Tag: จ.เชียงใหม่

  • “ต๋ามผางปะติ๊ด ส่องฟ้า ฮักษาเมือง” ถวายเป็นพุทธบูชายี่เป็งเชียงใหม่

    “ต๋ามผางปะติ๊ด ส่องฟ้า ฮักษาเมือง” ถวายเป็นพุทธบูชายี่เป็งเชียงใหม่

    เครือข่ายชุมชนเมืองรักษ์เชียงใหม่ และภาคี หน่วงงาน องค์กรในพื้นที่เขตเมืองเชียงใหม่ ร่วมจัดกิจกรรม “ต๋ามผางปะตี้ด ส่องฟ้า ฮักษาเมือง” ปีที่ 11 จำนวน 10,000 ดวง บริเวณ 4 มุมเมืองของตัวเมืองเชียงใหม่ ในช่วงเทศกาลวันลอยกระทงหรือยี่เป็งเชียงใหม่ โดยมีประชาชน นักเรียน นักศึกษา ได้ร่วมกันวางผางประตี้ดตามจุดต่าง ๆ ก่อนร่วมกันจุด เพื่อให้แสงเทียนส่องสว่างไสวไปทั่วเมืองเชียงใหม่ ถวายเป็นพุทธบูชาในห้วงเทศกาลยี่เป็งเชียงใหม่

    เครือข่ายชุมชนเมืองรักษ์เชียงใหม่ ร่วมกับเทศบาลนครเชียงใหม่ ฟื้นบ้านย่านเวียง และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) “ต๋ามผางปะติ๊ด ส่องฟ้า ฮักษาเมือง” ปีที่ 11 ระหว่างวันที่ 7-9 พฤศจิกายน 2565 ณ บริเวณลานอนุสาวรีย์สามกษัตริย์ จ.เชียงใหม่ และ 4 มุมคูเมืองเชียงใหม่ โดยกิจกรรมนี้ ทางเครือข่ายชุมชนเมืองรักษ์เชียงใหม่ พร้อมชุมชุนต่าง ๆ วัด, สถาบันการศึกษา, ภาคีเครือข่ายหลายภาคส่วน จัดขึ้นเพื่อเป็นการส่งเสริมและอนุรักษ์วัฒนธรรมประเพณีล้านนา ที่มีความเชื่อว่าการจุดผางประทีปเป็นพุทธบูชา รวมทั้งแสดงความสำนึกบุญคุณและขอขมาสิ่งต่าง ๆ และค่านิยมในงานบุญประเพณีที่ร่วมสมัย มีความปลอดภัย เพื่อเป็นทางเลือกของการลดอุบัติเหตุจากประทัดยักษ์ และการปล่อยโคมลอย

    เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2565 นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เป็นประธานในพิธีเปิดงานต๋ามผางปะตี๊ด ส่องฟ้า ฮักษาเมือง ในงานประเพณีเดือนยี่เป็งเชียงใหม่ ประจำปี 2565 โดยมีนายอัศนี บูรณุปกรณ์ นายกเทศมนตรีนครเชียงใหม่ ร่วมเป็นเกียรติในกิจกรรม ณ ลานอนุสาวรีย์สามกษัตริย์ จ.เชียงใหม่

    “ต๋ามผางปะตี้ด” แปลว่า การจุดประทีป บางพื้นที่ก็เรียกปะตี๊ป ทั้งนี้ผางประตี้ดที่ใช้จุดในช่วงการจัดกิจกรรมนั้น มาจากการร่วมแรงร่วมใจของชาวชุมชน รวมทั้งเด็ก เยาวชน นักเรียน นักศึกษา และประชาชนที่สนใจ ตั้งแต่เริ่มต้นทุกขั้นตอนจนแล้วเสร็จ โดยทำการจัดกิจกรรมหยอดผางปะตี้ดขึ้นก่อนวันงาน สำหรับผางปะตี้ดหรือประทีป ที่ทางเครือข่ายชุมชนเมืองรักษ์เชียงใหม่นำมาใช้ มีขนาด 3 นิ้วครึ่ง โดยสามารถจุดได้ 5-6 ชั่วโมง จำนวน 10,000 ดวง นอกจากนี้ยังมีผางประทีปขนาดต่างๆ ที่จัดเตรียมไว้อีกรวมหลายหมื่นดวง เพื่อร่วมกันจุดบูชาเมืองเพื่อให้สว่างไสวไปทั่วทั้งเมืองเชียงใหม่ในช่วงงานประเพณียี่เป็ง

