Category: เครือข่ายพระสงฆ์

  • พระสงฆ์ภาคกลาง ถกประเด็นปัจจัยเสี่ยงในงานบวชที่ส่งผลกระทบต่อสังคม พร้อมสนับสนุนพื้นที่ต้นแบบชูค่านิยมใหม่ งานบวชสร้างสุข ประหยัด เรียบง่าย ยึดพระธรรมวินัย

    พระสงฆ์ภาคกลาง ถกประเด็นปัจจัยเสี่ยงในงานบวชที่ส่งผลกระทบต่อสังคม พร้อมสนับสนุนพื้นที่ต้นแบบชูค่านิยมใหม่ งานบวชสร้างสุข ประหยัด เรียบง่าย ยึดพระธรรมวินัย

    กรณี เจ้าอาวาสวัดเวฬุวัน จ.ปทุมธานี ขึ้นป้าย “ห้ามแตรวง กลองยาว ดนตรีแจ๊ส นางรำ เข้าในลานโบสถ์” เนื่องจาก ทำให้พระอุปัชฌาย์ และคู่สวด พระสงฆ์ต้องมานั่งรอนาน ทำให้ญาติผู้ใหญ่ ที่จะมาบวชลูกหลาน ต้องได้รับความลำบากและคนที่อุ้มผ้าไตรและถือสิ่งของยืนรอนานมาก กว่าจะได้แต่ละรอบ พร้อมขอท่านผู้เจริญแล้ว โปรดรักษา กฎ กติกา อย่าสนุกรื่นเริง ในความทุกข์ของผู้อื่น ที่กำลังเป็นกระแสในสังคม

    ประเด็นนำเข้าในเวทีการประชุมของพระสงฆ์นักพัฒนาสังฆะเพื่อสังคม ภาคกลาง/ปริมณฑล ในวันที่ 30 มีนาคม 2566 ณ วัดท่าหลวง จ.ลพบุรี โดยมีพระสงฆ์ในเครือข่าย โซนภาคกลาง/ปริมณฑล เข้าร่วมประชุม กว่า 20 วัด พร้อมผู้นำท้องถิ่นท้องที่ และภาคประชาสังคม เครือข่ายองค์กงงดเล้า (สคล.) มี พระครูภัทรธรรมคุณ,ดร. ประธานเครือข่ายสังฆะเพื่อสังคมภาคกลาง เป็นประธานในพิธี ได้พูดคุยกันในประเด็นของการจัดงานบวชที่มีปัจจัยเสี่ยง ที่ส่งผลกระทบต่อสังคม

    จากการประชุมได้ยกกรณีศึกษา จากปัญหาที่เกิดขึ้นของวัดเวฬุวัน จ.ปทุมธานี ที่พระสงฆ์ และญาติผู้ใหญ่ที่ตั้งใจจะบวชลูกบวชหลาน ได้รับความเดือนร้อน จนเจ้าอาวาสต้องขึ้นป้าย ออกกฎระเบียบในการจัดงานบวชที่วัด

    โดยผู้สื่อข่าวได้ไปสอบถาม คณะกรรมการวัดเวฬุวัน ทราบว่า ป้ายข้อความนี้ เห็นมาเป็น 10 ปีแล้ว เพราะทางวัดจะต้องมีกฎระเบียบ ถ้าให้แห่วนรอบโบสถ์แล้ว จะทำให้ผู้สูงอายุ ผู้อุ้มผ้าไตร อุ้มบาตร อัฐบริขารหลายๆ อย่าง จะไม่ไหว เพราะบางทีพวกนำหน้านาค ก็จะเมาแล้วมีเรื่องตีกัน จึงทำให้ต้องมีกฎระเบียบ โดยทางเจ้าอาวาสได้ขอให้ลูกศิษย์มาทำป้าย แม้กระทั่งกฎข้อห้ามที่ทางมหาเถรสมาคมสั่งให้ทุกวัดมีป้ายห้ามดื่มสุรา ของมึนเมาภายในวัด ก็มีการติดไว้เช่นกัน

    ที่ผ่านมาพระสงฆ์ในเครือข่ายเอง ก็ได้มีการขับเคลื่อนเรื่องนี้มาโดยตลอดที่วัด ในเวทีครั้งนี้ได้มีโอกาสทบทวน ปัญหาของการทำงานที่มา ผลกระทบที่เกิดขึ้นของการจัดงานบวชที่เต็มไปด้วยปัจจัยเสี่ยง อาทิ การลงทุนอย่างมหาศาลในการจัดงานบวช มีการเลี้ยงฉลองน้ำเมา สร้างค่านิยมผิดๆเกิดขึ้นในสังคม กลับกลายเป็นการปิดกั้นการเข้าถึงศาสนา ของคนในสังคมที่มีความต้องการจะบวช แต่ถูกค่านิยมที่ทับถมว่า จะบวชต้องมีเงิน ต้องเลี้ยงแขก ต้องมีมหรสพ ทั้งที่จริงแล้ว สิ่งเหล่านี้ ไม่ใช่หลักใช่แก่นของงานบวชเลย

