Category: เครือข่ายพระสงฆ์

  • วัดบ้านจ้อง ต.โป่งผา อ.แม่สาย จ.เชียงราย จัด”สวดมนต์ข้ามปี” เคานต์ดาวน์แบบวิถีพุทธ

    วัดบ้านจ้อง ต.โป่งผา อ.แม่สาย จ.เชียงราย จัด”สวดมนต์ข้ามปี” เคานต์ดาวน์แบบวิถีพุทธ

    ตามหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาเชื่อกันว่าการสวดมนต์ข้ามปี คือการส่งท้ายและเริ่มต้นใหม่ด้วยศีลกับธรรม ก่อให้เกิดบุญใหญ่กับชีวิต ทั้งทางกาย ทางจิต และทางปัญญา ส่งผลให้ได้พบสิ่งที่เป็นมงคลตลอดทั้งปี นอกจากนี้ ยังเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่น่าสนใจ ช่วยให้ลดความเสี่ยงจากอบายมุข อุบัติเหตุ และความชั่วร้ายทั้งปวง อีกทั้งคนส่วนใหญ่ก็มีความตั้งใจจริงที่จะสวดมนต์ข้ามปีเพื่อจะได้เป็นการเสริมสร้างบุญกุศลให้ชีวิตเจริญรุ่งเรืองกันไปตลอดทั้งปี

    วัดบ้านจ้อง ต.โป่งผา อ.แม่สาย จ.เชียงราย  ร่วมกับชุมชนจัดกิจกรรม สวดมนต์ข้ามปี เพื่อน้อมนำความเป็นสิริมงคลมาสู่ตนเอง และครอบครัว พร้อมเติมกำลังใจ และในช่วงวันส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ก่อนเริ่มต้นชีวิตใหม่ในปี 2566 สิ่งสำคัญเมื่อเริ่มต้นด้วยบุญชีวิตก็จะสมบูรณ์ทั้งชีวิต   "เพราะคนเราทุกคนต้องการชีวิตที่ดีต้อนรับปีใหม่ ประกอบกับภาพอุบัติเหตุ และยอดผู้เสียชีวิตที่เพิ่มขึ้น ทำให้ใครหลายคนหันหน้าเข้าหาสิ่งดีๆ ด้วยการสวดมนต์ข้ามปีเสริมความเป็นสิริมงคลให้ตัวเอง และครอบครัว ซึ่งการสวดมนต์เป็นวิถีพุทธ เป็นสิ่งที่พระภิกษุสงฆ์ใช้ถ่ายทอดหลักคำสอนของพุทธเจ้า หรือเรียกว่า มุขปาฐะ ให้นำไปประพฤติปฏิบัติ เป็นการภาวนาธรรมให้จิตใจสงบในเบื้องต้น ถือเป็นการทำความดีอย่างหนึ่ง ช่วยสร้างจิตให้เกิดกุศลก่อให้เกิดความสุข" พระครูสุวิชาญสุตสุนทร กล่าว
  • สมเด็จพระมหาธีราจารย์ ย้ำ “การดูแลพระภิกษุอาพาธ เป็นหน้าที่ความรับผิดชอบของพระสงฆ์ พระสังฆาธิการ ต้องดูแลพระภิกษุผู้ใต้บังคับบัญชา ไม่ทอดทิ้ง ยามอาพาธเจ็บป่วยจนกว่าจะหายดี ”

    สมเด็จพระมหาธีราจารย์ ย้ำ “การดูแลพระภิกษุอาพาธ เป็นหน้าที่ความรับผิดชอบของพระสงฆ์ พระสังฆาธิการ ต้องดูแลพระภิกษุผู้ใต้บังคับบัญชา ไม่ทอดทิ้ง ยามอาพาธเจ็บป่วยจนกว่าจะหายดี ”

    สมเด็จพระมหาธีราจารย์ กรรมการมหาเถรสมาคม ประธานฝ่ายสาธารณสงเคราะห์ของมหาเถรสมาคม เจ้าอาวาสวัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามย้ำ “การดูแลพระภิกษุอาพาธ เป็นหน้าที่ความรับผิดชอบของพระสงฆ์ พระสังฆาธิการ ต้องดูแลพระภิกษุผู้ใต้บังคับบัญชา ไม่ทอดทิ้ง ยามเจ็บป่วยไม่สบายจนกว่าจะหายดี หรือจนกว่าจะหายป่วย”

    ในการเป็นประธานกล่าวให้ข้อคิดเห็น และให้นโยบายเปิดเวทีการประชุมขับเคลื่อนเครือข่ายกองบุญพระภิกษุอาพาธระดับประเทศ ผ่านระบบ video conference zoom

    วันอาทิตย์ที่ 25 ธันวาคม  2565  ช่วงเช้ามีการประชุมใหญ่ประจำปีกลุ่มสัจจะสะสมทรัพย์จังหวัดจันทบุรี มอบทุนผู้สูงอายุ-ทุนการศึกษา-ผู้พิการ-ผู้ด้อยโอกาส จำนวน 1,100 ทุน และ ช่วงบ่าย มีการประชุมขับเคลื่อนเครือข่ายกองบุญพระภิกษุอาพาธระดับประเทศ ภายใต้กรอบ “ธรรมนูญสุขภาพพระสงฆ์แห่งชาติ 2560 และข้อตกลงความร่วมมือบทบาทการเกื้อหนุนวัดและชุมชนให้มีความสุขอย่างยั่งยืน และจังหวัดบูรณาการบำบัดทุกข์ บำรุงสุข  โดยช่วงบ่ายมีพระสงฆ์จังหวัดต้นแบบที่จัดตั้งกองบุญพระภิกษุอาพาธแล้ว และอำเภอเครือข่ายกองบุญพระภิกษุอาพาธ

    โดยมีพระเทพสิทธิเวที เจ้าคณะจังหวัดระยอง เป็นประธานฝ่ายสงฆ์  มีผู้ร่วมประชุมเจ้าคณะจังหวัด  พระศรีพัชโรดม เจ้าคณะจังหวัดเพชรบูรณ์  พระครูศรีมงคลปริยัติกิจ เจ้าคณะจังหวัดสะเกษ พระราชธรรมเมธี เจ้าคณะจังหวัดจันทบุรี พระเทพวราจารย์ เจ้าคณะจังหวัดอุบลราชธานี มอบพระพิพัฒน์วชิโรภาส เจ้าอาวาสวัดป่าดงใหญ่วังอ้อ เจ้าคณะตำบลหัวดอน ที่ปรึกษาปลัดกระทรวงมหาดไทยแทน พระเทพเสนาบดี เจ้าคณะจังหวัดลพบุรี   พระโสภณพัฒนคุณ เจ้าคณะอำเภอหนองม่วงแทน ผู้แทนพระราชสารโสภณ รองเจ้าคณะจังหวัดชลบุรี   ผู้แทนพระบุรเขตธรรมคณี เจ้าคณะจังหวัดตราด  พระครูโพธิวีรคุณ เจ้าคณะอำเภอปทุมรัตต์ จ.ร้อยเอ็ด พระครูสุมณฑ์ธรรมธาดา จังหวัดสุโขทัย  เป็นต้น   ประธานฝ่ายฆราวาส นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย มอบหมายให้ นายธวัชชัย นามสมุทร รองผู้ว่าราชการจังหวัดจันทบุรี ปฏิบัติราชการแทน  

    พระราชธรรมเมธี เจ้าคณะจังหวัดจันทบุรี ประธานกองบุญพระภิกษุอาพาธฺจังหวัดจันทบุรี กล่าวรายความเป็นมาและวัตถุประสงค์ของการจัดเวทีประชุมขับเคลื่อนเครือข่ายกองบุญพระภิกษุอาพาธระดับประเทศ โดยสรุปใจความสำคัญว่า

