Author: SDN Thailand

  • เครือข่ายงดเหล้า รณรงค์วันเด็กแห่งชาติ ชวนเด็กไทย“งดเหล้าดื่มนมกันเถอะ” ในงานโคนมฯ สระบุรี

    เครือข่ายงดเหล้า รณรงค์วันเด็กแห่งชาติ ชวนเด็กไทย“งดเหล้าดื่มนมกันเถอะ” ในงานโคนมฯ สระบุรี

    เมื่อเร็วๆนี้ เครือข่ายงดเหล้าจังหวัดสระบุรี ร่วมกิจกรรมรณรงค์วันเด็กแห่งชาติ “เด็กไทยรักใครให้ดื่มนม” ในงานเทศกาลโคนมแห่งชาติ 2567 จัดขึ้นโดยองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) ณ อำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี เป็นงานที่จัดขึ้นในช่วงเดือนมกราคม ของทุกปี จัดขึ้นเพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถลพิตร ที่พระราชทานอาชีพการเลี้ยงโคนมให้แก่พสกนิกรชาวไทย ต้องการให้เกษตรกรได้ประกอบอาชีพที่มั่นคง ภายในงานมีการแสดงผลงานความก้าวหน้าทางวิทยาการด้านการเลี้ยงโคนม และอุตสาหกรรมนมของประเทศ รวมไปถึงการรณรงค์ส่งเสริมให้คนไทยดื่มนม เพื่อสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง ซึ่งจัดขึ้นเป็นประเพณีสืบต่อกันมายาวนาน

    พอ.(ญ) ดร.ฉวีวรรณ แน่นอน ผู้ประสานงานเครือข่ายงดเหล้าจังหวัดสระบุรี เปิดเผยว่า การมาร่วมรณรงค์ในงานเทศกาลโคนมแห่งชาติ เป้าหมายหลัก คือ การชวนให้ทุกคนหันมาใส่ใจสุขภาพกันมากขึ้น เป็นการเชิญชวนให้ผู้มาร่วมงานหันมาดื่มนมที่มีประโยชน์ พร้อมกับการมาเที่ยวในเทศกาลงานโคนมแห่งชาติ ซึ่งจัดขึ้นบริเวณ องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) ฟาร์มโคนม ไทย-เดนมาร์คแห่งนี้ ซึ่งใน 10 วันนี้จะมีกิจกรรมหลากหลาย มีความรู้มีความเท่าทันเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เป็นที่ทราบโดยทั่วกันว่านมมีประโยชน์มหาศาลกับร่างกาย ต่างจากน้ำเมาที่มีแต่โทษภัย จึงร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการรณรงค์ให้ประชาชน และเด็กไทยหันมาดื่มนมแทนดีกว่าน้ำเมาล้านเปอร์เซ็นต์

    กิจกรรมครั้งนี้จัดขึ้นในห้วงเวลาของงานวันเด็กแห่งชาติ เครือข่ายงดเหล้า จังหวัดสระบุรี จึงได้มีกิจกรรมต่างๆเป็นการส่งเสริมให้ความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับโทษของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พร้อมด้วยกิจกรรมสนุกสนานต่างๆ เช่น เข็มกลัดทำมือ ลูกบอลพาโชค เกมบันไดงู และอื่นๆ วาดรูประบายสีจากจิตนาการ ด้วยฝีมือตนเอง เด็กๆให้ความสนใจ พร้อมได้รับของรางวัลกลับบ้านไปด้วยความภาคภูมิใจ

    นายพรพจน์ อุ่นพรหม อายุ 33 ปี (คุณพ่อน้องอั่งเปา) กล่าวว่า ผมให้ความสำคัญกับการปูพื้นฐานของการใช้ชีวิต การดูแลปลูกฝังด้านจิตวิญญาณ การอยู่ร่วมกันในสังคมที่ดี พยายามปลูกฝังด้านคุณธรรม การทำตัวไม่ให้ผู้อื่นและตัวเองเดือดร้อน โดยเฉพาะอบายมุขต่างๆ ไม่ควรยุ่งเกี่ยว เพราะจะทำให้เราขาดสติ ตัวตนมีหลายบุคลิค เช่นคนที่ติดเหล้า ยา เขาควบคุมตัวเองไม่ได้ เขาก็จะกลายเป็นอีกบุคคลหนึ่ง และอาจจะเผลอไปทำร้ายคนอื่นโดยไม่รู้ตัวไม่ได้เจตนา ทำให้เกิดความเสียหายกับคนอื่นๆ สำหรับในครอบครัวเราไม่ได้ต้องการอะไรมาก แค่มีเวลาให้ลูก ได้ดูแลครอบครัวก็มีความสุขที่สุดแล้ว

    นางนุชนาฎ  คำดี (คุณแม่น้องภู) กล่าวว่า งานเทศกาลโคนมแห่งชาติปีนี้ ตรงกับวันเด็กแห่งชาติ เลยพาลูกๆมาเยี่ยมชมฟาร์มโคนม เพราะอยากให้พวกเขาดื่มนม และได้รู้ถึงที่มาที่ไปของการดื่มนม ซึ่งนมประโยชน์กับร่างกายเราอย่างมาก รวมถึงได้ร่วมกิจกรรมกับบูทต่างๆ มี่เป็นประโยชน์ เป็นความรู้สำหรับเด็กๆ โดยเฉพาะเรื่องอบายมุขต่างๆ เพราะเด็กๆ ยังไม่ถึงวัยที่จะทดลอง ยังมีวุฒิภาวะ ความรับผิดชอบไม่เท่าเทียมวัยผู้ใหญ่

    ทางด้านเด็กชายปกรณ์พัฒน์ คำดี (น้องภู) กล่าวว่า ชอบกิจกรรมออกแบบเข็มกลัดทำเอง ได้วาดรูปจากความคิด จินตนาการของเราเอง ได้ความรู้เรื่องโทษจากเหล้า หากดื่มเหล้าอาจนำมาสู่อันตรายหลายอย่าง  เคยเห็นคนที่เมาเดินเซไปมา เขาพูดก็ไปเรื่อย ไม่อยากเป็นคนเมา โตขึ้นคงเลือกไม่ดื่มเหล้า ไม่สูบบุหรี่จะดีกว่าครับ กิจกรรมวันนี้ได้รับกระปุกออมสินกลับบ้าน ซึ่งตนจะนำเงินเหลือจากค่าขนมมาหยอดกระปุกเป็นเงินเก็บไว้ใช้ยามจำเป็น

    กิจกรรมรณรงค์ครั้งนี้ เครือข่ายงดเหล้าเป็นส่วนหนึ่งเพื่อการชี้ชวน ให้ความรู้ และให้ทราบถึงโทษ ภัย และอัตรายต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งเป็นพื้นฐานในการเสริมภูมิคุ้มกันเบื้องต้น ทั้งนี้อาจต้องเชิญชวนให้ผู้ปกครองและคุณครูในโรงเรียน ตลอดจนหน่วยงานภาครัฐ เป็นหลักในการส่งเสริมการเรียนการสอน แบบคู่ขนานต่อไป

  • รายงานการร่วมประชุม Youth forum On Youth civic space to participate in decision making

    รายงานการร่วมประชุม Youth forum On Youth civic space to participate in decision making

    โดยองค์กร People center for Development and Peace (PDP center) โดยการสนับสนุนจากหลายหน่วยงานรวมทั้ง IOGT NTO Movement Sweden วันที่ 24-25 พฤศจิกายน 2566 ณ โรงแรม Sanctuary Residence Siem Reap กำหนดการ

    กระบวนการวันแรก

    พิธีเปิด โดย Johana เลขาธิการ IOGT NTO Movement

    เวทีแลกเปลี่ยนประเด็น การขับเคลื่อนของเยาวชนต่อนโยบายควบคุมแอลกอฮอล์ระดับคอมมิวนิตี้ โดยผู้นำเยาวชนตัวแทนจากชุมชนเล่าว่า การนำเสนอบทบาทการเสนอให้มีการควบคุมสุราในชุมชน  และการส่งเสริมให้เยาวชนมีส่วนร่วม โดยมีส่วนร่วมกับชุมชนในการพัฒนาข้อตกลงชุมชน   (Deika)  ต่อด้วย เยาวชนกับการเป็นผู้นำและการสร้างทีม ซึ่งเป็นผู้นำเยาวชนที่ได้ทำโครงการย่อยขององค์กรมานำเสนอ

