Author: Chompoo Chompoo.tiw

  • เสนางคนิคมขับเคลื่อน “งานศพปลอดเหล้าทั้งอำเภอ” คาดประหยัดกว่า 3 หมื่นบาทต่องาน หวังยกระดับคุณภาพชีวิตสร้างบรรทัดฐานใหม่ให้สังคมอำนาจเจริญ

    เสนางคนิคมขับเคลื่อน “งานศพปลอดเหล้าทั้งอำเภอ” คาดประหยัดกว่า 3 หมื่นบาทต่องาน หวังยกระดับคุณภาพชีวิตสร้างบรรทัดฐานใหม่ให้สังคมอำนาจเจริญ

    เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2568 ที่ผ่านมา  ณ หอประชุมอำเภอเสนางคนิคม จังหวัดอำนาจเจริญ ได้จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) “การขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะ งานศพปลอดเหล้า อำเภอเสนางคนิคม ปี 2568” โดยมีหน่วยงานภาครัฐ กำนันผู้ใหญ่บ้าน ภาคประชาชน และเครือข่ายงดเหล้าเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง นับเป็นอีกก้าวสำคัญในการสร้างสังคมคุณภาพและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่อย่างยั่งยืน

    นายชัยยุทธ ครองยุทธ นายอำเภอเสนางคนิคม เปิดเผยว่า ปัญหาการดื่มสุราในงานศพที่ผ่านมาไม่เพียงแต่สร้างภาระค่าใช้จ่ายแก่ครอบครัวเจ้าภาพ แต่ยังนำไปสู่เหตุทะเลาะวิวาท ความไม่เรียบร้อย และเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน ก่อให้เกิดความสูญเสียที่ซ้ำเติมความโศกเศร้าของครอบครัวผู้เสียชีวิต การผลักดัน “งานศพปลอดเหล้า” จึงถือเป็นการป้องกันเชิงรุก ลดความเสี่ยงต่อสังคม และสร้างมาตรฐานใหม่ที่ทุกฝ่ายยอมรับได้ โดยประโยชน์สำคัญ ได้แก่ 1.) ลดภาระค่าใช้จ่ายของครอบครัวเจ้าภาพ  2.) เพิ่มความปลอดภัยในชุมชน ลดเหตุทะเลาะวิวาทและอุบัติเหตุจากการดื่ม  3.) ส่งเสริมสุขภาพและคุณภาพชีวิตประชาชน 4.) ทำให้งานศพสงบ และเป็นแบบอย่างที่ดีแก่เยาวชน  ทั้งนี้ อำเภอเสนางคนิคมได้กำหนดให้นโยบายนี้เป็น “โครงการนำร่องเชิงรูปธรรม” ในปี 2568 โดยมอบหมายให้กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และผู้นำชุมชนมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อน เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ชัดเจนและต่อยอดไปสู่งานบุญประเพณีอื่น ๆ ต่อไป

    “งานศพปลอดเหล้าเป็นเพียงจุดเริ่มต้น แต่จะเป็นต้นแบบสำคัญในการสร้างสังคมปลอดภัย เมื่อทุกฝ่ายร่วมมือกัน นโยบายนี้จะสามารถต่อยอดเป็นรูปธรรมที่ยั่งยืน และสร้างความสุข ความปลอดภัย และคุณภาพชีวิตที่ดีแก่ประชาชนในระยะยาว” นายชัยยุทธ กล่าว

    ด้านนายดุษฎี ไชยมาตย์ สาธารณสุขอำเภอเสนางคนิคม กล่าวเสริมว่า โครงการนี้สอดคล้องกับแนวคิด “3D” คือ สุขภาพดี รายได้ดี และคนดี ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า งานศพปลอดเหล้าไม่เพียงลดปัญหาความรุนแรง แต่ยังทำให้งานศพเป็นระเบียบเรียบร้อยและสงบสมเกียรติ เกิดวัฒนธรรมชุมชนที่สงบสุข และเป็นตัวอย่างที่ดีแก่ลูกหลาน โดยหลังการลงนาม MOU จะมีการจัดทำป้ายประชาสัมพันธ์ประจำตำบล ข้อความ “งานศพปลอดเหล้า” และ “ขออภัย งานนี้ไม่เลี้ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์” ตำบลละ 3 ป้าย เพื่อติดในงานศพและกิจกรรมต่าง ๆ ของชุมชน พร้อมเชิดชูเจ้าภาพที่จัดงานศพปลอดเหล้าเป็นแบบอย่างให้ผู้อื่น

    ขณะที่นายบรรจง สุระวงศ์ ผู้ประสานงานเครือข่ายงดเหล้า ได้กล่าวถึงทิศทางการขับเคลื่อนในเชิงนโยบายว่า การลงนาม MOU ในครั้งนี้เกิดขึ้นใน 2 อำเภอ คือ อำเภอเสนางคนิคม และอำเภอชานุมาน โดยมีแนวทางการดำเนินงาน 3 ระยะ คือ (1.) การสื่อสารเชิงรุก ประกาศและประชาสัมพันธ์ให้ชุมชนทุกหมู่บ้านรับรู้และร่วมกันขับเคลื่อน เริ่มต้นจาก “งานศพปลอดเหล้า”  (2.) การเก็บข้อมูลและสะท้อนผลลัพธ์ เช่น จำนวนงานศพที่จัดแบบปลอดเหล้า และค่าใช้จ่ายที่ลดลง เพื่อแสดงให้เห็นผลที่เป็นรูปธรรม (3.) การติดตาม ประเมินผล และเชิดชูต้นแบบ โดยยกย่องเจ้าภาพที่จัดงานศพปลอดเหล้า เพื่อสร้างแรงบันดาลใจและต่อยอดสู่วัฒนธรรมงานบุญปลอดเหล้าในอนาคต โดยผลสำรวจเกี่ยวกับสถานการณ์การดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ จากสำนักงานสถิติแห่งชาติ ปี 2567 ระบุว่า อำนาจเจริญมีความชุกนักดื่มกว่าร้อยละ 40.1 เกินกว่าค่าเฉลี่ยประเทศที่ระดับ 35.2 รวมทั้งปัญหาในเด็กเยาวชนซึ่งการเปลี่ยนแปลงค่านิยมงานศพจะเป็นส่วนหนึ่งในการแก้ปัญหาในระยะยาว ซึ่งจากการศึกษาพบว่าค่าเหล้าในงานเฉลี่ยประมาณ ร้อยละ 30 ของค่าใช้จ่ายทั้งหมด ซึ่งโดยปกติงานศพในพื้นที่จัดประมาณ 3-5 คืน มีค่าใช้จ่ายขั้นต่ำประมาณ 1 แสนบาท ซึ่งหากประหยัดค่าเหล้าจะลดได้กว่า 30,000 บาท

