
รื่นเริงในเรือนตาย : ถอดรหัส ‘งันเฮือนดี’ และความเชื่อ 3,000 ปี จากลุ่มน้ำโขงถึงราชสำนัก
เรื่อง: ธีรศักดิ์ มณีวงษ์
หลายคนเคยตั้งคำถามว่า ทำไมงานศพบางวัฒนธรรมจึงเต็มไปด้วยเสียงดนตรีและการเฉลิมฉลอง แทนที่จะมีเพียงความโศกเศร้าและการไว้อาลัย คำตอบนั้นซ่อนอยู่ในรากเหง้าความเชื่อที่มีมาอย่างยาวนานกว่า 3,000 ปี ในดินแดนอุษาคเนย์
ในโลกทัศน์ของผู้คนลุ่มน้ำโขง ความตายมิใช่จุดสิ้นสุดของชีวิต แต่เป็นเพียงการเปลี่ยนผ่านสถานะจากโลกของคนเป็น ไปสู่โลกของผีหรือบรรพชน โดยมีหัวใจสำคัญต่อความเชื่อเรื่อง ‘ขวัญ’ สิ่งที่ไม่มีตัวตนแต่สิงสู่อยู่ในร่างกาย และการตายก็ถูกนิยามว่าเป็นสภาวะที่ขวัญเดินทางออกจากร่างอย่างถาวร
พิธีกรรมศพจึงเปรียบเสมือนการสร้างแผนที่และเข็มทิศ เพื่อนำพาขวัญที่หลงทางให้เดินทางกลับสู่บรรพบุรุษอย่างถูกต้อง นำมาสู่ปรากฏการณ์ทางสังคมที่น่าสนใจอย่าง ‘งันเฮือนดี’ หรือการจัดงานศพให้ครึกครื้นด้วยเสียงดนตรี บทสวด และมหรสพ
งันเฮือนดี มีวัตถุประสงค์ก็เพื่อการเยียวยาความสูญเสีย และเป็นการสื่อสารกับบรรพบุรุษผู้ล่วงลับให้รับเอาขวัญที่จากร่างสู่ภพใหม่ที่ดีกว่า ซึ่งสิ่งนี้ได้กลายเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่สะท้อนให้เห็นว่า มนุษย์มีวิธีจัดการกับความตายด้วยความเข้าใจและความหวังมาอย่างช้านาน
‘ขวัญ’ หาย จึงตายจาก
ในสังคมลุ่มน้ำโขง ผู้คนที่นี่มีวัฒนธรรมร่วมที่เชื่อมโยงกลุ่มชาติพันธุ์อันหลากหลายตั้งแต่ต้นธารถึงปลายสายปากแม่น้ำ จากจีนตอนใต้ เมียนมา ลาว ภาคอีสานของประเทศไทย กัมพูชา จนถึงเวียดนามตอนล่าง แม่น้ำโขงทำหน้าที่เป็นทั้งเส้นทางคมนาคม แหล่งยังชีพ และเส้นเลือดทางวัฒนธรรมที่หล่อหลอมระบบความเชื่อ ภาษา และพิธีกรรมของผู้คนทั้งสองฝั่ง
ในบรรดาวัฒนธรรมร่วมเหล่านั้น ‘พิธีกรรมศพ’ เป็นหนึ่งในวัฒนธรรมที่สะท้อนโลกทัศน์ของสังคมลุ่มน้ำโขงอย่างชัดเจนที่สุด เพราะความตายของผู้คนที่นี่มิได้ถูกมองว่าเป็นการสิ้นสุดของชีวิต หากแต่เป็นการเปลี่ยนผ่านสถานะจากโลกของคนเป็นไปสู่โลกของ ‘ผี’ หรือ ‘บรรพชน’ ซึ่งยังคงมีอิทธิพลต่อความเชื่อและสังคมอย่างต่อเนื่อง พิธีศพจึงเป็นพื้นที่สำคัญที่สังคมต้องจัดการกับความตาย เพื่อฟื้นฟูระเบียบสังคม ความมั่นคงทางความเชื่อ และความหมายของการมีชีวิตอยู่
ย้อนกลับไปสู่ยุคที่ความเชื่อของศาสนาผียังแนบแน่น ผู้คนที่นี่มีความเชื่อเรื่อง ‘ขวัญ’ และโลกหลังความตายมาอย่างช้านาน – สุจิตต์ วงษ์เทศ นักประวัติศาสตร์คนสำคัญ อธิบายว่า ขวัญ เป็นความเชื่อเก่าแก่ที่มีมากว่า 3,000 ปี แตกต่างเฉพาะชื่อเรียกตามแต่ละชาติพันธุ์ แต่ให้ความหมายและคำนิยามอย่างเดียวกัน