    พระสงฆ์เองได้มีความพยายามที่จะแก้ปัญหาเรื่องนี้มาโดยตลอด แต่ก็ยังมีข้อจำกัด และอุปสรรคในหลายๆอย่าง เนื่องจากเรื่องนี้ มีอยู่หลายส่วนเกี่ยวข้อง ไม่ใช่แค่เจ้าภาพที่จะบวช กับพระสงฆ์ แต่มี สังคมที่เป็นผู้กำหนดค่านิยม มีคนวัด ไวยาวัจกร มรรคนายก ที่ล้วนเป็นตัวแปรสำคัญในการกำหนดรูปแบบของการจัดงานบวช ค่านิยมที่ฝังรากลึกมานาน เป็นสิ่งที่ยากที่จะเปลี่ยนแปลง ต้องอาศัยความร่วมมือ จากหลายส่วนในสังคม มาช่วยกันแก้

    ในตอนท้าย นายชัยณรงค์ คำแดง ผู้ช่วยผู้จัดการสำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า (สคล.) ผจก.โครงการการขยายผลการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะงานบวชสร้างสุข ได้กล่าวสรุปแนวทาง ในการขับเคลื่อนงานบวชสร้างสุข ตามที่ในเวทีในเวทีได้มีการแลกเปลี่ยนกัน ดังนี้

    1. มีต้นแบบ พระ วัด แล้วขยายแนวคิด หาเจ้าภาพต้นแบบ ด้วยความสมัครใจ

    2. ไม่หักดิบ ค่อยเป็นค่อยไป โดยหาคนที่มีใจ คนใกล้วัด ใกล้ธรรม

    3. ชี้ประโยชน์ แนะนำหลักที่ถูกต้องตามพระธรรมวินัย ตามหลักพุทธธรรม บวชสร้างสุข คืออะไร อย่างไร ต้องอธิบายให้ชัดเจน ให้เห็นประโยชน์ร่วม ด้วยความรัก

    4. มีกระบวนการทำความเข้าใจจากเจ้าอาวาส คนที่ชาวบ้านนับถือ หรือทีม คณะทำงาน ที่จะทำหน้าที่สื่อสาร แทนพระ และเป็นผู้นำตามธรรมชาติอยู่แล้ว เช่น มัดทายก ไวยาวัจกร อุบาสก อุบาสิกา กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน

    5. ต้องมีการสื่อสารเชิงบวก ทำความเข้าใจ ไม่ตำหนิ ยกย่อง เชิดชู ผู้บวช เจ้าภาพ ให้เห็นประจักษ์ เป็นผู้หนักแน่นในธรรม มีศรัทธา มีปัญญา

    6. สร้าง กติกา วัด ชุมชน เพื่อเป็นกติกากลาง เป็นภูมิคุ้มกันระดับชุมชน ตำบล อำเภอ เชื่อมถึง พชอ.

    7. ประสานแนวคิดบูรณาการ กับ โครงการอื่นๆ ไม่ทำเดี่ยว เช่น วัดประชารัฐ พลัง บวร วัดส่งเสริมสุขภาพ

    ในเวทีครั้งนี้ ได้มีการสนับสนุนพื้นที่ต้นแบบ ที่จะไปขับเคลื่อนเรื่องนี้ในระดับพื้นที่ของโซนภาคกลาง/ปริมฑล ต่อไป โดยมี มูลนิธิ สังฆะเพื่อสังคม สำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า (สคล.) คอยหนุนเสริม และมีสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เป็นผู้สนับสนุน


  • พระสงฆ์อีสานล่าง มีมติผลักดันงานบวชสร้างสุขสู่นโยบายสาธารณะ หวังสร้างการมีส่วนร่วม ในการสร้างค่านิยมการบวชแบบเรียบง่าย ยึดหลักพระธรรมวินัย

    พระสงฆ์อีสานล่าง มีมติผลักดันงานบวชสร้างสุขสู่นโยบายสาธารณะ หวังสร้างการมีส่วนร่วม ในการสร้างค่านิยมการบวชแบบเรียบง่าย ยึดหลักพระธรรมวินัย

