Author: SDN Thailand

  • พลังบวกครูสู่การเรียนที่มีความสุขในห้องเรียนปฐมวัย สร้างภูมิคุ้มกันจากปัจจัยเสี่ยง

    พลังบวกครูสู่การเรียนที่มีความสุขในห้องเรียนปฐมวัย สร้างภูมิคุ้มกันจากปัจจัยเสี่ยง

    สุรินทร์ – เมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2568 สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุรินทร์ เขต 2 จัดการอบรมเชิงปฏิบัติการโครงการ “ปลูกพลังบวก เพื่อสร้างจิตสำนึกภูมิคุ้มกันป้องปัจจัยเสี่ยง (เหล้า บุหรี่) สู่สุขภาวะที่ดีสำหรับเด็กปฐมวัย” รุ่นที่ 2 ณ ห้องประชุมเมืองแก้ว

    ดร.กิตติภัทท์ ไกรเพชร รองศึกษาธิการภาค 6 (อดีตศึกษาธิการจังหวัดสุรินทร์) เป็นประธานเปิดการประชุม โดยมีนายนพดล ศิริโชติ รองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุรินทร์ เขต 2 กล่าวรายงาน พร้อมด้วย ดร.วีระ แข็งกสิการ ผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ บรรยายพิเศษในหัวข้อ “พลังบวกครูปฐมวัย”

    การอบรมครั้งนี้มีผู้เข้าร่วมประกอบด้วย ผู้บริหารสถานศึกษา ศึกษานิเทศก์ และครูผู้สอนปฐมวัย รวม 180 คน ตลอดจนคณะทำงานและวิทยากรโครงการฯ ผู้แทนสำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า (สคล.) ภาคอีสานตอนล่าง และประชาคมเครือข่ายงดเหล้าจังหวัดสุรินทร์

    โครงการดังกล่าวเป็นความร่วมมือระหว่างกระทรวงศึกษาธิการและสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) หลังจากประสบความสำเร็จในการจัดอบรมรุ่นที่ 1 สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาฯ จึงได้จัดอบรมรุ่นที่ 2 ขึ้น โดยมุ่งเน้นการสร้างภูมิคุ้มกันให้เด็กปฐมวัยมีทักษะชีวิต สามารถปรับตัวและเผชิญกับปัญหารอบตัวได้อย่างเหมาะสมตามวัย

    “การศึกษาปฐมวัยเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ทุกประเทศที่เจริญแล้วล้วนให้ความสำคัญกับการจัดการศึกษาที่สอดคล้องกับธรรมชาติการเรียนรู้ของเด็ก” ดร.วีระ กล่าว “กระทรวงศึกษาธิการมีนโยบายเตรียมความพร้อมเด็กสู่โลกอนาคต พร้อมทั้งสร้างภูมิคุ้มกันจากปัจจัยเสี่ยงต่างๆ โดยเฉพาะเหล้าและบุหรี่ เพื่อให้เด็กเติบโตอย่างมีคุณภาพและมีความสุข”

    การอบรมครั้งนี้จะดำเนินต่อเนื่องถึงวันที่ 22 มีนาคม 2568 โดยมุ่งหวังว่าครูผู้สอนระดับปฐมวัยจะสามารถนำความรู้และเทคนิคต่างๆ ไปประยุกต์ใช้ในการจัดการเรียนการสอน เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้เด็กปฐมวัยห่างไกลจากปัจจัยเสี่ยงต่างๆ และเติบโตเป็นทรัพยากรที่มีคุณภาพของประเทศชาติต่อไป

  • สคล.หนุนปลูกผักอินทรีย์ในครัวเรือน ต.แม่ทอม อ.บางกล่ำ สู่วัตถุดิบปรุงอาหารพร้อมเสิร์ฟ“ปิ่นโตร้อยสาย”สร้างรายได้ชุมชน

    สคล.หนุนปลูกผักอินทรีย์ในครัวเรือน ต.แม่ทอม อ.บางกล่ำ สู่วัตถุดิบปรุงอาหารพร้อมเสิร์ฟ“ปิ่นโตร้อยสาย”สร้างรายได้ชุมชน

    ตำบลแม่ทอม อำเภอบางกล่ำ จังหวัดสงขลา จากโครงการ “วัฒนธรรมสร้างสุข ท่องเที่ยวปลอดภัย มีเรื่องราวของการท่องเที่ยววัฒนธรรมที่มีความเป็นเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร หนึ่งในสิ่งที่โดดเด่นที่สุดในชุมชนแห่งนี้คือ “ปิ่นโตร้อยสาย” ซึ่งกลายเป็นสัญลักษณ์ของการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ที่นักท่องเที่ยวสามารถสัมผัสกับวิถีชีวิตของชาวบ้านผ่านการรับประทานอาหารพื้นถิ่นภาคใต้ ที่มีการเตรียมอย่างพิถีพิถัน อาหารแต่ละเมนูพื้นบ้านยังสะท้อนถึงภูมิปัญญาท้องถิ่นและวิถีชีวิตที่ยั่งยืนของชุมชนย่านนี้ โดยทุกเมนูผ่านการปรุงรสจากแม่ครัวของแต่ละบ้านในชุมชน ที่ล้วนประกอบขึ้นจากวัตถุดิบคุณภาพจากพื้นที่ในชุมชน ไม่ว่าจะเป็นผักสวนเกษตรอินทรีย์ภายในครัวเรือน ปลาจากทะเลสาบสงขลา หรือ ตลาดนัด 100 ปี วัดคูเต่า ศูนย์รวมวัตถุดิบจากลุ่มน้ำคลองอู่ตะเภา

    กำเนิดปิ่นโตร้อยสาย 

    นางเตือนจิต ศรีสวัสดิ์ หรือ “พี่เตือน” อาสาสมัครวิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ตำบลแม่ทอม อำเภอบางกล่ำ จังหวัดสงขลา เล่าถึงที่มาของการก่อกำเนิดของ “ปิ่นโตร้อยสาย” ว่า เกิดขึ้นจากปัญหาการจัดประชุมในชุมชนที่ไม่มีงบประมาณสำหรับค่าเดินทางและค่าอาหาร จึงเกิดแนวคิดให้ทุกคนในชุมชนทำอาหารใส่ปิ่นโตมาเพื่อรับประทานร่วมกันหลังการประชุม หลังจากนั้น เมื่อมีนักท่องเที่ยวเข้ามาเยี่ยมชมพื้นที่ท่องเที่ยวของเรา จึงเสนอให้นำอาหารท้องถิ่น อาหารพื้นบ้าน ที่เราทำกินกันทุกวันในครัวเรือนมาเสิร์ฟให้กับนักท่องเที่ยว ในรูปแบบของปิ่นโต

    ส่วนคำว่า ร้อยสาย เกิดจากกลุ่มชาวประมงภาคใต้ ได้มาจัดกิจกรรมปล่อยกุ้ง ในพื้นที่ของเรา ทางประธานวิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม (นายชาญวิทูร สุขสว่างไกร) เสนอให้ทางชุมชนเราจัดปิ่นโตไปเสิร์ฟให้กับคณะ ซึ่งคราวนั้นมากันกว่า 150 คน จึงเป็นที่มาของ “ปิ่นโตร้อยสาย” นับแต่นั้น  

