Author: SDN Thailand

  • เกาะลิบง พื้นที่ต้นแบบเกาะปลอดเหล้า ปลอดภัย

    เกาะลิบง พื้นที่ต้นแบบเกาะปลอดเหล้า ปลอดภัย

    เกาะลิบง อ.กันตัง จ.ตรัง เป็นเกาะต้นแบบ ของโครงการเสริมพลังการท่องเที่ยวโดยชุมชนปลอดภัย ของสำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) ได้ขับเคลื่อนการจัดการท่องเที่ยวโดยชุมชน สร้างการมีส่วนร่วมในการพัฒนาชุมชนเพื่อสร้างรายได้ สร้างเศรษฐกิจชุมชน รวมทั้งอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ในร่องน้ำทะเลของเกาะลิบงมีหญ้าทะเล อาหารโปรดของพะยูน ทำให้เป็นเขตอนุรักษ์พันธุ์สัตว์ป่า หมู่เกาะลิบงเป็นหนึ่งในที่อยู่สุดท้าย โดยมีพยูนที่มีชีวิตอาศัยอยู่ในบริเวณนี้ประมาณ 180 ตัว ที่เรารู้จักกันดี มีน้องมาเรียม เป็นพยูนที่ตายจากการกินขยะที่ลอยจากทะเล

    นายประชุม เจริญฤทธิ์ ผู้ใหญ่บ้านเกาะลิบง กล่าวว่า จากที่มีโครงการเสริมพลังการท่องเที่ยว มาวางรากฐานของเกาะลิบง ให้เป็นพื้นที่ปลอดเหล้า ทำให้มีกฎ กติกา ชุมชน 3 ส.(ห้ามนำ สุรา สิ่งเสพติด สายเดี่ยว ) มาใช้ในเกาะเป็นการ สร้างพื้นที่ดี สร้างความปลอดภัยให้กับชุมชน ทางชุมชนก็ยึดถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติมาตลอด เมื่อมีการพัฒนาการท่องเที่ยวโดยชุมชน มีนนักท่องเที่ยวมาเยือน มีการทำการประชาสัมพันธ์ สร้างความเชื่อมั่นให้นักท่องเที่ยวรู้สึกปลอดภัยเป็นการบอกต่อปากต่อปาก จนมีนักท่องเที่ยวเข้ามาเที่ยวมากมาย อาชีพหลักของคนในชุมชนคือทำการประมงและตัดยางเป็นหลัก ส่วนการรับนักท่องเที่ยวเป็นอาชีพเสริม แต่เป็นรายได้หลักให้กับคนบนเกาะแล้ว  พื้นที่เกาะลิบงมีประชากรทั้งที่เป็นไทยพุทธและไทยมุสลิม อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข

    นางไพรัช วัฒนกุล  ผู้ประสานงานประชาคมงดเหล้า จ.ตรัง กล่าวว่า การทำงานกับชุมชนลิบง ที่ผ่านมาไม่หนักใจเลย ผู้คนน่ารัก ตนเองได้มาชวนผู้นำชุมชน มาปรึกษาหารือการพัฒนาการท่องเที่ยวโดยให้ชุมชนเป็นเจ้าของและบริหารจัดการท่องเที่ยวได้ด้วยตนเอง ช่วยกันสร้างระบบระเบียบ ทำให้ชุมชนมีรายได้ อยู่ได้อย่างยั่งยืน ลูกหลานกลับมาอยู่บ้าน นอกจากนี้ยังนำเครือข่ายลดอุบัติเหตุมาช่วยกันพัฒนารณรงค์ลดอุบัติเหตุ มีการสร้างทางม้าลายหน้าโรงเรียน ทางเกาะลิบงมีวัฒนธรรมและความหลากหลาย นอกจากนี้ตนเองยังเชื่อมกับมูลนิธิคนเห็นคน มาส่งเสริมการละหมาดสร้างปัญญาและชวนกันไปเชื่อมประสานกับมุสลิม 5 จังหวัดชายแดนใต้ สตูล สงขลา ปัตตานี ยะลา นราธิวาส อีกด้วย

    เกาะลิบงนอกจากจะเป็นที่อนุรักษ์พยูนแล้ว นักท่องเที่ยวยังได้ทำกิจกรรมกับชุมชนอีกมากมาย เช่น การส่องปูตอนกลางคืน การปีนเขา การดำน้ำ การตกหมึก กรีดยาง และเรียนรู้วัฒนธรรมชุมชน ทานอาหารพื้นถิ่น ผู้คนน่ารัก เชิญชวนมาเที่ยวกัน ปลอดเหล้า ปลอดภัยร้อยเปอร์เซ็นต์