    สำหรับการดำเนินงาน “งานศพปลอดเหล้า” จึงไม่ได้เป็นเพียงการรณรงค์เฉพาะกิจ แต่เป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการสร้างวัฒนธรรมชุมชนที่สงบสุข ปลอดภัย และเข้มแข็ง พร้อมต่อยอดไปสู่งานบุญประเพณีอื่น ๆ เพื่อมุ่งสู่สังคมไทยที่มีคุณภาพชีวิตดีและยั่งยืน

  • สสส.–เครือข่ายงดเหล้า หนุนราชการ GenX ฉลองเกษียณปลอดเหล้า มท.–ศธ. รับลูกร่วมสร้างค่านิยมสร้างสุขสนุกแบบสุขภาพดี งดเหล้าเลี่ยงปัจจัยเสี่ยง ย้ำไม่มีจำนวนการดื่มที่ปลอดภัยและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ก่อมะเร็ง 7 ชนิด

    สสส.–เครือข่ายงดเหล้า หนุนราชการ GenX ฉลองเกษียณปลอดเหล้า มท.–ศธ. รับลูกร่วมสร้างค่านิยมสร้างสุขสนุกแบบสุขภาพดี งดเหล้าเลี่ยงปัจจัยเสี่ยง ย้ำไม่มีจำนวนการดื่มที่ปลอดภัยและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ก่อมะเร็ง 7 ชนิด

    สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับเครือข่ายองค์กรงดเหล้า เครือข่ายครูดีไม่มีอบายมุข และเครือข่ายโรงเรียนคำพ่อสอน เดินหน้ารณรงค์ “งานเลี้ยงเกษียณอายุราชการปลอดเหล้า” เพื่อสร้างบรรทัดฐานใหม่ของการจัดงานเลี้ยงในสังคมไทย โดยได้รับความร่วมมือจาก กระทรวงมหาดไทย และ กระทรวงศึกษาธิการ ที่ได้ออกหนังสือขอความร่วมมือผ่านระบบราชการไปยังหน่วยงานในสังกัดทั่วประเทศ เพื่อให้การจัดงานเลี้ยงเกษียณอายุราชการเป็น ต้นแบบที่ดีของการจัดงานอย่างสร้างสรรค์และปลอดภัย

    นายธีระ วัชรปราณี ผู้อำนวยการสำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า เปิดเผยว่า สถานการณ์การดื่มแอลกอฮอล์ของไทยยังน่าเป็นห่วง โดยข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ ปี 2567 พบว่า มีผู้ดื่มเพิ่มขึ้นเป็น 20.9 ล้านคน (35.2%) จาก 16 ล้านคน (28.0%) ในปี 2564 โดยเฉพาะการดื่มเบียร์และคราฟต์เบียร์ซึ่งคิดเป็น 58.3% ของนักดื่มทั้งหมด ถ้าดูเฉพาะกลุ่มประชากร Gen X วัยทำงานเข้าสู่ช่วงสูงวัย อายุ 45-59ปี ประมาณ 15.9 ล้านคน พบการดื่ม 41.9% หรือประมาณ 6.7 ล้านคน ในจำนวน 2.8 ล้านคนที่ดื่มประจำ หวั่นส่งผลต่อสุขภาพมีปัญหาเจ็บป่วยในระยะยาว โดยเฉพาะ GenX ที่ดื่มสะสมมานาน ซึ่งองค์การอนามัยโลกได้ออกรายงานในวารสาร The Lancet Public Health ไม่มีปริมาณการดื่มใดที่ปลอดภัยต่อสุขภาพ เป็นสารที่มีฤทธิ์ต่อจิตประสาทและก่อให้เกิดการเสพติด ผลวิจัยโดยสถาบันวิจัยมะเร็งนานาชาติ ชี้เป็นสารก่อมะเร็ง (Carcinogenic to humans) กลุ่มที่ 1 คือมีผลโดยตรงต่อมนุษย์ อย่างน้อย 7 ชนิด 1) มะเร็งหลอดอาหาร 2) มะเร็งตับ 3) มะเร็งเต้านมในผู้หญิง 4) มะเร็งลำไส้ 5) มะเร็งช่องปาก 6) มะเร็งหลังโพรงจมูก และ 7) มะเร็งกล่องเสียง ทั้งนี้การเชิญชวนรณรงค์ปีนี้มีกระทรวงมหาดไทยและกระทรวงศึกษาธิการได้ขานรับแนวทางดังกล่าว โดยออกหนังสือขอความร่วมมือจัดงานเลี้ยงเกษียณปลอดเหล้า–เบียร์ ไปยังหน่วยงานในสังกัด โดยดูจากรายงานข่าวจะมีบุคลากร 2 กระทรวงเกษียณรวมหมื่นกว่าคน ถือเป็นก้าวสำคัญที่ช่วยลดปัญหาสุขภาพ ลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น และสร้างบรรยากาศที่อบอุ่น สมถะ สะท้อนภาพลักษณ์ที่ดีของข้าราชการผู้เกษียณในฐานะ ต้นแบบของสังคม”

    นางสาวอภิศา มะหะมาน ผู้จัดการโครงการโรงเรียนคำพ่อสอนและเครือข่ายครูดีไม่มีอบายมุข กล่าวว่า ขอขอบคุณหน่วยงานต่าง ๆ ที่ตอบรับนโยบายนี้กว่า 100 หน่วยงาน อาทิ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ที่ทำการปกครองจังหวัด สำนักงานเกษตรและสหกรณ์ สำนักงานสรรพสามิต สำนักงานตำรวจภูธร องค์การบริหารส่วนจังหวัด โรงเรียน รวมถึงหน่วยงานท้องถิ่นและภาครัฐในพื้นที่ต่าง ๆ  ซึ่งเสียงสะท้อนจากผู้เข้าร่วมส่วนใหญ่ชี้ว่า การจัดงานเลี้ยงเกษียณที่มีการดื่มเหล้า–เบียร์ นำมาซึ่งผลกระทบหลายด้าน ทั้งเหตุทะเลาะวิวาทจากอารมณ์ที่ควบคุมไม่ได้ อุบัติเหตุจากการดื่มแล้วขับ การสูบบุหรี่ในงานที่กระทบต่อสุขภาพของผู้สูงอายุและเด็ก ตลอดจนการเป็นแบบอย่างที่ไม่เหมาะสมต่อเยาวชน และที่สำคัญยังส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของหน่วยงานราชการ เมื่อภาพบรรยากาศการดื่มแพร่ไปในสังคมหรือบนโซเชียลมีเดีย ซึ่งไม่สอดคล้องกับการเป็นแบบอย่างที่ดีต่อสาธารณะ