ขวัญ มองไม่เห็น จับต้องไม่ได้ แต่เคลื่อนไหวได้ สิงสู่กระจายตามส่วนต่างๆ ของคน สัตว์ สิ่งของ อาคารสถานที่ – เฉพาะ ‘คนตาย’ คือ คนที่ขวัญหาย ขวัญไม่อยู่กับเนื้อตัวร่างกาย (ขวัญ ไม่ตาย แค่ไม่อยู่กับเนื้อตัวร่างกาย) ขวัญหาย มีเหตุเพราะขวัญตกใจจนออกจากร่าง แล้วหาทางกลับเข้าร่างไม่ถูก
ขวัญ ยังมีสภาวะที่เดินทางออกจากร่างกายชั่วคราว และจะกลับมาเมื่อมีการเรียกขวัญด้วยพิธีกรรม ‘สู่ขวัญ’ ส่วนการตายเป็นปรากฏการณ์ที่ขวัญเดินทางออกไปจากร่างอย่างถาวร
ศาสนาผี เชื่อว่า หากเรียกขวัญคืนร่างได้ คนตายจะฟื้นคืนเป็นปกติ จึงมีพิธีเรียกขวัญต่อเนื่องหลายวันหลายคืน หวังให้ขวัญกลับเข้าร่าง (แต่ไม่สำเร็จ) ส่วน ศาสนาพุทธ จะเรียกสิ่งที่คล้ายกันนี้ว่า ‘วิญญาณ’ ซึ่งเชื่อกันว่ามีอยู่ในร่างกายของทุกคน เมื่อคนตายวิญญาณจะล่องลอยออกไปหาที่เกิดใหม่ เรียกว่า เวียน ว่าย ตายเกิด
เมื่อขวัญออกจากร่าง และเรียกกลับมาไม่ได้ (คนตายร่างไร้ขวัญ) ก็จะมีพิธีกรรมส่งขวัญไปอยู่กับบรรพบุรุษ ซึ่งแก่นกลางของสังคมลุ่มน้ำโขงคือความเชื่อที่ว่า ผู้ตายไม่ได้หายไป แต่เปลี่ยนสถานะเป็นผีบรรพชนที่ยังคงมีบทบาทต่อชีวิตคนเป็น ทั้งการคุ้มครอง ให้คุณ หรือให้โทษ ขึ้นอยู่กับความเคารพ และส่วนหนึ่งมาจากการจัดพิธีกรรมศพ
ความตายในชาติพันธุ์
ความตายเป็นประสบการณ์สากลของมนุษย์ แต่การจัดการกับความตายกลับมีความหลากหลายในแต่ละวัฒนธรรม นั่นจึงทำให้พิธีศพไม่ใช่เพียงกระบวนการจัดการร่างของผู้ตาย หากเป็นพิธีกรรมที่สะท้อนโลกทัศน์ ความเชื่อเรื่องโลกหลังความตาย และโครงสร้างทางสังคมของแต่ละกลุ่มชาติพันธุ์
ใน ชาติพันธุ์ไท-ไต (Tai peoples) ความตายถูกอธิบายผ่านแบบจำลอง ‘การเดินทาง’ วิญญาณต้องเดินทางไปยังเมืองแถน เมืองบรรพชน หรือภพหน้า พิธีศพจึงทำหน้าที่เป็น ‘แผนที่’ และ ‘เข็มทิศ’ ให้กับวิญญาณ ซึ่งงานศพได้กลายเป็นพื้นที่รวมเครือญาติ และทำหน้าที่เยียวยาความสูญเสียผ่านกิจกรรมทางสังคม เช่น การสวด ดนตรี และการเลี้ยงอาหาร

พิธีกรรมศพของชาวไทดำ (ภาพ: ศูนย์ฟื้นฟูวัฒนธรรมไตดำโบราณ)
เช่นกันกับความเชื่อเรื่องโลกหลังความตายของ ชาติพันธุ์กูย (Kuoy/Kui) ที่ไม่ได้เป็นเพียงความเชื่อทางศาสนา แต่เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่กำหนดความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ ธรรมชาติ และบรรพชน เช่น ความเชื่อเรื่องการเคารพบูชาช้างบรรพบุรุษ การสื่อสารต่อบรรพบุรุษในพิธี ‘แกลมอ’ ผ่านหมอครู
