Tag: เครือข่ายพระสงฆ์นักพัฒนา

  • เครือข่ายสังฆะเพื่อสังคมภาคกลาง ปริมณฑล และกรุงเทพมหานคร ประชุมกลไกการขับเคลื่อนงาน ปรับกลยุทธ์การทำงานเชื่อมงานระหว่าง พุทธอาสา และสังฆะอาสา

    เครือข่ายสังฆะเพื่อสังคมภาคกลาง ปริมณฑล และกรุงเทพมหานคร ประชุมกลไกการขับเคลื่อนงาน ปรับกลยุทธ์การทำงานเชื่อมงานระหว่าง พุทธอาสา และสังฆะอาสา

    เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2565 ที่ผ่านมา เครือข่ายสังฆะเพื่อสังคม ได้จัดการประชุมกลไกการขับเคลื่อนงาน เครือข่ายสังฆะเพื่อสังคมภาคกลาง ปริมณฑล และ กรุงเทพมหานคร ขึ้น ณ วัดนิคมพัฒนาราม อ.พัฒนานิคม จ.ลพบุรี มีผู้เข้าร่วมทั้งสิ้น 30 คน ประกอบด้วย แกนนำ เครือข่ายพระสงฆ์ พุทธอาสา นักวิชาการ ผู้ประสานเครือข่ายระดับจังหวัด ภาค และ สคล. มีวัตถุประสงค์ เพื่อทบทวนกระบวนการทำงาน (เราคือใคร ?) สะท้อนปัญหา/วิเคราะห์จุดอ่อน/จุดแข็ง (ที่ผ่านมา เราเป็นอย่างไร?)  และ วางยุทธศาสตร์ รวมถึงปรับกลยุทธ์ในการขับเคลื่อนงาน ปี 2565 (เราจะร่วมเดินกันอย่างไร ?) โดยมี พระครูภัทรธรรมคุณ ดร. เจ้าคณะอำเภอพัฒนานิคม/เจ้าอาวาสฯ เป็นประธานการประชุม  

    พระปัญญา จิตฺปญโญ ผู้จัดการเครือข่ายสังฆะเพื่อสังคมภาคกลาง ชี้แจงวัตถุประสงค์ความเป็นมา ตลอดจน ผลงานของเครือข่ายสังฆะภาคกลาง สาระสำคัญสรุปได้ดังนี้

    1) เครือข่ายสังฆะเพื่อสังคมรวมตัวกันเป็นมูลนิธิสังฆะเพื่อสังคม (คน+ทุน) มีการระดมทุนโครงการต่าง ๆ จาก สสส. เพื่อพัฒนาสุขภาพพระสงฆ์ อาทิเช่น โครงการวัดปลอดเหล้า บุหรี่ การพนัน โครงการบวชสร้างสุข และมีการดำงานตามกิจกรรมจากแหล่งทุนที่กำหนดไว้

    2) กองทุนสุขภาวะเพื่อจัดสวัสดิการแก่พระสงฆ์ที่อาพาธ มรณภาพ ซึ่งได้มาจากการสมัครสมาชิกกองทุนในช่วงเวลาที่ผ่านมา เครือข่ายสังฆะเพื่อสังคม ได้ให้การช่วยเหลือด้านกำลังทรัพย์ ทั้งต่อตัวพระสงฆ์และ เหตุการณ์ภัยธรรมชาติ ที่เกิดขึ้นแก่ประชาชนในสังคม เช่น อุทกภัย วาตภัย อัคคีภัย

    พันธกิจหลักขององค์กร คือ            

    1. เป็นกลไกในการขับเคลื่อนธรรมนูญสุขภาพพระสงฆ์ ในการพัฒนาสุขภาวะของพระสงฆ์

    2. เพื่อทำงานพัฒนา/สาธารณะสังคม โดยการจัดสวัสดิการดูแลสมาชิกเครือข่ายพระสงฆ์ในยามอาพาธ มรณภาพ

    จุดแข็ง : มีผู้รู้ที่หลากหลาย มีประสบการณ์ (ฆารวาสและพระสงฆ์) , คณะทำงานมีใจอุทิศตน/มีอุดมการณ์มีแกนนำพระสงฆ์เป็นหลักเข้มแข็ง , กลไกการทำงานที่ชัดเจน เข้มแข็ง, ระเบียบ กฎหมาย เป็นเครื่องมือในการทำงาน , มีทีมบริหารเครือข่ายเข้มแข็ง ชัดเจน

    จุดอ่อน : พระนักพัฒนามีน้อย, ไม่ค่อยทำงานอุทิศตนอย่างจริงจัง ,ขาดเป้าหมายร่วมกัน/ขาดการประสานงานร่วมกัน, พบพฤติกรรมการดื่ม/สูบของชุมชน (บางแห่ง) , ขาดการประชาสัมพันธ์ อย่างทั่วถึง เช่น ป้ายการบังคับใช้กฎหมาย, เครือข่ายสังฆะเพื่อสังคมยังมีไม่ครอบคลุมทุกจังหวัด อีกทั้ง ยังขาดการเชื่อมโยงและประสานงานของผู้ใหญ่ในชุมชนให้เข้าใจงานสังฆะเพื่อสังคม

    โอกาส/ความท้าทาย : มีเครื่องมือช่วย ทำให้ทำงานง่ายขึ้น (กิจกรรมพุทธรรมและกิจกรรมเสริมต่างๆ) ,  ทำกันบ่อย ๆ ทำต่อเนื่อง(พร่ำทำ) , ด้วยกิจกรรมที่ทำอยู่, มีสื่อโซเชียล (พระครูสุวัฒน์เสนอแนะ) , ใช้ประโยชน์จากธรรมนูญสุขภาพ , ใช้กองทุนเสริมสร้างสุขภาพพระสงฆ์ (ทำให้วัดเข้มแข็ง พระสงฆ์แข็งแรง)

