Author: SDN Thailand

  • เครือข่ายงดเหล้า และ สสส. คาดสถานการณ์สุขภาพปี 69 ขึ้นอยู่กับนโยบายรัฐบาลหลังเลือกตั้ง เชียร์นโยบายปัจจัยเสี่ยงสุขภาพต้องควบคุมดีกว่าปล่อยเสรี ชูฉลองปีใหม่อย่างมีสติ กังวลงานอีเวนส์ที่ขาดการควบคุมหวั่นตัวเลขคนตายเพิ่มขึ้น

    เครือข่ายงดเหล้า และ สสส. คาดสถานการณ์สุขภาพปี 69 ขึ้นอยู่กับนโยบายรัฐบาลหลังเลือกตั้ง เชียร์นโยบายปัจจัยเสี่ยงสุขภาพต้องควบคุมดีกว่าปล่อยเสรี ชูฉลองปีใหม่อย่างมีสติ กังวลงานอีเวนส์ที่ขาดการควบคุมหวั่นตัวเลขคนตายเพิ่มขึ้น

    29 ธ.ค. 69  เครือข่ายงดเหล้า, สสส. ร่วมกับ มูลนิธิเครือข่ายพลังสังคม มูลนิธิสังฆะเพื่อสังคม แถลงข่าวออนไลน์        ชูแนวคิด ฉลองปีใหม่อย่างมีสติ” ผ่านกิจกรรมสวดมนต์มงคลต้อนรับปีใหม่ 173 วัดทั่วประเทศ และเคานต์ดาวน์เชิงวัฒนธรรมปลอดแอลกอฮอล์ ท่ามกลางความกังวลต่อการจัดงานอีเวนต์และคอนเสิร์ตจำนวนมากที่ขาดการควบคุมการจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

    นายวิเชษฐ์ พิชัยรัตน์ กรรมการกองทุน สสส. และ ประธานกรรมการบริหารแผนคณะที่ 8  กล่าวว่า ปี 2568 ที่กำลังจะผ่านไปนี้ เป็นปีที่สังคมไทยมีการเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง และส่งผลกระทบต่อมิติสุขภาพ โดยเฉพาะด้านปัจจัยเสี่ยงจากแอลกอฮอล์ บุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้า ซึ่งมีทั้งแนวโน้มที่ดีและส่วนที่น่ากังวล โดยภาพรวมคนไทยสูบบุหรี่ลดลง เกิดจากนโยบายรัฐบาลที่เข้มแข็งและการรณรงค์ของภาคีต่างๆอย่างต่อเนือง ในขณะที่บุหรี่ไฟฟ้าถือเป็นสินค้าผิดกฎหมายห้ามนำเข้า ซื้อขายและครอบครอง ดังนั้น ในปี 2569 เชื่อมั่นว่า รัฐบาลชุดใหม่ที่จะเข้ามาบริหารประเทศจะยังเดินหน้าควบคุมอย่างเข้มแข็งต่อเนื่อง ในส่วนของสสส.และภาคีที่ทำงานด้านควบคุมการบริโภคยาสูบก็คงจะทำงานร่วมกับหน่วยงานภาครัฐเพื่อลดผลกระทบอันจะส่งผลดีโดยรวมต่อสุขภาพโดยรวมของประชาชน

    ส่วนเครื่องดื่มแอลกอฮอล์นั้น ในปี 2568 มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ฉบับที่ 2 ซึ่งเป็นผลมาจากนโยบายรัฐบาลและพรรคการเมืองต้องการผ่อนคลายมาตรการควบคุมในหลายมิติ ทั้งการผ่อนคลายสถานที่ขาย เช่น สนามบินนานาชาติ โรงแรม และสถานบริการ รวมทั้งล่าสุดได้ให้ขายแอลกอฮอล์ช่วงบ่าย 2 – 4 โมงเย็นได้แล้ว นอกจากนั้นการแต่งตั้งกรรมการควบคุมแอลกอฮอล์ใหม่ทั้งหมดให้แล้วเสร็จภายในเดือนพฤษภาคม 2569 และจะต้องออกฎหมายลูกอีกจำนวนมากให้เสร็จภายใน เดือนพฤศจิกายน 2569 อย่างไรก็ตามมีบางมาตราที่ไม่ต้องรอกฎหมายลูกสามารถบังคับใช้ได้เลยเช่น  การควบคุมการโฆษณาแฝงโดยใช้ตราเสมือนของผู้ผลิตรายใหญ่ ตามมาตรา 32/3 ที่ยังพบว่ามีการเลี่ยงใช้โซดาและน้ำแร่อยู่เช่นเดิม ผลจากการแก้ไขกฎหมายอาจจะมีผลให้ด้านพฤติกรรมการดื่มแอลกอฮอล์มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น

    ในช่วงส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ 2569 ประชาชนจำนวนมากได้เดินทางกลับภูมิลำเนาโดยรถส่วนตัวเป็นจำนวนมากจึงขอฝาก 2 เรื่องคือ ดื่มไม่ขับกับลดเร็วลดเสี่ยง ส่วนการจัดกิจกรรมต่างๆนั้น การสวดมนต์ข้ามปีเริ่มต้นชีวิตที่ดีถือเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการเฉลิมฉลองปีใหม่แบบมีสติและเป็นศิริมงคลแก่ชีวิตตัวเองและครอบครัว ประกอบกับจะมีการเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 8 กุมภาพันธ์  2569  จึงอยากเห็นพรรคการเมืองนำเสนอนโยบายด้านสุขภาพให้ประชาชนได้รับทราบเพื่อประกอบการตัดสินใจ ซึ่งข้อมูลองค์การอนามัยโลกได้ชี้ให้เห็นชัดเจนว่าประเทศกำลังพัฒนานั้นการใช้แนวทางการควบคุมจะได้ผลกว่าการปล่อยเสรี  ปี 2569 จึงมีความท้าทายจากปัจจัยเสี่ยงสุขภาพและสังคมหลายอย่างทั้ง บุหรี่ไฟฟ้า การพนันออนไลน์ กัญชาและสิ่งเสพติด ความเครียดจากเศรษฐกิจและสังคมส่งผลต่อสุขภาพจิต ภาระโรค NCDs  การเก็บภาษีความหวานความเค็ม ก็หวังว่าเราจะเห็นพรรคการเมืองนำเสนอนโยบายเหล่านี้ให้มากขึ้น

