ตำนานสายน้ำปิง ลอยกระทงสาย ไหลประทีปพันดวง

เรื่อง : ศุภกิตติ์ คุณา

เมื่อเอ่ยชื่อจังหวัดตาก ขึ้นมา หลายคนอาจนึกถึงผืนป่าและเทือกเขาสลับซับซ้อนที่โอบล้อมเมือง และความยิ่งใหญ่ของเขื่อนภูมิพล แต่ในอีกมุมหนึ่ง ตากคือเมืองหน้าด่านเก่าแก่ที่มีประวัติศาสตร์ผูกพันกับสายน้ำมาอย่างยาวนาน โดยมี แม่น้ำปิง เป็นดั่งเส้นเลือดใหญ่ที่หล่อเลี้ยงชีวิตและวัฒนธรรมของชาวเมืองตากมาทุกยุคทุกสมัย

ย้อนกลับไปในปี พ.ศ. 2509 จังหวัดตาก ได้มีการขยายเมือง ในสมัยของ จอมพลถนอม กิตติขจรนายกรัฐมนตรีคนตากในสมัยนั้น ได้มีการขุดถมสองฝั่งลำน้ำปิงสองฝั่ง เป็นระยะทางกว่า 2.5 กิโลเมตร พื้นที่ซึ่งเคยเป็นตลิ่งน้ำในอดีตได้ถูกเปลี่ยนสภาพเป็นถนนที่คึกคัก เป็นที่ตั้งของอาคารบ้านเรือน ตลาดสด และตลาดกลางคืน แหล่งรวมวิถีชีวิตและการจับจ่ายใช้สอยของผู้คนมาจนถึงปัจจุบัน

เมื่อแม่น้ำปิงไหลพาดผ่านใจกลางเมือง ได้แบ่งชุมชนออกเป็นสองฝั่ง ฟากฝั่ง เพื่อถ่ายเททั้งผู้คน การค้าขาย การเดินทาง เรื่องราว และความรัก เป็นสิ่งเชื่อมหัวใจของสองฝั่งให้ถึงกัน ในอดีต การข้ามไปมาหาสู่กันพึ่งพาสะพาน “กิตติขจร” เพียงแห่งเดียว ซึ่งเป็นสะพานคอนกรีตเสริมเหล็กสายหลักที่เปรียบเสมือนสัญลักษณ์ของการพัฒนาเมือง ต่อมาเพื่อรองรับการเติบโตและความสวยงามของทัศนียภาพ จึงได้มีการสร้าง “สะพานแขวน” หรือ สะพานสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ 200 ปี ที่กลายเป็นจุดแลนด์มาร์คสำคัญ และล่าสุดได้มีการก่อสร้าง “สะพานตากสิน” เพิ่มขึ้นมา เพื่อเสริมโครงข่ายการเดินทางให้คล่องตัวยิ่งขึ้น

และสถานที่ติดแม่น้ำปิงแห่งนี้เอง เมื่อถึงวันขึ้น 15 ค่ำ เดือนสิบสอง ได้เวียนมาถึงในทุกปี หรือที่ชาวภาคเหนือเรียกว่า “ยี่เป็ง” ริมฝั่งน้ำปิงที่ไหลผ่านตัวเมืองตาก ก็จะคึกคักไปด้วยผู้คนในท้องถิ่นและนักท่องเที่ยว ต่างแห่พามาชมดวงไฟนับพันดวงที่อยู่บนกะลามะพร้าว ค่อย ๆ ลอยเรียงกันเป็นสายบนแม่น้ำปิง กลายเป็นสายแสงไฟที่ทอดยาวไปตามผิวน้ำอย่างสวยงาม บทความนี้ชวนผู้อ่านเดินทางไปยังจังหวัดตาก พร้อมกับชมสายน้ำปิงและกระทงสาย ตั้งแต่วิถีความสัมพันธ์ของธรรมชาติกับวิถีชีวิตของผู้คน ไปจนถึงกติกาการแข่งขัน และเบื้องหลังความงามที่ต้องแลกมาด้วยแรงกายแรงใจของทั้งชุมชน

ประเพณีกระทงสาย ไหลประทีปพันดวง

ประเพณีลอยกระทง หรืองานกระทงสายไหลประทีปพันดวง เป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่สำคัญและเป็นความภาคภูมิใจของชาวจังหวัดตาก ข้อมูลสัมภาษณ์จากคุณน้ำทิพย์ พิมพา ซึ่งเป็นปราชญ์ชาวบ้าน ให้ข้อมูลภูมิปัญญากับผู้เขียนว่า จุดกำเนิดของกระทงสาย ประกอบด้วยองค์ประกอบหลัก 3 ประการ ได้แก่ ธรรมชาติ วัฒนธรรมอาหาร และประเพณีทางศาสนา