                คณะสงฆ์จังหวัดจังหวัดจันทบุรีทั้ง 10 อำเภอได้เรียนรู้เรื่อง “กองบุญ” จากบทเรียนของพระสงฆ์นักพัฒนาทั่วประเทศโดยพระครูสุวรรณโพธิวรธรรม วัดโพธิ์ทอง นำมาขยายผลได้จัดตั้ง “กองบุญสุขภาวะพระสังฆาธิการจังหวัดจันทบุรี”และได้นำความรู้นี้เข้าไปถวายแลกเปลี่ยนกับพระสงฆ์เจ้าคณะสงฆ์จังหวัดใกล้เคียง และจังหวัดที่เป็นเครือข่ายกระจายอยู่ทั่วประเทศ  7 จังหวัดที่จัดตั้งกองบุญฯเสร็จ ได้แก่ จังหวัดจันทบุรี จังหวัดตราด จังหวัดระยอง จังหวัดชลบุรี จังหวัดลพบุรี จังหวัดศรีสะเกษ และจังหวัดเพชรบูรณ์ มีจำนวนสมาชิกแต่ละจังหวัด  รวมแล้วประมาน 10,000 รูป ได้รับสวัสดิการยามเจ็บป่วย ประสบอุบัติเหตุ และมรณภาพแล้วมากกว่าสี่พันรูป ต่างมีประโยชนน์ร่วมกันว่า “กองบุญนี้” เป็นการวางรากฐานการดูสุขภาพพระสงฆ์ไทยที่สำคัญในอนาคตตามหลักธรรมนูญสุขภาพพระสงฆ์แห่งชาติ ปี 2560 ข้อที่ 33 ว่าด้วยการจัดตั้งทุนระดับชาติ และระดับพื้นที่เป็นไปเพื่อความสังเคราะห์ เกื้อกูลกันในหมู่พระสงฆ์ตามหลักการทำงานสาธารณสงเคราะห์ของคณะสงฆ์ คือ 1.อัตถายะ เป็นประโยชน์ 2.หิตายะ เกื้อกูลกัน และ 3.สุขายะ มีความสุขสันติสุข และตามคติธรรมที่เจ้าพระคุณ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสงฆราช สกลมหาสฆปริณายก ได้ประทานในการประชุมสัมมนาขับเคลื่อนงานฝ่ายสาธารณสงเคราะห์ตามแผนปฏิรูปกิจการพระพุทธศาสนาจากนโยบายสู่การปฏิบัติระดับจังหวัด ความตอนหนึ่งว่า “บุคคลพึงบำเพ็ญกรณียกิจเพื่อเกื้อกูลกันและกัน ด้วยการละคลายความเป็นตัวตนให้มากที่สุด” ให้สมดังพระพุทธศาสนที่ว่า “ภูตํ เสสํ ทยิตพฺพํ แปลความว่า เมื่อยังมีชีวิตอยู่ควรเกื้อกูลกัน”

    พระราชธรรมเมธี กล่าวรายงานต่อว่า การจัดเวทีวันนี้ เพื่อรับฟังความคิดเห็น จากเจ้าคณะจังหวัดทั้ง 12 จังหวัด เจ้าคณะอำเภอเครือข่าย พระสงฆ์ ผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แล้วสรุปผลเป็นแนวทางการขยายผลผลักดัน ให้เกิดการจัดตั้งกองบุญพระภิกษุอาพาธระดับจังหวัด ขยายในเชิงปริมาณถึงระดับประเทศต่อไป

    สมเด็จพระมหาธีราจารย์  ได้ให้ข้อคิดเห็นชื่นชม และนโยบายโดยสรุปว่า เป็นที่น่าชื่นชมเป็นอย่างยิ่ง ที่คณะสงฆ์ได้ใช้หลักธรรมนำทางโลก ใช้หลักการสาธารณสงเคราะห์ ชุมชน สังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสงเคราะห์กันเองในหมู่สงฆ์ ด้วยคาดหวังจะวางรากฐานการดูแลสุขภาพพระสงฆ์ โดยการจัดตั้งกองบุญพระภิกษุอาพาธระดับจังหวัด ใช้การจัดการรูปแบบใหม่ผ่านระบบไอทที่สอดคล้องโลกปัจจุบัน และสอดคล้องกับหลักพระพุทธศาสนา  ซึ่งข้อเท็จจริงแล้ว การดูแดพระสงฆ์อาพาธ เป็นหน้าที่ความรับผิดชอบของสงฆ์ พระสังฆาธิการ ต้องดูแลพระภิกษุผู้อยู่ใต้บังคับบัญชา ไม่ทอดทิ้ง ยามเจ็บป่วยไม่สบายจนกว่าจะหายดี หรือจนกว่าจะจากกันไป  ซึ่งพระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ตอนหนึ่งว่า :

    “..ดูกรภิกษุทั้งหลาย! พวกเธอไม่มีมารดาบิดา ผู้ใดเล่าจะพึงพยาบาลพวกเธอ ถ้าพวกเธอจักไม่พยาบาลกันเอง ใครเล่าจักพยาบาล ดูกรภิกษุทั้งหลาย ! ผู้ใดจะพึงอุปัฏฐากเรา ผู้นั้นพึงพยาบาลภิกษุอาพาธเถิด ฯลฯ  

    ถ้าไม่มีอุปัชฌายะ อาจารย์ สัทธิวิการิก อันเตวาสิก ภิกษุผู้ร่วมอุปัชฌายะ  หรือภิกษุผู้ร่วมอาจารย์ เป็นหน้าที่ของสงฆ์ที่ต้องพยาบาลจนตลอดชีวิต หรือจนกว่าจะหาย”

    การขับเคลื่อนธรรมนูญสุขภาพพระสงฆ์แห่งชาติ ปี  2560 การดำเนินงานได้มีความก้าวหน้าในประเด็นที่สำคัญ อาทิ

    1. พระสงฆ์เข้าถึงสิทธิในการรับบริการสุขภาพ 181,757 รูป
    2. พระสงฆ์ได้รับการตรวจคัดกรองสุขภาพในวัดทุกรูป จำนวน 10,491 วัด
    3. มีการจับคู่ 1 วัด 1 สถานพยาบาลจำนวน 9,622 วัด /สถานพยาบาล
    4. มีการอบรมพระคิลานุปัฏฐากแล้ว 9,588 รูป

    การประชุม ขอให้บรรลุตามวัตถุประสงค์ที่ได้ตั้งไว้ ในการรับฟังความคิดเห็นจากเจ้าคณะจังหวัด  เจ้าคณะอำเภอเครือข่าย พระสงฆ์ รวมทั้งผู้แทนกระทรวงมหาดไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยการจัดตั้งกองบุญพระภิกษุอาพาธระดับจังหวัดนั้น ขอให้คิดถึง การต่อยอดประเด็นที่มีความก้าวหน้าตามที่กล่าวแล้ว ในลักษณะความเชื่อมโยง การสนับสนุนกันอย่างไร  แล้วหาต้นแบบที่เป็นรูปธรรมเพื่อการขยายผลให้เกิดคุณูปการต่อการดูแลสุขภาพพระสงฆ์กันเองเบื้องต้น แบบครบวงจร ที่สอดคล้องกับหลักการพระพุทธศาสนาต่อไป  

    เจ้าคณะจังหวัด และเจ้าคณะอำเภอเครือข่ายกองบุญพระภิกษุอาพาธมีมติร่วมกันจะร่วมผลักดัน ขยายบทเรียนการจัดตั้งกองบุญพระภิกษุอาพาธ เพื่อวางรากฐานการดูแลสุขภาพพระสงฆ์ไทย ดังนี้

