Category: เครือข่ายพระสงฆ์

  • สังฆะเพื่อสังคม ห่วงวิกฤต “ทุกข์ซ้ำซ้อน” ชวนชาวไทยสวดมนต์ข้ามปี เริ่มต้นดี ชีวิตดี รับปี 2569

    สังฆะเพื่อสังคม ห่วงวิกฤต “ทุกข์ซ้ำซ้อน” ชวนชาวไทยสวดมนต์ข้ามปี เริ่มต้นดี ชีวิตดี รับปี 2569

    เครือข่ายพระสงฆ์นักพัฒนาสังฆะเพื่อสังคมทั่วประเทศ ออกแถลงการณ์แสดงความห่วงใยสถานการณ์บ้านเมือง ชี้วิกฤต “ภัยสงครามชายแดน” ที่ทับซ้อนกับ “นโยบายขยายเวลาดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์” ของรัฐบาล อาจสร้างทุกข์ซ้ำซ้อนให้คนไทยในช่วงส่งท้ายปีเก่า รณรงค์เปิดวัดทั่วประเทศจัดกิจกรรมสวดมนต์ข้ามปี น้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และส่งพลังจิตภาวนาหนุนช่วยผู้ประสบภัยชายแดน

    เมื่อวันศุกร์ที่ 19 ธันวาคม 2568 ณ วัดพัฒนาธรรมราม จังหวัดลพบุรี มูลนิธิสังฆะเพื่อสังคมได้จัดการประชุมเครือข่ายพระสงฆ์นักพัฒนาสังฆะเพื่อสังคม 9 ภาค เพื่อขับเคลื่อนแนวคิด “วัดสุขภาวะ” โดยได้รับเมตตาจาก พระวัชรสิงหบุราจารย์ (คว้าง กลฺยาณรโต) เจ้าอาวาสวัดโบสถ์ และรักษาการเจ้าคณะจังหวัดสิงห์บุรี เป็นประธาน พร้อมด้วยตัวแทนคณะสงฆ์นักพัฒนาจากพื้นที่วิกฤตทั่วประเทศร่วมแถลงการณ์

    ที่ประชุมได้หยิบยกสถานการณ์สะเทือนใจคนไทย คือ การสิ้นพระชนม์ของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2568 ซึ่งนำมาซึ่งความโศกเศร้าอย่างสุดซึ้งทั่วแผ่นดิน ในขณะที่สถานการณ์ความมั่นคงตามแนวชายแดนอีสานตอนล่าง โดยเฉพาะในเขตอำเภอน้ำยืน จ.อุบลราชธานี, ศรีสะเกษ, สุรินทร์ และบุรีรัมย์ กำลังเผชิญกับการสู้รบหนักจนประชาชนต้องอพยพละทิ้งถิ่นฐาน

    พระครูสุวรรณโพธิวรธรรม ประธานมูลนิธิสังฆะเพื่อสังคม ได้กล่าวแสดงความห่วงใยว่า “ในช่วงเวลาที่พสกนิกรชาวไทยกำลังอยู่ในความโศกเศร้า และพี่น้องตามแนวชายแดนต้องเผชิญกับภัยสงคราม อาตมามองว่าเรากำลังตกอยู่ในสภาวะ ‘ทุกข์ซ้ำซ้อน’ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เปราะบางที่สุด เราไม่ควรเพิ่มความเสี่ยงใดๆ ด้วยอบายมุข แต่ควรใช้สติและความเมตตาเป็นเครื่องคุ้มครองใจ เพื่อประคับประคองสังคมไทยให้ผ่านพ้นวิกฤตนี้ไปได้ด้วยความสงบสุข”

    ด้าน พระครูกิตติปริยัติคุณ เจ้าอาวาสวัดหนองคู อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี เปิดเผยข้อเท็จจริงเสริมจากพื้นที่ว่า “อาตมาในฐานะพระพื้นที่ยอมรับว่าวิกฤตครั้งนี้หนักมาก ทั้งพระและโยมต่างต้องอยู่อย่างลำบากท่ามกลางเสียงปืนและระเบิด ล่าสุดอพยพไปที่ปลอดภัยมาแล้วถึง 2 ครั้ง เราจึงหวังอย่างยิ่งว่าเสียงสวดมนต์จะเข้ามาแทนที่เสียงปืน เพื่อชำระล้างจิตใจที่บอบช้ำให้กลับมาเป็นสุข”

    วางรากฐานทางปัญญา ใช้ “สติ” นำทางก้าวผ่านวิกฤต

    พระครูโพธิวีรคุณ เจ้าคณะอำเภอปทุมรัตต์ วัดโพธิการาม จ.ร้อยเอ็ด ได้เน้นย้ำถึงการใช้หลักพุทธธรรมเป็นเกราะคุ้มกันสังคมว่า “ในรอยต่อของปีที่เป็นวิกฤตทับซ้อนเช่นนี้ พุทธศาสนิกชนยิ่งต้องใช้ ‘สติ’ ในการดำเนินชีวิตเป็นที่ตั้ง การสวดมนต์ข้ามปีคือการเริ่มต้นศักราชใหม่ที่สร้างสรรค์ที่สุด เป้าหมายสำคัญของเราคือการผลักดันให้วัดและชุมชนกลายเป็นพื้นที่สุขภาวะที่ส่งเสริมสุขภาพที่ดีของคนในสังคมอย่างยั่งยืน การปฏิบัติศาสนกิจนี้จะช่วยให้ทุกคนประสบความสุข และมีพลังในการสู้กับวิกฤตต่อไป”

    วิตกนโยบาย “เหล้าเสรี” ซ้ำเติมสถิติการตาย

    เครือข่ายคณะสงฆ์ฯ ได้แสดงความเป็นห่วงต่อนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลอย่างรุนแรง โดย พระครูสุมณฑ์ธรรมธาดา เจ้าคณะตำบลคลองกระจง จ.สุโขทัย ได้ระบุถึงที่มาของความเสี่ยงว่า

    ท่ามกลางบรรยากาศที่คนไทยยังตกอยู่ในความโศกเศร้า และความกังวลจากสถานการณ์ความไม่สงบตามแนวชายแดน สิ่งที่อาตมาภาพกังวลใจที่สุดในขณะนี้ คือการซ้ำเติมวิกฤตด้วยอบายมุข โดยเฉพาะ เมื่อรัฐบาลมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว ด้วยการขยายเวลาจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ทั้งการปลดล็อกให้ขายได้ในช่วงเวลา 14.00–17.00 น. รวมถึงการขยายเวลาเปิดสถานบันเทิงไปจนถึงเวลา 04.00 น. ในพื้นที่นำร่อง

    ซึ่งมาตรการเหล่านี้อาตมามองว่าจะเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ทำให้การดื่มและการเข้าถึงสุราทำได้ง่ายและยาวนานขึ้น และเมื่อหากเราย้อนดูข้อมูลสถิติช่วง 10 วันอันตรายในช่วงปีใหม่ 2568 ที่ผ่านมาเพียงปีเดียว เราพบความสูญเสียที่น่าตกใจว่า มีอุบัติเหตุเกิดขึ้นถึง 2,467 ครั้ง ส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บ 2,376 คน และต้องเสียชีวิตสูงถึง 436 ราย นี่คือตัวเลขความจริงที่เกิดขึ้นในสภาวะปกติ แต่ในปี 2569 นี้ ท่ามกลางนโยบายที่เปิดโอกาสให้ดื่มกินได้มากขึ้น อาตมาเกรงเหลือเกินว่าตัวเลขความสูญเสียจะพุ่งสูงขึ้นกว่าเดิม กลายเป็น “ทุกข์ซ้ำซ้อน” ให้กับสังคมไทยที่กำลังเปราะบาง และยากจะเยียวยา จึงขอวิงวอนให้รัฐบาลทบทวนมาตรการความปลอดภัยอย่างเข้มข้น และขอเชิญชวนพี่น้องชาวไทยทุกท่าน ให้ใช้โอกาสนี้ “เปลี่ยนหยดสุรา เป็นบทสวดมนต์” มาร่วมสวดมนต์ข้ามปีเพื่อเป็นสิริมงคลแก่ตนเองและแผ่นดิน ใช้ “สติ” เป็นเกราะคุ้มครองชีวิต เพื่อให้ปีใหม่นี้ไม่ต้องมีครอบครัวใดต้องสูญเสียอีกต่อไป

