็นจุดแข็งของประเทศ หยุดสร้างฐานเศรษฐกิจด้วยอบายมุข เพราะจะนำประเทศไทยไปสู่ความฉิบหาย”

    เครือข่ายพระสงฆ์นักพัฒนาสังฆะเพื่อสังคม 9 ภาค ห่วงใยประเทศวอนรัฐบาล “ขอให้สร้างสังคม เศรษฐกิจให้เติมโตด้วยปัญญาที่เป็นจุดแข็งของประเทศ หยุดสร้างฐานเศรษฐกิจด้วยอบายมุข เพราะจะนำประเทศไทยไปสู่ความฉิบหาย”

    เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2568 ณ ห้องประชุมศาลาปฏิบัติธรรม วัดทับมา อ.เมืองระยอง จ.ระยอง เครือข่ายพระสงฆ์นักพัฒนา สังฆะเพื่อสังคม 9 ภาค โดยมีผู้แทนจากแต่ละภาค ได้แก่ พระครูสุวรรณโพธิวรธรรม,พระครูภัทรธรรมคุณ, ดร., พระครูปริยัติสุวัฒนาภรณ์, ดร., พระครูโพธิวีรคุณ, พระอธิการโสภณ ปิยธมฺโม, ดร., พระครูกิตติปริยัติคุณ, พระมหาบวร ปวรธมฺโม, พระครูสุมณฑ์ธรรมธาดา, พระครูอุดมสุวรรณสถิต และพระสงฆ์นักพัฒนาอื่น ๆ ที่มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนงานพัฒนาสังคมมากว่า 30 ปี ได้ประชุมหารือเพื่อทบทวนกระบวนการทำงานและกำหนดทิศทางในอนาคตตามเป้าหมาย “ธรรมนูญสุขภาพพระสงฆ์แห่งชาติ ปี 2560 และ ปี 2566” ซึ่งมีวิสัยทัศน์ว่า “พระแข็งแรง วัดมั่นคง ชุมชนเป็นสุข”

    โดยเฉพาะประเด็น “ชุมชนเป็นสุข” ได้มีการยกประเด็นนโยบายรัฐบาลขึ้นมาระดมความคิดเห็น ท้ายสุดที่ประชุม ได้แสดงความห่วงใยต่อผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อสังคมและประเทศชาติ จากนโยบายต่าง ๆ ของรัฐบาลที่เกี่ยวเนื่องกับอบายมุข จึงได้แสดงความเห็น และขอให้ข้อมูล จุดยืน แต่ละประเด็น ดังนี้

    1. พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร (Entertainment Complex) 

    ตามที่รัฐบาลได้ผลักดันเข้าสภาแล้วนั้น ส่วนประกอบสำคัญใน พ.ร.บ.ฉบับนี้คือ “กาสิโน” ซึ่งจะส่งผลให้พื้นที่ประเทศไทยสามารถเปิด “กาสิโน” หรือแหล่งพนันอย่างถูกกฎหมายหลายแห่ง หลายขนาด ในหลายพื้นที่  ไม่มีขีดจำกัด สามารถอนุมัติด้วยอำนาจของฝ่ายการเมืองไม่ได้ฟังเสียงประชาชน

    ข้อมูลประสบการณ์ทั่วโลก “กาสิโน” เป็นพื้นที่เชื่อมโยงกับการกระทำผิดกฎหมายและอาชญากรรมหลากหลายระดับ ทั้งข้ามชาติ ภายในประเทศ และท้องถิ่น ก่อเกิดการฉ้อโกงทุจริตคอรัปชัน  การเปิดให้มี “กาสิโน” ถูกกฎหมายเท่ากับเปิดพื้นที่ให้กลุ่มอาชญากรรมได้ฟอกเงิน เป็นเหตุแห่งกระบวนการเซาะกร่อนบ่อนทำลายระบบเศรษฐกิจ การเงินธนาคารของประเทศ   ในขณะเดียวกัน สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติระบุชัดเจนว่า “การพนันไม่นับรวมเป็นรายได้ประชาชาติ” แล่ะคณะกรรมการกฤษฎีกาได้ชี้ข้อมูลต่อร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้มีปัญหาทั้งในแง่หลักการและวัตถุประสงค์ที่ไม่ชัดเจน ไม่สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาล

    ในด้านสุขภาพนั้น การพนัน ถือเป็นสิ่งเสพติดประเภทหนึ่งเรียกว่า “โรคติดพนัน” เกิดปัญหาการกระตุ้นทางจิต ทำให้เกิดภาวะติดพนัน จากสถิติพบว่า นักพนัน 10 คนจะมีปัญหาเรื่องสุขภาพที่ต้องเข้าบำบัดรักษาถึง 2 คน  

    ในทางพระพุทธศาสนา ได้บรรจุคำสอนไว้อย่างชัดเจนว่า “การพนัน”  คือ หนทางแห่งความฉิบหาย เสื่อม พินาศ ย่อยยับ ของบุคคลผู้เล่น  คนรอบข้าง  พื้นที่ ท้องถิ่น  จึงมีคำพูดที่ว่า “โจรปล้นบ้าน 10 ครั้งยังไม่เท่าไฟไหม้ครั้งเดียว ไฟไหม้ 10 ครั้งยังไม่เท่ามีคนในบ้านติดการพนัน” เป็นคำกล่าวที่คนโบราณว่าไว้ถึงอันตรายจากการพนัน  ข้อมูลประจักษ์ คนร่ำรวย ติดชายแดนประเทศเพื่อนบ้าน ข้ามไปเล่นพนัน ติดพนัน จากคนมีทรัพย์สินมากมายกลายมาเป็นคนยากจนสินเนื้อประดาตัว