    1. ยึดหลักการ “การดูแลภิกษุอาพาธ เป็นหน้าที่โดยธรรม โดยวินัยของคณะสงฆ์ทุกระดับ ไม่ทอดทิ้ง เกื้อกูล ยามเจ็บป่วยไม่สบายจนกว่าจะหายดี หรือจนกว่าจะตายจากกันไป”
    2. จะขยายผลต่อเริ่มต้นจากบทเรียน ความรู้ ประสบการณ์ จากจังหวัดที่จัดตั้งได้แล้ว จากแต่ละภาค จังหวัด ขยายสู่จังหวัดใกล้เคียงที่สนใจ เป็นพี่เลี้ยง การสื่อสาร สร้างกระบวนการเรียนรู้ร่วมกันด้วย
    3. พัฒนาทีมวิทยากร การจัดการการเงิน และระบบการจัดการ
    4. วางโครงสร้างเครือข่ายภาคีกองบุญพระภิกษุอาพาธ โดยมี พระราชธรรมเมธี เจ้าคณะจังหวัดจันทบุรี เป็นประธาน     

    ชัยณรงค์ คำแดง รายงาน

  • ชมรมคนหัวใจเพชรอีสานบน ดูงานบ้านโคกเครือ “ที่ห้ามคนตายก่อนอายุ 80 ปี”

    ชมรมคนหัวใจเพชรอีสานบน ดูงานบ้านโคกเครือ “ที่ห้ามคนตายก่อนอายุ 80 ปี”

    วันที่ 16-18 ธันวาคม 2565 สำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้าภาคอีสานตอนบน ภายใต้การสนับสนุน จากสำนักงานกองทุนสนุบสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ชมรมอาสาสมัครเครือข่ายงดเหล้า หรือเรียกว่า อ.สคล.(คนหัวใจเพชร) ภาคอีสานตอนบน ณ หอประชุมธรรมาภิบาลเทศบาลเมืองกาฬสินธุ์

    โดยมีเจ้าอธิการแดง ปญฺญาวโร เจ้าคณะตำบลบึงวิชัย (เครือข่ายพระสงฆ์นักพัฒนาภาคอีสาน) อำเภอเมืองกาฬสินธุ์ กล่าวสร้างพลังใจประชาคมงดเหล้าภาคอีสานตอนบนและคนหัวใจเพชร

    “สิ่งที่ทำเป็นการช่วยเหลือให้คนมีสุขภาพดี คนที่สามารถเลิกเหล้าได้ถือว่าเป็นคนมีจิตใจที่เข้มแข็ง สวยงามจากข้างในเพราะเป็นคนที่มีใจความปรารถนาที่จะทำสิ่งดี ก็ขอให้รักษาสิ่งดีงามข้างในนี้ไว้”

    เวทีครั้งนี้มีชมรม อ.สคล.(คนหัวใจเพชร) 12 ชมรมคือ ชมรมอ.สคล.(คนหัวใจเพชร)ตำบลดงบัง, ชมรมอ.สคล.(คนหัวใจเพชร)ตำบลกู่สันตรัตน์, ชมรมอ.สคล.(คนหัวใจเพชร)ตำบลหองไผ่, ชมรมอสม.ตำบลหนองกุง, ชมรมคนหัวใจเพชรตำบลทุ่งกุลา, ชมรมคนหัวใจเพชร เลิกเหล้าตลอดชีวิตตำบลโพนสูง, ชมรมอ.สคล.(คนหัวใจเพชร)บ้านหัวฝาย, ชมรมอ.สคล(คนหัวใจเพชร)บ้านโคกเครือ, ชมรมอ.สคล.(คนหัวใจเพชร)ตำบลหองภัยศูนย์, ชมรมอ.สคล.(คนหัวใจเพชร)ตำบลหนองซน,ชมรมอ.สคล.(คนหัวใจเพชร)ตำบลบึงโขงหลงและชมรมอ.สคล.(คนหัวใจเพชร)ตำบลนาดี มีเสริมพลังใจความภาคภูมิใจในการเข้ามามีส่วนร่วมในชมรมฯและการชวนคน ลด ละ เลิกเหล้า การถอดบทเรียนการขับเคลื่อน ลด ละ เลิก เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของแต่ละชมรม 5 ส่วน คือ 1.แรงบันดาลใจการจัดตั้งชมรม 2.บทบาทและภารกิจ 3.การจัดสภาพแวดล้อม 4.ผลงานที่สำคัญของชมรม 5.การเชื่อมกองทุนสุขภาพตำบล และมีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ 12 ชมรม ทำให้ชมรมคน อ.สคล.(คนหัวใจเพชร) ภาคอีสานตอนบนมีการขับแนวทางในการเชื่อมกองทุนสุขภาพตำบล การส่งเสริมอาชีพคนเลิกเหล้า และจะยกระดับให้มีจัดตั้งกองทุนชมรม อ.สคล. (คนหัวใจเพชร) เพื่อดูแลสมาชิกและช่วยเหลือคนในชุมชน

    นอกจากนั้นชมรม อ.สคล.(คนหัวใจเพชร) ได้ลงพื้นที่ศึกษาดูงานชุมชนคนสู้เหล้าบ้านโคกเครือ ตำบลอุ่มเม่า อำเภอยางตลาด จังหวัดกาฬสินธุ์ โดยได้รับความกรุณาพระครูโสภณวินัยวัฒน์ เจ้าคณะยางตลาด เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ และนายประจักษ์ ภูแลขำ นายกเทศมนตรีโคกศรี เป็นประธานฝ่ายฆารวาส กล่าวตอนรับชมรม อ.สคล.(คนหัวใจเพชร) 12 ชมรม ภาคอีสานตอนบน ในการศึกษาดูงานชุมชนคนสู้เหล้าบ้านโคกเครือ เป็นการทำงานร่วมกัน บ้าน วัด เยาวชน ในการขับเคลื่อนงานปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ด้วยสโลแกนจากพระครูโสภณวินัยวัฒน์

    “คนโคกเครือห้ามตายก่อนอายุ 80 ปี”

    โดยทางชุมชนมีฐานเรียนรู้ 4 ฐาน คือ 1.ฐานคุณธรรม จริยธรรม 2.ฐานงานบุญปลอดเหล้า 3.ธนาคารความดี 4.เศรษฐกิจพอเพียง

    นายอภิสิทธิ์ ภูชัยแสง ผู้ใหญ่บ้านโคกเครือ กล่าวว่า “ชุมชนบ้านโคกเครือเริ่มต้นจากพระครูโสภณวินัยวัฒน์ เห็นปัญหาเวลาจัดงานศพจึงมีการขับเคลื่อนงานศพปลอดเหล้า และขยายเป็นงานบุญกฐินปลอดเหล้า งานบวชปลอดเหล้า และการชวนคนลด ละเลิกเหล้า โดยใช้โอกาสงดเหล้าเข้าพรรษาเชื่อมกับการออมเงินค่าเหล้าฝากผ่าน “ธนาคารความดี” และส่งเสริมอาชีพให้กับคนเลิกเหล้า จัดตั้งเป็นกองทุน ช่วยเหลือกันในชุมชน โดยการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่าย บ้าน วัด หน่วยงาน ชมรม อ.สคล.และเยาวชนในตำบลอุ่มเม่าเพื่อการให้เกิดพื้นที่รูปธรรม”

    นายสมพงษ์ บุญตาท้าว คนหัวใจเพชรตำบลหนองซน ตัวแทนจากชมรมอ.สคล.(คนหัวใจเพชร 12 ชมรม ได้แต่งบทกลอนจากเรียนรู้ครั้งนี้ กล่าวว่า