  • เทศบาลนครตรัง จับมือ สสส. เครือข่ายงดเหล้า ปลูกพลังบวกวัยก่อนอนุบาล สร้างภูมิคุ้มกันความเสี่ยงและความปลอดภัย

    เทศบาลนครตรัง จับมือ สสส. เครือข่ายงดเหล้า ปลูกพลังบวกวัยก่อนอนุบาล สร้างภูมิคุ้มกันความเสี่ยงและความปลอดภัย

    เทศบาลนครตรังและอบต.ใกล้เคียง ประสานความร่วมมือกับโครงการปลูกพลังบวก เพื่อสร้างจิตสำนึก ภูมิคุ้มกันลดปัจจัยเสี่ยง(เหล้า บุหรี่) เด็กปฐมวัย ของสำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า(สคล.) ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) อบรมเชิงปฏิบัติการครูและผู้ดูแลเด็กพร้อมผู้บริหารสถานศึกษา 80 คน เพื่อพัฒนาเด็กปฐมวัยให้มีภูมิคุ้มกันและสร้างความปลอดภัย สร้างสภาพแวดล้อมที่ดี

    นายภูวณัฐ สมใจ รองผู้ว่าราชการจังหวัดตรัง กล่าวว่า ทุกหน่วยงานทั้งจังหวัดตรัง มีหน้าที่ที่จะต้องรับผิดชอบดูแลและพัฒนาเด็กและเยาวชน ให้เขาเติบโตอย่างมีคุณภาพ มีความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ การดำเนินงานมีเพียงหน่วยนโยบายไม่ได้ ต้องอาศัยสถานดูแลเด็ก คุณครูและผู้ดูแลเด็กที่มีบทบาทสำคัญยิ่ง ในการบ่มเพาะ สร้างทักษะชีวิต ให้เด็กมีความแข็งแกร่ง รู้เท่าทันภัยรอบตัวและเอาตัวรอดจากปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ ได้อย่างรู้เท่าทันและปลอดภัย จังหวัดตรังได้นำโครงการปลูกพลังบวก เพื่อสร้างจิตสำนึกภูมิคุ้มกันปัจจัยเสี่ยง สำหรับเด็กปฐมวัย ของ สสส.มาพัฒาครู สร้าง Mind Set ติดอาวุธ สร้างองค์ความรู้ ให้ครูและผู้ดูแลเด็ก มีประสบการณ์เพื่อนำไปสื่อสารกับเด็กและสร้างการมีส่วนร่วมกับผู้ปกครอง หวังผลว่าเด็กเล็กของตรัง จะรู้เท่าทันสามารถคิด วิเคราะห์ แยกแยะและสร้างสัมพันธ์ที่ดีกับผู้อื่น ปลอดภัยในอนาคต

    นายนิวรณ์ แสงวิสุทธิ  รองนายกเทศมนตรีเทศบาลนครตรัง กล่าวว่า ในฐานะที่ผมเป็นกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานยู่ด้วย นโยบายข้อแรก ของ สพฐ. ในยุคนี้ก็คือความปลอดภัยของเด็กทุกชั้นทุกระดับยิ่งศูนย์พัฒนาเด็กเล็กจึงยังเป็นนโยบายหลักในการดูแลของกระทรวงศึกษาธิการและของท้องถิ่นเอง โดยเทศบาลนครตรังโดยนายกเทศมนตรีก็ได้กำหนดมาตรการต่าง ๆ เอาไว้แล้ว เพื่อให้ผู้บริหารของศูนย์ได้ใช้เป็นแนวทางในการปฏิบัติ มาตรการในการป้องกันไม่ให้เหตุการณ์ไม่พึงประสงค์เหล่านี้เกิดขึ้น มีการจัดจ้างเวรยามในการเฝ้าดูแลสถานศึกษาในพื้นที่ คนแปลกหน้าไม่มีทางที่จะได้เข้าไปในสถานศึกษา มีการกำหนดขอบเขตให้กับผู้ปกครองในการเข้าไปส่ง และไปรับบุตรหลาน คนนอกไม่สามารถเข้าไปถึงตัวเด็กได้ อีกทั้งการสร้างจิตสำนึกของเด็กๆ ในศูนย์โดยมีครูเป็นคนคอยชี้แนะ ฝึก และออกแบบกิจกรรมเพื่อให้เด็กมีความรู้สึกว่าต่อไปนี้เรื่องของความปลอดภัยเป็นสิ่งสำคัญ ทุกคนต้องช่วยกันดูแลตนเองโดยผ่านการปลูกฝังจากโรงเรียน ส่วนมาตรการของเทศบาลที่จะเข้าไปในเรื่องของการกำกับ ดูแล ส่งเสริมและสนับสนุนและป้องกันให้โรงเรียนได้เดินไปตามแนวทางที่เทศบาลได้กำกับต่อไป

