Author: Chompoo Chompoo.tiw

  • พระราชพิธีพืชมงคล ตำนานการเสี่ยงทาย เพื่อขวัญและกำลังใจของเกษตรกรไทย “เหล้าไม่ใช่คำตอบ”

    พระราชพิธีพืชมงคล ตำนานการเสี่ยงทาย เพื่อขวัญและกำลังใจของเกษตรกรไทย “เหล้าไม่ใช่คำตอบ”

    วันพืชมงคล นับเป็น วันเกษตรกรไทย เพื่อระลึกถึงความสำคัญของเกษตรกรรมในเศรษฐกิจไทย จัดขึ้นเพื่อเริ่มต้นฤดูการปลูกข้าว หมายจะให้เกษตรกรมีขวัญกำลังใจ มีความเชื่อมั่นในการลงทุนเพาะปลูก ซึ่งปีนี้ตรงกับวันที่ 10 พฤษภาคม 2564  ด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ที่ยังพบจำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้การจัดพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ไม่สามารถดำเนินการจัดได้ตามปกติ ในครั้งนี้พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ  ให้ พลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์ ประธานองคมนตรี ปฏิบัติหน้าที่ประธานฝ่ายฆราวาสในพิธีปลุกเสกเมล็ดพันธุ์ข้าวพระราชทาน ในวันอาทิตย์ที่ 9 พฤษภาคม 2564 เวลา 17.00 น. ณ พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม

    โดยปกติ พี่น้องเกษตรกรจะรอคอยคำพยากรณ์จากการเสี่ยงทายผ้านุ่งแต่งกายของพระยาแรกนาขวัญ และคำพยากรณ์ เสี่ยงทายของกิน 7 สิ่งที่ตั้งเลี้ยงพระโค เพื่อจะทราบเป็นแนวทางในการเพาะปลูกในปีนั้นๆ น้ำท่า นาข้าว ธัญญาหาร ผลาหาร ภักษาหาร มังสาหาร การคมนาคม การค้าขายกับต่างประเทศ จะเป็นเช่นไร

    การใช้ผ้านุ่งเสี่ยงทาย พระยาแรกนาขวัญจะตั้งสัตยาธิษฐานหยิบผ้านุ่งแต่งกาย ซึ่งเป็นผ้า 3 ผืน 3 ขนาด คือผ้าสี่คืบ พยากรณ์ว่า น้ำจะมากสักหน่อย นาในที่ดอนจะได้ผลบริบูรณ์ดี นาในที่ลุ่มอาจจะเสียหายบ้าง ได้ผลไม่เต็มที่ ผ้าห้าคืบ พยากรณ์ว่า น้ำจะมีปริมาณพอดี ข้าวกล้าในนาจะได้ผลบริบูรณ์ และผลาหาร มังสาหาร จะอุดมสมบรูณ์  ผ้าหกคืบ พยากรณ์ว่า น้ำจะน้อย นาในที่ลุ่มจะได้ผลบริบูรณ์ดี แต่นาในที่ดอนจะเสียหายบ้าง ได้ผลไม่เต็มที่ 

    คำพยากรณ์เสี่ยงทาย เมื่อพระโคแรกนา เลือกของกิน 7 สิ่ง สื่อถึงอะไร

    ประกอบด้วย ข้าวเปลือก ข้าวโพด ถั่วเขียว งา เหล้า น้ำ และหญ้า ถ้าพระโคกินสิ่งใดก็จะมีคำพยากรณ์ ดังนี้ 

    พระโคกินข้าว หรือข้าวโพด พยากรณ์ว่า ธัญญาหาร ผลาหาร จะบริบูรณ์ดี

    พระโคกินถั่ว หรืองา พยากรณ์ว่า ผลาหาร ภักษาหาร จะอุดมสมบรูณ์ดี 

    พระโคกินน้ำ หรือหญ้า พยากรณ์ว่า น้ำท่าจะบริบูรณ์พอสมควร ธัญญาหาร ผลาหาร ภักษาหาร มังสาหาร จะอุดมสมบรูณ์ดี 

    พระโคกินเหล้า พยากรณ์ว่า การคมนาคมสะดวกขึ้น การค้าขายกับต่างประเทศดีขึ้น ทำให้เศรษฐกิจรุ่งเรือง

    ทำไมต้องเป็นพระโค เพื่อการเสี่ยงทาย

    พระโคในทางศาสนาพรามหณ์ หมายถึง เทวดาผู้ทำหน้าที่เป็นพาหนะของพระอิศวรซึ่ง เปรียบได้กับการใช้แรงงานและความเข้มแข็ง และเป็นสัตว์เลี้ยงที่พระกฤษณะและพระพลเทพดูแล ซึ่งเปรียบได้กับความอุดมสมบูรณ์ ในการประกอบพระราชพิธีจรดพระนังคัญแรกนาขวัญ จึงได้ กำหนดให้ใช้พระโคเพศผู้เข้าร่วมพระราชพิธีเสมอมา เพื่อเป็นตัวแทนของความเข้มแข็ง และความอุดมสมบูรณ์นั่นเอง

  • เครือข่ายงดเหล้า-สสส.และมูลนิธิสื่อเพื่อสุขภาวะ จัดเสวนาออนไลน์หาทางออกจัดงานบุญบั้งไฟในยุคโควิด-19

    เครือข่ายงดเหล้า-สสส.และมูลนิธิสื่อเพื่อสุขภาวะ จัดเสวนาออนไลน์หาทางออกจัดงานบุญบั้งไฟในยุคโควิด-19

