Tag: เครือข่ายพระสงฆ์นักพัฒนา

  • สังฆะเพื่อสังคม ห่วงวิกฤต “ทุกข์ซ้ำซ้อน” ชวนชาวไทยสวดมนต์ข้ามปี เริ่มต้นดี ชีวิตดี รับปี 2569

    สังฆะเพื่อสังคม ห่วงวิกฤต “ทุกข์ซ้ำซ้อน” ชวนชาวไทยสวดมนต์ข้ามปี เริ่มต้นดี ชีวิตดี รับปี 2569

    เครือข่ายพระสงฆ์นักพัฒนาสังฆะเพื่อสังคมทั่วประเทศ ออกแถลงการณ์แสดงความห่วงใยสถานการณ์บ้านเมือง ชี้วิกฤต “ภัยสงครามชายแดน” ที่ทับซ้อนกับ “นโยบายขยายเวลาดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์” ของรัฐบาล อาจสร้างทุกข์ซ้ำซ้อนให้คนไทยในช่วงส่งท้ายปีเก่า รณรงค์เปิดวัดทั่วประเทศจัดกิจกรรมสวดมนต์ข้ามปี น้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และส่งพลังจิตภาวนาหนุนช่วยผู้ประสบภัยชายแดน

    เมื่อวันศุกร์ที่ 19 ธันวาคม 2568 ณ วัดพัฒนาธรรมราม จังหวัดลพบุรี มูลนิธิสังฆะเพื่อสังคมได้จัดการประชุมเครือข่ายพระสงฆ์นักพัฒนาสังฆะเพื่อสังคม 9 ภาค เพื่อขับเคลื่อนแนวคิด “วัดสุขภาวะ” โดยได้รับเมตตาจาก พระวัชรสิงหบุราจารย์ (คว้าง กลฺยาณรโต) เจ้าอาวาสวัดโบสถ์ และรักษาการเจ้าคณะจังหวัดสิงห์บุรี เป็นประธาน พร้อมด้วยตัวแทนคณะสงฆ์นักพัฒนาจากพื้นที่วิกฤตทั่วประเทศร่วมแถลงการณ์

    ที่ประชุมได้หยิบยกสถานการณ์สะเทือนใจคนไทย คือ การสิ้นพระชนม์ของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2568 ซึ่งนำมาซึ่งความโศกเศร้าอย่างสุดซึ้งทั่วแผ่นดิน ในขณะที่สถานการณ์ความมั่นคงตามแนวชายแดนอีสานตอนล่าง โดยเฉพาะในเขตอำเภอน้ำยืน จ.อุบลราชธานี, ศรีสะเกษ, สุรินทร์ และบุรีรัมย์ กำลังเผชิญกับการสู้รบหนักจนประชาชนต้องอพยพละทิ้งถิ่นฐาน

    พระครูสุวรรณโพธิวรธรรม ประธานมูลนิธิสังฆะเพื่อสังคม ได้กล่าวแสดงความห่วงใยว่า “ในช่วงเวลาที่พสกนิกรชาวไทยกำลังอยู่ในความโศกเศร้า และพี่น้องตามแนวชายแดนต้องเผชิญกับภัยสงคราม อาตมามองว่าเรากำลังตกอยู่ในสภาวะ ‘ทุกข์ซ้ำซ้อน’ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เปราะบางที่สุด เราไม่ควรเพิ่มความเสี่ยงใดๆ ด้วยอบายมุข แต่ควรใช้สติและความเมตตาเป็นเครื่องคุ้มครองใจ เพื่อประคับประคองสังคมไทยให้ผ่านพ้นวิกฤตนี้ไปได้ด้วยความสงบสุข”

    ด้าน พระครูกิตติปริยัติคุณ เจ้าอาวาสวัดหนองคู อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี เปิดเผยข้อเท็จจริงเสริมจากพื้นที่ว่า “อาตมาในฐานะพระพื้นที่ยอมรับว่าวิกฤตครั้งนี้หนักมาก ทั้งพระและโยมต่างต้องอยู่อย่างลำบากท่ามกลางเสียงปืนและระเบิด ล่าสุดอพยพไปที่ปลอดภัยมาแล้วถึง 2 ครั้ง เราจึงหวังอย่างยิ่งว่าเสียงสวดมนต์จะเข้ามาแทนที่เสียงปืน เพื่อชำระล้างจิตใจที่บอบช้ำให้กลับมาเป็นสุข”

    วางรากฐานทางปัญญา ใช้ “สติ” นำทางก้าวผ่านวิกฤต

    พระครูโพธิวีรคุณ เจ้าคณะอำเภอปทุมรัตต์ วัดโพธิการาม จ.ร้อยเอ็ด ได้เน้นย้ำถึงการใช้หลักพุทธธรรมเป็นเกราะคุ้มกันสังคมว่า “ในรอยต่อของปีที่เป็นวิกฤตทับซ้อนเช่นนี้ พุทธศาสนิกชนยิ่งต้องใช้ ‘สติ’ ในการดำเนินชีวิตเป็นที่ตั้ง การสวดมนต์ข้ามปีคือการเริ่มต้นศักราชใหม่ที่สร้างสรรค์ที่สุด เป้าหมายสำคัญของเราคือการผลักดันให้วัดและชุมชนกลายเป็นพื้นที่สุขภาวะที่ส่งเสริมสุขภาพที่ดีของคนในสังคมอย่างยั่งยืน การปฏิบัติศาสนกิจนี้จะช่วยให้ทุกคนประสบความสุข และมีพลังในการสู้กับวิกฤตต่อไป”

    วิตกนโยบาย “เหล้าเสรี” ซ้ำเติมสถิติการตาย

    เครือข่ายคณะสงฆ์ฯ ได้แสดงความเป็นห่วงต่อนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลอย่างรุนแรง โดย พระครูสุมณฑ์ธรรมธาดา เจ้าคณะตำบลคลองกระจง จ.สุโขทัย ได้ระบุถึงที่มาของความเสี่ยงว่า

    ท่ามกลางบรรยากาศที่คนไทยยังตกอยู่ในความโศกเศร้า และความกังวลจากสถานการณ์ความไม่สงบตามแนวชายแดน สิ่งที่อาตมาภาพกังวลใจที่สุดในขณะนี้ คือการซ้ำเติมวิกฤตด้วยอบายมุข โดยเฉพาะ เมื่อรัฐบาลมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว ด้วยการขยายเวลาจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ทั้งการปลดล็อกให้ขายได้ในช่วงเวลา 14.00–17.00 น. รวมถึงการขยายเวลาเปิดสถานบันเทิงไปจนถึงเวลา 04.00 น. ในพื้นที่นำร่อง

    ซึ่งมาตรการเหล่านี้อาตมามองว่าจะเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ทำให้การดื่มและการเข้าถึงสุราทำได้ง่ายและยาวนานขึ้น และเมื่อหากเราย้อนดูข้อมูลสถิติช่วง 10 วันอันตรายในช่วงปีใหม่ 2568 ที่ผ่านมาเพียงปีเดียว เราพบความสูญเสียที่น่าตกใจว่า มีอุบัติเหตุเกิดขึ้นถึง 2,467 ครั้ง ส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บ 2,376 คน และต้องเสียชีวิตสูงถึง 436 ราย นี่คือตัวเลขความจริงที่เกิดขึ้นในสภาวะปกติ แต่ในปี 2569 นี้ ท่ามกลางนโยบายที่เปิดโอกาสให้ดื่มกินได้มากขึ้น อาตมาเกรงเหลือเกินว่าตัวเลขความสูญเสียจะพุ่งสูงขึ้นกว่าเดิม กลายเป็น “ทุกข์ซ้ำซ้อน” ให้กับสังคมไทยที่กำลังเปราะบาง และยากจะเยียวยา จึงขอวิงวอนให้รัฐบาลทบทวนมาตรการความปลอดภัยอย่างเข้มข้น และขอเชิญชวนพี่น้องชาวไทยทุกท่าน ให้ใช้โอกาสนี้ “เปลี่ยนหยดสุรา เป็นบทสวดมนต์” มาร่วมสวดมนต์ข้ามปีเพื่อเป็นสิริมงคลแก่ตนเองและแผ่นดิน ใช้ “สติ” เป็นเกราะคุ้มครองชีวิต เพื่อให้ปีใหม่นี้ไม่ต้องมีครอบครัวใดต้องสูญเสียอีกต่อไป

    พลิกวัดเป็น “พื้นที่สร้างสรรค์” คุ้มครองเยาวชน

    พระมหาอนุวัต ฐิตเมโธ เจ้าอาวาสวัดหนองปลาขอ จ.ลำพูน กล่าวเสริมว่า “พื้นที่ปลอดภัย” คือคำตอบสำคัญของสังคมในขณะนี้ ในปีนี้ วัดควรเปิดพื้นที่ให้เยาวชน ได้เข้ามามีส่วนร่วมในกิจกรรมสวดมนต์ข้ามปีอย่างเต็มที่ เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้ลูกหลานเราไม่ให้ไหลไปตามกระแสอบายมุขและนโยบายขยายเวลาดื่มที่กำลังเป็นความเสี่ยงอยู่รอบตัว ขอเชิญชวนเยาวชน และคนหนุ่มสาว มาร่วมใช้พื้นที่วัดเป็นจุดเริ่มต้นของปีใหม่ แทนการออกไปเผชิญความเสี่ยงบนท้องถนน มาร่วมกัน “เปลี่ยนพื้นที่วัด ให้เป็นพื้นที่สร้างสรรค์” เพื่อปลูกฝังการมีสติและก้าวข้ามวิกฤตความทุกข์ซ้ำซ้อนนี้ไปด้วยกันอย่างปลอดภัย