    ตลอดระยะเวลาของกิจกรรม เครือข่ายชุมชนเมืองรักษ์เชียงใหม่ ยังมีการฟ้อนเทียนบูชาเมือง เทศน์อานิสงส์ผางประทีป ซึ่งเป็นกิจกรรมต่อเนื่องที่ทางเครือข่ายจัดทำทุกปี โดยมีการจัดอบรมซ้อมฟ้อนเล็บ ฟ้อนเทียน ซึ่งโดยในปีนี้มีผู้ที่สนใจเข้าร่วมจำนวนมาก โดยเปิดสอนตั้งแต่ช่วงเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการสืบทอดศิลปวัฒนธรรมและประเพณีอันดีงามสู่รุ่นลูกรุ่นหลาน


    ข่าว : ศุภกิตติ์ คุณา
    ภาพประกอบ : วิรัตน์ ไชยชนะ, วิทยาลัยอาชีวะเชียงใหม่, เทศบาลนครเชียงใหม่, ศุภกิตติ์ คุณา

  • รันลัดโต้ง งานวิ่งที่กระตุ้นสุขภาพคนในชุมชนสันป่าตอง

    รันลัดโต้ง งานวิ่งที่กระตุ้นสุขภาพคนในชุมชนสันป่าตอง

    ก่อนสถานการณ์โควิด-19 เทรนการรักสุขภาพได้รับความนิยมกันมากขึ้น โดยเฉพาะกิจกรรมการวิ่ง ซึ่งเป็นต้นทุนที่สวมรองเท้าผ้าใบก็สามารถออกไปเดินวิ่งได้ทันที

    ขึ้นเหนือส่งท้ายฤดูฝนที่อำเภอสันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่ พาไปวิ่งในงาน “รันลัดโต้ง” คือ งานวิ่งที่จัดขึ้นมาเพื่อตอบสนองชุมชนเป็นหลัก โดยเป็นตัวกระตุ้นการรักสุขภาพคนในชุมชน และคนนอกพื้นที่ให้เขามามีส่วนร่วมในชุมชน และชมความงามของเส้นทางวิ่งในอำเภอสันป่าตอง แม้จะถูกพักช่วงโควิด-19 ไป การกลับมาในปี 2565 ของรันลัดโต้ง ถือว่าเป็นงานที่กระตุ้นการออกกำลังกายของคนในชุมชนได้เป็นอย่างดี

    “รันลัดโต้ง” ชื่องานบ่งบอกถึงความชนบทผสมสากล รัน (Run) มาจากภาษาอังกฤษ แปลว่า วิ่ง ส่วน ลัดโต้ง ก็คือ ลัดผ่านทุ่งนา โดยรวมก็คือวิ่งผ่านทุ่งนานั่นเอง รูปแบบของงานนั้นถูกออกแบบและวางแผนผสมผสานงานศิลปะ เพื่อให้สอดคล้องกับชุมชน ในพื้นที่ และความเป็นทุ่งนาที่เป็นจุดขายของงาน

    ทุ่งนา หลายร้อยไร่ ในตำบลสันกลาง อำเภอสันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่ กลายเป็นแรงกระตุ้นให้คนนอกพื้นที่ เข้ามาออกกำลังกายชมความสวยงาม และส่งเสริมการท่องเที่ยวชุมชน ผ่านกิจกรรมรันลัดโต้งได้เป็นอย่างดี อีกทั้งยังทำให้หลงไหล กับบรรยากาศงานวิ่งที่ไม่เหมือนที่อื่น

    แนวคิดของงานนี้จุดเริ่มต้นมาจากคุณประยูร หงษาธร หรือพี่เด่น สำนักพิมพ์ปล่อย ที่ย้ายมาอยู่เฮือนชมออน ร่วมกับพี่เก่ง เกียรติมงคล เรือนสุข เจ้าบ้านเฮือนชมออน ที่ชวนกันเริ่มต้นคิดกิจกรรมขึ้นมาในชุมชน ด้วยความที่ตัวเองนั้นชอบกิจกรรมการวิ่งอยู่แล้ว จึงวางแผนชวนกันทำงานวิ่ง รันลัดโต้งขึ้นมา โดยเริ่มชักชวนเพื่อนๆกลุ่มนักวิ่งในพื้นที่ด้วยกันมาทำงานวิ่งสนุกๆกัน ซึ่งในปี พ.ศ.2561 ซึ่งเป็นการจัดครั้งแรก ซึ่งในปีนั้นกิจกรรมยังไม่กว้างขวางหรือเป็นที่รู้จักมากนัก

