Tag: จ.เชียงใหม่

  • อำเภอกัลยาณิวัฒนา “รณรงค์ต่อต้านยาเสพติด” ประจำปี 2566

    อำเภอกัลยาณิวัฒนา “รณรงค์ต่อต้านยาเสพติด” ประจำปี 2566

    26 มิถุนายน 2566 นายอำเภอกัลยาณิวัฒนานำหัวหน้าส่วนราชการ หัวหน้าหน่วยงาน ผู้บริหารสถานศึกษา องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้นำศาสนา กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน นักเรียน และภาคประชาชนในพื้นที่ ตลอดจนถึงผู้มาร่วมกิจกรรมร่วมเดินขบวนรณรงค์ ณ บริเวณสามแยกบ้านใหม่พัฒนาไปยังสนามกีฬาศูนย์ราชการอำเภอกัลยาณิวัฒนา จังหวัดเชียงใหม่

    นายวรศักดิ์ พานทอง นายอำเภอกัลยาณิวัฒนา ผู้อำนวยการศูนย์ปฎิบัติการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดอำเภอกัลยาณิวัฒนา จังหวัดเชียงใหม่ อ่านสารเนื่องในวันต่อต้านยาเสพติดโลก วันที่ 26 มิถุนายน ประจำปี 2566 ของผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่/ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดจังหวัดเชียงใหม่

    ทั้งนี้นายวรศักดิ์ พานทอง และผู้อำนวยการศูนย์ปฎิบัติการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดอำเภอกัลยาณิวัฒนา ประกาศนโยบายอำเภอลดปัจจัยเสี่ยงการดื่มเครื่องแอลกอฮอล์แบบบูรณาการโดยชุมชนมีส่วนร่วม อำเภอกัลยาณิวัฒนา จังหวัดเชียงใหม่ มีดังนี้

    1.ส่งเสริมให้สมากชิกในหมู่บ้านมีการจัดงานศพงดเหล้า งดเบียร์ งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

    2.ทุกภาคส่วนร่วมสนับสนุนในการดำเนินงานขับเคลื่อนลดการดื่มแอลกอฮอล์ในพื้นที่อย่างจริงจัง

    3. ส่งเสริมการลดสถิตินักดื่มหน้าใหม่ในพื้นที่อย่างสร้างสรรค์ สำหรับเยาวชนและประชาชนทั่วไป

    4. ประชาชนในพื้นที่ปฎิบัติตาม พระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

    โดยมีผู้เข้าร่วมรณรงค์ จำนวน 1,000 คน และมอบรางวัลให้แก่ผู้ประกวดวาดภาพเนื่องในวันต่อต้านยาเสพติดโลก ประจำปี 2566 ณ สนามศูนย์ราชการอำเภอกัยาณิวัฒนา จังหวัดเชียงใหม่

    ที่มา : วรศักดิ์ พานทอง

    นายอำเภอกัลยานิวัฒนา จังหวัดเชียงใหม่

  • “Ehno Com” พัฒนาศักยภาพเยาวชนผลิตสื่อ เพื่อการสื่อสารชาติพันธุ์

    “Ehno Com” พัฒนาศักยภาพเยาวชนผลิตสื่อ เพื่อการสื่อสารชาติพันธุ์

    ค่ายฝึกอบรมผลิตสื่อ “Ehno Com” (Ethnography Communication) การพัฒนาศักยภาพเยาวชนในการสื่อสารชาติพันธุ์ เน้นทั้งการส่งเสริมสื่อสารชาติพันธุ์และใช้เทคโนโลยีในการสร้างสื่อของเยาวชน เพื่อเป็นแนวทางในการสื่อสารบนฐานวัฒนธรรม

    สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) สำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้าภาคเหนือบน(สคล.) ศูนย์เรียนรู้ลวรัตนปัญญา มูลนิธิศึกษาธรรมเพื่อสิ่งแวดล้อม (สวนเพชรแก้ว) และเพจ “โพควา โปรดักชั่น” จัดการอบรมสื่อวันที่ 16-18 มิถุนายน 2566 ณ สวนเพชรแก้ว อำเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อเป็นการพัฒนาศักยภาพแกนนำเยาวชนชาติพันธุ์ในพื้นที่เป้าหมายในการสื่อสารสังคม สร้างจิตสำนึกรู้และทัศนคติเชิงบวกในความเป็นชาติพันธุ์เพื่อความเข้าใจตัวเอง

    การอบรมรั้งนี้มีท่านพระอาจารย์กฤษณชัย ปญฺญาวฒฺฑโน เป็นผู้รับผิดชอบโครงการ และมี นายทินภัทร ภัทรเกียรติทวี ซึ่งมีผู้ติดตามถึง 9.4 หมื่นคน และมีประสบการณ์การทำงานและการสอนด้านการสื่อสารสังคม เป็นวิทยากร โดยมีเด็กและเยาวชนจากอำเภอแม่แจ่ม อำเภออมก๋อย อำเภอกัลยาณิวัฒนา อำเภอจอมทอง และอำเภอฮอด มาเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างการสื่อสารสังคมเชิงบวกของชาติพันธุ์

    นายจักรินทร์ สิรินทรภูมิ นายอำเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่ ได้ให้คำโอวาทและมอบเกียรติบัตรให้กับผู้เข้าร่วมกิจกรรม พร้อมทั้งชมผลงานเด่น 2 ผลงานของเยาวชนที่ได้สร้างขึ้นในระหว่างกิจกรรม และชื่นชมให้กำลังใจในความสามารถของเยาวชนที่เข้าร่วมกิจกรรม การทำกิจกรรมแบ่งเป็นทีม โดยเน้นการถ่ายทำและตัดต่อโดยใช้โทรศัพท์ตามโจทย์ ได้แก่

    • แหล่งท่องเที่ยวสวนสนบ่อแก้ว
    • เกษตรอินทรีย์ (สวนผักดอยโอเค)
    • การทำอาหารชาติพันธุ์ (โดยวิทยากรจากชุมชน) อาหารลัวะ
    • ลานอนุสาวรีย์ขุนหลวงวิลังคะ (อดีตกษัตริย์ชาติพันธุ์ลัวะ)

    "การเข้าอบรมสื่อสร้างสรรค์ในครั้งนี้มีประโยชน์มากทำให้หนูได้รับประสบการณ์ที่ดีจากที่หนูไม่มีความรู้เรื่องการตัดต่อวีดิโอ หนูได้เรียนรู้ทักษะและเทคนิคในการตัดต่อวีดิโออย่างไรให้น่าสนใจ การเพิ่มทักษะขั้นพื้นฐานที่หลากหลาย ได้เรียนรู้แลกเปลี่ยนวัฒนธรรมของชนต่าง ๆ ทั้งชนเผ่ากระเหรี่ยง ชนเผ่าปากะเกอะญอ ชนเผ่าละว้า และชนเผ่าลัวะ ซึ่งเป็นกิจจกรรมที่ดีมากค่ะ"  

    นางสาวจิราพัชร คิดสม นักเรียนโรงเรียนแม่แจ่ม

    นอกจากนี้มีการแบ่งปันผลงานและรับความเห็นเพิ่มเติมจากวิทยากรและผู้ร่วมงาน โดยมีการจัดกองไฟรอบข้างและมีการปิดงานด้วยการ “ปิ้งมาร์ชเมโล่ ชมโชว์ผลงาน” เยาวชนได้แบ่งปันผลงานที่สร้างขึ้นในระหว่างค่าย พร้อมรับคำปรึกษาจากวิทยากรและผู้เข้าร่วมงาน โดยเป็นการเปิดประสบการณ์ใหม่ที่ท้าทายและสร้างสรรค์ให้กับเยาวชน และเป็นการเสริมสร้างศักยภาพของเยาวชนในการสร้างสื่อสารชาติพันธุ์ในยุคดิจิทัล