    พลิกวัดเป็น “พื้นที่สร้างสรรค์” คุ้มครองเยาวชน

    พระมหาอนุวัต ฐิตเมโธ เจ้าอาวาสวัดหนองปลาขอ จ.ลำพูน กล่าวเสริมว่า “พื้นที่ปลอดภัย” คือคำตอบสำคัญของสังคมในขณะนี้ ในปีนี้ วัดควรเปิดพื้นที่ให้เยาวชน ได้เข้ามามีส่วนร่วมในกิจกรรมสวดมนต์ข้ามปีอย่างเต็มที่ เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้ลูกหลานเราไม่ให้ไหลไปตามกระแสอบายมุขและนโยบายขยายเวลาดื่มที่กำลังเป็นความเสี่ยงอยู่รอบตัว ขอเชิญชวนเยาวชน และคนหนุ่มสาว มาร่วมใช้พื้นที่วัดเป็นจุดเริ่มต้นของปีใหม่ แทนการออกไปเผชิญความเสี่ยงบนท้องถนน มาร่วมกัน “เปลี่ยนพื้นที่วัด ให้เป็นพื้นที่สร้างสรรค์” เพื่อปลูกฝังการมีสติและก้าวข้ามวิกฤตความทุกข์ซ้ำซ้อนนี้ไปด้วยกันอย่างปลอดภัย

    4 แนวทางขับเคลื่อน “เริ่มต้นดี ชีวิตดี ที่ตัวเรา”

    เพื่อให้สังคมไทยก้าวข้ามวิกฤต เครือข่ายพระสงฆ์นักพัฒนาฯ ได้กำหนดแนวทางปฏิบัติร่วมกันดังนี้

    1. สวดมนต์ข้ามปีด้วยสติ : เชิญชวนพุทธศาสนิกชนและเยาวชนร่วมสวดมนต์ข้ามปี ณ วัดใกล้บ้าน ภายใต้แนวคิด เริ่มต้นดี ชีวิตดี เริ่มต้นได้ที่ตัวเรา”
    2. ถวายเป็นพระราชกุศล : น้อมถวายพระราชกุศลจากการสวดมนต์ ปฏิบัติธรรม แด่สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง เพื่อแสดงความกตัญญูกตเวทีและน้อมลำรึกในพระมหากรุณาธิคุณต่อพระองค์ท่านที่มีต่อปวงชนชาวไทย
    3. จิตภาวนาหนุนชายแดน : ตั้งจิตส่งกำลังใจให้พี่น้องคนไทยและทหารหาญตามแนวชายแดนให้พ้นวิกฤตการสู้รบโดยเร็ว
    4. 173 วัดนำร่องเขตสุขภาวะ : ขอเมตตาเจ้าอาวาสเครือข่าย 173 วัดทั่วประเทศ เปิดพื้นที่วัดแทนพื้นที่วงเหล้า จัดกิจกรรมสร้างสุขภาวะที่ยั่งยืนเพื่อลดความสูญเสีย

    เครือข่ายพระสงฆ์นักพัฒนาสังฆะเพื่อสังคม ขอวิงวอนให้รัฐบาลทบทวนมาตรการความปลอดภัยและขอเชิญชวนคนไทยทุกคน “เปลี่ยนหยดสุรา เป็นบทสวดมนต์” เพื่อสร้างศักราชใหม่แห่งความสงบสุขให้เกิดขึ้นบนแผ่นดินไทยสืบไป

  • “สานพลัง ‘พุทธะ’ เพื่อ ลด ละ เลิก บุหรี่ บุหรี่ไฟฟ้าและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์”

    “สานพลัง ‘พุทธะ’ เพื่อ ลด ละ เลิก บุหรี่ บุหรี่ไฟฟ้าและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์”

    มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย มูลนิธิโพธิยาลัย มูลนิธิสังฆะเพื่อสังคม เครือข่ายพระนักพัฒนาชุมชนภาคเหนือ (คพชน) เครือข่ายพระสงฆ์นักพัฒนาสังฆะเพื่อสังคม ๙ ภาค เครือข่ายพระคิลานุปัฏฐาก เครือข่ายพระสอนศีลธรรมในโรงเรียน เครือข่ายโรงเรียนพระปริยัติปลอดบุหรี่ ในฐานะองค์กรพระพุทธศาสนา และภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง ตระหนักถึงปัญหาการแพร่ระบาดของบุหรี่ไฟฟ้าขยายวงกว้างไปอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับกลุ่มเด็กและเยาวชน ปัญหาการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ที่มีผลกระทบต่อร่างกาย เศรษฐกิจ สังคม สร้างปัญหาอาชญากรรม และความรุนแรงในครอบครัว จึงร่วมแสดงเจตนารมณ์เพื่อดำเนินการ “สานพลัง พุทธ เพื่อ ลด ละ เลิกบุหรี่ และเครื่องดื่นแอลกอฮอล์”

    นพ.สุรเชษฐ์ สถิตนิรามัย รองประธานกรรมการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และประธานคณะกรรมการบริหารแผน พร้อมด้วยคณะกรรมการบริหารแผนและผู้บริหารจากสำนักงาน สสส. ได้ลงพื้นที่แลกเปลี่ยนเรียนรู้การดำเนินงานภายใต้โครงการ “สานพลังพระพุทธศาสนาสร้างเสริมสุขภาพสังคมไทย” ซึ่งเป็นหนึ่งในแนวทางสำคัญในการใช้พลังของศาสนาในการขับเคลื่อนสุขภาวะของสังคมไทยอย่างยั่งยืน

              กิจกรรมเริ่มต้นด้วยการเยี่ยมชมนิทรรศการภายในบริเวณงานที่จัดแสดงผลงานและแนวคิดจากโครงการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมสุขภาพผ่านพระพุทธศาสนา และเยี่ยมศูนย์การเรียนโพธิยาลัย โรงเรียนดอยสะเก็ดผดุงศาสน์ ซึ่งเป็นพื้นที่ต้นแบบในการบูรณาการหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาเข้ากับการส่งเสริมสุขภาพทั้งทางกาย จิตใจ และสังคม

    ประเด็นก้าวต่อไปความร่วมมือในการขับเคลื่อนงาน 3 โครงการ          พระพุทธศาสนาเป็นรากฐานสำคัญทางวัฒนธรรมที่หยั่งรากลึกในสังคมไทยมาอย่างยาวนาน ไม่เพียงเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ แต่ยังเป็นแนวทางในการส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม และสุขภาวะของประชาชนในทุกมิติ ทั้งด้านร่างกาย จิตใจ ปัญญา และสังคม โดยเฉพาะหลักธรรมคำสอนที่เน้น “ความไม่ประมาท” การมี “สติ” และการ “ลด ละ เลิก” อบายมุข เช่น เหล้า บุหรี่ และสารเสพติดโครงการ “วัดปลอดบุหรี่ สุขภาพดีด้วยวิถีธรรม” โดยพระวิสิทธิ์ ฐิตวิสิทโธ, ผศ.ดร.

