Author: SDN Thailand

  • วันไหลปีนี้ลดเหล้า ลดอุบัติเหตุ

    วันไหลปีนี้ลดเหล้า ลดอุบัติเหตุ

    วันจันทร์ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2566

    สำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้าจังหวัดชลบุรี นำโดย นายณัฐวุฒิ มหากัณฑ์ ผู้จัดการสำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้าจังหวัดชลบุรี นางสาวนภัสกร เขียนเสมอ ผู้ประสานงานเยาวชนเครือข่ายองค์กรงดเหล้า ภาคตะวันออก พร้อมด้วยประธานเยาวชน YSDN จังหวัดชลบุรีและเยาวชนจังหวัดชลบุรี โดยภาคีเครือข่ายเยาวชนโรงเรียนชลราษฎรอำรุง,โรงเรียนชลบุรี “สุขบท”,โรงเรียนชลกันยานุกูล,โรงเรียนสาธิต “พิบูลบำเพ็ญ” มหาวิทยาลัยบูรพา,โรงเรียนบ้านสวน (จั่นอนุสรณ์)

    ร่วมเดินรณรงค์ปลอดเหล้า ปลอดภัย เนื่องในเทศกาลสงกรานต์และงานวันไหลบางแสน ประจำปี 2566 เพื่อให้ประชาชนและเยาวชนตระหนักถึงความปลอดภัยในช่วงเทศกาล และรักษาขนบธรรมเนียมและสืบสานรักษาประเพณีอันดีงามของประเทศไทย ในพื้นที่บริเวณหาดบางแสน ตำบลแสนสุข อำเภอเมืองชลบุรี จังหวัดชลบุรี

    ทั้งนี้นอกจากเทศกาลสงกรานต์และงานวันไหลบางแสน ยังมี ประเพณีก่อพระทรายวันไหลบางแสน อีกด้วยโดยมีทั้งภาครัฐ – เอกชน ให้ความสนใจเข้าร่วมในการแข่งขันเป็นจำนวนมาก

    โดยในการรณรงค์ สงกรานต์ปลอดเหล้า-บุหรี่ สร้างสุขภาวะดีปีใหม่ไทย ยกระดับพื้นที่ท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ลดเสี่ยงอุบัติเหตุ-อาชญากรรม ได้รับความร่วมมือจาก เทศบาลเมืองแสนสุข สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จัดกิจกรรมวันไหลบางแสนปลอดเหล้าปลอดบุหรี่ ประจำปี 2566 นายณรงค์ชัย คุณปลื้ม นายกเทศมนตรีเมืองแสนสุข กล่าวว่า

    งานวันไหลบางแสนปีนี้ เป็นการกลับมาจัดเต็ม 100% หลังโควิด-19 คลี่คลาย เน้นงานประเพณีเป็นหลัก เช่น ก่อพระเจดีย์ทรายวันไหล จัดประกวดเต็มรูปแบบอย่างยิ่งใหญ่ แข่งขันกีฬา การละเล่น และจำหน่ายสินค้า มีประชาชนและนักท่องเที่ยวจำนวนมาก และเป็นอีกปีที่ได้ร่วมมือกับ สสส. และนิด้า จัดพื้นที่หาดบางแสนปลอดเหล้าบุหรี่ พบว่าได้รับความร่วมมือจากประชาชนมากขึ้น โดยเฉพาะบริเวณชายหาด ไม่พบเห็นการซื้อขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ส่วนรอบนอกเอกชนอาจจะยังมีปัญหาเรื่องนี้ แต่ถือว่าลดการสูบและดื่มได้มากขึ้น โดยมีเจ้าหน้าที่ปกครองและสาธารณสุข คอยตรวจตราความเรียบร้อย และจากการย้ายช่วงเวลากิจกรรมเป็นช่วงกลางวันถึง 1 ทุ่ม ทำให้ช่วยลดความเสี่ยงอุบัติเหตุและทะเลาะวิวาทได้
    “พื้นที่เอกชน ต้องเพิ่มการควบคุมเพิ่มเติมเพื่อป้องกันเหตุมากขึ้น บริเวณจัดงานถือว่า 100% ไม่มีการทะเลาะวิวาท โดยเรามีด่านตรวจและขอความร่วมมือผู้ประกอบการ ทุกรายที่มีใบอนุญาตร่วมมืออย่างดี ปีนี้จัดงานสงกรานต์วันไหลเต็มรูปแบบ หลังหายไปในช่วง 2 ปี ที่โควิด-19 ระบาดหนัก คาดว่ามีคนร่วมกว่าวันละ 1 แสนคน ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้เป็นอย่างดี เพราะสถิติการจัดงานวันไหล 16-17 เมษายนทุกครั้ง มีเงินหมุนเวียน 100 ล้านบาท คาดว่าปีนี้มากกว่าเดิมราว 20-30%