    กลยุทธ์ยุทธวิธีในการทำงาน

    1.อำเภอพัฒนานิคม: อุ้มน้อง ประคองพี่ กอดคอเพื่อน “สามัคคีธรรม

    2. อำเภอโคกเจริญ : คิดให้คม ลงมือทำให้ชัด สื่อสารให้เป็น

    3. อำเภอชัยบาดาล : เมตตาธรรมค้ำจุนโลก ป่าล้อมเมือง ถักทอเครือข่าย

    4.อำเภอบางระจัน จ.สิงห์บุรี มองให้ไกลไปให้ถึงเป้าหมายต้องชัด กำกับ ติดตามประเมินเสริมพลังต่อเนื่อง สม่ำเสมอ

    แนวทางการดำเนินงาน ปี 2565 ของเครือข่ายสังฆะเพื่อสังคมภาคกลาง 

    1. พระสงฆ์ต้องทำงานแบบอุทิศตน ออกไปช่วยสังคมเพิ่มมากขึ้น เพื่อแก้ไขปัญหาสังคม โดยเฉพาะเยาวชนกลุ่มเสี่ยง และ ญาติโยมที่จิตใจอ่อนแอ 
    2. สนับสนุนกิจกรรมต่าง ๆ ของพระสงฆ์ที่มีประโยชน์ต่อสังคม เน้นการทำงานแบบมีส่วนร่วม และพัฒนา ผู้ที่มีจิตเดียวกัน (จิตบริสุทธิ์) เพิ่มพลัง ศักยภาพ ผู้ร่วมอุดมการณ์ทั้งความรู้วิชาการ การจัดการความรู้และกิจกรรมพัฒนา ตามจังหวะ หน้าที่ บริบทของพื้นที่ที่แตกต่างกัน
    3. การดำเนินการโครงงานต้องทำตามวัตถุประสงค์เราคือพระรุ่นใหม่

    (ต้องเป็นนักปฏิบัติ และบริหาร อย่างต่อเนื่อง)

    • นำข้อมูลที่ได้จากการปฏิบัติงานมาวิเคราะห์และสรุปเชิงวิชาการ และ สื่อสารให้เกิดมรรคผลในการก้าวไปข้างหน้าด้วยกัน
    • การทำงานของคณะทำงานต้องเป็นแบบวงล้อธรรมวินัย เพื่อการพัฒนา คิดใหม่ ทำใหม่ ร่วมกัน
    • มีการเชื่อมโยงงาน/บูรณาการกับงานคณะสงฆ์ที่ทำอยู่ รวมถึงประสานการทำงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในท้องที่/ท้องถิ่น อย่างเข้าใจ และ มีความสุข

    มติที่ประชุม

    1. เห็นชอบให้มีการประชุม อย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ 2 เดือน/ครั้ง (ทุกวันที่ 13 ของเดือน ไม่ตรงวันเสาร์-อาทิตย์ และวันพระ) ทั้งนี้ ต้องเตรียมความพร้อมล่วงหน้า (ทีมงาน หัวข้อ ผลงาน)  
    2. เห็นชอบการเชื่อมโยงข้อมูล ข่าวสาร ใกล้ชิด และ สื่อสารต่อเนื่อง (ออนไลน์และออฟไลน์)
    3. เห็นชอบการทำงานในรูปแบบเครือข่าย ทั้งนี้ควรมีสื่อประชาสัมพันธ์ ครอบคลุมทุกระดับ (จังหวัด อำเภอ ตำบล ชุมชน วัด หน่วยงาน) ตลอดจน ทีมงานย่อยเพิ่มเติม เพื่อช่วยคิด ทำเพิ่ม ทำต่อ เช่น ทีมงานธุรการ (สรุปเวที 1 page) ทีมงานวิชาการ ทีมงานสื่อสารมวลชน ทีมประสานงาน เป็นต้น การประชุมครั้งต่อไป วันที่ 13 ตุลาคม 2565

    บทเรียนข้อค้นพบ

    1.ประวัติศาสตร์ ความเป็นมา ทำให้เราตระหนักในปัญหา อีกทั้ง การมีรากเหง้า แก่นธรรม เป็นมูลเหตุในการ   Take action เพื่อพัฒนาจิตวิญญาณของสังฆะอาสา และ พุทธอาสา

    2. SWOT ทำให้เราเห็นเหตุชัด (เข้าถึง เข้าใจ แจ่มกระจ่าง) ไร้ซึ่งมายาคติ เราจะเริ่มมองเห็นหนทาง ในการดับเหตุแห่งกองทุกข์นั้น (ภายใน/ภายนอก) ได้ เป็นที่มาของคำว่า “ใจเป็นสุข กายเป็นสุข”

    3. ฟังด้วยใจ ตาสว่าง พลังบังเกิด ฉันทำนั่น เธอทำนี่ เกิดกลไก “สังฆะอาสา พุทธอาสา” (ปรับโครงสร้าง/ พัฒนากลไกการทำงาน)

    4.เมื่อมีเป้าหมายชัด ปลดล็อกวิธีการ เห็นหนทางคลายปมปัญหา จึงเกิดการวางจังหวะวิสาสาปรมาญาติ (2 เดือน/1 ครั้ง)

    5. การอยู่กับปัจจุบันขณะ (Be present) = ความสามารถในการยืดหยุ่น/ปรับตัว (Empathy)

    อารีย์  เหมะธุลิน พุทธอาสาด้านวิชาการ รายงาน

  • เครือข่ายพระสงฆ์นักพัฒนาสังฆะเพื่อสังคม รับสมัคร เจ้าภาพต้นแบบ  “จัดงานบวชพระสร้างสุข ได้บุญเต็มร้อย”