    “สำหรับงานเลี้ยงเกษียณปลอดเหล้า ไม่เพียงส่งเสริมภาพลักษณ์ที่ดีขององค์กร แต่ยังช่วยสร้างบรรยากาศงานที่อบอุ่น ปลอดภัย สุภาพ และเปี่ยมด้วยความจริงใจ สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของงานเกษียณที่แท้จริงคือ การเชิดชูเกียรติและแสดงความกตัญญูต่อผู้เกษียณ”น.ส.อภิศากล่าว

    สสส. และเครือข่ายฯ ย้ำว่าแนวทางนี้ควรได้รับการขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่อง เพื่อปรับวัฒนธรรมการจัดงานเลี้ยงราชการและงานสังคมไปสู่ “พื้นที่สร้างสุข” เน้นกิจกรรมเชิดชูเกียรติ มิตรภาพ และความกตัญญู แทนการพึ่งพาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ

  • สสส. สานพลังเครือข่ายงดเหล้า ชู “ต.ร่องเคาะ” ต้นแบบสร้างระบบนิเวศสังคมปลอดภัย ยกระดับจากเปลี่ยนค่านิยมการดื่ม เพิ่มปรับสภาพแวดล้อม-เปลี่ยนพฤติกรรมแบบครบวงจร คนในพื้นที่หนุนตั้งกฎ-มาตรการชุมชน เลี้ยงเหล้างานศพ ปรับ 2,000 บาท ชวนร้านค้าสีขาวงดขายเหล้า สร้างครอบครัวต้นแบบ ปลูกฝังแนวคิดตั้งแต่วัยเด็ก สร้างชุมชนสุขทุกด้านอย่างยั่งยืน

    สสส. สานพลังเครือข่ายงดเหล้า ชู “ต.ร่องเคาะ” ต้นแบบสร้างระบบนิเวศสังคมปลอดภัย ยกระดับจากเปลี่ยนค่านิยมการดื่ม เพิ่มปรับสภาพแวดล้อม-เปลี่ยนพฤติกรรมแบบครบวงจร คนในพื้นที่หนุนตั้งกฎ-มาตรการชุมชน เลี้ยงเหล้างานศพ ปรับ 2,000 บาท ชวนร้านค้าสีขาวงดขายเหล้า สร้างครอบครัวต้นแบบ ปลูกฝังแนวคิดตั้งแต่วัยเด็ก สร้างชุมชนสุขทุกด้านอย่างยั่งยืน

    เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 5 ก.ย. 2568 ที่วัดดอนแก้ว ต.ร่องเคาะ อ.วังเหนือ จ.ลำปาง นายวิเชษฐ์ พิชัยรัตน์ กรรมการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)

    เปิดเผยภายหลังลงพื้นที่แลกเปลี่ยนเรียนรู้ เยี่ยมชมการทำงานงดเหล้าลดปัจจัยเสี่ยงภายใต้วิถีชีวิตคนร่องเคาะว่า สสส. สนับสนุนการขับเคลื่อนของประชาคมงดเหล้า  จ.ลำปาง มาตั้งแต่ปี 2553 โดยเฉพาะ ต.ร่องเคาะ เป็นพื้นที่ต้นแบบที่พิสูจน์พลังชุมชนในการสร้างระบบนิเวศสังคมที่เข้มแข็งและต่อเนื่อง สามารถเปลี่ยนค่านิยมและพฤติกรรมการดื่มได้จริง ผ่านมาตรการชุมชน 1.งานบุญ งานศพปลอดเหล้า100% 2.ร้านค้าสีขาวกว่า 30 ร้าน ทั้งเลิกขายน้ำเมาเด็ดขาดและงดขายในช่วงเข้าพรรษา 3.หลักสูตรบูรณาการงดเหล้าและลดอุบัติเหตุในโรงเรียน 4.ครอบครัวต้นแบบในโรงเรียนและชุมชน 73 ครอบครัวโดยเทศกาลเข้าพรรษาปีนี้ มีผู้เข้าร่วมงดเหล้า 2,069 คน ซึ่งช่วยลดจำนวนนักดื่ม และลดการเจ็บป่วยจากโรคตับที่มีสาเหตุสำคัญจากการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้ ทั้งนี้ สสส. ได้ขยายผลไปยัง ต.ทุ่งฮั้ว และขยายผลนโยบายในระดับ อ.วังเหนือ บูรณาการการแก้ปัญหาทั้งด้านสิ่งแวดล้อมป่าชุมชน ความมั่นคงทางอาหาร ทั้งนี้ การใช้มาตรการชุมชน จะต้องผ่าน การเห็นชอบและการรับฟังความเห็นของประชาชนในพื้นที่  ที่สำคัญผู้นำชุมชนท้องถิ่นของตำบลต้องให้ความสำคัญร่วมขับเคลื่อนการพัฒนาพื้นที่อย่างต่อเนื่อง

                พระครูวิสุทธิ์พัฒนโกวิท เจ้าคณะตำบลวังเหนือ เขต 2 กล่าวว่า ต.ร่องเคาะ ใช้ศาสนพิธีเป็นพลังขับเคลื่อนงานสังคม โดยเฉพาะการรณรงค์งดเหล้าเข้าพรรษาและการจัดงานบุญงานศพปลอดเหล้า ถือเป็นการสร้างบรรทัดฐานใหม่ให้กับชุมชนไทย ที่พยายามผูกโยงการเลิกเหล้าเข้ากับหลักธรรมะและบุญกุศล ทำให้การงดเหล้าไม่ใช่เพียงเรื่องส่วนบุคคล แต่กลายเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิบัติธรรมและการทำบุญร่วมกันของชุมชน โดยพระสงฆ์ได้หน้าที่เป็นผู้สื่อสารทางศีลธรรม เทศนาเตือนและชี้นำญาติโยมในกิจกรรมงานบุญประเพณีต่างๆ ทำให้เกิดมาตรการงดเหล้าในงานบุญ งานประเพณีในพื้นที่ ต.ร่องเคาะ จนได้รับการยอมรับมากขึ้น และกลายเป็นพลังร่วมในการสร้างสังคมที่ดี แบบปลอดเหล้าให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น