    ด้านนายธีระ วัชรปราณี ผอ.เครือข่ายงดเหล้า กล่าวว่า ปีใหม่นี้ กังวลกิจกรรม count down กว่า 100 งานที่เป็นงานดนตรีคอนเสริต์ในสถานที่เอกชนตามห้างสรรพสินค้า ผับบาร์ และลานเอนกประสงค์ต่างๆ ที่จะมีการขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์กันจำนวนมาก ย้ำระวังกฎหมายใหม่เข้มเรื่องไม่ขายให้คนเมาและเด็กเยาวชน หากมีเหตุเกิดกับบุคคลอื่น ผู้ขายอาจต้องร่วมรับผิดทางแพ่ง รวมทั้ง การขายแบบลดราคา ที่กฎหมายห้ามอย่างชัดเจน แต่มีการละเมิดแบบโจ่งแจ้ง โดยเฉพาะสินค้าของกลุ่มธุรกิจรายใหญ่ ซึ่งมีทั้งจัดงานคอนเสิร์ตของตนเอง หรือไปร่วมกับสถานที่ห้างดังซึ่งเข้าข่ายทำผิดกฎหมาย ที่สำคัญการบาดเจ็บและเสียชีวิตในช่วงดึกในคืนส่งท้ายปีเก่า เฉลี่ยกว่า 50-60 รายที่เสียชีวิต และบาดเจ็บกว่า 500 ราย ถ้าเทียบกับวันที่ 30 จะพบว่าคืนส่งท้ายสถิติเพิ่มขึ้น 30-50% ซึ่งผู้ประกอบการจะต้องรับผิดชอบต่อสังคม ไม่ใช่กอบโกยเอาผลประโยชน์กำไรตนเอง โดยการควบคุมไม่ปล่อยให้คนเมาลงถนนไปทำร้ายคนอื่น

    ทางด้านพระครูโพธิวีรคุณ เจ้าคณะอำเภอปทุมรัตต์ ผู้แทนเครือข่ายพระสงฆ์นักพัฒนาสังฆะเพื่อสังคม กล่าวว่า เครือข่ายฯ ได้ร่วมกันขับเคลื่อนกิจกรรม “สวดมนต์ข้ามปี เริ่มต้นชีวิตที่ดี”  ภายใต้เป้าหมายร่วมกันคือ “พระแข็งแรง วัดมั่นคง ชุมชนเป็นสุข” โดยในงานจะประยุกต์กิจกรรมทางวัฒนธรรม กิจกรรมสร้างเสริมสุขภาพ และกลุ่มคนเลิกเหล้าบุหรี่ ที่จะมาร่วมกันโดยมีวัดเป็น “พื้นที่ปลอดภัยของชุมชน” และเป็นทางเลือกในการเฉลิมฉลองปีใหม่อย่างมีสติ โดยวัดในเครือข่าย 173 วัดทั่วประเทศ ซึ่งสอดคล้องกับคณะสงฆ์โดยสมเด็จพระสังฆราชได้ประทานไฟพระฤกษ์ และน้ำพระพุทธมนต์ให้กับทุกวัดที่ร่วมจัดกิจกรรม และยังเป็นการถวายพระราชกุศลแด่สมเด็จพระพันปีหลวง สามารถตรวจสอบวัดในเครือข่ายฯ ที่เข้าร่วมทางเพจเฟสบุ๊ค “มูลนิธิสังฆะเพื่อสังคม” ได้  

    นางเสาวคนธ์ ศรีบุญเรือง เครือข่ายชุมชนเมือง รักษ์เชียงใหม่ เปิดเผยว่า จัดงานส่งท้ายปีเก่า–ต้อนรับปีใหม่ปลอดแอลกอฮอล์ ผ่านมหกรรมวัฒนธรรมล้านนา “จุมก๋องล้านนา” การตีกลองล้านนา 9 ชนิด การแสดงช่างฟ้อนล้านนา และพิธีตามผางประทีปบูชา ณ ลานอนุสาวรีย์สามกษัตริย์ จังหวัดเชียงใหม่ ตั้งแต่เย็นจนถึงเที่ยงคืนส่งท้ายปี  โดยเครือข่ายฯ ได้นำทุนวัฒนธรรมล้านนา ผ่านการแสดงร่วมกันของเด็กและเยาวชน และกลุ่มผู้ใหญ่ แนวคิดสำคัญคือการประยุกต์วัฒนธรรมให้ร่วมสมัย เข้าถึงง่าย สนุก และปลอดภัย เชื่อมโยงการพัฒนาเมืองเชียงใหม่สู่เมืองมรดกโลก พร้อมสร้างต้นแบบการจัดเทศกาลที่เคารพวิถีชุมชน ลดอบายมุข และเสริมความปลอดภัยในพื้นที่สาธารณะ ทั้งนี้ เชียงใหม่เป็นพื้นที่ท่องเที่ยว แต่ยังต้องเพิ่มพื้นที่วัฒนธรรมที่ชุมชนเยาวชนเป็นแกนหลักให้มากกว่านี้.

  • สสส. หนุน เครือข่ายงดเหล้านครพนม เปิดตัวกิจกรรม “ครอบครัวปลูกพลังบวก–นาทมโมเดล” พื้นที่ต้นแบบภาคอีสาน สร้างสภาพแวดล้อมปลอดเหล้า–บุหรี่ และเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัย ในขณะที่แบบสำรวจพบเด็ก 90% เติบโตในครอบครัวขยาย – เสี่ยงเห็นพฤติกรรมดื่มสูบ จนกลายเป็นเรื่องธรรมดา

    สสส. หนุน เครือข่ายงดเหล้านครพนม เปิดตัวกิจกรรม “ครอบครัวปลูกพลังบวก–นาทมโมเดล” พื้นที่ต้นแบบภาคอีสาน สร้างสภาพแวดล้อมปลอดเหล้า–บุหรี่ และเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัย ในขณะที่แบบสำรวจพบเด็ก 90% เติบโตในครอบครัวขยาย – เสี่ยงเห็นพฤติกรรมดื่มสูบ จนกลายเป็นเรื่องธรรมดา

    สสส.- เครือข่ายองค์กรงดเหล้าจังหวัดนครพนม ร่วมกับ อบต.หนองซน และศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านคำแม่นาง ตลอดจนภาคีเครือข่ายภาคอีสานตอนบน เปิดตัวกิจกรรม “ครอบครัวปลูกพลังบวก–นาทมโมเดล” พื้นที่ต้นแบบแห่งแรกของประเทศ ภายใต้โครงการปลูกพลังบวก เพื่อสร้างจิตสำนึกภูมิคุ้มกันป้องกันปัจจัยเสี่ยง (เหล้า-บุหรี่) สู่สภาวะที่ดีของเด็กปฐมวัย โดยมีพิธีลงนามปฏิญญาความร่วมมือระหว่างผู้ปกครองทั้ง 16 ครอบครัว ครูศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านคำแม่นาง และเครือข่ายองค์กรงดเหล้าจังหวัดนครพนม โดยมี นายเกษม สมสู่ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลหนองซน รวมถึงผู้บริหารท้องถิ่นและภาคีระดับจังหวัดร่วมเป็นสักขีพยาน

    นางสาวจริญญา ไทยแท้ รองประธานคณะทำงานภาคอีสาน โครงการปลูกพลังบวกฯ กล่าวว่า โครงการปลูกพลังบวกมุ่งสร้างทักษะชีวิตและภูมิคุ้มกันให้เด็กปฐมวัยจากปัจจัยเสี่ยง พร้อมพัฒนาศักยภาพครู ผู้ปกครอง และชุมชน ผ่านการพัฒนากิจกรรม นวัตกรรมสื่อ และการศึกษาวิจัย เพื่อให้เด็กมีทักษะสำคัญ เช่น การเห็นคุณค่าตนเอง การคิดวิเคราะห์ การแก้ปัญหา การจัดการอารมณ์ และการสร้างความสัมพันธ์ที่ดี ซึ่งจะช่วยให้เด็กสามารถตัดสินใจและแยกแยะสิ่งที่เหมาะสมได้เมื่อต้องอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีความเสี่ยง ทั้งนี้ สคล.นครพนม ได้จัดการอบรมครูและผู้ดูแลเด็กจำนวน 2 รุ่น ก่อนต่อยอดสู่กิจกรรม “ครอบครัวปลูกพลังบวก”