    “มาบ้านเรา ก็ต้องกินข้าว กินอาหารบ้านเรา เป็นข้อตกลงของผมเลยนะว่า หากมาท่องเที่ยวในชุมชนเราแล้ว ต้องกินข้าวบ้านผม อาหารเบรกอะไรก็ต้องเป็นของที่ทำมาจากชุมชน มาจากฝีมือชาวบ้าน ทุกอย่างผมเน้นเป็นผลผลิตเป็นฝีมือของคนในชุมชนเอง” นายชาญวิทูร กล่าวเสริม

    หลากหลายเมนูเพื่อสุขภาพ พร้อมคุณภาพคับสาย

    พี่เตือน เล่าต่อว่า เมนูอาหารในปิ่นโต ไม่ได้กำหนดว่าจะต้องเป็นอะไร แต่หากขึ้นอยู่กับแต่ละบ้านว่าวันนั้น ๆ ทำอะไรกิน เมื่อต้องส่งปิ่นโต ก็จะทำปริมาณเพิ่มขึ้นและแบ่งเสิร์ฟใส่มาในปิ่นโตเท่านั้น นักท่องเที่ยวจะได้รับประทานอาหารพื้นบ้านเช่นเดียวกับเรา โดยจะเน้นเรื่องสุขภาพด้วย คือ อาหารจะต้องไม่มีรสเค็ม

    ปิ่นโตหนึ่งสายจะประกอบไปด้วย ข้าว 1 อย่าง กับข้าว 2 อย่าง และขนมหรือผลไม้ 1 อย่าง  เมื่อมารวมกันจึงมีความหลากหลายของเมนูอาหาร ที่ผ่านการคัดคุณภาพทั้งรสชาติและความสะอาด จากพี่เตือนทุกครั้ง โดยอาหารที่เสิร์ฟในปิ่นโตร้อยสายมีทั้งข้าวสังข์หยด พร้อมกับอาหารท้องถิ่นหลายชนิด เช่น แกงส้มปลาหัวโม่งเขาคัน, ต้มตรุบปลา, ยำสมุนไพร และผักบุ้งผัดกะปิ (เคย) โดยทุกรายการล้วนใช้วัตถุดิบจากพื้นที่ในชุมชน ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากเครือข่ายองค์กรงดเหล้าฯ (สคล.) ที่ชวนชาวบ้านปลูกผักสวนครัวปลอดสารพิษ และส่งเสริมให้ชาวบ้านปลูกผักอินทรีย์กินใช้เอง หรือ ใช้ปลา ซึ่งมาจาก ทะเลสาบสงขลา(ดินแดนปลาสามน้ำ)  หรือแม้กระทั่งตลาดนัดร้อยปีวัดคูเต่า ศูนย์รวมวัตถุดิบแห่งลุ่มน้ำคลองอู่ตะเภาทั้งนี้ วัตถุดิบในท้องถิ่นนี้ไม่เพียงช่วยส่งเสริมสุขภาพชุมชน แต่ยังเป็นเครื่องมือที่สร้างความยั่งยืนให้แก่เศรษฐกิจของชุมชนผ่านการท่องเที่ยวอีกด้วย

    “ปิ่นโตร้อยสาย” สร้างรายได้ชุมชน ยกระดับ ศก.ท้องถิ่น

    ปิ่นโตร้อยสาย ไม่เพียงแต่เป็นการให้บริการอาหารที่อร่อยและดีต่อสุขภาพ แต่ยังช่วยสร้างรายได้ ให้กับชาวบ้านในท้องถิ่น ส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชน นอกจากการผลิตเสิร์ฟอาหารปิ่นโตแล้ว ยังมีการนำผลิตภัณฑ์ที่ทำมาจากผลผลิตท้องถิ่น เช่น ขนมทองม้วน, ขนมผิง และข้าวหลามแม่ทอม เป็นสินค้าโอทอปที่ได้รับการยอมรับในระดับจังหวัด โดยทุกรายได้ที่เกิดขึ้นมาจากการท่องเที่ยวจะถูกกระจายไปยังผู้คนในชุมชน เช่น เกษตรกรที่ปลูกผักอินทรีย์ หรือผู้ทำขนมพื้นบ้าน ซึ่งช่วยยกระดับเศรษฐกิจในระดับท้องถิ่นอย่างยั่งยืน

    ทั้งนี้ แนวคิดของโครงการ “วัฒนธรรมสร้างสุข ท่องเที่ยวปลอดภัย”เป็นงานเสริมพลังและยกระดับการท่องเที่ยวโดยชุมชนสู่ธุรกิจชุมชนปลอดภัยลดปัจจัยเสี่ยงจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และอบายมุข ในพื้นที่ตำบลแม่ทอมไม่ได้จำกัดแค่การเสิร์ฟอาหารเท่านั้น แต่ยังเป็นการเรียนรู้วิถีชีวิตของชุมชน รวมถึงกฎกติกาในการอยู่ร่วมกันโดยเป็นชุมชนที่ปราศจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ บุหรี่ ยาเสพติด ตลอดจนอบายมุข เน้นการเรียนรู้ เกี่ยวกับการนำผลิตภัณฑ์จากชุมชน มาประยุกต์ใช้ เช่น การ Workshop วิธีทำขนมทองม้วนที่เป็นเอกลักษณ์ของชุมชน การท่องเที่ยวที่นี่จึงไม่ใช่แค่การมาพักผ่อน แต่เป็นการสัมผัสกับวิถีชีวิตจริง ของคนในชุมชน ผ่านกิจกรรมต่าง ๆ ที่สร้างความสัมพันธ์ระหว่างนักท่องเที่ยวและชุมชนอย่างแท้จริง

    ปิ่นโตร้อยสาย” จึงเป็นอาหารที่ไม่เพียงเป็นตัวแทนของความอร่อยจากท้องถิ่น แต่ยังเป็นเครื่องมือที่ช่วยส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชนและสร้างความยั่งยืนให้กับท้องถิ่น ผ่านการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ที่ทำให้ชุมชนได้แสดงออกถึงอัตลักษณ์ท้องถิ่นในทุกขั้นตอนการผลิตจนถึงการบริการอาหารแก่ผู้มาเยือน

  • สคล.หนุน “วัฒนธรรมสร้างสุข ท่องเที่ยวปลอดภัย” : เส้นทางท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม อ.บางกล่ำ  จ. สงขลา

    สคล.หนุน “วัฒนธรรมสร้างสุข ท่องเที่ยวปลอดภัย” : เส้นทางท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม อ.บางกล่ำ  จ. สงขลา

    สำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า (สคล.) โดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ดำเนินการรณรงค์ เรื่องการ ลด ละ เลิกเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และอบายมุข เพื่อส่งเสริมสุขภาพและความปลอดภัย มานานกว่า 22 ปี และในปี 2564 ได้ขยายการดำเนินงานเสริมพลังและยกระดับการท่องเที่ยวโดยชุมชนสู่ธุรกิจชุมชนปลอดภัยลดปัจจัยเสี่ยงจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และอบายมุข สู่โครงการ “วัฒนธรรมสร้างสุข ท่องเที่ยวปลอดภัย”

