Author: SDN Thailand

  • เวียงสระ แหล่งท่องเที่ยวสร้างสรรค์ สร้างสุข

    เวียงสระ แหล่งท่องเที่ยวสร้างสรรค์ สร้างสุข

    เวียงสระ แหล่งท่องเที่ยวสร้างสรรค์ สร้างสุข

    เมื่อครั้งที่แล้ว เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2567 จากการที่ศูนย์สืบสานมโนราห์ปักษ์ใต้นำโดยคุณชานนท์ เสือรามจันทร์ และทางทีมโครงการท่องเที่ยวสร้างสุข ท่องเที่ยวปลอดภัยได้ร่วมนำเสนอกิจกรรมการท่องเที่ยวชุมชนเวียงสระนี้ ขายให้กับนักท่องเที่ยวอาสาสมัครจากกลุ่ม Volunteer English Bangkok และตัวแทนของทีม Voluntist ที่ลงเข้าไปพร้อมนักท่องเที่ยวอาสาสมัครกลุ่มนี้ เพื่อมาท่องเที่ยวกับกิจกรรมของศูนย์สืบสานมโนราห์ปักษ์ใต้ โดยเป็นนักท่องเที่ยวชุดแรกจำนวน 5 ท่าน จากสหราชอาณาจักร ที่เป็น นศ.แพทย์จาก OXFORD นักวิทยาศาสตร์จาก LONDON ทีมผู้ช่วยทันตแพทย์จาก Edinburgh โค้ชเทนนิสจาก LONDON และ นักศึกษาเศรษฐศาสตร์ LONDON เช่นกัน เข้ามาเรียนรู้ และ ใช้บริการของกิจกรรมท่องเที่ยวของศูนย์นี้ ซึ่งได้ผลตอบรับที่ดี ดูได้จาก ความสนใจเรื่องของอาหารพื้นถิ่น เช่น ขนมลา และ การได้มีส่วนร่วมในการฝึกรำมโนราห์ จนนักท่องเที่ยวบางท่านติดใจไปซื้อทานอีกครั้งเมื่อไปพบเจอขนมลาในตลาดที่ชุมชนอื่น

    จากการทดสอบกิจกรรมการท่องเที่ยวแบบ TOUR TO TEACH ดังกล่าว ทางโครงการได้สรุปประเด็นปัญหาและประเด็นต่อยอด เพื่อใช้ในการที่จะพัฒนากิจกรรมในครั้งถัดไปให้ดีขึ้น โดยเน้นการพัฒนาให้กิจกรรมของชุมชนเวียงสระสามารถตอบโจทย์พัฒนาทักษะของเยาวชนและชาวชุมชนที่เข้าร่วมในด้านการพัฒนาในมุมธุรกิจและมุมด้านการศึกษา และได้ออกแบบกิจกรรมออกมาใหม่ เพื่อใช้รองรับนักท่องเที่ยวในรอบหน้าซึ่งก็คือ รอบวันเสาร์ที่ 10 สิงหาคมนี้ ที่มีจำนวนนักท่องเที่ยวทั้งสิ้น 16 ท่าน ซึ่งในนั้นจะมีทีมตากล้องที่จะมาทำสารคดีเพื่อโปรโมทการท่องเที่ยวของคณะทัวร์ชุดนี้เข้ามาด้วย

    และก็เช่นเคย ทางโครงการได้ยึดหลักการของพีระมิดของการเรียนรู้ ที่ว่าการเรียนรู้จากการกระทำจะทำให้ผู้เรียนจำสิ่งที่เรียนได้ 75% ตามแบบโมเดล TOUR TO TEACH ของโครงการท่องเที่ยวปลอดภัยที่ทำมาโดยตลอด และ ในครั้งนี้ก็เช่นกัน แต่ในการทดสอบเส้นทางครั้งนี้เรากำหนดตัวแปรเดิมไว้คือ เรื่องกรอบเวลา แต่เพิ่มตัวแปรใหม่คือการให้เด็กๆในชุมชนมีส่วนร่วมในการนำเสนอมากขึ้น และ ใช้กิจกรรมที่ปรับปรุงใหม่เข้ามา โดยใส่ความยากมากขึ้นคือ ให้กลุ่มเยาวชนและผู้นำชุมชนแถวสองเป็นคนดำเนินงานหลักแทนผู้นำชุมชนแกนหลัก ซึ่งกิจกรรมในครั้งนี้ได้ออกแบบออกมาเป็นลำดับใหม่มีรายละเอียดดังนี้

    วันที่ 10 สิงหาคม 2567 ต้อนรับนักท่องเที่ยวจาก 2 ชาติ คือ สเปน และ อังกฤษ เวลส์ จำนวน 16 ท่าน มีกิจกรรมดังนี้