    งานศิลปะกับการออกแบบเหรียญรางวัลงานวิ่ง

    เหรียญรางวัล และ ถ้วยรางวัล ที่เป็นศิลปะมาจากเซรามิก ผลงานของศิลปิน คุณภูริดล พิมสาน แห่ง Have A Hug Studio ที่ชื่นชอบในเรื่องของการวิ่ง ได้ถูกชักชวนเข้ามาร่วมงานกันตั้งแต่ครั้งแรก โดยเหรียญรางวัลนั้นจะออกแบบเป็นรูปสัตว์ ซึ่งถือว่าอยู่ในแนวคิดของ รันลัดโต้ง

    เหรียญรางวัลเซเรามิก รันลัดโต้ง

    “พอดีว่ามีเพื่อนเป็นคนจัดงานวิ่ง รันลัดโต้ง เลยเข้ามาเสนอทำเหรียญรางวัลให้ โดยใช้ดินปั้นเป็นเหรียญ ซึ่งไม่เคยมีใครทำมาก่อน แล้วเอาเงินไปบริจาคให้กับโรงพยาบาลชุมชน ผมพบว่าจริงๆ แล้วคนเขาเข้าใจนะ เลยเป็นที่มาของงานที่ผมจัดเอง Art Run To The Wild #วิ่งควายควาย ด้วยผมเป็นคนชอบวิ่งและคนทำงานศิลปะ เลยเกิดความคิดว่า จะทำอย่างไรให้คนทำงานศิลปะ หันมาดูแลสุขภาพ มันคนละขั้วกันเลยนะ คนทำงานศิลปะจะกินเหล้า สูบบุหรี่ นอนดึก ผมเลยเอา Art ไปรวมกับ Run คราวนั้นผมก็ปั้นเหรียญปั้นถ้วยรางวัลเองด้วย มีคนมาวิ่งตั้งหนึ่งพันห้าร้อยคน”

    ภูริดล พิมสาน ในบทสัมภาษณ์ The Cloud

    จุดเริ่มต้นจากรันลัดโต้ง ถ้วยรางวัลเซรามิก เริ่มมีชื่อเสียงขยายออกไปในวงการวิ่ง ภูริดลมีโอกาสทำถ้วยและเหรียญรางวัลให้กับงานวิ่งระดับประเทศหลายงาน เช่น The Mall Korat Marathon 2022, กระบี่มาราธอน 2020, กระบี่เทรล 2020 จันทบุรีซีนิคฮาร์ฟมาราธอน 2020, วิ่งพักตับ จ.พะเยา ฯลฯ

    โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพในท้องถิ่น ต่อยอดให้คนชุมชนออกกำลังกาย

    กิจกรรมวิ่งในแต่ละปี รันลัดโต้ง จะหักค่าใช้จ่าย และมอบให้โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านห้วยส้ม อ.สันป่าตอง ซึ่งเป็นหน่วยสาธารณสุขในพื้นที่การจัดงาน เพื่อสนับสนุนอุปกรณ์ทางการแพทย์สำหรับประชาชนในพื้นที่ โดยในปี 2563 กิจกรรมเริ่มขยายเป็นวงกว้าง เริ่มรู้จักมากขึ้น หลายหน่วยงานเริ่มเข้ามาสนับสนุนการจัดงานทั้งภาครัฐและเอกชน

    นางพวงเพชร กองแก้ว นักวิชาการสาธารณสุขชำนาญการ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านห้วยส้ม ร่วมกับชุมชนในเขตรับผิดชอบ และ อสม. ในพื้นที่ ได้นำกิจกรรม รันลัดโต้ง เป็นกิจกรรมกระตุ้นให้คนในชุมชนหันมารักษาสุขภาพกันอีกครั้ง หลังจากที่พักเว้นช่วงสถานการณ์โควิด-19 โดยจัดกิจกรรม รันลัดโต้ง ครั้งที่ 4 นอกจากกระตุ้นคนในชุมชนแล้ว ยังจัดเพื่อหางบประมาณ สมทบทุนสร้างคลินิกโรคระบบทางเดินหายใจ (ARI Clinic) เพื่อให้บริการแก่ประชาชนชาวตำบลสันกลาง และประชาชนบริเวณใกล้เคียง