    ภาพถ่าย ข่าว โดย นายยศวริส วงศ์ตันติสกุล นายณภัทร ตีรกิตติพันธุ์ YSDN จังหวัดชลบุรี

  • “สงกรานต์บางกอกใหญ่ ไร้แอลกอฮอล์” ประจำปี 2566 

    “สงกรานต์บางกอกใหญ่ ไร้แอลกอฮอล์” ประจำปี 2566 

    สสส.พร้อมเครือข่ายองค์กรงดเหล้า ร่วมกับเครือข่ายประชาคมเขตบางกอกใหญ่ จัดงานสงกรานต์บางกอกใหญ่ไร้แอลกอฮอล์ 5 วันตั้งแต่วันที่ 12-16 เมษษยน 25666 ณ วัดหงส์รัตนานราม ถนนอิสรภาพ เขตบางกอกใหญ่ กรุงเทพฯ 

    นายสมหวัง ชัยประกายวรรณ์ ผู้อำนวยการเขตบางกอกใหญ่ นางปาณิสรา เนตรธารธร ผู้ช่วยผู้อำนวยการเขต นำคณะผู้บริหารเขต และเจ้าหน้าที่เขต เข้าร่วมงานแถลงข่าวสงกรานต์บางกอกใหญ่ ไร้แอลกอฮอล์ ประจำปี 2566 “เที่ยวสงกรานต์บางกอกใหญ่ อิ่มบุญครบ จบที่เดียว” ระหว่างวันที่ 12-16 เมษายน ณ ลานหน้าพระวิหารหลวงพ่อทองคำ วัดหงส์รัตนาราม ราชวรวิหาร แขวงวัดอรุณ เขตบางกอกใหญ่ 

    พระครูสถิตรัตนพงศ์ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดหงส์รัตนาราม กล่าวว่า การจัดงานสงกรานต์บางกอกใหญ่ไร้แอลกอฮอล์ เป็นการจัดงานเพื่อสืบสานวัฒนธรรมไทยและจัดกิจกรรมสร้างสรรค์สำหรับเด็กและเยาวชนมากมายทุกวัน 

    นาวาเอก (พิเศษ) สมชัย บุญจันทร์ ประธานสภาวัฒนธรรมเขตบางกอกใหญ่ นายวันชัย ลาภวิไลพงศ์ ประธานสภาคนเมืองเขตบางกอกใหญ่ เข้าร่วมพร้อมกล่าวชี้แจงวัตถุประสงค์ของการจัดงาน ก่อนเชิญชวนให้พี่น้องประชาชนมาร่วมงานในช่วงเทศกาลสงกรานต์นี้ เพราะเพียงแค่เดินทางมาวัดหงส์รัตนารามแห่งเดียวก็สามารถไหว้พระศักดิ์สิทธิ์ทั่วทั้งเขตบางกอกใหญ่ได้ถึง 13 วัด ตามชีวิตวิถีใหม่ (New Normal) หลังผ่านพ้นช่วงระบาดของโควิด-19 

    ภายในงานมีกิจกรรมน่าสนใจมากมาย อาทิ ขบวนบุปผชาติอัญเชิญพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์สำคัญจาก 13 วัดทั่วมาประดิษฐานให้ประชาชนสักการบูชา การร่วมสรงน้ำพระ รดน้ำดำหัวขอพรผู้สูงอายุเพื่อความเป็นสิริมงคล กิจกรรมทำบุญตักบาตร ฟังเทศน์ พร้อมการออกร้านของดีเขตบางกอกใหญ่ การแสดงดนตรีไทย การแสดงทางวัฒนธรรมไทย อาทิ ลำตัด เชิดสิงโต ฯ

    สำหรับการจัดงานสงกรานต์ครั้งนี้ถือเป็นความร่วมมือร่วมใจอันยิ่งใหญ่ระหว่างวัดต่างๆ ในพื้นที่เขตบางกอกใหญ่ สภาคนเมืองเขตบางกอกใหญ่ สถาบันการศึกษา และเครือข่ายภาคประชาสังคม โดยมีสภาวัฒนธรรมเขตบางกอกใหญ่เป็นแกนนำขับเคลื่อนกิจกรรมภายใต้บรรยากาศย้อนยุค เพื่อสืบสาน ส่งเสริม อนุรักษ์ประเพณีไทยอันดีงามและทรงคุณค่า

    วันที่ 1 เมษายน 2566 เวลา 16.00 น.