              โครงการนี้ดำเนินงานบนฐานพุทธธรรม โดยมีเป้าหมายให้พระสงฆ์และวัดเป็น “ต้นแบบแห่งการเปลี่ยนแปลง” ในการลดการบริโภคบุหรี่ในสังคมไทย เริ่มต้นจากการ ตื่นตัวของพระสงฆ์ ที่ลุกขึ้นมาร่วมแก้ไขปัญหาอย่างมีระบบ ทั้งในแง่การพัฒนาพื้นที่ การใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้อง เช่น พ.ร.บ. ควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ การปรับพฤติกรรมของพระภิกษุเอง ตลอดจนการสร้างเครือข่ายพระแกนนำและอาสาสมัคร           ผลลัพธ์ของโครงการที่น่าสนใจ ได้แก่ ส่งเสริมให้เกิด วัดปลอดบุหรี่กว่า 3,300 แห่ง ใน 24 จังหวัดทั่วประเทศ จัดตั้ง โรงเรียนพระปริยัติธรรมต้นแบบปลอดบุหรี่ 80 แห่ง มีพระสงฆ์ที่สามารถเลิกบุหรี่ได้จริง 147 รูป มีประชาชนรวม 9,227 คน ลงนามใน “ใบอธิษฐานจิต”โครงการสร้างเสริมสถาบันพระพุทธศาสนาสุขภาวะเพื่อการลดปัจจัยเสี่ยงใน 10 จังหวัด

    ดำเนินงาน โดยพระศรีสมโพธิ           พระพุทธศาสนาไม่เพียงเป็นแหล่งเรียนรู้ทางจิตวิญญาณ หากยังเป็นกลไกสำคัญในการสร้างสุขภาวะของสังคม โดยเฉพาะเมื่อเชื่อมโยงกับโครงสร้างชุมชนที่เข้มแข็งและเข้าถึงได้จริง โครงการ “สร้างเสริมสถาบันพระพุทธศาสนาสุขภาวะเพื่อการลดปัจจัยเสี่ยงใน 10 จังหวัด” จึงถูกออกแบบมาเพื่อส่งเสริมบทบาทของพระสงฆ์ในการเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงด้านสุขภาพของประชาชน ผ่านการทำงานร่วมกับเครือข่ายต่าง ๆ อย่างเป็นระบบ โครงการนี้เน้นการเสริมสร้างศักยภาพของพระสงฆ์ โดยเฉพาะกลุ่ม พระสอนศีลธรรมในโรงเรียน และเครือข่าย “บวร” (บ้าน – วัด – โรงเรียน/ราชการ) ให้ทำหน้าที่เป็น “ตัวกลาง”

    แนวทางการดำเนินงานและผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น เป้าหมาย ลดภาระค่าใช้จ่ายของครอบครัว ลดพฤติกรรมเสี่ยง และส่งเสริมค่านิยมการบวชเชิงจิตวิญญาณมากกว่าการจัดงานรื่นเริง           พื้นที่ดำเนินการ 173 พื้นที่/วัด ครอบคลุม 50 จังหวัดทั่วประเทศ ระหว่างมกราคม  2567
    ถึงกุมภาพันธ์ 2568 จำนวนผู้เข้าร่วม มีการจัดพิธี “งานบวชสร้างสุข” ให้แก่ นาคจำนวน 3,085 รูป ผลสัมฤทธิ์ด้านเศรษฐกิจ ลดค่าใช้จ่ายเฉลี่ยได้ถึง 100,000 บาทต่อการบวชหนึ่งงาน เฉพาะค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ลดลงเฉลี่ย 20,000 บาท/งาน รวมยอดการประหยัดค่าใช้จ่ายจากทั้งโครงการกว่า 308,500,000 บาท ผลสัมฤทธิ์ด้านสังคม พบว่าช่วยลดเหตุ ความรุนแรงและทะเลาะวิวาทในงานบวช ซึ่งมักเกี่ยวข้องกับการดื่มแอลกอฮอล์ โดยพบว่าจำนวนผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ในงานบวชเฉลี่ยต่อปีลดลงจาก 9 ราย เหลือเพียง 4.5 ราย/ปี แก่นของ “งานบวชสร้างสุข” คือความสุขที่แท้จริงตามหลักพุทธธรรม “งานบวชสร้างสุข” ไม่ได้เป็นเพียงโครงการลดรายจ่ายเท่านั้น แต่ยังเป็น กระบวนการเรียนรู้ทางสังคม ที่ส่งเสริมให้ครอบครัว ชุมชน และวัด ร่วมกันกลับคืนสู่สาระของการบวชที่แท้จริง โดยเน้นการ บวชเพื่อการฝึกตน บำเพ็ญธรรม และพัฒนาจิตใจ มากกว่าการจัดเลี้ยงเพื่อความสนุกสนาน

    ประกาศเจตนารมณ์

    “สานพลัง ‘พุทธะ’ เพื่อ ลด ละ เลิก บุหรี่ บุหรี่ไฟฟ้าและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์”

    >>>>>>>>>>&&&&&<<<<<<<<<<

    สังคมไทยได้ชื่อว่าเป็น “สังคมพุทธ” ด้วยเหตุที่มีพระพุทธศาสนาเป็นรากฐานทางวัฒนธรรมมาแต่โบราณกาล ชาวพุทธต่างถึงพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่งเป็นสรณะ กล่าวคือ มีองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นต้นแบบแห่งมนุษย์ผู้มีความสามารถในการฝึกฝนพัฒนาตนเองสู่สันติสุขภายใน มีพระธรรมเป็นปฏิปทาเป็นมรรคาสู่สันติสุข มีพระสงฆ์ผู้เดินตามรอยแห่งพระศาสดาสามารถเข้าถึงประสบการณ์แห่งสันติสุขภายใน และมีบทบาทในการเกื้อกูลสังคมให้เกิดประโยชน์ สุข ตามฐานานุรูป

    มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย มูลนิธิโพธิยาลัย มูลนิธิสังฆะเพื่อสังคม เครือข่ายพระนักพัฒนาชุมชนภาคเหนือ (คพชน) เครือข่ายพระสงฆ์นักพัฒนาสังฆะเพื่อสังคม ๙ ภาค เครือข่ายพระคิลานุปัฏฐาก เครือข่ายพระสอนศีลธรรมในโรงเรียน เครือข่ายโรงเรียนพระปริยัติปลอดบุหรี่ ในฐานะองค์กรพระพุทธศาสนา และภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง ตระหนักถึงปัญหาการแพร่ระบาดของบุหรี่ไฟฟ้าขยายวงกว้างไปอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับกลุ่มเด็กและเยาวชน ปัญหาการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ที่มีผลกระทบต่อร่างกาย เศรษฐกิจ สังคม สร้างปัญหาอาชญากรรม และความรุนแรงในครอบครัว จึงร่วมแสดงเจตนารมณ์เพื่อดำเนินการ “สานพลัง พุทธ เพื่อ ลด ละ เลิกบุหรี่ และเครื่องดื่นแอลกอฮอล์” ดังนี้

    ๑. สนองตอบต่อมติมหาเถรสมาคม เรื่อง “แนวทางการปฏิบัติการจัดงานบุญปลอดเหล้า ปลอดบุหรี่ และบุหรี่ไฟฟ้า” โดย

    ๑.๑ ส่งเสริมและสนับสนุนการจัดสภาพแวดล้อมพื้นที่แสดงสัญลักษณ์เป็นเขตปลอดบุหรี่ และปลอดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ แสดงสัญญาลักษณ์ห้ามสูบบุหรี่หรือปลอดบุหรี่ เครื่องหมายห้ามดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เขตปลอดบุหรี่และเขตปลอดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ในวัด มหาวิทยาลัยสงฆ์ และโรงเรียนพระปริยัติธรรม

    ๑.๒ สร้างความเข้าใจ และความร่วมมือกับประชาชนที่มาติดต่อใช้พื้นที่วัดประกอบพิธีกรรมทางศาสนาหรือกิจกรรมอื่นใด ไม่ขายบุหรี่และขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ รวมทั้งไม่ให้มีการสูบบุหรี่ ไม่ให้มีการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในพื้นที่วัด มหาวิทยาลัยสงฆ์ และโรงเรียนพระปริยัติธรรม

    ๑.๓ จัดกระบวนการเรียนรู้เพื่อสร้างเสริมให้พระภิกษุสามเณร ปฏิบัติเป็นแบบอย่างในการไม่สูบบุหรี่ รณรงค์เผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับพิษภัยของการสูบบุหรี่ พิษภัยของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ทั้งผลกระทบต่อร่างกาย เศรษฐกิจ สังคม ปัญหาอาชญากรรม ความรุนแรงในครอบครัว ตลอดถึงรณรงค์ในโอกาสต่าง ๆ เพื่อสร้างค่านิยมในการไม่สูบบุหรี่และไม่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในหมู่ประชาชน

    ๑.๔ สนับสนุน และส่งเสริมต้นแบบการจัดงานบุญปลอดเหล้า ปลอดบุหรี่ และบุหรี่ไฟฟ้า อาทิ “งานบวชสร้างสุข” ซึ่งเน้นยึดหลักพระธรรมวินัย ประหยัด เรียบง่าย  เพื่อเป็นแบบอย่างในการจัดงานบุญสร้างสุขภาวะให้กับผู้บวช ครอบครัว ชุมชนซึ่งสามารถประหยัดค่าใช้จ่ายจำนวนมาก และลดความรุนแรง ทะเลาะวิวาทที่อาจเกิดขึ้นได้ด้วย