    ำบลแม่ทอม อำเภอบางกล่ำ จังหวัดสงขลา พื้นที่ที่ได้รับการพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมจนได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ ที่ต่างเข้ามาเยี่ยมเยือนอย่างไม่ขาดสาย และเป็นพื้นที่ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า ภายใต้โครงการ  “วัฒนธรรมสร้างสุข ท่องเที่ยวปลอดภัย”  โดยได้รับประกาศเกียรติคุณ จากการร่วมขับเคลื่อนงานวัฒนธรรมสร้างสุข ท่องเที่ยวปลอดภัย ลดปัจจัยเสี่ยง จากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และอบายมุขอย่างดีเยี่ยม ในปี 2566 

    ชุมชนแม่ทอม จุดเริ่มต้นของการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม

    นายชาญวิทูร สุขสว่างไกร ผู้ประสานงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า จังหวัดสงขลา และประธานวิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยวลุ่มน้ำคลองอู่ตะเภา ต.แม่ทอม อ.บางกล่ำ จ.สงขลา ได้กล่าวถึง การพัฒนาการท่องเที่ยวในพื้นที ว่า “เรามุ่งเน้นการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ของชุมชนเพื่อสร้างกิจกรรมที่สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวไปพร้อม ๆ กับลดการเสี่ยงจากการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และอบายมุข การพัฒนาชุมชนในรูปแบบนี้ ไม่เพียงแต่จะสร้างการมีส่วนร่วม แต่ยังเป็นการเสริมสร้างรายได้ให้แก่คนในพื้นที่”

    การส่งเสริมการท่องเที่ยวที่ปลอดภัยในชุมชนไม่เพียงแต่ลดปัญหาด้านสุขภาพ แต่ยังเป็นการสร้างรายได้ให้กับชุมชนโดยการนำทรัพยากรท้องถิ่นมาใช้ในการจัดกิจกรรมนำเที่ยว โดยการนำเสนออัตลักษณ์ของชุมชนท้องถิ่นผ่านกิจกรรมต่าง ๆ เช่น การทำอาหารพื้นบ้าน การจักสาน และการเรียนรู้วิถีชีวิตแบบดั้งเดิม เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสและเรียนรู้จากกิจกรรมเหล่านี้อย่างแท้จริง

    การท่องเที่ยวที่ยั่งยืน – การอนุรักษ์วัฒนธรรม

    “วัดคูเต่า” ตั้งขึ้นเมื่อประมาณ  พ.ศ. 2299 เดิมตั้งอยู่บ้านหนองหิน ต.แม่ทอม และด้วยเป็นพื้นที่ลุ่ม เป็นที่อาศัยของเต่าจำนวนมาก ชาวบ้านจึงเรียกว่า วัดสระเต่า  ต่อมามีชาวจีนมาทำมาหากินบริเวณสองฟากฝั่งของคลองอู่ตะเภามากขึ้น  ประกบกับพื้นที่ตั้งเดิมของวัดการสัญจรไม่สะดวก จึงย้ายวัดมาตั้งในพื้นที่ปัจจุบัน เหตุที่เรียกว่า “วัดคูเต่า” นั้น   เนื่องจากชาวจีนเข้ามาตั้งบ้านเรือนทำมาหากินกันมากและได้ถางป่า ขุดตอ ทำสวนส้มจุก ป่าไม้ค่อยๆ หมดไป ขณะที่ทางทิศตะวันตกของวัด บริเวณบ้านหนองหินมีป่าไม้เสม็ดมาก ชาวบ้านจึงขุดคลองขึ้นทางทิศเหนือของวัดเชื่อมติดกับลำคลองและขุดยาวไปทางทิศตะวันตก เพื่อใช้เรือเล็กแล่นผ่านไปมาในฤดูฝน ซึ่งบริวเณคูมักจะมีเต่ามาอาศัยอยู่จำนวนมาก ชาวบ้านจึงเรียก “คูเต่า” ดังนั้น วัดสระเต่า จึงเปลี่ยนมาเรียกเป็น “วัดคูเต่า”

    เนื่องจากวัดเป็นจุดศูนย์รวมของชุมชนตั้งแต่ในอดีตจนถึงปัจจุบัน จุดเริ่มต้นของกิจกรรมท่องเที่ยว โดยส่วนใหญ่จึงเริ่มกันที่ วัดคูเต่า  โดยพื้นที่ วัดคูเต่ายังมีสถาปัตยกรรมที่ได้รับการบูรณะจากการมีส่วนร่วมของชุมชน และมีความสำคัญในการอนุรักษ์และเผยแพร่คุณค่าทางวัฒนธรรม โดยวัดนี้มีศาลาบราณ ซึ่งได้รับรางวัลเพื่อการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ปี 2554 จาก องค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ ( ยูเนสโก) และรางวัลจาก สมาคมสถาปนิกสยาม นอกจากนี้ยังเป็นสถานที่เรียนรู้เกี่ยวกับ วิถีชีวิตของคนลุ่มน้ำคลองอู่ตะเภา ผ่านพิพิธภัณฑ์ที่จัดแสดงวัตถุโบราณและเครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน โดย นักท่องเที่ยวสามารถเดินชมและเรียนรู้เกี่ยวกับ ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมท้องถิ่นผ่านการจัดแสดงและสื่อเทคโนโลยี เช่น QR Code ในแต่ละจุดซึ่งจะช่วยให้นักท่องเที่ยวเข้าถึงข้อมูลได้ง่ายขึ้น

    หลากกิจกรรม – หลายเมนูอาหารให้เลือก

    ในตำบลแม่ทอม นักท่องเที่ยวสามารถสัมผัสกับประสบการณ์ท่องเที่ยวที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ซึ่งมีทั้งการเรียนรู้วิถีชีวิตท้องถิ่นและการทดลองทำกิจกรรมต่าง ๆ (Workshop) เช่น การทำ กล้วยบวชชี  การ จักสานจากเส้นใยกล้วย การทำ ขนมพื้นบ้าน เช่น ขนมทองม้วน ขนมปำจี ซึ่งได้รับการถ่ายทอดมาจากรุ่นสู่รุ่น และการเรียนรู้การ แปรรูปสมุนไพรพื้นถิ่น โดยทุกกิจกรรมจะมาพร้อมกับการให้ความรู้และการมีส่วนร่วมของนักท่องเที่ยว ดังนั้น ในทุก ๆ ฐานกิจกรรม นักท่องเที่ยวจะได้สัมผัสกับภูมิปัญญาท้องถิ่นผ่านการสอนจากกลุ่มวิสาหกิจชุมชน ซึ่งนอกจากจะได้รับประสบการณ์ในการทำกิจกรรมแล้ว ยังได้ลิ้มรสอาหารหรือขนมพื้นบ้านจากฝีมือของตนเองอีกด้วย 

    การท่องเที่ยวในพื้นที่นี้จึงไม่ได้เป็นแค่การท่องเที่ยวเพื่อความสนุกสนานเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างงานและรายได้ให้แก่ชุมชนโดยตรง นอกจากนักท่องเที่ยวที่มาเยือนจะได้สัมผัสกับความเป็นมาของวิถีชีวิตของคนในชุมชน ผ่านการทำกิจกรรมร่วมกับชาวบ้านแล้ว  ยังมีกิจกรรมอื่น ๆ ที่น่าสนใจ ซึ่งผ่านกระบวนการคิดและออกแบบรูปแบบกิจกรรมโดยกลุ่มคนในชุมชนเอง เพื่อให้มีความยืดหยุ่นต่อการท่องเที่ยวในพื้นที่  อาทิ การพายเรือคายัคเป็นต้น 