  • การศึกษาพัฒนาคน คนพัฒนาชาติ ปลูกพลังบวก จ.ประจวบคีรีขันธ์

    การศึกษาพัฒนาคน คนพัฒนาชาติ ปลูกพลังบวก จ.ประจวบคีรีขันธ์

    ปัญหายาเสพติดและปัญหาปัจจัยเสี่ยงด้าน ต่างๆ เป็นปัญหาสังคมที่ส่งผลกระทบในวงกว้าง การวางรากฐานสำคัญของชีวิต การพัฒนาคนต้องเริ่มต้นที่ปฐมวัย เป็นทุนชีวิตที่จะเจริญเติบโตต่อไปในอนาคต สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาขั้นพื้นฐานประจวบคีรีขันธ์ ทั้ง 2 เขตพื้นที่การศึกษา ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) ได้จัดอบรมเชิงปฏิบัติการ โครงการปลูกพลังบวก เพื่อสร้างจิตสำนึกภูมิคุ้มกันปัจจัยเสี่ยงเหล้า บุหรี่ สำหรับเด็กปฐมวัย จำนวน 2 รุ่นให้กับครูระดับชั้นอนุบาลและบุคลากรทางการศึกษา เขตพื้นที่การศึกษาเขตที่ 1 (สพป.ประจวบคีรีขันธ์ เขต1) จำนวน 93 คน 39 โรงเรียนและ สำนักงานคณะกรรมการเขตพื้นที่การศึกษา ประจวบคีรีขันธ์เขต 2 (สพป.ประจวบคีรีขันธ์ เขตที่ 2) 1) ครูผู้สอนปฐมวัย  จำนวน 82  จากโรงเรียน 30 โรงเรียน 

             นางเยาวลักษณ์ จันทน์ผา รองผู้อำนวยการ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานประจวบคีรีขันธ์ เขต 1 กล่าวว่า เด็กปฐมวัยมีสมองที่กำลังเติบโตกว่า 80 % เป็นวัยที่เหมาะสมอย่างยิ่งที่จะมีการปลูกพลังบวกสร้างทักษะชีวิต เป็นต้นทุนชีวิต สำหรับเจริญเติบโต ดำรงชีวิตได้อย่างมีความสุขปลอดภัย จากปัจจัยเสี่ยงทั้งปวง ปลูกฝังการตระหนักรู้และเห็นคุณค่าตนเองและผู้อื่น ให้เด็กควรมีทักษะคิดวิเคราะห์ คิดตัดสินใจ ใช้เหตุผล มีสัมพันธ์ภาพที่ดี การทำงาของทาง สพป.ประจวบคีรีขันธ์ จะทำงานเชิงรุก ใช้หลัการสร้างคุณธรรมจริยธรรม ควบคู่กับหลักศาสนา หล่อหลอมสู่ครอบครัวและสังคมที่ดีต่อไปในอนาคต

              นายสโมสอน  หนองสูง รองผู้อำนวยการ สพป.ประจวบคีรีขันธ์ เขต 2 กล่าวว่า การทำงานการแก้ปัญหาทางสังคม ต้องแก้กันที่ต้นเหตุ เป็นการป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาแล้วมาแก้ไข โดยพัฒนาเด็กให้มีทักษะชีวิต ทักษะการคิด มีเหตุมีผล จึงได้มีการจัดอบรมให้ผู้บริหารและครู มีความรู้ความเข้าใจ และสามารถจัดกิจกรรมปลูกพลังบวกได้อย่างมีประสิทธิภาพ และให้ผู้ปกครอง มีความรู้ความเข้าใจการปลูกพลังบวก ปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างที่ดี และจัดกิจกรรมปลูกพลังบวกกับลูกที่บ้านได้ เป็นต้นทุนชีวิตให้เด็กได้เจริญเติบโตอย่างมีประสิทธิภาพ

