Category: เครือข่ายพระสงฆ์

  • จัดงานบวชสร้างสุขเพียง 2 ปีครึ่ง ชาวพุทธประหยัดค่าใช้จ่ายได้มากกว่า 100 ล้าน

    จัดงานบวชสร้างสุขเพียง 2 ปีครึ่ง ชาวพุทธประหยัดค่าใช้จ่ายได้มากกว่า 100 ล้าน

    เครือข่ายพระสงฆ์นักพัฒนา ให้สติชาวพุทธหยุดทำลายศาสนา จัดงานบวชใช้เงินตั้งหลายแสน แถมเป็นหนี้ระยะยาว นั่นไม่ใช่พิธีปฏิบัติตามพระธรรมวินัย  ควรจัดงาน “บวชสร้างสุข ยึดพระธรรมวินัย ประหยัด เรียบง่าย”

    เมื่อวันที่ 20-21  มีนาคม 2567 เครือข่ายพระสงฆ์นักพัฒนาสังฆะเพื่อสังคมผู้แทน 9 ภาค ได้สัมมนาถอดบทเรียนการขับเคลื่อนงานบวชสร้างสุข  ณ วัดห้วยยอด อำเภอห้วยยอด จังหวัดตรัง และวัดลานแซะ อำเภอนาขยาด จังหวัดพัทลุง โดยได้มีการทบทวน ผลการดำเนินงานของแต่ละภาค และสะท้อนข้อมูลหลักการบวชในพระพุทธศาสนา, ผลการสำรวจสถานการณ์การจัดงานบวชของสังคมไทย, และการสังเคราะห์ลักษณะการจัดงานบวชของสังคมไทยในปัจจุบัน โดยสรุป ดังนี้

    1) หลักการบวชในพระพุทธศาสนา : เพื่อประโยชน์เกื้อกูล (พหุชนหิตาย) เพื่อความสุขของคนจำนวนมาก (พหุชนสุขาย) และที่สุดเพื่อเกื้อการุณย์แก่โลก (โลกานุกมฺปาย) สำหรับผู้ที่เข้ามาบวชในพระพุทธศาสนา วัตถุประสงค์สำคัญ คือ เพื่อศึกษาหลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า และเพื่อทดแทนคุณผู้มีพระคุณ เช่น พ่อแม่ ครูบาอาจารย์ เป็นต้น

    2) ผลการสำรวจความคิดเห็นของคนไทยตัวแทน 9 ภาค 9 จังหวัด ต่อคำถามที่ว่า ท่านเห็นด้วยหรือไม่ในการส่งเสริมให้การจัดงานบวชที่จะช่วยลดผลกระทบปัญหา ประหยัดค่าใช้จ่าย เรียบง่าย ยึดพระธรรมวินัย เน้นให้เป็นไปตามการบรรลุวัตถุประสงค์ของการบวช   ส่วนใหญ่สังคมต้องการจัดงานบวชแบบ ยึดธรรมวินัย ประหยัดค่าใช้จ่าย เรียบง่าย ลดปัญหาการทะเลาะวิวาท ความรุนแรง เน้นตามวัตถุประสงค์ของการบวชอย่างแท้จริง ซึ่งเห็นด้วยกว่า 95 เปอร์เซ็นต์ขึ้นไป

    3) ลักษณะการจัดงานบวชของสังคมไทยในปัจจุบัน

    3.1) มุ่งตอบโจทย์ทางเศรษฐกิจ นับจำนวนโต๊ะจีน เชิญแขกจำนวนมาก หวังเอาเงินซองคืน หน้าตาของเจ้าภาพ ต้องใช้จ่ายเงินเป็นจำนวนมาก ข้อมูลพบว่า การจัดงานบวชที่ผ่านมาต้องใช้เงินจำนวนมากงานขนาดเล็ก 50,000 บาท ถึง 200,000 บาท ขนาดกลาง   200,000 ถึง 500,000 บาท ขนาดใหญ่ 500,000 ถึง มากว่า 1,000,000 บาท     บางคนต้องกู้ยืมเงินมาจัดงานหวังได้เงินซองแล้วใช้คืนสุดท้ายได้เงินไม่พอต้องเป็นหนี้ระยะยาว

    3.2) การจัดงานบวชปัจจุบัน  เป็นการสร้างความแตกแยก รุนแรง ระหว่างชุมชน จากข้อมูลสำรวจสถานการณ์ความรุนแรงในงานบวชปี 2559 ถึง 2563 พบว่าความรุนแรงในงานบวชที่เป็นข่าวทางสื่อโซเซียล พบเหตุทะเลาะวิวาท 50 งานเกิดเหตุฆ่ากันตายถึง 30 ศพ  บาดเจ็บมากกว่า 80 ราย

    3.3) นอกจากนี้การจัดงานบวชในปัจจุบันเป็นการกระตุ้นให้เกิดการดื่มทั้งนักดื่มหน้าเก่า ใหม่ และเน้นความสนุกสนามมากเกินไปกว่าคุณค่า สาระสำคัญของการบวช ดังนั้น ทำให้เห็นวัยรุ่นดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และเต้นท่าต่างๆ ทั้งนอกและดื่มในวัดซึ่งผิดกฎหมายด้วย

    3.4) ค่านิยมทางสังคมในการจัดงานดังกล่าวเท่ากับการทำลายหลักการทางศาสนา และปิดกั้นการเข้าถึงศาสนา เนื่องจากผู้ที่จะบวชต้องมีความพร้อม ฐานะทางการเงิน ถ้าไม่มีต้องยืมสุดท้ายก็เป็นหนี้  ในขณะเดียวกันจากข้อมูลสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติระยะเวลา 8 ปีที่ผ่านมาสถิติประชากรสงฆ์ลดลงเฉลี่ยปีละ 10,000 รูป เป็นต้น

    ผลที่เครือข่ายพระสงฆ์นักพัฒนาสังฆะเพื่อสังคม 9  ภาค ได้ร่วมผลักดันร่วมกับหน่วยงานอื่นๆ และเชิญชวนเจ้าภาพที่มีความหนักแน่นศรัทธาเข้าใจในพระธรรมวินัย ระหว่างปี 2564-2566 (ก.ย.64-พ.ค.66) จัดงานบวชสร้างสุข ยึดพระธรรมวินัย ประหยัด เรียบง่าย ในลักษณะมาจัดงานที่วัด เพื่อหลีกเลี่ยงค่านิยมทางสังคม บางคนก็จัดงานที่บ้านโดยตรง  ในระดับพื้นที่มากกว่า 514 งาน และมีนาคที่ผ่านกระบวนการบวชพระสร้างสุข มากกว่า 825 คน/พระ สามารถประหยัดค่าใช้จ่ายในการจัดงานเฉลี่ยขั้นต่ำเทียบกับงานขนาดเล็กรายบุคคลเท่ากับ  825 รูป  x 100,000 บาท = 82,500,000 บาท (แปดสิบสองล้านห้าแสนบาท) และระหว่างเดือน กันยายน 2566 ถึง มีนาคม 2567 มีบวชสร้างสุข จำนวน 235 รูป สามารประหยัดค่าใช้จ่ายในการจัดงาน 235 รูป x 100,000 บาท = 23,500,000 บาท รวมระยะเวลา ระหว่างปี 2564 ถึง เดือน มีนาคม 2567 เครือข่ายพระสงฆ์นักพัฒนาสังฆะเพื่อสังคม