    พ.ต.อ.อาคม บัวทอง รองผู้บังคับการภูธรจังหวัดตรัง กล่าวว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นกับศูนย์พัฒนาเด็กจังหวัดหนองบัวลำภูเป็นบทเรียนของประเทศ โดยการป้องกันความเสี่ยงจะเน้นใน 2 ลักษณะ คือหนึ่ง ในเรื่องของความพร้อมของบุคลากร อาคารสถานที่และสถานที่ตั้ง เนื่องจากเด็กๆ เป็นกลุ่มเปราะบาง ในเรื่องของสถานที่ มีความมั่นคงแข็งแรง ตั้งอยู่ในพื้นที่ที่เข้าถึงง่าย ส่วนหัวหน้าศูนย์และครูพี่เลี้ยงต้องมีความพร้อม บุคลากรก็จะต้องมีหน้าที่ที่แบ่งกัน เช่นเป็นผู้สอน เป็นผู้เดินตรวจความเรียบร้อย การประสานงานกับเจ้าหน้าที่โดยตรง ถ้ามีสิ่งบอกเหตุเดี่ยวนี้เรามีเทคโนโลยี ทั้งกล้อง CCTV เราไม่จำเป็นที่จะต้องให้บุคคลที่เราไม่อยากให้เข้ามาก่อเหตุ เราสามารถดูแล และควบคุมได้ทางกล้อง และสามารถแจ้งเหตุร้ายไปยังตำรวจได้อย่างทันท่วงที ผ่านทาง 191 ตำรวจเองก็เข้าสู่การควบคุมได้ ภาพที่สอง ทักษะในขณะเกิดเหตุ “หนี ซ่อน สู้”  ในเมื่อเราสู้ไม่ได้เราก็ต้องหนี และเข้าไปซ่อน แต่หากเราคิดว่าเราได้เปรียบ เราสามารถสู้ได้ เราก็สามารถสู้ได้ กำลังน้อยก็สามารถสู้กำลังมากได้ถ้าเราใช้สติปัญญา

    ทั้งนี้ ส่วนเรื่องของรากเหง้าของปัญหาที่ผู้ร้ายมาก่อเหตุ พ่อแม่เลี้ยงลูกอย่างไร มันก็จะส่งผลหมดทุกอย่าง ถ้าพ่อแม่ยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด มันก็จะเป็นสภาพแวดล้อมที่ไม่ดีให้กับเด็ก แต่ถ้าหากในครอบครัวมีความอบอุ่นไม่ยุ่งเกี่ยวกับบายมุขต่าง ๆ มันก็จะทำให้เด็กไม่ติดยา ไม่ยุ่งเกี่ยวกับอบายมุข ไปด้วย เพราะฉะนั้นคนจะเป็นอย่างไรอยู่ที่พ่อแม่เลี้ยงดู ถ้าพ่อแม่อยู่กับลูกตลอด กิน อยู่ หลับนอน กับลูกเราสามารถสร้างความเชื่อมั่นได้เลยว่าอบายมุขต่าง ๆ ไม่มีแน่นอน ภูมิคุ้มกันที่เข้มแข็งนำไปสู่ความปลอดภัย สถาบันครอบครัวจึงเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุด และครูเปรียบเสมือนเป็นครอบครัวที่สองให้กับเด็กในการสร้างภูมิคุ้มกันภายในจนนำไปสู่ความปลอดภัยในสถานศึกษา

    นายบุญชู อังสวัสดิ์ หัวหน้าคณะวิทยากรภาคใต้ โครงการปลูกพลังบวกฯ กล่าวถึงความสำคัญของโครงการ ว่า หัวใจสำคัญของโครงการ คือ การฝึกอบรมคุณครู ที่จะเป็นผู้นำ มีหน้าที่ มีภารกิจ โดยตรงที่จะบ่มเพาะและพัฒนาเด็กเล็กทำให้เกิด Growth mindset ที่ดีมีภูมิคุ้มกัน การอบรมเชิงปฏิบัติการครั้งนี้ ทางโครงการมีชุดกิจกรรมปลูกพลังบวกฯ ที่ประกอบด้วย หนังสือนิทาน เพลง เกมส์การศึกษา รวมทั้งมีคู่มือครู คู่มือผู้ปกครอง สานสัมพันธ์ บ้าน โรงเรียน พ่อ แม่ ลูกผูกพันธ์ สู่ผู้ปกครองและชุมชน เพื่อให้คุณครู ผู้บริหารสถานศึกษา นำไปสื่อสารยังเด็กปฐมวัย สร้างจิตสำนึกที่ดีเมื่อเขาเติบโตต่อไป ทั้งหมดทั้งมวลนี้วิทยากรถ่ายทอดอย่างเต็มที่ วาดหวัง ว่าผู้ได้รับการถ่ายทอดครั้งนี้จะนำไปใช้กับเด็กต่อไป และจะมีการติดตามประเมินให้กำลังใจคุณครูอย่างต่อเนื่อง เพราะเป็นเรื่องรัฐบาลให้ความสำคัญแต่ขาดการติดตามหนุนเสริมด้วยพลังบวกอย่างจริงจัง โครงการนี้ จึงให้ความสำคัฐในความร่วมมือในพื้นที่จากท้องถิ่นและจากหน่วยงานราชการ และวิชาการ รวมทั้ง ชุมชนรอบสถานศึกษา บ้าน วัดโรงเรียนเพื่อให้เกิดความเป็นเจ้าของและสร้างสภาพแวดล้อมที่จะเอื้อให้เด็กๆ ได้เติบโต เพราะการเลี้ยงดูเด็กไม่ใช่เพียงครอบครัว หรือโรงเรียนแต่เป็นทั้งชุมชนที่จะร่วมมือกัน