    4 แนวทางขับเคลื่อน “เริ่มต้นดี ชีวิตดี ที่ตัวเรา”

    เพื่อให้สังคมไทยก้าวข้ามวิกฤต เครือข่ายพระสงฆ์นักพัฒนาฯ ได้กำหนดแนวทางปฏิบัติร่วมกันดังนี้

    1. สวดมนต์ข้ามปีด้วยสติ : เชิญชวนพุทธศาสนิกชนและเยาวชนร่วมสวดมนต์ข้ามปี ณ วัดใกล้บ้าน ภายใต้แนวคิด เริ่มต้นดี ชีวิตดี เริ่มต้นได้ที่ตัวเรา”
    2. ถวายเป็นพระราชกุศล : น้อมถวายพระราชกุศลจากการสวดมนต์ ปฏิบัติธรรม แด่สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง เพื่อแสดงความกตัญญูกตเวทีและน้อมลำรึกในพระมหากรุณาธิคุณต่อพระองค์ท่านที่มีต่อปวงชนชาวไทย
    3. จิตภาวนาหนุนชายแดน : ตั้งจิตส่งกำลังใจให้พี่น้องคนไทยและทหารหาญตามแนวชายแดนให้พ้นวิกฤตการสู้รบโดยเร็ว
    4. 173 วัดนำร่องเขตสุขภาวะ : ขอเมตตาเจ้าอาวาสเครือข่าย 173 วัดทั่วประเทศ เปิดพื้นที่วัดแทนพื้นที่วงเหล้า จัดกิจกรรมสร้างสุขภาวะที่ยั่งยืนเพื่อลดความสูญเสีย

    เครือข่ายพระสงฆ์นักพัฒนาสังฆะเพื่อสังคม ขอวิงวอนให้รัฐบาลทบทวนมาตรการความปลอดภัยและขอเชิญชวนคนไทยทุกคน “เปลี่ยนหยดสุรา เป็นบทสวดมนต์” เพื่อสร้างศักราชใหม่แห่งความสงบสุขให้เกิดขึ้นบนแผ่นดินไทยสืบไป

  • เครือข่ายพระสงฆ์นักพัฒนาฯ ชวนคนไทย สวดมนต์ข้ามปี วัดใกล้บ้าน หยุดกิจกรรมเสี่ยง เลี่ยงที่จะเริ่มต้นปีด้วยการสูญเสีย  อย่าให้ภาพเคาท์ดาวน์มรณะซานติก้าผับกลับมาสังคมไทย ยกระดับดีสวดมนต์เข้าใจเนื้อหา นำมาปฏิบัติ เป็นสังคมตื่นธรรมะ “สวดมนต์สร้างปัญญา”

    เครือข่ายพระสงฆ์นักพัฒนาฯ ชวนคนไทย สวดมนต์ข้ามปี วัดใกล้บ้าน หยุดกิจกรรมเสี่ยง เลี่ยงที่จะเริ่มต้นปีด้วยการสูญเสีย  อย่าให้ภาพเคาท์ดาวน์มรณะซานติก้าผับกลับมาสังคมไทย ยกระดับดีสวดมนต์เข้าใจเนื้อหา นำมาปฏิบัติ เป็นสังคมตื่นธรรมะ “สวดมนต์สร้างปัญญา”

    นช่วงเทศกาลปีใหม่ 2568 รัฐบาลได้ขยายระยะเวลาเฝ้าระวังอุบัติเหตุทางถนนจากเดิม 7 วัน เป็น 10 วันอันตราย ตั้งแต่วันที่ 27 ธันวาคม 2567 ถึง 5 มกราคม 2568 สาเหตุหลักมาจากสถิติอุบัติเหตุในช่วง  เทศกาลปีใหม่ 2567 ที่ผ่านมา พบว่าเกิดอุบัติเหตุ 2,288 ครั้ง มีผู้บาดเจ็บ 2,307 คน และเสียชีวิต 284 คน รัฐบาล ได้เพิ่มมาตรการเข้มงวด ตั้งด่านชุมชน ตรวจวัดแอลกอฮอล์เข้มทุกกรณี พร้อมรณรงค์ “ขับไม่ดื่ม ดื่มไม่ขับ” เพื่อสร้างความปลอดภัยบนถนน

    ในขณะเดียวกัน เครือข่ายพระสงฆ์นักพัฒนาฯ ชวนคนไทยร่วมเปลี่ยนมุมมองเฉลิมฉลองปีใหม่ ด้วยกิจกรรม “สวดมนต์ข้ามปี” ที่วัดใกล้บ้าน หวังลดพื้นที่เสี่ยง เพิ่มพื้นที่ปลอดภัย ลดความสูญเสียจากอุบัติเหตุบนท้องถนน และสร้างปีใหม่ที่สงบสุขด้วยการสะสมบุญ เจริญสติ ก้าวข้าวปีเก่าอย่างมีสิริมงคลร่วมกัน ภายใต้แนวคิด  “สวดมนต์ข้ามปี ตื่นธรรมรับปีใหม่ เริ่มต้นดี ชีวิตดี ปี 2568” พร้อมกับรณรงค์ ส่งเสริมให้คนไทยใส่เสื้อหลากสีเข้าวัด ไม่จำเป็นต้องเป็นชุดขาวอย่างเดียว ทั้งนี้เพื่อดึงคนรุ่นใหม่ หรือประชาชนทั่วไปที่ไม่ได้ใส่ชุดขาว สามารถ เข้าร่วมกิจกรรมได้อย่างไม่รู้สึกแปลกแตกต่าง

    เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2567 ที่ผ่านมา พระครูภัทรธรรมคุณ, ดร. เจ้าคณะอำเภอพัฒนานิคม จ.ลพบุรี และคณะกรรมการมูลนิธิสังฆะเพื่อสังคม ได้ร่วมแลกเปลี่ยน ในเวทีเสวนา เฉลิมฉลองปีใหม่ Party NO – L ณ โรงแรม เอบีน่า เฮ้าส์ วิภาวดี64 กรุงเทพมหานคร ถึง สถานการณ์ปัญหาสังคมไทยที่เกิดขึ้น ในช่วงเทศกาลปีใหม่ ที่หลายคนต่างมีการเฉลิมฉลอง กินดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์กัน ส่งผลให้เกิดคนเมาสู่ท้องถนน เกิดอุบัติเหตุ หลายราย โดยในพื้นที่ของ อำเภอพัฒนานิคม เป็นอันดับ 2 ของจังหวัดลพบุรี เนื่องจากเป็นอำเภอที่มีแหล่งท่องเที่ยวค่อนข้างเยอะ เช่น เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ และถนนเดินทางสะดวก ในทุก ๆ ปี จะมีการตั้งด่านชุมชน เป็นจุดสกั้น ตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์ เพื่อป้องกันปัญหา เมาแล้วขับ โดย อาตมาได้มีโอกาส ไปเยี่ยมให้กำลังใจด่านชุมชน มีการนำอาหาร กาแฟ เครื่องดื่มไปมอบให้ในทุกปี ได้มองเห็นปัญหา แล้วฉุกคิดว่า เราจะทำอย่างไรจะช่วยลดปัญหานี้ลงได้ โดยได้มองไปที่รอบ ๆ วัดของตนเองในช่วงเทศกาลปีใหม่ มีแต่เสียงดนตรี เลี้ยงฉลอง ดื่มเหล้ากัน ก็เลยจัดสวดมนต์ข้ามปี โดยเมื่อปี 2547 นั้น ใช้คำว่า “สวดมนต์สร้างสุข สามัคคี ทำความดี วิถีพุทธ”

    โดยที่จัดตอนแรก ๆ  ก็มีคนมาเข้าร่วมประมาณ 100 กว่าคน ทำต่อเนื่องมายาวนาน จนสำนักงานพระพุทธศาสนา วัฒนธรรมจังหวัด หรือ แม้กระทั่งหน่วยงานภาคี อย่าง สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ได้เข้ามาช่วยส่งเสริม จนปัจจุบันนั้น ประมาณ 1,200 คน ที่มาสวดมนต์ที่วัด และได้มีการขยายแนวคิดออกไปยังวัดต่าง ๆ ให้จัดกิจกรรมสวดมนต์ข้ามปีด้วย พบว่า ชุมชนบริเวณรอบวัดนั้น ไม่มีการจัดงานเลี้ยงฉลองปีใหม่ กินดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์กัน เหมือนเมื่อก่อน ถือว่าช่วยลดผลกระทบลงได้เยอะมาก