    จากนั้น แยกกลุ่มย่อยเป็น 4 กลุ่ม เพื่อนำเสนอแต่ละประเด็น โดยเยาวชนแต่ละชุมชน ได้แก่ กลุ่มเยาวชนกับนโยบายแอลกอฮอล์ / กลุ่มการมีส่วนร่วมของเยาวชนในการพัฒนา /กลุ่มเยาวชนกับสิทธิที่ดินทำกิน/กลุ่มเยาวชนผู้นำอนาคต เป็นโครงการที่ PDP รับทุนมาจากหลายหน่วยงาน โดยให้เยาวชนเป็นผู้นำอาสาสมัครในการทำกิจกรรม

    ช่วงบ่ายเป็นไฮไลต์ คือ การจัด Debate ประจำปีโดยผู้แทนแต่ละจังหวัด จำนวน 4ทีม หาทีมชนะไปชิงแชมป์อีกวัน หัวข้อคือ การขึ้นภาษีสุรา เพิ่มรายได้ของรัฐ .. นับว่าเป็นโจทย์ยาก ใช้เวลาหาข้อมูลและต้องไหวพริบดีทีเดียว ดีเบตจนถึง1 ทุ่มกว่าจะได้ทีมชนะ

    วันที่สอง

    นำเสนอสถานการณ์นโยบายแอลกอฮอล์ประเทศไทย และเครือข่ายเยาวชน YSDN และได้เชื่อมการทำงานเครือข่ายเยาวชนต่อไป

    ต่อด้วย สรุปภาพรวมโครงการของ PDP ว่ามีอะไรบ้าง ได้ผลอย่างไร ได้ Deika กี่ฉบับ ได้เยาวชนที่เป็นผลผลิตของโครงการได้รับรางวัลหรือไปร่วมงานอะไรบ้าง จากนั้นเบรคด้วยการนำเสนอโปสเตอร์ในสวนแบบง่ายๆ ฟลิบชาร์ทกับภาพประกอบ

    จากนั้นมาไฮไลต์แข่งดีเบตรอบชิง ด้วยหัวข้อเดิม แต่ประเด็นภกเถียงเข้มข้นขึ้น ฝ่ายจังหวัดสวายเรียง ได้เปรียบเพราะได้นำเสนอ ฝ่ายเสียบเรียบต้องค้าน ฝ่ายนำเสนอเน้นขึ้นภาษีเพื่อลดการดื่ม เพิ่มรายได้ สังคมเป็นสุข ฝ่ายค้านเน้นมีวิธีแก้ปัญหาอื่นที่ไม่ต้องขึ้นภาษี ขึ้นภาษีราคาสูงขึ้น คนกินน้อยลง รัฐไม่ได้รายได้ จะทำอย่างไร และถ้าคนกินเหล้าหมดป่วยหมดจะเอาใครไปพัฒนาประเทศ

    คำถามผู้ฟังก็ดี.. ระหว่างแก้ปัญหากับเพิ่มรายได้เอาแบบไหน ขึ้นภาษีไปคุณอาจตายได้เพราะธุรกิจเหล้าไม่ยอม (อันนี้ถามในใจเอง) ผลคะแนนสหวายเรียงชนะไป

    ข้อสังเกตบางประการ

    1.ข้อมูลการควบคุมสุราของไทยน้องๆ เอาไปใช้อ้างหลายครั้ง

    2.มีคนสื่อสารภาษาอังกฤษได้หลายคน

    3.กล้าถามกล้าแสดงความเห็น

    4.ส่วนใหญ่เรียนมหาลัย บางส่วนอยู่มัธยม และแกนนำในชุมชน

    5.PDP องค์กรด้านพัฒนาแกนนำเยาวชน

    สถานการณ์แอลกอฮอล์ในกัมพูชา

    1.กำลังรวบรวมรายชื่อเสนอกฎหมายโดยเน้นการเพิ่มภาษีให้ได้หมื่นรายชื่อ ตอนนี้ได้ 7 พัน

    2.การใช้เครื่องมือ Dieka ในระดับท้องถิ่น

    3.ไม่มีการควบคุมการตลาด ทำให้โฆษณา ส่งเสริมการขาย การทำตลาดได้เต็มที่

    4.ราคาเบียร์สูงกว่า น้ำ น้ำอัดลม น้ำนม น้ำผลไม้ ครึ่งหนึ่ง

    แนวทางต่อไป เชื่อมกิจกรรมกับเยาวชนในการร่วมงาน Camp ของไทย และ งาน Forum ของกัมพูชา

    ตารางราคา เบียร์สูงกว่า ประมาณ 1 เท่า  ประเทศไทยเบียร์ราคาสูงกว่าประมาณ 3 เท่า

    เบียร์กระป๋อง หรือขวด 350 cc ประมาณ 0.8 USD – 1.8 USD

    แป๊บซี่ โค้ก น้ำอัดลม  0.5 – 2 USD

    นม น้ำผลไม้กล่อง  0.5 USD

    ราคาเบียร์หานุมาน 1 กระป๋อง 2,500 เรียล ราคามะพร้าว 3,000 เรียล และมีโอกาสโชคดี ได้รางวัลใต้ฝาสูงสุด 300 USD ถามแม่ค้าว่า ทำไมมะพร้าวไม่มีรางวัลใต้ฝาบ้าง ราคาก็แพงกว่า…ฮาเลย

    เน้นแจกรถ

    ประเพณี Ombok ประเพณีทำบุญแม่น้ำ มีงานแข่งเรือในแม่น้ำเสียบเรียบ โดยมีสปอนเซอร์ใหญ่ 2 เจ้า

    ยี่ห้อครุฑ กับวัฒนะ สนับสนุนงานชกมวย

    ส่วนยี่ห้อ Ganz Berg สนับสนุนคอนเสริต์

    ประเพณี Ombok ตรงกับงานลอยกระทง บ้านเรา แต่ของเขากิจกรรมแข่งเรือ จัดในพนมเปญ เสียมเรียบ พระตะบอง

  • โครงการท่องเที่ยวปลอดภัยวัฒนธรรมสร้างสุข สร้างประสบการณ์ท่องเที่ยวที่หลากหลายและสร้างสรรค์ในชุมชนตำบลกระโพ

    โครงการท่องเที่ยวปลอดภัยวัฒนธรรมสร้างสุข สร้างประสบการณ์ท่องเที่ยวที่หลากหลายและสร้างสรรค์ในชุมชนตำบลกระโพ

    เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2566 โครงการท่องเที่ยวปลอดภัยวัฒนธรรมสร้างสุขได้เข้าร่วมกิจกรรมที่ได้รับการสนับสนุนจาก สสส. และเครือข่ายงดเหล้าอีสานล่าง นำโดยอาจารย์ประสาน สินลิขิตกุล หนึ่งในกรรมการที่ปรึกษาโครงการ ได้นำทีมงานของโครงการฯ พร้อมกับคุณวิญญู ศรีศุภโชค และ คุณพิทยา แจ่มจันทร์ เข้าพบ คุณกรีติคุณ กรีธาพล ปฏิบัติงานแทนผู้จัดการโครงการคชอาณาจักร จังหวัดสุรินทร์ ที่ดูแลช้างกว่า 200 เชือก เพื่อร่วมหารือในการขอความร่วมมือในการร่วมขับเคลื่อนการทำงานท่องเที่ยวโดยชุมชนในชุมชนตำบลกระโพ ที่มีช้างบ้านกว่าร้อยเชือกอยู่อาศัย

    การประชุมนี้ยังรวมตัวแทนจากกลุ่มศิษย์เก่าจุฬาฯ, นักท่องเที่ยวต่างชาติ, และ Voluntist จาก เยอรมัน, ฝรั่งเศส, และ ลิธัวเนีย ที่มีส่วนร่วมในกิจกรรม. โครงการได้รับโอกาสที่จะถ่ายทอดประเด็น “วัฒนธรรมสร้างสุข สังคมมีสุข ช้างมีสุข” ผ่านกิจกรรมต่างๆ และมีโอกาสเข้าร่วมกิจกรรมของสมาคม THAILANDIFF และลงนาม MOU ร่วมกับทีมศิลปินจากฮังการี ในการร่วมพัฒนาชุมชนกระโพเพื่อมารู้จักช้างไทย