    12.30-13.30 สอนการทำอาหารไทยพื้นบ้าน ทั้งแบบเฉพาะถิ่นของเวียงสระ คือน้ำพริกแห้ง และ แบบที่นักท่องเที่ยวสามารถนำกลับไปทำเองได้ คือ ไข่เจียว และ ข้าวผัดไข่ และเมื่อทำเสร็จก็นำมาเสริฟพร้อมกับการอาหารกลางวันที่เตรียมไว้แล้ว โดยให้นักท่องเที่ยวทั้ง 16 คนหมุนเวียนกันเข้ามาทำอาหารทั้ง 3 เมนูนี้ ตามความสมัครใจ

    13.30-13.45 รำโนราห์ โดยนักแสดงในชุมชน

    13.45-15.30 สอนการร้อยลูกปัดตามแบบการถักเสื้อโนราห์ เพื่อนำไปทำสร้อยคอมือและพวงกุญแจ และ เปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวอาสาเข้ามามีส่วนร่วมในการแต่งชุดโนราห์ และ เรียนการรำโนราห์เบื้องต้น

    16.00 กิจกรรมแล้วเสร็จ

    จากการจัดกิจกรรมตามลำดับใหม่นี้ และ การที่นำนักสื่อความหมายชุมชนรุ่นใหม่ ทั้งเยาวชน และ ผู้นำแถวสองเข้ามามีส่วนร่วมในกิจกรรมโดยเฉพาะในช่วงการนำเสนอที่เป็นภาษาอังกฤษนั้น พบว่า เป็นช่วงที่สร้างความประทับใจให้กับนักท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก เพราะนักสื่อความหมายชุมชนรุ่นใหม่นั้นเมื่อมีความมั่นใจมากขึ้นในการนำเสนอจากการทำซ้ำๆหลายรอบๆ ในช่วงการการสอนทำอาหาร ทำให้นักสื่อความหมายชุมชนของเรามีความมั่นใจมากขึ้น สีหน้าท่าทางมีความผ่อนคลายมากขึ้น และ ก็เป็นช่วยให้นักท่องเที่ยวรู้สึกผ่อนคลายและมีความสนใจที่จะมีส่วนร่วมในการทำกิจกรรมของชุมชนมากขึ้น โดยในครั้งนี้พบว่านักท่องเที่ยวเกือบทุกท่านขอเข้ามามีส่วนร่วมในกิจกรรมของชุมชน และ ให้ความสนใจในการทำกิจกรรมอย่างมาก ดูได้จากทางหน้าตาและจำนวนคนที่เข้าร่วมกิจกรรม

    จึงแสดงให้เห็นอีกครั้งว่า หากชุมชนวัฒนธรรมสร้างสุข ต้องการให้คนรุ่นใหม่เข้ามามีส่วนร่วมกับกิจกรรมของชุมชนมากขึ้นในมุมวัฒนธรรมชุมชนนั้น นอกจากการใช้ประเด็นวัฒนธรรมของชุมชนเป็นแกนหลักในการสอน จะพบว่า การใช้ประเด็นเรื่องทักษะการนำเสนอและทักษะภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารนั้นเป็นประเด็นที่สร้างความสนใจกับเยาวชนมากเพราะเป็นสิ่งที่ชุมชนแต่ละที่ขาดแคลนโอกาสนี้ และ ยังเป็นทักษะที่เชื่อมโยงกับการศึกษาและอาชีพให้กับเยาวชนเพื่อเป็นพื้นฐานในอนาคตอีกด้วย

    ทางโครงการท่องเที่ยวปลอดภัย วัฒนธรรมสร้างสุข จึงมีความมั่นใจว่าหากใช้โมเดล TOUR TO TEACH แบบนี้ขยายผลไปพื้นที่ต่างๆมากขึ้น แต่อาจจะเพิ่มขั้นตอนการเตรียมงาน และ การปรับปรุงต่อยอดงาน เข้าไปให้เป็นกิจกรรมที่สามารถทำได้ทั้งแบบ ONLINE และ ONSITE มากขึ้น ก็น่าจะทำให้เกิดชุมชนการเรียนรู้ที่พร้อมจะได้รับการถ่ายทอดประเด็นสุขภาวะไปยังคนรุ่นใหม่ รุ่นเก่าได้อย่างต่อเนื่องและน่าจะขยายผลไปสู่การเป็นชุมชนที่สร้างผู้สื่อสารประเด็นสุขภาวะให้แก่สังคมชุมชนนั้นๆ ได้อย่างเป็นระบบต่อไป

    ทั้งนี้ในพื้นที่เวียงสระนี้ทางโครงการจะติดตามผลการต่อยอดทั้งในมุมการสร้างกิจกรรมพื้นที่สร้างสรรค์วัฒนธรรมสร้างสุข ท่องเที่ยวปลอดภัยแบบนี้ ต่อไปภายหลังที่ชุมชนคนรุ่นใหม่ได้ประชุมหารือเพื่อปรับปรุงแผนงาน โดยจะเข้ามาร่วมพัฒนาทั้งในรูปแบบ ONLINE และ ONSITE ต่อไป เพื่อให้เกิดโมเดลการพัฒนาสร้างชุมชนสุขภาวะต้นแบบที่ต่อยอดมาจากประเด็นวัฒนธรรมสร้างสุข และ การท่องเที่ยวปลอดภัย ต่อไป

    #สสส.