    การอบรมครั้งนี้ ต้องขอขอบคุณนักวิชาการของโครงการปลุกพลังบวก เพื่อสร้างจิตสำนึกภูมิคุ้มกันปัจจัยเสี่ยง สำหรับเด็กปฐมวัย นายบุญชู อังสวัสดิ์ นายอารมณ์ วงศ์บัณฑิต นายสมบัตร เนตรสว่างและคณะทำงานภาคใต้ ทุกท่าน ที่ช่วยกันขับเคลื่อนงานปลูกพลังบวกฯ ให้กับครูและบุคลากรที่เกี่ยวข้อง เสียสละ พัฒนางาน พัฒนาตน พัฒนาศักยภาพ สร้างทักษะชีวิตเด็กให้เจริญเติบโตส่งผลเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพเป็นกำลังสำคัญเพื่อประเทศชาติสืบไป

    วันที่ 18-21 มีนาคม 2566 

  • เสริมพลังการท่องเที่ยวโดยชุมชน ร่วมจัดตั้งนิติบุคคลวิสาหกิจการท่องเที่ยว โดยชุมชนบ้านชุมพล

    เสริมพลังการท่องเที่ยวโดยชุมชน ร่วมจัดตั้งนิติบุคคลวิสาหกิจการท่องเที่ยว โดยชุมชนบ้านชุมพล

    เสริมพลังการท่องเที่ยวโดยชุมชน บ้านชุมพลแหล่งท่องเที่ยวบ้านชุมพล ร่วมจัดตั้งนิติบุคคลวิสาหกิจการท่องเที่ยวโดยชุมชน

    ตำบลชุมพล อ.องครักษ์ จ.นครนายก เป็นแหล่งที่อุดมสมบูรณ์ ไปด้วยทรัพยากรทางธรรมชาติ ชาวบ้านส่วนใหญ่มีอาชีพ เกษตรกรรมปลูกข้าวเป็นหลัก แต่ต่อมาข้าวราคาถูกชาวบ้านจึงหันมาทำไร่ นา สวน ผสมมากขึ้น มีการเลี้ยงสัตว์ เลี้ยงปลา ทำพืชผักสวนครัว เป็นรายได้เสริม ต่อมาเมื่อมีถนนหลวงเส้นลำลูกกตัดผ่านจึงทำให้การเดินทางสะดวก สบาย กลุ่มเกษตรกร จึงรวมกลุ่มกัน จัดให้ชุมชนเป็นสถานที่ท่องเที่ยว เกษตรกรผันตัวเป็นผู้ประกอบการชุมชน เปิดบ้าน เป็นสถานที่พัก (Homestay)และนำกิจกรรมในวิถีชีวิตประจำวันมานำเสนอสู่สาธารณะ เช่น การเกี่ยวข้าว ตกปลา เก็บไข่เป็ด และพายเรือชมสวน เมื่อมีผู้คนสนใจ มาท่องเที่ยวมากขึ้น จึงรวมตัวกัน พัฒนาพื้นที่ให้สวยงามและจัดตั้งเป็นวิสาหกิจการท่องเที่ยวโดยชุมชนบ้านชุมพลขึ้น โดยมี นางจิตรา มะหมัดยูซบ อดีตรองนายก อบต.ชุมพล เป็นประธาน และ นายสนอง อาลีอุสมาน อดีตกำนัน ต.ชุมพล เป็นรองประธาน การดำเนินงานครั้งนี้ เป็นการจัดตั้งให้กลุ่มเป็นนิติบุคคลให้ถูกต้องตามกฎหมาย และให้ภาครัฐเข้าร่วมในการพัฒนาให้ดียิ่งขึ้น

     นางจิตรา มะหะหมัดยูซบ กล่าวว่า การปรับตัวของกลุ่มเกษตรกร จากที่เราทำการเกษตร ทำไร่ ทำนา อยู่แล้ว ซึ่งเป็นวิถีประจำวันของเรา เมื่อมีคนมาถามไถ่หรือชื่นชมนาของเรา เราก็จะรู้สึกเฉย ๆ เพราะเราชินชากับวิถีชีวิตในแบบเรา แต่คนอื่น ผ่านมาเขามองนาข้าวทุ่งสีทอง ว่าสวยงาม น่าจับต้องและอยากเรียนรู้ เป็นเรื่องที่แตกต่างสำหรับเขา ความแตกต่างนี่แหละเราสามารถนำเสนอและหารายได้จากตรงนี้ จึงตัดสินใจชวนกันมาจัดตั้งเป็นกลุ่มวิสาหกิจการท่องเที่ยวโดยชุมชน เพื่อสร้างรายได้เสริมสำหรับเกษตรกรอีกทางนึง