ในด้านธรรมชาตินั้น จังหวัดตากมีแม่น้ำปิงที่ไหลมาจากเขื่อนภูมิพลผ่านใจกลางเมือง ซึ่งบริเวณที่ใต้แม่น้ำมีลักษณะทางธรรมชาติที่เรียกว่า สัน-ดอน หรือ สันทราย สามารถดึงดูดวัตถุที่ลอยอยู่เหนือน้ำให้เรียงตัวรวมกันเป็นสายเหยียดยาวได้อย่างน่ามหัศจรรย์ จึงเกิดแนวคิดที่จะหาวัสดุที่ลอยน้ำได้มาประยุกต์ใช้ แทนที่จะพึ่งพาวัสดุจากโรงงานอย่างพลาสติกหรือกระป๋องเหมือนในยุคปัจจุบัน

สำหรับวัสดุที่นำมาใช้นั้น มีความเกี่ยวเนื่องมาจากวัฒนธรรมการรับประทานเมี่ยงคำ-เมี่ยงจอมพล หรือไส้เมี่ยง ของชาวตาก ซึ่งต้องนำเนื้อมะพร้าวไปขูดและเคี่ยวกับน้ำตาลเพื่อรับประทานคู่กับใบเมี่ยง กะลามะพร้าวที่เหลือจากการขูดซึ่งปกติจะถูกทิ้งไป ได้ถูกนำมาใช้เป็นตัวกระทงตามภูมิปัญญาชาวบ้าน ในยุคแรกๆ นั้นมีการใช้ “ขี้ไต้” ซึ่งผสมจากยางไม้และขี้เลื่อยเป็นเชื้อเพลิงในการจุดไฟ แต่ปัจจุบันเป็นสิ่งที่หาได้ยากแล้ว จึงมีการนำเทียนและขี้ผึ้งมาหลอม

อีกหนึ่งองค์ประกอบที่สำคัญและเป็นจิตวิญญาณของกระทงสาย มาจากตำนานแม่กาเผือก ซึ่งเป็นที่มาของการทำ “ด้ายฟั่นตีนกา ในตำนานเล่าว่าแม่กาเผือก ได้ออกไข่มา 5 ฟอง ภายในไข่มี พญานาค เต่า วัว ไก่ และเณรน้อย วันหนึ่งเกิดฝนตกหนักทำให้ไข่ทั้ง 5 ฟองตกลงไปในแม่น้ำและถูกพัดพาไป เมื่อสัตว์ทั้ง 5 เติบโตขึ้นและต้องการทราบว่าใครคือผู้ให้กำเนิด เทวดาจึงแนะนำให้ฟั้นด้ายเป็นรูปตีนกา และสวดมนต์อธิษฐานภาวนาทุกเช้าค่ำ สัตว์ทั้ง 5 ได้ทำตามโดยการฟั้นด้าย ชุบเทียน และจุดอธิษฐาน จนเทวดาเห็นถึงความพากเพียรและเสกให้กลายเป็น พระเจ้า 5 พระองค์

การทำด้ายฟั่นตีนกานั้น ในอดีตผู้สูงอายุจะฟั้นด้ายที่หน้าแข้ง แต่ต่อมาได้ปรับเปลี่ยนบริบทให้ดูสุภาพและเข้ากับยุคสมัยมากขึ้น โดยการนำมาฟั้นที่ต้นขาแทน เมื่อฟั้นด้ายจนได้ความยาวที่ต้องการแล้ว จะนำมาฉีกให้เป็น 3 ขาและนำไปชุบเทียน จากนั้นชาวบ้านจะนำเทียนจำนำพรรษาที่ได้รับจากวัด ซึ่งสะท้อนถึงวิถีชีวิตแบบ “บวร” (บ้าน วัด โรงเรียน) มาหล่อหลอมและเทลงในกะลา ก่อนจะวางด้ายฟั่นตีนกาลงไป ทำให้วัฒนธรรมทางพุทธศาสนาและแหล่งกำเนิดของพระพุทธเจ้าจึงถูกหล่อหลอมรวมอยู่ในกระทงกะลา 1 ใบอย่างสมบูรณ์

การแข่งขันกระทงสาย

ปัจจุบันระเพณีการลอยกระทงสายได้ถูกยกระดับให้มีการแข่งขันที่ยิ่งใหญ่และมีกฎกติกาที่ชัดเจน ชุมชนในเขตเทศบาลเมืองตากทั้ง 16 ชุมชน จะรวมตัวกันเป็น 8 สายเพื่อเข้าแข่งขัน โดยใช้การจับฉลากเพื่อเลือกวันลอย การแข่งขันแต่ละทีม จะต้องมีองค์ประกอบครบถ้วน ได้แก่ ขบวนแห่เพื่อประกาศการเข้าร่วมแข่งขัน กระทงนำที่มีความกว้างถึง 1.5 เมตร กระทงตามหรือกระทงกะลาจำนวน 1,000 ใบ กระทงปิดท้ายขนาด 75 เซนติเมตร รวมถึงกองเชียร์และการแสดงบนเวทีประกอบ ซึ่งจากการสังเกตดูนั้นการแสดงบนเวทีแต่ละวง ก็ประชันกันอย่างสมเกียรติ มีการออกแบบการแสดง ชุดการแสดง ท่าทางต่างๆ เพื่อให้การประกวดครั้งนี้เรียกได้ว่าไม่น้อยหน้ากันเลยทีเดียว