    ได้ช่วยให้ชาวพุทธประหยัดค่าใช้จ่ายในการจัดงานบวชพระ 1,060 รูป/งาน x 100,000 บาท = 106,000,000 บาท (หนึ่งร้อยหกล้านบาท)  สามารถประหยัดค่าเหล้าเบียร์ได้ 1,060 รูป/งาน x 20,000  บาท = 21,200,000 บาท (ยี่สิบเอ็ดล้านสองแสนบาท)  ระยะเวลาเพียงแค่ 2 ปีครึ่ง

    พระครูสุวรรณโพธิวรธรรม (มนัส อิ่มรัตน์) ประธานมูลนิธิสังฆะเพื่อสังคม เจ้าอาวาสวัดโพธิ์ทอง ผู้ก่อตั้งกลุ่มสัจจะสะสมทรัพย์จังหวัดจันทบุรี กล่าวว่า การบวชต้องนึกถึงหลักการทางศาสนา และวัตถุประสงค์ของการบวช สังคมได้สร้างค่านิยมที่ออกนอกกรอบพระธรรมวินัย การบวชเพื่อประโยชน์เกื้อกูลและความสุข แต่กลายเป็นความวุ้นวาย เป็นหนี้สินในการจัดงาน ทางที่ดีควรจัดงานบวชแบบเรียบง่าย ประหยัด ส่วนงบประมาณที่จะจัดงานเป็นหมื่นเป็นแสนควรตั้งวัตถุประสงค์ใหม่  ถ้าลูกจะบวชแล้วสึกควรตั้งไว้เป็นกองทุนตั้งต้นการดำเนินชีวิตของลูกดีกว่า อย่างน้อยเงิน 4-5 แสนก็สามารถชื้อบ้านได้เป็นหลัง

    พระครูภัทรธรรมคุณ ประธานเครือข่ายพระสงฆ์นักพัฒนาสังฆะเพื่อสังคมภาคกลาง  เจ้าคณะอำเภอพัฒนานิคม จ.ลพบุรี กล่าวว่า การขับเคลื่อนงานบวชสร้างสุขภาคกลาง มีความก้าวหน้าในเรื่องกระแสตอบรับเป็นอย่างดีซึ่งต้องยอมรับว่าจากข้อมูลผลสำรวจ  90 กว่าเปอร์เซ็นต์ที่โยมต้องการจัดงานบวชแบบเรียบง่าย ยึดพระธรรมวินัย และวัตถุประสงค์ของการบวชเป็นหลัก แต่ก็ต้องสู้กับค่านิยมทางสังคมที่มันฝั่งรากลึกมาต่อเนื่องซึ่งสังคมเองก็ยังไม่รู้ตัว เช่น จัดงานบวช เพื่อหน้าตา ฐานะ เจ้าภาพ เพื่อเอาคืนจากที่ตนเองได้เคยช่วยคนอื่นก่อนนั้น โดยไม่ได้เอาหลักพระธรรมวินัยเป็นตัวตั้ง และประเด็นสำคัญของภาคกลาง คือ ขาดเครือข่ายพระสงฆ์ที่มากพอในการทำให้เป็นกระแส อย่างไรก็ตาม ยังมีความเป็นในการจะทำให้โครงการงานบวชสร้างสุขสำเร็จได้ ยังยืนยันว่า ต้องทำ

    1.ค่อยเป็นค่อยไป 

    2. หาแนวร่วมในการขับเคลื่อน สร้างภาพ และการสื่อสารในวางกว้างให้เป็นกระแส 3.หาผู้มีส่วนร่วม เช่น พระสงฆ์ นายอำเภอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน

    4. ระยะยาวทำให้เป็นรูปแบบประเพณียึดถือปฏิบัติ และ

    5. มีป้ายคอยเตือนงานบวชสร้างสุข เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับเจ้าภาพ

    พระครูสมุห์วิเชียร  คุณธัมโม ประธานเครือข่ายพระสงฆ์นักพัฒนาภาคเหนือบน “การขับเคลื่อนงานบวชสร้างสุขภาคเหนือล้านนา เราเริ่มจากการพัฒนากลไกและกระบวนการดูแลเอาใจใส่ผู้ที่จะเข้ามาบวชทั้งก่อน  ระหว่างที่ยังบวชอยู่ และหลังบวชให้ครบวงจร คู่ขนานกันไป เพื่อให้เป็นพุทธศาสนิกชนที่ดีในทุกสภาวะ ให้มีคุณภาพช่วยจรรโลงพระพุทธศาสนาสืบไป โดยมีเป้าหมาย คือ “บวชอย่างมีสุขภาวะ อยู่เป็นสมณะอย่างทรงคุณค่า แม้ลาสิกขาก็ยังมีศรัทธาที่ตั้งมั่น”

    “อย่าให้ลูกหลานเรา ทั้งเมาทั้งบวช”

    พระครูโพธิวีรคุณ เจ้าคณะอำเภอปทุมรัตต์ จ.ร้อยเอ็ด ผู้ประสานเครือข่ายภาคอีสานบน  “การสร้างเครือข่ายงานบวชสร้างสุข” หมายถึง การรวมกลุ่มของพุทธศาสนิกชน, พระสงฆ์, และผู้ที่มีจิตศรัทธาที่ต้องการส่งเสริมและรักษาความเรียบง่ายและความสงบของพิธีการบวช โดยมีเป้าหมายให้งานบวชเป็นไปในแบบที่เน้นคุณค่าทางจิตวิญญาณและการสืบทอดพระพุทธศาสนามากกว่าการเน้นความบันเทิงหรือการใช้จ่ายอย่างฟุ่มเฟือย “อย่าให้ลูกหลานเรา ทั้งเมาทั้งบวช” แสดงถึงความต้องการที่จะหลีกเลี่ยงการใช้เครื่องดื่มแอลกอฮอล์และการจัดงานที่อาจนำไปสู่ความรุนแรงหรือปัญหาสังคมอื่นๆ

