Category: งานบุญประเพณี

  • ภาคีขับเคลื่อน จังหวัดฉะเชิงเทราปลอดภัย ด้วยนโยบายแอลกอฮอล์

    ภาคีขับเคลื่อน จังหวัดฉะเชิงเทราปลอดภัย ด้วยนโยบายแอลกอฮอล์

    จังหวัดปลอดภัยด้วยนโยบายแอลกอฮอล์ (SAFER Province) โดยมีกลุ่มเป้าหมาย 5 จังหวัดนำร่อง ได้แก่ จังหวัดเชียงราย ฉะเชิงเทรา ศรีสะเกษ นครศรีธรรมราช และจังหวัดปัตตานี มีวัตถุประสงค์การดำเนินโครงการฯ เพื่อสนับสนุนจังหวัดให้มีความเข้มแข็งในการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพื่อลดปัญหาจากการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์โดยการมีส่วนร่วมของชุมชนในการป้องกัน เพื่อจัดการปัญหาจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่สอดคล้องกับบริบทของพื้นที่ ตามแผนปฏิบัติการด้านการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ระดับชาติระยะที่ 2 พ.ศ.2565 – 2570

    นายแพทย์ศรีศักดิ์ ตั้งจิตธรรม นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดฉะเชิงเทราเป็นประธานการประชุมหารือเพื่อกำหนดแนวทางจังหวัดฉะเชิงเทราในฐานะจังหวัดนำร่อง “จังหวัดปลอดภัยด้วยนโยบายแอลกอฮอล์ (SAFER Province) พ.ศ. 2566 – 2570” ซึ่งการดำเนินงานจะเน้นให้จังหวัดออกแบบการดำเนินงานด้วยตนเองด้วยการพัฒนากลไกของจังหวัด ซี่งคาดหวังจะมี good practice ของรูปแบบการจัดการตนเอง และรูปธรรมของการดำเนินงาน นอกจากนี้คาดหวังการบูรณาการการดำเนินงานของจังหวัดภายใต้การนำของผู้ว่าราชการจังหวัด

    โดยสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดฉะเชิงเทรา ร่วมกับเครือข่ายองค์กรงดเหล้าจังหวัดฉะเชิงเทรา พร้อมทั้ง สำนักงานคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ สำนักงานพัฒนานโยบายสุขภาพระหว่างประเทศ ศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน และภาคีเครือข่ายในจังหวัดฉะเชิงเทราทั้งภาครัฐและเอกชน ผ่านระบบ Application ZOOM

    เป็นการสร้างความร่วมมือย่างเข้มแข็ง ของภาครัฐและภาคประชาสังคม และภาคเอกชนเพื่อดำเนินงานในระยะยาาว โดยมีแผนดำเนินการเบืื้องต้นระยะ 3 ปี คือ (1) ลดนักดื่มหน้าใหม่ (2) บูรณาการขับเคลื่อนการบังคับใช้กฎหมาย ร่วมกับภาคีเครือข่ายอย่างเข้มข้น(มาตรการชุมชน คู่มาตรการรัฐ) และ (3) ลดผลกระทบจากการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ รวมถึงผลักดัน ประเด็นการป้องกันอุบัติเหตุทางถนน และนอกจากนี้ยังมีการดำเนินงานหลักของเครือข่ายองค์กรงดเหล้า ที่มีการทำงานเน้นสร้างคนและสร้างพื้นที่ มีการดำเนินงานเช่น งานบุญประเพณีปลอดเหล้า เทศกาลอาหารปลอดเหล้า มีการทำงานกับชุมชนโดยมีต้นแบบชุมชนคนสู้เหล้าซึ่งทำร่วมกับกองทุนหมู่บ้าน

  • สสส. และเครือข่ายงดเหล้าจัดประกวดนักพากย์เรือเยาวชนสร้างสุขชิงถ้วยพระราชทานฯ 3 ปีต่อเนื่องจุดประกายสืบสานงานพากย์เรือยาวประเพณี(ปลอดเหล้า-เบียร์) ประสานเสียงรุ่นใหญ่สู่รุ่นเยาว์สนั่นคุ้งน้ำเจ้าพระยาที่ท่าน้ำนนท์

    สสส. และเครือข่ายงดเหล้าจัดประกวดนักพากย์เรือเยาวชนสร้างสุขชิงถ้วยพระราชทานฯ 3 ปีต่อเนื่องจุดประกายสืบสานงานพากย์เรือยาวประเพณี(ปลอดเหล้า-เบียร์) ประสานเสียงรุ่นใหญ่สู่รุ่นเยาว์สนั่นคุ้งน้ำเจ้าพระยาที่ท่าน้ำนนท์

    มูลนิธิเครือข่ายพลังสังคม สำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า (สคล.) โดยการสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กรมพลศึกษา และเครือข่ายนักพากย์เรือสร้างสุข ร่วมกันจัดเวทีประกวดนักพากย์เรือเยาวชนสร้างสุข ชิงถ้วยพระราชทานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ครั้งที่ 3  ณ แม่น้ำเจ้าพระยา สนามแข่งเรือท่าน้ำนนท์ อำเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี

    นายวิษณุ ศรีทะวงศ์ ผู้จัดการแผนงานนโยบายสาธารณะ สำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า(สคล.) เปิดเผยว่า ในช่วง 14 ปีที่ผ่านมา งานแข่งเรือยาวประเพณี(ปลอดเหล้าเบียร์) ได้รับการตอบรับด้วยดีจากเจ้าภาพจัดงานต่างๆทั่วประเทศ โดยถูกใช้เป็นแนวทางปฏิบัติเพื่อสร้างความปลอดภัยและลดปัจจัยเสี่ยงในการพื้นที่จัดงาน จึงได้ร่วมกันขยายไปสู่การพากย์เรือ ซึ่งการพากย์เรือยาวถือเป็นมรดกทางวัฒนธรรม นักพากย์เรือเป็นผู้ที่มีความสำคัญ เป็นสีสันทำให้งานแข่งเรือยาวมีเสน่ห์และสนุกสนาน จึงหาวิธีสืบสานส่งต่อจากนักพากย์รุ่นใหญ่สู่นักพากย์เยาวชนรุ่นใหม่ โดยร่วมกันสื่อสารทั้งเรื่องของการสร้างสีสัน การสืบสานมรดกทางวัฒนธรรม และสร้างความตระหนักรู้เท่าทันผลกระทบจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และปัจจัยเสี่ยง ซึ่งนักพากย์เรือจะมีบทบาทอย่างมากในการสื่อสารในช่วงการจัดงาน โดยได้จัดให้มีการฝึกอบรมในแต่ละภูมิภาค และผลักดันให้เกิดเวทีประกวดนักพากย์เรือเยาวชนสร้างสุข ชิงถ้วยพระราชทานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ซึ่งครั้งแรกจัดขึ้นในปี 2562 ณ สนามแข่งเรือยาวประเพณี อ.ท่าตูม จ.สุรินทร์  ต่อมาได้จัดเวทีประกวดฯ ขึ้นในปี 2565 จัดขึ้น ณ สนามแข่งขันเรือยาวประเพณี อ.เมือง จ.น่าน เป็นครั้งที่ 2  และปีนี้เป็นการจัดประกวดครั้งที่ 3  ณ ท่าน้ำนนท์ อ.เมือง จ.นนทบุรี ซึ่งในปีนี้มีเด็กเยาวชนเข้าร่วมการประกวดในรอบชิงแชมป์ประเทศจำนวน 50 คน 

    ทางด้านนายพีรพงศ์  พรหมบุตร หรืออาจารย์ช้างดำเมืองสุรินทร์ ผู้ดูแลโครงการเครือข่ายนักพากย์เรือสร้างสุข ให้ข้อมูลว่า ผู้เข้าร่วมการเวทีประกวดนักพากย์เรือเยาวชนสร้างสุข ชิงถ้วยพระราชทานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เด็กเยาวชนอายุตั้งแต่ 7-22 ปี ที่ผ่านเวทีอบรมนักพากย์เรือเยาวชน จากเครือข่ายองค์กรงดเหล้า(สคล.) และ สสส. จากพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ ซึ่งการประกวดจัด 2 ประเภท คือ ประเภทเดี่ยวบุคคล และประเภททีม 5 สำหรับเกณฑ์การตัดสินคะแนนรวม 100 คะแนน  แบ่งเป็น ภาคทฤษฎี 15 คะแนน เป็นการสอบข้อเขียน 10 คะแนน  พร้อมแฟ้มข้อมูล 5 คะแนน และสอบภาคปฏิบัติ 80 คะแนน ประกอบด้วยน้ำเสียง ข้อมูลเนื้อหา เทคนิคลีลา ไหวพริบ และการรณรงค์ให้ปลอดอบายมุข เหล้า บุหรี่ การพนันและปัจจัยเสี่ยง ซึ่งได้รับความสนใจ และได้รับเสียงชื่นชมอย่างมาก โดยนักพากย์เรือรุ่นใหญ่รู้สึกมีความสุขที่เห็นเด็กเยาวชนมีความตั้งใจ มีความมุ่งมั่นในการฝนฝนตนเอง จนมีฝีไม้ลายมือโดดเด่นขึ้นมาหลายคนในแต่ละภูมิภาค และน้องๆ เหล่านี้จะเป็นกำลังสำคัญต่องานพากย์เรือและวงการเรือยาวของประเทศในอนาคต

    นายวรกันต์ ทองรอด อายุ 15 ปี ผู้ชนะเลิศนักพากย์เรือเยาวชนสร้างสุข ประเภทเดี๋ยวบุคคล จากจังหวัดชุมพรกล่าวว่า ได้ฟังเสียงนักพากย์ตั้งแต่เด็กๆชอบมาก และสนใจ สมัครเข้าร่วมอบรมเป็นนักพากย์เรือเยาวชน สร้างสุข มาเป็นปีที่ 5 แล้ว วันนี้ดีใจมากที่ความพยายามส่งผลขนาดนี้ คิดว่าเราต้องทำให้เต็มที่ ดีที่สุด และการเตรียมความพร้อมมาอย่างดี เต็มที่เพราะใจรัก มีครูอาจารย์เป็นต้นแบบที่ดี คือต้องเตรียมความพร้อมด้านข้อมูล มีการชื่นชมบรรยากาศโดยรอบของสถานที่ในสนามแข่ง ใส่ความสนุกสนานเข้าไปอีกนิด หาเอกลักษณ์เฉพาะตัว ต่อจากนี้คิดว่าจะตั้งใจจะนำความรู้ที่ได้ เวลาที่มี มาสอนให้กับน้องๆในภาคใต้ ให้พวกเขาได้เข้าเรียนรู้คุณค่าความหมายในวิถีวัฒนธรรมแห่งงานบุญประเพณี ท้องถิ่น กิจกรรมนี้เป็นประโยชน์ เพื่อห่างไกลเหล้า บุหรี่ การพนัน อบายมุข และสามารถนำความรู้เกี่ยวกับนักพากย์ ติดตัวไปใช้ต่อยอดในอนาคตได้ด้วย