    “ ขอบพระคุณทีมงานบ้านโคกเครือ

    ที่เอื้อเฟื้อแหล่งเรียนรู้มุ่งมีฝัน

    พาทีมงาน อ.สคล.ช่วยแบ่งปัน

    ร่วมสร้างฝันคุณค่า พาทำงาน

    มีหลวงพ่อท่านพระครูเจ้าคณะ

    พาลด ละ เลิกสุรา พาประสาน

    ท่านนายก ผู้นำทางการทำงาน

    ใหญ่อภิสิทธิ์ผู้ประสานทุกงานไป

    ทั้งสี่ฐานสุดยอดงานเป็นต้นแบบ

    ตามติดแนบปฏิบัติธรรมนำสมัย

    ลดเลิกเหล้าทำงานบุญร่วมบวชใจ

    นำพาสู่อาชีพความพอเพียง

    เยาวชนคนเก่งเร่งปลูกสร้าง

    ชี้นำทางปลูกไว้ ช่วยส่งเสียง

    ปลูกความรัก ความผูกพัน ไม่ลำเอียง

    ความพอเพียง เป็นแบบอย่างสร้างชุมชน

    ขอขอบคุณอย่างจริงใจให้อีกครั้ง

    ขอปรบมือดังๆทุกแห่งหน

    เชิญทุกท่านปรบมือทุกๆคน

    ให้ชุมชนต้นแบบบ้านโคกเครือ”

    จาก 12 ชมรม ได้เรียนรู้แลกเปลี่ยนการทำงานในการให้คนในชุมชนลด ละ เลิกเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ รวมถึงการได้มาเรียนรู้ในชุมชนคนสู้เหล้าพื้นที่จริง ทำให้ชมรมได้ทบทวนนำสิ่งที่ได้เรียนรู้ไปปรับใช้ในชมรมและชุมชนคนสู้เหล้าต่อไป

  • เครือข่ายสังฆะเพื่อสังคม จัดเวทีแลกเปลี่ยนบทบาทพระสงฆ์ในการเป็นผู้นำด้านการสร้างสุขภาวะชุมชนและสังคม พร้อมระดมทุนทอดผ้าป่าสังฆะสามัคคี สมทบกองบุญสุขภาวะ สังฆะเพื่อสังคม ดูแลพระสงฆ์นักพัฒนาที่อาพาธทั่วประเทศ

    เครือข่ายสังฆะเพื่อสังคม จัดเวทีแลกเปลี่ยนบทบาทพระสงฆ์ในการเป็นผู้นำด้านการสร้างสุขภาวะชุมชนและสังคม พร้อมระดมทุนทอดผ้าป่าสังฆะสามัคคี สมทบกองบุญสุขภาวะ สังฆะเพื่อสังคม ดูแลพระสงฆ์นักพัฒนาที่อาพาธทั่วประเทศ

    เครือข่ายพระสงฆ์นักพัฒนาสังฆะเพื่อสังคม ในอดีตที่ผ่านมาถือว่าเป็นเครือข่ายที่มีความตื่นตัวในบทบาทหน้าที่ของ ความเป็นพระ ความเป็นผู้นำชุมชน สังคม ประเทศ และเป็นทั้งผู้นำแนวคิดบางสมัย เป็นเครือข่ายสนับสนุนแนวคิดของฝ่ายปกครองบ้านเมืองเพื่อให้เกิดความร่มเย็นเป็นสุขในชุมชน สังคม ประเทศ รวมตัวเกาะเกี่ยวกันเป็นเครือข่าย เช่น เครือข่ายพระ อนุรักษ์ป่า เครือข่ายพระผู้นำแผ่นดินธรรมแผ่นทอง (องค์การ) เครือข่ายพระเสขิยธรรม เครือข่ายพระธรรมทายาท เครือข่าย โครงการพุทธชยันตี พอเพียง เคียงธรรม เครือข่ายพระสงฆ์ลดปัจจัยเสี่ยง เครือข่ายสวดมนต์สร้างปัญญา เครือข่ายวัดปลอดพนัน เครือข่ายงานบวชสร้างสุข และเครือข่ายโครงการวัดปลอดเหล้า บุหรี่ พนันสร้างภูมิคุ้มกันโควิด – 19 ด้วยหลักพุทธธรรม เป็นต้น

    กาลเวลาที่ผ่านไป เครือข่ายพระสงฆ์ รุ่นก่อนเริ่มอ่อนแรงอยู่ตัว และสูงวัย เข้าเป็นผู้มีบทบาทในสายปกครอง ในขณะที่โลกสมัยใหม่มีความซับซ้อน การสื่อสารการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ มีความรวดเร็ว มีหลายช่องทาง การ บริหารจัดการต้องอาศัยทักษะ การสร้างพระธรรมทายาทรุ่นใหม่ขาดความต่อเนื่อง ส่งผลกระทบต่อ กระบวนการทำงานเครือข่ายและโอกาส บางภาคไม่สามารถเคลื่อนงานได้ ในขณะที่ บางภาคสามารถขับเคลื่อนงานได้ หลากหลาย เชื่อมกันเป็นเครือข่ายพระสงฆ์นักพัฒนาในระดับจังหวัด/ภาค และสามารถสนองงานระดับนโยบาย และหน่วยงาน กระทรวงต่างๆได้

    วันที่ 13 – 14 ธันวาคม 2565 ที่ผ่านมา มูลนิธิสังฆะเพื่อสังคม สำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า (สคล.) จัดเวทีเวทีแลกเปลี่ยนกำหนดทิศทางการทำงานเครือข่าย และระดมทุนกองบุญ ประจำปี 2565 ประเด็น : พัฒนาเครือข่ายและบทบาทพระสงฆ์ในการเป็นผู้นำด้านสร้างสุขภาวะชุมชนและสังคม : “กรณีศึกษาบวชสร้างสุข” และประเด็นอื่นๆ โดยการสนับสนุนของสำนักงานกองบุญสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) พระสงฆ์นักพัฒนาทุกภูมิภาคทั่วประเทศ เดินทาง มาร่วมกันที่ภาคเหนือตอนบน คือ จังหวัดลำพูน และจังหวัดเชียงใหม่

    โดยในวันแรก 13 ธันวาคม 2565 คณะสงฆ์ในเข้าศึกษาดูงาน “รูปธรรมงานพระคิลานุปัฏฐาก กับการดูแลพระสงฆ์อาพาธครบวงจร” โดย พระมหาอนุวัตร ฐิตเมโธ ประธานพระคิลานุปัฏฐากจังหวัดลำพูน ณ วัดหนองปลาขอ ตำบลป่าสัก อำเภอเมือง จังหวัดลำพูน ได้ศึกษาดูงานและแลกเปลี่ยนเชิงการยกระดับและเชื่อมโยง เหนือ ใต้ อีสาน ตะวันออก

    ด้านพระครูสุวรรณโพธิวรธรรม ประธานมูลนิธิสังฆะเพื่อสังคม กล่าวว่า การมารวมตัวของพระสงฆ์ทุกภูมิภาคทั่วประเทศ ในจังหวัดของภาคเหนือ ในวันนี้ หลักๆแล้ว คือ เรามาร่วมกันระดมทุน เพื่อทอดผ้าป่า สมทบเข้ากองบุญสุขภาวะสังฆะเพื่อสังคม ในระดับประเทศ เพื่อใช้เป็นกองทุนในการดูและพระสงฆ์อาพาธ ซึ่ง เครือข่ายพระสงฆ์เราที่มารวมตัวกันขับเคลื่อนงาน ในการพัฒนาชุมชน พัฒนาสุขภาวะของชุมชน ในหลายๆประเด็น ทั้งในเรื่องของการรณรงค์ให้ชุมชนปลอดจากอบายมุข และปัจจัยเสี่ยงทางสุขภาพ