    “งานบวชสร้างสุข ปลอดอบายมุข เป็นสุขตลอดชีวิต” คือ การส่งเสริมให้งานบวชเป็นพิธีที่มีความหมาย, สร้างความสุขและสันติภาพในชีวิต, และปลอดจากสิ่งที่เป็นอบายมุขหรือสิ่งไม่ดีการสร้างเครือข่ายและการขยายผลในลักษณะนี้จะช่วยให้งานบวชเป็นไปในแนวทางที่สร้างสรรค์และมีคุณค่าทางจิตวิญญาณ พร้อมทั้งส่งเสริมให้สังคมไทยมีความเข้มแข็งและยั่งยืน

    พระสันต์ทัศน์ สินสมบัติ ดร.นักวิชาการเครือข่ายพระสงฆ์นักพัฒนาสังฆะเพื่อสังคมภาคเหนือตอนล่าง  กล่าวว่า ตลอดระยะเวลา 2-3 เดือนที่ผ่านมากระผมได้ลงพื้นที่จัดเวทีรับฟังความคิดเห็นสถานการณ์จัดงานบวชในพื้นที่วัดที่เข้าร่วมโครงการทั้ง 8 จังหวัด พบว่าความเชื่อของชุมชนในมิติที่ว่า หมดเงินเยอะก็ไม่เป็นไรขอให้ได้พระ 1 รูปได้เห็นชายผ้าเหลืองของลูก ค่าเหล้าเบียร์แทบจะครึ่งหนึ่งของค่าใช้จ่ายตลอดงาน และมีความเชื่อว่าต้องมีมหรสพ ดนตรีมาฉลองถึงจะรู้สึกว่าเป็นงานบวช ส่วนคนที่มีเงินไม่เยอะก็ต้องยืมเซ็นร้านเหล้าไว้ก่อนเสร็จงานแล้วค่อยจ่าย กรณีงานบวชหนึ่งมีเงินอยู่ 1 แสนบาทแต่ส่วนที่จะใช้ทั้งงานประมาณ 4 แสนบาทเมื่อเสร็จงานแล้วแกะซองได้เงิน 1 แสนรวมเป็น 2 แสนที่เหลือเป็นหนี้ 2 แสนสึกมาหลายปีแล้วยังใช้หนี้ไม่หมด เป็นเรื่องที่หดหู่มาก  ดังนั้น ภาคเหนือล่างจึงเสนอทางเลือกว่า จัดงานบวชอาหารบุฟเฟต์ ดนตรีท้องถิ่น แห่นาครำไทย หรือรำแบบท้องถิ่น โดยยึดพระธรรมวินัยเป็นหลัก

    พระมหาบวร ปวรธมฺโม   เลขาเจ้าคณะจังหวัดนครศรีธรรมราช เจ้าอาวาสวัดบุญนารอบ ผู้ประสานเครือข่ายพระสงฆ์ภาคใต้ตอนบน กล่าวว่า เครือข่ายพระสงฆ์นักพัฒนา ต้องทำงานบวชสร้างสุขอย่างเข้มข้น เพราะพระเราต้องเป็นผู้นำญาติโยมในทางที่ถูกต้อง สามารถบอกโยมได้ว่าอันไหนถูกอันไหนผิด ต้องยืนยันให้โยมได้ ให้เป็น“งานบวชวิถีใหม่ เรียบง่าย เหมาะสม ประหยัดสุด ประโยชน์สูง ปลอดภัยจากอุบัติเหตุต่างๆ” พิธีกรรม หรือประเพณีทางศาสนาต้องไม่สร้างความเดือดร้อน ซ้ำเติมชีวิตโยม   ต้องเป็นบวชสร้างสุขให้ได้

    พระอธิการโสภณ ปิยธมฺโม,ดร. เจ้าอาวาสวัดโพนขวาว จังหวัดอำนาจเจริญ ประธานโครงการบวชสร้างสุขภาคอีสานตอนล่าง “ปัจจุบันชุมชน สังคม มีการเปลี่ยนแปลงไปมาก แม้แต่การจัดงานบวชกุลบุตรในพระพุทธศาสนาก็มีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมมาก การจัดงานบวชในแต่ละครั้งต้องใช้เงินในการจัดงานบวชค้อนข้างสูงบางงานบางเจ้าภาพเสียค่าใช้จ่ายในการจัดงานบวชเป็นเงินหลายแสนบาท โครงการบวชสร้างสุข ที่มูลนิธิสังฆะเพื่อสังคม (สฆส.) ร่วมกับภาคีเครือข่ายพระสงฆ์นักพัฒนาทั่วประเทศ ได้ร่วมกันขับเคลื่อนนับได้ว่าเป็นโครงการที่ดี   มีประโยชน์ทำให้ชุมชนเกิดสุขภาวะที่ดี ทำให้เจ้าภาพงานบวชมีความรู้ความเข้าใจในการจัดงานบวชแบบประหยัดเรียบง่าย ลดค่าใช้จ่าย และถูกต้องตามพระธรรมวินัย มาร่วมกันขับเคลื่อนงานบวชสร้างสุขให้ครอบคลุมทั่วประเทศ เพื่อสุขภาวะที่ดีของชุมชน และสังคม  สืบไป”

    ด้านพระครูอุดมสุวรรณสถิต เจ้าคณะอำเภอเขาชัยสน เจ้าอาวาสวัดสุวรรณประดิษฐาราม จังหวัดพัทลุง กล่าวว่า  การบวชสร้างสุขคือการบวชเเบบประหยัด และไม่วุ่นวาย ไม่มีอบายมุขมาเกี่ยวข้องนั้นเองง่ายๆ และพระสงฆ์ต้องให้ความสำคัญว่า งานของพระสงฆ์ คือความมั่นคงของพระศาสนา หลักการที่ “ระเบียบ ประหยัด ปฏิบัติ  ขจัดภัย รักธรรมและวินัย ใส่ใจบวชสร้างสุขเป็นหลัก”  ผมได้มอบถวายป้ายให้พระในเขตอำเภอเขาชัยสนติดประกา

    ก่อนสงกรานต์ประจำปี 2567 นี้ คาดว่า จะมีการจัดงานบวชเป็นจำนวนมาก เครือข่ายพระสงฆ์นักพัฒนาสังฆะเพื่อสังคมที่เข้าร่วมโครงการบวชสร้างสุขมากกว่า 140 วัดส่งเสริมบวชสร้างสุขทั่วประเทศ มูลนิธิสังฆะเพื่อสังคม และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ขอเชิญชวนชาวพุทธจัดงานบวชแบบ “บวชสร้างสุข ยึดพระธรรมวินัย ประหยัด เรียบง่าย”  ดังนี้