ส่วนใน ชาติพันธุ์บรู (Bru) มีการจัดการพิธีกรรมศพอย่างน่าสนใจอย่างหนึ่ง คือ การเลียบศพ จะคล้ายกับการสวดส่งวิญญาณสู่สรวงสวรรค์ โดยใช้เสียงดนตรีนำทาง ผ่านการเคาะไม้ไผ่เป็นจังหวะ หรือในภาษาชาติพันธุ์จะเรียกว่า ‘ชองอะรวาย’ ไม้ไผ่จึงเป็นเครื่องดนตรีสำคัญสำหรับคนบรู เป็นอุปกรณ์ส่งเสียงนำทางสู่สวรรค์อย่างแท้จริง
คล้ายกันกับ ชาติพันธุ์ม้ง (Hmong) พวกเขาเชื่อว่าวิญญาณของผู้ตายจะเดินทางกลับไปยังสถานที่ที่บรรพบุรุษอาศัยอยู่ ซึ่งต้องมีการทำพิธีกรรมอย่างถูกต้อง หนึ่งในพิธีกรรมที่สำคัญคือการ ‘เป่าแคนม้ง’ โดยแคนจะทำหน้าที่ชี้เส้นทางให้ดวงวิญญาณเดินทางกลับไปหาบรรพบุรุษได้อย่างถูกต้อง ทั้งยังมีการไว้ทุกข์ 13 วัน โดยมีข้อห้ามปฏิบัติ เช่น ห้ามซักเสื้อผ้า ห้ามหวีผม และห้ามเย็บผ้า เพราะเชื่อว่าจะส่งผลกระทบต่อผู้ตาย
นอกจากการเป่าแคนและการกระทุ้งไม้ไผ่ ยังมีเครื่องดนตรีชนิดหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับพิธีกรรมศพเช่นกัน นั่นคือ ‘กลองมโหระทึก’ ผู้คน ชาติพันธุ์ข่า (อีกชื่อเรียกหนึ่งของชาติพันธุ์บรู) มีพิธีเกี่ยวกับการฝังศพร่วมกับกลองมโหระทึก โดยเมื่อผู้ที่เป็นเจ้าของกลองมโหระทึกตายและไม่มีทายาท ญาติจะต้องช่วยกันทุบกลองมโหระทึกของผู้ตาย และเก็บเศษชิ้นส่วนของกลองใส่ลงในหลุมฝังศพ เช่นกันกับชนพื้นเมืองในเวียดนาม เมื่อหัวหน้าครอบครัวตายลง ทายาทหรือญาติจะนำกลองมโหระทึกมาแขวนเหนือศพ เมื่อนำอาหารไปเซ่น จะต้องตีกลองใบนั้นทุกครั้ง

กลองมโหระทึก ในวัฒนธรรมดองซอน (Dong Son) ประเทศเวียดนาม (ภาพ: Doremon360)
หรือใน ชาติพันธุ์ปกาเกอะญอ (กะเหรี่ยง) ในพม่าและทางภาคตะวันตกของไทย จะนิยมตีกลองมโหระทึกในงานศพเพื่อเรียกวิญญาณของผู้ตาย โดยเชื่อว่าโลกหลังความตายวิญญาณจะแปลงร่างเป็นนก ทั้งยังใช้กลองมโหระทึกเป็นแท่นวางเครื่องสังเวย ที่ประกอบด้วยเขาสัตว์ และข้าว
จากเฮือนเศร้า สู่ ‘เฮือนดี’ : วิถีแห่งการเยียวยาและการรักษาความสัมพันธ์
จากหัวข้อข้างต้นจะเห็นว่าพิธีศพในหลายกลุ่มชาติพันธุ์ จะมีกิจกรรมบางอย่างโดยใช้เครื่องมือที่คล้ายๆ กันเป็นองค์ประกอบ นั่นคือ ‘ดนตรี’ ที่เคล้าไปกับเสียงสวดส่งวิญญาณ และการเลี้ยงอาหารแขกเหรื่อที่มาร่วมงาน ความหมายของสองสิ่งนี้ในแง่หนึ่งอาจหมายถึงวิธีการจัดการกับความเศร้าของครอบครัวหรือสังคมนั้นๆ และดูเหมือนว่างานศพจะไม่ใช่แค่งานเศร้าแบบที่เราเข้าใจกัน แต่ที่น่าสนใจไปกว่านั้นคือมนุษย์มีวิธีจัดการความรู้สึกเช่นนี้มานานกว่า 2,500 ปี