    เครือข่ายพระสงฆ์นักพัฒนาสังฆะเพื่อสังคม รับสมัคร เจ้าภาพต้นแบบ “จัดงานบวชพระสร้างสุข ได้บุญเต็มร้อย”

    20 มิถุนายน 2565 เพจ มูลนิธิ สังฆะเพื่อสังคม ประกาศรับสมัคร เจ้าภาพต้นแบบ จัดงาน “บวชพระสร้างสุข ได้บุญเต็มร้อย” ก่อนเทศกาลเข้าพรรษา ประจำปี 2565 เพื่อขยายแนวคิดบวชสร้างสุข บวชวิถีใหม่ ยึดพระธรรมนัย ให้เป็นค่านิยมใหม่ที่ถูกต้องและดีงามในสังคม

    เครือข่ายพระสงฆ์นักพัฒนาสังฆะเพื่อสังคม โดยมูลนิธิสังฆะเพื่อสังคม มี พระครูสุวรรณโพธิวรธรรม (มนัส อิ่มรัตน์) เจ้าอาวาสวัดโพธิ์ทอง จังหวัดจันทบุรี เป็นประธาน ร่วมกับสำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า (สคล.) โดยการสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างสุขภาพ (สสส.) ได้ทำโครงการบวชสร้างสุข ด้วยเห็นค่านิยมของชาวพุทธจัดงานบวชแบบยิ่งใหญ่ มีมหรสพ มีรถแห่เสียงดังเต้นสนุกสนาน อนาจาร มีการกระตุ้นให้ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทั้งใน และนอกวัด ซึ่งเต็มไปด้วยปัจจัยเสี่ยง บางงานมีการทะเลาะวิวาทถึงขั้นเสียชีวิต ซึ่งการดื่มภายในวัดโดยเฉพาะรอบอุโบสถถือว่า ผิดทั้งกฎหมาย และไม่เคารพต่อพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์

    โครงการต้องการรับสมัครเจ้าภาพ “งานบวชสร้างสุขต้นแบบ” ซึ่งถือว่าเป็นผู้ที่มีจิตใจหนักแน่นในพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า จะจัดงานบวชแบบเรียบง่าย ไม่มีแนวคิดจะเลี้ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ไม่มีมหรสพ จัดแบบ “บวชสร้างสุข บวชวิถีใหม่ ยึดพระธรรมวินัย” โดยต้องการจะจัดงานบวชให้เป็นต้นแบบ แก่ลูกหลาน และคนไทยโดยทั่วไปได้ยึดถือปฏิบัติให้ถูกต้อง

    ผู้ต้องการจะสมัครสามารถแสกนคิวอาร์โค้ด หรือ คลิกที่ลิงค์ นี้ https://forms.gle/KediVcfgJLo6C2vY6 เพื่อกรอกข้อมูลรายละเอียดตามความประสงค์ของท่าน

    รับสมัครตั้งแต่บัดนี้ถึงวันที่ 10 กรกฎาคม 2565

    สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ Facebook : มูลนิธิ สังฆะเเพื่อสังคม หรือ โทร 0845126196, 0637694854

    ทั้งนี้โครงการจะจัดส่ง

    1) ป้ายสัญลักษณ์งานบวชสร้างสุข ขนาด 3 x 1 เมตร จำนวน 2 ผืน เพื่อให้เจ้าภาพนำไปติดในงานแสดงให้ผู้พบเห็นได้อนุโมทนา

    2) เกียรติบัตรเชิดชูเกียรติเจ้าภาพต้นแบบ ลงนามโดยประธานมูลนิธิสังฆะเพื่อสังคม และผู้อำนวยการสำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า

    #บวช #บวชสร้างสุข #บวชวิถีใหม่ #ยึดพระธรรมวินัย #เครือข่ายพระสงฆ์นักพัฒนา #สังฆะเพื่อสังคม #สสส #สคล

  • เครือข่ายพระสงฆ์นักพัฒนาภาคใต้บน ลงนามบันทึกข้อตกลง (MOU) ขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะบวชสร้างสุขนำร่องสู่ความยั่งยืน

    เครือข่ายพระสงฆ์นักพัฒนาภาคใต้บน ลงนามบันทึกข้อตกลง (MOU) ขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะบวชสร้างสุขนำร่องสู่ความยั่งยืน

    วันจันทร์ที่ 6 มิถุนายน 2565 พระสิริคณาจารย์  เจ้าคณะจังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ และ นางเรืองอุไร บุญช่วยชูพันธ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นประธานฝ่ายฆราวาส ในการลงนามบันทึกข้อตกลงร่วมกับหน่วยงานภาคีเครือข่าย ได้แก่ พระครูสุวรรณโพธิวรธรรม ประธานกรรมการมูลนิธิสังฆะเพื่อสังคม, นายสุเทพ แก้วประดิษฐ์ นายอำเภอเมืองจังหวัดนครศรีธรรมราช, นางพัทยา ทองเสภี ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดนครศรีธรรมราช, นางกฤตษญา ตระบันพฤกษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดนครศรีธรรมราช, นายชัยณรงค์ คำแดง ผู้ช่วยผู้จัดการสำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า (สคล.) ผู้จัดการโครงการฯ, และพระสงฆ์ที่เป็นผู้แทนจากวัดทั้ง 3 จังหวัด จำนวน 15 วัด และศูนย์ประสานงานประชาคมงดเหล้าภาคใต้บน หน่วยงานข้าราชการ อาสาสมัครพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นสักขีพยาน พร้อมที่จะสนับสนุนการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะงานบวชสร้างสุขในพื้นที่ภาคใต้ตอนบนให้เกิดเป็นรูปธรรม อย่างยั่งยืน