    โดยมุ่งเน้นไปในการสื่อสารในประเด็น”วัฒนธรรมสร้างสุข สังคมมีสุข ช้างมีสุข ” ผ่านกิจกรรมที่ร้อยเรียงอย่างเป็นลำดับขั้น เพื่อให้เกิดการถ่ายทอดประเด็น ลงไปยังนักท่องเที่ยวที่อาสามาเป็นตัวอย่างที่เดินทางมาเรียนรู้ในครั้งนี้ และ ให้ตัวแทนศิษย์เก่าจุฬาฯ นำโดยคุณพรสวรรค์ ได้รับรู้และเก็บช้อมูลประเด็นสำคัญจากที่ได้มาสัมผัส ช้างกับควาญชาวกวยที่นี่รักกันมากแค่ไหน และต้องดูแลกันอย่างไร

    ทั้งนี้อาจารย์ประสานและทีมงานได้นำผลสรุปจากการประชุมและทดสอบเส้นทางในครั้งนี้นำไปประชุมร่วมกับเครือข่ายงดเหล้าอีสานล่างที่นำโดยคุณสุวัลยา โต๊ะสิงห์ จนได้ข้อสรุปออกมาเป็นกิจกรรมหลักๆ 2 เรื่อง ดังนี้

    1. การสร้างระบบการสื่อสารจากชุมชน เพื่อชุมชน โดยทีมเครือข่ายงดเหล้าอีสานล่างจะร่วมเข้ามาสนับสนุนให้เกิดระบบการอบรมสร้างคนรุ่นใหม่ในตำบลกระโพ ท่าตูมนี้ ให้สามารถถ่ายทอดประเด็น “วัฒนธรรมสร้างสุข สังคมมีสุข ช้างมีสุข ” ผ่านสื่อต่างๆ ทั้งภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหว และ กิจกรรมต่างๆ โดยจะร่วมมือกับอาจารย์ประสาน และ คชอาณาจักร ร่วมกันจัดกิจกรรมค่ายฝึกอบรม โดยจะนำเด็กเยาวชนชุมชนนี้ และ ชุมชนในเครือข่ายของเครือข่ายงดเหล้าในโครงการวัฒนธรรมสร้างสุขท่องเที่ยวปลอดภัยในจังหวัดข้างเคียงเข้ามาร่วมด้วย เช่น เขมราฐ กุดหว้า และ เชียงคาน เพื่อให้เกิดทีมนักสื่อความหมายชุมชนรุ่นใหม่ที่มีศักยภาพและเพิ่มจำนวนมากขึ้น

    2. การสร้างกิจกรรมท่องเที่ยวต้นแบบ ที่สามารถถ่ายทอดประเด็น “วัฒนธรรมสร้างสุข สังคมมีสุข ช้างมีสุข “ลงไปยังนักท่องเที่ยวได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเฉพาะการร่วมมือกับคชอาณาจักรที่เป็นหัวเรือสำคัญในการทำประเด็นนี้อยู่แล้วด้วยงบประมาณจากภาครัฐ ในฐานะที่เป็นรัฐวิสาหกิจหนึ่ง โดยจะทำกิจกรรมที่มีลำดับการท่องเที่ยวที่เหมาะสมและประหยัดทั้งเวลาและต้นทุนของนักท่องเที่ยว โดยจะเชื่อมโยงกับการเดินทางโดยรถสาธารณะ เช่น รถไฟ หรือ รถ บขส. และ ดำเนินกิจกรรมให้นักท่องเที่ยวได้รู้จัก คำว่า ช้างบ้าน ทำไมเราต้องเลี้ยงช้าง ทำไมไม่ปล่อยเขาเข้าป่า ทำไมต้องดูแลแบบมีควาญ และ ประเด็นสำคัญที่สุด คือ ช้างบ้าน และ ควาญเขาต้องการอะไร เพื่อนำมาสร้างรายได้และกระแสเพื่อให้สังคมได้รับรู้เรื่องเหล่านี้ให้มากขึ้น

    โดยจะใช้งบประมาณที่สนับสนุนโดย สสส. สนับสนุนในการจัดอบรมคนรุ่นใหม่นักสื่อความหมายชุมชน และ จะใช้การทำธุรกิจเพื่อสังคมในการขับเคลื่อนการจัดกิจกรรมท่องเที่ยวเพื่อสื่อสารประเด็น “วัฒนธรรมสร้างสุข สังคมมีสุข ช้างมีสุข ” ร่วมกับเครือข่ายการท่องเที่ยวแบบยั่งยืนต่างๆ เช่น Voluntist และ TrekkingThai

    เพื่อสร้างการรับรู้ประเด็น วัฒนธรรมสร้างสุข ให้กว้างขวางมากขึ้นต่อไป

    #วัฒนธรรมสร้างสุข #ท่องเที่ยวปลอดภัย #ช้างมีสุข #โครงการท่องเที่ยวสร้างสุข #สสส #เครือข่ายงดเหล้าอีสานล่าง #โครงการท่องเที่ยวชุมชน

  • ลอยกระทงปลอดเหล้า  ออเจ้าก็ปลอดภัย

    ลอยกระทงปลอดเหล้า  ออเจ้าก็ปลอดภัย

    สสส. เครือข่ายงดเหล้า แนะ 3 หัวใจหลัก เพื่อช่วยให้ออเจ้าลอยกระทงอย่างปลอดภัย สบายใจห่างไกลจากปัจจัยเสี่ยงและความทุกข์ทั้งปวง

    สายฝนจางหาย สายน้ำเต็มตลิ่ง ปีนี้โชคดีที่สถานการณ์น้ำในแม่น้ำสายต่างๆ ไม่ถึงขั้นวิกฤต บ้านเมืองเข้าสู่โหมดเดินหน้าเพื่อเร่งสปีดการเติบโตทางด้านเศรษฐกิจและสังคม ภายหลังจากที่อ่อนล้าเพราะโควิดมานาน เวลานี้ประเทศไทยเริ่มเข้าสู่ฤดูหนาวแล้ว เป็นช่วง High Season ของฤดูกาลท่องเที่ยว โดยตั้งแต่ต้นปี 2566 ประเทศไทยมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาท่องเที่ยว มากถึง 23 ล้านคน สร้างรายได้มากกว่า 1 ล้านล้านบาท ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่ดีต่อการพัฒนาประเทศ โดยนอกจากเราจะมีแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่สวยงาม มีอาหารการกินที่อร่อยและหลากหลายเมนูแล้ว เรายังมีกิจกรรมด้านประเพณีวัฒนธรรมเกิดขึ้นตลอดทั้งปี โดยงานประเพณีลอยกระทงที่จะเกิดขึ้นในวันขึ้น 15 ค่ำเดือน 12 คือ หมุดหมายแรกแห่งการเฉลิมฉลองการเข้าสู่ฤดูหนาวอย่างเป็นทางการ เป็นเทศกาลงานบุญที่มาพร้อมความสนุกสนานรื่นเริง โดยเฉพาะในช่วงเวลาค่ำคืน หนุ่มสาวญาติมิตรพี่น้องได้ออกมาพบปะพูดคุยกันและทำกิจกรรมร่วม ผนวกกับปัจจุบันมีกระแสความตื่นตัวจากละครอิงประวัติศาสตร์เรื่องพรหมลิขิต ที่มีฉากกล่าวถึงที่มาของงานประเพณีจองเปรียง หรือพิธีลอยประทีป ในสมัยอยุธยา ซึ่งเดิมเป็นพิธีบูชาไฟตามความเชื่อในศาสนาพราหมณ์-ฮินดู มีไว้เพื่อสักการะพระพุทธเจ้าและพระแม่คงคา โดยในกฎมณเฑียรบาลในสมัยอยุธยาระบุไว้ว่า พิธีดังกล่าวจะจัดขึ้นทุกเดือน12 ซึ่งจะมีกิจกรรมการชักโคมไฟขึ้นสู่ยอดไม้ และกิจกรรมที่ทำในน้ำคือการลอยโคมลงน้ำ  จนพัฒนามาเป็นงานประเพณีลอยกระทงในปัจจุบัน คาดว่ายิ่งจะทำให้งานลอยกระทงปีนี้ มีความสนุกสนานคึกคักเป็นอย่างมาก และเต็มไปด้วยมนต์เสน่ห์ที่รอคอยการเข้าไปค้นหาหาคำตอบในแต่ละพื้นที่ 