    #สคล.

    #เครือข่ายองค์กรงดเหล้าภาคใต้ตอนบน

    #ท่องเที่ยวสร้างสุข

    #วัฒนธรรมสร้างสุข

    #ท่องเที่ยวปลอดภัย

    #voluntist

  • เวียงสระ: แหล่งท่องเที่ยวสร้างสรรค์ สร้างสุข

    เวียงสระ: แหล่งท่องเที่ยวสร้างสรรค์ สร้างสุข

    เวียงสระ: แหล่งท่องเที่ยวสร้างสรรค์ สร้างสุข

    แนวคิดและที่มา

    การพัฒนาที่ยั่งยืนต้องอาศัยการฝึกฝนและทดสอบในสถานการณ์จริง ตามทฤษฎีพีระมิดการเรียนรู้ที่ระบุว่า:

    • การเรียนรู้จากการฝึกฝนทำให้จำได้ 75%
    • การสอนผู้อื่นทำให้จำได้มากกว่า 90%

    จากแนวคิดนี้ เราจึงพัฒนาโมเดล “Tour To Teach” เพื่อใช้ในโครงการท่องเที่ยวปลอดภัย วัฒนธรรมสร้างสุข

    ศูนย์สืบสานมโนราห์ปักษ์ใต้

    คุณชานนท์ เสือรามจันทร์ ได้ก่อตั้งศูนย์นี้ขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์:

    1. สืบสานมโนราห์แบบดั้งเดิม
    2. เป็นพื้นที่ฝึกอบรมและพัฒนาเด็กและเยาวชนนอกห้องเรียน
    3. จัดกิจกรรมท่องเที่ยวชุมชน

    ศูนย์ฯ นำเสนอกิจกรรมท่องเที่ยว 1 วัน ในราคา 900 บาท ประกอบด้วย:

    • การแสดงมโนราห์
    • อาหารพื้นบ้าน
    • กิจกรรมวิถีชีวิตท้องถิ่น

    การทดสอบกับนักท่องเที่ยวจริง

    วันที่ 19 กรกฎาคม 2567 ทีมโครงการท่องเที่ยวสร้างสุขได้นำนักท่องเที่ยวอาสาสมัคร 5 ท่านจากสหราชอาณาจักร มาร่วมกิจกรรม ประกอบด้วย:

    • นักศึกษาแพทย์จาก Oxford
    • นักวิทยาศาสตร์จาก London
    • ผู้ช่วยทันตแพทย์จาก Edinburgh
    • โค้ชเทนนิสจาก London
    • นักศึกษาเศรษฐศาสตร์จาก London

    ผลตอบรับเป็นที่น่าพอใจ โดยเฉพาะความสนใจในอาหารพื้นถิ่นอย่างขนมลา และการมีส่วนร่วมในการฝึกรำมโนราห์

    การพัฒนาต่อยอด

    เพื่อการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง โครงการได้วางแผนต้อนรับนักท่องเที่ยวอีก 15 ท่านในวันที่ 10 สิงหาคม 2567 พร้อมทั้งให้ข้อเสนอแนะเพื่อปรับปรุงกิจกรรม เช่น:

    • การเพิ่มการมีส่วนร่วมของนักเรียนและเยาวชนในท้องถิ่น
    • การปรับกิจกรรมให้เหมาะสมกับเวลาและพฤติกรรมของนักท่องเที่ยว

    ผลลัพธ์ที่คาดหวัง

    การต้อนรับนักท่องเที่ยวครั้งต่อไปจะเป็นโอกาสสำคัญในการ:

    1. พัฒนาศักยภาพของชุมชนเวียงสระ
    2. สร้างการเรียนรู้ร่วมกันระหว่างคนทำงานรุ่นต่างๆ ในชุมชน
    3. ทดสอบและปรับปรุงรูปแบบกิจกรรมท่องเที่ยวให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

    ทั้งหมดนี้สอดคล้องกับหลักการของพีระมิดการเรียนรู้ ที่เน้นการเรียนรู้ผ่านการลงมือทำจริง


    #สสส #สคล #ท่องเที่ยวสร้างสุข #เครือข่ายองค์กรงดเหล้าภาคใต้ตอนบน #ทองทศ #voluntist