    2. การจะเปิดให้มีการเล่นพนันออนไลน์ถูกกฏหมาย

    ภายใต้ พระราชบัญญัติการพนัน พุทธศักราช  และร่างปรับปรุง ร่างพระราชบัญญัติการพนัน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ….  คาดว่า “มหาดไทย” เตรียมชงร่าง พ.ร.บ.การพนันฉบับแก้ไขเข้า ครม. 25 ก.พ. นี้ หลังจบขั้นตอนรับฟังความเห็นคนส่วนใหญ่ “เห็นด้วย” เพิ่มบทลงโทษคุมบ่อน พนันออนไลน์ ผู้เล่น ผู้จัด ยันคนคุม ระบบโทษสูงสุด 7 – 12 ปี

    คำอธิบายหลักการหรือประเด็นสำคัญของร่างกฎหมายหรือกฎหมายที่นำมารับฟังความคิดเห็น

    (1) กำหนดห้ามมิให้อนุญาตจัดให้มี หรือเข้าเล่น หรือเข้าพนันออนไลน์ในการเล่นอันระบุไว้ในบัญชี ก. และบัญชี ข. เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงาน

    (2) กำหนดโทษของผู้จัดให้มีการเล่นการพนันและพนันออนไลน์ หรือผู้ควบคุมระบบ และผู้เข้าเล่นการพนันและพนันออนไลน์ให้เหมาะสมแก่สภาพและความร้ายแรงแห่งความผิด

    (3) กำหนดอำนาจพนักงานเจ้าหน้าที่ในการปฏิบัติตามพระราชบัญญัติการพนัน พุทธศักราช 2478 เพื่อบังคับใช้มาตรการในการป้องกันและปราบปรามผู้กระทำผิด

    ผู้เกี่ยวข้องกับการบังคับใช้กฎหมาย

    1. เจ้าหน้าที่ของรัฐ ได้แก่ เจ้าหน้าที่ของรัฐสังกัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงวัฒนธรรม และกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น
    2. ผู้ประกอบการ ได้แก่ ผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องกับการจัดให้มีการเล่นการพนัน/ประชาชนผู้เข้าเล่นการพนัน

              โดยได้อ้างเหตุผลความจำเป็นของการให้มีระบบอนุญาต ระบบคณะกรรมการ หรือ การกำหนดโทษอาญา รวมทั้งหลักเกณฑ์การใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่รัฐ

    เจตนารมณ์ของกฎหมายว่าด้วยการพนันนั้น ตราขึ้นเพื่อควบคุมและรักษาความสงบเรียบร้อยในสังคม โดยกำหนดให้มีการควบคุม ตรวจสอบ การอนุญาต และการโฆษณาการจัดให้มีการเล่นการพนัน รวมถึงกำหนดมาตรการในการป้องกันและปราบปรามผู้กระทำผิด การจัดให้มีการเล่นการพนันจึงมีความจำเป็นต้องมีการตรวจสอบจากเจ้าหน้าที่อย่างเข้มงวด ดังนั้น ระบบการอนุญาตจึงมีความจำเป็นเพื่อควบคุมและตรวจสอบผู้ขออนุญาตให้ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขของเจ้าพนักงานผู้ออกใบอนุญาต เพื่ออำนวยความสะดวกแก่เจ้าหน้าที่ในการบังคับใช้กฎหมายให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ เพื่อเป็นการรักษาความสงบเรียบร้อยของสังคม และคุ้มครองประชาชน จึงต้องกำหนดบทลงโทษผู้กระทำผิดด้วยโทษทางอาญาที่มีอัตราโทษสูง เพื่อให้ผู้กระทำผิดเกิดความเกรงกลัว

    เครือข่ายพระสงฆ์นักพัฒนาสังฆะเพื่อสังคม ไม่เห็นด้วย กับการที่รัฐบาลจะเปิด อนุญาตให้ประชาชนสามารถขออนุญาตเปิด และเล่นพนันออนไลน์ถูกกฎหมาย เพราะการพนันออนไลน์เป็นการเปิดช่องทางให้เกิดนักพนันที่มากขึ้นนับตั้งแต่เยาวชน ถึงประชาชนทั่วไป จะเป็นเหตุเพิ่มคนติดพนัน เหตุอาชญากรรม ความรุ่นแรง ความล่มสลายของครอบครัว ความอ่อนแอของชุมชน และคนไทยโดยรวม ทั้งนี้ ไม่เชื่อมันในกระบวนการกำกับควบคุม ของกลไกตามที่กล่าว และเชื่อมั่นในหลักคำสอนทางพระพุทธศาสนา “อบายมุข  คือ ปากแห่งอบาย ปากแห่งความเสื่อม ช่องทางแห่งความฉิบหาย พินาศ ”  จึงขอให้รัฐบาลได้มีการทบทวนอย่างรอบด้าน

    3. ร่างพระราชบัญญัติ กัญชา กัญชง พ.ศ…..

    เครือข่ายพระสงฆ์นักพัฒนาสังฆะเพื่อสังคม  เห็นด้วยกับหลักการ การควบคุม เนื้อหาสำคัญใน พ.ร.บ. นี้

    1. มุ่งเน้นในการป้องกันและเยาวชน
    2. ใช้กัญชาเพื่อประโยชน์ทางการแพทย์ เป็นทางเลือกให้ประชาชนอย่างเท่าเทียม
    3. มีคณะกรรมการที่มาจากภาคประชาชนเพื่อคุ้มครองสุขภาพของประชาชนคุ้มครองผู้บริโภค และประโยชน์สาธารณะ

    4. การที่นายกรัฐมนตรี มีคำสั่งให้ทบทวน “การห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 5 วันพระใหญ่ และเวลาขาย”