    โดยเบื้องต้น สคล. มีข้อแนะนำในการเลือกสถานที่ไปร่วมงานลอยกระทงปีนี้มาฝากออเจ้าทุกคน ดังนี้

    1. ชวนออเจ้า เลือกรีวิวและไปร่วมงานลอยกระทงที่จัดแบบย้อนยุค เน้นวิถีวัฒนธรรม เพราะจะเต็มไปด้วยคนที่ตั้งใจมาเที่ยวงานแบบมีอารยะ มีทั้งแต่งหน้าเสื้อผ้าอาภรณ์ครบครันสวยงาม อีกทั้งยังฟื้นคืนคุณค่าวิถีวัฒนธรรมประเพณีแบบเก่าๆ ย้อนยุค บางพื้นที่มีจุดผางประทีปสวยงาม มีลอยเรือสะเปา มีการแสดงโคมชักโคมตุง มีตลาดย้อนยุค ฉายหนังกลางแปลง รำวงย้อนยุค และมีจุดถ่ายรูป Check in สวยๆ
    2. ชวนออเจ้า เลือกไปเที่ยวงานที่มีนโยบายคุมเหล้าลดปัจจัยเสี่ยง ไม่ขายเหล้าประทัดยักษ์ หรือโคมลอยในงาน เพราะจะได้ไม่มีคนเมามาเดินเกะกะ เสี่ยงลวนลามทำมิดีมิร้าย หรือเป็นเหตุไปสู่การทะเลาะวิวาท ไม่มีใครโยนประทัดยักษ์ใส่กัน หรือเอาโคมไปลอยกลายเป็นขยะบนท้องฟ้า พอตกลงมาก็ไปไหม้บ้านเรือนผู้คน รวมทั้งดูความแน่นหนาของท่าน้ำจุดลอยกระทงและไฟฟ้าแสงสว่างที่พอเพียง ดูการตรวจตราของเจ้าหน้าที่เพราะปีนี้คนเยอะ มาตรการรักษาความปลอดภัยเป็นเรื่องจำเป็น
    3. ชวนออเจ้า บอกเพื่อนๆ ชวนกันลอยกระทงออนไลน์ เพื่อลดปริมาณขยะในแม่น้ำ ซึ่งเป็นวิธีการที่ดีที่สุดในการช่วยพระแม่คงคาดูแลแม่น้ำลำคลองและรักษาสิ่งแวดล้อมอันเป็นการปฏิบัติบูชาในงานประเพณีลอยกระทง แต่ก็ยังไปเที่ยวงานที่จัดในพื้นที่ต่างๆ เพื่อช่วยกันกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ ให้เกิดการหมุนเวียน สร้างรายได้ให้คนในชุมชน พร้อมกับสนุกสนานครื้นเครงกับกิจกรรมสนุกๆ ในพื้นที่

    โดยข้อมูลจากผลการสำรวจความคิดเห็นของนักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวชมงานลอยกระทงปี 2565 ใน 6 พื้นที่สำคัญทั่วประเทศ ได้แก่ สุโขทัย เชียงใหม่ ตาก ร้อยเอ็ด มหาสารคาม และอุดรธานี จำนวน 1,800 คน พบว่า นักท่องเที่ยวร้อยละ 81.3 ตั้งใจลอยกระทงเพื่อบูชาหรือขอขมาพระแม่คงคง รองลงมาร้อยละ 75.3 เพื่อลอยทุกข์โศกโรคภัย ขณะที่ร้อยละ 43.80 เพื่อความสนุกสนาน โดยนักท่องเที่ยวร้อยละ 61.70 มีความกังวลเรื่องอุบัติเหตุจากการเดินทาง ร้อยละ 57.60 กังกลเรื่องการทะเลาวิวาทจากคนเมา ร้อยละ 50.10 กังวลเรื่องอันตรายจากพลุและประทัด

    เมื่อถามถึงความพึงพอใจในการมาเที่ยวชมงานที่จัดโดยไม่มีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พบว่านักท่องเที่ยวร้อยละ 82.30 เห็นด้วยกับการจัดงานลอยกระทงแบบปลอดเหล้า  ร้อยละ 81.30 พอใจกับการรณรงค์และการห้ามจำหน่ายเหล้าเบียร์ในบริเวณพื้นที่จัดงาน  โดยร้อยละ 85.9 ต้องการให้มีการตรวจตราและควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในบริเวณพื้นที่สวนสาธารณะให้ต่อเนื่องเป็นประจำไม่เฉพาะช่วงลอยกระทง เพราะทำให้รู้สึกปลอดภัยในชีวิตและทรัพยสิน  โดยนักท่องเที่ยวมากถึงร้อยละ 67.82 เห็นว่าการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในงานประเพณีลอยกระทงเป็นเรื่องไม่ปกติ

    ขณะที่เมื่อสอบถามความคิดเห็นของเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในงานลอยกระทงจำนวน 569 คนทั่วประเทศ พบว่า ส่วนใหญ่ร้อยละ 88.73 ระบุงานลอยกระทงปลอดเหล้าทำให้การทะเลาะวิวาทในงานลดน้อยลง ร้อยละ 85.24 ระบุทำให้คนเมาในงานลดลง ร้อยละ 88.51 เห็นว่าทำให้อุบัติเหตุการจราจรลดลง ร้อยละ 85.69 เห็นว่าทำให้นักท่องเที่ยวเพิ่มมากขึ้น ร้อยละ 87.03 เห็นว่าช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่จัดงาน ขณะที่ร้อยละ 85.55 เห็นว่าช่วยลดกำลังเจ้าหน้าที่ในการดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยของงาน

    ขณะที่เด็กเยาวชนที่มาร่วมงานในพื้นที่ต่างๆ จำนวน 600 คน ส่วนใหญ่ร้อยละ 89.13 เห็นว่า ไม่ควรมีการขายการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในงานประเพณีลอยกระทง และร้อยละ 87.43 เห็นว่าไม่ควรมีการใช้ตราสัญลักษณ์ตราเสมือน อาทิ น้ำแร่ โซดา น้ำดื่ม ที่มีลักษณะคล้ายคลึงกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มาโฆษณาในพื้นที่จัดงานลอยกระทง เพราะจะทำให้เชื่อมโยงและส่งผลให้นึกถึงการดื่มเหล้าเบียร์ในที่สุด นอกจากนี้ร้อยละ 86.83 เห็นว่า บริษัทเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไม่ควรใช้งานลอยกระทงเพื่อเป็นช่องทางในการส่งเสริมการขายโฆษณาประชาสัมพันธ์ เพราะสร้างผลกระทบให้เกิดขึ้นแก่สังคม ส่งผลให้เด็กเยาวชนกลายเป็นนักดื่มหน้าใหม่เร็วขึ้น

    ทั้งนี้ มีตัวอย่างพื้นที่จัดงานลอยกระทงปลอดเหล้าปลอดภัย มาแนะนำเชิญชวน ดังนี้

    โดยพื้นที่ดังกล่าวนี้ ถือเป็นพื้นที่สำคัญในการส่งเสริมด้านวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวของไทย เนื่องจากมีอัตลักษณ์และประเพณีวิถีวัฒนธรรมที่โดดเด่น ที่สำคัญพื้นที่เหล่านี้มีการผลักดันเชิงนโยบายในการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มามากกว่า 10 ปี มีความร่วมมือของหลายภาคส่วนในการร่วมกันรณรงค์จัดงานแบบปลอดเหล้าเพื่อสร้างความปลอดภัย จนกระทั่งกลายเป็นธรรมเนียมปฏิบัติของแต่ละเมืองในการจัดงานแบบปลอดเหล้า เนื่องจากเห็นผลดีที่เกิดขึ้น