    เครือข่ายพระสงฆ์นักพัฒนาสังฆะเพื่อสังคมภาคใต้บนโดยมี พระมหาบวร ปวรธมฺโม ประธานและผู้ประสานงานโครงการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะงานบวชสร้างสุขภาคใต้ตอนบน ได้กล่าวรายงานโครงการต่อประธานในพิธีว่า ด้วยค่านิยมเรื่องการจัดงานบวชในปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงไปเป็นอย่างมาก ก่อให้เกิดปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ มีการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ มีมหรสพดนตรีฉลอง เต้นยั่วยุ กระตุ้นการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ จนก่อให้เกิดปัญหาการทะเลาะวิวาท ปัญหาความรุนแรง ฆ่ากันตายในงานบวช สร้างความเดือดร้อนวุ่นวายต่อชุมชน ระหว่างชุมชนและสังคมได้มีค่าใช้จ่ายอย่างมหาศาลในการจัดงานบวชแต่ละครั้ง ทำให้เจ้าภาพที่จัดงานบวชแบบเรียบง่าย ประหยัด ถูกต้องตามพระธรรมวินัย กลับถูกมองว่ายากจน ซึ่งถือว่าเป็นอุปสรรคต่อการเข้าถึงพุทธศาสนาของชาวพุทธในระยะยาว และส่งผลกระทบต่อวัฒนธรรมอันดีของการบวชในประเทศไทย เพื่อเป็นการสืบทอพระพุทธศาสนาในวิถีที่เรียบง่าย ถูกต้องตามหลักพระธรรมวินัยในพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราช จังหวัดสุราษฎร์ธานี และจังหวัดชุมพร จึงได้มีการดำเนินโครงการบวชสร้างสุขภาคใต้ตอนบนภายใต้แนวคิด “บวชวิธีใหม่ ยึดพระธรรมวินัย ห่างไกลอบายมุข ชุมชนอุ่นใจ เรียบง่าย ประหยัด ปลอดภัย ห่างไกลโควิด”

    ซึ่งมีวัดเข้าร่วมโครงการ จังหวัดละ 5 วัด รวมวัดนำร่องในพื้นที่ภาคใต้ตอนบนจำนวน 15 วัด ภายใต้การสนับสนุน ของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) สำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า (สคล.) มูลนิธิ สังฆะเพื่อสังคม และเครือข่ายต่างๆ ในพื้นที่ ซึ่งได้มีการเปิดเวทีทำความเข้าใจวัดที่เข้าร่วมโครงการและมีการดำเนินโครงการไปแล้ว เพื่อให้การขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะงานบวชสร้างสุขมีความยั่งยืนเป็นรูปธรรม เกิดการบูรณาการกับส่วนงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐภาคเอกชน และภาคประชาสังคม จึงนำมาสู่การบันทึกข้อตกลงร่วมกันในวันนี้

    ด้านนางเรืองอุไร บุญช่วยชูพันธุ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช กล่าวให้การสนับสนุน ในโครงการว่า ดิฉันรู้สึกเป็นเกียรติและยินดีเป็นอย่างยิ่ง ที่ทางคณะสงฆ์จังหวัดนครศรีธรรมราช ร่วมกันกับภาคราชการ ในการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะ งานบวชสร้างสุข ในพื้นที่ภาคใต้ตอนบน โดยการร่วมลงนามในบันทึกข้อตกลง ครั้งนี้ จากการกล่าวรายงานของท่านประธานโครงการ ทำให้ทราบว่า ค่านิยมของการจัดงานบวชในปัจจุบันนี้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก จนทำให้เกิดปัญหาต่างๆ ตามมา หลายประการ เช่น ปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาทางด้านสังคม และปัญหาด้านอื่น ๆ อีกมากมาย ซึ่งการบวช เป็นการถือครองเพศบรรพชิต ฝึกฝนอบรมตามหลักไตรสิกขา คือ ศีล สมาธิ ปัญญา หรือที่เรียกกันว่า บวชเรียน นี่เป็นหลักการของการบวชและเป็นการสืบทอดพระพุทธศาสนา แต่ที่ผ่านมา ค่านิยมความเชื่อ และมายาคติ ได้ทำให้การบวชได้เปลี่ยนรูปลักษณ์ และแนวปฏิบัติไปเป็นอย่างเห็นได้ชัด เช่น มีการจัดงานใหญ่โต ซึ่งบางครั้งนำไปสู่ปัจจัยเสี่ยง จากการที่ได้รับฟังมาแล้วในข้างต้น ซึ่งเป็นสิ่งที่น่ายินดีที่ทางมหาเถรสมาคม สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)  สำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า (สคล.) และภาคส่วนต่าง ๆ ได้ให้ความสำคัญ ในโครงการบวชสร้างสุข ในนามของหน่วยงานราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช ยินดีที่จะลงนามในบันทึกความร่วมมือ ในการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะงานบวชสร้างสุข พื้นที่ภาคใต้ตอนบน และจะให้การสนับสนุนโครงการดังกล่าว ให้ประสบผลสำเร็จ เพื่อประโยชน์แก่พระพุทธศาสนา และสังคมสืบต่อไป

    สุดท้ายพระเดชพระคุณ พระสิริคณาจารย์  เจ้าคณะจังหวัดนครศรีธรรมราช ได้ให้โอวาสและให้กำลังใจ โดยสรุปใจความสำคัญ ดังนี้