    นายชลกานต์ วงศ์เข็มมา ผู้ประสานงานเครือข่ายงดเหล้าจังหวัดนครพนม เปิดเผยว่า ในเดือนตุลาคม 2568 ได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะทำงานเพื่อขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะด้านการลดปัจจัยเสี่ยงจากเหล้า บุหรี่–บุหรี่ไฟฟ้า และสิ่งเสพติดในกลุ่มเด็กและเยาวชนจังหวัดนครพนม เพื่อให้การดำเนินงานสอดคล้องกับเป้าหมายของคณะกรรมการคุ้มครองเด็กและเยาวชน ครอบคลุมเด็กเล็กจนถึงเด็กโต  ซึ่งกิจกรรมครั้งนี้ มีการสำรวจข้อมูลพื้นฐานของครัวเรือนและพฤติกรรมการดื่ม–สูบ ของสมาชิก ผู้เข้าร่วมโครงการพบว่า เด็กกว่าส่วนใหญ่กว่า 90% เติบโตในครอบครัวขยาย ทำให้มีโอกาสพบเห็นพฤติกรรมของผู้ใหญ่หลายคนในบ้าน แม้ไม่ได้ถูกชักชวนโดยตรง แต่ยังพบการ “ดื่มหรือสูบให้เด็กเห็น” เป็นจำนวนมากผู้ปกครองบางส่วนรู้สึกว่าตนเองมีความเข้าใจพฤติกรรมลูกหลานไม่เพียงพอ และต้องการทักษะในการรับมือ ข้อมูลดังกล่าว จึงนำไปสู่การออกแบบกระบวนการทำงานร่วมกันอย่างเข้มข้น

    นายชลกานต์ กล่าวเพิ่มเติมว่าภายหลังการลงนาม ได้จัดอบรมเชิงปฏิบัติการเพื่อเสริมความรู้ให้ผู้ปกครองที่เข้าร่วม เข้าใจพัฒนาการเด็กแต่ละวัย และการสร้างสภาพแวดล้อมที่สนับสนุนทักษะการเรียนรู้ เพื่อให้ครอบครัวสามารถเป็นพื้นที่ปลอดภัยและเกื้อหนุนให้เด็กเติบโตอย่างเหมาะสม

    ในขณะที่ น.ส.ฐิตาภัสร์ ฉัตรสิริชัยวุฒิ นักจิตวิทยาและนักวิชาการโครงการปลูกพลังบวกฯ  กล่าวว่า  การจัดกระบวนการอบรมให้ครู ผู้ดูแลเด็ก และผู้ปกครองตลอด 2 เดือน มุ่งสร้างการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เพื่อร่วมกันสร้างบ้านปลอดเหล้า–บุหรี่ และลดพฤติกรรมเสี่ยงในครัวเรือน และสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยเพื่อให้เด็กมีสุขภาวะที่ดี ทั้งนี้เป็นองค์ความรู้ที่สอดรับ กับนโยบายพัฒนาปฐมวัยชาติ “3 เร่ง 3 ลด 3 เพิ่ม”  การบูรณาการพัฒนาการทางสมอง (EF) การเสริมสร้างทักษะชีวิต และการสื่อสารเชิงบวก  โดยจะมีการบันทึกภารกิจร่วมกันระหว่างเด็กและผู้ปกครอง มีรูปแบบของการเก็บคะแนน ผ่านการปรับเปลี่ยนปรับเปลี่ยนพฤติกรรมผู้ปกครอง  อีกทั้งเป็นการเพิ่มเวลาคุณภาพในการดูแลเด็ก เช่นการลดละการดื่มการสูบ ไม่ใช้ความรุนแรง ไม่ดื่มไม่สูบให้เด็กเห็น ชวนลูกทำกิจกรรมสร้างสรรค์ รับประทานอาหารร่วมกัน ชวนเล่น เล่านิทาน ทำงานบ้าน ฯลฯ

    ทางด้าน นางสาวณัฐชญา ค่ายสูงเนิน อายุ 47 ปี ครูผู้สอน ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านแม่นาง ระบุว่า โครงการ “ครอบครัวปลูกพลังบวก” มีครอบครัวเข้าร่วม 16 ครอบครัว โดยดำเนินงานต่อเนื่องเป็นเวลา 2 เดือน (ระหว่างพฤศจิกายน-ธันวาคม 68) โดยมุ่งให้ผู้ปกครองเด็กปฐมวัยร่วมกันปรับพฤติกรรม ลดปัจจัยเสี่ยง และสร้างสภาพแวดล้อมที่ดีต่อสุขภาวะของเด็ก

    คุณครูให้ข้อมูลว่า ผู้ปกครองที่ร่วมโครงการฯ มีความตั้งใจ ใส่ใจอย่างมาก ทุกครอบครัวทำกิจกรรมรายวันตามแบบฟอร์ม 10 ข้อ เช่น รับประทานอาหารร่วมกันวันละ 1 ครั้ง พูดคุยเรื่องปัจจัยเสี่ยงเหล้า–บุหรี่ และอ่านหนังสือสอนเด็กก่อนนอน เด็กจะนำสิ่งที่เรียนรู้มาเล่าให้ครูฟัง ซึ่งครูจะเสริมความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับผลเสียของเหล้า–บุหรี่ และแนวทางการเป็นเด็กดี

    นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมสอนเด็กเรื่องการออม โดยให้กระปุกออมสินกลับบ้านไป พร้อมชุดความรู้ให้เด็กขอให้พ่อแม่หยอดเงินออมแทนการดื่มเหล้าหรือหากผู้ปกครองบอกว่าอยากดื่มช่วยให้หายเหนื่อยครูสอนให้เด็กตอบด้วยพฤติกรรมเชิงบวก เช่น หาน้ำให้, กอด, บีบนวด หรือแนะนำให้ผู้ปกครองเลือกดื่มนมหรือน้ำผลไม้เพื่อสุขภาพที่ดีขึ้น

    ในเวทีอบรมครั้งนี้ นางพัดนัดดา ลอวันไช ผู้ปกครองของน้องชญาภา วัย 3 ขวบ เล่าว่า ปกติครอบครัวเราเคยดื่มเป็นประจำ แต่เมื่อลูกพูดเตือนทุกวัน ลูกกอด หอมแก้ม ทำให้ตนตัดสินใจเลิกดื่มได้สำเร็จ “เสียงเจื้อยแจ้วของลูก ทำให้แม่เปลี่ยนตัวเองได้ ตัดสินใจเลิกดื่มตลอดชีวิต”

    จากการดำเนินงานในโครงการฯ ผ่านกระบวนการเหล่านี้ เชื่อว่า “ลูก” สามารถเป็นพลังเสริมสร้างความสัมพันธ์ในครอบครัว เป็นแรงบันดาลใจให้คุณพ่อ คุณแม่ ผู้ปกครอง ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อลูกได้จริงๆ.