    การที่เห็นคนในพื้นที่ ต่างตื่นตัวกับการจัดงานวิ่งครั้งนี้ ต่างคนก็ออกซ้อมกันทุกๆเย็นของวัน ก่อนงานจะเริ่ม แม้ไม่ใช่งานใหญ่โตแต่การมีส่วนร่วมของชุมชนถือว่าเข้มแข็งเลยทีเดียว โดยเฉพาะ อสม. ในแต่ละหมู่บ้าน คอยเชื่อม และกระตุ้นการออกกำลังกาย กลายเป็นกระแสระดับอำเภอ และในจังหวัด

    งานจบ แต่วิ่งยังไม่จบ

    แม้ว่ากิจกรรมรันลัดโต้ง ครั้งที่ 4 จะจบลงไปแล้ว สิ่งที่เห็นได้ชัดเจนหลังจากนี้ คือ คนในชุมชนสวมเสื้องาน ออกกำลังกาย ทั้งเดินและวิ่ง ตามเส้นทางของกิจกรรม ถือเป็นความสำเร็จที่เกิดความต่อเนื่องการออกกำลังกายของคนในชุมชน และขยายผลไปยังคนในพื้นที่ข้างเคียงหันมาออกกำลังกายมากขึ้น

    ภาคีและเครือข่าย

    กลายเป็นงานประจำปีเลยก็ว่าได้ หากรันลัดโต้ง คือจุดมุ่งหมายเดียวกัน และการเติบโตของงานวิ่งที่เป็นขวัญใจของนักวิ่ง ทั้งรูปแบบการจัดงาน วิวทิวทัศน์ทุ่งนาเส้นทางวิ่งที่สวยงาม รวมถึงการมีส่วนร่วมในชุมชนที่เข้มแข็ง การตอบรับของภาคีเข้ามามีบทบาทมากขึ้น โดยแต่ละหน่วยงานสนับสนุนตามความถนัดขององค์กร เพื่อหนุนเสริมการทำงานไปในทิศทางเดียวกัน

    อาหารสำหรับนักวิ่ง จากชุมชน
    ชุมชนช่วยกัน ทำความสะอาด ตัดหญ้า เส้นทางวิ่ง

    อีกทั้งต้องขอขอบคุณ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.), ศูนย์ประสานงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้าภาคเหนือตอนบน, สมาคมเพื่อนโรคไตแห่งประเทศไทย, องค์การบริหารส่วนตำบลสันกลาง, ฝ่ายปกครอง-ทีมกู้ภัย อบต.สันกลาง, อสม.รพ.สต.บ้านห้วยส้ม, สาธารณสุขอำเภอสันป่าตอง, เฮือนชมออน, เสื้อสวยๆจาก ร้านเสื้อจิปาถะ (JPT Sport), Have a Hug Studio, กราฟิกสวยๆจากทีมเพจ SANPATONG CLUB, ชาวบ้านแม่กุ้งบก รวมถึงภาคีอื่นๆ ที่ร่วมกันทำให้กิจกรรมครั้งนี้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี

    ทีมงาน รันลัดโต้ง
  • สคล.จับมือเครือข่ายประชาคมงดเหล้านานาชาติจัด WORKSHOP รับมือการตลาดธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์หลังโควิดที่รุกหนัก ห่วงไทยแก้กฎหมายให้ผลิตเสรี

    สคล.จับมือเครือข่ายประชาคมงดเหล้านานาชาติจัด WORKSHOP รับมือการตลาดธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์หลังโควิดที่รุกหนัก ห่วงไทยแก้กฎหมายให้ผลิตเสรี

    เครือข่ายประชาสังคมควบคุมแอลกอฮอล์นานาชาติ 10 ชาติ ยอมรับการตลาดธุรกิจแอลกอฮอล์หลัง Covid-19 น่าห่วงโดยเฉพาะออนไลน์ หวังใช้ SAFER แก้ปัญหาและห่วงการเสนอแก้กฎหมายควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ให้โฆษณาได้-กฎหมายสรรพสามิตให้ผลิตเสรีจะเสียเครื่องมือปกป้อง ปชช.