  • สคล. ร่วมปกป้องประชาชนจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ด้วยการหนุนเสริมศักยภาพแกนนำเยาวชนเพื่อให้รู้ทันธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

    สคล. ร่วมปกป้องประชาชนจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ด้วยการหนุนเสริมศักยภาพแกนนำเยาวชนเพื่อให้รู้ทันธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

    สำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า (สคล.) จัดอบรมรู้เท่าทันการตลาดธุรกิจแอลกอฮอล์และเฝ้าระวังการบังคับใช้กฎหมาย ระหว่างวันที่ 18-20 พฤศจิกายน 2565 ณ โรงแรม เอบีน่า เฮ้าส์ หลักสี่ กรุงเทพฯ โดยผู้เข้าอบรมคือเครือข่ายเยาวชน Y-SDN จำนวน 60 คนจากทั่วประเทศ

                ประเทศไทยมีพระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2551 โดยมีเจตนารมณ์ประการหนึ่งคือ ลดปัญหาและผลกระทบของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ รวมถึงปกป้องเด็กและเยาวชนไม่ให้เข้าถึงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้โดยง่าย อย่างไรก็ตามพบว่าเยาวชนเป็นกลุ่มเสี่ยงในการทำการตลาดของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยภาคธุรกิจมักทำการตลาดโดยใช้ตราเสมือนเช่น น้ำดื่ม หรือให้การสนับสนุนกิจกรรมด้านดนตรีและกีฬา ซึ่งทำให้เยาวชนคุ้นเคยกับตราเสมือนดังกล่าวและจะนำเยาวชนไปสู่การดื่มในที่สุด ผลการสำรวจพฤติกรรมด้านสุขภาพของประชากร พ.ศ. 2564 ของสำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่าประชาชนร้อยละ 20.6 พบเห็นบริษัทเครื่องดื่มแอลกอฮอล์สนับสนุนทีมและสนับสนุนแข่งขันกีฬา ร้อยละ 17.0 ของประชาชนพบเห็นการสนับสนุนงานเทศกาล ดนตรีและคอนเสิร์ต และประชาชนร้อยละ 14.7 พบเห็นการจำหน่ายขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ให้เด็ก/เยาวชนอายุต่ำกว่า 20 ปี

              นายธีระ วัชรปราณี ผู้จัดการสำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า (สคล.) กล่าวว่า แม้จะมีกฎหมายที่ปกป้องเยาวชนจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ แต่อัตราการดื่มของเยาวชนยังเพิ่มขึ้น เช่นผลการสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่าการดื่มเครื่องแอลกอฮอล์ของวัยต่างๆ ลดลง ยกเว้นในกลุ่มเยาวชน หรือกลุ่มอายุ 15-24 ปีที่มีอัตราการดื่มเพิ่มขึ้น จากดื่มร้อยละ 33.9 เป็น 34.7 ของจำนวนประชากรในกลุ่มอายุ 15-24 ปีนี้ ดังนั้น สคล. จึงจัดกิจกรรมต่างๆ เพื่อให้ความรู้แก่เยาวชน เช่น SDN Futsal No-L การสร้างเครือข่ายผู้ฝึกสอนกีฬาเพื่อเป็นต้นแบบที่ดีให้แก่เยาวชน การสร้างเครือข่ายเยาวชน Y-SDN เป็นต้น