    เครือข่ายงดเหล้า สสส. และมูลนิธิสื่อเพื่อสุขภาวะ เปิดเวทีเสวนาออนไลน์ “ประเพณีบุญบั้งไฟในยุคโควิด   ความเชื่อ โอกาสและความเสี่ยง” เพื่อระดมความคิด สะท้อนบทเรียนการทำงานควบคุมปัจจัยเสี่ยงในงานบุญบั้งไฟ(การดื่มเหล้า การพนันและความไม่ปลอดภัย) พร้อมหาแนวทางลดการแพร่กระจายของเชื้อโควิดในช่วงประเพณีบุญบั้งไฟ ตามแนวทางบุญบั้งไฟวิถีชุมชน ปลอดเหล้าปลอดภัย ห่างไกลโควิด

    เครือข่ายงดเหล้า สสส. และมูลนิธิสื่อเพื่อสุขภาวะจัดเวทีเสวนาออนไลน์“ประเพณีบุญบั้งไฟในยุคโควิด ความเชื่อ โอกาสและความเสี่ยง” โดยนายมานพ แย้มอุทัย คณะกรรมการกำกับทิศ สำนักควบคุมปัจจัยเสี่ยงทางสังคม สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) กล่าวว่า งานบุญประเพณีบั้งไฟเป็นงานแสดงถึงวัฒนธรรมที่มีความงดงามและเต็มไปด้วยสปิริตหรือจิตวิญญาณ (Spirit) คือ เป็นกิจกรรมของความร่วมมือกันของชุมชนโดยมีความตั้งใจที่จะทำบั้งไฟให้ดีที่สุดเพื่อจุดบูชาพญาแถน มีการแบ่งหน้าที่กัน การทำบั้งไฟ การรำ การเตรียมสถานที่ เป็นต้น ต้องใช้เวลา ใช้ความพยายาม และความสามัคคี และเป็นสปิริตทีลูกหลานต้องกลับบ้านเพื่อไปร่วมงาน เป็นประเพณีได้ร่วมญาติพี่น้อง ซึ่งคนอีสานให้ความสำคัญกับประเพณีนี้มากกว่าสงกรานต์ แต่เมื่อเวลาเปลี่ยนแปลงไปการจุดบั้งไฟกลายเป็นเพื่อแข่งขัน มีการดื่มสุราจนเกินขอบเขต และมีการพนัน ทำให้คุณค่าของประเพณีบั้งไฟลดลง แนวทางหนี่งที่จะรักษาคุณค่าของประเพณีไว้ได้คือ ความเข้มแข็งของชุมชนที่จะรักษาประเพณี และการพัฒนาสื่อสร้างความรู้เท่าทันปัญหาปัจจัยเสี่ยงในงานประเพณีบั้งไฟ สร้างข้อมูลส่งเสริมการท่องเที่ยวบุญบั้งไฟในอนาคต

    ด้านนายวิษณุ ศรีทะวงศ์  ผู้จัดการแผนงานพัฒนานโยบายสาธารณะ สำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า(สคล.) เปิดเผยว่า หลายปีที่ผ่านมาเครือข่ายงดเหล้า โดยการสนับสนุนของสสส.ได้มีพื้นที่ปฏิบัติการงานประเพณีบุญบั้งไฟ 36 แห่ง สามารถลดปัญหาความไม่ปลอดภัยจากการดื่ม เมาวิวาท และลดปัญหาการเล่นพนันในงานบุญบั้งไฟได้เป็นอย่างดี โดยส่วนมากการจุดบั้งไฟจะมีการตั้งวงสังสรรค์และดื่มหนัก สคล.จึงเริ่มเห็นปัจจัยเสี่ยงหลายประการที่มาควบคู่กับการดื่มเหล้า  ที่ผ่านมาจึงมีการจัดวงคุย วงเสวนา ได้มีการรณรงค์เรื่องเหล่านี้ในพื้นที่จัดงานต่างๆ ทั้งขบวนแห่  ทำความเข้าใจกับร้านค้า  ตรวจเตือน  ทำแผนที่จุดเสี่ยง  ทำ MOU ประกาศนโยบายสาธารณะในระดับพื้นที่  สร้างพลังในชุมชน  เสริมกิจกรรมสร้างสรรค์  ทำพื้นที่โซนนิ่งในการจุดบั้งไฟ(ระยะปลอดภัย)  เพื่อทำให้งานบั้งไฟเป็นงานที่ปลอดภัยสำหรับทุกคน  ซึ่งช่วงโควิดระบาดในรอบนี้ต้องระมัดระวังเป็นอย่างมากในการจัดงานบุญประเพณี  ซึ่งหลายพื้นที่ไม่มีการจัด บางพื้นที่จัดเพียงแต่การบวงสรวงบูชา  จึงมีข้อเสนอให้แต่ละชุมชนได้ใช้โอกาสนี้ในการสืบค้นคุณค่าความหมายคุณค่าของงานบุญบั้งไฟ  เน้นการจัดงานแบบ SMS (Small / Meaningful / Safe)  เล็กๆแต่มีคุณค่าความหมาย โดยเน้นไปที่มีผู้คน ชุมชน คนในครอบครัวได้มีความสุขร่วมกันอย่างปลอดภัย