    ในเรื่องการบวชสร้างสุข ให้คนละเว้นในเรื่องของอบายมุข จัดงานอย่างประหยัดเรียบง่าย และยึดถือเอาตามหลักพระธรรมวินัย อะไรอย่างนี้ เราก็ขับเคลื่อนกันมาให้ชุมชนอยู่ดีมีสุข จนมีอยู่หนึ่งประเด็นที่เราพบว่า พระเราลืมเลือนที่จะนึกถึงไป ก็คือ ในเรื่องของการดูแลพระสงฆ์เราด้วยกันเอง เมื่อยามเจ็บป่วยอาพาธ ไร้ซึ่งคนดูแล เราจึงมีความพยายามที่จะคิดรูปแบบ หรือ ว่าสร้างแนวทางในการจัดระบบดูและพระสงฆ์เราเมื่อยามอาพาธ ที่แต่ละวัดในแต่ละภาค ก็จะมีรูปแบบ แนวทางที่หลากหลายแตกต่างกันออกไป ซึ่งการรวมตัวของคณะสงฆ์เราครั้งนี้ถือว่าเป้นโอกาสที่ดี ที่เราจะได้มาร่วมแลกเปลี่ยน แนวทางการดูแลพระสงฆ์ให้เกิดผลดี ให้มีสุขภาพกายสุขภาพจิตที่ดี ให้มีความพร้อมที่จะดูแล และช่วยเหลือชาวบ้านอีกต่อไป

    ภายในเวทีได้มีการแลกเปลี่ยนการขับเคลื่อนงานและบทเรียนการทำงานการพัฒนาสุขภาวะของพระสงฆ์และชุมชนภายในเวที ทางภาคเหนือโดยจังหวัดลำพูนเอง มีความน่าสนใจ คือ จังหวัดลำพูนเอง มีการทำงานที่เน้นการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนเป็นหลัก โดยเน้นหนักไปทางกลไกลของพระสงฆ์ซึ่งถือว่ามีความสำคัญ ในส่วนของกลไกพระคิลานุปัฏฐาก  มีการจัดระบบฐานข้อมูลร่วมกับสาธารณสุขจังหวัด สาธารณสุขอำเภอ มีการคัดกรองสุขภาพร่วมกับเจ้าหน้าที่นอกเหนือจากนั้นยังมีการสร้างจิตอาสาขึ้นมาเพิ่มเติมเพื่อดูแลอย่างทั่วถึง โดยพระสงฆ์ มีระบบส่งต่อดูแลช่วยเหลือต่อเนื่องโดยการส่งเคสผู้ป่วยไปยังโรงพยาบาลลำพูนมีศูนย์ประสานงานขับเคลื่อนทั้ง 8 อำเภอ บทเรียนการทำงานที่ผ่านมา ในจังหวัดลำพูนเองจำนวนพระที่อาพาธจนต้องได้รับการพึ่งพิงมีทั้งหมดเพลงแค่ 17 เคส ทั้งจังหวัดใน 8 อำเภอหรือว่าพระในจังหวัดลำพูนมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงมากป่วยน้อย แต่สถิติจากการคัดกรองส่วนใหญ่ที่คัดกรองโดยพระคิลานุปัฏฐากใน 2-3 ปีที่ผ่านมาพบว่าพระสงฆ์ป่วยด้วยโรค NCDs กันเยอะ โรคเบาหวาน ความดัน ไขมัน อะไรพวกนี้ จากสถิติใน 100% ที่คัดกรองสุขภาพพระสงฆ์พบว่ามี ร้อยละ 33 ที่มีภาวะน้ำหนักเกิน สะท้อนให้เห็นถึงข้อมูลด้านโภชนาการของพระสงฆ์ในจังหวัดลำพูน ได้มีการผลักดันโครงการต่างๆเพื่อควบคุมการบริโภคของพระสงฆ์ ให้ถูกต้องและเหมาะสมกับโภชนาการ โดยการกำกับของ พระเทพรัตนนายก เจ้าคณะจังหวัดลำพูน มีโครงการอาหารปลอดภัย โครงการโรงเรียนเบาหวานวิทยา ซึ่งแต่ละโครงการไม่เพียงแต่ส่งผลต่อพระสงฆ์แต่ส่งผลไปถึงประชาชนให้เข้ามามีส่วนร่วมในการดูแลรักษาสุขภาพตนเองด้วย

    ภาคใต้เอง โดยพระมหาบวร ปวรธมฺโม เจ้าอาวาสวัดบุญนารอบ จ.นครศรีธรรมราช ได้แลกเปลี่ยนถึงแนวทางการพัฒนา พระคิลานุปัฏฐาก โดยการอบรมพัฒนาศักยภาพเสริมสร้างความรู้ให้มีความรู้ความสามารถในการทำงานอันนี้เรื่องการปฐมพยาบาลการคัดกรองผู้ป่วยการดูแลผู้ป่วยรวมไปถึง มีความรู้ในการเข้าถึงสิทธิต่างๆในการดูแลรักษาสุขภาพ และมีการผลักดันให้เกิดศูนย์พักฟื้นพระสงฆ์อาพาธให้เกิดขึ้นภายในวัด โดยจังหวัดตรัง วัดห้วยยอด  โดยพระสมุห์กฏษฎา ขันติกโร ได้ดำเนินการจัดสร้างร่วมกับโรงพยาบาลห้วยยอดไปแล้ว ในชื่อว่าสังฆะศาลา เป็นอาคารพักฟื้นพระสงฆ์อาพาธ นอกจากนี้ยังเป็นศูนย์ดูแลรักษาสุขภาพของพระสงฆ์อย่างครบวงจร มีเจ้าหน้าที่สาธารณสุขผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันเข้ามาดูแล จะเห็นได้ว่าการทำงานของภาคใต้เอง ก็มีการทำงานร่วมกับหลายๆภาคส่วนมีการเชื่อมโยงเครือข่ายการทำงานไม่ได้ทำเพียงฝ่ายใดฝ่ายเดียว

    มีความคล้ายกันของทางภาคอีสาน โดยพระครูโพธิวรคุณ เจ้าคณะอำเภอปทุมรัตต์ จังหวัดร้อยเอ็ด ที่มีการขับเคลื่อนร่วมกับชุมชนและราชการ ในรูปแบบของโครงการ วชร 079 เป็นการร่วมมือกันระหว่างวัด ชุมชน งานราชการ ในการขับเคลื่อนงานต่างๆด้านการพัฒนาชุมชนโดยสอดคล้องกับการพัฒนาสุขภาวะของชุมชนในทุกมิติ ใช้โครงการเป็นโอกาสในการดูแลรักษาสุขภาพของพระสงฆ์และชุมชน มีกลไกสำคัญเช่นเดียวกันกับทุกภาคก็คือพระคิลานุปัฏฐาก มันเป็นกำลังหลักในการดูแลพระสงฆ์ เห็นได้ชัดเมื่อช่วงของการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ที่วัดเป็นที่พักพิงผู้ป่วย โควิด 19 ก็ใช้เครือข่ายของ พระคิลานุปัฏฐาก วชร 079 นี่แหล่ะเขามาดูแล จนทำให้สามารถผ่านพ้นวิกฤตมาได้ เกิดการยอมรับในชุมชน

    และในภาคค่ำนั้นเอง ก็ได้มาล้อมวงพูดคุยแลกเปลี่ยนกันต่อถึงบทเรียนการขับเคลื่อนงานบวชสร้างสุข ที่ทำร่วมกันทุกภาคทั่วประเทศ ณ ตอนนี้ แชร์บทเรียนการทำงานร่วมกันในแต่ละภาค เพื่อแลกเปลี่ยนแนวทางที่จะนำไปใช้ในการขับเคลื่อนผมจังหวัดตนเองต่อไป

    เช้าวันที่ 15 ธันวาคม 2565 คณะสงฆ์ ได้ทำพิธีทอดผ้าป่าสังฆสามัคคี เพื่อสมทบทุนใน กองบุญสุขภาวะสังฆะเพื่อสังคม ในการดูแลพระสงฆ์นะคะนาพี่อาพาธ ทั่วประเทศ ได้รับความเมตตาจากเจ้าคณะภาค 7 พระพรหมเสนาบดี (พิมพ์ ญาณวีโร) เป็นองค์ประธานในการทอดผ้าป่าครั้งนี้ 