    จากการประชุม จึงได้จัดตั้งคณะกรรมการวิสาหกิจการท่องเที่ยวโดยชุมชนขึ้นและหลังจากนี้ ทางกลุ่มจะสำรวจข้อมูล ของดี ของเด่น อัตลักษณ์ของแต่ละบ้านที่เข้าร่วมโครงการและจัดระบบเพื่อบริหารจัดการ การท่องเที่ยวให้สมบูรณ์ และจัดทำโปรแกรมการท่องเที่ยว  ในการขับเคลื่อนครั้งนี้ได้รับการสนับสนุจากโครงการวัฒนธรรมสร้างสุข การท่องเที่ยวปลอดภัย สำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า ภายใต้สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.)

    12 ก.พ.2566

  • Voluntist สร้างต้นแบบพื้นที่ creative Space ของชุมชนเยาวชนและคนทุกรุ่นจังหวัดน่าน

    Voluntist สร้างต้นแบบพื้นที่ creative Space ของชุมชนเยาวชนและคนทุกรุ่นจังหวัดน่าน

    เมื่อวันที่ 9-12 กุมภาพันธ์ 2566 ทางโครงการได้ลงทำงานฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ ณ พื้นที่ อำเภอเมืองน่าน อีกครั้ง

    ทั้งนี้กิจกรรมท่องเที่ยวเสริมพลังวัฒนธรรมสร้างสุข มีเป้าหมายหลักคือการบูรณาการทุกภาคส่วนเข้าร่วมด้วยกันให้มากที่สุดเพื่อสร้างผลลัพธ์เขิงวัฒนธรรมที่สร้างความสุข และ สร้างความยั่งยืน โดยผลลัพธ์ของการทำงานร่วมกัน ของ สองภาคี หรือ มากกว่านั้น จะได้ผลงอกงามที่เรียกว่า 1 + 1 ควรมากกว่า 2

    โดยผลลัพธ์หลักที่วางไว้ในครั้งนี้ของกิจกรรมท่องเที่ยวเสริมพลังวัฒนธรรมสร้างสุขจังหวัดน่าน คือโครงการและทีม Voluntist เราต้องการสร้างต้นแบบพื้นที่ creative Space ของชุมชนเยาวชนและคนทุกรุ่นจังหวัดน่าน หรือ คนสามวัย ต่อยอดจากการที่เราสร้างเส้นทางท่องเที่ยวไว้แล้ว เพื่อเป็นที่พัฒนาทักษะที่สำคัญกับสัมมาอาชีวะโดยได้ทำกิจกรรมสร้างสรรค์ตัวอย่าง และก็ยังเป็นการส่งต่อ ทำให้เกิดการบันทึก ความรู้เชิงวัฒนธรรมเชื่อมโยงจากรุ่นสู่รุ่นผ่านกิจกรรมนี้ไปในตัว ขณะเดียวกันก็จะเป็นแหล่งให้ความรู้เรื่องพิษภัยเหล้าบุหรี่กับเยาวชนด้วยเช่นกัน โดยกิจกรรมนี้กำกับและออกแบบโดยการทำงานร่วมกันของคุณภัทราภรณ์ ปราบริปู คุณเพลินจิต พ่วงเจริญ คุณธนากร แสนคำสอ และ คุณวิญญู ศรีศุภโชค ตัวแทนโครงการเสริมพลัง และ Voluntist

    และในกิจกรรมเราก็ยังวางผลลัพธ์รอง คือการได้ทดลองเส้นทางกิจกรรมท่องเที่ยวโดยจักรยานที่โครงการได้มีส่วนร่วมพัฒนา โดยเราได้เข้าร่วมกับกิจกรรมท่องเที่ยวโดยจักรยานรอบเมืองน่านกับกิจกรรมปั่นไปบอกฮักน่านของชมรมจักรยานเมืองน่าน ที่มีท่านรองผู้ว่า กฤชเพชร เพชระบูรณิน เป็นประธาน

    ทั้งนี้ผลสำเร็จที่ได้มาจากการทำกิจกรรมทั้งสองส่วนดังกล่าวในครั้งนี้คือการเกิดตัวอย่างกิจกรรมใหม่คือการสร้างพื้นที่เรียนรู้ และ creative space ให้เกิดขึ้นมาเป็นตัวอย่าง และ เราได้เห็นการทำงานเชื่อมกันของคนสามวัย อย่างชัดเจนได้ในครั้งนี้ คือ เยาวชน จะเป็นคนทำงานแถวหน้า คนวัยทำงานจะทำงานในเชิงการประมวลผล กำกับกิจกรรม ส่วนคนวัยสูงอายุ จะเป็นคนคอยให้ความรู้ที่ตนมี และ กำกับทิศทางให้กับคนรุ่นถัดไป