    นายจันทร์ โต๊ะสิงห์ ผู้ประสานงานประชาคมงดเหล้าจังหวัดศรีสะเกษ เล่าว่า งานบุญบั้งไฟถือเป็นวิถีของชาวอีสาน วิวัฒนาการของบั้งไฟแบ่งเป็น  3 ช่วง ช่วงแรกบั้งไฟทำจากไม้ไผ่อัดดินประสิว ผู้คนจะร่วมแรงร่วมใจกันทำงาน  อย่างเต็มที่ มีความสุขตามวิถีวัฒนธรรมที่แท้จริง ช่วงที่สอง บั้งไฟเปลี่ยนมาเป็นเสาเหล็ก มีการวัดว่าบั้งไฟใครอยู่ในอาการได้นานกว่ากัน โดยปล่อยน้ำลงพร้อมกับปล่อยบั้งไฟจนกว่าบั้งไฟจะตกถึงพื้นแล้ววัดระดับน้ำว่าใครได้มากกัน ซึ่งเป็นกิจกรรมที่สนุกสนาน หากบั้งไฟแตกหรือไม่ขึ้นเจ้าของจะถูกจับโยนลงบ่อโคลน อย่างไรก็ตามเสาเหล็กแตกอาจทำให้เสียชีวิตได้ ยุคนี้เริ่มมีการขายเหล้าในงานอย่างเต็มที่โดยยังไม่มีการควบคุมใดๆ ส่วนในช่วงที่สาม บั้งไฟจะใช้ท่อพีวีซี จะสามารถทำให้ขึ้นสูงได้มากถึงระดับเครื่องบิน ยุคนี้มีการแข่งขันอย่างเป็นทางการและมีการลักลอบพนันโดยมีเงินทุนหมุนเวียนจำนวนมาก มีการดื่มเหล้าเยอะมาก การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวโดยเฉพาะในช่วงที่สามจะทำให้คุณค่าของประเพณีบั้งไฟลดลง

    ในขณะที่นางผ่องศรี แซ่จึง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดศรีสะเกษ เขต 8 กล่าวว่า ที่อำเภอราษีไศล จะมีงานใหญ่ คืองานบุญบั้งไฟ  งานแข่งเรือ  และงานฟุตบอลชิงถ้วยพระราชทานฯ  ซึ่งงานบั้งไฟเป็นงานที่ทุกคนจริงจังอย่างเต็มที่ มีการรวมกลุ่มกันทำบั้งไฟ ซ้อมรำ เป็นงานประจำปีที่เป็นวิถีความสนุกสนาน และช่วงหลังๆได้มีการรณรงค์งานบุญปลอดเหล้านับตั้งแต่ปี 2551 เป็นต้นมา เริ่มจากงานศพปลอดเหล้า ทุกตำบลให้การยอมรับ จึงกลายเป็นฉันทามติของอำเภอราษีไศล  และขยายผลไปยังงานบุญอื่นๆในพื้นที่ กลายเป็นงานบุญปลอดเหล้า  ความร่วมไม้ร่วมมือขอคนในพื้นที่ แสดงออกถึงความงดงาม เรามีบั้งไฟโบราณที่ทำจากไม้ไผ่ร่วมจุดในงานด้วย ภาพโดยรวมบ่งบอกถึงงานที่ปลอดภัย เพราะผู้คนในท้องถิ่นเห็นด้วยกับการจัดงานปลอดเหล้า รวมไปถึงการพนันที่ลดลง ผู้นำในท้องถิ่นและเจ้าหน้าที่หน่วยงานต่างๆร่วมกันออกช่วยเป็นหูเป็นตา (ตรวจเตือน) โดยรอบงาน

    เมื่อมีโควิดมา เรายังคงมีประเพณีบั้งไฟเล็กๆระดับหมู่บ้าน เป็นการจุดฉลองปู่ตา เรียกว่าบุญเดือน 6  ในปัจจุบันทุกคนรับรู้แล้วว่าการจุดบั้งไฟไม่เกี่ยวกับฝนจะตกหรือไม่ตก ดังนั้นประเด็นท้าทายในอนาคตคือการจัดการกับทุนน้ำเมาที่เกี่ยวเนื่องกับงานบุญประเพณีที่จะทำให้คนมีความสุขได้โดยไม่ต้องมีเหล้า  รวมถึงการให้ความสำคัญกับเด็กและเยาวชนยุคปัจจุบันที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว ซึ่งต้องยอมรับในความเปลี่ยนแปลงนี้ และควรหากิจกรรมเสริมที่น่าสนใจมาสนับสนุน ให้เด็ก เยาวชน ให้ซึมซับวัฒนธรรมที่ดีงามได้ในแบบฉบับของคนรุ่นใหม่ต่อไป./นางผ่องศรีกล่าว

    ทั้งนี้ ผู้แทนจากพื้นที่ต่างๆที่ได้ร่วมพูดคุยทางระบบออนไลน์ อาทิ งานบุญบั้งไฟตะไลล้านบ้านกุดหว้า อ.กุฉินารายณ์ จ.กาฬสินธุ์,  งานบุญบั้งไฟล้าน ตำนานม้าคำไหล ต.บ้านธาตุ อ.เพ็ญ จ.อุดรธานี, งานบุญบั้งไฟปลอดเหล้าปลอดการพนัน อ.ราศีไศล, และงานบุญบั้งไฟโบราณ ต.เสียว อ.โพธิ์ศรีสุวรรณ จ.ศรีสะเกษซึ่งพื้นที่การจัดงานส่วนใหญ่ระบุว่า ในปีนี้มีการบูชา รำบวงสรวง (นางรำต้องห่างกัน 2 เมตร) เพื่อเป็นการสืบสานประเพณีเท่านั้น  มีการจัดจุดบั้งไฟตะไลเล็กๆ เฉพาะการบูชา ในบางพื้นที่มีการทำบุญตักบาตร ในลักษณะ New Normal โดยมี อสม. และเจ้าหน้าที่ดูแลคัดกรอง ประชาสัมพันธ์อย่างใกล้ชิด

  • “แบบอย่างที่ดี ต้องเริ่มต้นที่ตัวเองก่อน”

    “แบบอย่างที่ดี ต้องเริ่มต้นที่ตัวเองก่อน”

    ราตรี บ้านสระ คนหัวใจเพชร ของชุมชนบ้านสระ ต.บ้านมาง อ.เชียงม่วน จ.พะเยา เล่าความถึงตัวเองสมัยยังเป็นวัยรุ่น “ที่จำความได้ ดิฉันเริ่มต้น ดื่มสุราตั้งแต่อายุ 17 ปี ก็ดื่มแบบปกติทั่วไป และไม่คิดว่าคงจะติดอะไร เพราะแถวๆชนบทก็มีการดื่มทั่วไปเป็นปกติ แบบที่ว่าการดื่มสุรามีทุกประเภท ทั้งเบียร์ เหล้า ยาดอง เหล้าแดง สุราขาว เหล้าทุกชนิด ที่อยู่ในพื้นที่ก็ดื่มมาทั้งหมด