    การท่องเที่ยว ณ ตำบลแม่ทอม อำเภอบางกล่ำ จังหวัดสงขลา นับเป็นการท่องเที่ยวที่สะท้อนถึงความร่วมมือของชุมชนในการรักษาและส่งเสริมวัฒนธรรมท้องถิ่น พร้อมทั้งสร้างความยั่งยืนให้แก่ชุมชนผ่านการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและกิจกรรมที่ปลอดภัยจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ นอกจากนี้ยังเป็นการสนับสนุนให้คนในชุมชนมีรายได้จากการท่องเที่ยวและทำให้ชุมชนมีความเข้มแข็งและมั่นคงในระยะยาว

    นักท่องเที่ยวที่สนใจสามารถสัมผัสกับประสบการณ์เหล่านี้ได้ที่ วิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยวลุ่มน้ำคลองอู่ตะเภา https://cbtsongkhla.com/khlong-u-taphao/

  • “หมออุดมศักดิ์”ชี้งานวิจัยยัน“ธุรกิจน้ำเมา”หวังแค่รายได้ ไม่สนผลกระทบ ด้าน ครปอ.ปูด 4 มี.ค.เร่งแก้ไข กม.เอาใจนายทุน

    “หมออุดมศักดิ์”ชี้งานวิจัยยัน“ธุรกิจน้ำเมา”หวังแค่รายได้ ไม่สนผลกระทบ ด้าน ครปอ.ปูด 4 มี.ค.เร่งแก้ไข กม.เอาใจนายทุน

    วันนี้(3 มี.ค.)ภาคีป้องกันและลดผลกระทบจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เครือข่ายพัฒนาคุณภาพชีวิต เครือข่ายรณรงค์ป้องกันภัยแอลกอฮอล์ และเครือข่ายสร้างเสริมสุขภาพเยาวชน ร่วมกันจัดเสวนาเรื่อง “รัฐบาลเร่งปลดล็อกขายสุรา เพื่อผลประโยชน์ธุรกิจอยู่เหนือธรรมาภิบาล หรือไม่ ? แต่คนไทยหวั่นใจตายเจ็บเพิ่ม” พร้อมเปิดคลิปข่าว “ย้อนคดีน้องแก้ม ฆ่าข่มขืนเด็กหญิง 13 ทิ้งร่างจากรถไฟ” ที่ผลิตและเผยแพร่โดยเพจอีจัน เพื่อย้ำเตือนถึงความสูญเสียครั้งสำคัญ ณ โรงแรมแมนดาริน สามย่าน กรุงเทพ

    รศ.ดร.นพ.อุดมศักดิ์ แซ่โง้ว สำนักวิชาแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ กล่าวว่า การแทรกแซงนโยบายของภาครัฐของธุรกิจแอลกอฮอล์เป็นรับรู้กันโดยทั่วไปในวงการวิชาการด้านสุขภาพ อ้างอิงจากการทบทวนรายงาน 20 ฉบับทั่วโลก พบว่า ธุรกิจมุ่งรักษาผลประโยชน์ส่วนตนมากกว่าสนับสนุนมาตรการลดผลกระทบของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดย 1.ชี้นำสังคมไปยังปัญหาบางด้านเช่น ดื่มแล้วขับ การดื่มในเยาวชน ทำให้สังคมไม่ได้สนใจปัญหาอื่นเช่น ความรุนแรงในครอบครัว การก่อโรคทางกาย และสุขภาพจิต 2.เน้นเป็นความรับผิดชอบของคนดื่มมากกว่าผลกระทบของแอลกอฮอล์ในฐานะสารออกฤทธิ์ต่อจิตประสาท ทำให้เกิดการมองข้ามความรับผิดชอบของผู้ผลิตและผู้จำหน่าย 3.สนับสนุนมาตรการปัจเจก เช่นรณรงค์ให้ดื่มอย่างรับผิดชอบ แต่ไม่สนับสนุนนโยบายลดการบริโภค เช่น การจำกัดเวลา สถานที่จำหน่าย ควบคุมการตลาด 4. กลยุทธ์แทรกแซงนโยบาย เช่น เผยแพร่แนวคิดผ่านองค์กรการค้า การจัดองค์กรหน้าฉาก (ที่ให้ภาพเป็นกลาง) ใช้บริษัทที่ปรึกษาและสนับสนุนทุนไปยัง think tanks เพื่อทำรายงานที่สอดคล้องกับแนวคิดของธุรกิจ โดยใช้ข้อมูลจากงานวิจัยที่มีระเบียบวิธีไม่ซับซ้อน (งานวิจัยไม่ใช่งานวิจัยคุณภาพสูง) สร้างความสัมพันธ์กับผู้กำหนดนโยบายและนักการเมืองผ่านการสนับสนุนเงินและการให้ข้อมูลจากรายงานที่จัดทำโดยบริษัทที่ปรึกษาและ think tanks

    รศ.ดร.นพ.อุดมศักดิ์ กล่าวต่อว่า ส่วนลักษณะการเคลื่อนไหวในไทย จะแตกต่างกันตาม 3 กลุ่มหลักในตลาด คือ 1.ทุนใหญ่ในประเทศ มักเคลื่อนไหวทางสาธารณะน้อยเพราะชินชินกับการทำธุรกิจภายใต้กฎหมายเดิมและการเมืองไทย และข้อกฎหมายบางประการก็อาจเป็นประโยชน์ต่อกลุ่มนี้ 2. ธุรกิจรายเล็ก จะเคลื่อนไหวทางสาธารณะมากกว่า มีความผูกพันกับการเคลื่อนไหวทางการเมือง ต้องการแก้ไขกฎหมายเอื้อประโยชน์ต่อรายใหญ่ และ 3.ทุนใหญ่ข้ามชาติ ใช้วิธีการล็อบบี้ และมักทำงานร่วมกับธุรกิจในประเทศ ผลักดันนโยบายที่เอื้อประโยชน์ต่อการขยายตลาด เช่น สนับสนุนมูลนิธิเพื่อขับเคลื่อนแคมเปญตามแนวทางของธุรกิจ การเรียกร้องผ่านองค์กรการค้า การสนับสนุนจากรัฐบาลของประเทศแม่ของทุนข้ามชาติ ร่วมกำหนดนโยบายผ่านการร่วมมือกับ think tanks ภายในประเทศ