             นายทศพล จักรบุญมา นายอำเภอวังเหนือ จ.ลำปาง กล่าวว่า การรณรงค์งดเหล้าเข้าพรรษาใน อ.วังเหนือ ไม่ได้มุ่งเป้าเพียงลดการดื่มสุรา แต่ได้ยกระดับการทำงานเป็นการสร้างระบบนิเวศทางสังคมที่ปลอดภัยและเข้มแข็ง ตนในฐานะนายอำเภอได้ร่วมกับทุกภาคส่วน ทั้ง วัด โรงเรียน ตำรวจ อสม. และผู้นำชุมชน ใช้กลไก “5 ให้”คือ ให้แบบอย่างที่ดี, ให้ธรรมะและความรู้, ให้กำลังใจ, ให้ความปลอดภัย, ให้ความร่วมมือ เพื่อสร้างพลังชุมชนที่เข้มแข็ง ใช้งานเข้าพรรษาเป็นจุดเริ่มต้น เชื่อมโยงนโยบาย และใช้พลัง “บวร” บ้าน-วัด-โรงเรียน-ชุมชน สร้างการมีส่วนร่วมทุกภาคส่วน ซึ่งการขับเคลื่อนการแก้ปัญหาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยผสานความร่วมมือจากภาครัฐ ภาควิชาการ และภาคประชาสังคม ผ่านกลไกคณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับอำเภอ (พชอ.) โดยมุ่งทำงานครบ 3 ระดับ คือ 1.ป้องกันเยาวชน (ต้นน้ำ) 2.สร้างสภาพแวดล้อมปลอดเหล้า (กลางน้ำ) 3.บำบัดฟื้นฟูผู้ดื่ม (ปลายน้ำ)

                “อ.วังเหนือ ประสบความสำเร็จในการขับเคลื่อนการสร้างระบบนิเวศสังคม ผลจากการดำเนินงาน คือ ประชาชนมีสุขภาพดีขึ้น ครอบครัวอบอุ่นมากขึ้น อุบัติเหตุลดลง เศรษฐกิจครัวเรือนดีขึ้น และที่สำคัญคือเกิดความร่วมมือร่วมใจทั้งอำเภอ ทำให้ ปี 2568 อ.วังเหนือ ได้รับรางวัลอำเภอที่ไม่มีผู้บาดเจ็บจากอุบัติเหตุทางถนนในช่วงเทศกาลปีใหม่-สงกรานต์ จากคณะกรรมการศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนนจังหวัดลำปาง (ศปถ.จังหวัด) สะท้อนความสำเร็จของการลดปัจจัยเสี่ยงและสร้างชุมชนสุขทุกด้านอย่างยั่งยืน” นายอำเภอวังเหนือ กล่าว

                นางนงเยาว์ ประชุมชิต รองนายกองค์การบริหารส่วนตําบลร่องเคาะ กล่าวว่า อบต.ร่องเคาะ ทำหน้าที่เป็นกลไกกลางในการกำหนดกติกาและนโยบายสาธารณะ โดยร่วมกับกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และภาคีเครือข่ายในพื้นที่ เพื่อสร้างความเข้มแข็งของชุมชนอย่างยั่งยืน โดยได้เปิดเวทีประชาคมหารือร่วมกับชาวบ้าน ออกเป็น “ระเบียบตำบลร่องเคาะว่าด้วยการรักษาความสงบเรียบร้อยและสร้างความเข้มแข็งในชุมชน พ.ศ. 2553 (มีการแก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2564)”  ถือเป็น “มาตรการชุมชน” ที่ทุกคนร่วมกันยอมรับและปฏิบัติ เช่น กำหนดให้ลดเหล้าหลังเลิกงานในช่วงเข้าพรรษา, จัดงานศพและงานบุญประเพณีปลอดเหล้า, งดเลี้ยงอาหารดิบในงานชุมชน หากฝ่าฝืนมีบทลงโทษเป็นการปรับเงินเจ้าภาพงาน เช่น เลี้ยงเหล้าในงานศพปรับ 2,000 บาท และงดให้บริการสาธารณะจากท้องถิ่น

    นายชาญ อุทธิยะ ประชาคมงดเหล้า จ.ลำปาง กล่าวว่า ได้เริ่มขับเคลื่อนงานงดเหล้าร่วมกับ สสส. เมื่อปี 2548 โดยเริ่มจากรณรงค์งดเหล้าเข้าพรรษาและขยายผลงานศพปลอดเหล้า ลดรายจ่าย ไม่มีอบายมุข สามารถขยายผลเป็น “นโยบายในระดับจังหวัดลำปางงานศพปลอดเหล้า” มีการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือโครงการงดเหล้าในงานศพและการพนัน เพื่อให้ทุกอำเภอ มีอย่างน้อย 1 ตำบลนำร่องให้เกิดงานงดเหล้าเข้าพรรษา งานศพปลอดเหล้า ผ่านแกนนำในระดับอำเภอทั้ง 13 อำเภอใน จ.ลำปาง และขยายผลไปยัง 8 จังหวัดภาคเหนือตอนบนและพื้นที่อื่นๆ

    “หนึ่งในความภาคภูมิใจคือ การยกย่อง ‘คนหัวใจเพชร’ เช่น นายนนท์ โตนะโพธิ์ หรือ ‘ลุงนนท์’ ผู้เลิกเหล้าตลอดชีวิต และนำพลังใจไปสร้างป่าชุมชน จนกลายเป็น ‘ตลาดสดธรรมชาติ’ แหล่งอาหารและพื้นที่ทำกินของชุมชน และผู้ประกอบการร้านค้าสีขาวปลอดเหล้า อย่างนายดิเรก สุริยวงศ์ ช่วยเสริมความปลอดภัยและสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับสังคม  พร้อมด้วยนางกาญจนา คำพา ผู้อำนวยการโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ร่องเคาะ ย้ายไปเป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ทุ่งฮั้ว ได้ขยายแนวคิดรณรงค์งดเหล้าในศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบรรจุหลักสูตรการป้องกันแอลกอฮอล์สำหรับเด็กประถมวัยและสร้างครอบครัวต้นแบบงดเหล้าอย่างเป็นรูปธรรม 45 ครอบครัว ทั้งหมดนี้สะท้อนการดำเนินงานแบบมองชุมชนเป็นองค์รวม การแก้ไขปัญหาน้ำเมาต้องเข้าใจทั้งระดับปัจเจกจนถึงสภาพแวดล้อมจึงจะได้ผลอย่างยั่งยืน”  นายชาญ กล่าว

  • สคล.ยกระดับ ปรับตัว ย้ำพันธกิจ “ประสานพลัง” ถอดรหัสกำหนดทิศทางขับเคลื่อนงานงดเหล้ามิติใหม่

    สคล.ยกระดับ ปรับตัว ย้ำพันธกิจ “ประสานพลัง” ถอดรหัสกำหนดทิศทางขับเคลื่อนงานงดเหล้ามิติใหม่

    สคล.ยกระดับ คณะทำงานเครือข่ายงดเหล้าทั่วประเทศ ย้ำพันธกิจ “ประสานพลัง” ร่วมถอดรหัสกำหนดทิศทางการขับเคลื่อนงานงดเหล้ามิติใหม่ หวังต่อยอดงาน 10 ปีข้างหน้า ลดปัจจัยเสี่ยง สร้างสังคมที่เป็นสุขและปลอดภัย สอดคล้องเป้าหมายเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน

    เมื่อวันที่ 26-28 พ.ย.  สำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า (สคล.) โดยนายธีระ วัชรปราณี ผู้จัดการฯ ร่วมกับเครือข่ายนักวิชาการของทุกภูมิภาค จัดเวทีสรุปบทเรียน และทบทวนวิสัยทัศน์ คุณค่าองค์กร และวัฒนธรรมองค์กร และพัฒนาแผนงานรณรงค์ ในระยะสั้น ปี 2566-2567 และทิศทางการในระยะ 10 ปีข้างหน้า ภายใต้สถานการณ์ที่ท้าทายหลังโควิด ปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำ การเมืองที่มีความไม่แน่นอน สังคมแบ่งขั้ว ความแตกต่างระหว่าง Gen สังคมที่เปิดรับเทคโนโลยีเต็มที่ สู่การเปิดมุมมองที่เป็นไปได้ใหม่ๆ และการยกระดับโครงการที่เคยผ่านมาให้มีคุณค่า เพื่อเป้าหมายลดปัจจัยเสี่ยง ส่งเสริมสุขภาวะ ณ โรงแรม เอบีน่า เฮาส์ กรุงเทพฯ

    โดยในปี 2565 ภายหลังยุคโควิดในช่วงต้นปีนี้ ทาง สคล.ได้จัดกิจกรรมเพื่อสร้างความเข้าใจในเป้าหมายทิศทางและทำให้สมาชิกเครือข่ายทั้งหมดเห็นช้างทั้งตัว หรือ Big Picture ได้แก่ การจัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ไป 3 ครั้ง รวม 44 จังหวัด มีเวทีประชุมใหญ่เครือข่ายงดเหล้าปีที่ 19 จังหวัดนครศรีธรรมราช ที่รวมประชาคมทั่วประเทศ ซึ่งได้คีย์เวิร์ดสำคัญ 3 ตัวคือ ร้อยปี-ร้อยเครือข่าย-สานสามวัย รวมทั้งมีข้อเสนอ 3 ข้อที่ต้องเร่งให้เกิดขึ้น คือ 1.การยกย่องคนรุ่นเก่า , การจัดสวัสดิการคนทำงาน และการมีพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่  ทั้งนี้ ในช่วงปีใหม่มีการส่งหนังสือของขวัญปีใหม่ ชื่อ “จะข้ามมหาสุมทร อย่าหันกลับมามองชายฝั่ง” ส่งให้ทุกจังหวัดเพื่อสื่อสารว่าเราต้องปรับเปลี่ยนให้สร้างคุณภาพจากพื้นที่ ระวังอย่างซ้ำรอยการทำงานเดิมแบบ Comfort zone คือทำตามที่เคยทำ ที่สำคัญความกะตือรือร้นและพลังของพี่น้องประชาคมจังหวัดที่ต้องได้รับการฟื้นฟู และการส่งต่อคนรุ่นใหม่ในจังหวัด รวมทั้งการหามิติใหม่ๆ ให้คนในพื้นที่ได้ทำงานยกระดับและท้าทายไม่ให้ตกลงสู่วงจรซ้ำเดิม เช่น เข้าพรรษา เพิ่มมิติการประกวดนวัตกรรมการรณรงค์ไม่ใช่แค่ชวน ช่วย เชียร์ และออกพรรษาลาเหล้า แต่มีมิติเรื่อง ความยากจน สิทธิเด็ก บทบาทหญิงชาย ความเป็นธรรมในสังคม เป็นต้น

     แนวทางที่ประชุมเป็นข้อเสนอในระยะต่อไป คือ รักษาพันธกิจ “การประสานพลัง” ให้ประชาคมจังหวัดมีการประสานพลังให้เข้มแข็งไร้ขีดจำกัดมากยิ่งขึ้น(โดยมีการประเมิน ในรูปธรรมเนื้องานจะเน้นการต่อยอดจากผลการดำเนินงานเดิมแต่ต้องเพิ่มคุณภาพและความคิดนวัตกรรมใหม่ ได้แก่ งานประเพณีเทศกาลปลอดเหล้า งานชุมชนสู้เหล้า งานกฎหมาย งานป้องกันหน้าใหม่ รวมทั้ง การหาจุดเน้นของพื้นที่แต่ละจังหวัดหรือภูมิภาคซึ่งมีลักษณะเฉพาะ เช่น ต่อยอดวัฒนธรรมประเพณี เน้นการทำงานที่ระดับอำเภอ และจังหวัดที่มีความพร้อม โดยเป้าหมายคือ กลไกจังหวัดที่เข้มแข็งในอนาคต 10ปีข้างหน้า

    นายธีระกล่าวต่อว่า ในการประชุมครั้งนี้ได้ทบทวนคุณค่าองค์กร โดยมีการแลกเปลี่ยนและรับฟังข้อเสนอจากคนรุ่นใหม่ จึงได้ข้อสรุปใหม่ คือ “พลังเครือข่าย สานสุขทั่วไทย ปลอดเหล้า ปลอดภัย สร้างวิถีใหม่ ลดปัจจัยเสี่ยง เพื่อสังคมเป็นสุข” เป็นการเพิ่มเติมบทบาทหน้าที่จากเดิมเป็นเรื่อง “ปลอดเหล้าปลอดภัย” ได้เพิ่มเป็น “สร้างวิถีใหม่ ลดปัจจัยเสี่ยง” หรือเป็นการแสดงให้เห็นว่าองค์กรได้ขยับจากประเด็นเฉพาะแอลกอฮอล์ มาสู่ปัจจัยสร้างเสริม และปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ” แล้ว

    นอกจากนั้น ได้ทบทวนวัฒนธรรมองค์กรเพื่อย้ำถึงคุณค่าของการอยู่ร่วมกัน ซึ่งสรุปเป็นหัวข้อได้ 5 ข้อ หลัก คือ            

    1.เราเป็นองค์กรประสานงานความร่วมมือ จึงต้องยืดหยุ่นในวิธีการเพื่อให้เกิดความร่วมมืออย่างจริงใจของหน่วยงานที่เราไปทำงานด้วย (รวมทั้งยืดหยุ่นในทำงานของเจ้าหน้าที่โดยถือว่าทุกคนต้องรับผิดชอบงานตนเองจริง หากเกิดกรณีไม่ส่งผลงานหรือการทำงานไม่บรรลุเป้าหมาย และไม่ใช่ยืดหยุ่นโดยไม่มีเหตุผลที่ฟังได้)

    2.เน้นฝึกการสื่อสารเพื่อสร้างความเข้าใจ ได้แก่ รู้ทันอารมณ์ความคิด รู้วิธีการร้องขอ รู้ความต้องการที่แท้จริง ไม่เริ่มต้นที่อารมณ์ แต่เริ่มต้นที่การอธิบายเหตุการณ์ เพราะองค์กรเรามีขนาดใหญ่ขอบเขตทั่วประเทศ มียุทธศาสตร์หลายมิติ มีเรื่องมากมายที่เกิดขึ้น (ต้องระวังยามศึกเรารบ ยามสงบเรารบกันเอง ความเข้าใจกันเรื่องการสื่อสารจึงสำคัญที่สุด)