  • ท่องเที่ยวสร้างสุข: เชื่อมโยงชุมชน สร้างประสบการณ์ใหม่

    ท่องเที่ยวสร้างสุข: เชื่อมโยงชุมชน สร้างประสบการณ์ใหม่

    ท่องเที่ยวสร้างสุข: เชื่อมโยงชุมชน สร้างประสบการณ์ใหม่

    แนวคิดและที่มา

    ความยั่งยืนของชุมชนและธุรกิจเกิดจากการเชื่อมโยงกับเพื่อนบ้านหรือกิจการที่มีลักษณะคล้ายคลึงกัน การร่วมมือกันในบางกิจกรรมหรือช่วงเวลาสามารถสร้างโอกาสใหม่และเสริมความเข้มแข็งในภาพรวม เช่นเดียวกับการสร้างเส้นทางท่องเที่ยวชุมชน

    โครงการ “ท่องเที่ยวปลอดภัยวัฒนธรรมสร้างสุข” จึงได้พัฒนาแนวคิด “การเชื่อมโยงที่เที่ยวกระแสหลัก ที่เที่ยวชุมชน และที่เที่ยวกระแสรอง แบบจังหวัดเชื่อมจังหวัด” โดยใช้การเดินทางด้วยรถไฟเป็นหลัก เพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย เวลา อนุรักษ์พลังงาน และเพิ่มความปลอดภัยจากปัญหาความเหนื่อยล้าของผู้ขับขี่และนักท่องเที่ยว

    รายละเอียดทริป

    เส้นทาง: กรุงเทพฯ – สุรินทร์ – อุบลราชธานี วันที่: 10-13 พฤษภาคม 2567 ราคา: 4,000 บาทต่อท่าน (รวมค่าเดินทาง ที่พัก อาหาร และประกันการเดินทาง)

    กำหนดการ

    วันที่ 1 (10 พฤษภาคม)

    • 19:00 น. พบกันที่สถานีรถไฟหัวลำโพง กรุงเทพฯ
    • เดินทางด้วยรถไฟตู้นอนปรับอากาศสู่จังหวัดสุรินทร์

    วันที่ 2 (11 พฤษภาคม)

    • 05:00 น. ถึงจังหวัดสุรินทร์ รับประทานอาหารเช้าที่ตลาดริมทางรถไฟ
    • 08:00 – 14:00 น. เยี่ยมชมคชอาณาจักรและหมู่บ้านช้างหนองบัว
      • กิจกรรม: เลี้ยงช้าง เล่นกับช้าง และทำความเข้าใจวิถีชีวิตควาญช้าง
      • รับประทานอาหารกลางวันแบบท้องถิ่นกับชุมชนหนองบัว
    • 14:00 น. เดินทางสู่อำเภอเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี
    • 17:30 น. ถึงเขมราฐ ซ้อมรำ “ตังหวาย” (ตามความสมัครใจ)
    • 19:00 น. รับประทานอาหารเย็น พักผ่อนตามอัธยาศัย
    • 21:00 น. กิจกรรมเสริม: ดื่มชายามค่ำริมแม่น้ำโขง พูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์

    วันที่ 3 (12 พฤษภาคม)

    • 09:00 น. อาหารเช้าแบบเขมราฐ
    • 10:00 น. เช็คเอาท์ เตรียมตัวท่องเที่ยว
    • 13:00 – 17:00 น. เที่ยวชมสามพันโบก หาดชมดาว (ถ้ามีเวลา) และผาชัน
    • สักการะพระแก้ว ณ วัดหลวง ใจกลางเมืองอุบลราชธานี
    • รับประทานอาหารเย็นแบบอุบล ก่อนขึ้นรถไฟกลับกรุงเทพฯ

    วันที่ 4 (13 พฤษภาคม)

    • 05:30 น. ถึงสถานีกรุงเทพ (หัวลำโพง)

    ผลการดำเนินงาน

    ทริปนี้ได้รับความสนใจจากผู้เข้าร่วม 16 ท่าน เป็นชาวต่างชาติ 8 ท่าน ซึ่งมากกว่าทริปแบบเดิมที่เน้นเพียงจังหวัดเดียว กิจกรรมดำเนินไปอย่างราบรื่น และได้รับเสียงตอบรับที่ดี โดยนักท่องเที่ยวแสดงความสนใจที่จะมาร่วมทริปอีกในครั้งต่อไป

    บทเรียนและการพัฒนา

    1. สำหรับชุมชน:
      • การออกแบบเส้นทางการเรียนรู้ที่ดีช่วยส่งเสริมการซื้อสินค้าและบริการของชุมชน
      • การสร้างจุดพักคอยและจุดแสดงสินค้าหลักช่วยในการบริหารจัดการทริปได้ดีขึ้น
    2. สำหรับทีมงาน:
      • พัฒนาโมเดล “ไกลก่อนใกล้” ในการวางแผนเส้นทาง ทำให้มีเวลาทำกิจกรรมเพิ่มขึ้น 3-4 ชั่วโมง
      • การสลับลำดับจุดท่องเที่ยวจาก “ใกล้ก่อนไกล” เป็น “ไกลก่อนใกล้” ช่วยให้การจัดการเวลามีประสิทธิภาพมากขึ้น