    ด้าน พระมหาบวร ปวรธมฺโม เจ้าอาวาสวัดบุญนารอบ จ.นครศรีธรรมราช เครือข่ายพระสงฆ์นักพัฒนาภาคใต้ กล่าวว่า ในพื้นที่ของภาคใต้เอง ในช่วงวันที่ 31 ธันวาคม ของทุกปี เกือบทุกวัดในภาคใต้เรา ได้มีการกำหนดให้มีการจัดกิจกรรม สวดมนต์ข้ามปี ทั้งในระดับ หมู่บ้าน ตำบล อำเภอ และระดับจังหวัด โดยกิจกรรม หลายวัดเริ่มจัดตั้งแต่ 18.00 น. ก็จะเริ่มมีการทำวัตร สวดมนต์ พลัดเปลี่ยน โดยหลายวัดก็ได้มีการจัดกิจกรรมสนุกสนานร่วมกับญาติโยมที่มาร่วมกิจกรรม ด้วยการจับสลากหางบัตร เพื่อรับของขวัญด้วย จัดกิจกรรมร่วมกันไปจนถึงช่วง 23.00 น. ก็จะมีการสวดเจริญพุทธมนต์ ไปจนถึงช่วง 00.30 น. เริ่มต้นวันใหม่ 1 มกราคม โดยในช่วงเช้าของ วันที่ 1 มกราคม ก็จะมีการทำบุญตักบาตร ข้าวสารอาหารแห้งร่วมกันอีกครั้ง อาตมภาพคิดว่า ในช่วงเวลาของการเปลี่ยนผ่านพุทธศักราชใหม่นั้น ในฐานะของพุทธศาสนิกชน ควรนำคำสอนของพระพุทธศาสนามาสาธยาย ผ่านบทสวดมนต์ ปฏิบัติธรรม ทำความดี ห่างไกลอบายมุข เหล้า บุหรี่ ยาเสพติด การพนัน ของมอมเมาทุกชนิด ปีใหม่ ควรเป็นปีที่ดีกว่าเดิม หากเป็นปีแห่งความสูญเสีย ก็คงเป็นเรื่องที่น่าเสียดาย ฉะนั้นแล้ว เรามาฉลองปีใหม่ด้วยธรรมะ ด้วยปัญญาร่วมกันน่าจะดีกว่า ต้องตระหนักว่า “หยุดกิจกรรมเสี่ยง เลี่ยงที่จะเริ่มต้นปีด้วยการสูญเสีย”

    สำหรับโซนภาคเหนือนั้น พระครูสุมณฑ์ธรรมธาดา เจ้าอาวาสวัดคลองกระจง จ.สุโขทัย กล่าวว่า การสวดมนต์ข้ามปี เราทำทุกปี ซึ่งเราทำมานานจนเป็นต้นแบบให้สำนักงานพระพุทธศาสนานำไปผลักดันเข้าสู่มหาเถรสมาคม มีมติให้ทุกวัดเปิดศาสนสถานในช่วงเทศกาลปีใหม่ เปิดเป็นพื้นที่ทางเลือก ในการจัดกิจกรรมเฉลิมฉลอง จัดเลี้ยงปีใหม่สังสรรค์ ที่เต็มไปด้วยปัจจัยเสี่ยงทางสุขภาพ เปิดพื้นที่สร้างค่านิยมการเฉลิมฉลองปีใหม่ที่ปลอดภัย และเป็นสิริมงคล โดยพระร่วมกับชุมชน ในการร่วมมือกันจัดเตรียมงาน เตรียมสถานที่ให้มีความพร้อมต่อการรองรับญาติโยมที่เดินทางมาร่วมงานในวัด โดยหลายวัดก็ไม่เพียงแต่มีการสวดมนต์เท่านั้น แต่ยังมีการจัดพิธีกรรมต่าง ๆ ร่วมด้วย เช่น การจัดกิจกรรมสะเดาะห์เคราะห์ ต่อชะตาตามความเชื่อ การปิดทองลูกนิมิตร การทำพิธีพุทธาภิเษก ประพรมน้ำพุทธมนต์ การกราบสักการะพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ คู่บ้านคู่เมือง เป็นต้น เพื่อให้เกิดเป็นทางเลือก ของกลุ่มเป้าหมายหลายกลุ่ม เพื่อหวังลดพื้นที่เสี่ยง จากการที่เลี้ยงฉลองกันตามผับบาร์ หรือจับกลุ่มเลี้ยงฉลองเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ที่เป็นแหล่งผลิตคนเมา สู่ท้องถนน ก่อให้เกิดอุบัติเหตุ จนบาดเจ็บ ถึงเสียชีวิตหลายราย

    ในส่วนในพื้นที่ของภาคอีสาน ด้าน พระครูอมรชัยคุณ (หลวงตาแชร์) เจ้าอาวาสวัดอาศรมธรรมทายาท จ.นครราชสีมา ได้กล่าวถึง การดำเนินกิจกรรมสวดมนต์ข้ามปีของวัดในภาคอีสานว่า เป็นกิจกรรมที่ส่งเสริมความสามัคคีกันระหว่างวัดกับชุมชน ต่างช่วยกันจัดสถานที่ไว้รองรับญาติโยมมาสวดมนต์ที่วัด มีการระดมจิตศรัทธา จัดตั้งโรงทาน อาหารเครื่องดื่มไว้ให้กับญาติโยม ที่มาทำกิจกรรมร่วมกัน ตั้งแต่ช่วงเย็นวันที่ 31 ธันวาคม ก่อนที่จะร่วมกันเจริญพระพุทธมนต์ข้ามปี ในระหว่างนั้นก็จะมีการทำวัตร ปฏิบัติธรรม เสวนาบรรยายธรรมเป็นระยะ ๆ โดยส่วนตัวที่วัดอาศรมธรรมทายาท เองจะมีเครือข่ายของโรงเรียนเบาหวานวิทยา ที่ส่งเสริมในเรื่องของสุขภาพ ก็จะมีการแลกเปลี่ยนเสวนากันในประเด็นของเรื่องของสุขภาพ การดูแลตัวเองร่วมด้วย

    ด้าน นายชัยณรงค์ คำแดง รองผู้อำนวยการสำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า กองงานเลขาเครือข่ายพระสงฆ์นักพัฒนา ได้กล่าวว่า ไม่อยากเห็นภาพความสูญเสียในอดีตเคาท์ดาวน์มรณะ”ซานติก้าผับ” ปีแห่งฝันร้ายคืนฉลองปีใหม่ 2552 ไฟไหม้สถานบันเทิงชื่อดังกลางกรุงฯ เสียชีวิต 67 คนบาดเจ็บกว่า 117 คน บทเรียนสำคัญที่ทำให้สังคมไทยได้มีคำว่า “สวดมนต์ข้ามปี” จนกลายมาเป็นวิถีของคนทุกเพศวัย ต้องไปสวดมนต์ข้ามปี สำหรับปีนี้ทุกวัดสำคัญๆ เป็นรู้จักจะสวดมนต์ข้ามปี มีแต่วัดเล็กก็จัด อย่างไรก็ตาม ปีนี้ถือว่าเป็นปีที่สำคัญคนไทยทุกกลุ่มวัยสนใจธรรมะ ที่เรียกว่า “ตื่นธรรมะ” อยากจะเชิญชวนสวดมนต์ข้ามปี ยกระดับดี เข้าใจเนื้อหาบทสวด แล้วนำไปปฏิบัติ เช่น อริยสัจ 4  ทุกข์ สมุทัย นิโรธ และมรรค ซึ่งเป็นธรรมเริ่มต้นแห่งธรรมทั้งปวง หลักปฏิบัติเริ่มต้นของมนุษย์ ที่เป็นเหตุ เป็นปัจจัยซึ่งกันและกัน ที่สุดเป็น “สวดมนต์สร้างปัญญา”

    สำหรับกิจกรรมสวดมนต์ข้ามปี ในช่วงเทศกาลปีใหม่ ในวันที่ 31 ธันวาคม 2567 นี้ มีวัดในเครือข่ายของพระสงฆ์นักพัฒนา สังฆะเพื่อสังคม ที่กระจายอยู่ ทุกภูมิภาค ทั่วประเทศ จัดสวดมนต์ข้ามปี จำนวน 166 วัด คาดมีผู้เข้าร่วมสวดมนต์ ราว 21,079 คน จากสถิติ นอกจากนี้ ยังมีการถ่ายทอดสดกิจกรรม ให้กับประชาชนที่ไม่สามารถออกไปร่วมกิจกรรมที่วัด สามารถร่วมกิจกรรมได้ทุกที่ ผ่าน Facebook จำนวน 17 ช่องทาง

    โดยสามารถเช็ควัดที่มีการจัดสวดมนต์มนต์ข้ามปี และช่องทาง การถ่ายทอดสดได้ที่ มูลนิธิสังฆะเพื่อสังคม

  • จัดงานบวชสร้างสุขเพียง 2 ปีครึ่ง ชาวพุทธประหยัดค่าใช้จ่ายได้มากกว่า 100 ล้าน

    จัดงานบวชสร้างสุขเพียง 2 ปีครึ่ง ชาวพุทธประหยัดค่าใช้จ่ายได้มากกว่า 100 ล้าน

    เครือข่ายพระสงฆ์นักพัฒนา ให้สติชาวพุทธหยุดทำลายศาสนา จัดงานบวชใช้เงินตั้งหลายแสน แถมเป็นหนี้ระยะยาว นั่นไม่ใช่พิธีปฏิบัติตามพระธรรมวินัย  ควรจัดงาน “บวชสร้างสุข ยึดพระธรรมวินัย ประหยัด เรียบง่าย”

    เมื่อวันที่ 20-21  มีนาคม 2567 เครือข่ายพระสงฆ์นักพัฒนาสังฆะเพื่อสังคมผู้แทน 9 ภาค ได้สัมมนาถอดบทเรียนการขับเคลื่อนงานบวชสร้างสุข  ณ วัดห้วยยอด อำเภอห้วยยอด จังหวัดตรัง และวัดลานแซะ อำเภอนาขยาด จังหวัดพัทลุง โดยได้มีการทบทวน ผลการดำเนินงานของแต่ละภาค และสะท้อนข้อมูลหลักการบวชในพระพุทธศาสนา, ผลการสำรวจสถานการณ์การจัดงานบวชของสังคมไทย, และการสังเคราะห์ลักษณะการจัดงานบวชของสังคมไทยในปัจจุบัน โดยสรุป ดังนี้