    ผลกระทบจากการดื่มสุราที่ผ่านมา

    ผลกระทบที่ผ่านมาถือว่าดื่มหนักมาก ถ้าเทียบในกลุ่มผู้หญิงด้วยกัน ปริมาณในการดื่ม 2-3 ครั้ง แต่ก็ไม่เคยเกิดอุบัติเหตุหรือเจ็บป่วยจากการดื่ม อาจจะเป็นความโชคดีของตนเองด้วยก็ได้ แต่ก็รู้สึกว่ามันก็มีความเสี่ยงจะเกิดอุบัติเหตุได้ทุกเวลาเหมือนกัน

    แรงบันดาลใจในการเลิกเหล้าสู่คนหัวใจเพชร

    แรงจูงใจจากการเลิกดื่มสุรา เริ่มต้นมาเมื่อปี พ.ศ.2556 อำเภอเชียงม่วน จังหวัดพะเยา ได้ขับเคลื่อนนโยบายการลด ละเลิกสุราทั้งอำเภอ โดยใช้สโลแกนว่า “วาระคนเชียงม่วน ชวนกันลด ละเลิกสุรา” โดยได้เข้าไปร่วมกิจกรรมกับเจ้าหน้าที่สาธารณสุขอำเภอ ในการดำเนินการปัญหารการดื่มสุราของประชาชนในพื้นที่ลดลงมาอย่างต่อเนื่อง จากการทำงานด้านนี้ทำให้เราได้รู้ถึงปัญหาและโทษ จึงได้ตัดสินใจเลิกการดื่มสุราอย่างเด็ดขาด

    และอีกแรงจูงใจที่เลิกเหล้าหลักหรือสาเหตุที่เลิกดื่ม ก็คือ ด้วยบทบาทหน้าที่ของตัวเองนั้นได้รับให้ดำเนินงานและเป็นประธาน อสม. ระดับหมู่บ้าน และรองประธาน อสม.ระดับตำบล เพื่อเป็นเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับสมาชิก อสม.และประชาชนในหมู่บ้าน รวมถึงในตำบล จึงตัดสินใจในการเลิกดื่มสุราอย่างเด็ดขาดมาจนถึงวันนี้ เพราะว่า ถ้าจะเป็นแบบอย่างที่ดีหรือไปแนะนำคนอื่น ก็ต้องเริ่มต้นที่ตัวเองก่อน ให้ตันเองมีความน่าเชื่อถือ ไม่อย่างนั้นถ้าเป็นตัวอย่างที่ดีไม่ได้ แล้วใครจะมาเชื่อเรา

    วิธีการหรือการชักชวนให้คนอื่นงด ละ เลิกเหล้า

    วิธีการนั้นอย่างแรกก็ การทำตนเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับประชาชนในหมู่บ้านก่อน จึงจะสามารถโน้มน้าว ชักจูงคนอื่นๆได้ จากนั้นก็ไปชักชวนคนที่อยากเลิกเหล้าอย่างเด็ดขาด ให้เข้ารับการบำบัดรักษาตามระบบต่อไป จากนั้นก็แนะนำและชักชวนกันเข้าร่วมกิจกรรมรณรงค์กับเจ้าหน้าที่สาธารณสุขเนื่องในโอกาสสำคัญ และสุดท้ายก็คือ การเฝ้าระวัง คัดกรองปัญหาการดื่มสุราของประชาชนในหมู่บ้าน โดยเฉพาะช่วงนี้ที่เชื้อไวรัสโควิด-19 ระบาด นอกจากการรณรงค์เรื่องเหล้าแล้ว ยังเพิ่มการคัดกรองและความรู้เรื่องโควิด-19 เข้ามาด้วย อาจจะต้องปรับเปลี่ยนวิธีการไปตามสถานการณ์ด้วย

  • รณรงค์เตรียมความพร้อมก่อนสงกรานต์

    รณรงค์เตรียมความพร้อมก่อนสงกรานต์

    ที ลีสซิ่ง จำกัด ในเครือ เอ็ม ปี เด ร่วมกับ ศูนย์การค้าเอ็ม ปี เค เซ็นเตอร์ สำนักงานเครือข่ายองค์กร งดเหล้า (สคล ) บริษัท ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด และบริษัท เอ.พีฮอนด้า จำกัด พร้อมจัดกิจกรรม “ที ลีสซิ่ง ห่วงใย ตรวจสภาพรถจักรยานยนต์ ฟรีก่อนเทศกาลสงกรานต์ให้บริการตรวจสภาพรถจักรยานยนต์ และ เปลี่ยนน้ำมันเครื่องให้กับประชาชนทั่วไป โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ เพื่อเพิ่มความปลอดภัยในการขับขี่ตลอดเส้นทาง ในระหว่างวันที่ 7 – 8 เมษายน 2554 เวลา 19.00 น. – 16.00 น.บริเวณ พานเอ็ม บี เค อเวนิว โซน A ชั้น G ศูนย์การค้า เต็ม บี เค .เซ็นเตอร์