    ค่านิยมการจัดงานบวชในสังคมอีสาน เป็นค่านิยมที่ฝังรากลึกมานาน ที่เมื่อมีการจัดงานบวชลูกบวชหลาน พ่อแม่หรือญาติผู้ใหญ่ผู้เป็นเจ้าภาพมักเต็มที่ และทุ่มทุนไปกับการจัดงานอย่างเต็มกำลัง โดยมีความเชื่อว่าเป็นบุญใหญ่ หากมีผู้มาร่วมอนุโมทนาบุญด้วยเยอะๆ มีการจัดเลี้ยงแขก ผู้มาร่วมงาน ล้มหมูล้มวัวเป็นตัว บางงานถึงขั้นมีเครื่องดื่มแแอลกอฮอล์ประกอบด้วย ทำต่อๆกันมาเรื่อยๆ กลายเป็นค่านิยมที่ปิดกั้นการเข้าถึงศาสนา ของผู้ที่มีรายได้น้อยหรือมีกำลังไม่มากพอ อีกทั้งบางงานกลายเป็นปัญหาสังคม ที่มักจะพบเห็นบ่อยๆ ในการนำเสนอข่าว ของสำนักข่าวต่างๆ อาทิ งานบวชเลือด เมาทะเลาะวิวาทกันกลางงานบวช ยิงกันกลางงานบวช เป็นต้น การจะเปลี่ยนแปลงเรื่องนี้เป็นสิ่งที่ท้าทายเป็นอย่างมากในสังคมอีสาน

    26 มีนาคม 2566 เครือข่ายพระสงฆ์นักพัฒนาภาคอีสานล่าง โดยการประสานของ เจ้าอธิการโสภณ ปิยธมฺโม, ดร. เจ้าอาวาสวัดโพนขวาว จ.อำนาจเจริญ ได้ประชุมแลกเปลี่ยนบทเรียนการขับเคลื่อนโครงการ การขยายผลนโยบายสาธารณะ งานบวชสร้างสุข ในพื้นที่ ภาคอีสานล่าง 4 จังหวัด ประกอบไปด้วย จังหวัดอุบลราชธานี จังหวัดศรีสะเกษ จังหวัดอำนาจเจริญ และจังหวัดยโสธร ซึ่งได้มีการดำเนินโครงการเมื่อต้นปี 2565 จนถึงปัจจุบัน

    การดำเนินงานที่ผ่านมาแต่ละวัดได้มีการขับเคลื่อนและมีการบูรณาการกับโครงการที่ทางวัด ดำเนินการกันอยู่ก่อนหน้านั้น อาทิ ชุมชนคุณธรรม วัดส่งเสริมหมู่บ้านรักษาศีลห้า เป็นต้น เนื่องจากเป็นประเด็นที่เกี่ยวเนื่องกัน ที่ผ่านมาได้มีการประชาสัมพันธ์มีการสื่อสารในเวทีต่างๆ ที่ผู้ประสานได้มีโอกาสเข้าร่วม อาทิ เวทีประชุมกับชุมชน กับหน่วยงานราชการ เป็นการสร้างการรับรู้ในแนวคิดของโครงการ ชาวบ้านหลายคนให้ความสนใจ และเข้าร่วมโครงการบวชสร้างสุข จัดงานบวชแบบเรียบง่าย ประหยัด ยึดหลักพระธรรมวินัย แต่เมื่อเทียบกับสังคมในวงกว้าง ก็ยังคงมีการจัดงานที่ยึดตามหลักค่านิยมเดิมอยู่ และนี่เป็นสิ่งที่เครือข่ายพระสงฆ์ต้องคิดต่อ

    พระครูปริยัติพลากร เจ้าอาวาสวัดบูรพาบ้านทุ่งแต้ ได้กล่าวว่า การจะเคลื่อนงานบวชสร้างสุข ให้เกิดผลอย่างวงกว้างเป็นรูปธรรมในสังคม การที่เราจะทำอยู่แค่เรากลุ่มเล็กๆ แน่นอนมันเป็นเรื่องที่ยาก เราจะต้องอาศัยเครือข่ายที่หลากหลายและกว้างออกไป ไม่ว่าจะเป็น ส่วนราชการ ประชาสังคม ชุมชน ท้องถิ่นท้องที่ คณะสงฆ์ฝ่ายปกครอง ให้มามีส่วนร่วมในการ ขับเคลื่อนให้เกิดขึ้นเป็นนโยบายสาธาณะ เป็นแนวปฏิบัติร่วมกันในสังคม ให้จัดงานบวชแบบเรียบง่าย ถูกต้องตามพระธรรมวินัย ลดปัญหาสังคม

    ในที่ประชุมเห็นด้วย และได้มีมติ ผลักดันนโยบายสาธารณะงานบวชสร้างสุข ไปสู่นโยบายระดับจังหวัดระดับภาค โดยกำหนดไว้ในช่วงกลางเดือน พฤษภาคม 2566 นี้ ที่จังหวัดยโสธร มีแผนในการดึงส่วนราชการ และคณะสงฆ์ฝ่ายปกครองเข้ามามีส่วนร่วมในการประกาศนโยบายครั้งนี้


  • จังหวัดศรีสะเกษร่วมกับคณะสงฆ์จัดทอดผ้าป่าสามัคคี ระดมทุนกองบุญสุขภาวะพระภิกษุสามเณรอาพาธ เพื่อสนับสนุนและช่วยเหลือพระภิกษุสามเณรที่อาพาธในจังหวัด