    3.เรียนรู้ตลอดชีวิต รักการเรียนรู้ และเชื่อมั่นว่าเราเติบโตและมั่นคงจากการที่เราเรียนรู้ ไม่ใช่น้ำเต็มแก้ว เชื่อมั่นในตัวเองโดยไม่ฟังใคร รับฟังแล้วไตร่ตรอง (เป็นองค์กรไม่แสวงหากำไร ความสุขความสำเร็จไม่ใช่เพียงเงินที่ได้มาเพื่อยังชีพเพราะไม่ได้ร่ำรวย แต่มีความภูมิใจที่ได้เรียนรู้และความสำเร็จเล็กๆ น้อยๆ ที่เกิดขึ้น สะสมเป็นความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ได้)

    4.ความสัมพันธ์ร่วมกันในองค์กร “แบบพี่น้อง” แต่ต้องเน้นให้เกิดความเป็นมืออาชีพ ความเป็นทีม (ไม่สุกเอาเผากิน, ไม่เกิดปัญหาซ้ำเดิม , ให้อภัยกันแล้วพร้อมไปต่อ)

    5.การวางแผน การออกแบบการดำเนินงาน (PAR) เน้นการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ไม่สั่งการ แต่รับฟังเหตุผล มีการ AAR ทุกครั้ง และเชื่อว่าทุกคนมีศักยภาพ (แต่ต้องมีการจัดระบบพี่สอนน้อง การสื่อสารให้เข้าใจองค์กร ไม่ปล่อยให้น้องใหม่เคว้งคว้างหาทางเอาเอง)

    ทั้งนี้ วัฒนธรรมองค์กรที่ผ่านมาจะเน้นสิ่งที่เป็นอยู่ แต่การเสนอวัฒนธรรมในครั้งนี้ จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ คือการกำหนดวัฒนธรรมที่ต้องการให้เกิดขึ้น ตามคุณลักษณะขององค์กรที่เป็นองค์กรไม่แสวงหากำไร และเป็นองค์กรประสานความร่วมมือ เพื่อหวังว่าความสัมพันธ์ที่เรามองไม่เห็นนี้จะช่วยให้องค์กรส่งต่อคุณค่าและผลงานไปสู่คนรุ่นใหม่ที่จะมาร่วมงานและสืบทอดอุดมการณ์ต่อได้

    ท้ายสุด ที่ประชุมได้แลกเปลี่ยนค้นหาความใหม่ที่จะต่อยอดจากงานที่ทำ โดยมีข้อสรุป ได้แก่ ) การใช้คำว่า “นวัตกรรม” ภายในองค์กรเพื่อท้าทายให้เกิดการแข่งขันกับตัวเอง ไม่ทำแต่เรื่องซ้ำเดิม 2)การเสริมพลังให้กับผู้ประสานงานรุ่นเดิมและรุ่นใหม่ผ่านการจัดการอบรมแบบ Academy ซึ่งเราสามารถทำได้ 3)การมองเป้าหมายที่ “คนที่ไม่ดื่ม” จะมีส่วนร่วมในรูปแบบการรณรงค์ได้อย่างไร รวมทั้ง 4) การใช้ศิลปะ ประเพณี สานศิลป์ในพื้นที่ภูมิภาคที่จะมาเสริมพลังความหวังของสังคมได้อย่างไร หมายเหตุ : ในปี 2566 มีวาระสำคัญที่เป็นการครบรอบ 15ปี พรบ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งมีการวางแผนที่จะรณรงค์สร้างความตระหนักร่วมกันตลอดทั้งปี และโอกาสครบรอบ 20ปี เครือข่ายงดเหล้า ที่จะเป็นหมุดหมายขององค์กรที่เดินทางมาถึงทศวรรตที่ 2 ซึ่งได้ออกแบบแนวทาง ได้แก่ การทำหนังสือบันทึกเรื่องราว , การจัดงานมหกรรม 20ปี การจัดเวทีย่อยๆ ของเยาวชน และงานประเพณี และชมรมคนหัวใจเพชร เป็นต้น

  • สสส.และเครือข่ายงดเหล้า ร่วมกับภาคีเครือข่าย 40 พื้นที่ ร่วมปักธง ผลักดันขับเคลื่อนการทำงานรณรงค์เข็มข้น

    สสส.และเครือข่ายงดเหล้า ร่วมกับภาคีเครือข่าย 40 พื้นที่ ร่วมปักธง ผลักดันขับเคลื่อนการทำงานรณรงค์เข็มข้น

    สสส.และเครือข่ายงดเหล้า ร่วมกับภาคีเครือข่าย 40 พื้นที่ ร่วมปักธง ผลักดันขับเคลื่อนการทำงานรณรงค์เข็มข้น หวังแก้ไขปัญหา ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในพื้นที่อำเภอบูรณาการอย่างเป็นรูปธรรม

    วันที่ 17-18 พฤศจิกายน 2565  สสส. โดยสำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า(สคล.) จัดเวทีประชุมเตรียมความพร้อมสำหรับแผนงานโครงการอำเภอบูรณาการป้องกันปัจจัยเสี่ยงสุขภาพ (แอลกอฮอล์)​ เพื่อการเสริมพลังและสร้างกลไกการดำเนินงานให้กับประชาคม เพื่อขับเคลื่อนการทำงานอำเภอบูรณาการ 5 ขยาย ใน 40 แห่งทั่วประเทศ​ เพื่อการป้องกันและแก้ปัญหาครบวงจร(ต้นน้ำ​ กลางน้ำ​ ปลายน้ำ)​ ณ ห้องดอนเมือง โรงแรมอมารี แอร์พอร์ต กรุงเทพฯ

    นายธีระ วัชรปราณี  ผู้จัดการสำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า (สคล.) กล่าวว่า ภายใต้แผนงานโครงการอำเภอบูรณาการป้องกันปัจจัยเสี่ยงสุขภาพ (แอลกอฮอล์)​ ได้มีการดำเนินการคัดเลือกพื้นที่ และจัดเวทีเตรียมความพร้อม ชี้แจงเป้าหมายการทำงาน เพื่อแก้ไขปัญหาปัจจัยเสี่ยงต่างๆที่เกิดขึ้นจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เป็นการทำความเข้าใจ ใส่ความรู้เกี่ยวกับวิธีการทำงานขับเคลื่อนงานอำเภอบูรณาการ  ขยายจำนวน 40 แห่งทั่งประเทศ ซึ่งตั้งเป้า​ การทำงาน​เห็นภาพในระยะ​ 3 ​ปีเพื่อผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลง​ในพื้นที่​ อาทิ วิธีการบริหารจัดการ กลไกการทำงานแต่ละพื้นที่ มาคิดแลกเปลี่ยน