    โดยในพิธีเปิดงาน ได้รับเกียรติจาก นายมงคล เพียรพิทักษ์กิจ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ที ดีสซิ่ง จำกัด เป็นประธาน ในพิธี พร้อมด้วย พันตำรวจเอกพันษา อมราพิทักษ์ ผู้กำกับสถานีตำรวจนครบาลปทุมวัน เภสัชกรสงกรานต์ ภาคโชคดี ผู้อำนวยการสำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า (สคล.) ผู้บริหารบริษัท เอ็ม บี เค จำกัด (มหาชน) และ ผู้บริหาร บริษัท ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด และ บริษัท เอ.พี ฮอนด้า จำกัด ให้เกียรติเข้าร่วมงาน และ ชมกิจกรรม ภายในงาน ได้แก่ ชุดตรวจสภาพรถยนต์ ขนาดเครื่องยนต์ไม่เกิน 300 ซีซี โดยผู้เชี่ยวชาญจากทอนด้า และ ยามาฮ่า รวมถึงการให้ความรู้การขับขี่อย่างปลอดภัยและไม่ประมาทโดยสำนักงานเครือข่ายงดเหล้า (สดล.) และ กิจกรรมเล่นเกมส์ รับของรางวัลจาก TLS APPLICATION rannanu

    โดย นายมงคล เพียรพิทักษ์กิจ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ที ลีสซิ่ง จำกัด เผยว่า บริษัท ที ลีสซิ่ง ห่วงใย ตรวจ สภาพรถจักรยานยนต์ ฟรีก่อนเทศกาลสงกรานต์” ได้จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี เพื่อสนับสนุนให้ผู้ใช้รถจักรยานยนต์ได้ เดินทางอย่างปลอดภัยตลอดเส้นทางกลับบ้านในช่วงเทศกาลลงกรานต์ รวมถึงการใช้งานในกิจวัตรประจำวัน โดยเชื่อว่าการ เตรียมพร้อมตรวจเช็คสภาพรถเป็นอย่างดี และความตระหนักรู้ในการขับชื่อย่างไม่ประมาท จะเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยลด สถิติการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน และทำให้ทุกๆ คนได้ใช้เวลาในวันหยุดเทศกาลอย่างมีความสุขและปลอดภัย ตลอดไป

  • -งานบวชปลอดเหล้า- “บวชสร้างสุข ปลอดเหล้า ไม่ก่อเวร”

    -งานบวชปลอดเหล้า- “บวชสร้างสุข ปลอดเหล้า ไม่ก่อเวร”

    สคล. สสส. ผนึกกำลังวัฒนธรรมจังหวัดลพบุรีและภาคีเครือข่าย ชูต้นแบบ ‘งานบวชปลอดเหล้า’ เน้นแนวคิด ‘บวชสร้างสุข ปลอดเหล้า ไม่ก่อเวร’ ชวนสังคมเปลี่ยนค่านิยมจัดงานบวช เน้นความเรียบง่าย ไม่ฟุ่มเฟือย ลดปัจจัยเสี่ยงที่จะนำสู่การทะเลาะวิวาท เปิดสถิติผลสำรวจงานฉลองบวชนาคมีค่าใช้จ่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์สูงสุดมากถึง 200,000 บาท โดยเฉลี่ย 20,000 บาทต่องาน

              สำนักงานเครือข่ายงดเหล้า (สคล.) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับ สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดลพบุรี และภาคีเครือข่าย ผนึกกำลังจัดงาน ‘บวชหมู่สร้างสุข ปลอดเหล้า ไม่ก่อเวร’ ขึ้น ณ วัดญาณเสน ต.โก่งธนู อ.เมือง จ.ลพบุรี หวังเป็นต้นแบบงานบวชปลอดเหล้า รณรงค์สร้างค่านิยมและพฤติกรรมใหม่ในสังคม เน้นงานบวชที่เรียบง่ายตามวัฒนธรรมประเพณีดั้งเดิม เผยสถิติการสำรวจงานฉลองบวชนาคของจังหวัดลพบุรีที่ผ่านมา พบมีงานที่จัดเฉลิมฉลองใหญ่โตสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายไปกับค่าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์สูงถึง 200,000 บาท ส่งผลให้งานบวชหลายงานกลายเป็นงานบาป เกิดการทะเลาะวิวาทบาดเจ็บเสียชีวิต วางเป้าหมายจากนี้ขับเคลื่อนเป็นนโยบายสาธารณะร่วมกับเครือข่ายทั่วประเทศ

              นายชัยณรงค์ คำแดง ผู้จัดการโครงการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะงานบวชสร้างสุข  ตัวแทนสำนักงานเครือข่ายงดเหล้า (สคล.) กล่าวว่า

    “ที่ผ่านมา สำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า (สคล.) และ สสส. ได้ร่วมกับเครือข่ายพระสงฆ์นักพัฒนา สังฆะเพื่อสังคม ขับเคลื่อนโครงการวัดปลอดเหล้า-บุหรี่ และปลอดการพนัน และได้มีโครงการต่อเนื่องมาในการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะ งานบวชสร้างสุข มีวัตถุประสงค์เพื่อที่จะส่งเสียงถึงชุมชนให้เกิดการปรับเปลี่ยนค่านิยมและพฤติกรรมของงานบวช ที่ปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงไปจากวัฒนธรรมที่เรียบง่ายดั้งเดิม จนส่งผลให้เกิดผลกระทบต่อสังคม เป็นงานบุญเปื้อนบาป เบียดเบียนสังคม ทะเลาะวิวาท เกิดหนี้สินเพราะจัดงานเลี้ยงใหญ่โตเกินจำเป็น โดยจากการสำรวจโครงการศึกษาข้อมูลการจัดงานบวชนาคเพื่อประโยชน์ในการผลักดันนโยบายสาธารณะงานบวชสร้างสุข ที่สอดคล้องกับพุทธธรรมและประเพณีท้องถิ่นในจังหวัดลพบุรี พบว่าค่าใช้จ่ายในส่วนของบริการเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในงานฉลองบวชนาคนั้น งานที่มีค่าใช้จ่ายสูงสุดใช้จ่ายไปถึง 200,000 บาท ค่าเฉลี่ยโดยรวมอยู่ที่ 20,000 บาท ซึ่งนับเป็นความสิ้นเปลืองอย่างมาก อย่างไรก็ตามเมื่อเทียบสถิติแล้ว จำนวนการบริการเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในการจัดงานเลี้ยงฉลองการบวชนาคมีแนวโน้มลดลงจากปี 2561-2563 จาก 49.20%, 43.60% และ 23.80% ตามลำดับ ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากสถานการณ์การระบาดของโควิด19 ในช่วงต้นปี 2563”