    จังหวัดศรีสะเกษร่วมกับคณะสงฆ์จัดทอดผ้าป่าสามัคคี ระดมทุนกองบุญสุขภาวะพระภิกษุสามเณรอาพาธ เพื่อสนับสนุนและช่วยเหลือพระภิกษุสามเณรที่อาพาธในจังหวัด

    7 มีนาคม 2565 ณ วัดมหาพุทธาราม พระอารามหลวง อำเภอเมืองศรีสะเกษ จัดทอดผ้าป่าสามัคคีตั้งทุนกองบุญสุขภาวะพระภิกษุสามเณรอาพาธเพื่อสนับสนุนและช่วยเหลือพระภิกษุสามเณรที่อาพาธในจังหวัดศรีสะเกษ โดยมี พระเทพวชิราภรณ์ รองเจ้าคณะภาค 10 ปฏิบัติศาสนกิจแทนเจ้าคณะภาค 10 เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ และนายสำรวย เกษกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ ประธานฝ่ายฆราวาสในพิธี การทอดผ้าป่า มีหัวหน้าส่วนราชการ คณะสงฆ์จังหวัดศรีสะเกษ และ พุทธศาสนิกชน เข้าร่วมพิธีทอดผ้าป่าสามัคคี

     

    ปัจจุบัน พระภิกษุสงฆ์ในจังหวัดศรีสะเกษมีอาการอาพาธร้อยละ 10.75 ส่วนใหญ่เป็นโรคปอดอุดกั้น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไตวายเรื้อรัง และ ปัญหาด้วยสุขภาวะ ทั้งพิการทุพพลภาพ ชราภาพมาก,อาพาธเรื้อรัง, และ อาพาธติดเตียง ที่สำคัญ ต้องประสบปัญหาด้านค่าใช้จ่ายระหว่างการรักษาพยาบาล ทั้งค่าเดินทาง ค่าภัตตาหารและอุปกรณ์การรักษาพยาบาลที่จำเป็นครั้งละเป็นจำนวนมาก อีกทั้งพระภิกษุสงฆ์ส่วนมากไม่มีสวัสดิการทางสังคม จึงทำให้การเข้ารับการรักษาพยาบาลไม่มีความต่อเนื่องและถูกวิธี  

    คณะสงฆ์จังหวัดศรีสะเกษตระหนักถึงปัญหาพระภิกษุสงฆ์อาพาธที่มีจำนวนมาก จึงจัดตั้ง “กองบุญสุขภาวะพระภิกษุสามเณรอาพาธจังหวัดศรีสะเกษ” เพื่อช่วยเหลือดูแลพระภิกษุสามเณรยามอาพาธ และ เพื่อให้เครือข่ายพระสงฆ์มีความมั่นคง ในการช่วยส่งเสริมการพัฒนาสังคมด้วยหลักพุทธธรรมให้แพร่หลาย ซึ่งกองบุญสุขภาวะพระภิกษุสามเณรฯ ได้จัดตั้งขึ้นตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2565 ปัจจุบันมีพระภิกษุสงฆ์ในจังหวัดศรีสะเกษเป็นสมาชิกจำนวน 2,191 รูป  มรณภาพ 36 รูป คงเหลือพระภิกษุสงฆ์ที่เป็นสมาชิก 2,155 รูป ในจำนวนนี้ มีพระภิกษุสงฆ์อาพาธติดเตียงถึง 24 รูป

    พระเทพวชิราภรณ์ รองเจ้าคณะภาค 10 ได้ให้โอวาท โดยประเด็นสำคัญได้กล่าวชื่นชมคณะสงฆ์จังหวัดศรีสะเกษที่ได้จัดตั้งกองบุญพระภิกษุสามเณรอาพาธ ขึ้นเพื่อดูแลพระภิกษุสามเณร ในจังหวัดที่อาพาธและได้รับทุกขเวทนา ให้กำลังใจดีขึ้น  ได้ ยกเอาพุทธพจน์ “โย ภิกฺขเว มํ อุปฎฺฐเหยฺย โส คิลานํ อุปฏฺฐเหยฺย” โดยได้แปลเป็นภาษาไทยและได้อธิบายขยายความ ดังนี้ “ผู้ใดปรารถนาจะอุปัฏฐากเราตถาคต ผู้นั้นพึงรักษาภิกษุป่วยไข้”

    จากการระดมทุนทอดผ้าป่าสามัคคีครั้งนี้ มีผู้ร่วมอนุโมทนาและถวายปัจจัยร่วมกันทั้งสิ้น 2.2 ล้านบาท นำเข้ากองบุญฯ เพื่อดูแลช่วยเหลือบริบาลภิกษุสามเณรอาพาธ ในจังหวัดศรีสะเกษต่อไป

    ขอขอบคุณภาพข่าวจาก : สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดศรีสะเกษ

  • เครือข่ายพลัง บวร ภาคกลาง พัฒนาสุขภาวะพระสงฆ์ พร้อมผลักดันค่านิยมใหม่ บวชสร้างสุข