    การทำงานในพื้นที่ต่างๆมีบริบทที่เปลี่ยนแปลงไป หากเรารู้ความต้องการของชุมชนและสามารถปรับการทำงานได้ตรงจุดมากขึ้น ซึ่งต้องปรับการทำงานให้เข้ากับบริบทของแต่ละพื้นที่ด้วยเช่นกัน ทั้งนี้เราจะมุ่งเน้นที่ ชุมชน เยาวชน รวมไปถึงการเฝ้าระวังการบังคับใช้กฎหมายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์  ซึ่งการทำงานจะเป็น Frame Work ขับเคลื่อนใน 3 มิติ คือ 1) การทำงานต้นน้ำ เป็นการช่วยลดนักดื่มหน้าใหม่ในอนาคต ทำให้เขามีภูมิคุ้มกัน

    2) งานกลางน้ำ เป็นการทำงานขับเคลื่อนเชิงนโยบาย และงานบังคับใช้กฎหมายควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จะช่วยทำให้ลดการดื่มของประชาชนให้น้อยลงได้อย่างชัดเจน 

    3) การทำงานปลายน้ำ จะช่วยทำให้คนดื่ม ได้รับการปรับพฤติกรรมให้ลด ละ เลิก การดื่มลง ลดความเสี่ยงต่อสุขภาพของตนเอง ลดความเสี่ยงต่อการสร้างผลกระทบกับคนรอบข้าง ลดภาระทางสังคมลด หากมีการเสริมพลัง ให้ความรู้ ความเข้าใจ ตลอดจนจนการสื่อสาร  สิ่งเหล่านี้จะเกิดเป็นพลัง เป็นต้นทุนในพื้นที่ เพื่อใช้ควบคู่ไปกับการบังคับใช้กฎหมายของหน่วยงานฝ่ายปกครองได้อย่างต่อเนื่อง  และสามารถผลักดันให้เกิดเป็นนโยบายขับเคลื่อน พรบ. ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ซึ่งเป็นนโยบายระดับชาติ

    สำหรับคุณค่าและความหมายของการทำงาน “งดเหล้า” ของ สคล. คือการทำงานที่มุ่งไปสู่การสร้างสังคมที่เป็นที่รวมของคนที่มีสุขภาพที่ดี มีสุขภาวะทางใจ ทางสังคม ทางเศรษฐกิจที่ดี เป็นการสานสร้างความสุข สร้างความปลอดภัยให้กับประเทศ และจะสร้างบรรยากาศที่ทำให้ทั้งสังคมลดการใช้เครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างต่อเนื่อง

    / นายธีระกล่าว
  • ผุดโครงการโค้ชกีฬาเยาวชนผู้สร้างแรงบันดาลใจ รุ่น2

    ผุดโครงการโค้ชกีฬาเยาวชนผู้สร้างแรงบันดาลใจ รุ่น2

    เมื่อวันที่ 1-3 กรกฎาคม 2565 สำนักงานกองทุนสนับสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) สำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า (สคล.) ร่วมกับ กรมพลศึกษา จัดโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการ “โค้ชผู้สร้างแรงบันดาลใจ สานฝันสู่ความเป็นจริง” (ครั้งที่ 2) ณ ศูนย์ฝึกกรมพลศึกษา สนามกีฬาเฉลิมพระเกียรติฯ คลอง 6 จังหวัดปทุมธานี

    รศ.ดร.แล ดิลกวิทยารัตน์ คณะกรรมการบริหารแผน  คณะที่ 1 สสส. ได้เป็นประธานมอบใบประกาศเกียรติคุณ สำหรับผู้เข้าร่วม กล่าวชื่อชมให้กำลังใจว่า ผู้ฝึกสอนมีอิทธิพลต่อเด็กมาก บทบาทของผู้ฝึกสอนกีฬาเด็กและเยาวชนไม่ได้เป็นเพียงการสอนให้เด็กเล่นกีฬาเป็นเท่านั้น แต่ยังสร้างพื้นฐานในการดำเนินชีวิตให้กับเด็กด้วย ผู้ฝึกสอนยังเป็นผู้เสียสละในการดูแลเด็กที่ไม่พร้อม กิจกรรมอบรมครั้งนี้เพื่อยกระดับโครงการ SDN FUTSAL NO-L CUP ในการสร้างและขยายเครือข่ายผู้ฝึกสอนกีฬาฟุตซอลเยาวชนจิตอาสา ไม่ดื่ม ไม่สบ ไม่เสพ ไม่พนัน และในทุกประเภทกีฬาให้เพิ่มมากขึ้น  เนื่องจากปัจจุบัน กีฬาก็เป็นกิจกรรมหนึ่งที่จะช่วยส่งเสริมพัฒนาการให้แก่เด็ก เยาวชน มีประโยชน์มากมาย สามารถส่งเสริมร่างกายให้แข็งแรง การเล่นกีฬาฝึกความมีระเบียบวินัยการฝึกซ้อม เป็นส่วนประกอบที่จะเสริมสร้างพื้นฐานชีวิตที่ดีในอนาคต

    นายสุธน วิชัยรัตน์ ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาบุคลากรการพลศึกษาและการกีฬา กรมพลศึกษา กล่าวว่าสำหรับพื้นที่ที่จะปลอดภัย ปลอดเหล้า ปลอดบุหรี่ตามนโยบายนั้น เป็นนโยบายสำคัญของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเป็นนโยบาย สำคัญ ของกรมพลศึกษา โดย ดร.นิวัฒน์ ลิ้มสุขนิรันดร์ อธิบดีกรมพละศึกษาได้มอบหมาย เน้นย้ำ ให้ทุกกลุ่มงานของกรมพลศึกษา เมื่อเวลามีการจัดกิจกรรมการออกกำลังกาย หรือการเล่นกีฬาสิ่งสำคัญ คือต้องงดเรื่องของเหล้า บุหรี่ เนื่องจากสิ่งเหล่านี้จะเป็น สิ่งที่ทำให้เกิดปัญหา และเป็นอุปสรรคต่อการเล่นกีฬาตลอดจน เกิดการทะเลาะเบาะแว้งในที่สุด 