    1.บวชสร้างสุข คือ การจัดงานแบบเรียบง่าย ไม่จัดใหญ่  ไม่มีหรสพ ไม่มีรถแห่ หรือถ้าจำเป็นต้องมีขบวนแห่ก็เป็นดนตรีพื้นบ้าน ไม่มีกระบวนการส่งเสริม/กระตุ้นให้เกิดการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่เป็นความเสี่ยง  

    2.เริ่มต้นเจากผู้ที่มีศรัทธาหนักแน่นในพระพุทธศาสนา จัดงาน “บวชสร้างสุข” เพื่อเป็นต้นแบบแก่ลูกหลานชาวพุทธสืบไป

    3.พระสงฆ์ ควรสร้างความมั่นใจให้ญาติโยมด้วยความเมตตา ประโยชน์สูงสุดคือผู้บวชและเจ้าภาพ ให้ได้รับอานิสงส์การบวชอย่างเต็มที่  ได้บุญเต็ม 100 ด้วยการเทศนา เชิญชวน ชี้ประโยชน์ ยกย่องเจ้าภาพ มีกติกาวัด อาจเกื้อกูลให้บริขารที่มีเยอะอยู่แล้วในวัด เช่น บาตร จีวร เป็นต้น 

    4.การจัดงานบวชสร้างสุข เป็นการไม่ซ้ำเติมความทุกข์ให้ชาวพุทธ ไม่ปิดกั้นการเข้าถึงศาสนา เชิญชวนมีความพร้อมเมื่อไหร่ก็สามารถเข้าไปขอบวชได้  เท่ากับเป็นการรักษาพระพุทธศาสนาให้มีความมั่นคงสืบไป


    เครือข่ายพระสงฆ์นักพัฒนาสังฆะเพื่อสังคม

    ชัยณรงค์ คำแดง

    ดิษณุลักษณ์ ไพฑูรย์

  • เครือข่ายพระสงฆ์นักพัฒนา 9 ภาค ร่วมขับเคลื่อนงานพัฒนาและระดมทุนกองบุญ โครงการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะงานบวชสร้างสุข

    เครือข่ายพระสงฆ์นักพัฒนา 9 ภาค ร่วมขับเคลื่อนงานพัฒนาและระดมทุนกองบุญ โครงการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะงานบวชสร้างสุข

    โครงการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะงานบวชสร้างสุขสู่สุขภาวะของชุมชน และสังคมด้วยหลักพุทธธรรม มูลนิธิสังฆะเพื่อสังคม เครือข่ายพระสงฆ์นักพัฒนาสังฆะเพื่อสังคม 9 ภาค ร่วมกับ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จัดเวทีแลกเปลี่ยนเครือข่ายพระสงฆ์นักพัฒนา 9 ภาค ยกระดับการขยายเครือข่ายและระดมทุนกองบุญประจำปี 2566 ณ วัดห้วยยอด จังหวัดตรัง และวัดลานแซะ จังหวัดพัทลุง ระหว่างวันที่ 19 – 21 มีนาคม 2567

    มีวัตถุประสงค์ เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้บทเรียน และผลงานของเครือข่ายพระสงฆ์นักพัฒนา 9 ภาค สู่การพัฒนา และขยายเครือข่ายพระสงฆ์นักพัฒนาให้ครอบคลุมทุกจังหวัด ระดมทุนสนับสนุนกองบุญ สวัสดิการสังฆะเพื่อสังคม

    กิจกรรมในครั้งนี้ ประกอบไปด้วย นิทรรศการผลงานของวัดห้วยยอด เช่น สังฆะศาลา ศูนย์พักฟื้นสงฆ์อาพาธ ชุมชนกรุณาห้วยยอดโมเดล เวทีเสวนาแลกเปลี่ยนประเด็นต่างๆ เช่น การจัดการตนเองของพระสงฆ์ กองบุญ วัดปลอดบุหรี่ และบวชสร้างสุข ระดมทุนกองบุญสวัสดิการสังฆะเพื่อสังคม

    เวทีถอดบทเรียนและแลกเปลี่ยนแนวทางการพัฒนาจากเครือข่ายพระสงฆ์นักพัฒนา เกิดการขยายเครือข่ายพระสงฆ์นักพัฒนา ได้รับเงินทุนสนับสนุนกองบุญสวัสดิการสังฆะเพื่อสังคม โดยประเด็นสำคัญ คือ เน้นการบวชแบบสร้างสุข ประหยัด เรียบง่าย ยึดหลักพระธรรมวินัย พัฒนาศักยภาพของพระสงฆ์ให้เป็นผู้นำด้านสุขภาวะของชุมชนและสังคม สนับสนุนกองทุน/บุญระดับจังหวัด และระดับประเทศ ซึ่งมีผู้เข้าร่วมประกอบด้วย พระสงฆ์นักพัฒนาจาก 9 ภาค หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน โดยคาดหวังให้เกิดการขยายเครือข่ายพระสงฆ์นักพัฒนา พัฒนางานด้านสุขภาวะของชุมชนและสังคม ส่งเสริมการบวชแบบสร้างสุข

    พระครูสมุห์กฎษดา ขนฺติกโร เจ้าอาวาสวัดห้วยยอด กล่าวว่า ที่วัดห้วยยอดเองก็ทำเรื่องการดูแลสุขภาพของพระสงฆ์อยู่แล้ว และการดูแลสุขภาพของญาติโยม จึงเล็งเห็นว่าโครงการงานบวชสร้างสุข จะส่งผลดีต่อคนในพื้นที่ จึงนำโครงการเหล่านี้เข้ามาพัฒนาต่อ เพื่อให้คนในชุมชนหันมาดูแลสุขภาพมากขึ้น ซึ่งโครงการที่ได้ดำเนินการภายในวัดห้วยยอดมี โครงการบวชสร้างสุข สามเณรสร้างสุข ชุมชนกรุณา สังฆะศาลา และศูนย์พักฟื้นสงฆ์อาพาธ ซึ่งได้รับการตอบรับจากชุมชนเป็นอย่างดี