    เครือข่ายพลัง บวร ภาคกลาง พัฒนาสุขภาวะพระสงฆ์ พร้อมผลักดันค่านิยมใหม่ บวชสร้างสุข

    วันที่ 2 มีนาคม 2566 พระครูภัทรธรรมคุณ, ดร. เจ้าคณะอำเภอพัฒนานิคม จังหวัดลพบุรี ประธานเครือข่ายสังฆะเพื่อสังคมภาคกลาง ร่วมกับเครือข่ายพลัง บวร.(บ้าน วัด ราชการ) ภาคีหน่วยงานเชิงยุทธศาสตร์ระดับจังหวัดของภาคกลางตอนบน ปริมณฑล และ กทม. 6 จังหวัด (ลพบุรี สิงห์บุรี ชัยนาท อุทัยธานี พระนครศรีอยุธยา และนนทบุรี) ประกอบด้วย คณะสงฆ์ องค์การบริหารส่วนจังหวัด สาธารณสุขจังหวัด วัฒนธรรมจังหวัด สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัด สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัด สำนักงานควบคุมโรคที่ 4 ศูนย์อนามัยที่ 4 และประชาคมสุขภาพจังหวัด ร่วมประชุมขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะ พัฒนาสุขภาวะพระสงฆ์ และขยายงาน “บวชสร้างสุข” โดยการสนับสนุนของเครือข่ายองค์กรงดเหล้า (สคล.) และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ณ ห้องประชุมสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดลพบุรี

    สืบเนื่องจากเครือข่ายสังฆะเพื่อสังคม คือ กลุ่มพระสงฆ์นักพัฒนาทั่วทุกภูมิภาค กับเครือข่ายพลัง บวร ในพื้นที่ ได้ร่วมกันขับเคลื่อนพัฒนานโยบายสาธารณะด้านสุขภาพพระสงฆ์ สุขภาพชุมชนและสังคม เพื่อสนองงานคณะสงฆ์และสนับสนุนนโยบายการพัฒนาของทางราชการ อาทิ มติมหาเถรสมาคม ที่ 191/256 เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2560 เรื่องการดำเนินงานพระสงฆ์กับการพัฒนาสุขภาวะ (การขับเคลื่อนมติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 5 มติ 7) และประกาศธรรมนูญพระสงฆ์แห่งชาติ พ.ศ. 2560 ใช้เป็นกรอบการพัฒนาสุขภาวะพระสงฆ์ทั่วประเทศ ที่มีเป้าหมายสำคัญ 3 ประการ คือ 1) พระสงฆ์กับการดูแลสุขภาพตนเอง 2) ชุมชนและสังคมกับการดูแลอุปัฏฐากพระสงฆ์ตามหลักพระธรรมวินัย และ 3) บทบาทพระสงฆ์ในการเป็นผู้นำด้านสุขภาวะของชุมชนและสังคม โดยยึดหลักการ “ใช้ทางธรรม นำทางโลก” ด้วยมาตรการ 5 ด้าน คือ ความรู้ ข้อมูล การพัฒนา การบริการสุขภาพ และการวิจัย  คณะสงฆ์ได้ดำเนินยุทธศาสตร์การปฏิรูปพระพุทธศาสนาทั้ง 6 ด้าน และนโยบายของกระทรวงมหาดไทย ได้สนับสนุนการสานพลังเครือข่ายเพื่อสนองงานคณะสงฆ์ ตามคำมั่นสัญญา “เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน”

    นอกจากการประชุมชี้แจงผลการดำเนินงานแล้ว เพื่อให้เกิดการขยายงานให้มากขึ้น ในที่ประชุมจะได้ทำบันทึกข้อตกลง (MOU) ว่าด้วย การขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะพัฒนาสุขภาวะพระสงฆ์ ภายใต้ธรรมนูญสุขภาพพระสงฆ์ พ.ศ. 2560 โดยการมีส่วนร่วมของเครือข่ายพลัง บวร (บ้าน วัด ราชการ) ภาคกลาง ระหว่างคณะสงฆ์ องค์การบริหารส่วนจังหวัด สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัด สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัด สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด ประชาสัมพันธ์จังหวัด สำนักงานควบคุมโรค ที่ 4 ศูนย์อนามัยที่ 4 ประชาคมสุขภาพจังหวัด ทุกจังหวัด เพื่อพัฒนาสุขภาวะพระสงฆ์ ภาคกลาง ให้บรรลุเป้าหมาย “พระแข็งแรง วัดมั่นคง ชุมชนเข้มแข็ง” และขยายการดำเนินงานนโยบายสาธารณะงานบวชสร้างสุข เป็นงานบวช “เรียบง่าย งามสะอาด ประโยชน์สูง ประหยัดสุด เสมอภาคกัน” เพื่อฟื้นฟูวัฒนธรรม สืบสานพระศาสนา แก้ปัญหาวิกฤติ ลดหนี้ ปลอดโรค ปลอดภัย