    ส่วนด้าน เด็กชายวีรยุทธ จินดาแดง อายุ12 ปี ผู้เข้าร่วมประกวดนักพากย์เรือเยาวชน จากโรงเรียนนครนนท์วิทยา1 วัดท้ายเมือง จังหวัดนนทบุรี เล่าว่า มีโอกาสเข้ามาฝึกอบรม เรียนรู้เติมทักษะ เทคนิคการพากเรือ ในโครงการของ สสส. และวันนี้ได้รับโอกาสให้เข้าร่วมประกวดนักพากย์เรือยาวประเพณีครั้งแรก นับเป็นประสบการณ์ที่สุดยอด ประทับใจมาก เราไม่ได้คาดหวังว่าจะชนะเลิศเพราะเป็นมือใหม่ แต่คิดว่าโครงการมีประโยชน์มากน่าเรียนรู้ สอนให้ผมมีความกล้า มีความมั่นใจ มีบุคลิกภาพที่ดีขึ้น สามารถนำไปใช้ต่อยอดงานที่เกี่ยวกับการพูด การสื่อสาร เช่นผู้ดำเนินรายการ หรือเป็นพิธีกรงานต่างๆได้ในอนาคต และผมก็เต็มที่กับกิจกรรมครั้งนี้อย่างมาก สนุกมากๆครับ

    ขอแสดงความยินดีกับ รางวัลชนะเลิศนักพากย์เรือเยาวชนสร้างสุข ประเภทบุคคล ได้แก่ นายวรกันต์ ทองรอด อายุ 15 ปี นักพากย์เรือเยาวชนสร้างสุข จากจังหวัดชุมพร ได้รับถ้วยรางวัลพระราชทาน สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพฯ พร้อมทุนการศึกษา 10,000 บาท  รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ได้รับทุนการศึกษา 7,000 บาท ได้แก่นายจิตติพัทธ์  ต่อสุข น้องเจ อายุ 16 ปี นักพากย์เรือเยาวชนสร้างสุข จังหวัดสุรินทร์ รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 มี 2 รางวัล ได้รับทุนการศึกษา 4,000 บาท ได้แก่ เด็กหญิงปริยฉัตร ปะระมะ น้องออมสิน อายุ 13 ปี นักพากย์เรือเยาวชนสร้างสุข จากจังหวัดน่าน และ นายณัฐพล สีหาราช น้องนัท อายุ 19 ปี นักพากย์เรือเยาวชนสร้างสุข จากจังหวัดอุดร

    สำหรับผลการแข่งขันประเภททีม 5 คน ถ้วยรางวัลพระราชทาน สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพฯ พร้อมทุนการศึกษา 25,000 บาท จากทีมนักพากย์เรือเยาวชนสร้างสุขจากภาคเหนือ จังหวัดน่าน ได้แก่ 1) เด็กชายภูพิพัฒน์ กิตินันท์ 2) เด็กหญิงรุจิลักษณ์ ชัยสมทิพย์ 3) เด็กชายศุภณัฐ  สวนศรษฐ 4) เด็กชายศักรินทร์  ยาแก้ว 5) เด็กชายศุภณัฐ  สวนศรษฐ กิจกรรมในครั้งนี้น้องๆได้ฝึกฝนและได้ใช้พลังเสียงกันอย่างเต็มที่ เต็มความสามารถ เก่งมากจริงๆ

  • เครือข่ายงดเหล้า จ.ประจวบฯ ร่วมกับคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ทำ MOU ขับเคลื่อนงานบุญประเพณีวัฒนธรรมวิถีใหม่ปลอดเหล้าปลอดภัย

    เครือข่ายงดเหล้า จ.ประจวบฯ ร่วมกับคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ทำ MOU ขับเคลื่อนงานบุญประเพณีวัฒนธรรมวิถีใหม่ปลอดเหล้าปลอดภัย

    เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2566 เครือข่ายประชาคมงดเหล้าจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ภายใต้การสนับสนุนโดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จัดเวทีสื่อสารสาธารณะ เพื่อรายงานความก้าวหน้าในการดำเนินงานให้เป็นไปตามกฎหมายควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และลงนามบันทึกข้อตกลงรวามร่วมมือ (MOU) การขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะงานบุญประเพณี วัฒนธรรมวิถีใหม่ปลอดเหล้าจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ณ ศาลากลางจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ โดยมีนายกิตติพงศ์ สุขภาคกุล รองผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เป็นประธานพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ร่วมกับสำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้าภาคตะวันตก โดยมี น.ส.ธนพร บางบัวงาม ผู้ประสานงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า จ.ประจวบฯ กล่าวรายงาน และมีเภสัชกร สงกรานต์ ภาคโชคดี ผู้อำนวยการสำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า อาจารย์มานพ แย้มอุทัย ผู้ทรงคุณวุฒิสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ( สสส.) ร่วมเป็นพยาน และน.ส.อุบลวรรณ คงสว่าง ผู้ประสานงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้าภาคตะวันตก นายเรวัฒน์ สุขหอม รองนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด คณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จังหวัดประจวบฯ ตัวแทนชุมชนคนสู้เหล้าในแต่ละชุมชนทั้ง 8 อำเภอ ผู้แทนหน่วยงาน และส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม 

    โดยกระบวนการในช่วงแรกเริ่มต้นด้วยเวทีเสวนา “เหล้า บุหรี่ไฟฟ้า กัญชา ยาเสพติด เต็มพื้นที่ออนไลน์ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพร้อมรับมืออย่างไร” โดยมีผู้ร่วมเสวนา ได้แก่ นายเรวัฒน์ สุขหอม (รองนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดประจวบคีรีขันธ์) ได้แลกเปลี่ยนเรื่องของพิษจากสารต่างๆ เหล้า บุหรี่ไฟฟ้า กัญชา ยาเสพติด โดยในจังหวัดจะมีการจัดเวทีพูดคุยประเด็นเรื่องยาเสพติด เดือนละ 2 ครั้ง ในกลุ่มผู้เสพ ในกลุ่มผู้ดื่มผู้เสพ ปฏิบัติตามดื่มและเสพเป็นที่เป็นทางมากขึ้น ปัจจุบันเริ่มมีการขายสุราพื้นบ้านมากขึ้น สินค้าบางชนิดทำออกมาสวย น่าซื้อน่าลอง