    “ลักษณะเช่นนี้ ตนมองว่า ทุนใหญ่ในประเทศ อาจพอใจกับสถานะปัจจุบันที่ยังคงรักษาความเป็นเจ้าตลาดอยู่ได้ ส่วนธุรกิจรายเล็ก ต้องการเติบโตโดยการผลักดันให้มีการยกเลิกหรือปรับแก้กฎเกณฑ์ที่เป็นอุปสรรคต่อการ ขยายธุรกิจของตน ขณะที่ทุนใหญ่ข้ามชาติ ต้องการเพิ่มส่วนแบ่งการตลาดโดยสนับสนุนการลดข้อจำกัดด้านกฎหมาย การลดความเข้มข้นของกฎหมายควบคุม น่าจะเพิ่มการแข่งขันในตลาดซึ่งกระทบกับทุนใหญ่ในประเทศ แต่ก็ช่วยให้สามารถทำธุรกิจได้ง่ายขึ้นเช่นกัน บทเรียนจากต่างประเทศพบว่า ในระยะยาวธุรกิจรายเล็กที่มีผลิตภัณฑ์ที่โดดเด่น มักถูกเทคโอเวอร์โดยทุนใหญ่ นอกจากนี้ กำแพงภาษีที่สหรัฐฯ มีแนวโน้มจะเก็บกับประเทศตะวันตกจะมีผลกระทบต่อผลิตภัณฑ์แอลกอฮอล์ด้วยและอาจเป็นเหตุให้ต้องขยายตลาดไปยังประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ รวมถึงประเทศไทย ซึ่งตนอยากให้มองว่าปัจจุบันตัวเองสามารถเห็นร้านเหล้า หรือซื้อได้ง่ายหรือไม่ ก็จะตอบได้ว่ามาตรการที่มีอยู่ในตอนนี้แย่จนต้องแก้ไขยกเลิก หรือเป็นการควบคุมในระดับที่เหมาะสมพอประมาณอยู่แล้ว” รศ.ดร.นพ.อุดมศักดิ์ กล่าว

    ด้าน อาจารย์คมสัน โพธิ์คง นักกฎหมายมหาชน กล่าวว่า เครื่องดื่มแอลกอฮอล์แม้จะมีการดื่มอย่างแพร่หลายทั่วโลกก็ตาม แต่สภาพความเป็นจริงและการศึกษาทั้งหลายยืนยันว่าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของผู้ดื่ม ทำให้เกิดโรคร้ายแรง และยังขาดสติก่อเหตุกระทบกับผู้ที่ไม่ได้ดื่ม เช่น อุบัติเหตุ อาชญากรรม ดังนั้นกฎหมายนี้จึงออกมาเพื่อควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เพราะถือว่าไม่ใช้สินค้าที่ปลอดภัยนัก แต่ในทางปฏิบัติอาจมีปัญหาการบังคับใช้กฎหมายเจ้าหน้าที่ไม่เพียงพอ ต้องใช้คนจากหลายหน่วยงานจึงทำให้บังคับใช้กฎหมายไม่เต็มประสิทธิภาพ เพราะกลุ่มผู้ขายมีการสร้างสัมพันธ์อันดีกับหน่วยงานของรัฐ นอกจากนี้ยังพบความพยายามหาช่องว่างเลี่ยงกฎหมาย บางครั้งก็ยอมทำผิดแบบดื้อๆ เพราะโทษไม่หนัก ขณะที่คนดื่มก็มองการฝ่าฝืนกฎหมายเป็นเรื่องปกติ อ้างดื่มเพื่อเข้าสังคม สิ่งเหล่านี้ทำให้เกิดความวุ่นวายในการบังคับใช้กฎหมายพอสมควร

    อาจารย์คมสัน กล่าวต่อว่า สำหรับการแก้กฎหมายครั้งนี้ที่มีความพยายามทำให้การควบคุมอ่อนลง ก็ต้องบอกว่าเป็นปัญหาของนักการเมือง สส.บางส่วนมีการประกอบกิจการที่เกี่ยวข้อง กับการขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ อาทิ ร้านอาหาร ร้านเหล้า ซึ่งธุรกิจแอลกอฮอล์ก็พยายามเข้าไปอยู่ข้างหลังบรรดาสส.เหล่านี้ เพื่อแก้กฎหมายให้มีความสะดวกในการขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ให้มากขึ้น โดยไม่คำนึงถึงปัญหาที่เกิดขึ้นกับสังคม จึงพยายามที่จะลดโทนในการบังคับใช้กฎหมายไปเรื่อยๆ บางเรื่องพยายามจะตัดออกให้ได้ ดังนั้นในแง่หลักการกฎหมายที่จะทำขึ้นใหม่ จะเป็นการเอื้อผู้ประกอบการมากขึ้น ข้ออ้าง ว่าจะทำให้เกิดรายได้มหาศาลนั้นแต่ กลับไม่เคยเอามาเปรียบเทียบกับเงินที่รัฐจะต้องจ่ายในการดูแลรักษาผู้เจ็บป่วย ได้รับผลกระทบจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เลย ถึงจะมีตัวเลขผลกระทบออกมาชัดเจนแต่รัฐก็ไม่มอง มองแต่ผลประโยชน์ทางธุรกิจ ส่วนภาพการมอบหมายไปศึกษา ผลดีผลเสียก่อนนั้นเป็นเพียงพิธีกรรม พูดเพื่อให้เรื่องเงียบ แต่ในใจลึกๆ ก็หาช่องที่จะเอาเรื่องนั้นให้ได้ นอกจากจะมีผลการศึกษาออกมาแล้วมันเดินไปไม่ได้แล้วจริงๆ พวกนี้ถึงจะยอมหยุด

    ​“สังเกตไหมว่าปัญหาเหล่านี้เกิดขึ้นเพราะบรรดากลุ่มธุรกิจสามารถเข้าไปแทรกแซง นักการเมืองได้ สามารถใช้ประโยชน์จากพวกนี้ได้ การอ้างประชาธิปไตยเป็นของประชาชน อ้างว่าประชาชนต้องการแบบนี้ ซึ่งก็ไม่รู้ว่า ประชาชนต้องการจริงไหม หรือแค่ประชาชนคนไหนที่ต้องการเรื่องแบบนี้ แต่คนที่ได้รับผลกระทบเขาไม่เอา พวกนี้ไม่เคยเข้าถึงจิตใจคนที่ได้รับผลกระทบเลย เพราะฉะนั้นขอให้รัฐบาลหยุดลการส่งเสริมการดื่มแอลกอฮอล์ กลับสู่จุดเดิมคือการควบคุมที่เหมาะสม กำกับให้มีการบริโภคแบบไม่ให้เกิดปัญหาต่อสังคมโดยรวม ไม่เป็นภาระกับรัฐ” ผศ.ดร.คมสัน กล่าว