              ๒. ส่งเสริม สนับสนุน และสร้างการมีส่วนร่วมของเครือข่ายในการสร้างพื้นที่รูปธรรม “ปลอดบุหรี่” และ “ปลอดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์” ในวัด มหาวิทยาลัยสงฆ์ และโรงเรียพระปริยัติธรรม บูรณาการหลักพุทธธรรมในการสร้างองค์ความรู้และนวัตกรรม “ปลอดบุหรี่” และ “ปลอดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์” เพื่อการรณรงค์สร้างค่านิยมในการไม่สูบบุหรี่และไม่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ส่งเสริมการเรียนรู้ สร้างภูมิคุ้มกันทางใจ และเสริมพลังจิตสำนึกผ่านกระบวนการทางพระพุทธศาสนา วิถีแห่งศีล สมาธิ และปัญญาเพื่อหยุดยั้งวงจรของพฤติกรรมเสี่ยง และฟื้นฟูพลังชีวิตของสังคม ของประชาชนอย่างยังยืน

    ๓. ดำเนินการร่วมกับภาคีเครือข่ายในการป้องกันการเข้าถึงบุหรี่ บุหรี่ไฟฟ้า และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และประกาศเจตจำนงที่ชัดเจนในการสนับสนุนให้รัฐบาลคงนโยบาย มาตรการควบคุมบุหรี่ไฟฟ้าและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ให้เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด

    มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย มูลนิธิโพธิยาลัย มูลนิธิสังฆะเพื่อสังคม

    เครือข่ายพระสงฆ์นักพัฒนาชุมชนภาคเหนือ (คพชน) เครือข่ายพระสงฆ์นักพัฒนาสังฆะเพื่อสังคม ๙ ภาค เครือข่ายพระคิลานุปัฏฐาก เครือข่ายพระสอนศีลธรรมในโรงเรียน เครือข่ายโรงเรียนพระปริยัติปลอดบุหรี่  และภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง

    ๑๔ พฤษภาคม ๒๕๖๘

    ข่าวโดย :นางสาวเพ็ญพิศ ชงักรัมย์ 14 พฤษภาคม 2568

  • เครือข่ายพระสงฆ์นักพัฒนาฯ ชวนคนไทย สวดมนต์ข้ามปี วัดใกล้บ้าน หยุดกิจกรรมเสี่ยง เลี่ยงที่จะเริ่มต้นปีด้วยการสูญเสีย  อย่าให้ภาพเคาท์ดาวน์มรณะซานติก้าผับกลับมาสังคมไทย ยกระดับดีสวดมนต์เข้าใจเนื้อหา นำมาปฏิบัติ เป็นสังคมตื่นธรรมะ “สวดมนต์สร้างปัญญา”

    เครือข่ายพระสงฆ์นักพัฒนาฯ ชวนคนไทย สวดมนต์ข้ามปี วัดใกล้บ้าน หยุดกิจกรรมเสี่ยง เลี่ยงที่จะเริ่มต้นปีด้วยการสูญเสีย  อย่าให้ภาพเคาท์ดาวน์มรณะซานติก้าผับกลับมาสังคมไทย ยกระดับดีสวดมนต์เข้าใจเนื้อหา นำมาปฏิบัติ เป็นสังคมตื่นธรรมะ “สวดมนต์สร้างปัญญา”

    นช่วงเทศกาลปีใหม่ 2568 รัฐบาลได้ขยายระยะเวลาเฝ้าระวังอุบัติเหตุทางถนนจากเดิม 7 วัน เป็น 10 วันอันตราย ตั้งแต่วันที่ 27 ธันวาคม 2567 ถึง 5 มกราคม 2568 สาเหตุหลักมาจากสถิติอุบัติเหตุในช่วง  เทศกาลปีใหม่ 2567 ที่ผ่านมา พบว่าเกิดอุบัติเหตุ 2,288 ครั้ง มีผู้บาดเจ็บ 2,307 คน และเสียชีวิต 284 คน รัฐบาล ได้เพิ่มมาตรการเข้มงวด ตั้งด่านชุมชน ตรวจวัดแอลกอฮอล์เข้มทุกกรณี พร้อมรณรงค์ “ขับไม่ดื่ม ดื่มไม่ขับ” เพื่อสร้างความปลอดภัยบนถนน

    ในขณะเดียวกัน เครือข่ายพระสงฆ์นักพัฒนาฯ ชวนคนไทยร่วมเปลี่ยนมุมมองเฉลิมฉลองปีใหม่ ด้วยกิจกรรม “สวดมนต์ข้ามปี” ที่วัดใกล้บ้าน หวังลดพื้นที่เสี่ยง เพิ่มพื้นที่ปลอดภัย ลดความสูญเสียจากอุบัติเหตุบนท้องถนน และสร้างปีใหม่ที่สงบสุขด้วยการสะสมบุญ เจริญสติ ก้าวข้าวปีเก่าอย่างมีสิริมงคลร่วมกัน ภายใต้แนวคิด  “สวดมนต์ข้ามปี ตื่นธรรมรับปีใหม่ เริ่มต้นดี ชีวิตดี ปี 2568” พร้อมกับรณรงค์ ส่งเสริมให้คนไทยใส่เสื้อหลากสีเข้าวัด ไม่จำเป็นต้องเป็นชุดขาวอย่างเดียว ทั้งนี้เพื่อดึงคนรุ่นใหม่ หรือประชาชนทั่วไปที่ไม่ได้ใส่ชุดขาว สามารถ เข้าร่วมกิจกรรมได้อย่างไม่รู้สึกแปลกแตกต่าง

    เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2567 ที่ผ่านมา พระครูภัทรธรรมคุณ, ดร. เจ้าคณะอำเภอพัฒนานิคม จ.ลพบุรี และคณะกรรมการมูลนิธิสังฆะเพื่อสังคม ได้ร่วมแลกเปลี่ยน ในเวทีเสวนา เฉลิมฉลองปีใหม่ Party NO – L ณ โรงแรม เอบีน่า เฮ้าส์ วิภาวดี64 กรุงเทพมหานคร ถึง สถานการณ์ปัญหาสังคมไทยที่เกิดขึ้น ในช่วงเทศกาลปีใหม่ ที่หลายคนต่างมีการเฉลิมฉลอง กินดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์กัน ส่งผลให้เกิดคนเมาสู่ท้องถนน เกิดอุบัติเหตุ หลายราย โดยในพื้นที่ของ อำเภอพัฒนานิคม เป็นอันดับ 2 ของจังหวัดลพบุรี เนื่องจากเป็นอำเภอที่มีแหล่งท่องเที่ยวค่อนข้างเยอะ เช่น เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ และถนนเดินทางสะดวก ในทุก ๆ ปี จะมีการตั้งด่านชุมชน เป็นจุดสกั้น ตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์ เพื่อป้องกันปัญหา เมาแล้วขับ โดย อาตมาได้มีโอกาส ไปเยี่ยมให้กำลังใจด่านชุมชน มีการนำอาหาร กาแฟ เครื่องดื่มไปมอบให้ในทุกปี ได้มองเห็นปัญหา แล้วฉุกคิดว่า เราจะทำอย่างไรจะช่วยลดปัญหานี้ลงได้ โดยได้มองไปที่รอบ ๆ วัดของตนเองในช่วงเทศกาลปีใหม่ มีแต่เสียงดนตรี เลี้ยงฉลอง ดื่มเหล้ากัน ก็เลยจัดสวดมนต์ข้ามปี โดยเมื่อปี 2547 นั้น ใช้คำว่า “สวดมนต์สร้างสุข สามัคคี ทำความดี วิถีพุทธ”

    โดยที่จัดตอนแรก ๆ  ก็มีคนมาเข้าร่วมประมาณ 100 กว่าคน ทำต่อเนื่องมายาวนาน จนสำนักงานพระพุทธศาสนา วัฒนธรรมจังหวัด หรือ แม้กระทั่งหน่วยงานภาคี อย่าง สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ได้เข้ามาช่วยส่งเสริม จนปัจจุบันนั้น ประมาณ 1,200 คน ที่มาสวดมนต์ที่วัด และได้มีการขยายแนวคิดออกไปยังวัดต่าง ๆ ให้จัดกิจกรรมสวดมนต์ข้ามปีด้วย พบว่า ชุมชนบริเวณรอบวัดนั้น ไม่มีการจัดงานเลี้ยงฉลองปีใหม่ กินดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์กัน เหมือนเมื่อก่อน ถือว่าช่วยลดผลกระทบลงได้เยอะมาก