    สำหรับกิจกรรม “อบรมโค้ช ผู้สร้างแรงบันดาลใจ สานฝันให้เป็นจริง” ครั้งนี้ เป็นสิ่งที่กรมพลศึกษา เห็นพ้องถึงความสำคัญเป็นอย่างมาก และควรต้องร่วมสนับสนุน เนื่องจากเป็นโครงการที่ดี ปฏิบัติการครั้งนี้ จะช่วยเติมเต็มความรู้ในเรื่องของเทคนิคของการสอนเล่นฟุตซอลให้มากขึ้น เรื่องของหลักวิทยาศาสตร์การกีฬา เล่นกีฬาอย่างไรให้ถูกต้องตามหลักวิทยาศาสตร์การกีฬา ซึ่งจะทำให้นักกีฬามีความพร้อมส่วนเรื่องจิตวิทยาด้านการกีฬามีความสำคัญมาก เนื่องจากโค้ชจะต้องนำไปสื่อสารกับเด็กๆนักกีฬา เพราะเด็ก  เยาวชน เป็นวัยรุ่นต้องใช้จิตวิทยาในการพูด พูดให้เด็กเชื่อถือ จะพูดให้เด็กสามารถสานฝันไปสู่เป้าหมายของความเป็นจริงได้

    อาจารย์บุญเลิศ เจริญวงศ์ ผู้ฝึกสอนกีฬาฟุตบอลและฟุตซอล สมาคกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยและกรมพละศึกษา กล่าวว่า โค้ชเยาวชนในยุคปัจจุบันสำคัญมาก เราจะให้ความสำคัญในเรื่องของเทคนิคมากกว่าที่จะเป็นแทคติก ​ ถ้านักกีฬาหรือเยาวชนที่ดี เรื่องของการต่อยอดการพัฒนา จะนำไปสู่ระดับที่สูงขึ้น จึงมีความสำคัญมากสำหรับโค้ชเยาวชน จะขอฝากถึงนักกีฬาเยาวชนในปัจจุบันนี้ โอกาสของเยาวชนมีมากในยุคปัจจุบัน ดังนั้นการที่เยาวชนจะพัฒนาตนเอง เพื่อไปสู่อาชีพโดยใช้ช่องทางการกีฬาเป็นตัวดำเนินชีวิต ก็สามารถทำได้โดยเฉพาะสิ่งสำคัญเรื่องของการเปิดโอกาสให้เยาวชน ไม่ว่าจะกีฬาอะไรก็แล้วแต่ฟุตซอล ฟุตบอลหรือกีฬาวอลเลย์บอล ที่กำลังได้รับการยอมรับก็สามารถที่จะใช้เป็นกีฬาอาชีพได้ครับ

    นายธีระ วัชรปราณี ผู้จัดการสำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า (สคล.) กล่าวถึงที่มาของโครงการครั้งนี้ว่า เราให้ความสำคัญกับโค้ชผู้ฝึกสอนเป็นอย่างมากเพราะเขาคือผู้ที่ใกล้ชิดกับเด็กๆ ดังนั้นการที่เราจะทำให้เด็กเยาวชนที่กำลังจะเติบโตต่อเป็นผู้ใหญ่ต่อไปได้เรียนรู้ไม่ใช่เฉพาะกีฬาอย่างเดียวแต่ได้เรียนรู้ทักษะการใช้ชีวิตอีกด้วยเราจึงให้ความสำคัญระดับแรก  ผู้ที่เป็นโค้ชสามารถสอนทักษะในด้านการกีฬาได้อย่างเข้าใจ แล้วจะทำยังไงให้เด็กมีความฝัน ซึ่งพวกเขาจะต้องเติบโตขึ้น เด็กๆเหล่านี้อาจไม่ใช่เป็นนักกีฬาอาชีพในทุกคน แต่จะทำยังไงที่จะให้พวกเขาใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่า มีวินัย มีความมุ่งมั่น และมีน้ำใจ นั่นคือสิ่งทางเครือข่ายงดเหล้าฯ ตั้งธงของเป็นสิ่งสำคัญ  และหัวใจในการทำงานในการรณรงค์ครั้งนี้  นักกีฬาเยาวชนควรจะต้องใส่ใจ ในการดูแลสุขภาพที่ดี เนื่องจากเด็กที่อายุไม่เกิน 15-18 ปี ทั้ง สมองและร่างกายของพวกเขากำลัง ต้องการการเจริญเติบโต แต่ปัจจัยเสี่ยงต่างๆเหล่านี้ จะไปสกัดกั้นทำลายเซลล์สมองอีกด้วย

    นายนิสิต สีหาบุตร โค้ชจากวิทยาลัยเทคโนโลยีตั้งตรงจิตรพาณิชยการ กทม. ผู้เข้าร่วมการอบรมครั้งนี้ กล่าวว่าได้ทราบว่ามีกิจกรรมอบรมเชิงปฏิบัติการสำหรับ“โค้ชผู้สร้างแรงบันดาลใจ สานฝันสู่ความเป็นจริง”ทราบว่าเป็นรุ่นที่2 แล้ว สนใจเป็นอย่างมากพยายามสมัครเข้ามา เนื่องจากเห็นว่ามีท่านวิทยากรผู้เชี่ยวชาญระดับประเทศ จะสามารถนำความรู้ในด้านต่างๆ จัดการวางรูปแบบ การฝึกซ้อมฟุตซอล เรื่องของจิตวิทยา เรื่องโภชนาการเป็นสิ่งที่เด็กยังขาด นักกีฬาต้องได้รับแต่สิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายเท่านั้น เรื่องเหล้า บุหรี่ ต้องกำชับกันเลย แม้แต่น้ำอัดลมรวมทั้งอาหารฟาสต์ฟู้ดอีกด้วย สำหรับเด็กสมัยนี้ ขบวนการคิดของพวกเขาจะค่อนข้างช้า เพราะเขาจะอยู่กับโทรศัพท์มือถือเป็นส่วนใหญ่ ในความเป็นจริงนักกีฬาจะต้องมีระเบียบวินัยในการฝึกซ้อมอย่างสม่ำเสมอ เคยมีกรณีที่นักกีฬาได้ออกไปสังสรรค์นอกค่าย ถึงเวลาแข่งจะทำให้แรงตก วิ่งไม่ออก จึงเป็นอุปสรรคต่อการแข่งขันอย่างมาก

    ในการอบรมเชิงปฏิบัติการมีกำหนดระยะเวลา 3 วัน มีผู้เข้าร่วมจำนวน 60 ท่าน ทั้งนี้ ได้มีพิธีมอบประกาศนียบัตร สำหรับผู้ผ่านการอบรมครั้งนี้ และในช่วงท้ายยังมีกิจกรรมการเสวนาเรื่อง..กีฬากับภารกิจปกป้องเด็กและเยาวชนจากหลุมดำ เพื่อให้โค้ชสามารถนำเรื่องราวที่เป็นกรณีศึกษานี้ ไปสื่อสารกับนักกีฬาเยาวชนของแต่ละสถาบันให้หลีกจากปัจจัยเสี่ยงเหล้า บุหรี่ ยาเสพติดและการพนัน ซึ่งนำไปสู่ปัญหาและอุปสรรคต่อการฝึกซ้อม เพื่อเป็นเส้นทางสำหรับการก้าวไปสู่การเป็นนักกีฬาที่เก่งและดีในอนาคต