    คุณสุวรรณกิต บุญแท้ (ผู้แทนจากสำนักงานเครือข่ายองค์รงดเหล้า) กล่าวสถาณการณ์เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ในพื้นที่ออนไลน์ภาพรวม จังหวัดประจวบคีรีขันธ์จุดเด่นคือพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว พัฒนาสินค้าเกษตร ประเด็นปัญหาของพื้นที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ คือด้านความสังคมและมั่นคง เรื่องของผู้สูงอายุ และสตรีที่ท้องไม่พร้อม ทางด้านเยาวชนก็มีการรณรงค์และป้องกันยาเสพติด ถ้าย้อนไปเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มีการดื่มมากขึ้นจนถึงกราฟปัจจุบันที่อยู่นิ่ง องค์การอนามัยโลก เห็นด้วยการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ อันดับการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ลดลงอยู่ที่อันดับ 55 ปัจจุบันองค์การอนามัยโลกระบุว่าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นสารอันตรายมีการเสียชีวิตจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มากที่สุด เครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นสารเสพติดที่มีผลกระทบต่อคนอื่นมากที่สุด องค์การอนามัยโลก กล่าวว่า ประเทศไทยเสียชีวิตจากอุบัติเหตุมากที่สุด การผลักดันสุราก้าวหน้า พรบ.สรรพสามิต การผลิต พรบ.เครื่องดื่มแอลกอฮอล์คือการขาย พรบ.จราจรทางบก คือ ผลกระทบ คราฟเบียร์ หรือการผลิตเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ปัจจุบันแค่มีวัตถุดิบครบก็สามารถผลิตได้

    นางมณฑา ขนเม่น (พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ) กล่าวถึงผลกระทบของ เหล้า บุหรี่ไฟฟ้า กัญชา ยาเสพติด ว่ากัญชาเสรีไม่มีอยู่จริง กัญชาที่สามารถนำมาใช้ได้คือ CBD สารกัญชาที่สามารถให้มอมเมาได้คือ THC เป็นปริมาณสูงในช่อดอกกัญชา เป็นสารที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท โดยก่อให้เกิดผลกระทบต่อร่างกาย กัญชากับผลกระทบต่อเด็กและเยาวชน คำสั่งคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ฉบับที่ 9/2558 ห้ามขาย นำเสนอเพื่อขาย ห้ามให้บริการ บารากู่ดั้งเดิม บารากู่ไฟฟ้า บุหรี่ไฟฟ้า พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2560 ว่าด้วยเรื่อง ห้ามนำบุหรี่ไฟฟ้าเข้า ความผิดเท่ากับลักลอบหนีพิธีการศุลกากร ห้ามพักสินค้าความผิดเท่ากับรับซื้อ/รับไว้ซึ่งสินค้าหนีพิธีการ กลุ่มบำบัดพบว่าอายุ 16 ปี ใช้สารเสพติดร่วมกัน เช่น กัญชา เหล้าขาว ยาม้า ฯลฯ

    ระหว่างเวทีเสวนาได้เกิดข้อแลกเปลี่ยนจากผู้เข้าร่วมรับฟัง ภก.สงกรานต์ ภาคโชคดี ผู้อำนวยการสำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เป็นพื้นที่ท่องเที่ยวที่สวยงาม เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไม่จำเป็นจะต้องนำมาเป็นจุดขายในการท่องเที่ยว สำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า ดำเนินงานมา 20 ปี ทำให้กราฟเครื่องดื่มแอลกอฮอล์คงที่ นโยบายสุราก้าวหน้าเกี่ยวข้องกับประชาชนไม่เกินร้อยละ 10 สุราเป็นผลกระทบต่อผู้อื่นมากกว่ากลุ่มอื่นๆ ไม่ได้คัดค้านการดื่มของประชาชน ที่น่าเป็นห่วงคือนักดื่มหน้าใหม่เป็นกลุ่มสตรีมากกว่ากลุ่มผู้ชาย จากการวิจัยปัญหาสุรา ผู้หญิงดื่ม 1 แก้ว สามารถเป็นมะเร็งเต้านมได้ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์มีผลการดื่มต่อสมอง และทำให้เยาวชนเสียโอกาส เสียอนาคต พิการได้ ตัวแทนชุมชนทุ่งทอง บ้านทับสะแก กล่าวว่า “ยาเสพติดเข้าถึงได้ง่ายกลับเยาวชนอายุ 12 ปีขึ้นไปรวมไปถึงบุหรี่ไฟฟ้า กว่าผู้ปกครองจะรับทราบเยาวชนก็ติดไปแล้ว สอบถามเยาวชนซื้อบุหรี่ไฟฟ้ามาจากร้านขายออนไลน์ ส่วนเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เราควรดัดไม้อ่อนในการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์”