    ด้าน พระมหาบวร ปวรธมฺโม เจ้าอาวาสวัดบุญนารอบ จ.นครศรีธรรมราช เครือข่ายพระสงฆ์นักพัฒนาภาคใต้ กล่าวว่า ในพื้นที่ของภาคใต้เอง ในช่วงวันที่ 31 ธันวาคม ของทุกปี เกือบทุกวัดในภาคใต้เรา ได้มีการกำหนดให้มีการจัดกิจกรรม สวดมนต์ข้ามปี ทั้งในระดับ หมู่บ้าน ตำบล อำเภอ และระดับจังหวัด โดยกิจกรรม หลายวัดเริ่มจัดตั้งแต่ 18.00 น. ก็จะเริ่มมีการทำวัตร สวดมนต์ พลัดเปลี่ยน โดยหลายวัดก็ได้มีการจัดกิจกรรมสนุกสนานร่วมกับญาติโยมที่มาร่วมกิจกรรม ด้วยการจับสลากหางบัตร เพื่อรับของขวัญด้วย จัดกิจกรรมร่วมกันไปจนถึงช่วง 23.00 น. ก็จะมีการสวดเจริญพุทธมนต์ ไปจนถึงช่วง 00.30 น. เริ่มต้นวันใหม่ 1 มกราคม โดยในช่วงเช้าของ วันที่ 1 มกราคม ก็จะมีการทำบุญตักบาตร ข้าวสารอาหารแห้งร่วมกันอีกครั้ง อาตมภาพคิดว่า ในช่วงเวลาของการเปลี่ยนผ่านพุทธศักราชใหม่นั้น ในฐานะของพุทธศาสนิกชน ควรนำคำสอนของพระพุทธศาสนามาสาธยาย ผ่านบทสวดมนต์ ปฏิบัติธรรม ทำความดี ห่างไกลอบายมุข เหล้า บุหรี่ ยาเสพติด การพนัน ของมอมเมาทุกชนิด ปีใหม่ ควรเป็นปีที่ดีกว่าเดิม หากเป็นปีแห่งความสูญเสีย ก็คงเป็นเรื่องที่น่าเสียดาย ฉะนั้นแล้ว เรามาฉลองปีใหม่ด้วยธรรมะ ด้วยปัญญาร่วมกันน่าจะดีกว่า ต้องตระหนักว่า “หยุดกิจกรรมเสี่ยง เลี่ยงที่จะเริ่มต้นปีด้วยการสูญเสีย”

    สำหรับโซนภาคเหนือนั้น พระครูสุมณฑ์ธรรมธาดา เจ้าอาวาสวัดคลองกระจง จ.สุโขทัย กล่าวว่า การสวดมนต์ข้ามปี เราทำทุกปี ซึ่งเราทำมานานจนเป็นต้นแบบให้สำนักงานพระพุทธศาสนานำไปผลักดันเข้าสู่มหาเถรสมาคม มีมติให้ทุกวัดเปิดศาสนสถานในช่วงเทศกาลปีใหม่ เปิดเป็นพื้นที่ทางเลือก ในการจัดกิจกรรมเฉลิมฉลอง จัดเลี้ยงปีใหม่สังสรรค์ ที่เต็มไปด้วยปัจจัยเสี่ยงทางสุขภาพ เปิดพื้นที่สร้างค่านิยมการเฉลิมฉลองปีใหม่ที่ปลอดภัย และเป็นสิริมงคล โดยพระร่วมกับชุมชน ในการร่วมมือกันจัดเตรียมงาน เตรียมสถานที่ให้มีความพร้อมต่อการรองรับญาติโยมที่เดินทางมาร่วมงานในวัด โดยหลายวัดก็ไม่เพียงแต่มีการสวดมนต์เท่านั้น แต่ยังมีการจัดพิธีกรรมต่าง ๆ ร่วมด้วย เช่น การจัดกิจกรรมสะเดาะห์เคราะห์ ต่อชะตาตามความเชื่อ การปิดทองลูกนิมิตร การทำพิธีพุทธาภิเษก ประพรมน้ำพุทธมนต์ การกราบสักการะพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ คู่บ้านคู่เมือง เป็นต้น เพื่อให้เกิดเป็นทางเลือก ของกลุ่มเป้าหมายหลายกลุ่ม เพื่อหวังลดพื้นที่เสี่ยง จากการที่เลี้ยงฉลองกันตามผับบาร์ หรือจับกลุ่มเลี้ยงฉลองเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ที่เป็นแหล่งผลิตคนเมา สู่ท้องถนน ก่อให้เกิดอุบัติเหตุ จนบาดเจ็บ ถึงเสียชีวิตหลายราย

    ในส่วนในพื้นที่ของภาคอีสาน ด้าน พระครูอมรชัยคุณ (หลวงตาแชร์) เจ้าอาวาสวัดอาศรมธรรมทายาท จ.นครราชสีมา ได้กล่าวถึง การดำเนินกิจกรรมสวดมนต์ข้ามปีของวัดในภาคอีสานว่า เป็นกิจกรรมที่ส่งเสริมความสามัคคีกันระหว่างวัดกับชุมชน ต่างช่วยกันจัดสถานที่ไว้รองรับญาติโยมมาสวดมนต์ที่วัด มีการระดมจิตศรัทธา จัดตั้งโรงทาน อาหารเครื่องดื่มไว้ให้กับญาติโยม ที่มาทำกิจกรรมร่วมกัน ตั้งแต่ช่วงเย็นวันที่ 31 ธันวาคม ก่อนที่จะร่วมกันเจริญพระพุทธมนต์ข้ามปี ในระหว่างนั้นก็จะมีการทำวัตร ปฏิบัติธรรม เสวนาบรรยายธรรมเป็นระยะ ๆ โดยส่วนตัวที่วัดอาศรมธรรมทายาท เองจะมีเครือข่ายของโรงเรียนเบาหวานวิทยา ที่ส่งเสริมในเรื่องของสุขภาพ ก็จะมีการแลกเปลี่ยนเสวนากันในประเด็นของเรื่องของสุขภาพ การดูแลตัวเองร่วมด้วย

    ด้าน นายชัยณรงค์ คำแดง รองผู้อำนวยการสำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า กองงานเลขาเครือข่ายพระสงฆ์นักพัฒนา ได้กล่าวว่า ไม่อยากเห็นภาพความสูญเสียในอดีตเคาท์ดาวน์มรณะ”ซานติก้าผับ” ปีแห่งฝันร้ายคืนฉลองปีใหม่ 2552 ไฟไหม้สถานบันเทิงชื่อดังกลางกรุงฯ เสียชีวิต 67 คนบาดเจ็บกว่า 117 คน บทเรียนสำคัญที่ทำให้สังคมไทยได้มีคำว่า “สวดมนต์ข้ามปี” จนกลายมาเป็นวิถีของคนทุกเพศวัย ต้องไปสวดมนต์ข้ามปี สำหรับปีนี้ทุกวัดสำคัญๆ เป็นรู้จักจะสวดมนต์ข้ามปี มีแต่วัดเล็กก็จัด อย่างไรก็ตาม ปีนี้ถือว่าเป็นปีที่สำคัญคนไทยทุกกลุ่มวัยสนใจธรรมะ ที่เรียกว่า “ตื่นธรรมะ” อยากจะเชิญชวนสวดมนต์ข้ามปี ยกระดับดี เข้าใจเนื้อหาบทสวด แล้วนำไปปฏิบัติ เช่น อริยสัจ 4  ทุกข์ สมุทัย นิโรธ และมรรค ซึ่งเป็นธรรมเริ่มต้นแห่งธรรมทั้งปวง หลักปฏิบัติเริ่มต้นของมนุษย์ ที่เป็นเหตุ เป็นปัจจัยซึ่งกันและกัน ที่สุดเป็น “สวดมนต์สร้างปัญญา”