             

    นางกฤษณา สิทธิราช วัฒนธรรมจังหวัดลพบุรี กล่าวว่า”ทางสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดลพบุรี มีนโยบายเฝ้าระวังทางวัฒนธรรม เพื่อไม่ให้วัฒนธรรมประเพณีผิดเพี้ยนและเบี่ยงเบนไปจากเดิม ซึ่งในโครงการงานบวชปลอดเหล้า ภายใต้แนวคิด บวชหมู่สร้างสุข ปลอดเหล้า ไม่ก่อเวร ครั้งนี้เป็น พิธีบรรพชา-อุปสมบทหมู่เฉลิมพระเกียรติ ถวายเป็นพระราชกุศลเนื่องในโอกาสวันคล้ายวันพระราชสมภพ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี 2 เมษายน 2564 ทั้งนี้จะเป็นการสนับสนุนให้เกิดวัฒนธรรมประเพณีที่ถูกต้อง เป็นประเพณีการบวชพระที่ควรอนุรักษ์ ไม่ให้เกินกว่าวัฒนธรรมประเพณีที่ควรที่เหมาะสม โดยทางเครือข่ายที่เฝ้าระวังทางวัฒนธรรมในแต่ละอำเภอ จะมีผู้นำท้องถิ่นท้องที่เข้าไปควบคุมดูแลให้ประชาชนได้เห็นคุณค่าทางวัฒนธรรมไม่ให้มีการเบี่ยงเบนไป ตลอดจนคณะสงฆ์ในจังหวัดลพบุรี มีมติให้งานบวช ไม่มีการดื่มเหล้า รวมถึงงานแต่งงาน งานบุญ หรือการจัดกิจกรรมต่าง ๆ ในเขตของวัด ต้องห้ามดื่มเหล้าทั้งสิ้น นอกจากนี้ยังรวมถึงการแต่งกายที่ไม่เหมาะสม รวมถึงการจัดรถแห่ – แตรวงหรือดนตรีต่าง ๆ ได้มีการรณรงค์ให้หลีกเลี่ยงเพื่อให้เกิดวัฒนธรรมที่เรียบง่ายอีกด้วย”

              พระครูสันติญาณประยุต เจ้าอาวาสวัดญาณเสน ต.โก่งธนู อ.เมือง จ.ลพบุรี กล่าวว่า “การบวชนั้นนับเป็นการสืบทอดทางพระพุทธศาสนา เป็นประเพณีที่สืบทอดต่อกันมาอย่างเรียบง่าย มีความหมายถึงการละทิ้งวิถีชีวิตความเป็นอยู่เดิมคือฆราวาส มาสู่วิถีชีวิตใหม่ในเพศบรรพชิต เพื่อความเป็นอยู่ที่ง่าย สะดวก บริสุทธิ์ ปราศจากมลทิน ถ้าเราเข้าใจในแนวคิดนี้ ไม่ว่าใครก็สามารถบวชได้ ไม่จำเป็นต้องจัดงานใหญ่โต ไม่ต้องใช้เงินมากมาย คนยากจนก็บวชได้ โครงการบวชสร้างสุขจะสร้างให้เกิดค่านิยมใหม่ในงานบวช เป็นการบวชเพื่อสืบทอดพระศาสนาที่แท้จริง เป็นงานที่เรียบง่าย ไม่ฟุ่มเฟือย ไม่ใช่งานบวชแบบเปื้อนบาปมีน้ำเมา ในอีกด้านหนึ่ง งานบวชสร้างสุขจะเป็นการสร้างความสมัครสมานสามัคคีของคนในชุมชนให้เกิดขึ้นด้วย  การที่หลวงพ่อทำให้ชาวบ้านดู แล้วชาวบ้านก็ร่วมมือร่วมแรงใจกันทำ นั่นคือความสามัคคี ทำให้งานบวชกลายเป็นงานบวชสร้างสุขได้จริง ๆ”

              ในส่วนของ นายอษิวัฒน์ ปานจุ๋ย อดีตสมาชิกสภาจังหวัดหนึ่งในผู้เข้าร่วมอุปสมบทหมู่ บวชสร้างสุข ในครั้งนี้กล่าวสะท้อนความรู้สึกว่า “ก่อนหน้านี้มานิมนต์ท่านเจ้าอาวาสเพื่อที่จะจัดงานบวชให้กับคนอื่น แต่พอได้ยินท่านเจ้าอาวาสเล่าถึงงานบวชสร้างสุขให้ฟัง ว่าเป็นงานบวชที่เรียบง่าย ไม่มีเหล้า-บุหรี่ ก็รู้สึกสนใจมาก คิดในใจว่าจะเป็นไปได้อย่างไร จึงตัดสินใจเข้าร่วมบวชสร้างสุขครั้งนี้ด้วยทันที แม้ตัวเองจะเป็นคนที่มีกำลังทรัพย์จัดงานใหญ่โตได้ มีผู้คนรู้จักนับหน้าถือตาพอสมควร แต่คิดว่าการจัดงานบวชสร้างสุขแบบเรียบง่ายนั้นดีกว่า เราเคยได้ยินแต่งดเหล้าเข้าพรรษา แต่ตอนนี้งดเหล้าด้วยการบวชนาคได้ด้วย ญาติโยมที่มาร่วมงานก็ถือโอกาสงดเหล้า ถือเป็นเรื่องที่ดีมาก ก็อยากจะเชิญชวนทุกคน ไม่ว่ายากจนแค่ไหน หากตั้งใจจะบวชก็สามารถบวชได้ด้วยแนวคิดบวชสร้างสุขนี้”