    นางสาวรุ่งอรุณ ลิ้มฬหะภัณ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนการควบคุมปัจจัยเสี่ยงหลัก สสส. กล่าวว่า สสส. ได้ร่วมกับเครือข่ายงดเหล้ารณรงค์ในพื้นที่จัดงานลอยกระทงไปทั่วประเทศ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญที่คาดว่าจะมีคนมาเที่ยวชมงานเป็นจำนวนมาก มีการรรณรงค์ต่อเนื่องเป็นปีที่ 16 แล้ว โดยพื้นที่จัดงานหลักในปฏิทินการท่องเที่ยวก็จัดงานแบบปลอดเหล้าทุกพื้นที่  ซึ่งในภาพรวมการทำงานพบว่าคนในพื้นที่และนักท่องเที่ยวมีความเข้าใจและตระหนักในเรื่องของปัจจัยเสี่ยงมากขึ้น โดยเฉพาะเหล้าเบียร์ ประทัดยักษ์ และโคมลอย ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญในช่วงเทศกาลลอยกระทง เราได้ใช้หลายมาตรการ ทั้งมาตรการทางนโยบาย มาตรการทางสังคม และการขอความร่วมมือกับร้านค้าผู้ประกอบการในพื้นที่ ในการเปลี่ยนพื้นที่เสี่ยงให้กลายเป็นพื้นที่ท่องเที่ยวปลอดเหล้าปลอดภัย ซึ่งพบว่าได้รับความร่วมมือและการตอบรับเป็นอย่างดี เกิดสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย เอื้อต่อการเติบโตและการมีคุณภาพชีวิตที่ดีของผู้คน โดยในระยะยาวหากสามารถทำได้อย่างต่อเนื่องไปยังงานประเพณีอื่นๆ จะสร้างความที่ยั่งยืน เกิดสุขภาวะที่ดีให้แก่ผู้คนในแต่ละเมือง  นางสาวรุ่งอรุณ ลิ้มฬหะภัณ  กล่าวต่อว่า “สสส. รู้สึกขอบคุณและชื่นชม ความพยายามของเจ้าภาพจัดงานลอยกระทงในพื้นที่ต่างๆ ที่ร่วมมือกันอย่างจริงจังในการควบคุมปัจจัยเสี่ยงต่างๆ จนกระทั่งกลายเป็นธรรมเนียมปฏิบัติในการไม่ให้มีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เข้ามาขายมาดื่มในบริเวณงาน ซึ่งจะส่งผลเชิงบวก สร้างความสุขความปลอดภัยให้แก่นักท่องเที่ยว โดยเฉพาะงานลอยกระทงที่จัดในเวลาค่ำคืน ยิ่งงานมีความปลอดภัย ก็จะมีคนออกมาเที่ยวชมงานมากขึ้น เศรษฐกิจรายได้ของประชาชนและคุณภาพชีวิตโดยรวมก็จะดีขึ้นในที่สุด”

    นายวิษณุ ศรีทะวงศ์ ผู้จัดการแผนงานพัฒนานโยบายสาธารณะ สำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า (สคล.) กล่าวว่า ปัจจุบันการจัดงานลอยกระทงเปลี่ยนแปลงไปจากสมัยก่อนมากโดยส่วนใหญ่เข้าใจและเห็นผลดีจากการจัดงานลอยกระทงปลอดเหล้า เพราะทำให้งานมีความปลอดภัยมากขึ้น นักท่องเที่ยวก็มาเที่ยวชมงานได้อย่างสบายใจ ไม่ต้องกังวลว่าจะมีเรื่องจากคนเมามาสร้างความเดือดร้อนรำคาญหรือก่อเหตุทะเลาะวิวาท โดยพื้นที่จัดงานลอยกระทงทั่วประเทศกว่าร้อยละ 90 ปลอดจากเหล้าเบียร์แล้ว ทำให้เจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานทำงานง่ายขึ้นปัญหาเรื่องทะเลาะวิวาท อุบัติเหตุในพื้นที่จัดงานลดลง การจัดงานก็มีการพัฒนาความสร้างสรรค์ในรูปแบบใหม่ๆ  ทั้งกิจกรรมย้อนยุคและกิจกรรมร่วมสมัย ทำให้งานในหลายพื้นที่มีความน่าสนใจมากขึ้น โดยเฉพาะที่จังหวัดสุโขทัยสามารถเนรมิตพื้นที่ภายในอุทยานประวัติศาสตร์ได้อย่างตื่นตาตื่นใจ จังหวัดเชียงใหม่ใช้ผางประทีปมาแก้ไขปัญหาโคมลอยที่สร้างปัญหาไฟไหม้บ้านพร้อมไปกับปลุกกระแสคนเมืองมาร่วมฟ้อนเทียนฟ้อนโคมอันเป็นจิตวิญญาณของคนในพื้นที่ จังหวัดตากที่สามารถเปลี่ยนพื้นที่ลานเบียร์กลายเป็นพื้นที่กิจกรรมสร้างสรรค์สำหรับทุกคนในครอบครัวผ่านกระทงสายผ้าป่าน้ำ และหลายเมืองต่างก็พยายามจะใช้ทุนทางวัฒนธรรมดั้งเดิม เอกลักษณ์ของพื้นที่ตน มาสร้างความประทับใจดึงดูดให้คนมาเที่ยว คนมาเที่ยวชมงานกลายเป็นกลุ่มครอบครัวมากขึ้น การควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และช่วยกันลดปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ทั้งประทัดยักษ์ โคมลอย รวมทั้งความไม่ปลอดภัยต่างๆ การยกระดับให้งานลอยกระทงมีคุณค่าและความหมายมากขึ้น อันจะส่งผลดีต่อการท่องเที่ยวและวิถีวัฒนธรรมในระยะยาว โดยการใช้ภูมิพลังทางวัฒนธรรมมาขับเคลื่อนและหล่อหลอมสังคมร่วมกันอีกครั้ง

    นางเสาวคนธ์ ศรีบุญเรือง เครือข่ายชุมชนเมืองรักษ์เชียงใหม่ กล่าวว่า ที่ผ่านมาเราใช้ผางประทีปและงานศิลปวัฒนธรรมพื้นถิ่นเพื่อการแก้ไขปัญหาเมือง ตั้งแต่ปี 2555 จากการที่เขาปล่อยโคมลอย(ไฟ) แล้วตกลงสู่หลังคาบ้านเรือนคนในชุนชนเมืองเชียงใหม่ที่ส่วนใหญ่เป็นไม้ ทำให้เกิดไฟไหม้บ้านและความไม่ปลอดภัยในชีวิตทรัพยสินโดยเฉพาะในช่วงดึกที่ผู้คนหลับไปแล้วหรือบ้านที่ไม่มีคนอยู่ดูแล จึงได้ชวนกันให้เปลี่ยนไปทำอย่างอื่นแทนคือการตามผางประทีปส่องฟ้าฮักสาเมือง ซึ่งทำมาอย่างต่อเนื่องจากงานเล็กๆ ที่ทำกันเองโดยชุมชน จำนวน 25,000 ดวงรอบคูเมือง ต่อมาได้ขยายกลายยเป็นงานของเมืองเพราะมีนักท่องเที่ยวและคนในเมืองให้ความสนใจมาก มีการทำข่วง(ลาน)โคมจุดผางประทีป และขยายไปสู่พื้นที่รอบนอกไปทั่ว โดยวันที่ 25 พฤศจิกายน เวลา 17.00น มีกิจกรรมต๋ามผางปะตี๊ดส่องฟ้าฮักษาเมือง(จุดผางประทีป ส่องฟ้ารักษาเมือง) มีช่างฟ้อนมาร่วมในขบวนแห่จำนวน 727 คน ตามปีของเมืองเชียงใหม่ จากประตูท่าแพสู่อนุสาวรีย์สามกษัตริย์ มีพิธีกรรมตามปีนักษัตร์ย์(ปีเกิด) จุดผางประทีป 4 แจ่งคูเมือง มีการแสดงทางวัฒนธรรม ดนตรีพื้นเมือง ศิลปะพื้นบ้านของเด็กๆ มีการสาธิตการหยอดผางประตี๊ดและการทำโคม ที่อนุสาวรีย์สามกษัตริย์   วันที่ 26 พฤศจิกายนจะมีการฟ้อนโคม 200 คน โดยจะมีน้องๆเยาวชนจากโรงเรียนนานาชาติมาร่วมเป็นล่ามเพื่อสื่อสารข้อมูลให้กับนักท่องเที่ยวที่สนใจร่วมกิจกรรม นอกจากนี้มีการแสดงโคมร่วมสมัยผลงานจากนักศึกษา 3 สถาบันการศึกษาในเชียงใหม่หน้าพิพิธภัณฑ์พื้นถิ่นล้านนา ตรงข้ามอนุสาวรีย์สามกษัตริย์ ส่วนในวันที่ 27 พฤศจิกายน ทางเทศบาลนครเชียงใหม่มีการประกวดขบวนแห่สะเปาล้านนา พิธีปล่อยกระทงสายล้านนา และวันที่ 28 พฤศจิกายน 2566 มีการประกวดขบวนแห่กระทงใหญ่ชิงถ้วยพระราชทานฯ  สิ่งนี่น่ากังวลสำหรับปีนี้คือ การขยายการจุดโคมลอย(ไฟ)ไปสู่พื้นที่รอบนอก จากการส่งเสริม Soft Power ของหน่วยงานรัฐที่คิดถึงตัวเงินด้านการท่องเที่ยว ซึ่งคงต้องถามและติดตามชุมชนในพื้นที่ต่างๆ ว่าได้รับผลกระทบและจะจัดการตัวเองอย่างไร รวมถึงการเข้าไปจัดการช่วยเหลือเมื่อเกิดความสูญเสีย ซึ่งจากประสบการณ์คนเมืองที่เคยมีปัญหาไฟไหม้บ้านเรือนมาก่อนเราห่วงใยในเรื่องเหล่านี้