              ดร.เภสัชกรหญิงอรทัย วลีวงศ์ นักวิจัยของสำนักงานพัฒนานโยบายสุขภาพระหว่างประเทศ กล่าวว่า อุตสาหกรรมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าทางการตลาดสูงมากและใช้งบลงทุนในการทำการตลาดและโฆษณามหาศาลในแต่ละปี ทั้งการโฆษณาในช่องทางดั้งเดิมและช่องทางดิจิตอลและสื่อสังคมออนไลน์ต่าง ๆ ทั้งทางตรง ทางอ้อมและการโฆษณาแฝง ตลอดจนการจัดกิจกรรมรับผิดชอบต่อสังคม (CSR) องค์กรอนามัยโลกแนะนำประเทศต่างๆ ดำเนินนโยบาย SAFER ซึ่งเป็นกรอบการควบคุมปัญหาที่เกิดจากการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ มีมาตรการสำคัญในการห้ามกิจกรรมการตลาดด้วย ประเทศไทยควรต้องเร่งรัดการบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องและจัดให้มีระบบเฝ้าระวังการฝ่าฝืนกฎหมายโดยการมีส่วนร่วมของประชาชนและเยาวชน

              สคล.จัดอบรมรู้เท่าทันการตลาดธุรกิจแอลกอฮอล์และเฝ้าระวังการบังคับใช้กฎหมาย ระหว่างวันที่ 18-20 พฤศจิกายน 2565 ณ โรงแรม เอบีน่า เฮ้าส์ หลักสี่ กรุงเทพฯ โดยผู้เข้าอบรมคือเครือข่ายเยาวชน Y-SDN จำนวน 60 คนจากทั่วประเทศ โดยนายสุวรรณ์กิตติ์ บุญแท้ ผู้ประสานงานโครงการเฝ้าระวังและกระตุ้นการบังคับใช้กฎหมาย สำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า กล่าวว่า การจัดอบรมในครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อให้แกนนำเยาวชนมีความรู้ในเรื่องการทำการตลาดของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และสามารถเฝ้าระวังการกระทำผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2551 โดยแกนนำเยาวชนนี้จะช่วยปกป้องเพื่อนและเยาวชนจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

              นายธีระเทพ จิตหลัง เครือข่ายเยาวชน Y-SDN กรุงเทพ กล่าวว่า การได้ร่วมอบรมในครั้งนี้ ทำให้เชื่อมั่นในสิ่งที่ตนเองและเพื่อนๆ ร่วมกันผลักดันมากขึ้น โดยทำให้ได้ความรู้และแนวทางปฏิบัติในการทำงานด้านการเฝ้าระวังการกระทำผิดตามกฎหมาย และแนวทางในการปกป้องเพื่อนๆ จากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

  • ประกวดราคา จัดซื้อจัดจ้างสื่อรณรงค์ ประจำปี  2565  ภายใต้โครงการสนับสนุนสื่อรณรงค์งดเหล้าเข้าพรรษาปี 2565

    ประกวดราคา จัดซื้อจัดจ้างสื่อรณรงค์ ประจำปี  2565  ภายใต้โครงการสนับสนุนสื่อรณรงค์งดเหล้าเข้าพรรษาปี 2565

    หมายเหตุ

    1. กำหนดส่งสินค้าทุกชนิดและทุกชิ้นภายใน วันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ.2565
    2. ถ้าได้รับเลือกการว่าจ้างต้องมีการเซ็นสัญญาว่าจ้างระหว่างผู้จ้างและผู้รับจ้างตามเงื่อนไข เบี้ยปรับและข้อตกลงอื่นๆ ให้เป็นไปตามสัญญาว่าจ้างทุกประการ
    3. ยื่นซองใบเสนอราคาพร้อมเอกสารใบรับรอง, ภพ.20, สำเนาบัตรประจำประชาชนผู้มีสิทธิ์ลงนามในสัญญา
  • อำเภอบูรณาการสู่อำเภอสร้างสุข

    อำเภอบูรณาการสู่อำเภอสร้างสุข

    วันที่ 4 พ.ย 65 เวลา 09:00 น ถึง 12.00 น. เครือข่ายองกรงดเหล้าภาคเหนือตอนล่างร่วมกับ สคล.เพชรบูรณ์ สำนักงานสาธารณสุขอำเภอหล่มสัก ชมรมคนหัวใจเพชร สื่อภาค อสม ชุมชนแหล่งเรียนรู้ มูลนิธิพ่อขุนผาเมือง ร่วมแลกเปลี่ยน/ขับเคลื่อนโครงการอำเภอบูรณาการสู่อำเภอสร้างสุข ณ ห้องประชุม สสอ.หล่มสัก ป.อาวุโส(ผู้แทนนายอำเภอหล่มสักเป็นประธาน)ทุกภาคส่วนให้ความร่วมมือและพร้อมจะขับเคลื่อนด้วยกัน