    หลังจากจบเวทีเสวนาด้าน น.ส.ธนพร บางบัวงาม ได้กล่าวรายงานต่อรองผู้ว่าราชการจังหวัดประชวบคีรีขันธ์ว่า  “พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ.2551 เป็นกฎหมายที่ประชาชนมากกว่า 13 ล้านคนลงชื่อสนับสนุน เพื่อลดผลกระทบจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกมิติ ทั้งความรุนแรงในครอบครัว อุบัติเหตุ อาชญากรรม คุ้มครองสุขภาพประชาชน ป้องกันเด็กและเยาวชนไม่ให้เข้าถึงได้ง่าย จากข้อมูลสำนักงานสถิติแห่งชาติ ปี 2564 ที่สำรวจผู้อายุ 15 ขึ้นไปพบว่า ผู้ที่ไม่ดื่มแอลกอฮอล์เพิ่มจาก 38.68 ล้านคนในปี 2554 มาเป็น 41.04 ล้านคนในปี 2564 หรือมีนักดื่มลดลงประมาณ 2.3 ล้านคน เมื่อคำนวณปริมาณเอทานอลบริสุทธิ์ต่อหัวประชากรที่ดื่ม พบว่า อยู่ในระดับทรงตัว คือ 7.1 ลิตรต่อปี แต่เมื่อคำนวณต้นทุนที่สูญเสียจากปัญหาการดื่มในปี 2564 สูงกว่า 1.65 แสนล้านบาท อีกทั้งข้อมูลพบผู้ต้องขังอายุไม่เกิน 25 ปีสัดส่วนถึงร้อยละ 88% ดื่มสุราก่อนก่อเหตุ และผู้เสียชีวิตจากโรคตับสัมพันธ์กับการดื่มมีถึง 2.5 หมื่นคนต่อปี เครือข่ายองค์กรงดเหล้าจังหวัดประจวบฯ ขอบคุณสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด ที่ดำเนินการตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย ในการป้องกันนักดื่มหน้าใหม่ คุ้มครองสุขภาพประชาชนและลดผลกระทบทางสังคม อย่างไรก็ตามเนื่องจากกฎหมายใช้มานาน จึงสนับสนุนให้ปรับแก้ ยืดหลักการแก้ไขให้ดีและเข้มแข็งขึ้น โดยเฉพาะการแก้ไขมาตรา 32 ห้ามใช้ตราสัญลักษณ์ (โลโก้) เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไปโฆษณาสินค้าอื่น อาทิ น้ำดื่ม โชดา กำหนดหลักเกณฑ์ให้ชัดเจนกรณีมาตรา 29 ไม่ขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ให้คนเมาครองสติไม่ได้  ให้ผู้ขาย ผู้ให้บริการเป็นแนวปฏิบัติได้จริง รวมถึงสนับสนุนการดำเนินงานบำบัดฟื้นฟูผู้ติดสุราอย่างจริงจัง สร้างแรงจูงใจให้ผู้ติดสุราเข้าสู่การบำบัด ขณะเดียวกัน กลไกการทำงานที่เข้มแข็งของเครือข่ายทั้งจากภาครัฐ ภาคประชาสังคม เป็นส่วนสำคัญที่จะช่วยกันรณรงค์ป้องกันปัญหา ในส่วนของระดับจังหวัดจะประสานให้มีการทำงานที่เข้มแข็งมากยิ่งขึ้น 

    สำหรับการบันทึกข้อตกลง (MOU) ซึ่งจะเป็นกลไกความร่วมมือรูปแบบหนึ่งที่จะก่อให้เกิดประโยชน์แก่ทุกฝ่าย การจัดทำบันทึกข้อตกลงวันนี้ ประกอบด้วย 3 หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดังนี้ 1.คณะกรรมการควบคุมเครื่องแอลกอฮอล์จังหวัดประจวบฯ 2.สำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้าจังหวัดประจวบฯ และ 3.สำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้าภาคตะวันตก โดยมีสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ สสส. และพี่น้องเครือข่ายเป็นพยาน  โดยทั้งนี้การจัดทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือมีวัตถุประสงค์ ดังต่อไปนี้ เพื่อขับเคลื่อนกลไกการดำเนินงาน สร้างความเข้มแข็งภาคีเครือข่ายภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคมในการขับเคลื่อนการจัดการปัญหาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และลดปัจจัยเสี่ยงต่อสุขภาพระดับจังหวัด เพื่อสนับสนุน ส่งเสริม การดำเนินงานสถานศึกษา เครือข่ายเยาวชนให้มีความตระหนักเรื่องพิษภัยและป้องกันนักดื่ม นักสูบหน้าใหม่ และเพื่อสร้างวัฒนธรรมวิถีใหม่ ค่านิยมใหม่ในงานเทศกาล งานบุญประเพณี ปลอดบุหรี่และสุรา ลดแรงสนับสนุนการดื่ม เฝ้าระวังการกระทำผิดกฎหมายของธุรกิจแอลกอฮอล์ และบังคับใช้กฎหมาย 4) เพื่อสนับสนุน หนุนเสริมกระบวนการปัญหาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในพื้นที่ ป้องกันเมาแล้วขับ และลดความเสี่ยงการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน ลดปัจจัยเสี่ยงต่อสุขภาพ 

    ด้าน นายกิตติพงศ์ สุขภาคกุล รองผู้ว่าราชการจังหวัด กล่าวว่า “คณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จังหวัดประจวบฯ นอกจากการรณรงค์ประชาสัมพันธ์ การบังคับใช้กฎหมาย ยังได้ขับเคลื่อนนโยบายการลดการดื่มแอลกอฮอล์อย่างจริงจัง เพื่อสร้างสังคมปลอดภัยจากปัญหาการดื่มแอลกอฮอล์ เช่น ควบคุมและจำกัดการเข้าถึง ควบคุมพฤติกรรมการขับขี่หลังการดื่ม คัดกรองและบำบัดรักษาผู้มีปัญหาจากสุรา ควบคุมการโฆษณา ส่งเสริมการขาย การให้ทุนสนับสนุน และการดำเนินการผ่านระบบภาษี ตระหนักถึงผลกระทบจากการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ระดับสูงจะเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาได้ ทั้งนี้การปรับปรุงกฎหมาย ซึ่งขณะนี้อยู่ในขั้นตอนเตรียมแผนปฏิบัติการและกฎหมายในหลายๆ เรื่อง เช่น แผนปฏิบัติการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ระดับชาติระยะที่ 2 และ ร่าง พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพื่อเสนอให้คณะรัฐมนตรีอนุมัติและดำเนินการตามขั้นตอน และให้ความสำคัญกับนโยบายการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ผ่านนโยบายและมาตรการต่างๆ ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน

    การจัดงานในวันนี้นับว่าเป็นสิ่งที่ดีและสำคัญยิ่ง กับการพัฒนาการ ดำเนินงานร่วมกันตามแนวทางความร่วมมือ การสนับสนุนและอำนวยความสะดวกในการดำเนินงานดังต่อไปนี้ ร่วมรณรงค์และดำเนินการให้การจัดงานบุญประเพณีและเทศกาลต่างๆในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ปลอดเหล้าปลอดภัย เพื่อลดอุบัติเหตุความสูญเสีย ลดปัญหาทะเลาะวิวาท อาชญากรรม และความรุนแรงในครอบครัว อาทิ งานกาชาด งานบวช งานแต่ง งานสงกรานต์ งานลอยกระทง งานแข่งเรือ งานเทศกาลอาหาร งานศพ งานไทยทรงดำ งานเกษียณอายุ งานสวดมนต์ข้ามปี งานวันกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน งานเสี้ยงอาสาสมัครในหมู่บ้าน  และไม่ส่งเสริมหรือสนับสนุนให้มีการโฆษณา ประชาสัมพันธ์กิจกรรมส่งเสริมการตลาดของธุรกิจแอลกอฮอล์ในรูปแบบต่างๆ ทั้งในหน่วยงานภาครัฐ สถาบันการศึกษา และชุมชน  อีกทั้งร่วมกันส่งเสริมกิจกรรมที่แสดงถึงคุณค่าทางประเพณีวัฒนธรรมและมีความรับผิดชอบต่อสังคม และเป็นแบบอย่างที่ดีแก่เด็กเยาวชนและครอบครัว  นอกจากนี้ยังรณรงค์ชุมชนสู้เหล้า และงดเหล้าเข้าพรรษา ให้ชุมชนเป็นผู้ขับเคลื่อน ชวนช่วยเชียร์ ลด ละ เลิก และควบคุมบังคับใช้กฎหมาย กฎกติกาชุมชน ลดความรุนแรง ลดอุบัติเหตุ ลดการเจ็บป่วย และส่งเสริมครอบครัวให้เข้มแข็ง มีความสุข

    การสนับสนุนและส่งเสริมคุณภาพชีวิต การสร้างงาน อาชีพ และรายได้ รวมถึง การฟื้นฟูเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์  สถานศึกษาจัดการ การศึกษา ให้ตระหนัก สร้างภูมิคุ้มกันร่วมกันส่งเสริม สนับสนุน การเปิดพื้นที่และกิจกรรมสร้างสรรค์ (ศิลปะ ดนตรี กีฬา วัฒนธรรม ชุมชนร่วมสมัย) สร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเติบโตของเด็กเยาวชน ให้ห่างไกลจากปัจจัยเสี่ยงต่างๆ เป็นพลเมืองที่มีคุณภาพในอนาคต”

  • ประเพณีบุญบั้งไฟอำเภอเอราวัณ จังหวัดเลย ประจำปี 2566

    ประเพณีบุญบั้งไฟอำเภอเอราวัณ จังหวัดเลย ประจำปี 2566

    บั้งไฟอำเภอเอราวัณ

    อำเภอเอาวัณ จังหวัดเลย จัดงานสืบสานประเพณีบุญบั้งไฟเอราวัณ ประจำปี 2566 ครบรอบ 30 ปี บุญบั้งไฟเอราวัณ จัดขึ้นระหว่างวันที่ 4-6 มิถุนายน 2566 โดยมีขบวนแห่บั้งไฟจากแต่ละตำบล ในเขตอำเภอเอราวัณ ออกมาร่วมขบวนแห่ จำนวน 6 ขบวน และวันที่ 5-6 มิถุนายน เป็นวันจุดบั้งไฟและชมมหรสพในช่วงกลางคืน ณ เทศบาลำบลผาอินทร์แปลง

    การจัดงานในปีนี้ ยิ่งใหญ่กว่าทุกปีที่ผ่านมา เนื่องจากเป็นการครบรอบ 30 ปี ที่อำเภอเอราวัณได้มีการจัดงานบั้งไฟมาต่อเนื่อง มีความร่วมมือจากหลายภาคส่วน ทั้ง อำเภอเอราวัณ จังหวัดเลย ททท.เลย เทศบาลตำบลผาอินทร์แปลง สำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า(สคล.) ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) สถานศึกษาในอำเภอเอราวัณ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และชุมชนต่างๆ

    ในวันที่ 4 มิถุนายน มีขบวนแห่สวยงาม 6 ขบวน ที่มาร่วมโชว์ ทั้งขบวนแห่บั้งไฟสวยงาม ขบวนฟ้อนบั้งไฟ ขบวนอัตลักษณ์ท้องถิ่น และนวตกรรมต่างๆ แห่โชว์บนถนนเส้นหลักของอำเภอเอราวัณ จากกรมป่าไม้ ไปจนถึงบริเวณพิธีเปิดงาน ณ สนามโรงเรียนบ้านเอราวัณ เริ่มขบวนแห่ตั้งแต่เวลา 15.00 น.