    นางศิวะพร คงทรัพย์  ประธานเครือข่ายองค์กรงดเหล้าจังหวัดตาก   กล่าวว่า ที่ผ่านมาภาคส่วนต่างๆในจังหวัดตากได้ร่วมกันขับเคลื่อนนโยบายการจัดงานบุญประเพณีปลอดเหล้า โดยเฉพาะในงานกระทงสายไหลประทีปซึ่งเป็นงานสำคัญของจังหวัด มีการทำความเข้าใจและขอความร่วมมือกับผู้ประกอบการร้านค้า สื่อสารให้ประชาชนนักท่องเที่ยวและภาคีที่มาร่วมงานได้รับทราบ มีการรณรงค์ป้องปราม รวมทั้งมีการพัฒนาส่งเสริมกิจกรรมและลานเยาวชนสร้างสรรค์อันเป็นการสื่อสารเชิงบวก ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวและประชาชนที่มาร่วมงาน จากที่เคยมีลานเบียร์มากถึง 33 ลานในปี 2556 ปัจจุบันไม่มีการขายการดื่มในพื้นที่จัดงาน งานมีความปลอดภัยมากขึ้นทุกปี ส่งผลให้จำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยภายในงานในปีนี้จะมีกิจกรรมตามพิธีกรรมความเชื่อพิธีขอขมาพระแม่คงคา(ถวายผ้าป่าน้ำ) พิธีอัญเชิญพระประทีปพระราชทาน มีการแข่งกระทงสายในทุกค่ำคืน สาธิตการทำกระทงกะลา การอาบน้ำพระอุปคุต การประกวดลูกทุ่งกระทงสาย เทศกาลอาหาร ก่อนจะส่งท้ายด้วยกิจกรรมใส่บาตรพระอุปคุตเที่ยงคืน อาบน้ำมนต์จันทร์เพ็ญ  

    พระครูสุมนธรรมธาดา เจ้าอาวาสวัดคลองกระทง ประชาคมงดเหล้าจังหวัดสุโขทัย  กล่าวว่า  ในอดีตก่อนมี พรบ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 2551 มีการดื่มกินเหล้าในสุโขทัยมากมีการทะเลาะวิวาทเกิดปัญหาอาชญากรรมเยอะ รวมทั้งอุบัติเหตุจากคนเมา จนกระทั่งภาคประชาสังคมได้ร่วมมือกับส่วนราชการ ผู้ประกอบการร้านค้า และชุมชนต่างๆ เห็นว่าต้องเอาเหล้าเบียร์ออกจากงานลอยกระทง โดยปีแรกๆ มีอุปสรรคอยู่บ้าง เพราะมีทั้งคนเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย แต่จากการรณรงค์เอาจริงเอาจังร่วมกันของภาคส่วนต่างๆ อย่างต่อเนื่องมากว่า 16 ปี ส่งผลให้พฤติกรรมและค่านิยมทางสังคมเกิดการเปลี่ยนแปลงไปมาก ใครที่จะเอาเหล้าเข้าไปดื่มกินในงานลอยกระทงเผาเทียนเล่นไฟสุโขทัย จะถูกสายตาผู้คนรอบข้างมองอย่างเย้ยหยัน จนไม่มีใครกล้าเอาเหล้ารวมทั้งบุหรี่เข้าไปสูบดื่มในงาน จากการสำรวจข้อมูลอย่างต่อเนื่องพบว่านักท่องเที่ยวมีความพึงพอใจต่อการจัดงานมาก พ่อค้าแม่ค้าในงานมีความพึงพอใจเนื่องจากมีคนมาเที่ยวงานเยอะโดยไม่มีเหตุทะเลาะวิวาท ทำให้ภาพรวมของงานมีความปลอดภัยคนมาเที่ยวชมงานมีความสุข สมกับเป็นงานระดับโลก โดยในปีนี้จะมีการแสดงแสงเสียงเมืองมรดกโลกสุโขทัย ขบวนช้างยุทธหัตถี การละเล่นพลุตะไลไฟพะเนียง การแสดงโขนเรื่องรามเกียรติ์  มีตลาดโบราณตลาดแลกเบี้ย  ขบวนแห่ทางวัฒนธรรม กระทงใหญ่ โคมชักโคมแขวนจาก 4 ปากประตูเมืองสุโขทัย นอกจากนี้ผลของการจัดงานที่ปลอดภัยยังขยายแนวคิดไปสู่งานลอยกระทงในพื้นที่ต่างๆ ของจังหวัดสุโขทัย รวมทั้งงานลอยกระทงระดับชุมชนที่บ้านแม่ทุเลา อ.ทุ่งเสลี่ยม ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยววิถีชุมชนที่มีชื่อเสียงในจังหวัดก็จัดงานแบบปลอดเหล้า เพื่อฟื้นฟูคุณค่าวิถีวัฒนธรรมชุมชน กลายเป็นต้นแบบพื้นที่ท่องเที่ยวชุมชนปลอดเหล้าปลอดภัย อีกด้วย สำหรับเรื่องที่กังวลและห่วงใยคือ กระแสสุราเสรี เริ่มส่งผลให้บริษัทเหล้าและผู้ประกอบการรายใหม่ๆ เริ่มหาช่องทางเข้าไปส่งเสริมการดื่มและใช้งานประเพณีเป็นช่องทางการตลาด ด้วยอำนาจทุนเหล่านี้อาจจะทำให้สถานการณ์ในพื้นที่กลับไปสู่วงจรอุบาทว์ได้ สิ่งดีๆที่ได้ร่วมกันสร้างอาจจะการเปลี่ยนแปลงหายไปได้

  • “หมอชลน่าน” ชู น่านโมเดล ชมงานแข่งเรือปลอดเหล้าของสสส. ช่วยลดปัจจัยเสี่ยง กระตุ้นเศรษฐกิจ รองรับนโยบายเศรษฐกิจสุขภาพ เมืองสุขภาพดี วิถีชุมชน คนอายุยืน

    “หมอชลน่าน” ชู น่านโมเดล ชมงานแข่งเรือปลอดเหล้าของสสส. ช่วยลดปัจจัยเสี่ยง กระตุ้นเศรษฐกิจ รองรับนโยบายเศรษฐกิจสุขภาพ เมืองสุขภาพดี วิถีชุมชน คนอายุยืน

    วันที่ 28 ต.ค. 2566 ที่สะพานข้ามแม่น้ำน่าน (ท่าน้ำบ้านป่ากล้วย) อ.เวียงสา จ.น่าน นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานในพิธีเปิดประเพณีแข่งเรือออกพรรษา ตานก๋วยสลากวัดบุญยืน พระอารามหลวง ชิงถ้วยพระราชทานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ประจำปี 2566 ว่า กระทรวงสาธารณสุขมีนโยบายเรื่องเศรษฐกิจสุขภาพ โดยจะผลักดันเมืองสุขภาพดี วิถีชุมชน คนอายุยืน โดยจัดทำ Blue Zone ซึ่งจะมีการผลักดันการดำเนินงานที่ จ.น่าน หรือที่เรียกว่า “น่านโมเดล” เพราะมีความพร้อมในทุกด้านที่จะขับเคลื่อนมิติการดูแลสุขภาพ สังคม และเศรษฐกิจไปพร้อมกัน และมีต้นทุนด้านสังคม ด้านเศรษฐกิจ ด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่สำคัญมีเครือข่ายภาคประชาสังคมที่หลากหลาย เช่น เครือข่ายประชาสังคมงดเหล้า เครือข่ายคนน่านจัดการตนเอง เครือข่ายมูลนิธิฮักเมืองน่าน เครือข่ายป่าชุมชน สภาเด็กและเยาวชนจัง เครือข่ายชาติพันธ์ สภาองค์กรชุมชนตำบล ชมรมเรือแข่ง และเครือข่ายด้านการศึกษา เพื่อพัฒนาประชากรทุกช่วงวัยให้มีสุขภาวะที่ดี มีความรอบรู้ด้านสุขภาวะ สามารถดูแลสุขภาพ มีพฤติกรรมสุขภาพที่พึงประสงค์และคุณภาพชีวิตที่ดี ตามแผนพัฒนาจังหวัดน่าน