    ภาคบ่ายร่วมเยี่ยมชมชุมชนแหล่งเรียนรู้บ้านไร่ ต.บ้านไร่ อ.หล่มสัก จ.เพชรบูรณ์ นายปัญญา ปานแสง ปลัดอาวุโส ได้รับมอบหมายจาก นายชาครินทร์ อินอิ่มวรปราชญ์ นายอำเภอหล่มสัก เป็นประธานเปิดการประชุมการขับเคลื่อนโครงการอำเภอบูรณาการสู่อำเภอสร้างสุข

    กล่าวว่า โครงการที่ได้ดำเนินการมาเมื่อ 3-4 ปีที่แล้ว หรือโครงการปลอดเหล้า เป็นโครงการที่ทางสาธารณสุขได้ร่วมกันกับด้านภาคีเครือข่าย และได้เชิญท่านนายอำเภอ และผู้ที่เกี่ยวข้องเข้ามาดำเนินการ คนไทยไม่ดื่มเหล้า คนหัวใจเพชร ซึ่งสมัยท่านนายอำเภอศิวัช ฟูบินทร์ ดำรงตำแหน่งก็ได้ผลเป็นที่น่าพอใจ ซึ่งตั้งแต่ดำเนินโครงการ มา ก็ได้สร้างเครือข่ายเป็นที่น่าพอใจ การลดเหล้า ลดอบายมุขแบบนี้มันก็ได้ผลเป็นที่น่าพอใจเหมือนกัน ซึ่งตรงนี้ก็อยากให้ทางกลุ่มได้สร้างเครือข่ายต่อไป ให้เกิดผลที่เป็นรูปธรรมให้มากยิ่งขึ้น เรื่องเหล้า บางครั้งเห็นๆ กันอยู่ต่อหน้าต่อตาว่า กินเหล้ากันในที่สาธารณะ ดื่มเหล้าในที่สาธารณะ ไม่ว่าจะเป็นสนามฟุตบอลหน้าอำเภอ สนามฟุตบอลที่หนองแข หรือในสถานที่ออกกำลังกาย ในขณะที่เข้าไปพูดจาก็ลำบาก ก็แต่กำชับขอความร่วมมือกับตำรวจ กับหลายๆ ฝ่าย ที่อยากจะให้พวกเรา ทางสาธารณสุข และเครือข่ายต่างๆ ทำประชาสัมพันธ์ หรือการสร้างเครือข่าย จะบอกยังไง เตือนยังไง ว่าที่สาธารณะที่ใช้ออกกำลังกายมาเป็นสถานที่เปิดดื่มเหล้าดื่มเบียร์ ผู้หลักผู้ใหญ่บางคนก็ขอต้องขอตำหนิที่ทำตัวไม่เหมาะสม หากผมเห็นจะเข้าไปบอกเตือน หากว่ามีการดื่มเหล้าดื่มเบียร์ในที่สาธารณะอีกก็จะให้มีการยกเลิกไม่ให้เตะบอลอีกเป็นต้น ส่วนในวัดก็เหมือนกัน หรือที่สาธารณะชุมชนเอง ก็อยากให้การ ดื่มลดน้อยถอยลงก็ยังดี ส่วนตัวเป็นคนที่ไม่ดื่มเหล้า ซึ่งอาจทำให้คนที่ดื่มอาจจะมองเราว่าเข้มงวดเกินไปหรือเปล่า สำหรับการดื่มที่บ้าน หรือที่ร้านก็คงจะว่ากันไม่ได้ แต่ในที่ๆ ที่ผิดต่อกฎหมายก็ต้องเข้าใจว่าไม่เหมาะสม ยิ่งเป็นข้าราชการด้วยแล้วยิ่งต้องระมัดระวัง หากจะดื่มก็มีร้านอาหารเยอะแยะที่สามารถไปใช้บริการได้ ก็ขอให้ภาคีเครือข่ายองค์กรงดเหล้า ได้ดูแลและดำเนินการ เพราะเป็นสิ่งที่ดี ถ้าหากต้องการให้หน่วยงาน ฝ่ายปกครอง หรือ ฝ่ายรักษาความสงบเรียบร้อยให้ช่วยเหลืออะไร ก็ขอให้บอก ซึ่งเราต้องช่วยกันทำสิ่งที่ถูกกฎหมายต่อไป