    โดยภายในข้อตกลงจะมีการร่วมมือกันดำเนินงาน ดังนี้

    1. ร่วมกันส่งเสริมให้พระสงฆ์มีความรอบรู้ด้านสุขภาพ สามารถปรับพฤติกรรมการดูแลสุขภาพตนเอง อุปัชฌาย์อาจารย์ และเพื่อนสหธรรมิกได้อย่างเหมาะสม

    2. ชุมชนและสังคมร่วมกันเป็นธุระดูแลอุปัฏฐากพระสงฆ์ตามหลักพระธรรมวินัย ทั้งในยามปกติ และยามอาพาธ          

    3. ส่งเสริมบทบาทพระสงฆ์ในการเป็นผู้นำด้านสุขภาวะของชุมชนและสังคม โดยสนับสนุนให้วัดและชุมชนปรับสภาพแวดล้อมให้เอื้อต่อสุขภาพ ลดปัจจัยเสี่ยง รวมถึงการสื่อสารสาธารณะถึงกิจกรรมเชิงพุทธ อาทิ วัดปลอดเหล้า บุหรี่ การพนัน งานบุญประเพณีปลอดเหล้า งานบวชสร้างสุข เป็นต้น โดยจะก่อให้เกิดความเชื่อมโยงและสัมพันธภาพที่ดี ให้เกิดขึ้น ระหว่างวัดกับชุมชน ทำให้ “พระสงฆ์มีสุขภาพแข็งแรง วัดมีความมั่นคง ชุมชนมีความเข้มแข็ง” สืบไป

  • คณะสงฆ์เมืองกาฬสินธุ์ ถอดบทเรียนงานบวชสร้างสุข มีมติผลักดันต่อ พร้อมขยายผล และสื่อสารให้มากขึ้น

    คณะสงฆ์เมืองกาฬสินธุ์ ถอดบทเรียนงานบวชสร้างสุข มีมติผลักดันต่อ พร้อมขยายผล และสื่อสารให้มากขึ้น

    จากค่านิยมเรื่องการจัดงานบวชในอำเภอเมืองกาฬสินธุ์ ที่ได้เปลี่ยนแปลงไปในปัจจุบันก่อให้เกิดปัจจัยเสี่ยง เช่น การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์  การมีมหรสพ ดนตรีฉลอง มีรถแห่เสียงดัง กระตุ้นการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เต้นยั่วยุ ก่อให้เกิดการทะเลาะวิวาท ความรุ่นแรงฆ่ากันตายในงานบวช สร้างความเดือดร้อนวุ่นวายต่อชุมชน ระหว่างชุมชน และสังคม  มีค่าใช้จ่ายมหาศาลในการจัดงานที่ยิ่งใหญ่ด้วยค่านิยมเชื่อว่าแสดงถึงฐานะทางสังคมของเจ้าภาพ  เกิดหนี้สิน ส่งผลให้เกิดภาพลบต่อเจ้าภาพที่จัดงานแบบเรียบง่าย  ประหยัด ที่ถูกต้องตามพระธรรมวินัยกลับถูกมองว่ายากจน  ซึ่งถือว่าเป็นอุปสรรคต่อการเข้าถึงพระพุทธศาสนาของชาวพุทธในระยะยาว

    จนต่อมาได้เกิดเวที แลกเปลี่ยน แนวคิด การผลักดันนโยบายสาธารณะ งานบวชสร้างสุข เพื่อสร้างค่านิยมใหม่ให้เกิดขึ้นต่อการจัดงานบวช ของสังคมไทย โดยการประสานของ เจ้าอธิการแดง ปญฺญาวโร เจ้าคณะตำบลบึงวิชัย อ.เมืองกาฬสินธุ์ จ.กาฬสินธุ์ เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2565 ที่ผ่านมา ณ ห้องประชุมวัดกลาง อำเภอเมืองกาฬสินธุ์ จังหวัดกาฬสินธุ์ มีพระครูวรธรรมธัช ดร. เจ้าคณะจังหวัดกาฬสินธุ์ เป็นประธานในที่ประชุม จากการประชุมก็ได้มีการหารือกันถึงแนวทางในการขับเคลื่อน