    1) หลักการบวชในพระพุทธศาสนา : เพื่อประโยชน์เกื้อกูล (พหุชนหิตาย) เพื่อความสุขของคนจำนวนมาก (พหุชนสุขาย) และที่สุดเพื่อเกื้อการุณย์แก่โลก (โลกานุกมฺปาย) สำหรับผู้ที่เข้ามาบวชในพระพุทธศาสนา วัตถุประสงค์สำคัญ คือ เพื่อศึกษาหลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า และเพื่อทดแทนคุณผู้มีพระคุณ เช่น พ่อแม่ ครูบาอาจารย์ เป็นต้น

    2) ผลการสำรวจความคิดเห็นของคนไทยตัวแทน 9 ภาค 9 จังหวัด ต่อคำถามที่ว่า ท่านเห็นด้วยหรือไม่ในการส่งเสริมให้การจัดงานบวชที่จะช่วยลดผลกระทบปัญหา ประหยัดค่าใช้จ่าย เรียบง่าย ยึดพระธรรมวินัย เน้นให้เป็นไปตามการบรรลุวัตถุประสงค์ของการบวช   ส่วนใหญ่สังคมต้องการจัดงานบวชแบบ ยึดธรรมวินัย ประหยัดค่าใช้จ่าย เรียบง่าย ลดปัญหาการทะเลาะวิวาท ความรุนแรง เน้นตามวัตถุประสงค์ของการบวชอย่างแท้จริง ซึ่งเห็นด้วยกว่า 95 เปอร์เซ็นต์ขึ้นไป

    3) ลักษณะการจัดงานบวชของสังคมไทยในปัจจุบัน

    3.1) มุ่งตอบโจทย์ทางเศรษฐกิจ นับจำนวนโต๊ะจีน เชิญแขกจำนวนมาก หวังเอาเงินซองคืน หน้าตาของเจ้าภาพ ต้องใช้จ่ายเงินเป็นจำนวนมาก ข้อมูลพบว่า การจัดงานบวชที่ผ่านมาต้องใช้เงินจำนวนมากงานขนาดเล็ก 50,000 บาท ถึง 200,000 บาท ขนาดกลาง   200,000 ถึง 500,000 บาท ขนาดใหญ่ 500,000 ถึง มากว่า 1,000,000 บาท     บางคนต้องกู้ยืมเงินมาจัดงานหวังได้เงินซองแล้วใช้คืนสุดท้ายได้เงินไม่พอต้องเป็นหนี้ระยะยาว

    3.2) การจัดงานบวชปัจจุบัน  เป็นการสร้างความแตกแยก รุนแรง ระหว่างชุมชน จากข้อมูลสำรวจสถานการณ์ความรุนแรงในงานบวชปี 2559 ถึง 2563 พบว่าความรุนแรงในงานบวชที่เป็นข่าวทางสื่อโซเซียล พบเหตุทะเลาะวิวาท 50 งานเกิดเหตุฆ่ากันตายถึง 30 ศพ  บาดเจ็บมากกว่า 80 ราย

    3.3) นอกจากนี้การจัดงานบวชในปัจจุบันเป็นการกระตุ้นให้เกิดการดื่มทั้งนักดื่มหน้าเก่า ใหม่ และเน้นความสนุกสนามมากเกินไปกว่าคุณค่า สาระสำคัญของการบวช ดังนั้น ทำให้เห็นวัยรุ่นดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และเต้นท่าต่างๆ ทั้งนอกและดื่มในวัดซึ่งผิดกฎหมายด้วย

    3.4) ค่านิยมทางสังคมในการจัดงานดังกล่าวเท่ากับการทำลายหลักการทางศาสนา และปิดกั้นการเข้าถึงศาสนา เนื่องจากผู้ที่จะบวชต้องมีความพร้อม ฐานะทางการเงิน ถ้าไม่มีต้องยืมสุดท้ายก็เป็นหนี้  ในขณะเดียวกันจากข้อมูลสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติระยะเวลา 8 ปีที่ผ่านมาสถิติประชากรสงฆ์ลดลงเฉลี่ยปีละ 10,000 รูป เป็นต้น

    ผลที่เครือข่ายพระสงฆ์นักพัฒนาสังฆะเพื่อสังคม 9  ภาค ได้ร่วมผลักดันร่วมกับหน่วยงานอื่นๆ และเชิญชวนเจ้าภาพที่มีความหนักแน่นศรัทธาเข้าใจในพระธรรมวินัย ระหว่างปี 2564-2566 (ก.ย.64-พ.ค.66) จัดงานบวชสร้างสุข ยึดพระธรรมวินัย ประหยัด เรียบง่าย ในลักษณะมาจัดงานที่วัด เพื่อหลีกเลี่ยงค่านิยมทางสังคม บางคนก็จัดงานที่บ้านโดยตรง  ในระดับพื้นที่มากกว่า 514 งาน และมีนาคที่ผ่านกระบวนการบวชพระสร้างสุข มากกว่า 825 คน/พระ สามารถประหยัดค่าใช้จ่ายในการจัดงานเฉลี่ยขั้นต่ำเทียบกับงานขนาดเล็กรายบุคคลเท่ากับ  825 รูป  x 100,000 บาท = 82,500,000 บาท (แปดสิบสองล้านห้าแสนบาท) และระหว่างเดือน กันยายน 2566 ถึง มีนาคม 2567 มีบวชสร้างสุข จำนวน 235 รูป สามารประหยัดค่าใช้จ่ายในการจัดงาน 235 รูป x 100,000 บาท = 23,500,000 บาท รวมระยะเวลา ระหว่างปี 2564 ถึง เดือน มีนาคม 2567 เครือข่ายพระสงฆ์นักพัฒนาสังฆะเพื่อสังคม

    ได้ช่วยให้ชาวพุทธประหยัดค่าใช้จ่ายในการจัดงานบวชพระ 1,060 รูป/งาน x 100,000 บาท = 106,000,000 บาท (หนึ่งร้อยหกล้านบาท)  สามารถประหยัดค่าเหล้าเบียร์ได้ 1,060 รูป/งาน x 20,000  บาท = 21,200,000 บาท (ยี่สิบเอ็ดล้านสองแสนบาท)  ระยะเวลาเพียงแค่ 2 ปีครึ่ง

    พระครูสุวรรณโพธิวรธรรม (มนัส อิ่มรัตน์) ประธานมูลนิธิสังฆะเพื่อสังคม เจ้าอาวาสวัดโพธิ์ทอง ผู้ก่อตั้งกลุ่มสัจจะสะสมทรัพย์จังหวัดจันทบุรี กล่าวว่า การบวชต้องนึกถึงหลักการทางศาสนา และวัตถุประสงค์ของการบวช สังคมได้สร้างค่านิยมที่ออกนอกกรอบพระธรรมวินัย การบวชเพื่อประโยชน์เกื้อกูลและความสุข แต่กลายเป็นความวุ้นวาย เป็นหนี้สินในการจัดงาน ทางที่ดีควรจัดงานบวชแบบเรียบง่าย ประหยัด ส่วนงบประมาณที่จะจัดงานเป็นหมื่นเป็นแสนควรตั้งวัตถุประสงค์ใหม่  ถ้าลูกจะบวชแล้วสึกควรตั้งไว้เป็นกองทุนตั้งต้นการดำเนินชีวิตของลูกดีกว่า อย่างน้อยเงิน 4-5 แสนก็สามารถชื้อบ้านได้เป็นหลัง

    พระครูภัทรธรรมคุณ ประธานเครือข่ายพระสงฆ์นักพัฒนาสังฆะเพื่อสังคมภาคกลาง  เจ้าคณะอำเภอพัฒนานิคม จ.ลพบุรี กล่าวว่า การขับเคลื่อนงานบวชสร้างสุขภาคกลาง มีความก้าวหน้าในเรื่องกระแสตอบรับเป็นอย่างดีซึ่งต้องยอมรับว่าจากข้อมูลผลสำรวจ  90 กว่าเปอร์เซ็นต์ที่โยมต้องการจัดงานบวชแบบเรียบง่าย ยึดพระธรรมวินัย และวัตถุประสงค์ของการบวชเป็นหลัก แต่ก็ต้องสู้กับค่านิยมทางสังคมที่มันฝั่งรากลึกมาต่อเนื่องซึ่งสังคมเองก็ยังไม่รู้ตัว เช่น จัดงานบวช เพื่อหน้าตา ฐานะ เจ้าภาพ เพื่อเอาคืนจากที่ตนเองได้เคยช่วยคนอื่นก่อนนั้น โดยไม่ได้เอาหลักพระธรรมวินัยเป็นตัวตั้ง และประเด็นสำคัญของภาคกลาง คือ ขาดเครือข่ายพระสงฆ์ที่มากพอในการทำให้เป็นกระแส อย่างไรก็ตาม ยังมีความเป็นในการจะทำให้โครงการงานบวชสร้างสุขสำเร็จได้ ยังยืนยันว่า ต้องทำ