    นายสำเริง บุญแจ้ง กล่าวว่า เครือข่ายองค์กรงดเหล้าได้ขับเคลื่อนการสร้างเครือข่ายประชาสังคม โดยได้เชิญชวนให้องค์กร หน่วยงานต่างๆ ร่วมเป็นภาคีเครือข่ายเป็นชุมชนสู้เหล้า และชุมชนพึ่งตนเองในระดับหนึ่ง ซึ่งวันนี้ก็ได้เรียนเชิญ นายมเนศ จันดา ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ 1 ตำบลบ้านไร่ อำเภอหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์ ซึ่งเป็นผู้นำศูนย์เรียนรู้เกษตรอินทรีย์วิถีพอเพียงบ้านไร่ จากการดำเนินโครงการมา ประสบความสำเร็จด้านชุมชนสู้เหล้า ชุมชนแหล่งเรียนรู้ ที่ถือว่าเป็นประสิทธิภาพของชุมชน ซึ่งศูนย์เรียนรู้ดังที่กล่าวมา นอกจากนี้แรกเริ่มเดิมทีในส่วนของนายอำเภอ ผู้พิพากษา และสำนักงานสาธารธสุขอำเภ อ ที่ได้ร่วมกันขับเคลื่อน งานบุญปลอดเหล้า งานศพปลอดเหล้า ตั้งแต่ปี 2540 เป็นต้นมา จนถึงทุกวันนี้ ในหลายๆ พื้นที่ที่ได้ขับเคลื่อนก็มีความเข้มแข็งและยั่งยืน มาวันนี้ ก็เพื่อปรึกษาหารือเรื่อง “อำเภอบูรณาการ สู่ อำเภอสร้างสุข” ว่าจะต้องทำยังไงบ้าง ซึ่งต้นทุนของอำเภอหล่มสักนั้น ก็มีนายอำเภอหล่มสัก เป็นนายอำเภอนักรณรงค์ ซึ่งเคยรับโล่จากท่านอธิบดีกรมการปกครอง รวมถึงท่านสาธารณสุขอำเภอ ซึ่งนับได้ว่าอำเภอหล่มสักเป็น อำเภอบูรณาการที่เกิดจากหลายภาคส่วนร่วมมือกันขับเคลื่อนมาอย่างต่อเนื่อง โดยครั้งนี้ สำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้าภาคเหนือตอนล่าง ได้คัดเลือกจากหลายๆ อำเภอในแต่ละจังหวัดที่มีศักยภาพยกระดับให้เป็นอำเภอต้นแบบ หรือโมเดล ของพื้นที่ 10 จังหวัดภาคเหนือตอนล่าง ซึ่งอำเภอหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์ นี้มีความเข้มแข็ง จึงเป็นโอกาสที่จะได้นำข้อมูลต่างๆ มาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ โดยได้เรียนเชิญท่านนายอำเภอหล่มสัก และปลัดอาวุโส มาเป็นที่ปรึกษา ในการขับเคลื่อนอำเภอบูรณาการ สู่อำเภอสร้างสุข กันอย่างไร่ และทางสำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้าจังหวัดเพชรบูรณ์ ต้องขอขอบคุณ ท่านปลัดอาวุโส นายปัญญา ปานแสง ผู้แทนนายอำเภอ นายชาครินทร์ อินอิ่มวรปราชญ์ ท่านสาธารณสุขอำเภอหล่มสัก นายธนัชชัย พลฉวี ท่านผช.สาธารณสุขอำเภอ นายอรรถกร แก้วไพศาล ท่านประธานมูลนิธิพ่อขุนผาเมืองและประธานชมรมคนหัวใจเพชรอำเภอหล่มสัก นายคิดควร จุลบาท และ อ.รร.ผู้สูงอายุตำบลปากช่องและประธานชมรมคนหัวใจเพชร ต.ปากช่อง นายสมบัติ พั้วป้อง

    สกู๊ปข่าว สคล.นล. โดย นายปัณณทัต ปานเงิน

  • สคล. แนะ 7 วิธีลอยกระทงสร้างสุข พื้นที่ประกาศนโยบาย ปลอดแอลกอฮอล์ พลุ ดอกไม้ไฟ โคมลอย

    สคล. แนะ 7 วิธีลอยกระทงสร้างสุข พื้นที่ประกาศนโยบาย ปลอดแอลกอฮอล์ พลุ ดอกไม้ไฟ โคมลอย

    วันนี้(7 พ.ย.)นายวิษณุ ศรีทะวงศ์ ผู้จัดการแผนงานพัฒนานโยบายสาธารณะ สำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า (สคล.) กล่าวว่า เทศกาลแห่งความสุขที่เต็มไปด้วยผู้คนที่มารวมตัวอยู่ร่วมกันจำนวนมาก มักจะมีความเสี่ยงจากปัจจัยเสี่ยงตามมา ทั้งผู้คนเบียดเสียด พลุดอกไม้ไฟ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การลวนลาม ทะเลาะวิวาท ต่อยตี และอุบัติเหตุบนท้องถนนจากการดื่มแล้วขับ ดังนั้น เป็นเรื่องที่แต่ละพื้นที่ต้องร่วมกันออกแบบ จัดการปัจจัยเสี่ยง ซึ่งบทเรียนจากการทำงานของเครือข่ายงดเหล้า และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กว่า 15 ปี สามารถจัดประเพณีลอยกระทงสร้างสุข