    คุณชัยณรงค์ คำแดง ผู้ช่วยผู้จัดการสำนักงานเครือขายองค์กรงดเหล้า (สคล.) กล่าวว่า โครงการงานบวชสร้างสุข ส่งเสริมให้ชาวพุทธจัดงานบวชแบบเรียบง่าย ประหยัด ถูกต้องตามพระธรรมวินัย ลดการทะเลาะวิวาท โดยเริ่มจัดทำเป็นโมเดลทั่วประเทศตั้งแต่ปี 2562 จนถึง 2564 มีการสำรวจข้อมูลตั้งแต่ปี 2559 ถึง 2561 จากเฟส 1 เฟส 2 ซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี และมีผู้ที่เข้าร่วมโครงการ 514 งาน จนเริ่มขยายโครงการ จาก 2564 ไปจนถึง 2568 เพื่อส่งต่อแนวคิด ให้ชาวพุทธได้จัดงานบวชแบบสร้างสุข ประหยัด เรียบง่าย ลดการเกิดเหตุทะเลาะวิวาท ถูกต้องตามพระธรรมวินัย รวมถึงการขยายเครือข่ายให้มากขึ้น สร้างบุญ สร้างกุศลอย่างแท้จริง

    นางไพรัช วัฒนกุล ผู้ประสานงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้าจังหวัดตรัง กล่าวเสริมว่า หลังจากที่เรามีโครงการบวชสร้างสุขเข้ามา วัดต่างๆ ในพื้นที่ภาคใต้ก็มองเห็นความสำคัญ เรามาเรียนรู้ การสร้างความดี หากอยู่ในผ้าเหลืองอาจสร้างความดีได้มากกว่าประชาชนทั่วไปเสียด้วยซ้ำ ซึ่งวัดห้วยยอดเป็นพื้นที่ต้นแบบ 1 ใน 15 จังหวัด งานบวชสร้างสุข โดยท่านเจ้าอาวาส พระครูสมุห์กฎษดา ขนฺติกโร ถือว่าเป็นพระรุ่นใหม่ ที่มีอุดมการณ์ และมีกิจกรรมมากมายที่ทำร่วมกับชุมชน ทั้ง สังฆะศาลา งานบวชสามเณรสร้างสุข ที่มีกลไกขับเคลื่อนที่ชัดเจน ซึ่งได้รับการสนับสนุนและยอมรับจากเครือข่ายภาครัฐ ภาคเอกชน ประชาชน จึงเป็นพื้นที่หนึ่งที่คิดว่า เป็นพระที่มีอุดมการณ์ เป็นพื้นที่ต้นแบบงานบวชสร้างสุข พื้นที่ภาคใต้ตอนล่าง จังหวัดตรัง


    ติดตามข้อมูลข่าวสารได้ที่
    Facebook : งดเหล้าใต้ล่าง
    ลิ้ง : https://www.facebook.com/southstopdrink7
    สถานที่ : ศูนย์ประสานงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้าภาคใต้ตอนล่าง
    ข่าว : ธนิตา เขียวหอม / ธนบดี เจริญผล
    ภาพ : ธนบดี เจริญผล

  • อำเภอไชยปราการลงนามข้อตกลง (MOU) ความร่วมรณรงค์และขับเคลื่อนงดเหล้าเข้าพรรษา

    อำเภอไชยปราการลงนามข้อตกลง (MOU) ความร่วมรณรงค์และขับเคลื่อนงดเหล้าเข้าพรรษา

    เพื่อขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ อำเภอสร้างสุขภาวะ ป้องกันนักดื่มหน้าใหม่ ลดปัจจัยเสี่ยงร่วมกับประชาคมสร้างความร่วมมือและยกระดับการดำเนินงานที่เป็นฐานทุนทางสังคมระดับจังหวัดให้เป็นการขับเคลื่อนระดับภาค ได้แก่ รณรงค์งดเหล้าเข้าพรรษางดเหล้าภาคเหนือตอนบน การสร้างกระแสสังคมระดับอำเภอ และประกาศเจตนารมณ์ หรือข้อตกลงร่วมกันในการงดหรือลดการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ บุหรี่ และอบายมุข

    วันที่ 10 สิงหาคม 2566  3 หน่วยงาน 4 ตำบล 44 หมู่ที่ ลงนามบ้นทักข้อตกลง (MOU) ความร่วมมือรณรงค์ และขับเคลื่อนงดเหล้าเข้าพรรษา ที่ว่าการอำเภอไชยปราการ ตำบลปงตำ อำเภอไชยปราการ จังหวัดเชียงใหม่ นายปธิกร  เอี่ยมสะอาด นายอำเภอไชยปราการ จังหวัดเชียงใหม่ เป็นประธานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลง (MOU) เพื่อร่วมรณรงค์และขับเคลื่อนกิจกรรม “งดเหล้าเข้าพรรษา” ตามโครงการนายอำเภอนักรณรงค์ลดปัจจัยเสี่ยงภาคเหนือตอนบน ภายใต้สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และสำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า ระหว่าง  อำเภอไชยปราการ คณะสงฆ์อำเภอไชยปราการ เครือข่ายประชาคมงดเหล้าจังหวัดเชียงใหม่ ชมรมกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และผู้นำชุมชน ภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง โดยมีวัตถุประสงค์ในการขับเคลื่อนงาน

    วัตถุประสงค์ของการบันทึกร่วมมืองดเหล้าเข้าพรรษ ดังนี้

    1. รณรงค์งดการดื่มสุรา และรณรงค์เชิญ ชวน เชียร์ ลด ละ เลิกเหล้า และเข้าสู่ระบบรักษา
    2. รณรงค์บำบัดทุกข์บำรุงสุข ลดปัญหาครอบครัว สังคม เศรษฐกิจ ทำให้เกิดชุมชนเข้มแข็งประชาชน    มีคุณภาพชีวิตดีขึ้น
    3. รณรงค์การทำบุญด้วยจิตใจที่บริสุทธิ์ ผ่องใส เป็นการลด ละ เลิก อบายมุข และรักษาศีลห้า
    4. รณรงค์กิจกรรมออกพรรษาลาเหล้า พักตับพักต่อ
  • เครือข่ายพระสงฆ์ 13 อำเภอ และภาคีเครือข่ายงดเหล้า จ.ลำปาง ลงนาม MOU ชวน ช่วย เชียร์ งดเหล้าเข้าพรรษาในฤดูกาลสุขปลอดเหล้า

    เครือข่ายพระสงฆ์ 13 อำเภอ และภาคีเครือข่ายงดเหล้า จ.ลำปาง ลงนาม MOU ชวน ช่วย เชียร์ งดเหล้าเข้าพรรษาในฤดูกาลสุขปลอดเหล้า

    ชมรมคนลดละเลิกเหล้าจังหวัดลำปาง ร่วมกับอำเภอรณรงค์งดเหล้าเข้าพรรษา ประกาศเตรียมพร้อมรณรงค์งดเหล้าเข้าพรรษา ฤดูกาลสุขปลอดเหล้า ชวน ช่วยชมเชียร์ว่าที่คนหัวใจหิน สู่คนหัวใจเพชร โดยมีคณะสงฆ์จังหวัดลำปางทั้ง13 อำเภอ สนับสนุนภายใต้ ข้อตกลงความร่วมรณรงค์และขับเคลื่อนกิจกรรม