    โดยตัวอย่างของคำชม และ คำแนะนำจากผู้เข้าร่วมกิจกรรมอบรมเชิงปฏิบัติการในครั้งนี้ อาทิ คุณจิตตรง พัฒนศิริ ผู้จัดการจากร้านเลมอนฟาร์ม และ ผู้ปกครองที่เข้าร่วมกิจกรรม ต่างมีความพอใจในประเด็นการนำของดีของชุมชนที่เป็นของเก่าออกมาให้คนรุ่นใหม่ได้สัมผัสแทนตนเองที่ไม่สามารถทำได้ ส่วนคุณ Joelle Fidan นักท่องเที่ยว ก็รู้สึกชอบที่ได้ประสบการณ์จากการได้ร่วมทำขนมจ๊อก ขนมสูตรดั้งเดิมของน่าน ถึงขนาดต้องนำกลับไปกินที่กรุงเทพต่อจำนวนมาก ส่วนด้านคำแนะนำพบว่า หลายท่านอยากให้การนำเสนอในกิจกรรมบางส่วนเช่นทอผ้า มีความกระชับมากขึ้น เป็นต้น

    แผนงานของโครงการเสริมพลังนี้ในลำดับถัดไป ในประเด็นพื้นที่เรียนรู้ และ Creative space ทางโครงการจะพัฒนาจนไปถึงการสร้างหลักสูตรเข้าถึงสถานศึกษาในช่วงวิชาเรียนวิชารู้ ให้ เยาวชน หรือ คนวัยอื่นๆ ได้เข้ามาร่วมกัน สร้างการรักษา พัฒนา ต่อยอด ต้นทุนของชุมชน และ ให้ความรู้เรื่องสุขภาวะไปในตัว โดยจะใช้ชื่อโครงการ ล่องน่าน เป็นโครงการนำร่อง ของการสร้างหลักสูตรนี้ ในพื้นที่จังหวัดน่าน

    เหตุที่เลือกเริ่มต้นขึ้นที่นี่ เพราะ จังหวัดน่านนี้ มี การรวมกลุ่มของเยาวชน และ คนสูงวัยที่เข้มแข็ง ส่วนคนวัยทำงานแม้นจะยังไม่เข้มแข็งนัก แต่เนื่องจากมีคนวัยทำงานของภาครัฐมาช่วยเสริมหลายองค์กรณ์ จึงทำให้วิเคราะห์ได้ว่า มีความเข้มแข็งของคนสามวัยที่สูง

    แล้วยิ่งเมื่อโครงการ Application นำเที่ยวของมูลนิธิทองทศฯ และ ชมรมจักรยานน่านแล้วเสร็จ น่าจะเป็นจุดประกายที่สำคัญอย่างยิ่งในจังหวัดนี้ในการทำให้ภาพของคำว่า บูรณการ หรือ 1+1 ควรมากกว่า 2 ชัดขึ้น

    #วัฒนธรรมสร้างสุข ต่อคนทั้งมวล

    #ท่องเที่ยวปลอดภัย เสริมพลังชาวน่านและชาวเรา

  • “คนเลี้ยงช้าง ช้างเลี้ยงคน” การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม

    “คนเลี้ยงช้าง ช้างเลี้ยงคน” การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม

    คนกับช้าง

    ช้างเป็นสัตว์ประจำชาติไทยมาแต่โบราณ คนกับช้างอยู่ร่วมกันทำงานด้วยกัน บางครั้งเราก็เอาเปรียบช้าง แต่หลายครั้งเราก็ดูแลช้างและจังหวัดสุรินทร์ก็เป็นจังหวัดที่มีทั้งวัฒนธรรมของชาวกุยที่เกี่ยวกับช้างที่สืบทอดมายาวนาน เป็นวัฒนธรรมที่เกี่ยวกับการคล้องช้าง ดูแลช้างเพื่อนำช้างไปใช้ในราชการงานเมืองต่างๆตั้งแต่โบราณแต่ปัจจุบันนี้สภาพสังคมเศรษฐกิจสิ่งแวดล้อมได้เปลี่ยนไปแล้วเทคโนโลยีต่างๆได้เข้ามาแทนที่ จากเดิมที่ช้างต้องทำงานลากไม้ งานขนส่ง หรือแม้กระทั่งงานสงคราม ก็ได้ถูกทดแทนด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาตามลำดับ

    ช้างไทยในปัจจุบันจึงเปลี่ยนบทบาทไปสู่การทำงานด้านอื่นๆมากขึ้น โดยเฉพาะด้านการท่องเที่ยวทั้งเชิงวัฒนธรรมและเชิงสันทนาการช้างแต่ละเชือกในปัจจุบันก็ไม่ใช่ช้างป่าอีกต่อไปแล้ว เพราะว่าช้างอยู่กับคน อยู่กับควาญ ครอบครัวนั้นๆมาตั้งแต่รุ่นปู่รุ่นย่าของช้างเชือกนั้นอยู่แล้ว จึงเป็นไปไม่ได้เลยที่จะปล่อยให้ช้างเข้าป่าเป็นช้างป่าตามแบบเดิมที่เขาเคยเป็นมาเมื่อต้นตระกูลของช้างเชือกนั้นเคยเป็น

    แม้ว่าในปัจจุบันกระแสจากโลกภายนอกประเทศต่างๆ หรือคนรุ่นใหม่มีคำถามที่ว่า ทำไมคนเลี้ยงช้างถึงจำเป็นจะต้องล่ามโซ่ช้างเหล่านั้นไว้ไม่ปล่อยให้ช้างเหล่านั้นเดินไปเดินมาได้สบายๆซึ่งควาญแต่ละเชือกก็จะพูดในประเด็นที่ว่าเพราะความปลอดภัยของทั้งช้าง ควาญและนักท่องเที่ยว ซึ่งหลายครั้งก็ยังไม่มีน้ำหนักพอสำหรับคำถามดังกล่าว

    วัฒนธรรมสร้างสุขท่องเที่ยวปลอดภัย

    โครงการวัฒนธรรมสร้างสุขท่องเที่ยวปลอดภัยจึงมีความเห็นว่าในประเด็นนี้สอดคล้องกับภารกิจของโครงการเป็นอย่างยิ่งทั้งเรื่องความปลอดภัย เรื่องการรักษาวัฒนธรรม และ สัมมาชีพของทั้งคนและช้าง จึงได้เดินทางมาศึกษาดูงานที่หมู่บ้านช้างบ้านหนองบัว จังหวัดสุรินทร์มาอย่างต่อเนื่องกว่า 1 ปีและ เมื่อวันที่ 24-26 มกราคม 2566 จึงถือเป็นโอกาสอันดีในการจัดกิจกรรมทดลองเที่ยวและประชุมเชิงปฏิบัติการไปพร้อมกัน เพื่อหาแนวคิด หากิจกรรมวางแผนร่วมกันเพื่อตอบโจทย์ปัญหาความปลอดภัยของช้างและนักท่องเที่ยวที่ทำงานทางด้านท่องเที่ยวซึ่งรวมถึงการตอบปัญหาเรื่องทำไมต้องล่ามช้าง

    ทางโครงการจึงเชิญนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติและผู้ประสานงานจังหวัดและผู้ประสานงานภาคของเครือข่ายงดเหล้าภาคอีสานล่าง นำโดย คุณสุวัลยา โต๊ะสิงห์ และ คุณวิญญู ศรีศุภโชค และ คุณยุทธพงศ์ ศีลาภิรัติ ทีมงาน Voluntist เข้ามาร่วมดูกิจกรรมและประชุมร่วมกันเพื่อหาแนวทางการทำงานเพื่อขับเคลื่อนหรือแก้ไขประเด็นนี้ ร่วมกับทีมงานหนองบัวโฮมสเตย์ที่นำโดยคุณวรรณา ศาลางาม

    อาสาพัฒนาชุมชน

    โดยได้จัดกิจกรรมทดลองเที่ยวหมู่บ้านช้างเป็นเวลา 2 วัน 2 คืนโดยพ่วงกิจกรรมจิตอาสาพัฒนาชุมชนผ่านการสอนภาษาอังกฤษในโรงเรียนบ้านบัว เข้าไปด้วย โดยกิจกรรมนี้เราออกแบบว่า เราอยากให้ชุมชนบ้านหนองบัวเห็นถึงความรู้สึกของนักท่องเที่ยวจากทางฝั่งตะวันตกหรือคนรุ่นใหม่ที่มีมุมมองที่เป็นลบกับการล่ามโซ่ช้าง ทั้งก่อนและหลังการได้อยู่กับช้างร่วมกันกับเรา