    รณรงค์บั้งไฟปลอดเหล้า

    เครือข่ายองค์กรงดเหล้าภาคอีสานตอนบน และเครือข่ายงดเหล้าจังหวัดเลย ได้มีความร่วมมือกับเทศบาลตำบลผาอินทร์แปลง จัดขบวนรณรงค์งดเหล้า ส่งเสริมสุขภาพ และลดปัจจัยเสี่ยงในขบวนแห่ ของเทศบาลตำบลผาอินทร์แปลง โดยเด็กและเยาวชน รวมไปถึงชมรมคนหัวใจเพชร จากชุมชนคนสู้เหล้า ออกมาร่วมในขบวน

    ประเพณีบุญบั้งไฟอำเภอเอราวัณ จังหวัดเลย เป็นพื้นที่รณรงค์งดเหล้าต่อเนื่องมาหลายปี ด้วยความร่วมมือจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และเครือข่ายในจังหวัดเลย เพื่อสร้างพื้นที่ปลอดภัยในการจัดงานบุญประเพณี

    ในส่วนของเทศบาลตำบลผาอินทร์แปลง โดยนายสุรสิทธิ์ คันนู นายกเทศมนตรีตำบลผาอินทร์แปลง ก็ได้มีการออกประกาศ เรื่อง ข้อบังคับการชมงาน และการจุดบั้งไฟล้านเอรวัณ (ปลอดเหล้า ปลอดภัย ปลอดการพนัน) เพื่อให้งานเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ปลอดภัย สำหรับประชาชนที่มาเที่ยวชมงาน

    พิธีเปิด เวลา 19.00 น. โดยมีนายทวี เสริมภักดีกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดเลย ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีเปิดงาน และมีนายกฤษณะ รักษ์มณี นายอำเภอเอราวัณ กล่าวรายงานวัตถุประสงค์ และการดำเนินการจัดงาน ในปี 2566

    นอกจากพิธีเปิดงานบั้งไฟ และขบวนแห่บั้งไฟแล้ว ยังได้มีการจัดการแสดงแสง สี เสียง ในแนวคิด 30 ปี ตำนานบุญบั้งไฟเอราวัณอย่างสวยงาม พร้อมกับการฟ้อนบั้งไฟโชว์พร้อมกันจาก 6 ขบวน และการแสดงบนเวทีกลาง จากนักร้อง นักดนตรี รถแห่ บนเวทีกลาง ให้ประชาชนได้ชมฟรีอีกด้วย

    ภาพ/ข่าว แผนงานนโยบายสาธารณะและสื่อสารองค์กร สคล.อีสานบน / เพจ สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเลย กรมประชาสัมพันธ์

  • “PHALUB RUN 2023” กิจกรรมเดิน – วิ่ง วันวิสาขบูชา ครั้งที่ 11 ประจำปี 2566

    “PHALUB RUN 2023” กิจกรรมเดิน – วิ่ง วันวิสาขบูชา ครั้งที่ 11 ประจำปี 2566

    เดิน – วิ่ง วันวิสาขบูชา

    วันที่ 3 มิถุนายน 2566 เทศบาลตำบลพระลับ จังหวัดขอนแก่น เครือข่ายต่างๆ ร่วมจัดงาน “PHALUB RUN 2023” กิจกรรมเดิน – วิ่ง วันวิสาขบูชา ครั้งที่ 11 ประจำปี 2566 โดยมี นายสุเทพ มณีโชติ รองผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น เป็นประธานเปิดงาน เวลา 05.30 น. บริเวณถนนภูมิธรรม หน้าวัดป่าแสงอรุณ อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น

    นายพงศ์ธร พิศาพิทักษ์กุล นายกเทศมนตรีตำบลพระลับ กล่าวรายงานวัตถุประสงค์การจัดงานว่า การจัดงานในครั้งนี้ว่า นอกจากจะเป็นการส่งเสริมการเดิน วิ่ง เพื่อสุขภาพ เชิญชวนให้คนรักสุขภาพ หันมาออกกำลังกายแล้ว ยังเป็นการส่งเสริมและรณรงค์ให้ประชาชน เตรียมความพร้อมในการไปสู่การงดเหล้าเข้าพรรษาต่อ อีกทั้งวันนี้ยังเป็นวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา ซึ่งเป็น วันวิสาขบูชา ที่ห้ามมีการดื่มและจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ อีกด้วย

    ในงานมีคณะผู้บริหารเทศบาล ฯ สมาชิกสภาเทศบาล ฯ หัวหน้าส่วนราชการ พนักงานเจ้าหน้าที่ และนักวิ่งที่มาร่วมในงาน มีแบ่งเป็นสองระยะ คือ ระยะทาง 10 กิโลเมตร และ Fun Run ระยะทาง 5 กิโลเมตร ไปตามเส้นทางในเขตเทศบาลตำบลพระลับ

    นอกจากกิจกรรม เดิน-วิ่งแล้ว ยังมีพิธีทำบุญตักบาตร เนื่องในวันวิสาขบูชา เพื่อพุทธศาสนิกชนทั่วไปร่วมทำบุญตักบาตร โดยมีพระธรรมดิลก เจ้าอาวาสวัดป่าแสงอรุณ ประธานฝ่ายสงฆ์ ออกรับบิณฑบาต พร้อมด้วยขบวนนางรำจากชุมชนคนสู้เหล้า ชมรมคนหัวใจเพชร บ้านเลิงเปือย ตำบลพระลับ แสดงการฟ้อนรำให้ผู้ที่มาร่วมงานได้รับชม

    จากนั้น พระธรรมดิลก เจ้าอาวาสวัดป่าแสงอรุณ ได้เมตตาประพรมน้ำพระพุทธมนต์แก่คณะผู้จัดงาน เจ้าหน้าที่ และนักวิ่ง เพื่อความเป็นสิริมงคลให้กับทุกคนที่มาร่วมงาน