    “งดเหล้าเข้าพรรษา งานบุญประเพณีปลอดเหล้า งาน ลด ละ เลิกการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในระดับชุมชน และหมู่บ้านรักษาศีล ๕”จังหวัดลำปาง

    วันที่ ๓๐ กรกฎาคม ๒๕๖๖ เวลา ๑๓.๓๐ น. ที่วัดบรรพตสถิต ตำบลพระบาท อำเภอเมือง จังหวัดลำปาง พระจินดารัตนภรณ์ เจ้าคณะจังหวัดลำปาง เป็นประธานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลง (MOU) เพื่อร่วมรณรงค์และขับเคลื่อนกิจกรรม “งดเหล้าเข้าพรรษา งานบุญประเพณีปลอดเหล้า งานลด ละ เลิกการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในระดับชุมชน และหมู่บ้านรักษาศีล ๕”  ตามโครงการสานพลังเครือข่ายงดเหล้าจังหวัดลำปาง ภายใต้สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และสำนักงานองค์กรงดเหล้า ระหว่าง จังหวัดลำปาง คณะสงฆ์จังหวัดลำปาง  วิทยาลัยสงฆ์นครลำปาง เครือข่ายประชาคมงดเหล้าจังหวัดลำปาง ผู้นำชุมชน และภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง โดยมีวัตถุประสงค์ในการขับเคลื่อนดังนี้

    ๑. ขอให้วัดทุกวัด สนับสนุนจัดกิจกรรมรณรงค์วันงดดื่มสุราแห่งชาติ งดเหล้าเข้าพรรษา และร่วมมือขับเคลื่อนโครงการเชิญ ช่วยเชียร์ ลด ละ เลิกเหล้าฯ โดยร่วมประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนในพื้นที่ดำเนินการ  ลงนามปฏิญาณตนผ่านระบบลงนามออนไลน์ ผ่านช่องทาง Link http://noalcohol.ddc.moph.go.thและร่วมติดป้ายรณรงค์งดเหล้าเข้าพรรษาทุกแห่ง

    ๒. รณรงค์งดการดื่มสุรา การพนันในงานศพและรณรงค์เชิญ ชวน เชียร์ ลด ละ เลิกเหล้า และเข้าสู่ระบบรักษา

    ๓. รณรงค์บำบัดทุกข์บำรุงสุข ลดปัญหาครอบครัว สังคม เศรษฐกิจ ทำให้เกิดชุมชนเข้มแข็งประชาชนมีคุณภาพชีวิตดีขึ้น

    ๔. รณรงค์การทำบุญด้วยจิตใจที่บริสุทธิ์ ผ่องใส เป็นการลด ละ เลิก อบายมุข และรักษาศีลห้า ๕. รณรงค์ลดค่าใจ้จ่ายที่ไม่จำเป็นในการจัดงานศพ และลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นในชุมชน

    พระจินดารัตนาภรณ์ เจ้าคณะจังหวัดลำปาง กล่าวกิจกรรมงดเหล้าเข้าพรรษา เป็นสิ่งสำคัญของทุกภาคส่วน ทั้งพระสงฆ์ และรัฐบาล โดยเฉพาะคณสงฆ์ไทยมีโครงการหมู่บ้านรักษาศีล 5 โครงการบ้าน วัดประชารัฐสร้างสุข ที่อยากเห็นประชาชนทั้งหลายได้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น งดเหล้าเข้าพรรษาที่เป็นอีกหนึ่งอย่างที่จะยกระดับคุณภาพชีวิต ที่ร่มเย็นเป็นสุข  สุราเป็นสิ่งที่มอมเมาและบั่นทอนคุณภาพชีวิต  การงดเหล้าเข้าพรรษาถึงแม้จะเป็นช่วงระยะเวลาแค่ 3 เดือน ถ้าทุกคนทำได้จะเป็นพลังอานิสงส์ ที่จะส่งผลต่อครอบครัว ลดค่าใช้จ่าย สุขภาพจะดีขึ้นหากทำได้   ต่อจากนี้ไปเราจะขับเคลื่อนงานพร้อมๆ และขยายเครือข่ายภาคีร่วมกัน สำหรับพื้นที่ที่ดำเนินการไปแล้ว และเป็นที่ประจักษ์ ขออนุโมทนาสาธุร่วมกัน เพราะกิจกรรมงดเหล้าทำด้วยความสมัครใจไม่ได้บังคับ เพราะพุทธศาสนาเองก็เช่นกัน สอนให้เห็นโทษ เห็นภัย แล้วคุณประโยชน์จะขึ้นกับเราเอง

    พระครูโสภณจริยานุวัตร วัดนาปราบ ที่ปรึกษาเจ้าคณะอำเภอสบปราบ และผู้ที่ริเริ่มงานศพปลอดเหล้า จนได้รับการยกย่อง กล่าวเพิ่มเติมว่า เราทำงานเปรียบเสมือนการทำการเกษตร ต้องหมั่นปรวนดิน ใส่ปุ๋ย วันนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของคณะสงฆ์จังหวัดลำปางอีกครั้งหนึ่ง ที่เราจะต้องมากระตุ้นและตอกย้ำให้เข็มแข็ง คำว่างดเหล้าเข้าพรรษาตามหลักมงคล 38 พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติไว้ว่าให้สำรวมในการดื่มน้ำเมา จากประสบการณ์ที่ผ่านมาได้ศึกษาข้อมูล พฤติกรรมของผู้ดื่ม จึงมาปรับใช้กับทำงานที่ผ่านมา จึงใช้หลักธรรมเมตตาธรรมโดยการชี้แจงเหตุ และผล โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุ อยากให้เป็นแบบอย่างในชุมชน สังคมได้ ทุกหน่วยงานในพื้นที่จะต้องร่วมกัน งานจะสำเร็จได้ เจริญพร