    “แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2568 ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปทำการศึกษาและทบทวนกฎหมายห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอออล์ในวันพระใหญ่ และการห้ามขายในช่วงเวลา 14.00-17.00 น. ภายหลังได้รับข้อร้องเรียนจากภาคธุรกิจว่ากฎหมายเหล่านี้เป็นอุปสรรคต่อการขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และอุปสรรคต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ ไม่สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลที่มีการส่งเสริมการท่องเที่ยว”

    ข้อเท็จจริงที่นักวิชาการสรุปไว้  “เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไม่ใช่สินค้าปกติ ดื่มแล้วเมาทำให้ขาดสติ เป็นสาเหตุของปัญหาสังคม การดื่มแล้วขับ การทำร้ายร่างกายทะเลาะวิวาท ซึ่งจะเห็นว่ามีเยอะมากในสังคมปัจจุบัน นำไปสู่การใช้สารเสพติดชนิดอื่น รวมถึงเรื่องการพนันด้วย ซึ่งแพทย์ประจำห้องฉุกเฉินบอกว่า เคสที่ได้รับผลกระทบจากการดื่มแอลกอฮอล์จะมาที่ห้องฉุกเฉินเยอะโดยเฉพาะช่วงหลัง ปิดสถานบันเทิง ทำให้เกิดภาระงานเพิ่มขึ้น และเกิดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น ทำให้มีการจำกัดเวลาขายเพื่อป้องกันปัญหาจากการดื่มแอลกอฮอล์ในบางช่วงเวลา  ประสบการณ์ในต่างประเทศก็มี โดยมีทั้งประเทศที่เคยขาย ดื่มได้ตลอดเวลา สุดท้ายต้องออกมาตรการจำกัดการขาย กับประเทศที่เคยมีการจำกัดการขาย ต่อมาขอเปิดขายแล้วสุดท้ายก็ต้องกลับมาใช้มาตรการควบคุม จำกัดการขายอีก เช่น ฝั่งยุโรป และสหรัฐอเมริกาในบางรัฐห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในวันอาทิตย์

    ดังนั้น รัฐบาลต้องไม่รีบร้อน ต้องมีการศึกษาอย่างรอบด้าน จริงๆ เป้าหมายในการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลคืออะไร เพราะการกระตุ้นเศรษฐกิจมีหลายแบบ ที่ควรทำคือนโยบายที่สร้างผลกระทบน้อยที่สุด และไม่ใช่แบบที่เอาตัวเลขรายได้ที่ได้มาลบจากผลกระทบสุขภาพในด้านต่างๆ  แล้วเห็นว่ายังพอมีกำไรก็เลือกทำ แต่สิ่งที่รัฐบาลควรทำคือต้องทำนโยบายที่มีผลกระทบกับสุขภาพน้อยที่สุด  และที่จริง คนต่างชาติมาเที่ยวไทยเพราะต้องการดูบ้านเมือง วัฒนธรรมไทย ไม่ใช่หวังเข้ามาดื่มแอลกอฮอล์ แล้วที่จริงวันพระใหญ่ก็มีแค่ 4 วันใน 356 วัน เมื่อเทียบกับบางประเทศเขาห้ามขายถึง 52 วันใน 1 ปี ถ้ามองในมุมนี้ ถือว่าประเทศไทยมีวัน เวลาที่ขายได้ สร้างเศรษฐกิจได้ หลายวันอยู่แล้ว แล้วการส่งเสริมงดขายเหล้าในวันพระก็เป็นวัฒนธรรมพื้นฐาน”

    ดังนั้น เครือข่ายพระสงฆ์นักพัฒนาสังฆะเพื่อสังคม 9 ภาค ขอเจริญพร วอนเรียกร้อง ดังนี้

    1. ขอให้รัฐบาล และฝ่ายค้าน หยุดนโยบายที่เข้าใจว่า จะสร้างรายได้ ความเจริญเติมโตทางเศรษฐกิจ ของประเทศจากสร้างอบายมุขต่าง ๆ ตามบ้านเมือง เพราะที่สุดแล้วตามสัจธรรมคำสอนในพระศาสนามันคือ ความฉิบหาย ความพินาศของประเทศและประชาชน

    2. ขอเรียกร้องรัฐบาล พร้อมฝ่ายค้าน ให้มีการทบทวนนโยบายต่าง ๆ ตามที่ระบุข้างต้นนั้น ด้วยการอิงหลักวิชาการ และประสบการณ์ต่างๆ ทั้งในการบริหารประเทศที่ผ่านมา และประสบการณ์จากต่างประเทศอีกมากมายในการประกอบพิจารณาด้วยจิตใจที่ดีงามและความปรารถนาดีต่อประเทศไทยและประชาชน  ลูกหลาน

    3. ขอเรียกร้องรัฐบาล และฝ่ายค้าน ให้มีการเสนอนโยบายพัฒนาจากจุดแข็งของประเทศ คือ สังคมเกษตรกร ข้าว มันสำปะหลัง พืช ผัก ไก่ ปลา ทำอย่างไรต้นทุนถึงจะน้อย การผลิตมีคุณภาพ มีการพัฒนาการตลาด พัฒนาเทคโนโลยี มีโรงงานรองรับ และโรงงานอุตสาหกรรมต่าง ๆ ทำอย่างไรถึงจะอยู่ได้ การค้าภายในประเทศ และต่างประเทศ อีกมากมายที่จะสร้างมูลค่าเพิ่ม สร้างความเจริญทางเศรษฐกิจ และรายได้ให้ประเทศ


  • ปลูกพลังบวก เพื่อสร้างจิตสำนึกภูมิคุ้มกันปัจจัยเสี่ยง(เหล้า บุหรี่) สู่สุขภาวะที่ดีสำหรับเด็กปฐมวัย อำเภอโนนสัง