    1.ค่อยเป็นค่อยไป 

    2. หาแนวร่วมในการขับเคลื่อน สร้างภาพ และการสื่อสารในวางกว้างให้เป็นกระแส 3.หาผู้มีส่วนร่วม เช่น พระสงฆ์ นายอำเภอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน

    4. ระยะยาวทำให้เป็นรูปแบบประเพณียึดถือปฏิบัติ และ

    5. มีป้ายคอยเตือนงานบวชสร้างสุข เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับเจ้าภาพ

    พระครูสมุห์วิเชียร  คุณธัมโม ประธานเครือข่ายพระสงฆ์นักพัฒนาภาคเหนือบน “การขับเคลื่อนงานบวชสร้างสุขภาคเหนือล้านนา เราเริ่มจากการพัฒนากลไกและกระบวนการดูแลเอาใจใส่ผู้ที่จะเข้ามาบวชทั้งก่อน  ระหว่างที่ยังบวชอยู่ และหลังบวชให้ครบวงจร คู่ขนานกันไป เพื่อให้เป็นพุทธศาสนิกชนที่ดีในทุกสภาวะ ให้มีคุณภาพช่วยจรรโลงพระพุทธศาสนาสืบไป โดยมีเป้าหมาย คือ “บวชอย่างมีสุขภาวะ อยู่เป็นสมณะอย่างทรงคุณค่า แม้ลาสิกขาก็ยังมีศรัทธาที่ตั้งมั่น”

    “อย่าให้ลูกหลานเรา ทั้งเมาทั้งบวช”

    พระครูโพธิวีรคุณ เจ้าคณะอำเภอปทุมรัตต์ จ.ร้อยเอ็ด ผู้ประสานเครือข่ายภาคอีสานบน  “การสร้างเครือข่ายงานบวชสร้างสุข” หมายถึง การรวมกลุ่มของพุทธศาสนิกชน, พระสงฆ์, และผู้ที่มีจิตศรัทธาที่ต้องการส่งเสริมและรักษาความเรียบง่ายและความสงบของพิธีการบวช โดยมีเป้าหมายให้งานบวชเป็นไปในแบบที่เน้นคุณค่าทางจิตวิญญาณและการสืบทอดพระพุทธศาสนามากกว่าการเน้นความบันเทิงหรือการใช้จ่ายอย่างฟุ่มเฟือย “อย่าให้ลูกหลานเรา ทั้งเมาทั้งบวช” แสดงถึงความต้องการที่จะหลีกเลี่ยงการใช้เครื่องดื่มแอลกอฮอล์และการจัดงานที่อาจนำไปสู่ความรุนแรงหรือปัญหาสังคมอื่นๆ

    “งานบวชสร้างสุข ปลอดอบายมุข เป็นสุขตลอดชีวิต” คือ การส่งเสริมให้งานบวชเป็นพิธีที่มีความหมาย, สร้างความสุขและสันติภาพในชีวิต, และปลอดจากสิ่งที่เป็นอบายมุขหรือสิ่งไม่ดีการสร้างเครือข่ายและการขยายผลในลักษณะนี้จะช่วยให้งานบวชเป็นไปในแนวทางที่สร้างสรรค์และมีคุณค่าทางจิตวิญญาณ พร้อมทั้งส่งเสริมให้สังคมไทยมีความเข้มแข็งและยั่งยืน

    พระสันต์ทัศน์ สินสมบัติ ดร.นักวิชาการเครือข่ายพระสงฆ์นักพัฒนาสังฆะเพื่อสังคมภาคเหนือตอนล่าง  กล่าวว่า ตลอดระยะเวลา 2-3 เดือนที่ผ่านมากระผมได้ลงพื้นที่จัดเวทีรับฟังความคิดเห็นสถานการณ์จัดงานบวชในพื้นที่วัดที่เข้าร่วมโครงการทั้ง 8 จังหวัด พบว่าความเชื่อของชุมชนในมิติที่ว่า หมดเงินเยอะก็ไม่เป็นไรขอให้ได้พระ 1 รูปได้เห็นชายผ้าเหลืองของลูก ค่าเหล้าเบียร์แทบจะครึ่งหนึ่งของค่าใช้จ่ายตลอดงาน และมีความเชื่อว่าต้องมีมหรสพ ดนตรีมาฉลองถึงจะรู้สึกว่าเป็นงานบวช ส่วนคนที่มีเงินไม่เยอะก็ต้องยืมเซ็นร้านเหล้าไว้ก่อนเสร็จงานแล้วค่อยจ่าย กรณีงานบวชหนึ่งมีเงินอยู่ 1 แสนบาทแต่ส่วนที่จะใช้ทั้งงานประมาณ 4 แสนบาทเมื่อเสร็จงานแล้วแกะซองได้เงิน 1 แสนรวมเป็น 2 แสนที่เหลือเป็นหนี้ 2 แสนสึกมาหลายปีแล้วยังใช้หนี้ไม่หมด เป็นเรื่องที่หดหู่มาก  ดังนั้น ภาคเหนือล่างจึงเสนอทางเลือกว่า จัดงานบวชอาหารบุฟเฟต์ ดนตรีท้องถิ่น แห่นาครำไทย หรือรำแบบท้องถิ่น โดยยึดพระธรรมวินัยเป็นหลัก

    พระมหาบวร ปวรธมฺโม   เลขาเจ้าคณะจังหวัดนครศรีธรรมราช เจ้าอาวาสวัดบุญนารอบ ผู้ประสานเครือข่ายพระสงฆ์ภาคใต้ตอนบน กล่าวว่า เครือข่ายพระสงฆ์นักพัฒนา ต้องทำงานบวชสร้างสุขอย่างเข้มข้น เพราะพระเราต้องเป็นผู้นำญาติโยมในทางที่ถูกต้อง สามารถบอกโยมได้ว่าอันไหนถูกอันไหนผิด ต้องยืนยันให้โยมได้ ให้เป็น“งานบวชวิถีใหม่ เรียบง่าย เหมาะสม ประหยัดสุด ประโยชน์สูง ปลอดภัยจากอุบัติเหตุต่างๆ” พิธีกรรม หรือประเพณีทางศาสนาต้องไม่สร้างความเดือดร้อน ซ้ำเติมชีวิตโยม   ต้องเป็นบวชสร้างสุขให้ได้

    พระอธิการโสภณ ปิยธมฺโม,ดร. เจ้าอาวาสวัดโพนขวาว จังหวัดอำนาจเจริญ ประธานโครงการบวชสร้างสุขภาคอีสานตอนล่าง “ปัจจุบันชุมชน สังคม มีการเปลี่ยนแปลงไปมาก แม้แต่การจัดงานบวชกุลบุตรในพระพุทธศาสนาก็มีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมมาก การจัดงานบวชในแต่ละครั้งต้องใช้เงินในการจัดงานบวชค้อนข้างสูงบางงานบางเจ้าภาพเสียค่าใช้จ่ายในการจัดงานบวชเป็นเงินหลายแสนบาท โครงการบวชสร้างสุข ที่มูลนิธิสังฆะเพื่อสังคม (สฆส.) ร่วมกับภาคีเครือข่ายพระสงฆ์นักพัฒนาทั่วประเทศ ได้ร่วมกันขับเคลื่อนนับได้ว่าเป็นโครงการที่ดี   มีประโยชน์ทำให้ชุมชนเกิดสุขภาวะที่ดี ทำให้เจ้าภาพงานบวชมีความรู้ความเข้าใจในการจัดงานบวชแบบประหยัดเรียบง่าย ลดค่าใช้จ่าย และถูกต้องตามพระธรรมวินัย มาร่วมกันขับเคลื่อนงานบวชสร้างสุขให้ครอบคลุมทั่วประเทศ เพื่อสุขภาวะที่ดีของชุมชน และสังคม  สืบไป”

    ด้านพระครูอุดมสุวรรณสถิต เจ้าคณะอำเภอเขาชัยสน เจ้าอาวาสวัดสุวรรณประดิษฐาราม จังหวัดพัทลุง กล่าวว่า  การบวชสร้างสุขคือการบวชเเบบประหยัด และไม่วุ่นวาย ไม่มีอบายมุขมาเกี่ยวข้องนั้นเองง่ายๆ และพระสงฆ์ต้องให้ความสำคัญว่า งานของพระสงฆ์ คือความมั่นคงของพระศาสนา หลักการที่ “ระเบียบ ประหยัด ปฏิบัติ  ขจัดภัย รักธรรมและวินัย ใส่ใจบวชสร้างสุขเป็นหลัก”  ผมได้มอบถวายป้ายให้พระในเขตอำเภอเขาชัยสนติดประกา

    ก่อนสงกรานต์ประจำปี 2567 นี้ คาดว่า จะมีการจัดงานบวชเป็นจำนวนมาก เครือข่ายพระสงฆ์นักพัฒนาสังฆะเพื่อสังคมที่เข้าร่วมโครงการบวชสร้างสุขมากกว่า 140 วัดส่งเสริมบวชสร้างสุขทั่วประเทศ มูลนิธิสังฆะเพื่อสังคม และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ขอเชิญชวนชาวพุทธจัดงานบวชแบบ “บวชสร้างสุข ยึดพระธรรมวินัย ประหยัด เรียบง่าย”  ดังนี้

    1.บวชสร้างสุข คือ การจัดงานแบบเรียบง่าย ไม่จัดใหญ่  ไม่มีหรสพ ไม่มีรถแห่ หรือถ้าจำเป็นต้องมีขบวนแห่ก็เป็นดนตรีพื้นบ้าน ไม่มีกระบวนการส่งเสริม/กระตุ้นให้เกิดการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่เป็นความเสี่ยง  