    ที่มา : ศุภวิชญ์ อยุทธ์

  • “ยอไหว้สาพระญามังราย”

    “ยอไหว้สาพระญามังราย”

    เนื่องจากวันที่ 12 เมษายน ของทุกๆ ปี เป็นวันสถาปนาเมืองเชียงใหม่ เทศบาลนครเชียงใหม่ ร่วมกับ เครือข่ายชุมชนเมืองรักษ์เชียงใหม่ เชิญร่วมงาน ”ยอสวยไหว้สา พระญามังรายปีที่ 11” ณ ข่วงอนุสาวรีย์สามกษัตริย์ เพื่อระลึกถึงองค์บูรพกษัตริย์ที่ร่วมกันสร้างเมืองเชียงใหม่ในอดีต ซึ่งในปีนี้เชียงใหม่มีอายุ 727 ปี และยังเป็นการร่วมกันสืบสานประเพณีอันดีงามแบบดั้งเดิมของชาวเชียงใหม่ ร่วมชมขบวนอันเชิญเครื่องสักการะ รวมถึงศิลปะการแสดงทั้ง ฟ้อนเล็บ ฟ้อนนกกิงกะหล่า เพื่อเป็นการแสดงความกตัญญูต่อบูรพกษัตริย์ผู้ร่วมกันสร้างบ้านแปงเมืองนพบุรีศรีนครพิงค์เชียงใหม่ และเป็นสิริมงคลแก่ชีวิตและบ้านเมือง เนื่องในโอกาสประเพณีสงกรานต์ ประจำปี 2566

    อ้างอิง : เทศบาลนครเชียงใหม่

    ภาพปก : https://th.trip.com/

    ภาพ : นายสมควร ทะนะ
  • เครือข่ายสังฆะเพื่อสังคม จัดเวทีแลกเปลี่ยนบทบาทพระสงฆ์ในการเป็นผู้นำด้านการสร้างสุขภาวะชุมชนและสังคม พร้อมระดมทุนทอดผ้าป่าสังฆะสามัคคี สมทบกองบุญสุขภาวะ สังฆะเพื่อสังคม ดูแลพระสงฆ์นักพัฒนาที่อาพาธทั่วประเทศ

    เครือข่ายสังฆะเพื่อสังคม จัดเวทีแลกเปลี่ยนบทบาทพระสงฆ์ในการเป็นผู้นำด้านการสร้างสุขภาวะชุมชนและสังคม พร้อมระดมทุนทอดผ้าป่าสังฆะสามัคคี สมทบกองบุญสุขภาวะ สังฆะเพื่อสังคม ดูแลพระสงฆ์นักพัฒนาที่อาพาธทั่วประเทศ

    เครือข่ายพระสงฆ์นักพัฒนาสังฆะเพื่อสังคม ในอดีตที่ผ่านมาถือว่าเป็นเครือข่ายที่มีความตื่นตัวในบทบาทหน้าที่ของ ความเป็นพระ ความเป็นผู้นำชุมชน สังคม ประเทศ และเป็นทั้งผู้นำแนวคิดบางสมัย เป็นเครือข่ายสนับสนุนแนวคิดของฝ่ายปกครองบ้านเมืองเพื่อให้เกิดความร่มเย็นเป็นสุขในชุมชน สังคม ประเทศ รวมตัวเกาะเกี่ยวกันเป็นเครือข่าย เช่น เครือข่ายพระ อนุรักษ์ป่า เครือข่ายพระผู้นำแผ่นดินธรรมแผ่นทอง (องค์การ) เครือข่ายพระเสขิยธรรม เครือข่ายพระธรรมทายาท เครือข่าย โครงการพุทธชยันตี พอเพียง เคียงธรรม เครือข่ายพระสงฆ์ลดปัจจัยเสี่ยง เครือข่ายสวดมนต์สร้างปัญญา เครือข่ายวัดปลอดพนัน เครือข่ายงานบวชสร้างสุข และเครือข่ายโครงการวัดปลอดเหล้า บุหรี่ พนันสร้างภูมิคุ้มกันโควิด – 19 ด้วยหลักพุทธธรรม เป็นต้น