    แผนการพัฒนาในอนาคต

    1. ร่วมมือกับองค์กร Hands Across Water ในการช่วยเหลือเด็กที่จังหวัดสุรินทร์
    2. พัฒนาศูนย์ฮักนะเขมราฐ โดยเน้นเรื่องจุดพักคอยและงานเยาวชน
    3. ใช้เวลาที่เพิ่มขึ้นจากการปรับปรุงเส้นทางในการทำกิจกรรมเพิ่มเติมร่วมกับองค์กรพันธมิตร

    สิทธิประโยชน์สำหรับนักเรียนและนักศึกษา

    ผู้เข้าร่วมที่เป็นนักเรียนหรือนักศึกษาสามารถขอรับใบ e-Certification เพื่อนับชั่วโมงจิตอาสาได้ ออกโดยมูลนิธิทองทศฯ เพื่อการศึกษาและสาธารณประโยชน์ ร่วมกับ สสส. และองค์กร Voluntist

    การสมัครและชำระเงิน

    สนใจสมัครหรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่:

    • LINE: 0815652962
    • Facebook Messenger
    • โทร: 0815652962

    หลังจากได้รับการตอบรับ ผู้สมัครสามารถชำระค่ากิจกรรมได้ โดยหากต้องการใบเสร็จเพื่อลดหย่อนภาษี กรุณาแจ้งล่วงหน้า

    ผู้สนับสนุน

    • สสส.
    • คชอาณาจักร
    • สมาพันธ์เครือข่ายสื่อมวลชนไทย
    • เครือข่ายงดเหล้าอีสานล่าง

    ออกแบบโดย: Voluntist

    #ท่องเที่ยวสร้างสุข #สสส #วัฒนธรรมสร้างสุข

  • เวทีวิชาการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และนวัตกรรม โชว์ แชร์ เชื่อมและเชิดชูเกียรติ จังหวัดราชบุรี

    เวทีวิชาการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และนวัตกรรม โชว์ แชร์ เชื่อมและเชิดชูเกียรติ จังหวัดราชบุรี

    ราชบุรี – วันอาทิตย์ที่ 30 มิถุนายน 2567 สถาบันการพัฒนาความรู้ด้านการพัฒนาสังคมและสวัสดิการ จังหวัดราชบุรี จัดกิจกรรมเวทีวิชาการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และนวัตกรรม “โชว์ แชร์ เชื่อมและเชิดชูเกียรติ” เพื่อยกย่องสถานศึกษาที่เข้าร่วมโครงการ “ปลูกพลังบวกเพื่อสร้างจิตสำนึกภูมิคุ้มกันปัจจัยเสี่ยง สำหรับเด็กปฐมวัย” ของจังหวัดราชบุรี กาญจนบุรี และสมุทรสาคร โดยมีสถานศึกษาจำนวน 42 แห่ง รวม 100 คน ได้รับการประเมินและยกสถานะเป็นสถานศึกษาต้นแบบและสถานศึกษาแหล่งเรียนรู้

    วัตถุประสงค์ของกิจกรรม

    1. เพื่อขวัญและกำลังใจ: เชิดชูเกียรติสถานศึกษาที่นำชุดกิจกรรมไปใช้จัดกิจกรรมในห้องเรียนอย่างต่อเนื่อง จนส่งผลให้นักเรียนมีภูมิคุ้มกันปัจจัยเสี่ยง โดยเฉพาะเหล้าและบุหรี่ และผู้ปกครองมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการดื่ม การสูบ โดยการลด ละ และเลิกในที่สุด
    2. เพื่อเปิดโอกาสในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้: ให้สถานศึกษาที่ประสบความสำเร็จได้นำผลงานมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และสร้างเครือข่ายการทำงานในพื้นที่ต่อไป
    3. เพื่อเชิดชูเกียรติสถานศึกษา: สถานศึกษาที่ได้รับการประเมินยกระดับสถานะเป็นสถานศึกษาต้นแบบและสถานศึกษาแหล่งเรียนรู้

    ทางโครงการให้ความสำคัญกับการจัดการศึกษาในระดับปฐมวัย ซึ่งเปรียบเสมือนต้นกล้าชีวิตที่ต้องได้รับการดูแลและบ่มเพาะให้แข็งแรง มีภูมิคุ้มกัน เพื่อให้เติบโตไปพร้อมๆ กันทั้งทางร่างกาย จิตใจ อารมณ์ และสังคม โดยเด็กๆ จะได้เรียนรู้ทั้งวิชาการและวิชาชีวิต ควบคู่กันไป เพื่อสามารถอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข และเลือกทางเดินที่ดี เลือกอาชีพที่เหมาะสมให้กับตนเองในอนาคต

    กิจกรรมนี้ได้รับความสนใจและสนับสนุนอย่างมากจากสถานศึกษาต่างๆ ในพื้นที่ ซึ่งจะส่งผลดีต่อการพัฒนาสังคมและคุณภาพชีวิตของเด็กๆ ในระยะยาว