    ได้มีการบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ(MOU) กันเกิดขึ้น ในพื้นที่ของ อำเภอเมืองกาฬสินธุ์ เพื่อสร้างความร่วมมือระหว่างคณะสงฆ์ กับ ชุมชน และราชการในเขตอำเภอเมืองกาฬสินธุ์ ในการรณรงค์แนวคิดงานบวชสร้างสุข และผลักดันให้เกิดต้นแบบงานบวชสร้างสุขในพื้นที่ เพื่อให้เกิดการมีส่วนร่วมของคณะสงฆ์อำเภอเมืองกาฬสินธุ์ในการร่วมกันลดปัจจัยเสี่ยง สร้างปัจจัยเสริมให้เกิดขึ้นเป็นสังคมสุขภาวะ โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ในขณะนี้  ซึ่งถือเป็นโอกาสในการจัดงานบวชแบบเรียบง่ายตามพระธรรมวินัย ป้องกันการติดเชื้อเป็นคลัสเตอร์งานบวชด้วย และเป็นการเอื้ออำนวยให้ลูกหลานชาวพุทธได้เข้ามาบวชในพระพุทธศาสนาได้ง่ายยิ่งขึ้นตามแก่นแท้ของพระพุทธศาสนาอย่างแท้จริง  จัดงานบวชสร้างสุขแบบ  “บวชวิถีใหม่ ยึดพระธรรมวินัย ห่างไกลอบายมุข ชุมชนอุ่นใจ เรียบง่าย ประหยัด  ปลอดภัย ไกลโควิด” เพื่อให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของการบวชอย่างแท้จริง และเป็นการสร้างวัฒนธรรมวิถีใหม่ให้เกิดขึ้น

    จากการดำเนินงานที่ผ่านมาของคณะสงฆ์อำเภอเมืองกาฬสินธุ์ ได้มีการถอดบทเรียนการการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะงานบวชสร้างสุข ขึ้นที่ วัดป่าชัยมงคล ตำบลบึงวิชัย อำเภอเมืองกาฬสินธุ์ จังหวัดกาฬสินธุ์ เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2566 เพื่อทบทวนการทำงานที่ผ่านมา แลกเปลี่ยนวิธีการ ปัญหา อุปสรรคในการดำเนินงาน พร้อมหาแนวทางในการจัดการกับปัญหาต่างๆ ร่วมกัน

    สรุปผลการขับเคลื่อน งานบวชสร้างสุขอำเภอเมืองกาฬสินธุ์

    1. เกิดรูปธรรม ต้นแบบงานบวชสร้างสุขในอำเภอเมืองกาฬสินธุ์ มากว่า 30 งาน มีพระสงฆ์ที่ผ่านกระบวนการบวชสร้างสุข ไม่ต่ำกว่า 39 รูป
    2. เกิดนวัตกรรมการเชิดชูผู้ที่บวชสร้างสุข ผ่านการมอบใบประกาศเกียรติคุณ
    3. เกิดการสร้างการสื่อสาร รณรงค์ งานบวชสร้างสุขในหลายรูปแบบ
    4. เกิดการประสานความร่วมมือ การขับเคลื่อนงานบวชสร้างสุข ระหว่าง วัด บ้าน ราชการ (บวร.)

    พระครูจันทธรรมานุวัตร, ดร. เจ้าคณะอำเภอเมืองกาฬสินธุ์ ประธานในการประชุม ได้กล่าวว่า ถ้าดูจากวัตถุประสงค์ของโครงการบวชสร้างสุขแล้ว ก็ถือว่ามีความสอดคล้องในแนวนโยบายการปฏิรูปกิจการพระพุทธศาสนาในด้านสาธารณะสงเคราะห์ และด้านการเผยแผ่พระพุทธศาสนา จึงได้รับเอาแนวนโยบายบรรจุเข้ากับแผนปฏิบัติการ ของคณะสงฆ์อำเภอเมืองกาฬสินธุ์ เราก็ได้ขับเคลื่อนมาตลอด ปี 2565 ที่ผ่านมา วันนี้จึงกำหนดให้มีการแลกเปลี่ยนกัน ถึง แนวทางการดำเนินงาน ปัญหาอุปสรรคระหว่าง การดำเนินงาน เพื่อหาแนวทางในการแก้ไข และพัฒนาต่อไป

    พระครูสิทธิชยาภิวัฒน์ เจ้าคณะตำบลลำปาว ได้กล่าวเพื่อแลกเปลี่ยนว่า ตามที่เราได้ไปนำเสนอกับเจ้าภาพว่า การจัดงานจะต้องจัดลักษณะแบบนี้ แบบนี้ เราก็ต้องยอมรับความเป็นจริงอย่างหนึ่งว่า สมัยก่อนที่ปู่ย่าตายายเราทำมาส่วนมาก มักมีชุความคิดหนึ่งว่า ไหนๆจะได้บวชลูกทั้งที อยากจะจัดหนักจัดใหญ่ ก็ไม่ค่อยได้มีปัญหาอะไร สมัยก่อนจะจัดงานใหญ่ขนาดไหนก็อยู่ในขอบเขตและก็ไม่มีการทะเลาะวิวาท ไม่มีการฆ่ากัน แต่สมัยนี้มันแตกต่างกันแต่ สมัยนี้เขาจัดใหญ่เพื่อต้องการความสนุกสนานกันก็คือรถแห่ที่กำลังติดเทรนด์มากในช่วงนี้ ชาวบ้านไหนจะมีผ้าป่า กฐิน งานบวช ไม่มีรถแห่นี่ คนจะไม่ค่อยไป คนจะไม่ค่อยใส่ใจ เราพยายามพูดอยู่หลายครั้งก็อยากที่เขาจะเข้าใจ พอเราออกกฎกติกาออกมา ว่าถ้ามีรถแห่ ไม่บวชให้ เขาก็ไปบวชวัดอื่น ฉนั้น จึงเสนอว่า จะต้องมีการบรูณาการร่วมกัน ให้ทุกวัดในเขตตำบล ในเขตอำเภอ หรือไปจนถึง ระดับจังหวัด ให้มีกฎกติการในลักษณะเดียวกันนี้ เชื่อว่า ญาติโยมจะถอยเอง