    เมื่อวันที่ 28-30 ต.ค.65 ที่ผ่านมาที่ รร.เมอเวนพิค สุริวงค์ จ.เชียงใหม่ เครือข่ายงดเหล้าและ สสส. ร่วมกับ Movendi International, IOGT-NTO Movement และ International Health Policy Program (IHPP) จัดประชุมเชิงปฏิบัติการ “แลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์ของภาคประชาสังคมในนโยบายเกี่ยวกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และการดำเนินการของชุมชนเพื่อลดผลกระทบจากการทำการตลาดของภาคธุรกิจและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพื่อนำไปสู่แนวทางความร่วมมือขับเคลื่อนอย่างมีประสิทธิภาพหลังโควิด-19 ซึ่งมีเครือข่าย 10 ประเทศเข้าร่วมทั้ง สวีเดน บอสเนีย&เฮอเซโกวินา เซอร์เบีย มอนเตเนโก ศรีลังกา เมียนม่า สปป.ลาว เวียดนาม กัมพูชา และเครือข่ายภาคประชาสังคมของไทย

    ทั้งนี้ นายธีระ วัชรปราณี ผู้จัดการสำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า(สคล.) ในฐานะผู้จัดงานกล่าวว่า การเร่งทำการตลาดของธุรกิจแอลกอฮอล์หลังสถานการณ์โควิด-19 เกิดขึ้นเหมือนกันทั่วโลก มีการออกผลิตภัณฑ์ใหม่ เน้นการโฆษณาและการขายผ่านออนไลน์ แบบ on-demand ซึ่งไม่เฉพาะในประเทศแต่เป็นข้ามข้อบังคับระหว่างประเทศ (Marketing Cross Border) รวมทั้งทำการตลาดในกลุ่มเยาวชนโดยสนับสนุนงานดนตรี กีฬาศิลปวัฒนธรรม การสร้างภาพลักษณ์ที่ดีต่างๆ มากยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตามองค์การอนามัยโลก(WHO) ได้เร่งสนับสนุนให้ประเทศต่างๆ นำมาตรการนโยบายที่มีประสิทธิภาพไปดำเนินการ SAFER 5 ด้าน ได้แก่ การห้ามการโฆษณาส่งเสริมการขายเพื่อลดแรงจูงใจ, การขึ้นภาษีเพื่อสุขภาพ, การจำกัดการซื้อการขายให้ยากขึ้น, การลดผลกระทบจากการดื่มแล้วขับและการคัดกรองบำบัดรักษาเพื่อปกป้องประชาชนในประเทศจากการตลาดของธุรกิจแอลกอฮอล์แนวใหม่ดังกล่าว จึงทำให้เครือข่ายงดเหล้า, สสส.ร่วมกับ IOGT-NTO Movement ได้เชิญเครือข่ายภาคประชาสังคมมาร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้และวางแนวทางดำเนินงานเพื่อร่วมหยุดยั้งการตลาดของธุรกิจที่มุ่งแสวงกำไรบนความทุกข์ของสังคมและแลกเปลี่ยนการดำเนินงานร่วมกัน

    ด้าน Mr.Adis Arnautovic ผู้อำนวยการ Center for youth organization (CEM) ประเทศบอสเนียและเฮอเซโกวินา กล่าวว่า การดื่มเป็นค่านิยมประเพณีที่ปฏิบัติสืบต่อกันจนเป็นเรื่องปกติและไม่มีใครที่คิดว่าเป็นปัญหา การตลาดของธุรกิจแอลกอฮอล์สามารถโฆษณาได้ตลอดเวลารวมทั้งในระบบออนไลน์ แม้ว่าจะมีการห้ามขายให้เยาวชน แต่ไม่ค่อยได้รับการปฏิบัติเท่าที่ควร ดังนั้นจึงต้องทำงานอย่างหนักเพื่อจะปกป้องเยาวชนและกลุ่มผู้หญิง ผู้นำรุ่นใหม่ในชุมชนต่างๆ ร่วมต่อสู้จนถึงระดับชาติ ร่วมกับภาครัฐและวิชาการที่พยายามทำงานกับผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องแต่มีอุปสรรคด้านโครงสร้างรัฐบาลที่มีความซับซ้อนมากเพราะมีระบบการปกครองมากถึง 14 ระดับ ทำให้การทำงานกับภาครัฐค่อนข้างยาก แต่ก็พยายามนำเสนอผลการวิจัยต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับแอลกอฮอล์โดยเฉพาะแนวทาง SAFER ที่จะช่วยทำให้สถานการณ์ในอนาคตดีขึ้นได้