    กาลเวลาที่ผ่านไป เครือข่ายพระสงฆ์ รุ่นก่อนเริ่มอ่อนแรงอยู่ตัว และสูงวัย เข้าเป็นผู้มีบทบาทในสายปกครอง ในขณะที่โลกสมัยใหม่มีความซับซ้อน การสื่อสารการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ มีความรวดเร็ว มีหลายช่องทาง การ บริหารจัดการต้องอาศัยทักษะ การสร้างพระธรรมทายาทรุ่นใหม่ขาดความต่อเนื่อง ส่งผลกระทบต่อ กระบวนการทำงานเครือข่ายและโอกาส บางภาคไม่สามารถเคลื่อนงานได้ ในขณะที่ บางภาคสามารถขับเคลื่อนงานได้ หลากหลาย เชื่อมกันเป็นเครือข่ายพระสงฆ์นักพัฒนาในระดับจังหวัด/ภาค และสามารถสนองงานระดับนโยบาย และหน่วยงาน กระทรวงต่างๆได้

    วันที่ 13 – 14 ธันวาคม 2565 ที่ผ่านมา มูลนิธิสังฆะเพื่อสังคม สำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า (สคล.) จัดเวทีเวทีแลกเปลี่ยนกำหนดทิศทางการทำงานเครือข่าย และระดมทุนกองบุญ ประจำปี 2565 ประเด็น : พัฒนาเครือข่ายและบทบาทพระสงฆ์ในการเป็นผู้นำด้านสร้างสุขภาวะชุมชนและสังคม : “กรณีศึกษาบวชสร้างสุข” และประเด็นอื่นๆ โดยการสนับสนุนของสำนักงานกองบุญสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) พระสงฆ์นักพัฒนาทุกภูมิภาคทั่วประเทศ เดินทาง มาร่วมกันที่ภาคเหนือตอนบน คือ จังหวัดลำพูน และจังหวัดเชียงใหม่

    โดยในวันแรก 13 ธันวาคม 2565 คณะสงฆ์ในเข้าศึกษาดูงาน “รูปธรรมงานพระคิลานุปัฏฐาก กับการดูแลพระสงฆ์อาพาธครบวงจร” โดย พระมหาอนุวัตร ฐิตเมโธ ประธานพระคิลานุปัฏฐากจังหวัดลำพูน ณ วัดหนองปลาขอ ตำบลป่าสัก อำเภอเมือง จังหวัดลำพูน ได้ศึกษาดูงานและแลกเปลี่ยนเชิงการยกระดับและเชื่อมโยง เหนือ ใต้ อีสาน ตะวันออก

    ด้านพระครูสุวรรณโพธิวรธรรม ประธานมูลนิธิสังฆะเพื่อสังคม กล่าวว่า การมารวมตัวของพระสงฆ์ทุกภูมิภาคทั่วประเทศ ในจังหวัดของภาคเหนือ ในวันนี้ หลักๆแล้ว คือ เรามาร่วมกันระดมทุน เพื่อทอดผ้าป่า สมทบเข้ากองบุญสุขภาวะสังฆะเพื่อสังคม ในระดับประเทศ เพื่อใช้เป็นกองทุนในการดูและพระสงฆ์อาพาธ ซึ่ง เครือข่ายพระสงฆ์เราที่มารวมตัวกันขับเคลื่อนงาน ในการพัฒนาชุมชน พัฒนาสุขภาวะของชุมชน ในหลายๆประเด็น ทั้งในเรื่องของการรณรงค์ให้ชุมชนปลอดจากอบายมุข และปัจจัยเสี่ยงทางสุขภาพ