    “ สังคมไทยทุกวันนี้ เป็นสังคมที่ย่อหย่อนทางวัฒนธรรมเป็นอย่างมาก เพราะสังคมไทยเราที่เป็นสังคมพุทธนี้ดูถูกวัฒนธรรมของตัวเอง การบวช เป็นอีกหนึ่งในการดูถูกเหยียดหยามวัฒนธรรมของตัวเอง คือ มีการไปต่อยอด เอาสิ่งที่มันไม่เกี่ยวข้อง สิ่งที่ไม่ดีงามเข้ามาในงานบวช นี่คือปัญหาของประเทศชาติบ้านเมือง ไม่ใช่เฉพาะปัญหาของพระสงฆ์ หรือ ปัญหาของพุทธศาสนา แต่มันเป็นปัญหาสังคม พระสงฆ์เองเป็นเพียง สถาบันเล็กๆ ทางศาสนา ที่เกิดจากสังคม ฉะนั้นแล้วจึงต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายภาคส่วน โดยเฉพาะหน่วยงานราชการ ที่มีบทบาทสำคัญในการวางกรอบกติกา ในการเป็นไปของสังคม จึงจำเป็นที่จะต้องเข้ามาช่วยกันแก้ไขเปลี่ยนแปลงเรื่องนี้ ซึ่งการขับเคลื่อน งานบวชสร้างสุขนั้น ถือว่าเป็นเรื่องที่ยาก เพราะมันเป็นเรื่องที่ทวนกระแสสังคม เราเองจึงเปรียบได้เหมือนกับเม็ดทราย เม็ดเล็ก ๆ ที่จะเข้าไปก่อตัวเพื่อต้านทานกระแสของสังคม แต่ถ้าเม็ดทรายรวมกันหลายๆเม็ด ค่อยๆก่อตัว ค่อยๆขับเคลื่อนไปทีละนิด มันก็จะเป็นทรายกองโตได้ ฉะนั้น จึงขอให้กำลังใจทุกคนทุกท่านที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ ให้ขับเคลื่อนงานไปข้างหน้าได้อย่างราบรื่น จงพลันสำเร็จ และขออนุโมทนากับทุกท่านทุกคนที่ทำงานเพื่อพุทธศาสนา เพื่อสังคมประเทศชาติของเรา ”

    ข้อตกลงร่วมกัน 5 ข้อที่จะร่วมกันผลักดันให้เกิดขึ้น ดังนี้

    ข้อ 1 ให้มีการส่งเสริม สนับสนุน และผลักดันการขับเคลื่อนงานบวชสร้างสุข “บวชวิถีใหม่ ยึดพระธรรมวินัย ห่างไกลอบายมุข ชุมชนอุ่นใจ เรียบง่าย ประหยัด ปลอดภัย ไกลโควิด” ให้มี ผลเป็นรูปธรรม เกิดงานบวชสร้างสุขปลอดเหล้า ต้นแบบในพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราช จังหวัดสุราษฎร์ธานี และจังหวัดชุมพร

    ข้อ 2 ร่วมกันรณรงค์ ส่งเสริม และสร้างการสื่อสารให้ประชาชนได้รับรู้ และเข้าใจในการขับเคลื่อนงานบวชสร้างสุข” บวชวิถีใหม่ ยึดพระธรรมวินัย ห่างไกลอบายมุข ชุมชนอุ่นใจ เรียบง่าย ประหยัด ปลอดภัย ใกลโควิด” ในวงกว้าง

    ข้อ 3 ร่วมกันส่งเสริม และสนับสนุนให้ทุกวัดในพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราช จังหวัดสุราษฎร์ธานี และจังหวัดชุมพร เป็นวัดเขตปลอดเหล้า บุหรี่ พนัน ตามกฎหมาย โดยยึดหลักพุทธธรรม

    ข้อ 4 ร่วมกันจัดหา บุคลากร อุปกรณ์ เครื่องมือ งบประมาณ ให้เพียงพอต่อการขับเคลื่อนนโยบายโครงการฯ หรือกิจกรรมงานบวชสร้างสุข

    ข้อ 5 ให้ความร่วมมือในงานวิจัย งานวิชาการ หรืออื่นๆ ที่เกี่ยวกับงานบวชสร้างสุข อย่างเต็มที่เพื่อให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของการจัดงานบชสร้างสุขอย่างแท้จริง

    ภาพบรรยากาศ

  • คณะสงฆ์ภาคใต้ตอนล่าง พร้อมภาคีเครือข่าย ลงนามบันทึกข้อตกลง (MOU) การจัดงานบวชสร้างสุขเป็นนโยบายสาธารณะ

    คณะสงฆ์ภาคใต้ตอนล่าง พร้อมภาคีเครือข่าย ลงนามบันทึกข้อตกลง (MOU) การจัดงานบวชสร้างสุขเป็นนโยบายสาธารณะ

    ด้วยค่านิยมเรื่องการจัดงานบวชในปัจจุบัน มีการเปลี่ยนแปลงไปเป็นอย่างมาก ก่อให้เกิดปัจจัยเสี่ยง เช่น การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การมีมหรสพ ดนตรีฉลอง มีรถแห่เสียงดัง กระตุ้นการดื่มเคริองดื่มแอลกอฮอล์    เต้นยั่วยุ ก่อให้เกิดการทะเลาะวิวาท ความรุนแรงฆ่ากันตายในงานบวช สร้างความเดือดร้อนวายต่อชุมชน ระหว่างชุมชน และสังคม มีค่าใช้จ่ายมหาศาลในการจัดงานที่ยิ่งใหญ่ด้วยค่านิยมที่แสดงถึงฐานะทางสังคมของเจ้าภาพ เกิดปัญหาหนี้สิน ส่งผลให้เกิดภาพลบต่อเจ้าภาพที่จัดงานแบบเรียบง่าย ที่ถูกต้องตามพระธรรมวินัยกลับถูกมองว่ายากจน ซึ่งถือว่าเป็นอุปสรรคต่อการเข้าถึงพระพุทธศาสนาของชาวพุทธในระยะยาว และส่งผลกระทบต่อวัฒนธรรมอันดีงามของการบวชในสังคมไทย