  • หน่วยงานรัฐ ขานรับ “เกษียณสร้างสุข ปี 68” งดเลี้ยงสุรา กว่า 2,000 แห่ง ส่งเสริมวัฒนธรรม สร้างค่านิยมใหม่ เน้นมุฑิตาจิต ด้วยความเรียบง่าย อบอุ่น และปลอดภัย

    หน่วยงานรัฐ ขานรับ “เกษียณสร้างสุข ปี 68” งดเลี้ยงสุรา กว่า 2,000 แห่ง ส่งเสริมวัฒนธรรม สร้างค่านิยมใหม่ เน้นมุฑิตาจิต ด้วยความเรียบง่าย อบอุ่น และปลอดภัย

    ตามที่เครือข่ายโรงเรียนคำพ่อสอน สำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า (สคล.) โดยการสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ได้ร่วมรณรงค์ในโครงการเกษียณสร้างสุข โดยความร่วมมือจากกระทรวงมหาดไทย(มท.)และกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) ซึ่งได้ออกหนังสือขอความร่วมมือไปยังหน่วยงานสังกัดในช่วงเดือนกันยายน-ตุลาคม ที่ผ่านมา

    นายธีระ วัชรปราณี ผู้อำนวยการสำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า เปิดเผยว่า เครือข่ายโรงเรียนคำพ่อสอนได้รวบรวมหน่วยงานที่แจ้งเข้าร่วมโครงการปีนี้ กว่า 2,010 แห่งจากทุกจังหวัด อาทิ ที่ทำการปกครองจังหวัดร้อยเอ็ด, องค์การบริหารส่วนจังหวัดหนองคาย, ที่ทำการปกครองอำเภอร่องคำ จ.กาฬสินธุ์, องค์การบริหารส่วนตำบลแม่สา  อ.แม่ริม    จ.เชียงใหม่ เทศบาลตำบลระโนด อ.ระโนด จ.สงขลา, สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนครพนม, สถานีตำรวจภูธรเมืองนครสวรรค์, สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย จ.หนองคาย, โรงพยาบาลน้ำขุ่น จ.อุบลราชธานี, สำนักงานสรรพสามิตพื้นที่จังหวัดระนอง, สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดลำปาง, สำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดนครราชสีมา, สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดประจวบคีรีขันธ์, สำนักงานประมงจังหวัดน่าน, สำนักงานสถิติจังหวัดนนทบุรี, สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสระบุรี เขต 2, และโรงเรียนจำนวน 1572 แห่ง เป็นต้น โดยทุกหน่วยงานได้ร่วมแสดงเจตนารมณ์ร่วมกันว่า “งานเกษียณราชการ ไม่จำเป็นต้องมีเหล้า เพื่อแสดงความยินดีแก่ผู้ครบอายุราชการ”

    จากข้อมูลของหน่วยงานที่ร่วมรณรงค์ พบ 6 เหตุผลหลัก ได้แก่ (1) ลดความเสี่ยงและสร้างความปลอดภัยในงาน 70%  (2) สร้างภาพลักษณ์องค์กรคุณธรรมและต้นแบบที่ดี 55%  (3) ส่งเสริมสุขภาวะและลดปัจจัยเสี่ยงต่อสุขภาพ 45%  (4) ประหยัดงบประมาณและใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า 40%  (5) สอดคล้องกับนโยบายภาครัฐและวัฒนธรรมไทย 35%  (6) เสริมความสามัคคีและบรรยากาศอบอุ่นในองค์กร (30%)

    ทั้งนี้จากการสำรวจค่าใช้จ่ายถ้ามีการซื้อเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มาเลี้ยงในงาน ซึ่งจะต้องไปจัดนอกสถานที่เพราะกฎหมายห้ามไม่ให้ดื่มในสถานที่ราชการทำให้ต้องจ่ายค่าสถานที่เพิ่ม ส่วนค่าเหล้าที่ต้องออกเงินซื้อกันเอง พบว่า สัดส่วนโดยเฉลี่ยงานขนาดเล็ก (30–50 คน) ใช้งบประมาณ 3,000–8,000 บาท งานขนาดกลาง ใช้งบ 10,000–20,000 บาท และงานขนาดใหญ่ (มากกว่า 200 คน) ใช้งบ 30,000–60,000 บาทต่อครั้ง ทำให้คนมาร่วมประหยัดงบได้เฉลี่ย 10,000–30,000 บาท หรือกรณีที่บางงานใช้วิธีรวบรวมงบกันเองมาจัดงาน สามารถประหยัดเงินกองกลางได้กว่า 20% ทีเดียว

    นายธีระ กล่าวต่อว่า แนวโน้มเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า งานเกษียณปลอดเหล้า” ไม่เพียงเป็นการดำเนินงานตามนโยบายภาครัฐ แต่ยังเป็นการสร้างวัฒนธรรมใหม่ของสังคมไทยที่ให้ความสำคัญกับ ความปลอดภัย ความเรียบง่าย ความสามัคคี และการให้เกียรติซึ่งกันและกัน หลายหน่วยงานแสดงเจตนารมณ์ที่จะสานต่อแนวทางนี้ เพื่อให้ “งานปลอดเหล้า” กลายเป็นแบบอย่างของ องค์กรคุณธรรม ที่แท้จริงในอนาคต ทั้งในด้านการลดอุบัติเหตุและเหตุไม่พึงประสงค์ การสร้างภาพลักษณ์องค์กรคุณธรรม การใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า การส่งเสริมความสามัคคี และเป็นแบบอย่างที่ดีแก่สังคม โดยมุ่งหวังให้ งานเลี้ยงเกษียณสร้างสุข” กลายเป็นวัฒนธรรมใหม่ของการแสดงความเคารพและมุทิตาจิตที่งดงามในหน่วยงานราชการไทย

  • จากจดหมายสื่อรักของลูก…สู่พลังเปลี่ยนชีวิต “โพธิสัตว์น้อย ลูกขอพ่อแม่เลิกเหล้า” รณรงค์งดเหล้าเข้าพรรษา สานรัก คืนความอบอุ่นให้ครอบครัวหลังออกพรรษา

    จากจดหมายสื่อรักของลูก…สู่พลังเปลี่ยนชีวิต “โพธิสัตว์น้อย ลูกขอพ่อแม่เลิกเหล้า” รณรงค์งดเหล้าเข้าพรรษา สานรัก คืนความอบอุ่นให้ครอบครัวหลังออกพรรษา

    สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับเครือข่ายองค์กรงดเหล้า และเครือข่ายโรงเรียน   คำพ่อสอน  เปิดพื้นที่ให้เด็ก ๆ เขียน “จดหมายสื่อรัก” สำหรับกิจกรรม“โพธิสัตว์น้อย ลูกขอพ่อแม่เลิกเหล้า” ชวนพ่อแม่งดเหล้าในช่วงเข้าพรรษา ปี 2568 จนเกิดเรื่องราวแห่งการเปลี่ยนแปลงในหลายครอบครัว หลัง “ออกพรรษา” ให้เป็นการเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่อบอุ่นและงดงามกว่าเดิม