    2.เริ่มต้นเจากผู้ที่มีศรัทธาหนักแน่นในพระพุทธศาสนา จัดงาน “บวชสร้างสุข” เพื่อเป็นต้นแบบแก่ลูกหลานชาวพุทธสืบไป

    3.พระสงฆ์ ควรสร้างความมั่นใจให้ญาติโยมด้วยความเมตตา ประโยชน์สูงสุดคือผู้บวชและเจ้าภาพ ให้ได้รับอานิสงส์การบวชอย่างเต็มที่  ได้บุญเต็ม 100 ด้วยการเทศนา เชิญชวน ชี้ประโยชน์ ยกย่องเจ้าภาพ มีกติกาวัด อาจเกื้อกูลให้บริขารที่มีเยอะอยู่แล้วในวัด เช่น บาตร จีวร เป็นต้น 

    4.การจัดงานบวชสร้างสุข เป็นการไม่ซ้ำเติมความทุกข์ให้ชาวพุทธ ไม่ปิดกั้นการเข้าถึงศาสนา เชิญชวนมีความพร้อมเมื่อไหร่ก็สามารถเข้าไปขอบวชได้  เท่ากับเป็นการรักษาพระพุทธศาสนาให้มีความมั่นคงสืบไป


    เครือข่ายพระสงฆ์นักพัฒนาสังฆะเพื่อสังคม

    ชัยณรงค์ คำแดง

    ดิษณุลักษณ์ ไพฑูรย์

  • จ.กาฬสินธุ์ ร่วมขับเคลื่อนธรรมนูญสุขภาพพระสงฆ์แห่งชาติ จัดตั้งกองบุญดูแลพระสงฆ์อาพาธระดับจังหวัด

    จ.กาฬสินธุ์ ร่วมขับเคลื่อนธรรมนูญสุขภาพพระสงฆ์แห่งชาติ จัดตั้งกองบุญดูแลพระสงฆ์อาพาธระดับจังหวัด

    17 มีนาคม 2566 ณ ห้องประชุมโสมพะมิตร ศาลากลางจังหวัดกาฬสินธุ์ นายศุภศิษย์ กอเจริญยศ ผู้ว่าราชการจังหวัดกาฬสินธุ์ เป็นประธานในการประชุมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) การขับเคลื่อนธรรมนูญสุขภาพพระสงฆ์แห่งชาติ สู่การปฏิบัติ ประเด็น การจัดตั้งกองบุญดูแลพระสงฆ์อาพาธ จังหวัดกาฬสินธุ์  ร่วมกับ คณะสงฆ์จังหวัดกาฬสินธุ์ สนง.พระพุทธศาสนา สนง.ส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น สนง.พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ สนง.วัฒนธรรมจังหวัด ที่ทำการปกครอง สนง.ประชาสัมพันธ์  สนง.สาธารณสุข โรงพยาบาลกาฬสินธุ์ สนง.สาธารณสุขอำเภอทุกแห่ง นายอำเภอทุกอำเภอ องค์การบริหารส่วนจังหวัดกาฬสินธุ์ และเทศบาลเมืองกาฬสินธุ์

    ตามธรรมนูญสุขภาพพระสงฆ์แห่งชาติปีพุทธศักราช 2560 หมวด 5 ข้อ 33  ที่กำหนดว่า คณะสงฆ์พึงจัดตั้งกองทุนระดับชาติเพื่อการดูแลสุขภาวะพระสงฆ์โดยมีระบบการบริหารจัดการที่เป็นไปตามหลักธรรมาภิบาล ทั้งนี้พระสงฆ์ คณะสงฆ์ ชุมชน สังคม และหน่วยงานภาคีที่เกี่ยวข้องในแต่ละพื้นที่อาจจัดตั้งกองทุนระดับพื้นที่ได้

    จากการติดตามเฝ้าระวัง เรื่อง สุขภาวะพระสงฆ์ พบว่า พระภิกษุ สามเณร แม่ชี ที่อาพาธ หลังจาก เข้าพักรักษาตัวในสถานบริการสาธารณสุข หรือหน่วยบริการในระบบประกันสุขภาพแห่งชาติ เมื่อกลับไปที่วัดพักรักษาตัว จะประสบปัญหา การขาดผู้ดูแลต่อเนื่อง หรือสถานที่ไม่เอื้อต่อการฟื้นฟูสุขภาพ ขาดอุปกรณ์ทางการแพทย์ ขาดงบประมาณในการดำเนินการต่าง ๆ

    สาธารณะสุขจังหวัดกาฬสินธุ์ รายงานว่ายังมีพระสงฆ์ที่ป่วยเมื่อได้รับการรักษาจากโรงพยาบาลแล้วกลับถึงวัดยังขาดผู้ดูแลต่อเนื่องทำให้ป่วยซ้ำและทรุดลง

    ในการบันทึกข้อตกลงความร่วมมือนี้ มีข้อตกลงความร่วมมือกัน ดังนี้

    1. ร่วมกันขับเคลื่อนธรรมนูญสุขภาพพระสงฆ์แห่งชาติ สู่การปฏิบัติ อย่างต่อเนื่อง

    2. ร่วมกันจัดตั้งและดำเนินงาน กองบุญดูแลพระสงฆ์อาพาธ จังหวัดกาฬสินธุ์ ให้เกิดความมั่นคง ยั่งยืน

     3. ร่วมกันกำหนดระเบียบกองบุญฯ และจัดตั้งคณะกรรมการดำเนินงานอย่างน้อย 3 ปี ต่อเนื่องจนเกิดความยั่งยืน บรรลุวัตถุประสงฆ์ที่ตั้งไว้ให้เกิดประสิทธิภาพ

    4. ร่วมกันจัดหา บุคลากร อุปกรณ์  งบประมาณ ให้เพียงพอต่อการดำเนินงานของกองบุญฯ

    5. ร่วมกัน เผยแพร่ ประชาสัมพันธ์ การดำเนินงานของกองบุญฯ ทางสื่อต่างๆ ให้กว้างไกล

    6. ร่วมกันผลักดันส่งเสริมสนับสนุน ให้เกิด กองบุญดูแลพระสงฆ์อาพาธ ระดับอำเภอ ทุกอำเภอในจังหวัดกาฬสินธุ์

    จากนั้นมีการประชุมแสดงความคิดเห็นพิจารณา ระเบียบกองบุญฯ กำหนดวัดทอดผ้าป่าระดมทุน ช่วงเข้าพรรษา และให้มีการกำหนดวิธีการในการจัดการบริหารกองทุน  โดยผู้ว่าฯ เน้นย้ำให้ทุกภาคส่วนให้ความร่วมมือนำข้อตกลงทั้ง 6 ข้อให้เกิดเป็นรูปธรรม


    Reference

  • เครือข่ายพลัง บวร ภาคกลาง พัฒนาสุขภาวะพระสงฆ์ พร้อมผลักดันค่านิยมใหม่ บวชสร้างสุข

    เครือข่ายพลัง บวร ภาคกลาง พัฒนาสุขภาวะพระสงฆ์ พร้อมผลักดันค่านิยมใหม่ บวชสร้างสุข

    วันที่ 2 มีนาคม 2566 พระครูภัทรธรรมคุณ, ดร. เจ้าคณะอำเภอพัฒนานิคม จังหวัดลพบุรี ประธานเครือข่ายสังฆะเพื่อสังคมภาคกลาง ร่วมกับเครือข่ายพลัง บวร.(บ้าน วัด ราชการ) ภาคีหน่วยงานเชิงยุทธศาสตร์ระดับจังหวัดของภาคกลางตอนบน ปริมณฑล และ กทม. 6 จังหวัด (ลพบุรี สิงห์บุรี ชัยนาท อุทัยธานี พระนครศรีอยุธยา และนนทบุรี) ประกอบด้วย คณะสงฆ์ องค์การบริหารส่วนจังหวัด สาธารณสุขจังหวัด วัฒนธรรมจังหวัด สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัด สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัด สำนักงานควบคุมโรคที่ 4 ศูนย์อนามัยที่ 4 และประชาคมสุขภาพจังหวัด ร่วมประชุมขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะ พัฒนาสุขภาวะพระสงฆ์ และขยายงาน “บวชสร้างสุข” โดยการสนับสนุนของเครือข่ายองค์กรงดเหล้า (สคล.) และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ณ ห้องประชุมสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดลพบุรี

    สืบเนื่องจากเครือข่ายสังฆะเพื่อสังคม คือ กลุ่มพระสงฆ์นักพัฒนาทั่วทุกภูมิภาค กับเครือข่ายพลัง บวร ในพื้นที่ ได้ร่วมกันขับเคลื่อนพัฒนานโยบายสาธารณะด้านสุขภาพพระสงฆ์ สุขภาพชุมชนและสังคม เพื่อสนองงานคณะสงฆ์และสนับสนุนนโยบายการพัฒนาของทางราชการ อาทิ มติมหาเถรสมาคม ที่ 191/256 เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2560 เรื่องการดำเนินงานพระสงฆ์กับการพัฒนาสุขภาวะ (การขับเคลื่อนมติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 5 มติ 7) และประกาศธรรมนูญพระสงฆ์แห่งชาติ พ.ศ. 2560 ใช้เป็นกรอบการพัฒนาสุขภาวะพระสงฆ์ทั่วประเทศ ที่มีเป้าหมายสำคัญ 3 ประการ คือ 1) พระสงฆ์กับการดูแลสุขภาพตนเอง 2) ชุมชนและสังคมกับการดูแลอุปัฏฐากพระสงฆ์ตามหลักพระธรรมวินัย และ 3) บทบาทพระสงฆ์ในการเป็นผู้นำด้านสุขภาวะของชุมชนและสังคม โดยยึดหลักการ “ใช้ทางธรรม นำทางโลก” ด้วยมาตรการ 5 ด้าน คือ ความรู้ ข้อมูล การพัฒนา การบริการสุขภาพ และการวิจัย  คณะสงฆ์ได้ดำเนินยุทธศาสตร์การปฏิรูปพระพุทธศาสนาทั้ง 6 ด้าน และนโยบายของกระทรวงมหาดไทย ได้สนับสนุนการสานพลังเครือข่ายเพื่อสนองงานคณะสงฆ์ ตามคำมั่นสัญญา “เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน”