    สำหรับกิจกรรมสวดมนต์ข้ามปี ในช่วงเทศกาลปีใหม่ ในวันที่ 31 ธันวาคม 2567 นี้ มีวัดในเครือข่ายของพระสงฆ์นักพัฒนา สังฆะเพื่อสังคม ที่กระจายอยู่ ทุกภูมิภาค ทั่วประเทศ จัดสวดมนต์ข้ามปี จำนวน 166 วัด คาดมีผู้เข้าร่วมสวดมนต์ ราว 21,079 คน จากสถิติ นอกจากนี้ ยังมีการถ่ายทอดสดกิจกรรม ให้กับประชาชนที่ไม่สามารถออกไปร่วมกิจกรรมที่วัด สามารถร่วมกิจกรรมได้ทุกที่ ผ่าน Facebook จำนวน 17 ช่องทาง

    โดยสามารถเช็ควัดที่มีการจัดสวดมนต์มนต์ข้ามปี และช่องทาง การถ่ายทอดสดได้ที่ มูลนิธิสังฆะเพื่อสังคม

  • “นาคจน งานบวชอนาถา วาทกรรมกดทับการเข้าถึงศาสนาในสังคมไทย”

    “นาคจน งานบวชอนาถา วาทกรรมกดทับการเข้าถึงศาสนาในสังคมไทย”

    “การบวชเป็นพระภิกษุในพุทธศาสนา ถือเป็นการยกระดับชีวิตมาอยู่ในหนทางอันประเสริฐ และสังคมไทยก็ยกระดับเอามาเป็นประเพณีที่มีความสำคัญและมีคุณค่าอย่างยิ่ง ทว่าในปัจจุบัน การบวชที่ไม่ได้จัดในลักษณะที่ยิ่งใหญ่หรือมีความหรูหรา ตามค่านิยมทางสังคมที่บิดเบี้ยวทับซ้อน กันมายาวนานกลับถูกด้อยค่าและมองว่าเป็น “งานบวชอนาถา” หรือ “งานบวชคนจน” วาทกรรมเช่นนี้ไม่เพียงแต่แสดงถึงการกดทับทางสังคม แต่ยังสะท้อนถึงการบิดเบือนคุณค่าอันแท้จริงทางศาสนา”

    การบวชพระในประเทศไทยมีการรับรู้และการตีความหลากหลาย ขึ้นอยู่กับบริบททางสังคมและเศรษฐกิจ ซึ่งสังคมไทย เป็นสังคมที่เรียกได้ว่ามีความหลากหลาย ทั้งทางวัฒนธรรม ความเชื่อ ประเพณี และค่านิยม แต่ละภูมิภาคในประเทศไทย จึงมีรูปแบบการจัดงานบวชที่แตกต่างกันออกไป อย่างไรก็ตาม การจัดงานบวชในปัจจุบันที่มักปรากฎเห็นบนหน้าสื่อ มักมีการเลี้ยงฉลอง อย่างยิ่งใหญ่ จัดงานใหญ่โต มีการจัดเลี้ยงฉลอง เวทีมหรสพเสพงัน กระตุ้นการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เลี้ยงฉลองอย่างเต็มที่เอาใจแขกผู้มาร่วมงาน เพราะกลัวถูกติฉินนินทา ว่าเป็นงานบวชอนาถา เจ้าภาพไม่ใจกว้าง ประหยัด ขี้เหนียว

    อีกความเชื่อว่า การบวชพระแบบยิ่งใหญ่ ซึ่งมักมีการจัดงานใหญ่โต มีแขกผู้มีเกียรติเข้าร่วม และมีการใช้จ่ายเงินจำนวนมาก มักถูกมองว่าเป็นการแสดงสถานะทางสังคมและความมั่งคั่งของครอบครัว ในทางกลับกัน การบวชพระแบบไม่ยิ่งใหญ่ที่มีลักษณะเรียบง่ายและใช้จ่ายน้อยกลับถูกมองว่าเป็น “งานบวชอนาถา” หรือ “งานบวชคนจน”  เป็นตัวอย่างหนึ่งของวาทกรรมกดทับที่พบในสังคมไทย คำเหล่านี้ถูกใช้เพื่อแสดงความดูถูกหรือด้อยค่าต่องานบวชที่จัดอย่างเรียบง่าย และไม่มีการใช้จ่ายมากมาย วาทกรรมเหล่านี้สร้างภาพลักษณ์ที่ไม่เป็นธรรมแก่ผู้ที่เลือกบวชแบบเรียบง่าย อาจเป็นเพราะพวกเขามีฐานะทางการเงินไม่ดีหรือเพราะพวกเขาเลือกที่จะไม่ใช้จ่ายมากมายในการจัดงาน การใช้คำเหล่านี้สะท้อนถึงความไม่เท่าเทียมและการแบ่งแยกทางสังคมในสังคมไทย โดยการเน้นย้ำถึงความสำคัญของการจัดงานบวชที่ยิ่งใหญ่และการใช้จ่ายมากมาย การนี้ไม่เพียงแต่ทำให้ผู้ที่บวชแบบเรียบง่ายรู้สึกด้อยค่า แต่ยังส่งผลให้เกิดความกดดันทางสังคมในการจัดงานบวชในลักษณะที่เกินความสามารถทางการเงินของบางครอบครัว

    ทั้งนี้ ในปัจจุบัน การนำเสนอของสื่อ ที่ได้กล่าวถึงเกี่ยวกับการจัดงานบวชในสังคมไทย ที่มักมีการอวย การจัดงานบวชที่มีการจัดงานอย่างยิ่งใหญ่ โปรยทานด้วยเงินหลายแสนบาท มีมหรสพฉลอง สนุกสนาน แต่ในทางกลับกัน งานบวชที่มีการจัดอย่างเรียบง่าย เดินแห่นาค แบบสงบไร้แขกมาร่วมงาน มีเพียงพ่อแม่ และญาติพี่น้องไม่กี่คน เดินตามหลัก สื่อได้หยิบยกมาเล่าด้วยความเอ็นดู บางสื่อ สื่ออกมาในแนวน่าสงสาร มีการพาดหัวว่า เป็น นาคจน นาคกำพร้าบ้าง งานบวชไร้แขกร่วมงาน ย่องบวชแบบเงียบๆ บ้าง สะท้อนให้เห็นถึงการกดทับคุณค่าในการจัดงานบวช

    พระอธิการแดง ปญฺญาวโร เจ้าอาวาสวัดป่าชัยมงคล จ.กาฬสินธ์ุ ได้กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า เรามา สร้างค่านิยมใหม่ในการบวช อย่าไปมองว่าคนที่บวชแบบเรียบง่าย เป็นงานบวชอนาถา แต่ให้มองกลับกันว่า งานที่จัดพิธีแบบเอิกเกริก สิ้นเปลือง มัวเมาไปด้วยอบายมุข เป็นงานบวชอนาถา น่าสงสารที่ศรัทธาเสื่อมถอยลง ปัญญามีน้อยลง

    พระครูบวรสังฆรัตน์ รองเจ้าคณะอำเภอกันทรารมย์ เจ้าอาวาสวัดจำปา บ้านหัวนา อ.กันทรารมย์ จ.ศรีสะเกษ ได้กล่าวถึงการจัดงานบวชว่า การจะมาบวช ไม่ต้องมีค่าใช้จ่ายฟุ่มเฟือยเลย มาแต่ตัว และความศรัทธาตั้งมั่นในพระพุทธศาสนา ผ้าไตรก็มี บาตรก็มี อัฐบริขาร ครบเครื่อง ให้มาเอาที่วัด ไม่ต้องใช้จ่าย ไม่มีเงิน หรือมีเงินน้อยก็บวชได้

    ด้านนายชัยณรงค์ คำแดง   ผู้ช่วยเลขานุการมูลนิธิสังฆะเพื่อสังคม และผู้จัดการโครงการบวชสร้างสุข ได้กล่าวว่า  สังคมไทย ณ ปัจจุบัน พอพูดถึงงานบวช มักนึกถึง ดนตรี รถแห่ หมอลำ  เสื้อทีมเพื่อนนาคก่อนที่จะนึกว่า พระอุปัชฌาย์ว่างวันไหน หรือตั้งคำถามกับตนเองว่า เราจะบวชทำไม เพื่ออะไร บวชแล้วจะได้อะไร ในเวลานิดเดียวที่เรามีโอกาสได้บวชนี้ ดังนั้น ภาพที่เราเห็นงานบวชจะมีแต่ความสนุกสนาน บางมากเกินเลยอนาจาร หรือรุนแรงถึงขั้นฆ่ากันตาย สร้างความขัดแย้งระหว่างชุมชน เช่น กรณียิงกันในงานแห่นาคเต้นรถแห่งานบวชของวัยรุ่น 2 ชุมชนเมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2567 ยิงถล่มขบวนแห่นาคเจ็บ 5 ราย ณ บ้านห้วยอำเภอขุขันธ์จังหวัดศรีสะเกษ


    สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.),

    โครงการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะงานบวชสร้างสุขด้วยหลักพุทธธรรม,

  • จะบวชลูกทั้งที จัดงานใช้เงินมากกว่า 600,000 บาท ถึงแม้หวังประหยัดยังต้องมีเงินจัดงานมากกว่า 50,000 บาท คนยากจนจะบวชได้อย่างไร

    จะบวชลูกทั้งที จัดงานใช้เงินมากกว่า 600,000 บาท ถึงแม้หวังประหยัดยังต้องมีเงินจัดงานมากกว่า 50,000 บาท คนยากจนจะบวชได้อย่างไร

    เมื่อวันเสาร์ที่ 15 มิ.ย.67 คณะทำงานขับเคลื่อนงานเครือข่ายพระสงฆ์นักพัฒนาสังฆะเพื่อสังคมภาคกลาง ประชุมค้นหารูปแบบโมเดลบวชสร้างสุขภายใต้ ความเชื่อ ค่านิยมของคนภาคกลาง เพื่อขับเคลื่อนบวชสร้างสุข  ณ วัดหนองกระเบียน ต.หนองกระเบียน อ.บ้านหมี่ จ.ลพบุรี นำโดย พระครูวิสารทธรรมาภรณ์ เจ้าอาวาสวัดหนองกระเบียน จ.ลพบุรี พระครูสุนทรวิริยาภิวุฒิ, ดร. นักวิชาการภาค เจ้าอาวาสวัดโคนอน จ.สิงบุรี  พระครูวินัยธรปัญญา จิตฺตปญฺโญ  ผู้ประสานงานงานภาค พร้อมด้วยพุทธอาสาด้านต่างๆ นำโดย รศ.ดร.กาสัก เต๊ะขันหมาก นักวิชาการภาค นางสาวภรธิดา เวียงสงค์ การเงินภาค และพุทธอาสาอีกจำนวนหนึ่งเข้าร่วมแลกเปลี่ยน โดยมีนายชัยณรงค์ คำแดง ผู้ช่วยเลขานุการมูลนิธิสังฆะเพื่อสังคม และผู้จัดการโครงการบวชสร้างสุข อำนวยการในเวที

    ที่สำคัญผู้ร่วมแลกเปลี่ยนครั้งนี้มีทั้ง ทายกวัดที่เป็นปราชญ์ชาวบ้านทำหน้าที่แทบแทนเจ้าอาวาส อดีตผู้อำนวยการโรงเรียน คณะกรรมการวัด สมาชิก อบต. ผู้นำกลุ่มสตรี ผู้ใหญ่บ้านหญิงคนใหม่ ร่วมให้ข้อมูลแลกเปลี่ยนอย่างน่าสนใจอย่างยิ่งกับข้อมูล พบว่า ค่านิยมของชุมชนที่นี่การจัดงานบวชที่ผ่านมามีเลี้ยงแขกโต๊ะจีน รถแห่  เลี้ยงฉลองเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ค่าใช้จ่ายมากกว่า 600,000 บาทตต่องาน ถึงแม้ ท่านพระครูวิสารทธรรมาภรณ์ เจ้าอาวาสวัดหนองกระเบียน และผู้นำชุมชน จะพยายามรณรงค์ เชิญชวนให้ชาวบ้านจัดงานบวชลูกหลานอย่างประหยัดแล้ว ที่ผ่านมาพบว่า

    คณะทำงานขับเคลื่อนเครือข่ายสังฆะเพื่อสังคมภาคกลาง ได้เห็นโมเดลของวัดหนองกระเบียน ในรูปแบบการจัดงานบวชซึ่งเป็นค่านิยมของชุมชนที่มีความเชื่อต่อเนื่องมายาวนาน รูปแบบ “การเอางานบอกบุญ” ช่วยมา 500 คืน 1,000 เป็นวัฏจักร จัดงานต้องบอกบุญแขกจำนวณมากๆ มีมหรสพ รถแห่ โดยยึดเอาค่านิยมเป็นตัวตั้ง ไม่ได้เอาพระธรรมวินัยเป็นที่ยึด  ดังนี้ ได้เห็นร่วมกัน ที่จะต้องมีการขยายผลหนองกระเบียนโมเดล เพื่อให้ชาวพุทธที่จะบวชได้รับประโยชน์สูงสุดตามหลักการทางศาสนาที่รับกุลบุตรเข้ามาบวช เพื่อ “ประโยชน์เกื้อกูลและเพื่อความสุขของชนหมู่มาก”

    เพื่อปรับค่านิยมทางสังคมที่จัดงาน มุ่งตอบโจทย์ทางเศรษฐกิจ ลดค่าใช้จ่าย  มุ่งหน้าตาเจ้าภาพ มุ่งความสนุกสนานเกินไป มุ่งกระตุ้นให้เกิดการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ที่ส่งเสริมให้ทำผิดกฎหมายในวัด และทำให้พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาที่เข้าถึงยาก ภายใต้หลักการใช้หลักธรรมนำโลก “พระแข็งแรง วัดมั่นคง ชุมชนเป็นสุข”

    คณะทำงานเครือข่ายภาคกลาง ต้องดำเนินการ 1)  คัดเลือก กลุ่มวัดแกนหลัก กลุ่มวัดต้นแบบ และกลุ่มวัดเครือข่าย ในพื้นที่ภาคกลาง/ปริมณฑล  แยกให้ชัดเจน  เพื่อที่จะออกแบบการสนับสนุน สนองงานสร้างกระบวนการแลกเปลี่ยน เรียนรู้ ในประเด็นการขับเคลื่อนด้านต่างๆ ได้เหมาะสม และชัดเจนในจังหวะก้าวต่อไป และนำสู่การจัดงานบวชที่ประหยัด เรียบง่าย ยึดพระธรรมวินัย เริ่มจากผู้กล้าที่มีศรัทธา ใกล้วัด ใกล้ธรรม จัดงานต้นแบบ ในพื้นที่ภาคกลาง ให้เห็นเป็นรูปธรรม  ปรับค่านิยม “หยุดทำพระพุทธศาสนา ให้เป็นศาสนาที่เข้าถึงยาก” เพราะถ้าพระพุทธศาสนาเข้าถึงยาก จะจัดงานบวชทีต้องใช้เงินมากมายเหมือนชุมชนวัดหนองกระเบียน เท่ากับร่วมกันทำลายหลักการพระพุทธศาสนา และทำลายพระพุทธศาสนาเสียเองทั้งพระและชาวพุทธ


    สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.),

    โครงการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะงานบวชสร้างสุขด้วยหลักพุทธธรรม,

  • “บวชอุทิศพระศาสนามาตลอดชีวิต ยามชรา เจ็บป่วย ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ ขาดระบบดูแล”

    “บวชอุทิศพระศาสนามาตลอดชีวิต ยามชรา เจ็บป่วย ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ ขาดระบบดูแล”

    รูปที่ 1 “พระนักพัฒนาผู้ไม่เคยหยุดนิ่ง” พระครูวิมลสารวิสุทธิ์  ( พระมหาแก่น  อนงฺคโณ ) เจ้าอาวาสวัดหนองหัวแรด อ.หนองบุญมาก  จ.นครราชสีมา อายุ 78 ปี พรรษา 57 พระนักพัฒนาที่มีผลการขับเคลื่อนงานมากมายในจังหวัดนครราชสีมา ในนามเครือข่ายสังฆะพัฒนาโคราช ท่านเป็นพระผู้ที่อุทิศเวลาส่วนใหญ่ให้กับการชี้ทางบรรเทาทุกข์ให้กับชาวบ้าน พาชาวบ้านดำเนินกิจกรรมมากมาย เช่น ผลิตปุ๋ยหมักชีวภาพ น้ำหมักชีวภาพ แจกจ่ายให้ชาวบ้านได้ใช้ในครัวเรือน ในไร่ นา ด้วยชาวบ้านส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรมเป็นหลัก  ท่านได้สร้างโรงผลิตน้ำดื่ม จำหน่ายให้ชาวบ้านในราคาถูก จัดให้มีรถรับสงฆ์ผู้ป่วย หรือรถให้ชาวบ้านได้ใช้ยามจำเป็น พัฒนาวัดเป็นวัดตัวอย่าง วัดปลอดเหล้า บุหรี่ การพนัน ฯลฯ เป็นต้น แต่ในระยะที่ผ่านมาท่านได้ล่มป่วยด้วยโรค เส้นเลือดในสมองตีบ ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ พูดไม่ได้ ตกอยู่ในความยากลำบาก มีเพียงปัจจัยส่วนตัว และญาติโยมที่คอยให้การดูแล ถวายข้าว น้ำ ตามอัตภาพ