    ปลูกพลังบวก เพื่อสร้างจิตสำนึกภูมิคุ้มกันปัจจัยเสี่ยง(เหล้า บุหรี่) สู่สุขภาวะที่ดีสำหรับเด็กปฐมวัย อำเภอโนนสัง

    เครือข่ายองค์กรงดเหล้าหนองบัวลำภู โดยการสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จัดอบรมเชิงปฏิบัติการการพัฒนาเพื่อยกระดับทักษะใหม่ (Up-skill) และกระบวนการพัฒนา หรือเรียนรู้ทักษะใหม่ (Re-skill) แก่ผู้บริหารสถานศึกษาและครูปฐมวัยที่เข้าร่วมโครงการปลูกพลังบวก เพื่อสร้างจิตสำนึกภูมิคุ้มกันปัจจัยเสี่ยง (เหล้า บุหรี่) สู่สุขภาวะที่ดีสำหรับเด็กปฐมวัย ระหว่างวันที่ 25-26 มกราคม 2568 ณ ห้องประชุมโรงเรียนโนนสังพิทยาคม อำเภอโนนสัง จังหวัดหนองบัวลำภู

    พิธีเปิด โดย นายคเณศวร โครตทา สาธารณสุขอำเภอโนนสัง รับมอบหมายจากนายอำเภอโนนสัง กล่าวรายงาน โดย นางวิริยา แก่นปัดชา หัวหน้าศูนย์ประสานงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้าจังหวัดหนองบัวลำภู ทีมวิทยากรจัดกระบวนการการเรียนรู้นำโดย น.ส. จริญญา ไทยแท้ รองประธานคณะทำงานภาคตะวันออกเฉียงเหนือโครงการปลูกพลังบวก ซึ่งกิจกรรมประกอบด้วย

    1. การทบทวนพร้อมชี้แจงและทำความเข้าใจโครงการฯ แก่ผู้บริหารสถานศึกษา ครูปฐมวัย และบุคลากรที่เกี่ยวข้อง

    2. ถอดบทเรียนแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และร่วมวิเคราะห์ SWOT ผลที่เกิดขึ้นจากการจัดกิจกรรมและแผนการเรียนรู้ของโครงการปลูกพลังบวกฯ ลงสู่สถานศึกษา

    3. วิเคราะห์จุดแข็ง/จุดอ่อน/ปัญหา/อุปสรรคของการจัดกิจกรรม

    4. สรุปสถานการณ์บุหรี่ไฟฟ้าและแอลกอฮอล์ โดยคุณ วรลักษณ์ พูดเพราะ ผู้ช่วยผู้จัดการสำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้าภาคอีสานตอนบน

    5. ฝึกปฏิบัติกรณีศึกษา (Case study)

    โดยกิจกรรมในครั้งนี้มี เป้าประสงค์ เพื่อสร้างสุขภาวะที่ดีให้กับเด็กปฐมวัยทั้งในสถานศึกษาและนอกระบบสถานศึกษา

    มุ่งเน้นเด็กปฐมวัย อายุระหว่าง 2-6 ปี ให้มีทักษะชีวิต ส่งเสริมความรอบรู้และการพัฒนากิจกรรมปลูกพลังบวกเพื่อสร้างจิตสำนึกภูมิคุ้มกันปัจจัยเสี่ยง(เหล้า บุหรี่ สิ่งเสพติด) เป็นภูมิคุ้มกันร่วมกับครูปฐมวัย ผู้บริหารสถานศึกษา สร้างการมีส่วนร่วมของผู้ปกครอง ชุมชน รวมทั้งองค์กร หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สู่สุขภาวะที่ดีของเด็กปฐมวัย(Health Literacy childhood) มีผู้เข้าร่วมจากศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก คณะผู้บริหาร องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และคณะทำงานตามประกาศคำสั่งแต่งตั้งระดับอำเภอจำนวน 50 คน


    ภาพ/ข่าว เครือข่ายงดเหล้าจังหวัดหนองบัวลำภู

  • เครือข่ายพระสงฆ์นักพัฒนาฯ ชวนคนไทย สวดมนต์ข้ามปี วัดใกล้บ้าน หยุดกิจกรรมเสี่ยง เลี่ยงที่จะเริ่มต้นปีด้วยการสูญเสีย  อย่าให้ภาพเคาท์ดาวน์มรณะซานติก้าผับกลับมาสังคมไทย ยกระดับดีสวดมนต์เข้าใจเนื้อหา นำมาปฏิบัติ เป็นสังคมตื่นธรรมะ “สวดมนต์สร้างปัญญา”

    เครือข่ายพระสงฆ์นักพัฒนาฯ ชวนคนไทย สวดมนต์ข้ามปี วัดใกล้บ้าน หยุดกิจกรรมเสี่ยง เลี่ยงที่จะเริ่มต้นปีด้วยการสูญเสีย  อย่าให้ภาพเคาท์ดาวน์มรณะซานติก้าผับกลับมาสังคมไทย ยกระดับดีสวดมนต์เข้าใจเนื้อหา นำมาปฏิบัติ เป็นสังคมตื่นธรรมะ “สวดมนต์สร้างปัญญา”

    นช่วงเทศกาลปีใหม่ 2568 รัฐบาลได้ขยายระยะเวลาเฝ้าระวังอุบัติเหตุทางถนนจากเดิม 7 วัน เป็น 10 วันอันตราย ตั้งแต่วันที่ 27 ธันวาคม 2567 ถึง 5 มกราคม 2568 สาเหตุหลักมาจากสถิติอุบัติเหตุในช่วง  เทศกาลปีใหม่ 2567 ที่ผ่านมา พบว่าเกิดอุบัติเหตุ 2,288 ครั้ง มีผู้บาดเจ็บ 2,307 คน และเสียชีวิต 284 คน รัฐบาล ได้เพิ่มมาตรการเข้มงวด ตั้งด่านชุมชน ตรวจวัดแอลกอฮอล์เข้มทุกกรณี พร้อมรณรงค์ “ขับไม่ดื่ม ดื่มไม่ขับ” เพื่อสร้างความปลอดภัยบนถนน