สิ่งนี้เรียกว่า ‘งันเฮือนดี’ ถอดความหมายแบบตรงไปตรงมาจะหมายความว่า กิจกรรมเพื่อความสนุกสนานแต่แฝงด้วยความเชื่อเรื่องโลกใหม่ในงานศพ คำว่า ‘งัน’ หมายถึง การร้องลำทำเพลงให้เกิดความอึกทึกครึกโครม ส่วนคำว่า ‘เฮือนดี’ เฮือน คือ เรือน เฮือนดี จึงหมายถึงบ้านงาน หรือ บ้านที่จัดงานศพ งันเฮือนดี จึงหมายถึง การละเล่นร้องลำเรียกขวัญ/ส่งขวัญ (คนตาย) ในงานศพ
มีหลักฐานชี้ชัดจากลายเส้นจำลองลวดลายสลักบนเครื่องมือสำริด ซึ่งค้นพบที่แหล่งวัฒนธรรมดองซอน (Dong Son) ประเทศเวียดนาม ที่มีลวดลายคล้ายคนเป่าแคน และหมอขวัญกำลังขับลำเรียกขวัญให้คืนร่างผู้ตาย

เส้นจำลองลวดลายคนเป่าแคนบนเครื่องมือสำริด (ภาพ: มติชน)
‘แคน’ มีความสำคัญอย่างมากในวัฒนธรรมแถบนี้ ทั้งในฐานะเครื่องมือส่งเสียงเพื่อสื่อสารกับแถน ผีบรรพชน หรืออำนาจเหนือธรรมชาติ และการทำหน้าที่เป็นเสียงนำทางคลอเคล้ากับบทสวด เพื่อให้ ‘ขวัญ’ ไม่หลงทาง และเชื่อว่าจะสามารถกลับสู่ร่างในที่สุด
ความเชื่อเรื่องงันเฮือนดีได้สืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน โดยเฉพาะในสังคมอีสาน พิธีกรรมงันเฮือนดียังคงปรากฏให้เห็นเป็นธรรมดาเมื่อมีงานศพ ซึ่ง ปรีชา พิณทอง ปราชญ์แห่งเมืองอุบลราชธานี ได้อธิบายว่า งันเฮือนดีจะเกิดขึ้นเพื่อให้บรรดาญาติพี่น้องมารวมกัน เมื่อได้ยินข่าวว่าใครเสียชีวิต ก็จะมีการเดินทางนำข้าวของเงินทองมาช่วยเหลือ มาขบงันจนงานเสร็จ
สิ่งที่ปรีชาอธิบายนั้น เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการให้ความหมายของคำว่างันเฮือนดี เช่นนั้นผู้เขียนจึงระลึกถึงครั้งที่มีงานศพเกิดขึ้นในหมู่บ้านผ่านการสังเกตการณ์อย่างมีส่วนร่วม พบว่า การมีแขกเหรื่อเครือญาติมาช่วยเหลือในงานนั้น สิ่งที่เจ้าภาพจะต้องตะเตรียมเพื่อตอบแทนเป็นธารน้ำใจ คือ สรรพอาหาร มหรสพขบงัน โดยมีเวินตราค่าใช้จ่ายมหาศาล
ถ้าไม่งัน ถ้าไม่ตอบแทน กุศลก็จะไม่เกิดแก่ผู้ตาย กลายเป็นค่าใช้จ่ายทางสังคม (Social Cost) ที่อยู่นอกเหนือจากค่าใช้จ่ายทางการ (Fixed Cost) อย่างค่าโลงศพ ค่าวัด ค่าฌาปนกิจ ค่าอุปกรณ์เพื่อประกอบพิธีทางศาสนา
บันทึก (ไม่) ลับ เรื่องงานศพในราชสำนัก
ความรื่นเริงของพิธีกรรมศพไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในวัฒนธรรมชาวบ้านหรือสังคมลุ่มน้ำโขงเพียงเท่านั้น จดหมายเหตุ ลา ลูแบร์ ราชอาณาจักรสยาม แปลโดย สันต์ ท. โกมลบุตร บอกว่าในสังคมลุ่มน้ำเจ้าพระยา ยุคสมัย สมเด็จพระนารายณ์มหาราช (พ.ศ. 2199–2231) คนไทยสมัยก่อนก็มีการจัดงานศพอย่างรื่นเริงเช่นกัน

จดหมายเหตุ ลา ลูแบร์ ราชอาณาจักรสยาม แปลโดย สันต์ ท. โกมลบุตร (ภาพ: สำนักพิมพ์ศรีปัญญา)
“พระภิกษุสงฆ์ในวัดที่อยู่ใกล้ที่ทำเมรุเผาศพ มาสวดมนต์อยู่ราวเสี้ยวชั่วโมง ครั้นแล้วก็ถอยจากไปไม่กลับมาอีก บัดนั้นก็เริ่มการมหรสพมีโขนและระบำ ซึ่งเขาจัดให้แสดงพร้อมๆ กันตลอดทั้งวัน แต่ต่างโรงกันหาใช่บนเวทีเดียวกันไม่ พระภิกษุสงฆ์เห็นไม่สมควรที่จะอยู่ที่นั่นด้วยเกรงได้บาปเป็นอาบัติ
“และการมหรสพที่มีในการปลงศพนี้ไม่เกี่ยวกับทรรศนะทางพระศาสนาเลย ชั่วแต่จะช่วยให้งานครึกครื้นขึ้นเท่านั้น ทำให้งานศพดูเป็นงานนักขัตฤกษ์ไป กระนั้นญาติวงศ์ของผู้ตายก็ยังอดที่จะคร่ำครวญปริเวทนาการไม่ได้ และหลั่งน้ำตาเป็นอันมาก แต่มีผู้ยืนยันแก่ข้าพเจ้าว่าเขาหาได้จ้างนางร้องไห้มาร้องแทนกันไม่เลย”
ธรรมเนียมนี้สืบทอดมาสู่สมัยรัตนโกสินทร์ ถ่ายทอดผ่านบันทึกที่ชื่อว่า เล่าเรื่องกรุงสยาม เขียนโดย มงเซเญอร์ ปาลเลอกัวซ์ โดย สันต์ ท. โกมลบุตร เป็นผู้แปล ซึ่งในบันทึกเขียนว่า
“การไว้ทุกข์นั้นกำหนดให้นุ่งขาวห่มขาวและโกนศรีษะ พวกเศรษฐีทำงานศพกันถึงสามวันบางทีก็กว่า มีจุดดอกไม้เพลิง สวดอภิธรรม มหรสพกลางคืนซึ่งตัวแสดงแต่งตัวน่ากลัว มีสัตว์มีหัวเป็นมนุษย์ และมนุษย์มีหัวเป็นสัตว์ กางกระโจมกันขึ้นกลางลานวัด บางทีก็มีการพนันและการเลี้ยงดูผู้ไปในงานด้วย”

ล่าเรื่องกรุงสยาม เขียนโดย มงเซเญอร์ ปาลเลอกัวซ์ (ภาพ: สำนักพิมพ์ศรีปัญญา)
นอกจากนั้น บทความเรื่อง มหสรพในงานพระเมรุสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ของ นนทพร อยู่มั่งมี อาจารย์ด้านประวัติศาสตร์ ก็ได้ระบุว่า งานพระเมรุที่ปรากฏสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ยังคงแบบแผนเช่นครั้งกรุงศรีอยุธยา และมีการละเล่นมหรสพเช่นกัน โดยเฉพาะงานพระเมรุของบรรดาพระราชวงศ์ชั้นสูง มีการเล่นโขน หุ่น ละครใน ไม้สูง งิ้ว ละครชาตรี หนัง ดอกไม้เพลิง หมอลำ ไม้ต่ำสูง ซึ่งจำนวนและชนิดของการมหรสพจะมากน้อยต่างกันตามฐานันดรของเจ้านายหรือผู้วายชนม์
เอกเกริกจนออกประกาศมิให้ครึกครึ้น