    ด้วย 7 วิธี ดังนี้ 1. ประกาศเป็นนโยบายจัดงานลอยกระทงปลอดเหล้า โดยร่วมมือจากทุกภาคส่วน จัดคณะทำงานดูแลควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในพื้นที่จัดงาน 2. ไม่ให้มีการเล่นประทัดยักษ์ โดยมีการประชาสัมพันธ์และมีคณะกรรมการออกตรวจตรา 3. ไม่ให้มีการปล่อยโคมลอย เสียงไฟไหม้ และกระทบกับสายการบิน และเกิดขยะ 4. ดูแลจุดเสี่ยงบริเวณท่าน้ำลอยกระทงไม่ให้ชำรุด หรือมีผู้คนหนาแน่น 5. ดูแลพื้นที่เสี่ยง เช่น ที่อับ ที่มืด ป้องกันเหตุล่วงละเมิทางเพศ ติดตั้งไฟส่องสว่าง ตรวจตราสถานบันเทิงไม่ให้เด็กต่ำกว่า 18 ปี ไปใช้บริการ 6. รณรงค์ใช้วัสดุธรรมชาติทำกระทง เพื่อลดขยะ และ 7. คงคุณค่าของประเพณี วัฒนธรรมอย่างแท้จริง

    นายวิษณุ กล่าวต่อว่า ผลจากการทำงานมากกว่า 15 ปี พบว่า ธรรมเนียมปฏิบัติของสังคมไทยในช่วงงานลอยกระทงเปลี่ยนแปลงไปมาก ประชาชนและนักท่องเที่ยวร้อยละ 80 เข้าใจวิถีการปฏิบัติตน เมื่อมาท่องเที่ยวในงานประเพณีหรือเทศกาลที่จัดขึ้นในพื้นที่สาธารณะ โดยจะไม่ถือหรือนำเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เข้ามา ซึ่งช่วยให้ดูแลความสงบ เรียบร้อยในงานได้ดีขึ้น โดยเฉพาะในการจัดงานใหญ่ๆ ไม่ว่าจะเป็นจังหวัดท่องเที่ยว 99 แห่ง ทั่วประเทศ และ 33 จุดในกรุงเทพมหานคร ที่สคล.และ สสส. เข้าไปสนับสนุนการจัดงานปลอดเหล้า อย่างไรก็ตาม ต้องระวัง และจับตาการตลาดจากธุรกิจแอลกอฮอล์ที่จะเข้ามาส่งเสริมให้เกิดการดื่มการขายในพื้นที่จัดงานในรูปแบบลานเบียร์ เพราะสถานการณ์โควิดเริ่มคลี่คลาย ผู้คนอึดอัดมานาน จึงอาจเป็นช่องทางในการส่งเสริมการขาย ซึ่งจะตามมาด้วยอุบัติเหตุและอันตรายในพื้นที่ที่ขาดการควบคุมได้

    ด้าน ดร.นุชากร มาศฉมาดล รองนายกเทศมนตรีเมืองร้อยเอ็ด กล่าวว่า ในการจัดงานเทศกาลต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นปีใหม่ สงกรานต์ หรือลอยกระทงของเทศบาลเมืองร้อยเอ็ดได้ร่วมกับ สสส. และสคล. ในการจัดงานบุญปลอดเหล้า ปลอดปัจจัยเสี่ยงอย่างเข้มข้นมาอย่างต่อเนื่องเป็นสิบๆ ปี อย่างเทศกาลลอยกระทง ปีนี้จะมีการจัดงาน 2 วันคือวันที่ 7- 8 พฤศจิกายน มีทั้งขบวนแห่ การประกวดธิดาสระเกศ มีดนตรีมหรสพได้ตามปกติแต่ และในวันที่ 8 พฤศจิกายนจะมีนายวรวุฒิ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มาเปิดงานให้ด้วยเนื่องจากการจัดงานของเราจะเน้นในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ทั้งนี้จะมีมาตรการคุมเข้มไม่ให้มีการจุดพลุ ปล่อยโคมลอย และห้ามจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ภายในพื้นที่การจัดงาน บริเวณบึงพลาญชัยและบริเวณโดยรอบ นอกจากนี้ยังมีการจัดเจ้าหน้าที่กวดขันตรวจสอบพื้นที่เสี่ยงต่างๆ และบุคคลเสี่ยง เช่น หากพบว่ามีคนเมาครองสติไม่ได้ จะเชิญให้ออกไปสงบสติอารมณ์นอกพื้นที่จัดงาน เพื่อป้องกันปัญหาความรุนแรง ซึ่งที่ผ่านนมาก็จัดเช่นนี้และได้ผลดีประชาชนและนักท่องเที่ยวให้ความร่วมมือดี