              ขณะที่ นายพิษณุ ยุวัฒชนะ อีกหนึ่งในผู้เข้าร่วมอุปสมบทหมู่ กล่าวเพิ่มเติมว่า “คิดจะบวชมานานแล้ว แต่ไม่มีโอกาส เนื่องจากได้ยินว่าค่าใช้จ่ายในงานบวชค่อนข้างสูงมาก ต้องมีเงินเป็นหลักแสนถึงจะบวชได้ แต่สำหรับบวชสร้างสุขนี้ หลวงพ่อบอกว่าไม่มีเงินก็บวชได้ ก็รู้สึกดีใจมาก วันนี้ได้มีโอกาสบวชตามที่ตั้งใจไว้มานานแล้ว พ่อแม่ครอบครัวก็ดีใจ”

              ทั้งนี้ สำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า สสส. และเครือข่ายพระสงฆ์นักพัฒนา สังฆะเพื่อสังคม วางเป้าหมายในการดำเนินงานขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะงานบวชสร้างสุขร่วมกับเครือข่ายทั่วประเทศ นอกจากภาคกลางที่จังหวัดลพบุรีแล้ว มีการขับเคลื่อนงานบวชสร้างสุขให้เกิดขึ้นในภาคต่างๆ ได้แก่ ภาคเหนือที่จังหวัดเชียงใหม่ พิษณุโลก, ภาคอีสานที่จังหวัดมหาสารคาม สุรินทร์, ภาคใต้ที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี สงขลา, ภาคตะวันออกที่จังหวัดจันทบุรี และภาคตะวันตกที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์

  • สสส.-สคล. ร่วมกับกรมพลศึกษา นำร่องหลักสูตรอบรมโค้ชฟุตซอลแนวใหม่

    สสส.-สคล. ร่วมกับกรมพลศึกษา นำร่องหลักสูตรอบรมโค้ชฟุตซอลแนวใหม่

    วันที่ 24 มีนาคม 2564 สำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า (สคล.) และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับกรมพลศึกษา นำทีมวิทยากรจากกรมพลศึกษาและสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ จัดหลักสูตรนำร่องอบรมผู้ฝึกสอนกีฬาฟุตซอลเยาวชน โดยมุ่งเน้นให้ผู้ฝึกสอนพัฒนานักกีฬาฟุตซอลเยาวชนให้มีความรู้ด้านทักษะกีฬาที่ถูกต้อง ส่งเสริมการมีทักษะชีวิตและมีความรอบรู้ทางสุขภาพ (Health Literacy) เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันจากปัจจัยเสี่ยงทั้งเครื่องแอลกอฮอล์ บุหรี่ และสิ่งเสพติด ณ ศูนย์ฝึกกีฬากรมพลศึกษา สนามกีฬาเฉลิมพระเกียรติฯ 60 พรรษา ต.รังสิต อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี

    นายธีระ วัชรปราณี ผู้จัดการสำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า (สคล.) กล่าวว่า สคล. และ สสส. มียุทธศาสตร์การทำงานที่ให้ความสำคัญกับการป้องกันกลุ่มนักดื่มหน้าใหม่ร่วมกัน โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กและเยาวชน ซึ่งหนึ่งในแนวทางการดำเนินงานสำคัญ คือ การสื่อสารรณรงค์ให้ความรู้ด้านสุขภาพและการเชื่อมประสานเครือข่ายเพื่อสร้างพลังที่เอื้อให้เกิดการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ บุหรี่ และสิ่งเสพติดที่ลดลง ทั้งนี้ได้ยกตัวอย่างการส่งเสริมกิจกรรมให้กับเด็กเยาวชนของประเทศไอซ์แลนด์ที่มีมาตรการส่งเสริมให้พ่อแม่ต้องจัดสรรเวลาให้กับเด็กอย่างเพียงพอ มีการจัดสรรงบประมาณในรูปแบบคูปองกิจกรรมเป็นรายหัวต่อปีให้เด็กเยาวชนมีโอกาสเลือกกิจกรรมที่สนใจได้หลากหลาย ซึ่งจะเห็นว่าแนวทางดังกล่าวเป็นการมุ่งเน้นให้ผู้ใหญ่ให้ความสำคัญกับการให้เวลากับเด็ก รวมถึงการสร้างสภาพแวดล้อมและความสัมพันธ์ที่ดีในครอบครัวซึ่งมีส่วนสำคัญต่อพัฒนาการและการสร้างความมั่นคงทางจิตใจให้กับเด็ก

    ดังนั้นหากผู้ใหญ่เรียนรู้ที่จะปรับตัวเองให้เป็นตัวอย่างที่ดี เด็กเยาวชนก็จะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในเชิงบวกตามไปด้วย การอบรมผู้ฝึกสอนครั้งนี้จึงได้ให้ความสำคัญกับการปรับเปลี่ยนทัศนคติ (Mind set) เพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์เชิงบวกระหว่างผู้ฝึกสอนและเยาวชนมากขึ้น พร้อมทั้งการฝึกสอนเทคนิคและทักษะทางกีฬาร่วมกับการให้ทักษะชีวิตและความรอบรู้เรื่องปัจจัยเสี่ยงทางสุขภาพที่จะไม่ยุ่งเกี่ยวกับเหล้า บุหรี่ และสิ่งเสพติด นอกจากนี้การอบรมดังกล่าวยังอยู่ภายใต้กิจกรรม SDN FUTSAL NO L CUP 2021 Inspired by Thai PBS  ซึ่งเป็นพื้นที่ให้เด็กและเยาวชนทั่วประเทศได้มีโอกาสเข้าแข่งขันฟุตซอลในรายการที่มีมาตรฐานและได้รับสนับสนุนการถ่ายทอดสดจากทางสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอสมาอย่างต่อเนื่อง