    ภายหลังเสร็จสิ้นได้มาพูดคุยแลกเปลี่ยนต่อยอดกันถึงแนวทางที่จะผลักดันแนวคิดของกองบุญสุขภาวะพระสงฆ์ ที่จะใช้ดูแลพระสงฆ์เมื่อยามเจ็บป่วยอาพาธทั่วประเทศ ให้พระสงฆ์ทุกรูปได้เข้าถึงการรักษาสุขภาพอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม ถือเป็นโจทย์ใหญ่ที่เครือข่ายพระสงฆ์นักพัฒนาแต่ละภาคจะร่วมกันผลักดันในโอกาสต่อจากนี้ไป

  • เครือข่ายสังฆะเพื่อสังคมภาคกลางจับมือประชาคมงดเหล้าจังหวัดดำเนินการ “ถอดบทเรียนงานบวชสร้างสุขเสริมพลังแหล่งเรียนรู้คนสู้เหล้า”

    เครือข่ายสังฆะเพื่อสังคมภาคกลางจับมือประชาคมงดเหล้าจังหวัดดำเนินการ “ถอดบทเรียนงานบวชสร้างสุขเสริมพลังแหล่งเรียนรู้คนสู้เหล้า”

    เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2565 คณะทำงานกลไกขับเคลื่อนเครือข่ายสังฆะเพื่อสังคมภาคกลาง นำโดยพระอาจารย์ปัญญา จิตฺตปญฺโญ ดร.ผู้จัดการเครือข่ายสังฆะเพื่อสังคมภาคกลาง นายทนงชัย บูรณพิสุทธิ์ ผู้ประสานงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้าภาคกลาง พร้อมด้วยแกนนำประชาคมงดเหล้าจังหวัด นำโดยคุณประชาญ มีสี ผู้ประสานงานประชาคมงดเหล้าจังหวัดสิงห์บุรี และทีมงานสมาคมสถาบันนารายณ์เพื่อการพัฒนาจังหวัดลพบุรี ได้ร่วมลงพื้นที่เพื่อดำเนินการ “ถอดบทเรียนงานบวชสร้างสุขและเสริมพลังชุมชนแหล่งเรียนรู้คนสู้เหล้า”  ณ วัดหนองกระเบียน ต.หนองกระเบียน อ.บ้านหมี่ จ.ลพบุรี 

    ทั้งนี้ พระปัญญา จิตฺตปญฺโญ ดร. ได้เปิดเผยว่าภายหลังจากได้จัดฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ “กระบวนการจัดการความรู้ : ถอดบทเรียนงานบวชสร้างสุข” แก่ทีมงาน เมื่อ 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ได้มีการแบ่งทีมงานออกเป็น 3 ทีม เพื่อลงพื้นที่ถอดบทเรียนงานบวชสร้างสุขในชุมชนเป้าหมายซึ่งส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ชุมชนคนสู้เหล้า และแหล่งเรียนรู้ที่ประชาคมงดเหล้าจังหวัดลงไปขับเคลื่อนหนุนเสริมเกี่ยวกับงานรณรงค์งดเหล้าลดปัจจัยเสี่ยงในประเด็นต่างๆ การลงพื้นที่ครั้งนี้จึงถือโอกาสจับมือสานพลังกับประชาคมงดเหล้าจังหวัด สคล.ภาค และสมาคมสถาบันนารายณ์เพื่อการพัฒนาจังหวัดลพบุรี ซึ่งเป็นทีมงานหนุนเสริมทางด้านวิชาการ 

    ด้านนายทนงชัย บูรณพิสุทธิ์ ผู้ประสานงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้าภาคกลาง กล่าวว่าในช่วงปี 64-65 ที่ผ่านมา สคล.มีการขับเคลื่อนงานโดยเน้นการใช้พื้นที่เป็นตัวตั้ง ใช้ชุมชนเป็นฐานบูรณาการทุกมิติ มีการบูรณาการประเด็นต่างๆ ทั้งงานชุมชนคนสู้เหล้า งดเหล้าเข้าพรรษา บุญประเพณีปลอดเหล้า เฝ้าระวัง เยาวชนป้องกันนักดื่มหน้าใหม่ และเครือข่ายเข้มแข็ง สนับสนุนให้ประชาคมจังหวัดและแกนนำพื้นที่ทำงานเชิงบูรณาการสานพลังร่วมกับหน่วยงาน องค์ภาคี เครือข่ายที่เกี่ยวข้อง การลงพื้นทีถอดบทเรียนงานบวชสร้างสุขครั้งนี้จึงถือโอกาสในการเยี่ยมเสริมพลังแกนนำชุมชนแหล่งเรียนรู้คนสู้เหล้า ซึ่งชุมชนวัดหนองกระเบียนถือเป็นหนึ่งในพื้นที่ต้นแบบการขับเคลื่อนงานแหล่งเรียนรู้คนสู้เหล้าของภาคกลาง 

    พระอธิการทนง ธมฺมิโก เจ้าอาวาสวัดหนองกระเบียน ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่าวัดหนองกระเบียนเป็นพื้นที่แหล่งเรียนรู้ชุมชนคนสู้เหล้า หน่วยอบรมประชาชนประจำตำบล(อปต.) ศูนย์คุณธรรม และหมู่บ้านศีล 5 บ้านหนองกระเบียนเป็นชุมชนไทยวน ชาวบ้านส่วนใหญ่ในสมัยก่อนอพยพมาจากอำเภอเสาไห้ จังหวัดสระบุรี ผู้เฒ่าผู้แก่และวัยกลางคนขึ้นไปยังคงมีความเชื่อ ทัศนคติ และค่านิยมประเพณีวัฒนธรรมแบบไทยวน แต่คนรุ่นหลัง รุ่นลูกหลานจะจางคลายไปตามสภาพความเปลี่ยนแปลงของสังคมปัจจุบัน  จึงคิดที่จะสืบสาน พัฒนา ต่อยอดคุณค่าทางวัฒนธรรมประเพณีและต้นทุนที่มีของชุมชน ทางวัดจึงได้ประสานงานกับแกนนำและหน่วยงานภาคีที่เกี่ยวข้องดำเนินโครงการต่างๆ เพื่อพัฒนาชุมชน เช่น โครงการงดเหล้าเข้าพรรษา ลอยกระทงปลอดเหล้า งานศพปลอดเหล้า โครงการส่งเสริมศีลธรรมคุณธรรม เป็นต้น ตลอดจนโครงการบวชสร้างสุขก็เป็นหนึ่งในโครงการที่วัดและชุมชนร่วมกันขับเคลื่อนเข้าสู่ปีที่ 2 แล้ว  นอกจากนี้ ทางวัดยังได้พัฒนาฐานเรียนรู้ต่างๆ เพื่อเป็นต้นแบบแก่ชุมชน เช่น พิพิธภัณฑ์ไทยวน การเลี้ยงชันโรง การเลี้ยงไส้เดือน การผลิตปุ๋ยหมักชีวภาพ และปุ๋ยอินทรีย์จากมูลไส้เดือน ศาลาธรรมะ/ต้นไม้พูดได้ เป็นต้น