    นายประสิทธิ์ อิ่มปัญญา ผู้ช่วยผู้ประสานงานโครงการจังหวัดลำปาง กล่ามว่าการดำเนินการงดการดื่มสุราในงานบุญประเพณีของเครือข่ายแสนผญา ตั้งแต่ปี 2550 มีการทำงานในพื้นที่จำนวน 10 อำเภอ เริ่มแรกได้เน้นการงดเหล้าในงานศพ จนทำให้อำเภอสบปราบ และอำเภองาวเป็นอำเภอปลอดการเลี้ยงเหล้าในงานศพและระดับตำบล จำนวน 10 ตำบล ขยายเป็นงดเหล้าในงานบุญประเพณี ที่คงการงดเหล้าได้ในงานศพ ส่วนงานแต่งงาน ขึ้นบ้านใหม่ งานสลากภัต และงานบวชทำได้ในบางพื้นที่ โดยนำแกนนำแลกเปลี่ยนประสบการณ์แต่ละพื้นที่ ร่วมกันกำหนดแผนการพัฒนา และติดตามผล มีพื้นที่ที่มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง คือ ตำบลร่องเคาะ ตำบลบ้านหวด ตำบลนายาง ตำบลที่เป็นตำบลต้นแบบ 1 ตำบล คือ ตำบลร่องเคาะ เกิดจากการร่วมมือของภาคีเครือข่ายในตำบล ประกอบด้วย องค์การบริหารส่วนตำบล ชมรม กำนันผู้ใหญ่บ้าน โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน คณะทำงานในตำบล และคณะทำงานระดับจังหวัด ที่สำคัญ ชมรมคนเลิกเหล้าจังหวัดลำปาง จำนวน 10 ชมรม ชมรมที่เป็นต้นแบบจำนวน 3 ชมรม มีความเข้มแข็ง มีจิตอาสาและชมรมคนเลิกเหล้าสามารถดำเนินกิจกรรมได้เองในพื้นที่ต้นแบบในการงดเหล้าในงานบุญประเพณีตำบลร่องเคาะ

  • ภาคีสุขภาวะ แห่ร่วมงานมหกรรมบวชสร้างสุขอีสานบนฯ หนุนบทบาทพระสงฆ์กับการสร้างสังคมสุขภาวะ

    ภาคีสุขภาวะ แห่ร่วมงานมหกรรมบวชสร้างสุขอีสานบนฯ หนุนบทบาทพระสงฆ์กับการสร้างสังคมสุขภาวะ

    ภาคีด้านการพัฒนาสังคมสุขภาวะ แห่เข้าร่วมงานมหกรรมบวชสร้างสุขอีสานบน บทบาทพระสงฆ์กับการสร้างสังคมสุขภาวะ ณ วัดโพธิการาม อ.ปทุมรัตต์ จ.ร้อยเอ็ด เยี่ยมชมนิทรรศการการขับเคลื่อนงานของพระสงฆ์ พร้อมแลกเปลี่ยนเพื่อหนุนเสริม การเป็นกลไกสำคัญในการสร้างสังคมสุขภาวะ

    28 – 30 มิถุนายน 2566 ที่ผ่านมา วัดโพธิการาม อ.ปทุมรัตต์ จ.ร้อยเอ็ด เครือข่ายพระสงฆ์นักพัฒนาภาคอีสานบน โดยมูลนิธิ สังฆะเพื่อสังคม ร่วมกับ สำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า (สคล.) ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จัดงาน “มหกรรมบวชสร้างสุขอีสานบน บทบาทพระสงฆ์กับการสร้างสังคมสุขภาวะ” ภายในงานได้มีเวที เสวนา บทบาทพระสงฆ์อีสานบนกับการสร้างสังคมสุขภาวะภายใต้การขับเคลื่อนธรรมนูญสุขภาพพระสงฆ์แห่งชาติ รวมถึงมีเวทีย่อย ๆ ในประเด็นอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับประเด็นการสร้างสังคมสุขภาวะ ให้ภาคีผู้ที่สนใจเข้าร่วมเสวนาในประเด็นที่สนใจ หรือสามารถบูรณาการงานร่วมกันได้ อีกทั้ง ยังได้มีการจัดนิทรรศการ การขับเคลื่อนงานบวชสร้างสุข การขับเคลื่อนงานการพัฒนาสุขภาวะ ของพระสงฆ์ และหน่วยงานในเครือข่าย ร่วมเยี่ยมชมแลกเปลี่ยนด้วย

    พระครูโพธิวีรคุณ เจ้าคณะอำเภอปทุมรัตต์ วัดโพธิการาม จ.ร้อยเอ็ด เจ้าภาพในการจัดงานครั้งนี้ กล่าวว่า ตามที่มูลนิธิ สังฆะเพื่อสังคม เครือข่ายพระสงฆ์นักพัฒนาภาคอีสานบนร่วมกับสำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้าได้สนองงานคณะสงฆ์โดยดำเนินโครงการขยายผลเพื่อขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะบวชสร้างสุขภาคอีสานตอนบน ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) โดยได้ดำเนินการ กิจกรรมถอดบทเรียนการจัดงานบวชสร้างสุขจากวัดต้นแบบในเครือข่ายภาคอีสานตอนบน โครงการนำร่องในจังหวัดขอนแก่น กาฬสินธุ์ มหาสารคาม และร้อยเอ็ด จำนวน 10 วัด และจัดทำบันทึกข้อตกลง MOU การขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะการพัฒนาสุขภาวะเพื่อสังคมอีสานบน จึงได้กำหนดจัดเวทีมหกรรมงานบวชสร้างสุขอีสานบน บทบาทพระสงฆ์ กับการสร้างสังคมสุขภาวะ

    พระราชพรหมจริยคุณ เจ้าคณะจังหวัดร้อยเอ็ด กล่าวให้กำลังใจและอนุโมทนากับการจัดงานครั้งนี้ว่า

    การจัดโครงการบวชสร้างสุข การสร้างสังคมสุขภาวะ ทุกท่านได้ได้ทำถูกแล้ว ทำอย่างนี้ต่อไป เพื่อพุทธศาสนา เพื่อสังคม ความสุขนั้นพระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ว่า มี 2 อย่าง คือสุขทางกาย กับสุขทางใจ มันต้องมีด้วยกัน ถ้าเรามีทุกอย่างพร้อมแล้ว แต่ไม่มีความสุขทางใจก็ไปไม่รอด ก็จะสุขแค่ชั่วคราว ทุกอย่างล้วนมีความแปรผัน จะทำการสิ่งใดขอให้ดำเนินไปด้วยสติ อย่าประมาท สิ่งผิดพลาดคือบทเรียน ความพากเพียร คือ ลาภผล สิ่งเปลื้องทุกข์คือศีลทาน สิ่งดลบันดาลคือเงินตรา ยอดปรารถนา คือความสุข ขอให้พวกเราทำต่อ ทำอย่างนี้