แม้การ ‘งันเฮือนดี’ จะเป็นปรากฏการณ์ทางสังคมที่พบได้ทั่วไปในสังคมลุ่มน้ำโขงโดยเฉพาะในภาคอีสาน ซึ่งในสายตาคนภายนอกสิ่งนี้อาจดูเป็นความย้อนแย้งระหว่างความตายที่ต้องโศกเศร้า กับมหรสพเสพงันที่ให้ความสนุกสนาน แต่หากพิจารณาอย่างลึกซึ้งจะพบว่า ทั้งสองสิ่งมีความหมายต่อการจัดการกับความตาย ความโศกเศร้า ไปจนถึงการธำรงความสัมพันธ์ของคนในสังคมให้เกิดขึ้น
อย่างไรก็ตามเรื่องนี้มีหลักฐานในอดีตที่เกี่ยวข้องกับ ‘ราชสำนักสยาม’ การถวายพระเพลิงพระบรมศพ หรือพระศพ มักมีการจัดมหรสพสมโภช เช่น โขน ละคร หรือหนังใหญ่ เพื่อถวายเป็นพุทธบูชาและสมโภชพระเกียรติ ซึ่งการแสดงเหล่านี้ไม่ได้ถูกมองว่าเป็นความไม่เหมาะสม แต่ถือเป็นส่วนหนึ่งของพิธีส่งเสด็จสู่โลกหน้า
หนังสือ พระเมรุมาศ พระเมรุและเมรุ สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ เขียนโดย สมภพ ภิรมย์ ระบุว่า ใน ปี 2463 ได้ปรากฏประกาศเรื่อง ห้ามมิให้ข้าราชการในกรมมหาดเล็กและกรมขึ้นกรมสมทบไปดูการมหรสพในระหว่างงานพระเมรุ ประกาศเมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2463 ความว่า “ในการทรงบําเพ็ญพระราชกุศลถวายสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระพันปีหลวงทุกๆ คราวที่แล้วมา ได้สังเกตว่าข้าราชการชั้นผู้น้อยในกรมมหาดเล็ก หาได้นำพาที่จะไปเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทในงานนั้นๆ ไม่ กลับตรงข้ามถือเป็นโอกาสสําหรับเที่ยวเพื่อหาความเพลิดเพลินบันเทิงใจด้วยการต่างๆ มีเที่ยวดูการมหรสพเป็นอาทิ”

พระเมรุมาศ สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พ.ศ. 2463 ภาพ: เล่าเรื่อง..วัดบวรฯ
ประกาศฉบับนี้สะท้อนว่า มหรสพมีอยู่จริงแม้แต่ในงานศพหลวง แต่ก็มีการควบคุมพฤติกรรมของเจ้าหน้าที่ราชสำนักเพื่อรักษาความสำรวม กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ มหรสพในงานศพเป็นสิ่งที่มีอยู่แล้วในวัฒนธรรมไทย เพียงแต่แต่ละกลุ่มชนมีวิธีจัดการความเหมาะสมแตกต่างกัน
- ทางอีศาน. (2564). งันเฮือนดี : พิธีสนุกสนานในงานศพ : นิตยสารทางอีศาน
- นนทพร อยู่มั่งมี. (2560). มหรสพในงานพระเมรุสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ : ศิลปวัฒนธรรม
- ปรีชา พิณทอง. (2495). ประเพณีโบราณไทยอีสาน. อุบลราชธานี : ศิริธรรมออฟเซ็ท.
- สมภพ ภิรมย์. (2539). พระเมรุมาศ พระเมรุและเมรุสมยกรุงรัตนโกสินทร์. พิมพ์ครั้งที่ 3. กรุงเทพฯ : อมรินทร์.
- สุจิตต์ วงษ์เทศ. (2560). งันเฮือนดี ต้นแบบรื่นเริงงานศพ : มติชนออนไลน์
- สุจิตต์ วงษ์เทศ. (2562). ขวัญเอ๋ยขวัญมาจากไหน? : มติชนออนไลน์