    ในขณะเดียวกัน เครือข่ายพระสงฆ์นักพัฒนาฯ ชวนคนไทยร่วมเปลี่ยนมุมมองเฉลิมฉลองปีใหม่ ด้วยกิจกรรม “สวดมนต์ข้ามปี” ที่วัดใกล้บ้าน หวังลดพื้นที่เสี่ยง เพิ่มพื้นที่ปลอดภัย ลดความสูญเสียจากอุบัติเหตุบนท้องถนน และสร้างปีใหม่ที่สงบสุขด้วยการสะสมบุญ เจริญสติ ก้าวข้าวปีเก่าอย่างมีสิริมงคลร่วมกัน ภายใต้แนวคิด  “สวดมนต์ข้ามปี ตื่นธรรมรับปีใหม่ เริ่มต้นดี ชีวิตดี ปี 2568” พร้อมกับรณรงค์ ส่งเสริมให้คนไทยใส่เสื้อหลากสีเข้าวัด ไม่จำเป็นต้องเป็นชุดขาวอย่างเดียว ทั้งนี้เพื่อดึงคนรุ่นใหม่ หรือประชาชนทั่วไปที่ไม่ได้ใส่ชุดขาว สามารถ เข้าร่วมกิจกรรมได้อย่างไม่รู้สึกแปลกแตกต่าง

    เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2567 ที่ผ่านมา พระครูภัทรธรรมคุณ, ดร. เจ้าคณะอำเภอพัฒนานิคม จ.ลพบุรี และคณะกรรมการมูลนิธิสังฆะเพื่อสังคม ได้ร่วมแลกเปลี่ยน ในเวทีเสวนา เฉลิมฉลองปีใหม่ Party NO – L ณ โรงแรม เอบีน่า เฮ้าส์ วิภาวดี64 กรุงเทพมหานคร ถึง สถานการณ์ปัญหาสังคมไทยที่เกิดขึ้น ในช่วงเทศกาลปีใหม่ ที่หลายคนต่างมีการเฉลิมฉลอง กินดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์กัน ส่งผลให้เกิดคนเมาสู่ท้องถนน เกิดอุบัติเหตุ หลายราย โดยในพื้นที่ของ อำเภอพัฒนานิคม เป็นอันดับ 2 ของจังหวัดลพบุรี เนื่องจากเป็นอำเภอที่มีแหล่งท่องเที่ยวค่อนข้างเยอะ เช่น เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ และถนนเดินทางสะดวก ในทุก ๆ ปี จะมีการตั้งด่านชุมชน เป็นจุดสกั้น ตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์ เพื่อป้องกันปัญหา เมาแล้วขับ โดย อาตมาได้มีโอกาส ไปเยี่ยมให้กำลังใจด่านชุมชน มีการนำอาหาร กาแฟ เครื่องดื่มไปมอบให้ในทุกปี ได้มองเห็นปัญหา แล้วฉุกคิดว่า เราจะทำอย่างไรจะช่วยลดปัญหานี้ลงได้ โดยได้มองไปที่รอบ ๆ วัดของตนเองในช่วงเทศกาลปีใหม่ มีแต่เสียงดนตรี เลี้ยงฉลอง ดื่มเหล้ากัน ก็เลยจัดสวดมนต์ข้ามปี โดยเมื่อปี 2547 นั้น ใช้คำว่า “สวดมนต์สร้างสุข สามัคคี ทำความดี วิถีพุทธ”

    โดยที่จัดตอนแรก ๆ  ก็มีคนมาเข้าร่วมประมาณ 100 กว่าคน ทำต่อเนื่องมายาวนาน จนสำนักงานพระพุทธศาสนา วัฒนธรรมจังหวัด หรือ แม้กระทั่งหน่วยงานภาคี อย่าง สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ได้เข้ามาช่วยส่งเสริม จนปัจจุบันนั้น ประมาณ 1,200 คน ที่มาสวดมนต์ที่วัด และได้มีการขยายแนวคิดออกไปยังวัดต่าง ๆ ให้จัดกิจกรรมสวดมนต์ข้ามปีด้วย พบว่า ชุมชนบริเวณรอบวัดนั้น ไม่มีการจัดงานเลี้ยงฉลองปีใหม่ กินดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์กัน เหมือนเมื่อก่อน ถือว่าช่วยลดผลกระทบลงได้เยอะมาก