    พระเทพวัชรวิสุทธิ์ เจ้าคณะจังหวัดหนองบัวลำพู ได้กล่าวในบางชวนบางตอน ของเวทีเสวนาว่า เราจะทำยังไงให้วัดนั้นเป็นจุดศูนย์รวมเหมือนในอดีตที่ผ่านมา ให้วัดเป็นแหล่งสรรพวิชา วัดเป็นแหล่งที่จะทำให้เกิดความสุข วัดวาอารามในอดีตกับวัดวาอารามในปัจจุบันค่อนข้างที่จะแตกต่างกันตามยุคตามสมัยแต่ทำยังไงจะให้วัดในปัจจุบันนี้เป็นศูนย์รวมเพื่อให้เกิดความผาสุกอย่างยั่งยืน ได้เหมือนในอดีต ความสุขหรือสังคมสุขภาวะ คำว่าสุขนั้น แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มด้วยกัน คือ สุขกาย กับสุขใจ ถ้าคนมีความสุขกาย ความสุขใจมันก็จะตามมา ถ้าตราบใดความสุขกายยังไม่เกิดขึ้นความสุขใจที่จะมีความอย่างยั่งยืนถาวรนั้นเป็นเรื่องยาก ความสำเร็จที่จะเกิดขึ้นนั้นต้องอาศัยหลาย ๆ ภาคส่วน มาร่วมไม้ร่วมมือกันทำ เอื้อเฟื้อ เอื้ออาทรกันระหว่างวัดกับชุมชน ก็จะเข้าในกรอบแนวคิดของ บวร (บ้านวัดราชการ)

    ตลอดระยะเวลาวันที่ 28 – 30 มิถุนายน ภาคีด้านสุขภาวะต่าง ๆ ชุมชน หน่วยงานราชการ ต่างเดินทางมาเข้าร่วมกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง ให้ความสนใจ และอนุโมทนาในการทำงานของคณะสงฆ์ พร้อมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ สู่การบรูณาการงานร่วมกับ ต่อไป


    Refer

    ขอบคุณภาพข่าวจาก อดิศร อานนฺโท ราชจันทร์ และ Watsakate Thaitelecentre

  • ยโสธร MOU สร้างค่านิยมงานบวชใหม่ ลดปัญหาความรุนแรงในวัด และชุมชน เน้นเรียบง่าย ถูกต้องตามหลักพระธรรมวินัย

    ยโสธร MOU สร้างค่านิยมงานบวชใหม่ ลดปัญหาความรุนแรงในวัด และชุมชน เน้นเรียบง่าย ถูกต้องตามหลักพระธรรมวินัย

    วันพฤหัสบดีที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2566 นายวิรุธ วิชัยบุญ ผู้ว่าราชการจังหวัดยโสธร นำหัวหน้าส่วนราชการประกอบด้วยสำนักงานวัฒนธรรม สภาวัฒนธรรม สำนักงานพระพุทธศาสนา อำเภอเมืองยโสธร สถานีตำรวจภูธรเมืองยโสธร ร่วมกับ ผู้แทนจากเครือข่ายพระสงฆ์นักพัฒนาฯ อีสานล่างที่ร่วมขับเคลื่อน (อุบลราชธานี ศรีสะเกษ อำนาจเจริญ ยโสธร) มูลนิธิสังฆะเพื่อสังคม และสำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า (สคล.)  ลงนามบันทึกความร่วมมือ MOU หนุนเสริมบทบาทพระสงฆ์ที่ได้ขับเคลื่อนงานบวชสร้างสุข ปรับค่านิยมสังคมวิถีใหม่ บวชสร้างสุข เน้นพิธีกรรมที่เรียบง่าย ยึดพระธรรมวินัย ภายใต้การสนับสนุนของ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)  

    โดยในพิธีการครั้งนี้ มี พระเทพวงศาจารย์ เจ้าคณะจังหวัดยโสธร เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ ณ วัดบูรพา ต.ทุ่งแต้ อ.เมือง จ.ยโสธร

    ก่อนลงนามความร่วมมือครั้งนี้ ได้มีการนำเสนอข้อมูลสถานการณืงานบวช ที่เป็นปัญหา คือ

    จากการที่ค่านิยมเรื่องการจัดงานบวชในพื้นที่ภาคอีสานตอนล่าง ได้เปลี่ยนแปลงไปในปัจจุบัน หลายงานก่อให้เกิดปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ เช่น การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การมีมหรสพขนาดใหญ่ ดนตรีฉลอง มีรถแห่เสียงดัง กระตุ้นการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เต้นยั่วยุ ก่อให้เกิดการทะเลาะวิวาท ความรุ่นแรงฆ่ากันตายในงานบวช  สร้างความเดือดร้อนวุ่นวายต่อชุมชน ระหว่างชุมชน และสังคม  มีค่าใช้จ่ายมหาศาลในการจัดงานที่ยิ่งใหญ่ด้วยค่านิยมเชื่อว่าแสดงถึงฐานะทางสังคมของเจ้าภาพ เกิดหนี้สิน ส่งผลให้เกิดภาพลบต่อเจ้าภาพที่จัดงานแบบเรียบง่าย  ประหยัด ที่ถูกต้องตามพระธรรมวินัยกลับถูกมองว่ายากจน ซึ่งถือว่าเป็นอุปสรรคต่อการเข้าถึงพระพุทธศาสนาของชาวพุทธในระยะยาว และส่งผลกระทบต่อวัฒนธรรมอันดีงามของการบวชในสังคมไทย

    เพื่อให้เกิดการมีส่วนร่วมของทุกหน่วยงานองค์กรในพื้นที่ภาคอีสานตอนล่าง ในการร่วมกันลดปัจจัยเสี่ยง สร้างปัจจัยหนุนเสริมให้เกิดขึ้นเป็นสังคมสุขภาวะ และเป็นการเอื้ออำนวยให้ลูกหลานชาวพุทธได้เข้ามาบวชในพระพุทธศาสนาได้ง่ายยิ่งขึ้นตามแก่นแท้ของพระพุทธศาสนาอย่างแท้จริง จัดงานบวชสร้างสุขแบบ  “บวชวิถีใหม่ ยึดพระธรรมวินัย ห่างไกลอบายมุข ชุมชนอุ่นใจ ประหยัด เรียบง่าย และปลอดภัย” เพื่อให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของการบวชอย่างแท้จริง และเป็นการสร้างวัฒนธรรมวิถีใหม่ให้เกิดขึ้น คือ เพื่อสืบทอดพระพุทธศาสนา ศึกษาพระธรรมวินัยและนำไปปฏิบัติ ให้ถึงปฏิเวธ  เพื่อทดแทนพระคุณบิดามารดาและหากลาสิกขาออกมาแล้วสามารถนำหลักธรรมมาดำเนินชีวิตอย่างมีคุณภาพและเป็นประโยชน์ต่อสังคม