    ส่วนนายประชาญ มีสี ผู้ประสานงานประชาคมงดเหล้าจังหวัดสิงห์บุรี หนึ่งในคณะทำงานถอดบทเรียนกล่าวว่า การถอดบทเรียนครั้งนี้ใช้กรอบแนวคิดเชิงระบบโดยศึกษาถึงปัจจัยนำเข้า(input)ได้แก่ บริบทชุมชน ทัศนคติ ความคิดความเชื่อ ความเข้าใจของชุมชนเกี่ยวกับงานบวช กระบวนการ(process)ขั้นตอน รูปแบบ วิธีการจัดงานบวชสร้างสุขตั้งแต่ขั้นเตรียมการก่อน-ระหว่าง-หลังบวช และผลสัมฤทธิ์(results) ได้แก่ ผลผลิต(output) ผลลัพธ์(outcome) ผลกระทบ(impact) ของงานบวชสร้างสุข..กลุ่มเป้าหมายที่ทำการสัมภาษณ์เชิงลึกและจัด focus group ได้แก่ พระอุปัชฌาย์ เจ้าอาวาส พระที่บวช เจ้าภาพจัดงาน/โยมบิดามารดา มัคนายกวัด ครูอาจารย์โรงเรียนวัดหนองกระเบียน และชาวบ้าน..ซึ่งทั้งหมดได้ให้ข้อมูล ความรู้ ข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์ในการพัฒนาต่อยอดงานบวชสร้างสุขและชุมชนคนสู้เหล้าเป็นอย่างมาก

    ตัวอย่างข้อมูลที่สัมภาษณ์ในประเด็นต่างๆ เช่น ข้อมูลนำเข้า(Input) : บริบทชุมชน เป็นชุมชนวัฒนธรรม ไท-ยวน มีพื้นที่เป็นหนองน้ำและมีต้นกระเบียน 2 ต้น จุดเด่นคือมีการอนุรักษ์วัฒนธรรม ประเพณีในชุมชนให้คงอยู่ เช่น สงกรานต์ไท-ยวน โดยมี พระอธิการทนง ธมฺมิโก เจ้าอาวาสเป็นผู้ดูแล ใส่ใจ สนับสนุนและส่งเสริมอย่างใกล้ชิด ค่านิยมการบวชแต่เดิมชาวบ้านมีค่านิยมการบวชเพื่อทดแทนบุญคุณพ่อ-แม่ ระยะเวลาบวช นิยมบวชรวม 3 ปี คือ ปีที่ 1 = เพื่อพ่อแม่ ปีที่ 2 = เพื่อตนเอง และปีที่ 3 เพื่อดำรงไว้ซึ่งศาสนาพุทธ  โดยรูปแบบการจัดงานบวช มีทั้งหมด 3 วันที่สำคัญ คือ วันสุกดิบ – วันบวช – วันฉลองพระใหม่  สมัยก่อนมีการต้มเหล้ากินเอง ล้มวัว/ควาย ทำอาหารเลี้ยงกันเอง เลี้ยงพอประมาณ แต่ใน ช่วง 20 ปีที่ผ่านมา มีการเลี้ยงเหล้าในงานมากขึ้น (นับแต่ปี พ.ศ. 2500)  โดยค่าใช้จ่ายมากน้อยขึ้นอยู่กับฐานะของเจ้าภาพ เริ่มตั้งแต่ 2,000-30,000 บาท หรือเจ้าภาพที่ฐานะดีจะเสียค่าใช้จ่ายสูงถึง 100,000 บาท 

    มีโครงการหนุนเสริมความเข้มแข็งของชุมชน เช่น 1. การประกอบอาชีพตามหลัก ศกพ. เช่น การทำไม้กวาด เลี้ยงหอยขม  2. การให้ความรู้เด็ก เยาวชน “มัคคุเทศก์น้อย” ด้านวัฒนธรรม ไท-ยวน ภูมิปัญญาพื้นบ้าน ประเพณีท้องถิ่น เช่น สงกรานต์ไท-ยวน ลอยกระทง เป็นต้น 3. โครงการส่งเสริม ศีลธรรม คุณธรรม ได้แก่ หมู่บ้านศีล 5  บวชสามเณรภาคฤดูร้อน สหกรณ์ต้นแบบระดับประเทศ รร.ดีประจำตำบล(รร.สุจริต) และครูดีไม่มีอบายมุข (ครูสุดใจ จันตรี) เป็นต้น 

    ข้อมูลเชิงกระบวนการ (Process) : ก่อนบวช 1) แจ้งความประสงค์ติดต่อพระ/วัด เจ้าอาวาส  เพื่อขอคำแนะนำวิธีการบวชที่ถูกต้อง  เน้นความประหยัด เรียบง่าย  2) มีการประชุมคณะกรรมการวัด เพื่อสร้างความเข้าใจ และช่วยประชาสัมพันธ์ การจัดงาน กฎระเบียบ ข้อห้ามเรื่องการนำเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เข้ามาในวัด ระหว่างบวช 1) ผู้บวชได้ปฏิบัติกิจของสงฆ์ เช่นทำวัด สวดมนต์ ฝึกเทศน์ ( เรียนรู้/ปฏิบัติอย่างเคร่งครัด)  2) เรียนรู้หลักธรรมทางศาสนา 3) เป็นการสืบอายุพระศาสนา/ศาสนทายาท หลังบวช 1)ชุมชนได้คนที่มีความรู้พื้นฐานทางศาสนา 2)หลังจากลาสิกขาแล้วหลายคนสามารถเลิกเหล้าได้ และเป็นคนดีช่วยเหลือครอบครัวและสังคม

    ผลสัมฤทธิ์ (Results) : 1) ปัญหาคนเมา การทะเลาะวิวาท ลดลง 2) ประหยัด / ไม่เป็นหนี้ 3) เกิดการมีส่วนร่วม สามัคคีในชุมชน 4) เกิดพลัง บ ว ร ร่วมขับเคลื่อนงาน 5) มีการจัดงานบวชปลอดเหล้า 12 งาน (สึกแล้ว 7 คน / ยังจำพรรษา 6 รูป)  6) ผู้บวชได้เรียนรู้คำสอน พระธรรมวินัย ตามหลักพระพุทธศาสนา สืบสานงานพระสงฆ์  7) รู้คุณพระรัตนตรัย / บิดา มารดา  8) พระที่สึกแล้ว สามารถเลิกเหล้าได้  “การบวชทำให้ คนดิบ เป็น คนสุข ได้”

      ปัจจัยแห่งความสำเร็จ : 1. ความเอาใจใส่ของพระอุปัชฌาย์ /เจ้าอาวาส/เจ้าภาพ  2. การให้ความสำคัญ/ความเข้าใจ-การมีส่วนร่วม ของชุมชน  3. การมีระเบียบ กติกาที่ชัดเจน/กฎระเบียบวัด-กฎหมาย  4. ผู้นำเห็นความสำคัญ ให้ความสนใจ สนับสนุน  5.การสื่อสารประชาสัมพันธ์ให้เกิดการรับรู้ในวงกว้าง

    สำหรับรายละเอียดบทเรียนงานบวชสร้างสุข ทีมงานจะได้นำข้อมูลไปเรียบเรียง ประมวล วิเคราะห์ สรุปผลและนำเสนอต่อไป

    Reported by  Lung Nong

  • ถอดบทเรียน : งานบวชสร้างสุข “ร่วมอุดมการณ์ ร่วมใจ ร่วมกลไก เครือข่ายสังฆะเพื่อสังคมภาคกลาง”

    ถอดบทเรียน : งานบวชสร้างสุข “ร่วมอุดมการณ์ ร่วมใจ ร่วมกลไก เครือข่ายสังฆะเพื่อสังคมภาคกลาง”