ในกติกาการแข่งขันนั้น มีความท้าทายอย่างมาก ผู้แข่งขันจะมีเวลาเพียง 30 นาทีในการลอยกระทงกะลาให้ครบ 1,000 ใบ ในการนี้ต้องใช้ผู้ลอยประมาณ 20 คน และมีนักแสดงหรือกองเชียร์บนเวทีไม่ต่ำกว่า 100 คน การแสดงบนเวที การเชียร์ และการลอยกระทงปิดท้ายจะต้องจบลงอย่างพอดีภายในเวลา 30 นาที พร้อมกับการจุดพลุเพื่อเป็นสัญญาณว่ากะลา 1,000 ใบได้ถูกลอยจนหมดแล้ว ทีมที่สามารถทำทุกอย่างให้สอดคล้องและจบตรงตามเวลาจะได้คะแนนสูง

ในการเตรียมงานสำหรับการแข่งขันระดับนี้ต้องใช้เวลายาวนานหลายเดือน โดยเริ่มตั้งแต่ช่วงเดือนพฤษภาคมเป็นต้นไป ชาวบ้านและผู้นำชุมชนจะต้องช่วยกันเก็บสะสมกะลามะพร้าว ซึ่งในปัจจุบันมีความยากลำบากมากขึ้นเนื่องจากคนส่วนใหญ่นิยมใช้กะทิกล่องสำเร็จรูป ปริมาณมะพร้าวในพื้นที่มีไม่เพียงพอ จึงต้องมีการสั่งซื้อกะลามะพร้าวมาจากทางภาคใต้ ซึ่งจะมีลักษณะเป็นกะลาลูกใหญ่ แตกต่างจากเอกลักษณ์กะลามะพร้าวของคนจังหวัดตากที่เราเห็นกันจนโด่งดัง ซึ่งจะมีลักษณะเป็นกะลาลูกเล็กๆ และพอถึงเดือนสิงหาคม ชุมชนจะเริ่มร่วมมือกันฟั้นด้ายตีนกาเพื่อเตรียมพร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวในเทศกาลที่จะจัดขึ้นในเดือนพฤศจิกายน

ด้วยการสนับสนุนจากผู้บริหารเทศบาลเมืองตากที่นำเอาความมหัศจรรย์ของแม่น้ำปิง วัฒนธรรมอาหาร และภูมิปัญญาดั้งเดิมมารวมกัน ประเพณีกระทงสายจึงเริ่มมีชื่อเสียงโด่งดังมากขึ้นตั้งแต่ช่วงปี พ.ศ. 2550 เป็นต้นมา ความสวยงามและเป็นเอกลักษณ์นี้ยังทำให้กระทงสายตากได้มีโอกาสไปร่วมจัดแสดงในงานสำคัญ เช่น งาน APEC และงานเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระราชินีที่กรุงเทพมหานคร สิ่งเหล่านี้ทำให้คนจังหวัดตากภาคภูมิใจและตระหนักว่า ประเพณีกระทงสายไหลประทีปพันดวง คือเอกลักษณ์ที่แท้จริงของจังหวัดตาก ที่ชาวชุมชนพร้อมใจกันอนุรักษ์และพัฒนาให้ดียิ่งขึ้นไปในทุกๆ ปี

กระทงแต่ละใบทำจากกะลามะพร้าวแบบเรียบง่าย แต่เมื่อถูกนำมาลอยรวมกันเป็นร้อยเป็นพันบนกระแสน้ำ แสงไฟที่ไหวพลิ้วตามแรงกระเพื่อมก็กลายเป็นภาพที่ใครได้เห็นสักครั้งยากจะลืมเลือน สำหรับนักท่องเที่ยว นั่นคือความงดงามหาที่เปรียบได้ยาก แต่สำหรับคนตากที่เติบโตมากับสายน้ำสายนี้ แสงไฟเหล่านั้นมีความหมายลึกกว่าความสวยงามที่มองเห็น เพราะแฝงไว้ด้วยเรื่องเล่าและความศรัทธาที่สืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคน พาผู้อ่านทุกคนร่วมสืบสานประเพณีวัฒนธรรม งานกระทงสายไหลประทีปพันดวง ที่จังหวัดตาก มีเรื่องราวความสัมพันธ์อันแนบแน่นระหว่างผู้คน ธรรมชาติ และความเชื่อ ที่ค่อย ๆ หลอมรวมกันบนสายน้ำปิงมาตลอดเวลาเนิ่นนาน

More posts