    ด้าน นางสาวรุ่งอรุณ ลิ้มฬหะภัณ รักษาการผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนการควบคุมปัจจัยเสี่ยงหลัก สสส. กล่าวว่า จากรายงานสถานการณ์การบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในสังคมไทย ปี 2560 โดยศูนย์วิจัยปัญหาสุรา ได้สรุปสาเหตุหลักของการเริ่มดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของผู้เริ่มดื่มครั้งแรกและผู้ดื่มปัจจุบัน พบว่ามีสาเหตุหลักที่เหมือนกัน 3 ประการ คือ (1) การดื่มตามเพื่อน (2) อยากทดลองดื่มเอง และ (3) การดื่มเพื่อเข้าสังคมหรือเพื่อสังสรรค์ ทั้งนี้ ในกลุ่มนักดื่มปัจจุบันโดยเฉพาะในกลุ่มเด็กเยาวชนอายุระหว่าง 15-24 ปี พบว่าสาเหตุหลักของการดื่มคือการดื่มตามเพื่อน ดังจะเห็นว่าสาเหตุสองในสามเป็นสาเหตุที่เกิดขึ้นจากกิจกรรมทางสังคม ดังนั้นการสนับสนุนให้เกิดพื้นที่หรือกิจกรรมสร้างสรรค์ทดแทนการรวมกลุ่มเพื่อดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ถือเป็นหนึ่งในแนวทางที่จะช่วยลดปัญหาการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในเด็กและเยาวชน รวมถึงการลดแนวโน้มของนักดื่มหน้าใหม่ได้ในอนาคต นอกจากนี้ยังเป็นการสนับสนุนให้เยาวชนได้พัฒนาศักยภาพและความสามารถในด้านต่างๆ อีกด้วย

    นายปริญญา ถวัลย์อรรณพ ผู้อำนวยการศูนย์ฝึกกรมพลศึกษา สนามกีฬาเฉลิมพระเกียรติฯ 60 พรรษา ผู้แทนกรมพลศึกษา กล่าวว่า กรมพลศึกษามีหน้าที่ฝึกอบรมพัฒนาผู้ฝึกสอนนักกีฬาหลากหลายชนิด ทั้งในเรื่องการให้ความรู้และการแนะนำด้านเทคนิคที่มีคุณภาพ  ซึ่งทางกรมฯโดย ดร.นิวัตน์ ลิ้มสุขนิรันดร์ อธิบดีกรมพลศึกษา มีแนวคิดที่จะเน้นเรื่องจริยธรรม คุณธรรมของการเป็นผู้ฝึกสอนที่ดี เพื่อนำไปถ่ายทอดให้กับนักกีฬาเยาวชน รวมถึงการส่งเสริมให้มีทักษะการใช้ชีวิตอย่างมั่นคง มีภูมิคุ้มกันจากปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ ซึ่งเป็นนโยบายที่สอดคล้องกับการทำงานของเครือข่ายงดเหล้า และ สสส.จึงได้เกิดเป็นความร่วมมือในกิจกรรมอบรมผู้ฝึกสอนกีฬาฟุตซอลเยาวชนในครั้งนี้

    นายบุญเลิศ  เจริญวงศ์   ผู้ฝึกสอนกีฬาฟุตบอลและฟุตซอล สมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์และกรมพลศึกษา กล่าวว่า  โดยปกติแล้วโค้ชจะมีระเบียบ มีกติกาในการดูแลนักกีฬา ซึ่งจะให้ความสำคัญกับการไม่ดื่มแอลกอฮอล์ ไม่สูบบุหรี่ เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นปัจจัยเสี่ยงต่อสุขภาพ ก่อให้เกิดการลดทอนเวลาและสมรรถภาพร่างกายในการฝึกซ้อม ผู้ฝึกสอนกีฬาจะต้องรู้จักวิธีการจัดการและวิธีการสอนที่ถูกวิธี รู้หลักการวางแผนและออกแบบการฝึกซ้อมที่เหมาะสม รู้กระบวนการสอน เพื่อนำไปสู่การสอนและพัฒนานักกีฬาให้มีจริยธรรม คุณธรรม และพัฒนาตนเองอย่างยั่งยืน ซึ่งนอกจากจะมีทักษะการเล่นกีฬาที่ดีแล้ว การมีสุขภาพที่ดีเป็นสิ่งสำคัญยิ่งสูงสุด การไม่ยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด ของมึนเมาทั้งแอลกอฮอล์และยาสูบทุกชนิด จะสามารถทำให้ร่างกายจิตใจและสมองพร้อมที่จะนำพานักกีฬาไปถึงจุดหมายที่ตั้งไว้ การไม่ยุ่งเกี่ยวกับการพนันทุกชนิดทำให้นักกีฬาสามารถวางแผนการดำรงชีวิตในสังคมได้เป็นอย่างดี

    นายบุญเลิศกล่าวต่อว่า “สิ่งที่สำคัญที่สุดการจะเป็นผู้ถ่ายทอดที่ดี ต้องเป็นต้นแบบที่ดีด้วย”  ฉะนั้น ผู้ฝึกสอนกีฬาที่ดีต้องได้รับการพัฒนาอยู่อย่างสม่ำเสมอ ให้ทันต่อสถานการณ์และกาลเวลา โดยเฉพาะต้องพัฒนาให้มีจรรยาบรรณของการเป็นผู้ฝึกสอน  มีทักษะการเป็นโค้ชที่ถูกต้องโดยเฉพาะการเป็นโค้ชให้กับนักกีฬาเยาวชน