    ด้าน พระครูอรัญสุเมธาภรณ์ เจ้าคณะตำบลภูดิน เจ้าอาวาสวัดทุ่งศรีเมือง ได้กล่าวว่า ที่ทุ่งศรีเมืองเอง ชาวบ้านมีฐานะอยู่ในระดับปานกลางจึงสามารถขอความร่วมมือได้ง่าย ในเรื่องของการจัดงานบวชที่เรียบง่าย แต่ก็ยังมีอยู่บ้างที่ ยังคงจัดแบบเดิม ที่มีดนตรีเครื่องแห่ เลี้ยงฉลองใหญ่โต ผมเองก็ได้มีการบอกกล่าวทำความเข้าใจอยู่ตลอด เราอาจจะยังห้ามเขาไม่ได้ เราก็ต้องสร้างข้อตกลงกับเขา ว่าถ้าเกิดปัญหาขึ้นมา ใครจะรับผิดชอบ รับผิดชอบอย่างไร พยาม ทำให้อยู่ในขอบเขตให้ได้มากที่สุด

    ในตอนท้าย พระครูจันทธรรมานุวัตร, ดร. เจ้าคณะอำเภอเมืองกาฬสินธุ์ ได้กล่าวต่อว่า จากที่ฟังจากหลายท่าน คิดว่าโครงการนี้มีประโยชน์ และหลายๆพื้นที่ก็เริ่มมีงานบวชต้นแบบ แต่ก็ยังคงมีปัญหาอุปสรรคอยู่บ้าง เราจึงต้องทำต่อไป ต้องช่วยกันสื่อสาร ประชาสัมพันธ์ สร้างความเข้าใจกับญาติโยม รวมไปถึง พระอุปัชฌาย์ ในพื้นที่อื่นๆ ได้ร่วมเป็นแนวปฏิบัติเดียวกันนี้ต่อไป

  • จังหวัดลำปางจัดตั้งชมรมคนหัวใจเพชร เลิกเหล้าตลอดชีวิต

    จังหวัดลำปางจัดตั้งชมรมคนหัวใจเพชร เลิกเหล้าตลอดชีวิต

    จังหวัดลำปางประชุมแกนนำชมรมคนหัวใจเพชร 9 ชมรม เลิกเหล้าตลอดชีวิต แห่งแรกของจังหวัง มุ่งหวังพัฒนาเป็นเครือข่ายอาสาสมัครงดเหล้าประจำหมู่บ้าน ช่วยเหลือเหยื่อน้ำเมาในอนาคต และสู่ชุมชนพึ่งพาตนเอง

    เมื่อวันที่ 7 มกราคม 2566 ณ วัดบรรพตสถิต อ.เมือง จ.ลำปาง ประชาคมงดเหล้าจังหวัดลำปาง และศูนย์ประสานงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้าภาคเหนือตอนบน ได้มีการประชุมติดตามการดำเนินงานของชมรมคนหัวใจเพชรเพื่อให้กำลังคณะทำงาน ผลการติดตามพบว่า ชมรมมความพร้อมหลายด้าน เช่น แกนนำชุมชน ทรัพยากรชุมชน กติกาชุมชน รวมไปถึงการจะก้าวไปสู่ชุมชนพึ่งพาตนเอง ในปีนี้จังหวัดลำปางที่จะพร้อมขับเคลื่อนกระบวนการ ชวน ช่วย ชมเชียร์ จำนวน 9 ชมรม ถือเป็ฯการก่อตั้งชมรมที่ประกาศเจตนาเลิกเหล้าตลอดชีวิ

    นายชาญ อุทธิยะ ผู้ประสานงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้าจังหวัดลำปาง กล่าวว่า มีแนวโน้มจะขยายไปยังหมู่บ้านอื่นๆ ในอนาคตถือเป็นพื้นที่ๆ มีความเข้มแข็งอีกพื้นที่หนึ่งในของจังหวัด ด้านชุมชนเข้มแข็งในการแก้ปัญหาเรื่องเหล้าด้วยวิถีพอเพียง นอกจากนี้เครือข่ายมหาวิทยาลัยราชภัฏลำปาง มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย วิทยาเขตนครลำปาง ที่จะมีส่วนขับเคลื่อนด้านวิชาการ และการติดตามเพื่อให้เกิดเครือข่ายร่วมมือในการดำเนินการต่อไป