    นอกจากการประชุมชี้แจงผลการดำเนินงานแล้ว เพื่อให้เกิดการขยายงานให้มากขึ้น ในที่ประชุมจะได้ทำบันทึกข้อตกลง (MOU) ว่าด้วย การขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะพัฒนาสุขภาวะพระสงฆ์ ภายใต้ธรรมนูญสุขภาพพระสงฆ์ พ.ศ. 2560 โดยการมีส่วนร่วมของเครือข่ายพลัง บวร (บ้าน วัด ราชการ) ภาคกลาง ระหว่างคณะสงฆ์ องค์การบริหารส่วนจังหวัด สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัด สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัด สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด ประชาสัมพันธ์จังหวัด สำนักงานควบคุมโรค ที่ 4 ศูนย์อนามัยที่ 4 ประชาคมสุขภาพจังหวัด ทุกจังหวัด เพื่อพัฒนาสุขภาวะพระสงฆ์ ภาคกลาง ให้บรรลุเป้าหมาย “พระแข็งแรง วัดมั่นคง ชุมชนเข้มแข็ง” และขยายการดำเนินงานนโยบายสาธารณะงานบวชสร้างสุข เป็นงานบวช “เรียบง่าย งามสะอาด ประโยชน์สูง ประหยัดสุด เสมอภาคกัน” เพื่อฟื้นฟูวัฒนธรรม สืบสานพระศาสนา แก้ปัญหาวิกฤติ ลดหนี้ ปลอดโรค ปลอดภัย

    โดยภายในข้อตกลงจะมีการร่วมมือกันดำเนินงาน ดังนี้

    1. ร่วมกันส่งเสริมให้พระสงฆ์มีความรอบรู้ด้านสุขภาพ สามารถปรับพฤติกรรมการดูแลสุขภาพตนเอง อุปัชฌาย์อาจารย์ และเพื่อนสหธรรมิกได้อย่างเหมาะสม

    2. ชุมชนและสังคมร่วมกันเป็นธุระดูแลอุปัฏฐากพระสงฆ์ตามหลักพระธรรมวินัย ทั้งในยามปกติ และยามอาพาธ          

    3. ส่งเสริมบทบาทพระสงฆ์ในการเป็นผู้นำด้านสุขภาวะของชุมชนและสังคม โดยสนับสนุนให้วัดและชุมชนปรับสภาพแวดล้อมให้เอื้อต่อสุขภาพ ลดปัจจัยเสี่ยง รวมถึงการสื่อสารสาธารณะถึงกิจกรรมเชิงพุทธ อาทิ วัดปลอดเหล้า บุหรี่ การพนัน งานบุญประเพณีปลอดเหล้า งานบวชสร้างสุข เป็นต้น โดยจะก่อให้เกิดความเชื่อมโยงและสัมพันธภาพที่ดี ให้เกิดขึ้น ระหว่างวัดกับชุมชน ทำให้ “พระสงฆ์มีสุขภาพแข็งแรง วัดมีความมั่นคง ชุมชนมีความเข้มแข็ง” สืบไป

  • เครือข่ายสังฆะเพื่อสังคม จัดเวทีแลกเปลี่ยนบทบาทพระสงฆ์ในการเป็นผู้นำด้านการสร้างสุขภาวะชุมชนและสังคม พร้อมระดมทุนทอดผ้าป่าสังฆะสามัคคี สมทบกองบุญสุขภาวะ สังฆะเพื่อสังคม ดูแลพระสงฆ์นักพัฒนาที่อาพาธทั่วประเทศ

    เครือข่ายสังฆะเพื่อสังคม จัดเวทีแลกเปลี่ยนบทบาทพระสงฆ์ในการเป็นผู้นำด้านการสร้างสุขภาวะชุมชนและสังคม พร้อมระดมทุนทอดผ้าป่าสังฆะสามัคคี สมทบกองบุญสุขภาวะ สังฆะเพื่อสังคม ดูแลพระสงฆ์นักพัฒนาที่อาพาธทั่วประเทศ

    เครือข่ายพระสงฆ์นักพัฒนาสังฆะเพื่อสังคม ในอดีตที่ผ่านมาถือว่าเป็นเครือข่ายที่มีความตื่นตัวในบทบาทหน้าที่ของ ความเป็นพระ ความเป็นผู้นำชุมชน สังคม ประเทศ และเป็นทั้งผู้นำแนวคิดบางสมัย เป็นเครือข่ายสนับสนุนแนวคิดของฝ่ายปกครองบ้านเมืองเพื่อให้เกิดความร่มเย็นเป็นสุขในชุมชน สังคม ประเทศ รวมตัวเกาะเกี่ยวกันเป็นเครือข่าย เช่น เครือข่ายพระ อนุรักษ์ป่า เครือข่ายพระผู้นำแผ่นดินธรรมแผ่นทอง (องค์การ) เครือข่ายพระเสขิยธรรม เครือข่ายพระธรรมทายาท เครือข่าย โครงการพุทธชยันตี พอเพียง เคียงธรรม เครือข่ายพระสงฆ์ลดปัจจัยเสี่ยง เครือข่ายสวดมนต์สร้างปัญญา เครือข่ายวัดปลอดพนัน เครือข่ายงานบวชสร้างสุข และเครือข่ายโครงการวัดปลอดเหล้า บุหรี่ พนันสร้างภูมิคุ้มกันโควิด – 19 ด้วยหลักพุทธธรรม เป็นต้น

    กาลเวลาที่ผ่านไป เครือข่ายพระสงฆ์ รุ่นก่อนเริ่มอ่อนแรงอยู่ตัว และสูงวัย เข้าเป็นผู้มีบทบาทในสายปกครอง ในขณะที่โลกสมัยใหม่มีความซับซ้อน การสื่อสารการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ มีความรวดเร็ว มีหลายช่องทาง การ บริหารจัดการต้องอาศัยทักษะ การสร้างพระธรรมทายาทรุ่นใหม่ขาดความต่อเนื่อง ส่งผลกระทบต่อ กระบวนการทำงานเครือข่ายและโอกาส บางภาคไม่สามารถเคลื่อนงานได้ ในขณะที่ บางภาคสามารถขับเคลื่อนงานได้ หลากหลาย เชื่อมกันเป็นเครือข่ายพระสงฆ์นักพัฒนาในระดับจังหวัด/ภาค และสามารถสนองงานระดับนโยบาย และหน่วยงาน กระทรวงต่างๆได้

    วันที่ 13 – 14 ธันวาคม 2565 ที่ผ่านมา มูลนิธิสังฆะเพื่อสังคม สำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า (สคล.) จัดเวทีเวทีแลกเปลี่ยนกำหนดทิศทางการทำงานเครือข่าย และระดมทุนกองบุญ ประจำปี 2565 ประเด็น : พัฒนาเครือข่ายและบทบาทพระสงฆ์ในการเป็นผู้นำด้านสร้างสุขภาวะชุมชนและสังคม : “กรณีศึกษาบวชสร้างสุข” และประเด็นอื่นๆ โดยการสนับสนุนของสำนักงานกองบุญสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) พระสงฆ์นักพัฒนาทุกภูมิภาคทั่วประเทศ เดินทาง มาร่วมกันที่ภาคเหนือตอนบน คือ จังหวัดลำพูน และจังหวัดเชียงใหม่

    โดยในวันแรก 13 ธันวาคม 2565 คณะสงฆ์ในเข้าศึกษาดูงาน “รูปธรรมงานพระคิลานุปัฏฐาก กับการดูแลพระสงฆ์อาพาธครบวงจร” โดย พระมหาอนุวัตร ฐิตเมโธ ประธานพระคิลานุปัฏฐากจังหวัดลำพูน ณ วัดหนองปลาขอ ตำบลป่าสัก อำเภอเมือง จังหวัดลำพูน ได้ศึกษาดูงานและแลกเปลี่ยนเชิงการยกระดับและเชื่อมโยง เหนือ ใต้ อีสาน ตะวันออก

    ด้านพระครูสุวรรณโพธิวรธรรม ประธานมูลนิธิสังฆะเพื่อสังคม กล่าวว่า การมารวมตัวของพระสงฆ์ทุกภูมิภาคทั่วประเทศ ในจังหวัดของภาคเหนือ ในวันนี้ หลักๆแล้ว คือ เรามาร่วมกันระดมทุน เพื่อทอดผ้าป่า สมทบเข้ากองบุญสุขภาวะสังฆะเพื่อสังคม ในระดับประเทศ เพื่อใช้เป็นกองทุนในการดูและพระสงฆ์อาพาธ ซึ่ง เครือข่ายพระสงฆ์เราที่มารวมตัวกันขับเคลื่อนงาน ในการพัฒนาชุมชน พัฒนาสุขภาวะของชุมชน ในหลายๆประเด็น ทั้งในเรื่องของการรณรงค์ให้ชุมชนปลอดจากอบายมุข และปัจจัยเสี่ยงทางสุขภาพ