  • “ชุมชนท่องเที่ยวภาคเหนือตอนล่างร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ชุมชนท่องเที่ยวตำบลห้วยไร่” 

    “ชุมชนท่องเที่ยวภาคเหนือตอนล่างร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ชุมชนท่องเที่ยวตำบลห้วยไร่” 

    ภาคเหนือตอนล่าง จัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ด้านการดำเนินงานส่งเสริมการท่องเที่ยวของดีและการค้นหาอัตลักษณ์ของชุมชนด้านการท่องเที่ยวชุมชนปลอดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งเครือข่ายเป้าหมายประกอบด้วย ทีมงานจากเครือข่ายชุมชนท่องเที่ยวจากอำเภอเมืองจังหวัดตาก อำเภอทุ่งเสลี่ยมจังหวัดสุโขทัย และชุมชนท่องเที่ยวจากตำบลห้วยไร่อำเภอหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์  พร้อมทีมผู้บริหารจากเครือข่ายองค์กรงดเหล้าส่วนกลาง เครือข่ายองค์กรงดเหล้าภาคเหนือตอนล่าง เคืรอข่ายองค์กรงดเหล้าจังหวัดตากและจังหวัดสุโขทัย จำนวนมากกว่า 50 คน

    นายพายับ แสงทอง ผู้ประสานการท่องเที่ยวภาคเหนือตอนล่าง เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ด้านการดำเนินงานส่งเสริมการท่องเที่ยวของดีและการค้นหาอัตลักษณ์ของชุมชน ภายใต้ความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เช่น บ้าน วัด โรงเรียน สถานบริการสาธารณสุข มุ่งสู่ความเข้มแข็งของชุมชนและการบริหารจัดการอย่างยั่งยืน  และเป้าหมายอีกประการหนึ่งที่สำคัญ เพื่อสุขภาพที่ดีของประชาชนและนักท่องเที่ยว  สสส.ขอเชิญชวนและประชาสัมพันธ์ส่งเสริมให้การจัดกิจกรรมท่องเที่นวชุมชน รวมถึงการจัดงานบุญประเพณีที่สำคัญ มุ่งเน้นกิจกรรมการลดปัจจัยเสี่ยง ในการไม่ สูบบุหรี่ บุหรี่ไฟฟ้า งดดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และ ประกาศเชิงนโยบายวัด ปลอดเหล้าและบุหรี่ตามกฎหมาย  รวมถึงการพัฒนายกระดับเสริมสร้างความเข้มแข็งมากยิ่งขึ้นในการเป็นศูนย์เรียนรู้ด้านการท่องเที่ยวระหว่างวัด กับชุมชนภายใต้ความมีส่วนร่วมดำเนินงานของภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง ดังเช่นกิจกรรมด้านการท่องเที่นวชุมชนของวัดโฆษาท่าช้าง ตำบลห้วยไร่ แห่งนี้  

    พระครูถาวรพัชรกิจ เจ้าอาวาสวัดโฆษาท่าช้าง กล่าวว่า การจัดการท่องเที่ยวโดยชุมชนตำบลห้วยไร่ หล่มสัก เพชรบูรณ์เป็นตำบลที่มีวัฒนธรรมวิถีถิ่น ที่น่ามาเยี่ยมเยือนและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ กันได้ทั้งปี 

    มี 13 หมู่บ้าน เป้นชาวลาวอพยบมาจากเวียงจันทร์ การแต่งกายมีเอกลักษณ์เฉพาะคล้ายชาวลาวใส่ผ้าซิ่น รวมทั้งความหลากหลายอาชีพ โดยส่วนใหญ่เป็นชาวเกษตรกรรม มี “บุญเจดีย์ข้าว” หลังเก็บเกี่ยวนาปี และมีงานบุญฮีดสิบสองคองสิบสี่ มีการพัฒนาอาชีพทอผ้าฝ้าย และตัดเย็บผ้าฝ้าย ชื่อหัตถกรรม “ขิตโฆษา” อนุรักษ์ดนตรีพื้นบ้าน เชิญชวนนักท่องเที่ยวได้แวะมเยี่ยมเยือน ยินดีต้อนรับยิ่ง

    นอกจากเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ทางชุมชนท่องเที่ยวไทยชนะศึก ชุมชนริมธารา ชุมชนห้วยกรด ชุมชนไม้งาม ได้มีการถอดบทเรียนจากการขับเคลื่อนการท่องเที่ยวโดยชุมชนปลอดภัยลดปัจจัยเสี่ยง บทเรียนที่ได้ คือการบริหารจัดการชุมชนเข้าสู่มาตรฐานโฮมเสตย์ไทย ท่องเที่ยวลดคาร์บอน “เที่ยวรู้คุณค่ารักษ์โลก รักษ์วิถีไทย” มีการพัฒนางาน คาร์ฟจากผ้าไทย มีการรังสรรค์เมนูสุขภาพด้วยอาหารพื้นถิ่นให้มีความน่ากิน มีการจัดจานที่สวยงาม มีการพัฒนาตลาดพื้นถิ่นให้นักท่องเที่ยวได้ซื้อเป็นของฝาก นอกจากนี้ยังทำให้คนเลิกเหล้า คนหัวใจเพชรมีกิจกรรมทำ มีการเรียนรู้การกินตามธาตุ พัฒนาอาหารให้เป็นยา