    ด้าน พระมหาบวร ปวรธมฺโม เจ้าอาวาสวัดบุญนารอบ จ.นครศรีธรรมราช เครือข่ายพระสงฆ์นักพัฒนาภาคใต้ กล่าวว่า ในพื้นที่ของภาคใต้เอง ในช่วงวันที่ 31 ธันวาคม ของทุกปี เกือบทุกวัดในภาคใต้เรา ได้มีการกำหนดให้มีการจัดกิจกรรม สวดมนต์ข้ามปี ทั้งในระดับ หมู่บ้าน ตำบล อำเภอ และระดับจังหวัด โดยกิจกรรม หลายวัดเริ่มจัดตั้งแต่ 18.00 น. ก็จะเริ่มมีการทำวัตร สวดมนต์ พลัดเปลี่ยน โดยหลายวัดก็ได้มีการจัดกิจกรรมสนุกสนานร่วมกับญาติโยมที่มาร่วมกิจกรรม ด้วยการจับสลากหางบัตร เพื่อรับของขวัญด้วย จัดกิจกรรมร่วมกันไปจนถึงช่วง 23.00 น. ก็จะมีการสวดเจริญพุทธมนต์ ไปจนถึงช่วง 00.30 น. เริ่มต้นวันใหม่ 1 มกราคม โดยในช่วงเช้าของ วันที่ 1 มกราคม ก็จะมีการทำบุญตักบาตร ข้าวสารอาหารแห้งร่วมกันอีกครั้ง อาตมภาพคิดว่า ในช่วงเวลาของการเปลี่ยนผ่านพุทธศักราชใหม่นั้น ในฐานะของพุทธศาสนิกชน ควรนำคำสอนของพระพุทธศาสนามาสาธยาย ผ่านบทสวดมนต์ ปฏิบัติธรรม ทำความดี ห่างไกลอบายมุข เหล้า บุหรี่ ยาเสพติด การพนัน ของมอมเมาทุกชนิด ปีใหม่ ควรเป็นปีที่ดีกว่าเดิม หากเป็นปีแห่งความสูญเสีย ก็คงเป็นเรื่องที่น่าเสียดาย ฉะนั้นแล้ว เรามาฉลองปีใหม่ด้วยธรรมะ ด้วยปัญญาร่วมกันน่าจะดีกว่า ต้องตระหนักว่า “หยุดกิจกรรมเสี่ยง เลี่ยงที่จะเริ่มต้นปีด้วยการสูญเสีย”

    สำหรับโซนภาคเหนือนั้น พระครูสุมณฑ์ธรรมธาดา เจ้าอาวาสวัดคลองกระจง จ.สุโขทัย กล่าวว่า การสวดมนต์ข้ามปี เราทำทุกปี ซึ่งเราทำมานานจนเป็นต้นแบบให้สำนักงานพระพุทธศาสนานำไปผลักดันเข้าสู่มหาเถรสมาคม มีมติให้ทุกวัดเปิดศาสนสถานในช่วงเทศกาลปีใหม่ เปิดเป็นพื้นที่ทางเลือก ในการจัดกิจกรรมเฉลิมฉลอง จัดเลี้ยงปีใหม่สังสรรค์ ที่เต็มไปด้วยปัจจัยเสี่ยงทางสุขภาพ เปิดพื้นที่สร้างค่านิยมการเฉลิมฉลองปีใหม่ที่ปลอดภัย และเป็นสิริมงคล โดยพระร่วมกับชุมชน ในการร่วมมือกันจัดเตรียมงาน เตรียมสถานที่ให้มีความพร้อมต่อการรองรับญาติโยมที่เดินทางมาร่วมงานในวัด โดยหลายวัดก็ไม่เพียงแต่มีการสวดมนต์เท่านั้น แต่ยังมีการจัดพิธีกรรมต่าง ๆ ร่วมด้วย เช่น การจัดกิจกรรมสะเดาะห์เคราะห์ ต่อชะตาตามความเชื่อ การปิดทองลูกนิมิตร การทำพิธีพุทธาภิเษก ประพรมน้ำพุทธมนต์ การกราบสักการะพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ คู่บ้านคู่เมือง เป็นต้น เพื่อให้เกิดเป็นทางเลือก ของกลุ่มเป้าหมายหลายกลุ่ม เพื่อหวังลดพื้นที่เสี่ยง จากการที่เลี้ยงฉลองกันตามผับบาร์ หรือจับกลุ่มเลี้ยงฉลองเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ที่เป็นแหล่งผลิตคนเมา สู่ท้องถนน ก่อให้เกิดอุบัติเหตุ จนบาดเจ็บ ถึงเสียชีวิตหลายราย

    ในส่วนในพื้นที่ของภาคอีสาน ด้าน พระครูอมรชัยคุณ (หลวงตาแชร์) เจ้าอาวาสวัดอาศรมธรรมทายาท จ.นครราชสีมา ได้กล่าวถึง การดำเนินกิจกรรมสวดมนต์ข้ามปีของวัดในภาคอีสานว่า เป็นกิจกรรมที่ส่งเสริมความสามัคคีกันระหว่างวัดกับชุมชน ต่างช่วยกันจัดสถานที่ไว้รองรับญาติโยมมาสวดมนต์ที่วัด มีการระดมจิตศรัทธา จัดตั้งโรงทาน อาหารเครื่องดื่มไว้ให้กับญาติโยม ที่มาทำกิจกรรมร่วมกัน ตั้งแต่ช่วงเย็นวันที่ 31 ธันวาคม ก่อนที่จะร่วมกันเจริญพระพุทธมนต์ข้ามปี ในระหว่างนั้นก็จะมีการทำวัตร ปฏิบัติธรรม เสวนาบรรยายธรรมเป็นระยะ ๆ โดยส่วนตัวที่วัดอาศรมธรรมทายาท เองจะมีเครือข่ายของโรงเรียนเบาหวานวิทยา ที่ส่งเสริมในเรื่องของสุขภาพ ก็จะมีการแลกเปลี่ยนเสวนากันในประเด็นของเรื่องของสุขภาพ การดูแลตัวเองร่วมด้วย