    ภาพ/ข่าว  : เทศบาลตำบลพระลับ, ประชาคมงดเหล้าจังหวัดขอนแก่น

  • อำเภอกระนวน ขอนแก่น เตรียมจัดบุญบั้งไฟวิถีใหม่          ปลอดเหล้า ปลอดภัย

    อำเภอกระนวน ขอนแก่น เตรียมจัดบุญบั้งไฟวิถีใหม่ ปลอดเหล้า ปลอดภัย

    เครือข่ายองค์กรงดเหล้า (สคล.) ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เปิดเผยว่า การจัดงานบุญเดือนหกหรือบุญบั้งไฟ ของอำเภอกระนวน จังหวัดขอนแก่น ในปี 2565 นี้ สคล. และ สสส. ได้รับโอกาสจากคณะผู้บริหารทางเทศบาลที่สำคัญได้รับความเมตตาจากพี่น้องประชาชน 6 ชุมชน ในเขตเทศบาลเมืองกระนวน มีมติในเวทีประชาคมในช่วงอาทิตย์ที่ผ่านมา ให้เข้ามามีส่วนร่วมจัดกิจกรรมรณรงค์สร้างเสริมสุขภาพ และเริ่มขับเคลื่อนการจัดงานเพื่อเปลี่ยนแปลงค่านิยมการบริโภคการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในงานบุญบั้งไฟ เพื่อเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมอันทรงคุณค่า รักษาไว้ซึ่งความงามของวัฒนธรรมอีสาน เสริมสร้างความสมัครสมานสามัคคีของคนในชุมชน ตลอดจนเพื่อสุขภาพและความปลอดภัยในการจัดงานของโดยได้ให้การสนับสนุนชุมชนในการจัดเตรียมขบวนรณรงค์เสริมสร้างสุขภาพ “บุญบั้งไฟวิถีใหม่ ปลอดภัย” เพื่อพัฒนาแนวทางในการจัดงานในปีต่อไป ซึ่งตลอดทั้งเดือนที่ผ่านมาประชาชนในชุมชนรวมไปถึงเด็กและเยาวชนในชุมชน ได้มีส่วนร่วมในการจัดเตรียมขบวนแห่แสดงให้เห็นถึงความสมัครสมานสามัคคีของคนในชุมชน พร้อมที่จะเป็นเจ้าภาพต้อนรับนักท่องเที่ยวจากต่างถิ่นที่จะมาเที่ยวชมงานในวันที่ 27-28 พฤษภาคม 66 เสาร์-อาทิตย์ ที่จะถึงนี้ ณ สนามหน้าที่ว่าการอำเภอกระนวน และในขณะเดียวกันภายในจังหวัดขอนแก่น ทาง สคล. ยังเตรียมความพร้อมในการเข้าไปมีส่วนร่วมรณรงค์ จัดกิจกรรมภายในงาน เพื่อขยายผลสู่ชุมชนอื่นๆต่อไป

    โดยเมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2566 เจ้าหน้าที่ Ysdn อำเภอกระนวน ร่วมกับแกนนำเยาวชนเข้าร่วมประชุมหารือกำหนดการจัดงานประเพณีบุญเดือนหก ประจำปี 2566 ระหว่างวันที่ 27 – 28 พฤษภาคม 2566 รายละเอียด ดังต่อไปนี้

    1.กำหนดจัดงานขึ้นในวันที่ 27 – 28 พฤษภาคม 2566

    2.มีขบวนพิเศษ ขบวนรณรงค์ 1 ขบวน และ(หมู่บ้านนอกเขตเทศบาลฯ หมู่ 1,11,17,18 และ หมู่ 19) ร่วม 1 ขบวน 

    **โดยไม่เข้าร่วมการแข่งขันใดๆทั้งสิ้น (อยู่ลำดับขบวนที่ 6)

    3.มีการประกวดแข่งขัน ตามรายการดังนี้

    (3.1) การประกวดขบวนแห่บั้งไฟ

    (3.2) การประกวดขบวนฟ้อนรำ

    (3.3) การประกวดบั้งไฟสวยงาม

    (3.4) การประกวดการแต่งกายพื้นเมืองดีเด่น

    (3.5) การประกวดการแต่งกายแฟนซี

    (3.6) การประกวดผาแดง – นางไอ่

    4.คณะกรรมการจากสภาวัฒนธรรมจังหวัดขอนแก่น

    5.จุดการแสดง ดังนี้

    จุดที่ 1 บริเวณสนามหน้าที่ว่าการอำเภอกระนวน (ก่อนปล่อยขบวน)

    จุดที่ 2 บริเวณตลาดสดเทศบาล

    จุดที่ 3 หน้าร้านชัยสถิตย์วิทยา 2005

    จุดที่ 4 บริเวณศาลากลางบ้าน หมู่ 1

    จุดที่ 5 ศาลาเอนกประสงค์ หมู่ 7 (ข้างวัดศรีสว่าง)

    จุดที่ 6 บริเวณจุดผ่อนผันศรีสุข หมู่ 2 (ตลาด ม.2)

    จุดที่ 7 บริเวณศาลากลางบ้าน หมู่ 7 (หลังเก่า)

    6.วันที่ 28 พฤษภาคม 2566

    – พิธีจุดบั้งไฟเพื่อบวงสรวง ตามขนบธรรมเนียมประเพณี ณ ฐานจุดบั้งไฟ

    บ้านน้อยโนนราศรี หมู่ 18 (ดำเนินการจุดบั้งไฟโดยชุมชน)

    ภาพ/ข่าว : ประชาคมงดเหล้าจังหวัดขอนแก่น