    ขณะที่ Dearak Song ผู้แทนจาก Cambodia Movement for Health (CEM) กล่าวว่า กัมพูชายังไม่มีกฎหมายควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และการผลิต ทำให้สถานการณ์ด้านสังคม สุขภาพน่าเป็นห่วง ทั้งปัญหาอุบัติเหตุ ความรุนแรง ผลกระทบต่อสุขภาพ อีกทั้งมีการออกสินค้าใหม่ๆ หลายยี่ห้อในช่วงหลังโควิด สามารถโฆษณาได้ตลอดเวลา มีการส่งเสริมการขายทุกรูปแบบชิงโชครางวัลทั้งบ้านหรู รถเก๋งสปอต ทองคำ สนับสนุนด้านกีฬา ดนตรี ทำ CSR ช่วยเหลือสังคมสร้างภาพลักษณ์ การซื้อขายไม่มีข้อจำกัดเรื่องอายุ สถานที่ วันเวลา โดยหลายหน่วยงานตระหนักในปัญหานี้และกำลังร่วมมือกันแก้ไข ควบคุมการโฆษณาและชุมชนสามารถกำหนดระเบียบหรือ “ฎีกา” ในการควบคุมแอลกอฮอล์ได้ ซึ่งจากการประชุมครั้งนี้เป็นโอกาสยกระดับการขับเคลื่อนต่อไป   

    ขณะที่ Mr.Pubudu Sumanasekara รองประธาน Movendi International กล่าวว่า องค์กรก่อตั้งมา 164 ปี มีสมาชิก 144 องค์กร จาก 55 ประเทศ เป็นกังวลกับการแก้ไขกฎหมายควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของไทยจากเดิมกฎหมายควบคุมฯปี 2551 ที่สามารถหยุดยั้งการตลาดของธุรกิจได้ดี แม้ธุรกิจจะปรับไปใช้ตราเสมือนโฆษณาแทนในปัจจุบัน แต่หากให้มีการโฆษณาได้ทุกรูปแบบย่อมไม่เป็นผลดีแน่นอนจะยิ่งเพิ่มจำนวนผู้ดื่มและผู้ค้ารายใหญ่ได้ประโยชน์ ผู้ที่เสียประโยชน์คือสังคมจะเกิดผลต่อความรุนแรงในครอบครัว สังคม อุบัติเหตุทางถนน ซึ่งตอนนี้ประเทศต่างๆ พยายามที่จะออกกฎหมายควบคุมให้มากขึ้น รวมทั้งควบคุมทางออนไลน์ แต่ประเทศไทยกลับจะเสนอแก้ไขให้กฎหมายอ่อนแอลง

  • คนหัวใจเพชรหางดง” สู่แนวคิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ”

    คนหัวใจเพชรหางดง” สู่แนวคิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ”

    โรงพยาบาลหางดง จังหวัดเชียงใหม่ ประชุมชมรมคนหัวใจเพชรเลิกเหล้าสร้างอาชีพ”

    โดยการสนับสนุนพัฒนาและยกระดับศักยภาพชุมชนในการสร้างภูมิคุ้มกัน และแก้ไขปัญหาแอลกอฮอล์ในระดับพื้นที่ โดยใช้ชุมชนเป็นฐานโดยมีเป้าหมาย ชมรมคนหัวใจเพชรในระดับชุมชน อย่างน้อย 20 คนในพื้นที่สามารถขับเคลื่อนด้วยกิจกรรมของตนเอง และมีการขับเคลื่อนร่วมกันเพื่อเป็นแบบอย่างให้กับคนอื่นๆโดยจะมีการเชื่อมพลังกัน เป็นพื้นฐานในการทำงานต่อเนื่อง