    ในเรื่องการบวชสร้างสุข ให้คนละเว้นในเรื่องของอบายมุข จัดงานอย่างประหยัดเรียบง่าย และยึดถือเอาตามหลักพระธรรมวินัย อะไรอย่างนี้ เราก็ขับเคลื่อนกันมาให้ชุมชนอยู่ดีมีสุข จนมีอยู่หนึ่งประเด็นที่เราพบว่า พระเราลืมเลือนที่จะนึกถึงไป ก็คือ ในเรื่องของการดูแลพระสงฆ์เราด้วยกันเอง เมื่อยามเจ็บป่วยอาพาธ ไร้ซึ่งคนดูแล เราจึงมีความพยายามที่จะคิดรูปแบบ หรือ ว่าสร้างแนวทางในการจัดระบบดูและพระสงฆ์เราเมื่อยามอาพาธ ที่แต่ละวัดในแต่ละภาค ก็จะมีรูปแบบ แนวทางที่หลากหลายแตกต่างกันออกไป ซึ่งการรวมตัวของคณะสงฆ์เราครั้งนี้ถือว่าเป้นโอกาสที่ดี ที่เราจะได้มาร่วมแลกเปลี่ยน แนวทางการดูแลพระสงฆ์ให้เกิดผลดี ให้มีสุขภาพกายสุขภาพจิตที่ดี ให้มีความพร้อมที่จะดูแล และช่วยเหลือชาวบ้านอีกต่อไป

    ภายในเวทีได้มีการแลกเปลี่ยนการขับเคลื่อนงานและบทเรียนการทำงานการพัฒนาสุขภาวะของพระสงฆ์และชุมชนภายในเวที ทางภาคเหนือโดยจังหวัดลำพูนเอง มีความน่าสนใจ คือ จังหวัดลำพูนเอง มีการทำงานที่เน้นการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนเป็นหลัก โดยเน้นหนักไปทางกลไกลของพระสงฆ์ซึ่งถือว่ามีความสำคัญ ในส่วนของกลไกพระคิลานุปัฏฐาก  มีการจัดระบบฐานข้อมูลร่วมกับสาธารณสุขจังหวัด สาธารณสุขอำเภอ มีการคัดกรองสุขภาพร่วมกับเจ้าหน้าที่นอกเหนือจากนั้นยังมีการสร้างจิตอาสาขึ้นมาเพิ่มเติมเพื่อดูแลอย่างทั่วถึง โดยพระสงฆ์ มีระบบส่งต่อดูแลช่วยเหลือต่อเนื่องโดยการส่งเคสผู้ป่วยไปยังโรงพยาบาลลำพูนมีศูนย์ประสานงานขับเคลื่อนทั้ง 8 อำเภอ บทเรียนการทำงานที่ผ่านมา ในจังหวัดลำพูนเองจำนวนพระที่อาพาธจนต้องได้รับการพึ่งพิงมีทั้งหมดเพลงแค่ 17 เคส ทั้งจังหวัดใน 8 อำเภอหรือว่าพระในจังหวัดลำพูนมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงมากป่วยน้อย แต่สถิติจากการคัดกรองส่วนใหญ่ที่คัดกรองโดยพระคิลานุปัฏฐากใน 2-3 ปีที่ผ่านมาพบว่าพระสงฆ์ป่วยด้วยโรค NCDs กันเยอะ โรคเบาหวาน ความดัน ไขมัน อะไรพวกนี้ จากสถิติใน 100% ที่คัดกรองสุขภาพพระสงฆ์พบว่ามี ร้อยละ 33 ที่มีภาวะน้ำหนักเกิน สะท้อนให้เห็นถึงข้อมูลด้านโภชนาการของพระสงฆ์ในจังหวัดลำพูน ได้มีการผลักดันโครงการต่างๆเพื่อควบคุมการบริโภคของพระสงฆ์ ให้ถูกต้องและเหมาะสมกับโภชนาการ โดยการกำกับของ พระเทพรัตนนายก เจ้าคณะจังหวัดลำพูน มีโครงการอาหารปลอดภัย โครงการโรงเรียนเบาหวานวิทยา ซึ่งแต่ละโครงการไม่เพียงแต่ส่งผลต่อพระสงฆ์แต่ส่งผลไปถึงประชาชนให้เข้ามามีส่วนร่วมในการดูแลรักษาสุขภาพตนเองด้วย