    ในเรื่องการบวชสร้างสุข ให้คนละเว้นในเรื่องของอบายมุข จัดงานอย่างประหยัดเรียบง่าย และยึดถือเอาตามหลักพระธรรมวินัย อะไรอย่างนี้ เราก็ขับเคลื่อนกันมาให้ชุมชนอยู่ดีมีสุข จนมีอยู่หนึ่งประเด็นที่เราพบว่า พระเราลืมเลือนที่จะนึกถึงไป ก็คือ ในเรื่องของการดูแลพระสงฆ์เราด้วยกันเอง เมื่อยามเจ็บป่วยอาพาธ ไร้ซึ่งคนดูแล เราจึงมีความพยายามที่จะคิดรูปแบบ หรือ ว่าสร้างแนวทางในการจัดระบบดูและพระสงฆ์เราเมื่อยามอาพาธ ที่แต่ละวัดในแต่ละภาค ก็จะมีรูปแบบ แนวทางที่หลากหลายแตกต่างกันออกไป ซึ่งการรวมตัวของคณะสงฆ์เราครั้งนี้ถือว่าเป้นโอกาสที่ดี ที่เราจะได้มาร่วมแลกเปลี่ยน แนวทางการดูแลพระสงฆ์ให้เกิดผลดี ให้มีสุขภาพกายสุขภาพจิตที่ดี ให้มีความพร้อมที่จะดูแล และช่วยเหลือชาวบ้านอีกต่อไป

    ภายในเวทีได้มีการแลกเปลี่ยนการขับเคลื่อนงานและบทเรียนการทำงานการพัฒนาสุขภาวะของพระสงฆ์และชุมชนภายในเวที ทางภาคเหนือโดยจังหวัดลำพูนเอง มีความน่าสนใจ คือ จังหวัดลำพูนเอง มีการทำงานที่เน้นการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนเป็นหลัก โดยเน้นหนักไปทางกลไกลของพระสงฆ์ซึ่งถือว่ามีความสำคัญ ในส่วนของกลไกพระคิลานุปัฏฐาก  มีการจัดระบบฐานข้อมูลร่วมกับสาธารณสุขจังหวัด สาธารณสุขอำเภอ มีการคัดกรองสุขภาพร่วมกับเจ้าหน้าที่นอกเหนือจากนั้นยังมีการสร้างจิตอาสาขึ้นมาเพิ่มเติมเพื่อดูแลอย่างทั่วถึง โดยพระสงฆ์ มีระบบส่งต่อดูแลช่วยเหลือต่อเนื่องโดยการส่งเคสผู้ป่วยไปยังโรงพยาบาลลำพูนมีศูนย์ประสานงานขับเคลื่อนทั้ง 8 อำเภอ บทเรียนการทำงานที่ผ่านมา ในจังหวัดลำพูนเองจำนวนพระที่อาพาธจนต้องได้รับการพึ่งพิงมีทั้งหมดเพลงแค่ 17 เคส ทั้งจังหวัดใน 8 อำเภอหรือว่าพระในจังหวัดลำพูนมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงมากป่วยน้อย แต่สถิติจากการคัดกรองส่วนใหญ่ที่คัดกรองโดยพระคิลานุปัฏฐากใน 2-3 ปีที่ผ่านมาพบว่าพระสงฆ์ป่วยด้วยโรค NCDs กันเยอะ โรคเบาหวาน ความดัน ไขมัน อะไรพวกนี้ จากสถิติใน 100% ที่คัดกรองสุขภาพพระสงฆ์พบว่ามี ร้อยละ 33 ที่มีภาวะน้ำหนักเกิน สะท้อนให้เห็นถึงข้อมูลด้านโภชนาการของพระสงฆ์ในจังหวัดลำพูน ได้มีการผลักดันโครงการต่างๆเพื่อควบคุมการบริโภคของพระสงฆ์ ให้ถูกต้องและเหมาะสมกับโภชนาการ โดยการกำกับของ พระเทพรัตนนายก เจ้าคณะจังหวัดลำพูน มีโครงการอาหารปลอดภัย โครงการโรงเรียนเบาหวานวิทยา ซึ่งแต่ละโครงการไม่เพียงแต่ส่งผลต่อพระสงฆ์แต่ส่งผลไปถึงประชาชนให้เข้ามามีส่วนร่วมในการดูแลรักษาสุขภาพตนเองด้วย

    ภาคใต้เอง โดยพระมหาบวร ปวรธมฺโม เจ้าอาวาสวัดบุญนารอบ จ.นครศรีธรรมราช ได้แลกเปลี่ยนถึงแนวทางการพัฒนา พระคิลานุปัฏฐาก โดยการอบรมพัฒนาศักยภาพเสริมสร้างความรู้ให้มีความรู้ความสามารถในการทำงานอันนี้เรื่องการปฐมพยาบาลการคัดกรองผู้ป่วยการดูแลผู้ป่วยรวมไปถึง มีความรู้ในการเข้าถึงสิทธิต่างๆในการดูแลรักษาสุขภาพ และมีการผลักดันให้เกิดศูนย์พักฟื้นพระสงฆ์อาพาธให้เกิดขึ้นภายในวัด โดยจังหวัดตรัง วัดห้วยยอด  โดยพระสมุห์กฏษฎา ขันติกโร ได้ดำเนินการจัดสร้างร่วมกับโรงพยาบาลห้วยยอดไปแล้ว ในชื่อว่าสังฆะศาลา เป็นอาคารพักฟื้นพระสงฆ์อาพาธ นอกจากนี้ยังเป็นศูนย์ดูแลรักษาสุขภาพของพระสงฆ์อย่างครบวงจร มีเจ้าหน้าที่สาธารณสุขผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันเข้ามาดูแล จะเห็นได้ว่าการทำงานของภาคใต้เอง ก็มีการทำงานร่วมกับหลายๆภาคส่วนมีการเชื่อมโยงเครือข่ายการทำงานไม่ได้ทำเพียงฝ่ายใดฝ่ายเดียว

    มีความคล้ายกันของทางภาคอีสาน โดยพระครูโพธิวรคุณ เจ้าคณะอำเภอปทุมรัตต์ จังหวัดร้อยเอ็ด ที่มีการขับเคลื่อนร่วมกับชุมชนและราชการ ในรูปแบบของโครงการ วชร 079 เป็นการร่วมมือกันระหว่างวัด ชุมชน งานราชการ ในการขับเคลื่อนงานต่างๆด้านการพัฒนาชุมชนโดยสอดคล้องกับการพัฒนาสุขภาวะของชุมชนในทุกมิติ ใช้โครงการเป็นโอกาสในการดูแลรักษาสุขภาพของพระสงฆ์และชุมชน มีกลไกสำคัญเช่นเดียวกันกับทุกภาคก็คือพระคิลานุปัฏฐาก มันเป็นกำลังหลักในการดูแลพระสงฆ์ เห็นได้ชัดเมื่อช่วงของการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ที่วัดเป็นที่พักพิงผู้ป่วย โควิด 19 ก็ใช้เครือข่ายของ พระคิลานุปัฏฐาก วชร 079 นี่แหล่ะเขามาดูแล จนทำให้สามารถผ่านพ้นวิกฤตมาได้ เกิดการยอมรับในชุมชน

    และในภาคค่ำนั้นเอง ก็ได้มาล้อมวงพูดคุยแลกเปลี่ยนกันต่อถึงบทเรียนการขับเคลื่อนงานบวชสร้างสุข ที่ทำร่วมกันทุกภาคทั่วประเทศ ณ ตอนนี้ แชร์บทเรียนการทำงานร่วมกันในแต่ละภาค เพื่อแลกเปลี่ยนแนวทางที่จะนำไปใช้ในการขับเคลื่อนผมจังหวัดตนเองต่อไป

    เช้าวันที่ 15 ธันวาคม 2565 คณะสงฆ์ ได้ทำพิธีทอดผ้าป่าสังฆสามัคคี เพื่อสมทบทุนใน กองบุญสุขภาวะสังฆะเพื่อสังคม ในการดูแลพระสงฆ์นะคะนาพี่อาพาธ ทั่วประเทศ ได้รับความเมตตาจากเจ้าคณะภาค 7 พระพรหมเสนาบดี (พิมพ์ ญาณวีโร) เป็นองค์ประธานในการทอดผ้าป่าครั้งนี้ 

    ภายหลังเสร็จสิ้นได้มาพูดคุยแลกเปลี่ยนต่อยอดกันถึงแนวทางที่จะผลักดันแนวคิดของกองบุญสุขภาวะพระสงฆ์ ที่จะใช้ดูแลพระสงฆ์เมื่อยามเจ็บป่วยอาพาธทั่วประเทศ ให้พระสงฆ์ทุกรูปได้เข้าถึงการรักษาสุขภาพอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม ถือเป็นโจทย์ใหญ่ที่เครือข่ายพระสงฆ์นักพัฒนาแต่ละภาคจะร่วมกันผลักดันในโอกาสต่อจากนี้ไป