  • โครงการงดเลี้ยงสุราและน้ำหวานน้ำอัดลมในงานฌาปนกิจศพ

    โครงการงดเลี้ยงสุราและน้ำหวานน้ำอัดลมในงานฌาปนกิจศพ

    วันที่ 24 กันยายน 2565

    นายสมเดช เอสันเทียะ นายกเทศมนตรีตำบลสันโป่ง ได้มอบหมายให้ นายจันทร์แก้ว ชาปิน รองนายกเทศมนตรีฯ และเลขานุการ นางสาวพัชรินทร์ ปินคำ นายสมเพชร มูลดี ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ 6 ต.สันโป่ง อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ร่วมพิธีเปิดโครงการงดเลี้ยงสุราและน้ำหวานน้ำอัดลมในงานฌาปนกิจศพ พร้อมด้วยสมาชิกสภาเทศบาล ณ ศาลาอเนกประสงค์ หมู่ 6 บ้านหม้อ เพราะในพื้นที่มีพฤติกรรมสุขภาพที่ไม่ถูกต้องของบุคคล

    โดยทุกคนจะรู้จักเหล้า เป็นที่มาของปัญหาต่างๆ แก่ผู้ดื่ม ทั้งเรื่องของสุขภาพ ทำให้เกิดโรคมากมาย รวมทั้งความรุนแรงในครอบครัวที่ยังเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันไม่ให้จำนวนนักดื่มเพิ่มขึ้น

    โดยเฉพาะเยาวชนรุ่นใหม่ถือว่าเป็นช่วงวัยที่มีความคิดทันสมัย มีศักยภาพ การเปิดพื้นที่สร้างโอกาสให้ได้แสดงพลังจะทำให้เด็กและเยาวชนสามารถดึงศักยภาพของตัวเองสร้างสรรค์สิ่งที่ดีได้ เกิดความภาคภูมิใจในการได้ลงมือทำ เป็นเกราะป้องกันที่เข้มแข็งให้เยาวชนเติบโตเป็นใหญ่ที่มีสุขภาพห่างไกลเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้

  • อบรมเชิงปฏิบัติการเพื่อพัฒนาศักยภาพ หน่วยปฏิบัติการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

    อบรมเชิงปฏิบัติการเพื่อพัฒนาศักยภาพ หน่วยปฏิบัติการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

    อบรมเชิงปฏิบัติการเพื่อพัฒนาศักยภาพ หน่วยปฏิบัติการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และผลิตภัณฑ์ยาสูบระดับที่ (ALCOHOL AND TOBATROL OPERATION UNIT:ATCU)รุ่นที่ 1 เมื่อวันที่ 21-22 กรกฎาคม 2565

    ณ โรงแรมวู๊ดฟิลด์รีสอร์ท เชียงใหม่ ศูนย์ประสานงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้าภาคเหนือตอนบน ร่วมกับ สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 1 เชียงใหม่ ได้มีการจัด อบรมเชิงปฏิบัติการเพื่อพัฒนาศักยภาพ หน่วยปฏิบัติการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และผลิตภัณฑ์ยาสูบระดับที่ (ALCOHOL AND TOBATROL OPERATION UNIT:ATCU) รุ่นที่ 1

    แพทย์หญิง เสาวนีย์ วิบุลสันติ ผู้อำนวยการสำนักป้องกันควบคุมโรคที่ 1 เชียงใหม่กล่าวว่า เพื่อให้การดำเนินงานเฝ้าระวัง และบังคับใช้กฎหมายเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ หน่วยงาน เครือข่ายจึงได้จัดการอบรมเชิงปฏิบัติการเพื่อพัฒนาศักยภาพหน่วยปฏิบัติการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และผลิตภัณฑ์ยาสูบระดับที่ (ALCOHOL AND TOBATROL OPERATION UNIT:ATCU)รุ่นที่ 1 อีกทั้งเป็นการสนับสนุนการดำเนิงงานของพนักงานเจ้าหน้าที่

    โดยมีพนักงานเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานต่างๆ ดังนี้ หน่วยงานตำรวจ หน่วยงานทางปกครอง หน่วยงานสรรพสามิต หน่วยงานทางสาธารณสุข และหน่วยงานท้องถิ่น ในพื้นที่ 8 จังหวัดภาคเหนือตอนบน ได้แก่ เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน ลำปาง แม่ฮ่องสอน แพร่ น่าน และ พะเยา ให้ปฏิบัติหน้าที่ด้านการเฝ้าระวัง และการบังคับใช้กฎหมายควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และยาสูบได้อย่างถูกต้อง เป็นระบบ และมีประสิทธิภาพต่อไป # สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 1 เชียงใหม่ # ศูนย์ประสานงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้าภาคเหนือตอนบน