    เสียงจากใจ นายวิษณุ ปัญญา อายุ 42 ปี  “คุณพ่อน้องโชกุน” ผู้เลิกเหล้าในช่วงเข้าพรรษาเปิดเผยว่า เมื่อช่วงเดือนกรกฎาคม ก่อนเข้าพรรษา ผมรู้สึกว่าลูกชายมีท่าทีแปลก ๆ เหมือนพยายามจะบอกอะไร แล้วหลังจากนั้นไม่กี่วันลูกก็ยื่นจดหมายมาให้ ผมอ่านแล้วต้องอึ้งไป เพราะข้อความในจดหมายคือ “ขอเป็นกำลังใจให้พ่อเลิกเหล้าเข้าพรรษา”

    โดยปกติจะดื่มเบียร์หลังเลิกงานที่บ้าน คิดว่าแค่นั่งดื่มดูทีวีเป็นการพักผ่อน ไม่ได้เดือดร้อนใคร แต่พอเห็นจดหมายของลูก ผมรู้เลยว่าเขาห่วง และอยากให้ผมดูแลสุขภาพ ก็เลยให้สัญญากับลูกว่า ‘พ่อจะงดเหล้าเข้าพรรษา’ แล้วให้น้องเอาจดหมายไปแปะไว้ข้างฝาไว้คอยเตือนพ่อทุกวัน

    ตั้งแต่งดเหล้าได้ ผมมีเวลาให้ลูกมากขึ้น ได้ช่วยสอนการบ้าน สอนอ่านหนังสือให้ลูกคนเล็ก ตอนแรกน้องอ่านไม่ได้เลย แต่ตอนนี้อ่านได้แล้ว ผมภูมิใจมากครับ ตอนนี้สุขภาพก็ดีขึ้น น้ำหนักลดจาก 65 กิโลเหลือ 61 กิโล หุ่นดีขึ้น ใส่เสื้อผ้าไม่แน่น รู้สึกสดชื่นขึ้นทุกวัน ตอนตื่นเช้ามาไม่เพลีย ไม่ปวดหัวเหมือนตอนดื่มเหล้าอีกแล้ว

    ทุกวันนี้ ผมมีความสุขที่ได้อยู่กับลูก ๆ ได้เห็นรอยยิ้มและความอบอุ่นในบ้าน ครอบครัวผมเหมือนได้เริ่มต้นชีวิตใหม่อีกครั้ง แค่เริ่มจากการ ‘งดเหล้าเข้าพรรษา’ ก็ทำให้เห็นว่าทั้งสุขภาพและความสัมพันธ์ในครอบครัวดีขึ้นได้จริง ๆ คาดไม่ถึงว่า แค่ 3 เดือนหลายอย่างก็เปลี่ยนไป”

    เด็กชายดรัณภพ ปัญญา (น้องโชกุน) นักเรียนชั้น ป.3 โรงเรียนอนุบาลวัดพิชัยสงคราม เล่าว่า ที่โรงเรียน คุณครูสอนให้รู้ว่าเหล้าเบียร์-บุหรี่ มีผลเสียจะทำให้ร่างกายเราเกิดโรคต่างๆ เห็นคุณพ่อดื่มเบียร์ทุกวัน มันไม่มีประโยชน์เลย รู้สึกเป็นห่วงสุขภาพคุณพ่อ และเวลาคุณพ่อเมาแล้วคุณพ่อจะดุ จึงไม่ค่อยกล้าเข้าใกล้คุณพ่อ จึงตั้งใจเขียนจดหมายมาขอให้พ่อเลิกเหล้าเบียร์ ตอนนี้ดีใจมากที่พ่อยอมงดเหล้าเบียร์ตามที่ผมขอได้ อยากขอบคุณพ่อครับ

    ขณะที่นางสาวพนารัตน์ กุลกำพล ครูประจำชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนอนุบาลวัดพิชัยสงคราม สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสมุทรปราการ เขต 1 เปิดเผยว่า ทางโรงเรียนของเราเข้าร่วม โครงการ โรงเรียนคำพ่อสอน”โดยมีกิจกรรม โพธิสัตว์น้อย ลูกขอพ่อแม่เลิกเหล้า” เป็นส่วนหนึ่งซึ่งดร.ปิยสนธิ์ เชื้อทอง ผู้อำนวยการโรงเรียนฯ มีเจตจำนงให้ร่วมขับเคลื่อน เพราะเป็นโครงการที่มีคุณค่าทั้งด้านการเรียนรู้และการพัฒนาคุณธรรม จริยธรรมของเด็ก ๆ สอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ และสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ที่มุ่งยกระดับคุณภาพการศึกษาอย่างรอบด้าน

    ครูพนารัตน์เล่าต่อว่า เธอร่วมทำกิจกรรมนี้ต่อเนื่องมานานกว่า 9 ปี โดยเริ่มจากในช่วงเทศกาลเข้าพรรษา เพื่อให้เด็ก ๆ ได้เรียนรู้เรื่อง พิษภัยของอบายมุข โดยเฉพาะสุราและบุหรี่ ผ่านกิจกรรมที่ลงมือทำจริง เช่น การทดลองตับไก่แช่เหล้า, การเขียนจดหมายขอพ่อแม่เลิกเหล้า และทำ “กระปุกออมสินค่าเหล้า” เพื่อเก็บเงินที่ไม่ใช้ไปกับการดื่มมาทำสิ่งดี ๆ แทน ครูที่โรงเรียนจะสอนให้เด็กเห็นว่าความรัก ความผูกพันในครอบครัวสำคัญกว่าสิ่งใด เด็ก ๆ เขียนจดหมายด้วยหัวใจ อยากให้พ่อแม่มีสุขภาพดี อยู่กับเขานาน ๆ

    “หลังจากที่คุณพ่อเลิกเหล้า บ้านของเขาเปลี่ยนไป ลูกทั้งสองตั้งใจเรียนมากขึ้น น้องโชกุนกล้าแสดงออกในห้องเรียน กล้ายกมือตอบคำถาม และพูดจาอ่อนโยนขึ้น จากที่เคยใช้คำพูดรุนแรงกับน้อง ก็เริ่มรู้จักขอโทษและพูดจาดีขึ้น” ครูพนารัตน์กล่าวด้วยรอยยิ้ม

    นางสาวอภิศา มะหะมาน ผู้รับผิดชอบโครงการโรงเรียนคำพ่อสอน กล่าวว่า กิจกรรม โพธิสัตว์น้อย ลูกขอพ่อแม่เลิกเหล้า” เป็นหนึ่งในกิจกรรมหลักของโครงการโรงเรียนคำพ่อสอน ซึ่งมีโรงเรียนเข้าร่วม 1870 แห่ง ในทุกภูมิภาคทั่วประเทศ เกือบทั้งหมดเป็นโรงเรียนระดับประถมศึกษา ซึ่งนักเรียนเป็นกลุ่มวัยเด็กที่ผู้ปกครองรักเอาใจใส่มาก เสียงเล็กๆของลูก อาจกลายเป็นพลังที่ยิ่งใหญ่