    “การมีสุขภาพหรือสุขภาวะที่ดีต้องดีทั้ง 4 มิติ สุขภ าพกาย สุขภาพจิต ปัญญา และมิติเชิงสังคม ซึ่งงานประเพณีแข่งเรือยาวถือเป็นหนึ่งในปัจจัยเชิงสังคมที่กำหนดสุขภาพ อย่างสมัยอดีตการจัดงานจะมีเรื่องของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เข้ามาเกี่ยวข้อง ทำให้เกิดเหตุการณ์ทั้งเรื่องของการเมา การทะเลาะวิวาท หรืออุบัติเหตุ ล้วนก่อให้เกิดผลกระทบทางสุขภาพตามมา แต่จากการดำเนินงานของ สสส. และภาคีเครือข่ายทำให้เกิดงานบุญประเพณีปลอดเหล้าขึ้น โดยเฉพาะงานประเพณีแข่งเรือปลอดเหล้าในครั้งนี้ ถือเป็นวัฒนธรรมใหม่ในพื้นที่ที่ควรอนุรักษ์ให้คงอยู่สืบไป ทั้งยังเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยว กระตุ้นเศรษฐกิจภายในพื้นที่ โดยไม่ต้องมีแอลกอฮอล์เข้ามาเกี่ยวข้อง” นพ.ชลน่าน กล่าว

    นพ.พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนการพัฒนาระบบสุขภาพ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)  กล่าวว่า สสส. และสำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า (สคล.) สนับสนุนการรณรงค์รณรงค์ให้จัดแข่งเรือยาวประเพณีปลอดเหล้า ปลอดเบียร์ มาต่อเนื่อง 15 ปี โดยสร้างความตระหนักคุณค่าของงานประเพณีวัฒนธรรมที่มีความปลอดภัย หนุนให้เกิดบรรทัดฐานทางสังคม  วิถีชุมชน จารีตประเพณี และการบัญญัติกฎหมาย พร้อมสนับสนุนเยาวชนให้เข้ามามีบทบาทร่วมรณรงค์ลดปัจจัยเสี่ยง ซึ่งได้รับการตอบรับด้วยดีจากผู้จัดงานทั่วประเทศ ทำให้การท่องเที่ยวมีความปลอดภัยจากผลกระทบที่เกิดจากคนมึนเมา ทั้งอุบัติเหตุ ทะเลาะวิวาทลดลง โดยเมื่อ 10 ปีที่แล้ว งานแข่งเรือที่น่าน เกิดอุบัติเหตุ 100 กว่าครั้ง ปัจจุบันเหลือเพียง 10 กว่าครั้ง ลดการเสียชีวิต บาดเจ็บ รวมถึงสูญเสียทรัพย์สินได้อย่างมหาศาล ทั้งนี้ ปัจจุบันมีการขยายผลส่งเสริมนักพากย์เรือเยาวชนรุ่นใหม่ทุกภูมิภาค และจัดเวทีประกวดนักพากย์เรือเยาวชนสร้างสุข สอดแทรกการปลูกฝังค่านิยมที่ดีปลอดเหล้า บุหรี่ และอบายมุข และเป็นการป้องกันนักดื่มหน้าใหม่

  • สสส. เครือข่ายงดเหล้า ชู “น่านสร้างสุข model” ปฏิบัติการงดเหล้า ลดปัจจัยเสี่ยง 360 องศาปลูกพลังบวกสร้างจิตสำนึกภูมิคุ้มกันปัจจัยเสี่ยง ตั้งแต่ปฐมวัย

    สสส. เครือข่ายงดเหล้า ชู “น่านสร้างสุข model” ปฏิบัติการงดเหล้า ลดปัจจัยเสี่ยง 360 องศาปลูกพลังบวกสร้างจิตสำนึกภูมิคุ้มกันปัจจัยเสี่ยง ตั้งแต่ปฐมวัย

    สสส. เครือข่ายงดเหล้า ชู “น่านสร้างสุข model” ปฏิบัติการงดเหล้า ลดปัจจัยเสี่ยง 360 องศา ปลูกพลังบวกสร้างจิตสำนึกภูมิคุ้มกันปัจจัยเสี่ยง ตั้งแต่ปฐมวัย หวังขยายผล รร.ต้นแบบลดปัจจัยเสี่ยงเป็นกลไกสกัดนักดื่มหน้าใหม่ทั่วประเทศ พร้อมยกระดับสู่ชุมชนท่องเที่ยวปลอดเหล้า ปลอดปัจจัยเสี่ยง” สร้างรายได้ ส่งเสริมสุขภาวะดีไปพร้อมกัน

    วันที่ 27 ต.ค. 2566 ที่องค์การบริหารส่วนตำบลบ้านส้าน อ.เวียงสา จ.น่าน สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) พร้อมด้วยสำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า (สคล.) ลงพื้นที่ศึกษาดูงาน “น่านสร้างสุข model” ขับเคลื่อนปฏิบัติการงดเหล้า ลดปัจจัยเสี่ยง เริ่มตั้งแต่เด็กปฐมวัย เยาวชน และประชาชน เพื่อสร้างเสริมสุขภาพประชาชนให้มีสุขภาวะที่ดี

    โดยนายศรีสุวรรณ ควรขจร คณะกรรมการกองทุน สสส. และประธานคณะกรรมการบริหารคณะที่ 1 กล่าวว่า สสส. สนับสนุนการสร้างความรอบรู้ทางสุขภาพและทักษะความรู้เท่าทันด้านการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และสารเสพติด โดยเฉพาะกลไกและการรณรงค์ป้องกันเด็กเยาวชนและกลุ่มเสี่ยงนักดื่มนักเสพหน้าใหม่ ให้ความสำคัญการพัฒนาศักยภาพชุมชนให้เกิดความเข้มแข็ง ทำให้เกิดนายอำเภอนักรณรงค์ เครือข่ายคนหัวใจหิน (คนงดเหล้าครบพรรษา) และคนเลิกเหล้าตลอดชีวิต (คนหัวใจเพชร) เกิดเป็นเครือข่ายนักรณรงค์ชวนคนเลิกเหล้า ใน ปี 2565 มากถึง 98,141 คนทั่วประเทศ กระจายในองค์กรต่าง ๆ เช่น ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก โรงเรียน หน่วยงานราชการ ภาคเอกชน และเป็นกลไกสำคัญในการรณรงค์งดเหล้าตามเทศกาลและงานบุญประเพณี พร้อมต่อยอดชุมชนงดเหล้ายกระดับสู่ “ชุมชนท่องเที่ยวปลอดเหล้า ปลอดปัจจัยเสี่ยง” โดยเสริมพลังการท่องเที่ยวของชุมชนให้เป็นพื้นที่ปลอดภัย เช่น อบต.บ้านดอนไชย เส้นทางการท่องเที่ยววิถีทอผ้าไทยโบราณ ส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน สร้างรายได้ให้กับชุมชน และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมทุกช่วงวัยให้มีสุขภาวะที่ดีทั้งชุมชน