    ด้าน นายชัยณรงค์ คำแดง รองผู้อำนวยการสำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า กองงานเลขาเครือข่ายพระสงฆ์นักพัฒนา ได้กล่าวว่า ไม่อยากเห็นภาพความสูญเสียในอดีตเคาท์ดาวน์มรณะ”ซานติก้าผับ” ปีแห่งฝันร้ายคืนฉลองปีใหม่ 2552 ไฟไหม้สถานบันเทิงชื่อดังกลางกรุงฯ เสียชีวิต 67 คนบาดเจ็บกว่า 117 คน บทเรียนสำคัญที่ทำให้สังคมไทยได้มีคำว่า “สวดมนต์ข้ามปี” จนกลายมาเป็นวิถีของคนทุกเพศวัย ต้องไปสวดมนต์ข้ามปี สำหรับปีนี้ทุกวัดสำคัญๆ เป็นรู้จักจะสวดมนต์ข้ามปี มีแต่วัดเล็กก็จัด อย่างไรก็ตาม ปีนี้ถือว่าเป็นปีที่สำคัญคนไทยทุกกลุ่มวัยสนใจธรรมะ ที่เรียกว่า “ตื่นธรรมะ” อยากจะเชิญชวนสวดมนต์ข้ามปี ยกระดับดี เข้าใจเนื้อหาบทสวด แล้วนำไปปฏิบัติ เช่น อริยสัจ 4  ทุกข์ สมุทัย นิโรธ และมรรค ซึ่งเป็นธรรมเริ่มต้นแห่งธรรมทั้งปวง หลักปฏิบัติเริ่มต้นของมนุษย์ ที่เป็นเหตุ เป็นปัจจัยซึ่งกันและกัน ที่สุดเป็น “สวดมนต์สร้างปัญญา”

    สำหรับกิจกรรมสวดมนต์ข้ามปี ในช่วงเทศกาลปีใหม่ ในวันที่ 31 ธันวาคม 2567 นี้ มีวัดในเครือข่ายของพระสงฆ์นักพัฒนา สังฆะเพื่อสังคม ที่กระจายอยู่ ทุกภูมิภาค ทั่วประเทศ จัดสวดมนต์ข้ามปี จำนวน 166 วัด คาดมีผู้เข้าร่วมสวดมนต์ ราว 21,079 คน จากสถิติ นอกจากนี้ ยังมีการถ่ายทอดสดกิจกรรม ให้กับประชาชนที่ไม่สามารถออกไปร่วมกิจกรรมที่วัด สามารถร่วมกิจกรรมได้ทุกที่ ผ่าน Facebook จำนวน 17 ช่องทาง

    โดยสามารถเช็ควัดที่มีการจัดสวดมนต์มนต์ข้ามปี และช่องทาง การถ่ายทอดสดได้ที่ มูลนิธิสังฆะเพื่อสังคม

  • SDN FUTSAL NO-L Cup 2025 รอบคัดเลือกจังหวัดขอนแก่น

    SDN FUTSAL NO-L Cup 2025 รอบคัดเลือกจังหวัดขอนแก่น

    SDN FUTSAL NO-L CUP 2025

    วันเสาร์ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567 เครือข่ายงดเหล้าภาคอีสานตอนบน จัดการแข่งขันกีฬาฟุตซอลเยาวชน SDN FUTSAL NO-L CUP inspired by Thai PBS ชิงถ้วยพระราชทานจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า ชิงถ้วยพระราชทานจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี รอบคัดเลือกจังหวัดขอนแก่น รุ่นอายุไม่เกิน 15 ปี

    โดยมี นายธีระศักดิ์ ฑีฆายุพันธุ์ นายกเทศมนตรีนครขอนแก่น เป็นประธานเปิดการแข่งขันกีฬาฟุตซอลเยาวชน ระดับจังหวัดขอนแก่น SDN FUTSAL NO-L CUP inspired by Thai PBS “เพื่อนกัน มันส์โนแอล ไม่ดื่ม ไม่สูบ ไม่เสพ ไม่พนัน” ณ สนามกีฬากลางองค์การบริหารส่วนจังหวัดขอนแก่น และมีหน่วนยงานต่างๆ ในจังหวัดขอนแก่น ให้การสนับสนุนกิจกรรมได้แก่ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดขอนแก่น เลขานุการนายกเทศมนตรี (นายณัฐกร ศรีนวกุล,นายพันธ์ศักดิ์ศรีเรือง) นางนิภาธร พงศาปาน หัวหน้าฝ่ายป้องกันและควบคุมโรค นายภรินันท์ ภูริพงษ์พิพัฒน์ ตัวแทนเครือข่ายประชาคมงดเหล้าจังหวัดขอนแก่น ร่วมเป็นเกียรติในพิธีเปิด

    นายธีระศักดิ์ ฑีฆายุพันธุ์ นายกเทศมนตรีนครขอนแก่น

    “ งดการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในโอกาสที่ไม่ควรจะดื่ม เช่นการขับรถ เมาไม่ขับ การเล่นกีฬา และการเคารพกฎหมายปฎิบัติตามกฏหมาย”

    สืบเนื่องจากโครงการโครงการแข่งขันกีฬาฟุตซอลเยาวชน SDN FUTSAL NO – L CUP Inspired by Thai PBS “เพื่อนกัน มันส์โนแอล ไม่ดื่ม ไม่สูบ ไม่เสพ ไม่พนัน”เยาวชนชาย รุ่นอายไม่เกิน 15 ปี ชิงถ้วยสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี โดยฝ่ายจัดงานหลัก เครือข่ายองค์กรงดเหล้า กรมพลศึกษา สถานีโทรทัศน์ ThaiPBS และมูลนิธิหยุดพนัน สำหรับโครงการนี้วัตถุประสงค์เพื่อเปิดโอกาสให้นักกีฬาฟุตซอลเยาวชนที่เข้าร่วมแข่งขันได้รู้เท่าทันปัจจัยเลี่ยงแอลกอฮอล์ บุหรี่ การพนัน ยาเสพติด

    โดยจัดให้มีการแข่งขันรอบคัดเลือก ระดับจังหวัด 77 จังหวัด สู่การชิงแชมป์ระดับโซนภาค 10 โซน เพื่อคัดเลือกทีมเข้าชิงแชมป์ประเทศไทย ชิงถ้วยพระราชทาน สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ซึ่งเริ่มทำการแข่งขันระหว่างเดือน พฤศจิกายน 2567 ถึง เดือนมีนาคม 2568