    การนี้เครือข่ายพระสงฆ์นักพัฒนาสังฆะเพื่อสังคม ภาคใต้ตอนล่าง พร้อมภาคีเครือข่าย อย่างสำนักงานกองทุนสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) สำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า (สคล.) มูลนิธิสังฆะเพื่อสังคม และหน่วยงานองค์กรระดับทัองถิ่น ได้มองเห็นปัญหานี้ร่วมกัน และได้มีการร่วมกันเสนอตัวเพื่อเข้าร่วมโครงการขยายผลการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะงานบวชสร้างสุข กับมูลนิธิสังฆะเพื่อสังคม ได้เปิดเวทีพูดคุยแลกเปลี่ยนและออกแบบโครงการร่วมกัน

    จนเมื่อวันศุกร์ที่ 20 พฤษภาคม 2565 ที่ผ่านมา ได้เกิดเวที การประชุมคณะทำงานภาคีเครือข่ายหลักที่เกี่ยวข้องและสร้างข้อตกลง (MOU) ระดับพื้นที่เพื่อประกาศเป็นนโยบายสาธารณะ พื้นที่จังหวัดตรัง จังหวัดสตูล และจังหวัดพัทลุง ณ วัดห้วยยอด ต.ห้วยยอด อ.ห้วยยอด จ.ตรัง มีพระครูวิริยกิจโสภิต เจ้าคณะอำเภอห้วยยอด เจ้าอาวาสวัดน้ำพราย จ.ตรัง เป็นประธาน โดยการสนับสนุนเวทีของสำนักงานกองทุนสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) สำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า (สคล.) และมูลนิธิสังฆะเพื่อสังคม เพื่อให้เกิดการมีส่วนร่วมของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ ได้ร่วมกันลดปัจจัยเสี่ยง สร้างปัจจัยเสริมให้เกิดขึ้นเป็นสังคมสุขภาวะ โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ในขณะนี้ซึ่งถือเป็นโอกาสในการจัดงานบวชแบบเรียบง่ายตามพระธรรมวินัย ป้องกันการติดเชื้อ หลีกเลี่ยงเป็นคลัสเตอร์งานบวชด้วย และเป็นการเอื้ออำนวยให้ลูกหลานชาวพุทธได้เข้ามาบวชในพระพุทธศาสนาได้ง่ายยิ่งขึ้นตาม แก่นแท้ของพระพุทธศาสนาอย่างแท้จริง จัดงานบวชสร้างสุขแบบ “บวชวิถีใหม่ ยึดพระธรรมวินัย ห่างไกลอบายมุข ชุมชนอุ่นใจ เรียบง่าย ประหยัด ปลอดภัย ไกลโควิด”

    โดยการลงนามร่วมกันครั้งนี้มี พระครูศาสนกิจจาทร ประธานงานบวชสร้างสุขพื้นที่จังหวัดภาคใต้ตอนล่าง, ว่าที่ร้อยตรี ปกรณ์ แก้วมี นักวิชาการวัฒนธรรมชำนาญการ ตัวแทนวัฒนธรรมจังหวัดตรัง, นางไพรัช วัฒนกุล เครือข่ายองค์กรงดเหล้าจังหวัดตรัง, นายดิษณุลักษณ์ ไพฑูรย์ ตัวแทนมูลนิธิสังฆะเพื่อสังคม และพระสมุห์กฎษดา ขนฺติกโร ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดห้วยยอด อำเภอห้วยยอด จังหวัดตรัง เป็นผู้ลงนามในบันทึกข้อตกลง พร้อมคณะสงฆ์ ทายกทายิกา ที่เข้าร่วมประชุม เป็นสักขีพยาน ภายในข้อตกลงได้กำหนดแนวปฏิบัติร่วมกัน ดังนี้

    ข้อ ๑ ให้มีการส่งเสริม สนับสนุน และผลักดันการขับเคลื่อนงานบวชสร้างสุข “บวชวิถีใหม่ ยึดพระธรรมวินัย ห่างไกลอบายมุข ชุมชนอุ่นใจ เรียบง่าย ประหยัด ปลอดภัย ไกลโควิด” ให้มีผลเป็นรูปธรรมเกิดงานบวชสร้างสุขปลอดเหล้า ต้นแบบในพื้นที่จังหวัดตรัง สตูล และพัทลุง

    ข้อ ๒ ร่วมกันรณรงค์ ส่งเสริม และสร้างการสื่อสารให้ประชาชนได้รับรู้ และเข้าใจในการขับเคลื่อนงานบวชสร้างสุข “บวชวิถีใหม่ ยึดพระธรรมวินัย ห่างไกลอบายมุข ชุมชนอุ่นใจ เรียบง่าย ประหยัด ปลอดภัย ไกล     โควิด ” ในวงกว้าง

    ข้อ ๓ ร่วมกันส่งเสริม และสนับสนุนให้ทุกวัดในพื้นที่จังหวัดตรัง สตูล และพัทลุง เป็นวัดเขตปลอดเหล้า บุหรี่ พนัน ตามกฎหมายโดยยึดหลักพุทธรรม

    ข้อ ๔ ร่วมกันจัดหา บุคลากร อุปกรณ์ เครื่องมือ งบประมาณ ให้เพียงพอต่อการขับเคลื่อนนโยบายโครงการฯ หรือกิจกรรมงานบวชสร้างสุข