    ภาคใต้เอง โดยพระมหาบวร ปวรธมฺโม เจ้าอาวาสวัดบุญนารอบ จ.นครศรีธรรมราช ได้แลกเปลี่ยนถึงแนวทางการพัฒนา พระคิลานุปัฏฐาก โดยการอบรมพัฒนาศักยภาพเสริมสร้างความรู้ให้มีความรู้ความสามารถในการทำงานอันนี้เรื่องการปฐมพยาบาลการคัดกรองผู้ป่วยการดูแลผู้ป่วยรวมไปถึง มีความรู้ในการเข้าถึงสิทธิต่างๆในการดูแลรักษาสุขภาพ และมีการผลักดันให้เกิดศูนย์พักฟื้นพระสงฆ์อาพาธให้เกิดขึ้นภายในวัด โดยจังหวัดตรัง วัดห้วยยอด  โดยพระสมุห์กฏษฎา ขันติกโร ได้ดำเนินการจัดสร้างร่วมกับโรงพยาบาลห้วยยอดไปแล้ว ในชื่อว่าสังฆะศาลา เป็นอาคารพักฟื้นพระสงฆ์อาพาธ นอกจากนี้ยังเป็นศูนย์ดูแลรักษาสุขภาพของพระสงฆ์อย่างครบวงจร มีเจ้าหน้าที่สาธารณสุขผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันเข้ามาดูแล จะเห็นได้ว่าการทำงานของภาคใต้เอง ก็มีการทำงานร่วมกับหลายๆภาคส่วนมีการเชื่อมโยงเครือข่ายการทำงานไม่ได้ทำเพียงฝ่ายใดฝ่ายเดียว

    มีความคล้ายกันของทางภาคอีสาน โดยพระครูโพธิวรคุณ เจ้าคณะอำเภอปทุมรัตต์ จังหวัดร้อยเอ็ด ที่มีการขับเคลื่อนร่วมกับชุมชนและราชการ ในรูปแบบของโครงการ วชร 079 เป็นการร่วมมือกันระหว่างวัด ชุมชน งานราชการ ในการขับเคลื่อนงานต่างๆด้านการพัฒนาชุมชนโดยสอดคล้องกับการพัฒนาสุขภาวะของชุมชนในทุกมิติ ใช้โครงการเป็นโอกาสในการดูแลรักษาสุขภาพของพระสงฆ์และชุมชน มีกลไกสำคัญเช่นเดียวกันกับทุกภาคก็คือพระคิลานุปัฏฐาก มันเป็นกำลังหลักในการดูแลพระสงฆ์ เห็นได้ชัดเมื่อช่วงของการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ที่วัดเป็นที่พักพิงผู้ป่วย โควิด 19 ก็ใช้เครือข่ายของ พระคิลานุปัฏฐาก วชร 079 นี่แหล่ะเขามาดูแล จนทำให้สามารถผ่านพ้นวิกฤตมาได้ เกิดการยอมรับในชุมชน

    และในภาคค่ำนั้นเอง ก็ได้มาล้อมวงพูดคุยแลกเปลี่ยนกันต่อถึงบทเรียนการขับเคลื่อนงานบวชสร้างสุข ที่ทำร่วมกันทุกภาคทั่วประเทศ ณ ตอนนี้ แชร์บทเรียนการทำงานร่วมกันในแต่ละภาค เพื่อแลกเปลี่ยนแนวทางที่จะนำไปใช้ในการขับเคลื่อนผมจังหวัดตนเองต่อไป