    การดำเนินงานเกิดจากความร่วมมือระหว่าง สสส. – สคล. – สพฐ. กระทรวงศึกษาธิการ ภายใต้ระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน มุ่งให้เด็กได้เรียนรู้และพัฒนาทักษะชีวิต ผ่านกิจกรรมที่สร้างการตระหนักรู้ถึงพิษภัยของแอลกอฮอล์ โดยใช้ “บันทึกความดี” เป็นพื้นที่ให้เด็กได้ถ่ายทอดความรู้สึกและสื่อสารความรักไปยังพ่อแม่

    “สิ่งที่เราทำอาจดูเล็กน้อย แต่ผลลัพธ์ยิ่งใหญ่สำหรับเด็กและครอบครัว เด็กเรียนดีขึ้น มีความสุขมากขึ้น และรู้ว่าความดีเล็ก ๆ ที่เขาทำ สามารถเปลี่ยนชีวิตคนที่เขารักได้จริง ๆ”นางสาวอภิศากล่าวทิ้งท้าย

  • สสส.เครือข่ายงดเหล้า หนุนพลังเครือข่ายสถานประกอบการ ขับเคลื่อนงดเหล้าเข้าพรรษาครบ 3 เดือน ผลลัพธ์เกินคาด ลดขาด-ลา มาสาย มีสุขภาพดี เพิ่มประสิทธิภาพงาน มีเงินเหลือ สร้างสุขทั้งตนเอง และองค์กร

    สสส.เครือข่ายงดเหล้า หนุนพลังเครือข่ายสถานประกอบการ ขับเคลื่อนงดเหล้าเข้าพรรษาครบ 3 เดือน ผลลัพธ์เกินคาด ลดขาด-ลา มาสาย มีสุขภาพดี เพิ่มประสิทธิภาพงาน มีเงินเหลือ สร้างสุขทั้งตนเอง และองค์กร

    การรณรงค์ “งดเหล้าเข้าพรรษา” ปี 2568 ภายใต้การขับเคลื่อนของ สำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า (สคล.) ร่วมกับ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ยังคงได้รับความร่วมมือจากภาคีเครือข่ายสถานประกอบการทั่วประเทศ อีกหนึ่งโมเดลต้นแบบในการรณรงค์

    เภสัชกรสงกรานต์ ภาคโชคดี ประธานเครือข่ายงดเหล้า เปิดเผยว่า ผลการสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่าอัตราความชุกของการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในประชากรไทยอายุ 15 ปีขึ้นไป มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยจากปี 2560 มีผู้ดื่มจำนวน 15.9 ล้านคน (ร้อยละ 28.4) เพิ่มเป็น 20.9 ล้านคน (ร้อยละ 35.2) ในปี 2567 สะท้อนให้เห็นว่าการดื่มแอลกอฮอล์ในสังคมไทยกลับมาขยายตัวมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มวัยทำงานและเพศหญิง ขณะที่เครื่องดื่มที่ได้รับความนิยมสูงสุดยังคงเป็น เบียร์ รองลงมาคือ สุราขาว และสุรากลั่นชุมชน

    ต้องขอชื่นชม สถานประกอบการ และโครงการ SHAP กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม ที่ร่วมขับเคลื่อนการรณรงค์ “งดเหล้าเข้าพรรษา” อย่างต่อเนื่อง จากความร่วมมือ จนเกิดกระบวนการเรียนรู้และแรงจูงใจในการปรับพฤติกรรม ลด ละ เลิกการดื่ม พร้อมตระหนักถึงผลกระทบของแอลกอฮอล์ และพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนทำงานให้ดีขึ้น ทั้งนี้ “การสื่อสารที่เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายคือหัวใจสำคัญ” เพราะช่วยให้สังคมเข้าใจคุณค่าของการงดเหล้าและเกิดกระแสสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง โดยปีนี้เครือข่ายได้นำแนวคิด “มีสติ มีสุขได้ในทุกโอกาส” มาสื่อสารให้เห็นว่า การงดเหล้าไม่ใช่ข้อจำกัด แต่คือ “โอกาสในการดูแลตัวเองและคนรอบข้าง” ซึ่งมีผลต่อทั้งด้านสุขภาพ เศรษฐกิจ สังคม และสำคัญที่สุดคือ ความสุขของครอบครัว

    นายวินัยศักดิ์ เหมืองทอง ผู้จัดการโครงการ SHAP เปิดเผยว่า เครือข่ายสถานประกอบการในโครงการ SHAP ร่วมรณรงค์ โครงการ งดเหล้าเข้าพรรษา อย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งสำหรับการพัฒนากิจกรรมพัฒนาผลิตภาพควบคู่กับสร้างเสริมสุขภาวะพนักงานในองค์กรเพื่อขับเคลื่อนกิจกรรมสร้างเสริมสุขภาวะพนักงาน จากผลสำรวจค่าความสุของค์กรโดย Happy Meter โดยศูนย์ Happy Workplace Center พบว่าพนักงานในสถานประกอบการมีปัญหาการเงิน สุขภาพและความเครียด ทางโครงการจึงได้บูรณาการองค์ความรู้ เครื่องมือ และนวัตกรรมเพื่อสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่ปลอดภัยและเอื้อต่อพฤติกรรมสุขภาวะ เช่น งดเหล้า–บุหรี่ ลดอาหารรสจัด เพิ่มการออกกำลังกาย และดูแลสุขภาพจิตในที่ทำงาน

    โครงการ SHAP ร่วมกับเครือข่ายงดเหล้า ประสานมอบสื่อรณรงค์และเชิญชวนองค์กรร่วมลงนาม ปฏิญาณตน “งดเหล้าเข้าพรรษา เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว” พร้อมติดตามผลโดยนักสร้างสุขในพื้นที่ ปีนี้มีสถานประกอบการเข้าร่วมกว่า 396 แห่ง มีพนักงานร่วมงด–ลดการดื่ม 9,121 คน คิดเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจจากการลดค่าใช้จ่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์กว่า 10.6 ล้านบาท มีผู้ที่สามารถ เลิกดื่มได้สำเร็จ 190 คน และ เลิกสูบบุหรี่ 51 คน ซึ่ง สะท้อนพลังความร่วมมือขององค์กรต่าง ๆ ในการสร้างวัฒนธรรมสุขภาวะและสังคมปลอดปัจจัยเสี่ยงอย่างยั่งยืน ในการดำเนินการกิจกรรมดังกล่าวได้รับความร่วมมือจากคณะทำงาน SHAP AGENTS จำนวน 20 หน่วยงาน ของกรมส่งเสริมอุตสาหกรรมที่ช่วยกันขับเคลื่อนโครงการด้วยจิตอาสาอย่างต่อเนื่อง

    นางญาณิตา คนซื่อ ผู้จัดการฝ่าย Employee Experience บริษัท ลินเซ่นส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า การเข้าร่วมโครงการปีนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญขององค์กร เพราะเป็นปีแรกที่บริษัทดำเนินการในระดับองค์กรอย่างจริงจัง โดยมีพนักงานเข้าร่วมกว่า 1,400 คน จากจำนวนพนักงานทั้งหมด 1,600 คน