    ข้อ ๕ ให้ความร่วมมือในงานวิจัย งานวิซาการ หรืออื่น ๆ ที่เกี่ยวกับงานบวชสร้างสุข อย่างเต็มที่ เพื่อให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของการจัดงานบชสร้างสุขอย่างแท้จริง ทุกองค์กรประกอบด้วย ตัวแทน คณะสงฆ์, ศูนย์เผยแผ่พระพุทธศาสนา, สำนักงานวัฒนธรรมประจำจังหวัด , สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ, สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.), สำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า (สคล), มูลนิธิสังฆะเพื่อสังคม และวัดที่เข้าร่วมโครงการ

    ด้านพระครูวินัยธรอธิษฐ์ สุวฑฺโฒ (สุขพานิช), ดร. นักวิชาการโครงการฯ ได้กล่าวในที่ประชุมว่า  ในบริบทของการจัดงานบวชในภาคใต้ตอนล่างที่สัมผัสมา ด้วยที่ภาคใต้ตอนล่างนั้นถือว่ามีเศรษฐกิจที่ดีพอสมควร ฐานะทางสังคมของคนส่วนใหญ่จึงค่อนข้างสูงไปด้วย ฉะนั้นการจัดงานต่าง ๆ ค่อนข้างที่จะเอิกเกริกใหญ่โต ไม่ว่าจะเป็น งานบวช งานแต่ง หรืองานอะไรก็แล้วแต่แต่ภาคใต้ถือว่ายังดี ว่ามีเหตุการณ์ที่ไม่พึงประสงค์น้อยในงานบวช การจัดแดงดนตรีฉลองในงานก็ค่อนข้าง Soft กว่าภาคอื่น ๆที่มีคอนเสิร์ตใหญ่โต มีขบวนรถแห่ เครื่องเสียง เสียงดัง ฉะนั้น การจัดโครงการครั้งนี้ เราก็จะถือโอกาสใช้เครื่องมือเพื่อเก็บข้อมูลในเชิงวิชาการหรือวิจัย เพื่อศึกษาเปรียบเทียบการจัดงานบวชของภาคใต้ตอนล่างว่าในบริบทของการบวชที่นี้ มีสิ่งที่ดีงามอย่างไร และสิ่งที่ไม่ดีงามอย่าง ให้ได้เห็นประจักษ์ชัดไปทั่วทั้งประเทศ ว่าควรที่จะจัดแบบไหนดี

    พระสมุห์กฎษดา ขนฺติกโร ได้กล่าวถึงเรื่องของกระบวนการในการเคลื่อนงานได้อย่างน่าสนใจว่า

    “กระผมมองว่า หัวใจสำคัญของกระบวนการโครงการบวชสร้างสุข มันอยู่ที่ว่าเราสามารถอยู่ร่วมกับชุมชนได้มากน้อยแค่ไหน ซึ่งการวางแผนการกำหนดกติกา ที่จะให้เขาปฏิบัติตามหรือเห็นพ้องด้วยในการบวช ในรูปแบบการบวชสร้างสุข มันจะเกิดขึ้น ก็ต่อเมื่อว่า เราสามารถเป็นส่วนหนึ่งกับชุมชนได้ เพราะว่ามันจะสามารถเอากฎระเบียบมาใช้กับชุมชนได้ หากแต่ถ้าเราไม่ได้มีสัมพันธภาพที่ดีกับเขา มันก็จะทำให้การขับเคลื่อนการทำงานมันยาก ถ้าจะทำให้โครงการบวชสร้างสุขประสบความสำเร็จ วัดจะต้องกลับมาตั้งต้นที่การทำงานกับชุมชนก่อนอยู่กับชุมชนก่อนให้เขารู้สึกไว้วางใจเรา แล้วก็วันหนึ่งที่เราบอกว่าอะไรที่มันเป็นประโยชน์กับเขาและควรจะทำ แล้วเขาเห็นว่ามันจำเป็นจริงๆ ที่มันจะเกิดจากการกระทำของพระจริง มันก็ง่ายที่จะนำเสนอโครงการ ง่ายต่อการรณรงค์ แต่ถ้าวันหนึ่งที่เรารู้สึกว่าเราไม่ได้คุ้นชินกับชุมชนเลย เราจะทำโครงการหรือเราไปรับโครงการมา แล้วนำมาทำโดยที่ชุมชนไม่ได้มีส่วนร่วมตั้งแต่ต้น ไปทำให้เขารู้สึกว่าเราเอาภาระให้เขามาเป็นส่วนหนึ่งในการทำงานของเรา มันก็จะไม่รับการตอบรับ ฉะนั้น การจะสร้างความสำเร็จให้มันเกิดขึ้นระยะยาว การสร้างสัมพันธภาพกับชุมชนเป็นเรื่องสำคัญ

  • คณะสงฆ์จังหวัดศรีสะเกษ  ประสานพลังความดี “สำนึกรักบ้านเกิด”  ผลักดันจัดตั้งกองทุนพระสงฆ์อาพาธจังหวัดศรีสะเกษ เป็นจังหวัดแรกของภาคอีสาน

    คณะสงฆ์จังหวัดศรีสะเกษ  ประสานพลังความดี “สำนึกรักบ้านเกิด”  ผลักดันจัดตั้งกองทุนพระสงฆ์อาพาธจังหวัดศรีสะเกษ เป็นจังหวัดแรกของภาคอีสาน

    พระครูศรีมงคลปริยัติกิจ (สิทธานต์ สิทฺธิวโร ป.ธ.๖)  เจ้าคณะจังหวัดศรีสะเกษ เจ้าอาวาสวัดมหาพุทธาราม พระอารามหลวง นำคณะสงฆ์ เจ้าคณะอำเภอ รองเจ้าคณะอำเภอ เลขานุการเจ้าคณะอำเภอ เจ้าคณะตำบล จังหวัดศรีสะเกษ ที่เป็นคณะทำงานแต่ละอำเภอ เดินทางศึกษาดูงานที่วัดเนินพระ ตำบลเนินพระ อำเภอเมือง จังหวัดระยอง ระหว่างวันที่ 21 – 22 เมษายน 2565  โดยมีเจ้าคณะจังหวัดระยอง พระเทพสิทธิเวที เจ้าอาวาสวัดเนินพระ ให้การต้อนรับและบรรยายพิเศษ บทเรียนการผลักดันกองทุนพระสงฆ์อาพาธจังหวัดระยอง