    เช้าวันที่ 15 ธันวาคม 2565 คณะสงฆ์ ได้ทำพิธีทอดผ้าป่าสังฆสามัคคี เพื่อสมทบทุนใน กองบุญสุขภาวะสังฆะเพื่อสังคม ในการดูแลพระสงฆ์นะคะนาพี่อาพาธ ทั่วประเทศ ได้รับความเมตตาจากเจ้าคณะภาค 7 พระพรหมเสนาบดี (พิมพ์ ญาณวีโร) เป็นองค์ประธานในการทอดผ้าป่าครั้งนี้ 

    ภายหลังเสร็จสิ้นได้มาพูดคุยแลกเปลี่ยนต่อยอดกันถึงแนวทางที่จะผลักดันแนวคิดของกองบุญสุขภาวะพระสงฆ์ ที่จะใช้ดูแลพระสงฆ์เมื่อยามเจ็บป่วยอาพาธทั่วประเทศ ให้พระสงฆ์ทุกรูปได้เข้าถึงการรักษาสุขภาพอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม ถือเป็นโจทย์ใหญ่ที่เครือข่ายพระสงฆ์นักพัฒนาแต่ละภาคจะร่วมกันผลักดันในโอกาสต่อจากนี้ไป

  • ม.เชียงใหม่ รณรงค์รับน้องขึ้นดอย’65 ปลอดเหล้า

    ม.เชียงใหม่ รณรงค์รับน้องขึ้นดอย’65 ปลอดเหล้า

    มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ สืบสานประเพณี “รับน้องขึ้นดอย” “ลูกจ๊างขึ้นดอย ปิ๊กฮอยศรัทธา เหมันต์ไหว้สา พระธาตุเจ้าดอยสุเทพ” นำนักศึกษาชั้นปีที่ 1-3 กว่า 18,000 คน เดินจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ขึ้นไปนมัสการพระบรมธาตุดอยสุเทพ ใน วันเสาร์ที่ 19 พฤศจิกายน 2565

    ประเพณีการนำนักศึกษาใหม่ไปนมัสการพระบรมธาตุดอยสุเทพ หรือ “ประเพณีรับน้องขึ้นดอย” เป็นประเพณีที่ดีงามที่นักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ร่วมกันจัดขึ้นเป็นประจำทุกปี นับตั้งแต่เริ่มก่อตั้งมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ในปี พ.ศ. 2507 เป็นต้นมา จวบจนปัจจุบัน

    สำหรับปี 2565 นี้ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดยสโมสรนักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จัดกิจกรรมขึ้นในวันเสาร์ที่ 19 พฤศจิกายน 2565 ด้วยแนวคิดหลัก “ลูกจ๊างขึ้นดอย ปิ๊กฮอยศรัทธา เหมันต์ไหว้สา พระธาตุเจ้าดอยสุเทพ” โดยนำนักศึกษาชั้นปีที่ 1-3 เดินขึ้นไปนมัสการพระบรมธาตุดอยสุเทพ สิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองเชียงใหม่ และศูนย์รวมจิตใจของชาวล้านนา รวมระยะทางกว่า 14 กิโลเมตร เพื่อความเป็นสิริมงคลและเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้สานต่อประเพณีอันดีงาม

    ประเพณีรับน้องขึ้นดอย ปี 2565 เริ่มตั้งแต่เวลา 04.00 น. ขบวนเสลี่ยงช้างแก้ว ออกเดินนำขบวนจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดยมีนักศึกษาคณะวิศวกรรมศาสตร์เป็นคณะผู้อัญเชิญ ตามด้วยคณะต่างๆ เมื่อเวลา 06:30 น. นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวต้อนรับ นางสาวศุทธินี ทัพผดุง ตัวแทนสโมสรนักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวรายงาน ศาสตราจารย์ ดร.นพ.พงษ์รักษ์ ศรีบัณฑิตมงคล อธิการบดีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ประธานในพิธี กล่าวเปิดงานและลั่นฆ้องชัยถือว่าประเพณีลูกช้างขึ้นดอยนำน้องใหม่ไปนมัสการพระบรมธาตุดอยสุเทพได้เริ่มขึ้นแล้วอย่างเป็นทางการ จากนั้น เวลา 07.00 น. ขบวนรับน้องขึ้นดอย มช. ได้เริ่มเคลื่อนออกจากประตูหน้ามหาวิทยาลัย ประกอบด้วย ขบวนมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ สมาคมนักศึกษาเก่า และคณะต่างๆตามลำดับ