    ซึ่งผลลัพธ์ออกมา ก็ตรงกับสมมติฐานที่ว่านักท่องเที่ยวฝั่งชาติตะวันตกที่มีภาพลบกับการล่ามโซ่ ก็ยังคงติดใจเรื่องประเด็นนี้บ้าง แต่สำหรับนักท่องเที่ยวทั่วไปที่ยังไม่ถึงกับตั้งแง่กับประเด็นนี้มากนัก ต่างประทับใจกับการได้อยู่กับช้างกันอย่างมาก โดยมีคำแนะนำจากคุณ Jacob Dey ที่ว่าอยากให้ลดการใช้ขอ หรือ จากคุณ Eva Stein และ คุณ Lea Segatto ที่รู้สึกยังไม่เข้าใจว่าทำไมต้องตัดงาเพื่อทำเครื่องประดับ ทั้งที่อธิบายแล้วว่า เพื่อความสบาย และ ป้องกันปัญหางาหักของช้าง เป็นต้น

    นอกจากนั้นสิ่งที่ได้มาจากการประชุมร่วมกันกับชาวต่างชาติทั้งกลุ่ม คือ หากทำให้ช้างเหล่านั้นรวมทั้งควาญที่ดูแลช้าง ครอบครัวของควาญที่ดูแลช้าง มีความอิ่มมีความสบายในเรื่องของอาชีพหรือรายได้และอาหารแล้วช้างก็จะไม่จำเป็นต้องทำงาน ซึ่งหมายความว่าจะเป็นกาลดการนำช้างให้ไปเจอกับคนแปลกหน้าซึ่งก็คือนักท่องเที่ยวลงไปได้ ซึ่งจะเป็นสาเหตุไปสู่การทำให้เราสามารถปล่อยช้างให้อยู่ในพื้นที่ที่กว้างขวางกว่าเดิมแทนที่จะต้องล่ามโซ่เพื่อความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวฃ

    ทางโครงการจึงมีความคิดร่วมกันว่าจะริเริ่มทำกิจกรรมทดลองเที่ยวนำนักท่องเที่ยวมาทดลองใช้ชีวิตร่วมกับช้าง ณ หมู่บ้านช้างหนองบัวนี้ เพื่อสร้างการรับรู้ให้เห็นถึงวิถีวัฒนธรรมชาวกวยและช้างที่อยู่กันอย่างเป็นครอบครัวมานานกว่าหลายร้อยปีผ่านการมาสัมผัสจริงโดยใช้การท่องเที่ยวเป็นตัวนำและจะร่วมมือกับภาคส่วนต่างๆที่ทำงานด้านรณรงค์ของเครือข่ายงดเหล้ามากกว่า 10 ปี เข้ามา โดยนำเอาจุดต่างและจุดแข็งมาประสานกันเพื่อนำไปสู่ เป้าหมายสูงสุดคือทำให้เกิดภาพที่เป็นสุข สุขภาวะ ของคนเลี้ยงช้าง ช้างเลี้ยงคนกันอย่างมีความสุข เช่น ควาญช้างไม่จนเครียด ไม่กินเหล้า หรือ ช้างไม่ทำงานหนัก

    โตยในขั้นตอนต่อไปทางโครงการจะร่วมกันจัดตั้งคณะกรรมการบริหารกิจกรรมนี้ร่วมกับทางฝั่งสคล. ส่วนกลางและภูมิภาค ร่วมกับแกนนำชุมชนหนองบัวเพื่อจัดสรรกิจกรรมให้สอดคล้องกับปฏิทินการทำงานตลอดทั้งปีของเครือข่ายงดเหล้า เช่น การณรงค์เรื่องแข่งเรืองดเหล้าท่าตูม และ ดึงให้เครือข่ายนักเรียนมัธยมศึกษา โรงเรียนช้างบุญวิทยา เข้ามาเชื่อมงานด้านประชาสัมพันธ์เพื่อชุมชนหนองบัว ที่ทางชุมชนยังต้องการความช่วยเหลือด้านนี้เช่นกัน

    วัฒนธรรมชาวกูย

    แม้จะเป็นเป้าหมายที่ดูยาก แต่หากเริ่ม ณ วันนี้ ภาพช้างไทย ที่ปลอดภัย มีสุขภาวะ และ วัฒนธรรมชาวกูย ก็จะได้รับการรักษาต่อยอดอย่างมีเกียรติ และ ยั่งยืน