  • แถลงการณ์ 1001 บุคลากรทางการแพทย์ คณาจารย์ นักวิชาการ และนักการศาสนา

    แถลงการณ์ 1001 บุคลากรทางการแพทย์ คณาจารย์ นักวิชาการ และนักการศาสนา

    แสดงความห่วงใยและเสนอแนะแนวทางเกี่ยวกับร่าง พรบ. ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ฉบับใหม่

    ด้วยร่างพระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ… อยู่ระหว่างการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร วาระ 2 ขั้นการพิจารณาโดยคณะกรรมาธิการ  จากการรายงานข่าวของสื่อพบว่า ร่างฯ อาจมีเนื้อหาที่ลดทอนการควบคุมการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ อาทิ การขยายเวลาการจำหน่าย การอนุญาตให้โฆษณา ฯลฯ บุคลากรทางการแพทย์ คณาจารย์ นักวิชาการ และนักการศาสนา ตามรายนามด้านท้าย จึงเป็นตัวแทนขอแสดงความห่วงใย และเสนอแนะความเห็นต่อสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรี รวมถึงพรรคการเมืองทุกพรรค ดังนี้

    1. ด้านเศรษฐศาสตร์ : เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เป็นสินค้าที่เสรีภาพในการบริโภคของบุคคล สามารถก่อให้เกิดความเสียหาย รวมถึงละเมิดต่อสิทธิบุคคลอื่นที่ไม่เกี่ยวข้อง เช่น การถูกล่วงละเมิดทางเพศ การบาดเจ็บ/ทุพพลภาพ/เสียชีวิตจากการเมาแล้วขับ การถูกทำความรุนแรงทางร่างกาย ฯลฯ นอกจากนี้ การบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร ก่อให้เกิด
    การบาดเจ็บ และโรคไม่ติดต่อหลายชนิด ส่งผลต่อเนื่องถึงผลิตภาพของแรงงาน และงบประมาณภาครัฐด้านสาธารณสุข ทั้งหมดนี้ฉุดรั้งการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ดังนั้น เครื่องดื่มแอลกอฮอล์จึงเป็นผลิตภัณฑ์ที่รัฐบาลทุกประเทศต้องควบคุม เพื่อลดการบริโภคให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม โดยองค์การอนามัยโลกระบุว่า มาตรการด้านภาษี การจำกัดการเข้าถึงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และการห้ามการโฆษณา เป็น 3 วิธีที่มีประสิทธิผลและคุ้มค่า รัฐบาลประเทศพัฒนาแล้วจึงใช้ 3 มาตรการนี้ เพื่อควบคุมการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในสังคม 

    2. ด้านการแพทย์ : การบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ สามารถนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างในฮิปโปแคมปัส (Hippocampus) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสมองที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการเรียนรู้และจดจำ โดยการดื่ม
    ในระดับสูง อาจทำให้พัฒนาการของสมองบกพร่องอย่างถาวร รวมทั้งเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อโรคและ
    มีผลกระทบต่อสุขภาพ เป็นหนึ่งในสาเหตุการเจ็บป่วยและการเสียชีวิตอันดับต้น ๆ ทั่วโลก โดยองค์การอนามัยโลกระบุว่า การบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทำให้มีการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรถึง 3 ล้านคนต่อปี ในกรณีประเทศไทย การศึกษาของสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ตามที่สื่อรายงานเมื่อวันที่ 9 เมษายน 2567 พบว่า แต่ละปีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ก่อให้เกิดต้นทุนความเสียหายกว่า 1.7 แสนล้านบาท จำแนกเป็นผลกระทบต่อสุขภาพ 9.4 หมื่นล้านบาท ปัญหาอุบัติเหตุบนท้องถนน 5.3 หมื่นล้านบาท
    การบาดเจ็บต่าง ๆ 1.7 หมื่นล้านบาท ทั้งหมดนี้เป็นภาระต่อครอบครัวและชุมชน ในการดูแลผู้ป่วยตลอดช่วงของการรักษาเยียวยา การบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ จึงเป็นสาเหตุของการเซาะกร่อน บ่อนทำลายสุขภาพของสังคมโดยรวม