    นพ.พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนการพัฒนาระบบสุขภาพ สสส. กล่าวว่า ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ ปี 2564 พบว่าสถานการณ์การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในพื้นที่ภาคเหนือตอนบนมีความรุนแรง โดยพบคนดื่มสูงสุดเกินกว่า 28% ของประชากรในพื้นที่ และอยู่ใน 10 อันดับสูงสุดของประเทศ ได้แก่ น่าน แพร่  เชียงราย พะเยา ด้วยปัจจัยบริบททางสังคมวิถีชีวิต ภูมิเศรษฐศาสตร์ สสส. จึงร่วมกับสคล. ขับเคลื่อน“น่านสร้างสุข model” ปฏิบัติการงดเหล้า ลดปัจจัยเสี่ยง 360 องศา เริ่มตั้งแต่เด็กปฐมวัย เยาวชน และประชาชน ปลูกพลังบวกเด็กปฐมวัย 3-5 ปี เป็นช่วงโอกาสทองของการพัฒนาด้านสมองและการเรียนรู้ เป็นวัยที่มีความกระตือรือร้นและมีความสามารถในการเรียนรู้ทุกสิ่ง จากแผนการศึกษาแห่งชาติ ปี 2560-2579 พบว่า เด็กเล็ก 0-3 ปี มีพัฒนาการไม่สมวัยและล่าช้า โดยมีพัฒนาการด้านภาษาช้าที่สุด ส่งผลต่อระดับสติปัญญา บุคลิกภาพ และความฉลาดทางอารมณ์ในระยะยาว

    สสส. จึงสนับสนุนโครงการปลูกพลังบวกเพื่อสร้างจิตสำนึกภูมิคุ้มกันปัจจัยเสี่ยง (เหล้า บุหรี่) สำหรับเด็กปฐมวัย โดยร่วมกับสคล. ตั้งแต่ปี 2560 โดยเน้นการพัฒนาทักษะชีวิตแก่เด็กปฐมวัย ปลูกฝังให้ความรู้เกี่ยวกับอันตราย โทษของบุหรี่ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ เพื่อให้เกิดความเข้าใจ ตลอดจนการพัฒนาทักษะการสอนของครู ผู้ดูแลเด็ก ให้มีทักษะการสอน พัฒนานวัตกรรมสื่อการสื่อที่เหมาะกับเด็กเล็ก ดำเนินการใน 4 จังหวัด 4 คือ น่าน ศรีษะเกษ ราชบุรี ชุมพร ปัจจุบันมีสถานศึกษาเข้าร่วม 2,800 แห่งทุกสังกัดการศึกษา จากการสังเกตพฤติของเด็กปฐมวัยหลังเข้าโครงการ พบว่า เด็กปฐมวัยอายุต่ำกว่า 3 ปี ผ่านเกณฑ์ประเมินมีทักษะชีวิต 95.77% เด็กชั้นอนุบาลปีที่ 1 และ 2 (อายุ 3-5 ปี) ผ่านเกณฑ์ประเมิน 94.68% เด็กชั้นอนุบาลปีที่ 3 (อายุ 5-6 ปี) ผ่านเกณฑ์ประเมิน 95.06% ทั้งนี้ เตรียมขยายผลดำเนินการให้ครอบคลุมทั่วประเทศ เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันลดปัจจัยเสี่ยงให้เด็กไทย” นพ.พงศ์เทพ กล่าว

    นางกอบกมล ทบบัณฑิต นักวิชาการและผู้ประสานงานภาคเหนือโครงการปลูกพลังบวกเพื่อสร้างจิตสำนึกภูมิคุ้มกันปัจจัยสี่ยง (เหล้า บุหรี่) สำหรับเด็กปฐมวัย กล่าวว่า โครงการปลูกพลังบวกฯ เป็นกระบวนการส่งเสริมสร้างภูมิคุ้มกันพฤติกรรมเสี่ยงสำหรับเด็กปฐมวัย โดยพัฒนาชุดกิจกรรมบูรณาการกับแผนการสอน โดยมีคณะทำงานระดับจังหวัด ประกอบด้วย ศึกษานิเทศก์จาก สพป.เขตพื้นที่ มีครูแกนนำ กองการศึกษาจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เป็นกลไกการขับเคลื่อนในระดับจังหวัด โดยได้จัดอบรมสถานศึกษาในจังหวัดน่าน 427 แห่ง มีการติดตามและประเมินผล ผ่านเกณฑ์และได้รับการรับรองเป็นสถานศึกษาต้นแบบในระดับดีเยี่ยม 13 แห่ง มีชุดกิจกรรมการเรียนการสอนสำหรับคุณครูปฐมวัย เรื่องเหล้า บุหรี่ สร้างเป็นหลักสูตรการอบรมเชิงปฏิบัติการ และนำไปบูรณาการกับแผนการจัดประสบการณ์เด็กได้ตามหลักสูตรการศึกษาปฐมวัยในสถานศึกษากว่า 600 แห่ง ในภาคเหนือรวม 7 จังหวัด ดังนี้ แพร่ พะเยา อุตรดิตถ์ เชียงใหม่ เพชรบูรณ์ พิษณุโลก สุโขทัย

    นางเรณู มาละวัง ครูวิทยฐานะครูชำนาญการ ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก อบต.ส้าน กล่าวว่า จากการเข้าอบรมหลักสูตรปลูกพลังบวกเพื่อสร้างจิตสำนึกภูมิคุ้มกันปัจจัยเสี่ยงสำหรับเด็กปฐมวัย ได้นำความรู้มาบูรณาการกับหลักสูตรสถานศึกษาในแผนการจัดประสบการณ์และกิจกรรมสร้างสรรค์ เช่น เพลง เกมการศึกษา มีกิจกรรมให้เด็กไปทำร่วมกับผู้ปกครองที่บ้าน อ่านนิทาน ระบายสี ทำใบงานร่วมกัน เด็กๆ จะชอบร้องเพลงประกอบท่าทาง เพลงกระจงก่งก๊ก ก่อนจะนำเข้าสู่ การทดลองตับแช่เหล้า เด็กๆ จะสนใจและตื่นเต้นมาก สิ่งที่เด็กๆ จะได้เรียนรู้ จากจะมองเห็นการสัมผัส นึกคิดติดตาม เปรียบเทียบ และสังเกตการณ์สู่การเปลี่ยนแปลง และจดจำได้ดี ส่วนประเด็นบุหรี่ จะเป็นนิทานอากาศดี๊ดี หลังจากกิจกรรม ผู้ปกครองก็มีแปลกใจ กับผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น เด็กจะทำท่า say no (เอามือไขว่เป็นสัญลักษณ์ หยุดดื่ม หยุดสูบ) ระหว่าที่เห็นผู้ปกครองดื่มเหล้า-เบียร์ หรือสูบบุหรี่ เด็กๆ รู้จักที่จะเลือกสิ่งที่ดีและไม่ดี มั่นใจที่จะปฏิเสธสิ่งไม่ดีมากขึ้น เมื่อคนที่บ้านดื่มเหล้าหรือสูบบุหรี่ เด็ก ๆ ก็จะมาฟ้องว่าคุณพ่อดื่มเบียร์ เสียงสะท้อนจากเด็กทำให้ผู้ปกครองตระหนักมากขึ้น พยายามหยุดดื่มและไม่สูบให้เด็กเห็น ในช่วงเทศกาลเข้าพรรษาก็ร่วมทำสัญญาใจ ลด ละเลิกเหล้าและอบายมุข

    นายนพพร เรืองสว่าง นายอำเภอเวียงสา จ.น่าน กล่าวว่า สังคมมีปัจจัยเสี่ยงที่มีผลต่อเด็กเยาวชนหลายด้านโดยเฉพาะเหล้า บุหรี่ จึงจำเป็นที่ต้องช่วยกันป้องกัน เด็ก เยาวชนอนาคตของชาติให้ปลอดภัย ไม่เข้าสู่วงจรปัจจัยเสี่ยงก่อนวัยอันควร โครงการปลูกพลังบวกเพื่อสร้างจิตสำนึกภูมิคุ้มกันปัจจัยเสี่ยง (เหล้า บุหรี่) สำหรับเด็กปฐมวัย ที่สสส. สนับสนุน เป็นส่วนหนึ่งช่วยส่งเสริมให้เด็กมีภูมิคุ้มกัน รู้จักกลั่นกรอง มีความเข้าใจถึงโทษภัยของสิ่งเสพติดได้ โดยอำเภอมีนโยบายการพัฒนาเด็กให้เตรียมพร้อมสู่โลกอนาคต เพิ่มขีดความสามารถ ทักษะต่าง ๆ และสร้างเสริมภูมิคุ้มกันในการดำเนินชีวิตของเด็กให้สามารถปรับตัวต่อสภาพแวดล้อมทางสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป โดยใช้กระบวนการคิด วิเคราะห์ และการตัดสินใจที่เหมาะสม เพื่อให้สามารถอยู่ในสังคม ได้อย่างปลอดภัยและมีความสุข.