    เราทำด้วยใจและตั้งใจถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว การรณรงค์นี้ทำให้พนักงานมีพลังบวก สุขภาพดีขึ้น และลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นลงอย่างเห็นได้ชัด ทุกคนมีความสุขและรู้สึกภูมิใจที่ได้ร่วมสร้างสิ่งดี ๆ ให้กับองค์กรและสังคม”

    บริษัทได้นำแนวคิด Happy Workplace มาผสานกับแคมเปญงดเหล้า ผ่านการอบรมให้ความรู้เรื่องสุขภาพ การออมเงิน และการดูแลสุขภาพจิต พนักงานหลายคนเริ่มจากการ “ลดดื่ม” จนสามารถ “งดครบ 3 เดือน” ซึ่งช่วยลดค่าใช้จ่ายรายเดือนลงได้เฉลี่ย 3,000–5,000 บาท พร้อมเกิดความสัมพันธ์ที่ดีในทีมงาน ซึ่งทำให้มีสุขภาพที่ดีขึ้น และยังสร้างความสัมพันธ์ที่ดีในทีมงาน และครอบครัวอีกด้วย

    ด้านนางสาวดารา เอิบผักแว่น ผู้จัดการฝ่ายบุคคล (HR Manager) บริษัท ไทยสหกิจการยาง จำกัด จังหวัดนครราชสีมา กล่าวว่า บริษัทฯ เข้าร่วมโครงการเป็นปีที่ 2 ติดต่อกัน โดยได้รับความร่วมมือจากพนักงานมากกว่า 90% ของจำนวนทั้งหมดกว่า 100 คน “เรามีการตรวจวัดระดับแอลกอฮอล์ก่อนเข้าทำงานทุกวัน และพบว่าพนักงานมีสุขภาพดีขึ้น มีความพร้อมในการทำงานมากขึ้น มาทำงานตรงเวลา และปัญหาครอบครัวลดลงอย่างชัดเจน

    “ปีแรกอาจมีความท้าทายบ้าง แต่เมื่อเห็นผลลัพธ์ที่ดี องค์กรจึงขยายผลต่อในปีที่สอง ด้วยการสื่อสารผ่านคลิปวิดีโอเกี่ยวกับโรคต่างๆที่เกิดจากการดื่มสุรา แผ่นพับ บอร์ดประชาสัมพันธ์ และเวิร์กช็อปให้ความรู้เรื่องโทษของสุราและให้ความรู้เรื่องการดูแลสุขภาพ พนักงานเริ่มเข้าใจและให้ความร่วมมือมากขึ้น “หลายคนเลิกดื่มได้ครบพรรษา สุขภาพดีขึ้น มีเงินเหลือเก็บ และที่สำคัญคือครอบครัวมีความสุขขึ้นมาก”

    สำหรับปีนี้ ผู้บริหารสถานประกอบการให้การสนับสนุนเต็มที่ เพราะเห็นผลลัพธ์ชัดเจนทั้งด้านสุขภาพ ประสิทธิภาพการทำงาน การลดการขาด–ลามาสาย และการสร้างบรรยากาศองค์กรที่เข้มแข็งและมีความสุข

    นางสาวดารา กล่าวเพิ่มเติมว่า หนึ่งในบุคคลต้นแบบของบริษัทฯ ที่งดเหล้าติดต่อกัน 2 ปีในช่วงเข้าพรรษา เผยว่า การเลิกดื่มตลอดระยะเวลา 3 เดือน ทำให้ร่างกายแข็งแรงขึ้น มีสมาธิในการทำงาน ภรรยาและลูกมีความสุขมากขึ้นเพราะมีเวลาให้ครอบครัว ที่สำคัญครอบครัวไม่ต้องทะเลาะกันเพราะเมาเหล้าอีก

    เภสัชกรสงกรานต์ กล่าวทิ้งท้ายว่า การรณรงค์ “งดเหล้าเข้าพรรษา” ไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่ช่วงสามเดือนของฤดูกาลเข้าพรรษาเท่านั้น แต่ได้กลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างการเปลี่ยนแปลงระยะยาว ทั้งในระดับบุคคล องค์กร และสังคม โดยแต่ละปีของการรณรงค์ไม่เพียงช่วยจุดประกายแรงจูงใจให้ผู้คนปรับเปลี่ยนพฤติกรรม แต่ยังต่อยอดให้ “งดเหล้าเข้าพรรษา” กลายเป็น วัฒนธรรมสุขภาวะร่วมสมัย ที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตจริงของผู้คนในชุมชนและสถานที่ทำงานทั่วประเทศ เพื่อก้าวไปสู่สังคมที่แข็งแรง ปลอดภัย และมีความสุขอย่างยั่งยืน.

  • สสส.–เครือข่ายงดเหล้า ชี้ผลสำรวจ 96% หนุนงานสารทเดือนสิบ–กาชาด นครศรีธรรมราช ปลอดเหล้า–บุหรี่ ย้ำกฎหมายคุมเหล้าใหม่ผ่อนคลายจริงแต่ต้องยึดพื้นที่งานสาธารณะที่มีคนจำนวนมากต้องปลอดภัยปลอดเหล้า เสนอขยายสู่ทุกงานบุญชักพระ และอื่นๆ

    สสส.–เครือข่ายงดเหล้า ชี้ผลสำรวจ 96% หนุนงานสารทเดือนสิบ–กาชาด นครศรีธรรมราช ปลอดเหล้า–บุหรี่ ย้ำกฎหมายคุมเหล้าใหม่ผ่อนคลายจริงแต่ต้องยึดพื้นที่งานสาธารณะที่มีคนจำนวนมากต้องปลอดภัยปลอดเหล้า เสนอขยายสู่ทุกงานบุญชักพระ และอื่นๆ

    จังหวัดนครศรีธรรมราช ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เครือข่ายองค์กรงดเหล้า หน่วยงานสาธารณสุข ศึกษาธิการ ภาคีเครือข่ายเยาวชน เครือข่ายเหยื่อเมาแล้วขับ ตำรวจ และคณะทำงานเหล่ากาชาด ได้จัดเวทีเสวนา การเฝ้าระวัง ควบคุมยาสูบและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ในเทศกาลและงานบุญประเพณีสารทเดือนสิบ ประจำปี 2568” ณ เวทีกาชาดงานสารทเดือนสิบ (ทุ่งท่าลาด) เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนมาตรการเฝ้าระวังและสร้างพื้นที่งานบุญปลอดภัยจากปัจจัยเสี่ยง