    ด้านนายชูวิทย์ จันทรส ผู้ประสานงานเครือข่ายรณรงค์ป้องกันภัยแอลกอฮอล์ กล่าวว่า ตนทราบมาว่าในวันพรุ่งนี้ คือ 4 มีนาคม 2568 จะมีการประชุมกรรมการนโยบายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แห่งชาติ เพื่อเดินหน้าให้มีการแก้ไขอนุบัญญัติ ตามพระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2551 ให้เป็นไปตามข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรี นางสาวแพรทองธาร ชินวัตร ในการให้ศึกษาการปลดล็อคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เช่น ยกเลิกการห้ามขายวันพระใหญ่ ยกเลิกเวลาห้ามขายช่วง 14.00-17.00 น. และยกเลิกการห้ามขายออนไลน์ เป็นต้น ซึ่งเป็นเรื่องที่ธุรกิจแอลกอฮอล์ ร้านเหล้าผับบาร์ เสนอต่อรัฐบาลมาตลอด เครือข่ายเห็นถึงความรีบเร่งและขาดความรอบคอบ เป็นการเอาใจกลุ่มธุรกิจมากเกินไป ต่างจากในอดีตที่เครือข่ายไปขอเข้าพบ ขอยื่นข้อเสนอ เราก็ไม่เคยได้เข้าถึงในทำเนียบรัฐบาล มีเพียงตัวแทนมารับเรื่องที่ศูนย์บริการประชาชน แต่พอเป็นกลุ่มธุรกิจรัฐบาลกลับเปิดทำเนียบให้เข้าไปพบปะหารือ ดูแลเป็นอย่างดี หนำซ้ำในวันรุ่งขึ้นนายกก็มีการแถลงข่าวรับลูก และสั่งการอย่างรวดเร็ว ต่างกันอย่างสิ้นเชิงกับเครือข่ายที่ทำงานอยู่กับความเป็นความตาย ความเจ็บป่วยของคน มิได้มีประโยชน์ใดๆแอบแฝง ก็ได้แต่หวังว่าในการประชุมของกรรมการนโยบายฯพรุ่งนี้ จะมีการพิจารณาอย่างรอบคอบ เป็นธรรม ไม่เอาใจธุรกิจจนหลงลืมความสูญเสีย ความเจ็บป่วย ความตายของประชาชน และต้องไม่ลืมว่าข้อสั่งการให้มีการศึกษานะ ไม่ใช่ให้แก้ทุกอย่างเพื่อเอาใจนายทุน นักธุรกิจ

  • สคล.เดินหน้าหนุนโครงการ “โรงเรียนคำพ่อสอน”

    สคล.เดินหน้าหนุนโครงการ “โรงเรียนคำพ่อสอน”

    ตั้งเป้าสร้างครูและเด็กคุณภาพขยายถึงครอบครัวสู่การเปลี่ยนแปลงยั่งยืน

    กว่า 9 ปีในการดำเนิน โครงการโรงเรียนคำพ่อสอน ของสำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า (สคล.) เกิดขึ้นจากแรงบันดาลใจโดยการน้อมนำกระแสพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในหลวงรัชกาลที่ 9 มาเป็นแนวทางในการพัฒนาการศึกษาและการสร้างคนดีสู่สังคม โครงการนี้มุ่งเน้นให้ครูเป็นผู้นำในการถ่ายทอดคุณธรรมและความรู้แก่เด็กนักเรียน ผ่านกระบวนการเรียนรู้ที่ไม่เพียงแค่เน้นวิชาการ แต่ยังส่งเสริมการพัฒนาจิตใจ การใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่า และการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างครู นักเรียน และชุมชน 

    นางสาวอภิษามะหะมาน ผู้ประสานงานโครงการเครือข่ายโรงเรียนคำพ่อสอน สคล. กล่าวว่า โครงการฯนี้ เป็นการต่อยอดจากกิจกรรม โพธิสัตว์น้อย ลูกขอพ่อแม่เลิกเหล้า ซึ่งดำเนินมาถึงปีที่ 16 ในปีนี้ ต่อมาได้ขยายการทำงานโดยครูมีส่วนร่วมมากขึ้นพร้อมมอบโล่ประกาศเกียรติคุณ ครูดีไม่มีอบายมุข ซึ่งปีนี้เป็นปีที่ 13 ภายใต้การดำเนินกิจกรรมโพธิสัตว์น้อยและครูดีไม่มีอบายมุขนั้น มุ่งหวังจะให้ครูเป็นฐานเรื่องการเรียนการสอนการเป็นแบบอย่างที่ดี โดยน้อมนำตามกระแสพระราชดำรัส ในหลวงรัชกาลที่ 9 และนำมาสู่ดำเนินโครงการโรงเรียนคำพ่อสอนขึ้น โดยยึดหลัก คือ “ให้ครูรักเด็ก ให้เด็กรักครู” ซึ่งจะเป็นการเปิดประตูใจที่ยอดเยี่ยมด่านแรก เพราะหากเด็กรักครู ครูบอกอะไรเด็กจะเชื่อฟัง ขณะเดียวกันเมื่อครูรักเด็ก ครูจะให้อภัยเด็กเช่นกัน 

    เริ่มต้นจากครูสู่เด็กขยายไปถึงบ้าน

    นายภิญโญโสตถิฤทธิ์ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านคลองกกสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชุมพรเขต 2 กล่าวว่า ได้นำแนวคิดจากโครงการนี้มาประยุกต์ใช้ในโรงเรียนหลังจากเข้าร่วมการอบรม ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของการพัฒนาครูและนักเรียนให้เป็นมากกว่าการศึกษาในห้องเรียน โดยเน้นให้ครูอบรมจิตใจเด็กด้วยความรัก ความเข้าใจ และเป็นตัวอย่างที่ดี ผ่านการดำเนินงานของ “ครูดีไม่มีอบายมุข” ซึ่งเป็นแกนนำสำคัญในการสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ที่เปี่ยมด้วยคุณธรรม

    โครงการโรงเรียนคำพ่อสอน เป็นการเรียนรู้ที่ไม่ได้มีในตำรา ในโครงการจะเริ่มต้นจากความรัก “ให้ครูรักเด็ก” ในแนวทางนี้ ครูก็จะมีการปรับตัว ปรับพฤติกรรมตนเอง ต้องเตรียมความพร้อมที่จะนำเข้าสู่การเรียนรู้ ซึ่งปฏิเสธไม่ได้เลยว่าสังคมปัจจุบันครอบครัวอาจไม่ได้สมบูรณ์แบบ 100 % บางคนต้องอยู่กับคุณปู่ คุณย่า คุณตา คุณยาย และ คุณครูคือพ่อ แม่คนที่ 2 ที่จะคอยอบรมบ่มนิสัยให้พวกเขา เพราะฉะนั้นคุณครูต้องมีใจรักเด็ก โรงเรียน คือบ้านหลังที่ 2 โครงการนี้ ทำให้ครูมีการเปลี่ยนแปลง ใช้คำพูดในเชิงบวก ฟังจากเหตุและผลด้วยความเข้าใจและต้องการช่วยเหลือแก้ปัญหา เหล่านี้เป็นสิ่งที่ทำให้เด็กเข้าหา กล้าพูดคุย และเชื่อฟัง ทำให้คุณครูทำงานง่ายขึ้น  กิจกรรมในตอนเช้า คือพลังบวก  เช่น การชื่นชมตัวเองเห็นคุณค่าตัวเอง เป็นหลักจิตวิทยาที่ได้พูด ซึ่งเป็นการบันทึกในทุก ๆ วัน นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมเชิงบวกของพวกเขาได้ 

    กิจกรรมที่สร้างความเปลี่ยนแปลง

    นางสาวเยาวดีย้อยสวัสดิ์ หรือ “ครูหนู” แกนนำโครงการฯ กล่าวว่า กิจกรรมของโรงเรียนคำพ่อสอน ในระยะเวลา 1 ปี จะสอดคล้องกับเทศกาลของปี โดยกิจกรรมจะให้ความรักก่อนให้ความรู้ โดยโรงเรียน จะเปิดเพลง “คำพ่อสอน” ทุกเช้าเพื่อปลูกฝังจิตสำนึกและสร้างบรรยากาศเชิงบวก เด็ก ๆ จะร่วมกันทำความสะอาดโรงเรียนก่อนเข้าเรียน มีกิจกรรมหน้าเสาธง “กอด” ครูกอดเด็กๆเพื่อสร้างความอบอุ่นและความใกล้ชิด ยังมีการรออกกำลังกายเบา ๆ (Slow Jogging) เพื่อกระตุ้นพลังงานก่อนเรียน  ในช่วงรณรงค์งดเหล้าเข้าพรรษา เด็ก ๆ จะร่วมกิจกรรมส่งจม.สื่อรัก ขอให้ลด ละ เลิกเหล้า ต่อด้วย ขอให้พ่อแม่เลิกเหล้าเลิกเบียร์อบายมุขในวันเกิดทุกสัปดาห์  หรือ ในช่วงสิ้นปี เด็ก ๆ จะเขียนเรียงความเกี่ยวกับตัวเองว่าจะปรับปรุงพัฒนาและตัวเองพัฒนาตัวเองอย่างไรบ้าง ชื่นชมตัวเองที่ไม่ยุ่งเกี่ยวกับอบายมุขเป็นเด็กดีของสังคม เป็นต้น  ซึ่งความคืบหน้าของผลลัพธ์ดีขึ้นเรื่อย ๆ 

    ผลลัพธ์ที่เห็นได้ชัดเจนใครเห็นต้องว้าว

    นอกจากนี้ยังมี ห้องเรียนพ่อแม่ ที่อบรมผู้ปกครองเกี่ยวกับการใช้หลักจิตวิทยาในการเลี้ยงดูบุตร ผ่านกิจกรรมที่สนุกและเข้าใจง่าย ซึ่งได้รับความสนใจจากผู้ปกครองเป็นอย่างมาก โดยพบว่าหลังเข้าร่วมกิจกรรมผู้ปกครองมีการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น 

    นางสาวปริศนาพริกบางกา หรือ “ย่าเอี้ยง” ของน้องอาโป เล่าว่าหลังจากเข้าร่วม “ห้องเรียนพ่อแม่” ตนเริ่มเข้าใจถึงบทบาทของตนเองในการเลี้ยงหลานสาวมากขึ้น จากเดิมที่มีพฤติกรรมดื่มเหล้าและใช้คำพูดรุนแรง กลับกลายเป็นย่าที่ตั้งใจเลิกเหล้าเพื่อหลานสาว ทำให้ความสัมพันธ์ภายในครอบครัวดีขึ้น หลานสาวเองก็มีความสุขและใกล้ชิดกับย่ามากขึ้นด้วย

    โครงการโรงเรียนคำพ่อสอนไม่ได้เพียงเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของครูและนักเรียนแต่ยังส่งผลต่อผู้ปกครองและชุมชนโดยรอบโรงเรียนบ้านคลองกกนับเป็นตัวอย่างของการใช้การศึกษาเป็นเครื่องมือในการพัฒนาคนอย่างรอบด้านทั้งในด้านวิชาการและจิตใจสร้างสรรค์สังคมที่เข้มแข็งและยั่งยืนต่อไป

  • “โรงเรียนคำพ่อสอน” : ต้นแบบแห่งความสำเร็จสร้างเด็กดีลดพฤติกรรมเสี่ยง ขยายผลจากระดับประถมสู่มัธยม

    “โรงเรียนคำพ่อสอน” : ต้นแบบแห่งความสำเร็จสร้างเด็กดีลดพฤติกรรมเสี่ยง ขยายผลจากระดับประถมสู่มัธยม

    ในยุคที่ปัญหาพฤติกรรมเสี่ยงของเยาวชนเป็นประเด็นสำคัญของสังคม “โครงการโรงเรียนคำพ่อสอน” โดยสำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า (สคล.)  จากการดำเนินการมากว่า 9 ปี พบว่า การเริ่มต้นสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ครูเป็นกุญแจสำคัญในการป้องกันและแก้ไขปัญหาพฤติกรรมเสี่ยงของเยาวชนและยังสร้างพฤติกรรมด้านบวกให้เยาวได้อีกด้วย โดยโครงการโรงเรียนคำพ่อสอนเริ่มต้นพาครูเรียนรู้เพื่อสร้างความเข้าใจในตัวเอง เข้าใจในความแตกต่างของมนุษย์ ใช้ความรักความความเมตตา เข้าใจ ให้อภัย ให้โอกาส ทำหน้าที่เป็นพ่อแม่ที่2นักเรียนจะอบอุ่นใจว่าเขามีคุณค่าในสายตาครูเขายังมีครูเป็นที่พึ่ง รวมถึงการเปิดพื้นที่ให้นักเรียนได้ทำความดีเพื่อผู้อื่นในสิ่งใกล้ตัวอย่างต่อเนื่องเป็นวิถีชีวิตในโรงเรียน เช่นพี่สอนน้อง ฯซึ่งเป็นการทำกิจกรรมร่วมกันเป็นหมู่คณะของนักเรียน ส่งผลให้นักเรียนเห็นคุณค่าในตัวเอง (Self Esteem)

    เกิดสัมพันธภาพที่ดีระหว่างรุ่นพี่รุ่นน้อง และครูต้องมีท่าทีในเชิงบวกกับนักเรียนเช่น ยิ้ม หาเรื่องชื่นชม ตั้งใจรับฟังในสิ่งที่นักเรียนพูด ซึ่งเป็นการให้เกียรติซึ่งกันและกัน ซึ่งตรงตามกระแสพระราชดำรัสเพื่อปฏิรูปการศึกษาของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (รัชกาลที่ 9) “..ให้ครูรักเด็กและเด็กรักครู ให้ครูสอนเด็กให้มีน้ำใจต่อเพื่อนไม่ให้แข่งขันกันแค่ให้แข่งกับตัวเอง ให้เด็กที่เรียนเก่งกว่าช่วยสอนเพื่อนที่เรียนช้ากว่า ให้ครูจัดกิจกรรมให้นักเรียนทำร่วมกันเพื่อให้เห็นคุณค่าของความสามัคคี..” แนวปฏิบัติดังกล่าวนี้สามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตเด็กนักเรียนได้อย่างแท้จริง โดยโครงการนี้มิได้เพียงช่วยลดพฤติกรรมเสี่ยงของเด็ก ๆ เช่นเลิกดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เลิกสูบบุหรี่ ไม่หนีเรียน ลดความก้าวร้าวรุนแรงในโรงเรียนแล้ว  แต่ยังส่งเสริมพฤติกรรมเชิงบวก ทำให้การเรียนรู้ด้านวิชาการของเด็กดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด 

    ขยายโอกาสแห่งความสำเร็จจากประถมสู่มัธยม

    จากความสำเร็จของโครงการฯ ในระดับประถมศึกษา ได้นำไปสู่การขยายผลสู่ระดับมัธยมศึกษา โดย “โรงเรียนชุมชนวัดหาดสำราญ”  สำนักงานเขตพื้นที่ประถมศึกษา (สพป.) จังหวัดชุมพร เขต 2  เป็นหนึ่งในโมเดลต้นแบบของการประยุกต์ใช้แนวทางของโครงการโรงเรียนคำพ่อสอนจนเกิดผลสำเร็จ