    รูป 2 “เทวดาของเด็กยากไร้  ช่วยเด็กกำพร้า ไร้ที่พึ่ง พ่อแม่ติดคุก…สู่อนาคตใหม่” พระครูศีลวราภรณ์ (เฉลิม ฐิติสีโล) เจ้าอาวาสวัดโนมเมือง อ.ขามสะแกแสง จ.นครราชสีมา อายุ 76 ปี พรรษา 55 เครือข่ายพระสังฆะพัฒนาโคราช ท่านได้พัฒนาวัดโนนเมืองให้เป็นเขตปลอดอบายมุขถาวร ปราศจากการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ สูบบุหรี่ และเล่นการพนันภายในวัด เป็นที่รับรู้โดยทั่วกันของคนในชุมชนรอบบริเวณวัด และภายนอก 

    ท่านได้จัดทำโครงการคุณพระช่วย คือ โครงการพระช่วยแนะนำข้อปฏิบัติ ทำห้องสุขา ให้ทุนการศึกษา โครงการส่งเสริมไร่นาสวนผสม โครงการจัดกิจกรรมให้ความรู้ชาวบ้านในด้านต่างๆ เช่น การออมทรัพย์ และโครงการปลูกป่า โครงการให้ความรู้ป้องกันเอดส์ และโครงการอนุรักษ์โค กระบือ เป็นประธานผู้จัดการโครงการ FIZ 6 จังหวัด ภาคอีสานล่าง งบประมาณ(ธนาคารออมสิน)ประมาณ 640 ล้าน และได้จัดตั้งโรงเรียนมัธยมพุทธเกษตรเพื่อช่วยเหลือเด็กที่มีปัญหาที่ขาดโอกาสทางการศึกษา 5 ประเภท ได้แก่ กำพร้า พ่อแม่หย่าร้าง ยากจน เกเรหลงผิด และพ่อแม่ติดคุก เด็กที่ส่งจบไป จากโรงเรียนที่ผ่านมามากกว่า 7,400 คน โดยงบประมาณที่ใช้ไปมากกว่า 209 ล้าน  ปัจจุบันท่านป่วยด้วยโรคเบาหวาน และประสบอุบัติเหตุล้มศรีษะกระแทกพื้น ทำให้สายตาพร่ามัว มองอะไรไม่ชัด เดินไม่สะดวก อยู่เพียงลำพัง ยังพอช่วยตัวเองได้ ในยามกลางคืนก็ไม่มีโยมอุปัฏฐาก มีแค่ลูกศิษย์ที่ไปขอมาเลี้ยง อยู่ชั้น ป. 4 และป.6 ค่อยอุปัฏฐากดูแล จะมีสาธารณสุขแวะเวียนมาถามไถ่อาการบ้างเป็นครั้งคราวเท่านั้น

    โดยในการครั้งนี้ พระครูอมรชัยคุณ  ได้ถวายปัจจัยเพื่อให้เป็นสวัสดิการดูแลกันในยามเจ็บป่วย ชราภาพ ติดเตียง จากกองบุญสวัสดิการสังฆะเพื่อสังคม ที่เป็นกองบุญของพระสงฆ์นักพัฒนาที่มีการระดมทุนร่วมกันทั้ง 9 ภาค และปัจจัยสมทบรายปีจากสมาชิก นำถวายทั้ง 2 รูปโดยถวายรูปละ 3,000 บาท ในทุกเดือนหลังจากนี้ เป็นเวลาตลอดไปจนกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น และได้สะท้อนถึงปรากฏการที่ได้พบเห็นถึงระบบ การดูแลพระสงฆ์ที่มีคุณูปการต่อพระพุทธศาสนา และสังคมมากมายขนาดนี้ เวลาแก่เฒ่า ป่วย ติดเตียง ระบบที่มีอยู่ก็ยังไม่เอื้อต่อการดูแลสุขภาพพระสงฆ์ในระยะยาว   

    นี่เป็นเพียงข้อมูลสะท้อนชีวิตพระสงฆ์ 2 รูป ที่จริงมีอีกมากมายทั้งในอดีตที่ผ่านมา และที่เป็นอยู่ปัจจุบัน  ที่อุทิศตนบวชในพระพุทธศาสนามาตลอดชีวิตท้ายสุดยามชราภาพเจ็บองค์กรสงฆ์ขาดการจัดระบบ สวัสดิการ ดูแลพระสงฆ์ระยะปลาย และป่วยระยะท้ายของพระสงฆ์อย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพ ทั้งที่พระสงฆ์/พระพุทธศาสนาสอนให้คนทั้งโลก ให้มีความเมตตา กรุณา ต่อกัน และวางระบบดูแลกันได้ แต่ในองค์กรสงฆ์เองขาดการเอาใจใส่การดูแลกันยามชราภาพ เจ็บป่วย และการจัดวางระบบดูแลอย่างมีประสิทธิภาพสอดคล้องกับบริบทพระสงฆ์ ทั้งที่พระธรรมวินัยวางไว้ชัดเจนว่า “พระสงฆ์ต้องไม่ทิ้งกันยามเจ็บป่วย จนกว่าจะตายจากกัน” ถึงแม้ว่า ขณะนี้ได้มีนโยบาย สร้างกุฏิชีวาภิบาล สำหรับดูพระภิกษุอาพาธ แต่รูปธรรมยังไม่ชัดเจน

    เครือข่ายพระสงฆ์นักพัฒนาสังฆะเพื่อสังคม และเครือข่ายเจ้าคณะจังหวัด ได้ขยายแนวคิด และผลักดัน “การจัดตั้งกองบุญพระภิกษุอาพาธระดับจังหวัด” เพื่อเป็นสวัสดิการดูแลพระยาม  เจ็บป่วย เกิดอุบัติเหตุ ป่วยติดเตียง และมรณภาพ โดยมีพระเดชพระคุณพระราชธรรมเมธี เจ้าคณะจังหวัดจันทบุรี เป็นประธาน ขณะนี้ได้สร้างกระบวนการเรียนรู้ และเห็นประโยชย์ร่วมสามารถจัดตั้งได้แล้วจำนวน  10   จังหวัด  ประกอบด้วย จังหวัดจันทบุรี ระยอง ลพบุรี  ศรีสะเกษ  เพชรบูรณ์  ตราด  ชลบุรี  สุโขทัย  กำแพงเพชร  สตูล   จังหวัดเหล่านี้จ่ายสวัสดิการต่อปีมากกว่า 2 ล้านบาท

    จังหวัดที่มีความตั้งใจจะจัดตั้งอยู่ระหว่างกระบวนการเรียนรู้ประกอบด้วย  1) จังหวัดสระแก้ว  2) จังหวัดน่าน 3) จังหวัดชัยภูมิ  4) จังหวัดกาฬสินธุ์  5) จังหวัดชุมพร 6) จังหวัดพัทลุง  7) จังหวัดสุรินทร์  8) จังหวัดสงขลา  9) จังหวัดพิษณุโลก 10) จังหวัดอุตรดิตถ์ 11) จังหวัดตรัง  และ12) จังหวัดกระบี่

    ทางเลือกใหม่ของคณะสงฆ์ไทยที่จะนำไปสู่ความยั่งยืน “การจัดตั้งกองทุน/กองบุญดูแลสุขภาพพระสงฆ์” ด้วยระบบจัดการรูปแบบใหม่สอดคล้องยุคสมัย มีส่วนร่วมของพระสงฆ์ภายในจังหวัดทุกรูป