    การเกิดขึ้นของเวทีศึกษาดูงานแลกเปลี่ยนเรียนรู้ครั้งนี้ เกิดจากแนวคิด “สำนึกรักบ้านเกิด” ของพระสงฆ์นักวิชาการนักปกครอง ที่สำนึกรักบ้านเกิดต้องการจะทำอะไรเพื่อพระสงฆ์จังหวัดศรีสะเกษ โดยมี ดร.พระมหาอดิเรก ฐิตวุฑฺฒิ, ผศ.ดร. พระปลัดสรวิชญ์ อภิปญฺโญ, ดร.พระมหาประยูร โชติวโร และพระมหาสมยศ ถามเชฏโฐ ซึ่งเป็นพระนักวิชาการลูกหลานคนศรีสะเกษ

    โดยวันแรกได้รับฟังการบรรยายจาก พระวิทยากร พระครูสุวรรณโพธิวรธรรม (มนัส อิ่มรัตน์) เจ้าคณะตำบลตลาด เจ้าอาวาสวัดโพธิ์ทอง จังหวัดจันทบุรี ได้ถ่ายทอดประสบการณ์การจัดตั้ง และการบริหารกลุ่ม เครือข่ายสัจจะสะสมทรัพย์จังหวัดจันทบุรี ซึ่งมีการบริหารจัดการมาแล้วเป็นระยะเวลาที่ยาวนาน มีสินทรัพย์หมุนเวียนทั้งจังหวัดมากกว่าสามพันล้านบาท คณะสงฆ์ศึกษาดูงานให้ความสนใจและมีการถามตอบแลกเปลี่ยนอย่างต่อเนื่อง

    วันที่สองได้รับฟัง การบรรยายพิเศษ “กระบวนการจัดการกองทุนพระสงฆ์สามเณรอาพาธ” จากทีมพระวิทยากร มีพระราชธรรมเมธี (วิสูติ ปญฺญาทีโป ป.ธ.๙) รองเจ้าคณะจังหวัดจันทบุรี เจ้าอาวาสวัดโค้งสนามเป้า พระปลัดสาธิต ทองเปรม พระครูสุวรรณโพธิวรธรรม และรองเจ้าคณะอำเภอเมืองระยอง พระครูพรหมาริยานุวัฒน์ ได้แลกเปลี่ยน หลักคิด จุดเริ่มต้น กระบวนการวิธีการ ประสบการณ์จัดการจัดตั้งกองทุนฯ ที่สำคัญ ณ วันนี้ได้ผลักดันให้เกิดแล้วมี จังหวัดจันทบุรี ระยอง ตราด และกำลังพัฒนามีจังหวัดลพบุรี

    สุดท้ายของการศึกษาดูงานรับฟัง แลกเปลี่ยนรู้ พระครูศรีมงคลปริยัติกิจ ได้สรุปเป็นแนวทางที่ต้องรวมพลังของพระสงฆ์จังหวัดศรีสะเกษ

     1)  พระสงฆ์เมื่อกลับไปแล้ว ต้องไปกราบเรียนครูบาอาจารย์ผู้บังคับบัญชา มาได้อะไร การจัดตั้งกองบุญมีขั้นตอนอย่างไร โดยเฉพาะทำแล้วได้ประโยชน์อะไร ซึ่งท่านได้เน้นย้ำอย่างชัดเจน เป็นโอกาสสำคัญที่จะได้ทำอะไรเพื่อพระสงฆ์จังหวัดศรีสะเกษ ในการดูแลสุขภาพ ป่วยแล้วมีพระสงฆ์ดูแล ญาติโยมผู้ทำบุญก็ได้ร่วมดูแลพระสงฆ์ด้วย  

    2)   ต้องหารือถึงความพร้อมแนวทาง แต่งตั้ง/การจัดตั้งคณะทำงานโครงสร้างบริหาร ตามรูปแบบที่จังหวัดจันทบุรีได้ดำเนินการไปก่อนเป็นตัวอย่าง ประชุมด่วนสามัญ และหารือกระบวนการการรับสมัครสมาชิก  โดยพร้อมช่วงไหนอย่างให้ทีมวิทยากรจากจังหวัดจันทบุรีมาสนับสนุนความรู้เพิ่มเติม

    3)  การศึกษาดูงานเชิงลึก “สัจจะสะสมทรัพย์”  พระสงฆ์ที่ต้องการจะเดินทางมาเรียนรู้ที่จังหวัดจันทุบรี ขอให้แจ้งภายในวันที่ 1-5 พฤษภาคม 2565 นี้ เพื่อวางแผนในการประสานงานต่อไป

    ท้ายสุด พระมหาสมยศ  ถามเชฏโฐ ป.ธ.๗ เลขานุการเจ้าคณะจังหวัดระยอง  วัดเนินพระ และคณะศรัทธา ได้ร่วมถวายปัจจัยเป็นกองทุนตั้งต้นเข้ากองบุญพระภิกษุอาพาธจังหวัดศรีสะเกษ  จำนวน  100,000 บาท (หนึ่งแสนบาทถ้วน)

    ทั้งนี้ ในการสนับสนุนเวที มีสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) มูลนิธิสังฆะเพื่อสังคม เครือข่ายพระสงฆ์นักพัฒนาสังฆะเพื่อสังคม และสำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า (สคล.)

    ชัยณรงค์  คำแดง รายงาน