    การแข่งขันรอบคัดเลือก ระดับจังหวัดขอนแก่น จัดขึ้นระหว่างวันที่ 30 พฤศจิกายน – 1 ธันวาคม 2567 มีทีมเข้าร่วมการแข่งขัน 12 ทีม โดยทีมที่เข้าแข่งขันจะได้รับรางวัลดังนี้

    1.ทีมชนะเลิศ รับถ้วยเกียรติยศ พร้อมใบประกาศนียบัตร

    2.รองชนะเลิศอันดับ 1 รับถ้วยเกียรติยศ พร้อมใบประกาศนียบัตร

    3.รองชนะเลิศอันดับ 2 และ อันดับ 3 รับถ้วยเกียรติยศ พร้อมใบประกาศนียบัตร

    โดยทีมชนะเลิศ ทีม “BNT School Sport Academy” และรองอันดับ 1 ทีม “โรงเรียนประชารัฐพัฒนาการ” จะได้เป็นตัวแทนจังหวัดขอนแก่น เพื่อเข้าร่วมการแข่งขันระดับภาค และเข้าสู่ระดับประเทศเพื่อชิงถ้วยพระราชทานฯต่อไป

    ภาพ/ข่าว เครือข่ายงดเหล้าภาคอีสานตอนบน,เทศบาลนครขอนแก่น

  • โรงเรียนบ้านกาเนะ เครือข่ายองค์กรงดเหล้าและเครือข่ายโรงเรียน ร่วมลงนาม MOU สถานศึกษาสีขาว ปลอดยาเสพติดและอบายมุข ประจำปี 2567

    โรงเรียนบ้านกาเนะ เครือข่ายองค์กรงดเหล้าและเครือข่ายโรงเรียน ร่วมลงนาม MOU สถานศึกษาสีขาว ปลอดยาเสพติดและอบายมุข ประจำปี 2567


    วันที่ 19 พฤศจิกายน 2567 ณ โรงเรียนบ้านกาเนะ ต.บ้านควน อ.เมือง จ.สตูล โดย นางอรุนา ตาเดอิน ผู้อำนวยการสถานศึกษา และ นายมุสตอฝา สุขมาศ ผู้อำนวยการเครือข่ายองค์กรงดเหล้าจังหวัดสตูล พร้อมด้วยเครือข่ายสถานศึกษา 3 แห่ง ได้แก่ โรงเรียนกาลูบี โรงเรียนกุบังจามัง และโรงเรียนทุ่งวิมาน ร่วมลงนามข้อตกลง MOU โครงการสถานศึกษาสีขาว ปลอดยาเสพติดและอบายมุข ประจำปี 2567 ซึ่งมีเครือข่าย อาทิ ศูนย์ประสานงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้าภาคใต้ตอนล่าง ผู้นำศาสนา ชมรมคนหัวใจเพชรตำบลคลองขุด ชมรมคนหัวใจเพชรตำบลพิมาน และผู้นำชุมชน ร่วมเป็นสักขีพยาน


    โครงการดังกล่าว มีวัตถุประสงค์
    1.เพื่อลดปัญหาการแพร่ระบาดยาเสพติดและอบายมุข ทั้งภายในและภายนอกสถานศึกษา
    2.เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดและอบายมุขนอกสถานศึกษาให้มีความเข้มแข็งและยั่งยืน 3.จัดแหล่งเรียนรู้ในสถานศึกษา เพื่อพัฒนาและสร้างระบบการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด อบายมุขและปัจจัยเสี่ยง

    ทั้งนี้แนวทางการดำเนินการมาตรการ 5 มาตรการ ได้แก่ ป้องกัน ค้นหา รักษา เฝ้าระวัง และบริหารจัดการ และกลยุทธ์ 4 ต้อง 2 ไม่ ตามนโยบายการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดในสถานศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ ดังนี้
    กลยุทธ์ 4 ต้อง ได้แก่
    1.สถานศึกษาต้องมีกลยุทธ์ในการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดและบริบทพื้นที่
    2.สถานศึกษาต้องมีแผนงานยาเสพติดในสถานศึกษาที่ชัดเจน
    3.สถานศึกษาต้องพัฒนาระบบรองรับยุทธศาสตร์ 4 ระบบ คือ ป้องกัน เฝ้าระวัง ดูแลช่วยเหลือ และบริหารจัดการ
    4.สถานศึกษาต้องมีเครือข่ายการทำงานระหว่างนักเรียน ครู ผู้ปกครอง และชุมชน
    2 ไม่ คือ 1.สถานศึกษาไม่ปกปิดข้อมูล กลุ่มเสพ กลุ่มติด กลุ่มค้ายา และไม่ผลักปัญหา ไม่ไล่นักเรียนออกจากสถานศึกษาแต่ต้องนำไปบำบัดรักษาแล้วกลับมาเรียนใหม่ได้ ทั้งนี้โครงการสถานศึกษาสีขาว ปลอดยาเสพติดได้ดำเนินงานมาอย่างต่อเนื่อง

    ติดตามข้อมูลข่าวสารได้ที่
    Facebook : งดเหล้าใต้ล่าง
    ลิ้ง : https://www.facebook.com/southstopdrink7
    Youtube : งดเหล้าใต้ล่าง
    ลิ้ง : www.youtube.com/@user-of7gt4dr7u
    Tiktok : งดเหล้าใต้ล่าง
    ลิ้ง : https://www.tiktok.com/@sdnstopdrink?_t=8oThF45F8p2&_r=1
    สถานที่ : ศูนย์ประสานงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้าภาคใต้ตอนล่าง
    ภาพ / ข่าว : เครือข่ายงดเหล้าจังหวัดสตูล