    3. ด้านสังคมศาสตร์ : การบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่ที่ดีของผู้ดื่มและครอบครัว เพราะการใช้จ่ายด้านนี้ หมายถึง ค่าเสียโอกาสในการนำเงินจำนวนดังกล่าวไปใช้ในสิ่งจำเป็น การบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ จึงมักส่งผลต่อเนื่องถึงปัญหาสังคมอื่น ๆ อาทิ ปัญหาสุขภาพจิต ปัญหาหนี้ครัวเรือน ปัญหาความรุนแรงในครอบครัว ปัญหาอาชญากรรม ซึ่งท้ายที่สุดต้องได้รับการแก้ไขโดยงบประมาณภาครัฐ เป็นค่าเสียโอกาสในการพัฒนาประเทศ เมื่อพิจารณามิติผลกระทบต่อเยาวชน การศึกษาในต่างประเทศพบว่า การดื่มในวัยรุ่นมีความเกี่ยวพันกับภาวะซึมเศร้า การขาดเรียน ผลการเรียนตกต่ำ รวมไปถึงการฆ่าตัวตาย นอกจากนี้ ผลการศึกษายังชี้ว่า การที่พ่อแม่
    ดื่มเหล้า ส่งผลให้ลูกมีปัญหาด้านอารมณ์ รวมถึงมีแนวโน้มติดเหล้าเมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่ จะเห็นได้ว่า การบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ บั่นทอนคุณภาพ ศักยภาพ ความสามารถของทรัพยากรมนุษย์ ซึ่งเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศ

    4. ด้านศาสนา : เครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นสินค้าที่ผิดหลักคำสอนของทุกศาสนา เมื่อพิจารณาศาสนาพุทธ การรักษาศีลข้อ 5 มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะการดื่มสุราทำให้ขาดสติ จนเป็นเหตุให้ผิดศีลข้ออื่น ๆ อาทิ การผิดลูกผัวเมียคนอื่น การทะเลาะวิวาททำร้ายร่างกาย การใช้วาจาหยาบคาย เหลวไหล แทะโลม รวมไปถึงการฆ่าข่มขืน เช่นเดียวกัน การดื่มสุราเป็นข้อห้ามเด็ดขาดตามวินัยแห่งศาสนาซิกข์ เพราะสุราทำให้เสียซึ่งสติ ดังวจนะของพระศาสดาองค์ที่ 3  ในขณะที่ศาสนาคริสต์ มีบทบัญญัติในคัมภีร์ไบเบิล
    ความว่า “การดื่มมากเกินไปทำให้ขาดความยับยั้งชั่งใจและ ‘ปลิดเอาสติไปเสีย’” “พระเจ้าไม่ชอบการดื่มจัดและการเมาเหล้า” “ทำให้ยากจนและมีปัญหาสุขภาพหลายอย่าง” เป็นต้น สำหรับศาสนาอิสลาม
    บรมศาสดามูฮัมหมัด ประกาศเจตนารมณ์เมื่อประมาณ 1,400 ปี ที่ผ่านมาว่า สุราเป็นสิ่งต้องห้ามเด็ดขาดตามบทบัญญัติอิสลาม เพื่อรักษาไว้ซึ่งศาสนา ชีวิต สติปัญญา เทือกเถาเหล่ากอ และทรัพย์สิน จะเห็นได้ว่า ทุกศาสนามีหลักการสำคัญพื้นฐาน ให้ประชาชนหลีกห่างจากน้ำเมา เพื่อดำรงไว้ซึ่งชีวิตที่มีคุณภาพ และทำคุณประโยชน์แก่สังคมต่อไป

    ด้วยเหตุผลที่กล่าวอ้างมา จึงนำมาสู่ข้อเสนอแนะ ต่อสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรี และพรรคการเมืองทุกพรรค ดังนี้

    เนื่องจากการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ก่อให้เกิดความเสียหายต่อประชาชน สังคม และเศรษฐกิจ ดังนั้น จึงควรคงมาตรการควบคุมการเข้าถึงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ทั้งด้านอายุ เวลา และสถานที่ รวมถึง
    มีมาตรการห้ามการโฆษณา ตามคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก พร้อมกับเร่งปฏิรูปการบังคับใช้กฎหมายให้มีประสิทธิภาพ เพื่อสามารถลดการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในสังคม ให้เป็นไปตามเจตนารมณ์แห่งการบัญญัติกฎหมาย อนึ่ง การหวังพัฒนาเศรษฐกิจด้วยสินค้าอบายมุข เป็นแนวนโยบายสาธารณะ ที่ผู้แทนปวงชนและรัฐบาลพึงสังวร เพราะอาจเป็นการเปลี่ยนแปลงบรรทัดฐานทางความคิด รวมถึงพฤติกรรมของคนในสังคม 

    จึงเรียนมาเพื่อแสดงความห่วงใย และเสนอแนะความเห็น ประกอบการตัดสินใจของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรี เพื่อความสงบสุขของประเทศชาติและประชาชนต่อไป