    นายธีระ วัชรปราณี ผู้อำนวยการสำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า กล่าวย้อนหลังปี 2551 หลังมีกฎหมายควบคุมแอลกอฮอล์ ทางเครือข่ายฯ ตั้งเป้าที่จะให้งานกาชาดเป็นงานที่ปลอดภัยปลอดเหล้าเพราะเป็นงานใหญ่มีสปอนเซอร์และการจำหน่ายเหล้าเบียร์เกิดปัญหาความรุนแรงและอุบัติเหตุและจัดในสถานที่ราชการต้องห้ามขายดื่มตามกฎหมาย ซึ่งปี 2553 เครือข่ายฯได้ผลักดันนโยบายในสมัย รมว.ชวรัตน์ ชาญวีระกุลเป็นรัฐมนตรีมหาดไทย ได้ประกาศให้งานกาชาดปฏิบัติตามกฎหมายปลอดเหล้า ซึ่งจนถึงปัจจุบันมีงานกาชาดทั่วประเทศที่จัดงานปลอดเหล้ากว่า 50 งาน ทั้งนี้ กฎหมายควบคุมแอลกอฮอล์ฉบับที่ 2 ที่ประกาศใช้แบบผ่อนคลายมาตราการควบคุมต่างๆลงอย่างมากนั้นหวังว่าส่วนราชการ ภาคประชาสังคมจะรักษางานกาชาดให้เป็นงานปลอดเหล้าตลอดไป ซึ่งสอดคล้องกับผลสำรวจประชาชนเที่ยวงานโดยกว่า 74% ไม่เห็นด้วยกับการผ่อนปรนหรือรับทุนสนับสนุนจากธุรกิจแอลกอฮอล์ พร้อมเรียกร้องให้ขยายมาตรการ “ปลอดเหล้า–บุหรี่” ไปสู่งานบุญและเทศกาลสำคัญอื่น ๆ เช่น งานชักพระ สงกรานต์ ลอยกระทง และงาน OTOP เหมือนงานต้นแบบที่ทำสำเร็จแล้ว

    นายวรวุฒิ ประสารพจน์ ประชาคมงดเหล้านครศรีธรรมราช กล่าวว่า งานสารทเดือนสิบทุ่งท่าลาดเป็นงานใหญ่จัดกว่า 15 วัน คนมาร่วมงานกว่าแสนคน ในอดีตตนเองกับคณะทำงานโดยเฉพาะสาธารณสุขจังหวัดได้เก็บข้อมูลผลกระทบและร้านจำหน่ายเหล้าเบียร์ในงานมาก 70–80 ร้าน มีเหตุทะเลาะวิวาททุกคืน เกิดปัญหาความรุนแรงและมีผู้บาดเจ็บจนเป็นที่รู้กัน ต่อมาเมื่อมีนโยบายจากกระทรวงมหาดไทยจึงได้เสนอให้ผู้ว่าฯวิโรจน์ จิวะรังสรรค์ ตั้งชุดเฉพาะกิจเพื่อบังคับใช้กฎหมายโดยทำอย่างต่อเนื่องทุกปีจนถึงปัจจุบัน โดยผลสำรวจผู้เข้าร่วมงานดำเนินการโดยกลุ่มเยาวชน YSDN นครฯ ระหว่างวันที่ 12–16 กันยายน 2568 จำนวน 403 คน พบว่า 96% เห็นด้วย กับมาตรการห้ามขาย–ห้ามดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และห้ามสูบบุหรี่ภายในงาน เหตุผลหลักคือ ลดความรุนแรงและความเสี่ยงต่อชีวิต (54.5%) ลดเสียงรบกวน (14.7%) เป็นแบบอย่างที่ดีต่อเยาวชน (11.6%) และลดอุบัติเหตุบนท้องถนน (11.1%) ขณะที่มีเพียง 4% ไม่เห็นด้วย อีกทั้งยังพึงพอใจมากและปานกลางกว่า 97.27% ทั้งนี้ กลุ่มตัวอย่างกว่า 29.53% ตอบว่ายังพบเห็นคนสูบบุหรี่ในงานอยู่บ้าง และโดยส่วนใหญ่ 67.49% ที่รับรู้การรณรงค์งานปลอดเหล้าบุหรี่ โดยในปีนี้ทางทีมเฝ้าระวังได้ยึดบุหรี่ไฟฟ้าจากเยาวชนได้น้อยกว่าปีที่ผ่านมาอย่างมาก

    นางวิภาดา อัฐพร พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ หัวหน้ากลุ่มงานควบคุมโรคไม่ติดต่อ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนครศรีธรรมราช เล่าว่า การดำเนินการในงานสารทเดือนสิบไม่ได้หยุดเพียงการประชาสัมพันธ์ แต่เป็นการบังคับใช้กฎหมายจริงจัง โดยจัดทีมตรวจเตือนและเฝ้าระวังร่วมกับภาคีเครือข่ายตลอดทั้งงาน

    “เราทำงานกันทุกวันต่อเนื่อง ในช่วงสิบวันที่ผ่านมา พบว่าประชาชนส่วนใหญ่รับรู้และให้ความร่วมมือดีมาก หลายคนภูมิใจที่งานบ้านเราเป็นพื้นที่ปลอดบุหรี่ ปลอดเหล้า สิ่งนี้สะท้อนว่าการทำงานอย่างต่อเนื่องสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงได้จริง” ซึ่งการป้องกันปัจจัยเสี่ยงคือการดูแลสุขภาพประชาชนตั้งแต่ต้นทาง” นางวิภาดากล่าวย้ำ

    ด้านนางศิริพร ศิริคุณ นักวิชาการศึกษาชำนาญการ สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดนครศรีธรรมราช อธิบายว่า หน่วยงานได้จัดตั้งพนักงานส่งเสริมความประพฤตินักเรียนและนักศึกษากว่า 1,450 คน ครอบคลุมทั้ง 23 อำเภอ เพื่อดูแลนักเรียนทั้งในและนอกโรงเรียน โดยทีมงานเหล่านี้จะทำหน้าที่ตรวจเยี่ยม ให้คำปรึกษา และร่วมตรวจในพื้นที่งานร่วมกับสาธารณสุข หากพบเยาวชนที่เกี่ยวข้องกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์หรือบุหรี่ ก็จะมีการตักเตือน หรือหากร้ายแรงจะส่งต่อไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งผู้ปกครองสามารถอุ่นใจได้ว่าเด็กและเยาวชนได้รับการดูแลอย่างรอบด้าน

    ขณะที่ พ.ต.ต.สรยุทธ์ สุวรรณโชค สารวัตรป้องกันและปราบปราม สภ.เมืองนครศรีธรรมราช เปิดเผยว่า งานสารทเดือนสิบมีตำรวจทั้งในและนอกเครื่องแบบกว่า 70 นาย มาประจำการเพื่อดูแลความเรียบร้อย มีจุดตรวจสแกนอาวุธและสิ่งผิดกฎหมายทุกประตูทางเข้า มีการตรวจเข้ม ทั้งเหล้า ยาเสพติด น้ำต้มกระท่อม บุหรี่ไฟฟ้า หากพบก็ไม่อนุญาตให้นำเข้ามาในงาน พร้อมมีทีมเดินประชาสัมพันธ์ภายในงาน เชิงป้องปราม ร่วมกับภาคส่วนต่างๆ อาทิ สาธารณสุขและสรรพสามิต สำหรับการกรวดน้ำกระท่อมก็มีจำนวนนึงเมื่อพบจะให้นำกลับออกไป ไม่ให้นำเข้ามาในงาน

    นอกจากนี้ยังมีผู้ร่วมเสวนา นายวุฒิภัทร บุญเพ็ชร์ คณะบริหารสภาเด็กและเยาวชนจังหวัดนครศรีธรรมราช เครือข่ายเหยื่อเมาแล้วขับนครศรีธรรมราช คณะทำงานเฝ้าระวัง และผู้แทนเหล่ากาชาดร่วมกิจกรรมเสวนาครั้งนี้ด้วย