    นางสาวรจนากลิ่นหอมผู้อำนวยการโรงเรียนชุมชนวัดหาดสำราญตำบลหาดยายอำเภอหลังสวนจังหวัดชุมพร กล่าวว่า “โรงเรียนของเราเป็นโรงเรียนขยายโอกาส มีทั้งนักเรียนประถมศึกษา (ป. 1 – ป.6 ) และมัธยมศึกษา (ม.1 – ม.3 ) ซึ่งก่อนหน้านี้พบปัญหาด้านพฤติกรรมของเด็ก เช่น การไม่เข้าเรียน การยุ่งเกี่ยวกับอบายมุข เราจึงได้นำหลักการของโรงเรียนคำพ่อสอนมาใช้กับเด็กระดับมัธยมฯ ในกระบวนการเดียวกัน แต่ละเอียดอ่อนต่างกัน ด้วยพฤติกรรมเป็นเด็กที่โตกว่า โดยมีกิจกรรมที่โรงเรียนได้นำมาจากโครงการโรงเรียนคำพ่อสอนมาทำเป็นกิจวัตรหรือเป็นวิถีของโรงเรียนคือ เปิดเทอมสร้างสุขให้ความรักก่อนให้ความรู้ เช่น การกอดยิ้มชมสบตาสวัสดี ซึ่งโครงการโรงเรียนคำพ่อสอนได้พาครูไปเรียนรู้จิตวิทยานีโอฮิวแมนนิส กับรศ.ดร.เกียรติวรรณ อมาตยกุล เพื่อสร้างสัมพันธภาพที่ดีระหว่างครูกับนักเรียน 

    นอกจากนี้ ยังมีขบวนการตาสับปะรด  ที่ให้นักเรียนช่วยกันสอดส่องพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมและรายงานครูโดยไม่เปิดเผยตัวตน ซึ่งช่วยลดปัญหาการหนีเรียนและพฤติกรรมเสี่ยง ซึ่งเด็กมัธยมฯ สามารถเข้าถึงอินเตอร์เน็ต เข้าถึงสื่อโซเชียลได้ง่าย เช่น บุหรี่ไฟฟ้า ซึ่งมาในรูปแบบต่าง ๆ เราต้องใส่ใจให้มาก การชวนนักเรียนมาทำกิจกรรมในหลายๆ มิติ มอบหมายให้มีบทบาทในกิจกรรมต่าง ๆ จะทำให้เขารู้สึกมีคุณค่าและได้รับการยอมรับจากสังคม เด็กจะมีความภูมิใจในตนเอง    ผลลัพธ์ที่ได้คือเด็กมีจิตสาธารณะมากขึ้นลดพฤติกรรมก้าวร้าวและเรียนรู้เกี่ยวกับโทษภัยของยาเสพติดอย่างมีประสิทธิภาพ

    เปลี่ยนแปลงครูสู่การเปลี่ยนแปลงเด็ก

    “โรงเรียนคำพ่อสอน” ที่เริ่มต้นจากการเปลี่ยนพฤติกรรมของครูที่เข้าร่วมโครงการ  ทำให้เกิดความเข้าใจต่อพฤติกรรมของนักเรียนและรับฟังนักเรียนมากขึ้น ทำให้นักเรียนมีความกล้าเข้ามาปรึกษาครู การเปลี่ยนแปลงของครู จึงนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงของเด็กนักเรียนเช่นกัน

    นางสาวเบญจมาศคงคาชัยหรือครูบิว”  โรงเรียนชุมชนวัดหาดสำราญ.หลังสวน.ชุมพร  กล่าวถึงแนวทางการนำโครงการ “โรงเรียนคำพ่อสอน” มาประยุกต์ใช้ว่า “เมื่อก่อนครูบางคนอาจจะใช้คำพูดรุนแรงกับเด็ก แต่หลังจากเข้าร่วมโครงการ ครูกลายเป็นผู้รับฟังที่ดี ใช้คำพูดสุภาพ และให้ความรักความเข้าใจเด็กมากขึ้น ส่งผลให้เด็กกล้าปรึกษาครู ลดช่องว่างระหว่างครูกับนักเรียน และทำให้บรรยากาศในโรงเรียนดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด”   นอกจากนี้ ทางโรงเรียนยังมีกิจกรรม พี่สอนน้อง ที่เปิดโอกาสให้นักเรียนมัธยมเป็นพี่เลี้ยงดูแลน้องประถม ส่งเสริมความรับผิดชอบและภาวะผู้นำ ทำให้เด็ก ๆ รู้สึกมีคุณค่า และช่วยลดปัญหาพฤติกรรมเสี่ยง เช่น การสูบบุหรี่ และการใช้สื่อโซเชียลในทางที่ผิดอีกด้วย

    เปลี่ยนแปลงตนเองจนเป็นแบบอย่าง

    เด็กชายจรูญโรจน์ปานมณีหรือน้องกันนักเรียนชั้น.2 เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจากโครงการโรงเรียนคำพ่อสอน เดิมทีเขาติดบุหรี่ตั้งแต่ชั้น ม.1 เนื่องจากอิทธิพลจากเพื่อนกลุ่มเก่า แต่เมื่อครอบครัวทราบและขอให้เลิก เขาจึงตัดสินใจเลิกสูบบุหรี่โดยอาศัยกิจกรรมสนับสนุนของโรงเรียน เช่น การเข้าร่วมโครงการ “พี่สอนน้อง” และการใช้ลูกอมเลิกบุหรี่ที่ทางโรงเรียนจัดทำขึ้น

    น้องกันกล่าวว่า “พอเลิกบุหรี่ได้ ผมรู้สึกดีขึ้นมาก มีความตั้งใจเรียน และอยากเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับน้อง ๆ ในโรงเรียน ตอนนี้เข้ามาเป็นทีมงาน ทำกิจกรรมดี ๆ สร้างชื่อเสียงให้กับโรงเรียนครับ “

    โรงเรียนคำพ่อสอน”  โมเดลแห่งการสร้างสังคมที่ดี

    นอกจากนี้ ทางโรงเรียนยังได้เชื่อมโยงโครงการฯ กับชุมชน โดยการนำทรัพยากรที่มีอยู่มาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ เช่น “สาหร่ายใบไชยาทอดกรอบ” และ “ชามัทฉะไชยา” (ชาเขียว) ซึ่งได้รับรางวัลระดับจังหวัด นอกจากนี้ ยังมี “ลูกอมหญ้าหมอน้อย” ที่ได้รับการตอบรับอย่างดี ทำให้นักเรียนได้เรียนรู้การสร้างรายได้ และเพิ่มความภาคภูมิใจในตนเองด้วย

    การนำกระบวนการจากโครงการ โรงเรียนคำพ่อสอน มาใช้ในโรงเรียนชุมชนวัดหาดสำราญได้สร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นรูปธรรม ไม่เพียงแต่ลดพฤติกรรมเสี่ยงของนักเรียน แต่ยังช่วยปรับเปลี่ยนแนวทางการสอนของครูและสร้างความสัมพันธ์ที่ดีในโรงเรียน โมเดลนี้แสดงให้เห็นว่า หากมีแนวทางที่เหมาะสมและการสนับสนุนที่ดีจากครู ผู้ปกครอง และชุมชน ก็สามารถสร้างโรงเรียนที่เป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้และการพัฒนาเยาวชนได้อย่างแท้จริง