    ทั้งนี้ประเพณีรับน้องขึ้นดอย สภานักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ รณรงค์ให้ประเพณีรับน้องขึ้นดอยปีนี้มาร่วมใจห่างไกลแอลกอฮอล์ เพื่อซึมซับการรับน้องประเพณีรับน้องขึ้นดอย จึงได้ขอความร่วมมืองดดื่มแอลกอฮอล์และงดจำหน่ายแอลกอฮอล์ทุกชนิด และร่วมกับอุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 16 (จังหวัดเชียงใหม่) ร่วมตั้งด่านจุดสกัดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และจัดทำป้ายประกาศประชาสัมพันธ์ โดยการรับน้องขึ้นดอยปลอดเหล้า สโมสรนักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้รณรงค์มาต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2555

    รับน้องขึ้นดอยเป็นกิจกรรมสำคัญที่มีพี่ๆ ศิษย์เก่ากลับมาระลึกถึงภาพความทรงจำกับเรื่องราวการรับน้องอย่างสร้างสรรค์ และร่วมให้กำลังใจน้องๆ ได้เดินขึ้นถึงเป้าหมายเพื่อนมัสการพระบรมธาตุดอยสุเทพ สิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองเชียงใหม่ และเป็นความประทับใจที่ชาว มช.

  • ชุมชนสันทราย อ.ไชยปราการ พัฒนาอาชีพและนวัตกรรมที่ใช้ชุมชนเป็นฐาน

    ชุมชนสันทราย อ.ไชยปราการ พัฒนาอาชีพและนวัตกรรมที่ใช้ชุมชนเป็นฐาน

    เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2565 พระครูวรสุตเขต เจ้าอาวาสวัดสันทราย ต.ศรีดงเย็น อ.ไชยปราการ จ.เชียงใหม่ ได้กล่าวชี้แจงกิจกรรมการพัฒนาอาชีพและนวัตกรรมที่ใช้ชุมชนเป็นฐานกับสมาชิกที่เข้าร่วม เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของกลุ่ม โดยเฉพาะในชุมชนมีทั้งหมด 4 กลุ่ม มีความพร้อมหลายด้านและมีกิจกรรมกลุ่มอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เกิดการช่วยเหลือ ส่งเสริมการศึกษาเพื่อการพัฒนาอาชีพและนวัตกรรมที่ใช้ชุมชนเป็นฐาน เพื่อสร้างอาชีพและสร้างรายได้ของกลุ่มให้สามารถยกระดับการศึกษาเรียนรู้สู่การพัฒนาทักษะการเป็นผู้ประกอบการใหม่ กลุ่มมีฝีมือในชุมชนและสังคมที่เป็นไปตามศักยภาพและความต้องการ รวมถึงการสร้างต้นแบบ (Model) ผ่านการมีส่วนร่วมของภาคีส่วนต่างๆ ในการยกระดับการเรียนรู้ตลอดชีวิตสู่การประกอบอาชีพ เพื่อนำไปสู่การต่อยอดขยายผลในระดับท้องถิ่น

    การใช้ชุมชนเป็นฐานจึงเป็นจุดที่สามารถยกระดับการประกอบ อาชีพ ให้แก่กลุ่มเป้าหมาย โดยจัดให้กระบวนการ เสริมศักยภาพ และใช้ทุนของชุมชน ในการพัฒนาอาชีพ มีการกําหนด แผนธุรกิจ และแผนกําลังคนที่เหมาะสม โดย ขั้นแรกให้ชุมชน สามารถพึ่งพาภายในชุมชนก่อนนําไปสู่การแลกเปลี่ยนระหว่างชุมชนการส่งขายภายนอกชุมชน