    เมื่อวันที่ 19 -20 พฤศจิกายน 2565 คณะทำงานกลไกขับเคลื่อนเครือข่ายสังฆะเพื่อสังคมภาคกลาง  ได้จัดการประชุมเชิงปฏิบัติการเรื่อง กระบวนการจัดการความรู้ : ถอดบทเรียน “งานบวชสร้างสุข” ภาคกลาง ในฐานะ ทีมงานร่วมอุดมการณ์ ร่วมใจ กลไกสังฆะเพื่อสังคมภาคกลาง ณ อุ่นเรือน รีสอร์ท อ.เมือง จ.นครนายก มีผู้เข้าร่วมทั้งสิ้น 19 คน ประกอบด้วย แกนนำเครือข่ายพระสงฆ์นักพัฒนา พุทธอาสา นักวิชาการ ผู้ประสานเครือข่าย สคล.ระดับจังหวัดและระดับภาคภาค เพื่อเสริมทักษะการถอดบทเรียน สร้างการเรียนรู้ (อารมณ์/ความรู้สึก และ การสังเกตการณ์) อย่างมีส่วนร่วม และเพื่อพัฒนากลไกในการขับเคลื่อนงานบวชสร้างสุขโดยมี พระครูภัทรธรรมคุณ, ดร. เจ้าคณะอำเภอพัฒนานิคม รักษาการประธานเครือข่ายสังฆะเพื่อสังคมภาคกลาง เป็นประธานเปิดการอบรม

    พระปัญญา จิตฺปญโญ, ดร. ผู้จัดการเครือข่ายสังฆะเพื่อสังคมภาคกลาง ชี้แจงวัตถุประสงค์ความเป็นมา แนะนำวิทยากร ตลอดจนอธิบายถึง คุณค่า/ความหมายในการจัดกระบวนการพัฒนาศักยภาพ “ทีมงาน” เปรียบเสมือนการ “ติดอาวุธทางปัญญา” ที่มีทั้งแบบลุ่มลึกต้องอาศัยวิจารณญาณในการคิดตาม และ แบบซึ่งหน้า ตรงไปตรงมา ชัดเจน เข้าถึงง่าย ซึ่งหากนำไปปฏิบัติอย่างจริงจัง ย่อมสามารถบรรลุเป็นมรรคเป็นผลได้ ทั้งในเบื้องต้น ท่ามกลาง และบั้นปลาย ตามกำลังสติปัญญาและความเพียรของแต่ละคน กระบวนการอบรมในครั้งนี้ เป็นไปตามหลักธรรม คือ มีลักษณะเป็น “อกาลิโก” ทันสมัย ถูกกาลเวลา ซึ่งวิทยากร และทีมผู้จัด ได้ออกแบบมาอย่างละเมียดละไม สาระสำคัญสรุปได้ดังนี้

    1) ในเบื้องต้น ใช้กลยุทธ์ “สังฆะนักพัฒนาอาสานำ พุทธอาสาตาม” เริ่มด้วยการพูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์งาน “บวชสร้างสุข” จาก “นิยาม/ความหมาย” ที่เป็นแก่นแท้ของ “การบวช” โดยมีท่านมหาทนงชัย บูรณพิสุทธิ์ ผู้ประสานงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้าภาคกลาง และ มหาประชาญ มีสี ผู้ประสานงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้าจังหวัดสิงห์บุรี ได้นำประสบการณ์ในฐานะที่เคยบวชศึกษาเล่าเรียนปริยัติธรรม จนสำเร็จเป็นมหาจริงๆ ถึงเปรียญธรรม 7 ประโยค และ เปรียญธรรม 3 ประโยค ตามลำดับ

    รศ.ดร.กาสัก เต๊ะขันหมาก ผู้ทรงคุณวุฒิที่เป็นวิทยากรกระบวนการ ได้อธิบายเชื่อมประเด็นจากการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน เข้าสู่หลักการ แนวคิด กระบวนการถอดบทเรียน โดยใช้เทคนิค “เพื่อนช่วยเพื่อน” นั่นคือ การหยิบยกตัวอย่างการถอดบทเรียนพื้นที่อื่น ที่มีลักษณะใกล้เคียงกันขึ้นมาเป็นตัวอย่าง ข้อดี คือ ผู้เข้าร่วม/ผู้เรียน จะสามารถเชื่อมกับประสบการณ์การทำงานของตนเองในพื้นที่ได้ในระยะเวลาอันรวดเร็ว (ประหยัดเวลา/ช่วยให้ผู้เรียนไม่ฟุ้ง) โดยเน้นให้เห็น/เข้าใจ/ตระหนักว่า “หัวใจ” ของกระบวนการถอดบทเรียน ใช้การแบ่งกลุ่มย่อย (3 กลุ่ม ๆ ละ 3-4 รูป/คน) เป็นเครื่องมือ กระตุ้นให้ “ผู้เรียน” ได้นำความรู้จากประสบการณ์ มาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน ภายใต้โจทย์แรก คือ การวางกรอบแนวคิด Conceptual Flame Work “งานบวชสร้างสุข”

    บรรยากาศการเรียนรู้ ช่วงนี้ เป็นเรื่องของการ “เปิดจิตจูนใจ” ละมุน ละไม หากว่ากันที่ “แก่นธรรม” คำสอนของพระพุทธเจ้า พระสงฆ์มีองค์ความรู้ ชัดแจ้ง ขณะที่ฝั่งฆราวาส ก็มี “แก่นแห่งศรัทธาและทาน” ที่เหนียวแน่น คารวะธรรม และกัลยาณมิตร จึงเจืออยู่ในทุกขณะจิตของ ผู้เรียน ผู้สอน และผู้จัด ทุกคนตระหนัก และ รับรู้ได้ถึง สภาวะการเรียนรู้ ในแบบที่เรียกได้ว่า “เราเป็นดั่งครูของกันและกัน” ทำให้ทุกคนมองเห็นทางสว่าง ในการเชื่อมงานทางโลก และทางธรรม เข้าด้วยกัน

    2) ในท่ามกลาง ใช้กลยุทธ์ สังฆะอาสานำ พุทธะอาสาหนุน อบอุ่นด้วย รักและสามัคคีที่มีพลัง โดยแลกเปลี่ยนเรียนรู้ของกลุ่มย่อย และให้ “เพื่อนร่วมเรียนรู้” แต่ละกลุ่ม ช่วยกัน “เติมเต็ม/ต่อยอด” เน้นกระบวนการมีส่วนร่วม เพราะสุดท้ายแล้ว ทุกคน ต้องกลับถิ่นฐาน ไปจัดการความรู้ “บวชสร้างสุขบ้านตัวเอง” ก่อนจะนำมา แลกเปลี่ยนเรียนรู้กับเพื่อนอีกครั้ง เพื่อมองหาโอกาสในการ “ต่อยอด/ขยายผล” ต่อไป จังหวะนี้ทำให้นึกถึงสุภาษิตไทยที่ว่า “เดินทีละก้าว กินข้าวทีละคำ

    3) ในบั้นปลาย วิทยากรหลัก ได้หยิบยกบทความ “ปลาร้า…รากเหง้าภูมิปัญญา สู่การพัฒนาสุขวิถีอย่างยั่งยืน” มาให้ “ผู้เรียน” ได้เรียนรู้ร่วมกัน โดยชั้นแรกให้ทุกคนอ่าน (อยู่กับตัวเอง เรียนรู้การอ่านจับประเด็น) จากนั้น ตั้งคำถาม เพื่อกระตุ้นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน ว่าอ่านแล้ว ใคร สะดุดใจ กับ “คำเด่น” หรือ “ประโยคเด็ด” ไหนบ้าง (ข้อดีของการเรียนรู้แบบนี้คือ “ผู้สอน” วัดความรู้/ความเข้าใจ “ผู้เรียน” ได้ และ “ประเมินได้ว่า ควรจะเติมอะไร อย่างไรให้ผู้เรียน”

    จากนั้น ผู้จัดการฯ ในฐานะวิทยากรร่วม ได้ออกแบบให้ “ผู้เรียน” ได้ฝึก/พัฒนาทักษะ “การประเมินตนเอง” แบบมีส่วนร่วม ด้วยเครื่องมือง่ายๆ ในการสรุปบทเรียนหลังจบปฏิบัติการ หรือที่เรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า After Action Review : AAR โดยใช้กระดาษ 3 สี ๆ ละ แผ่น โดย แผ่นที่ 1 (สีเขียว : ใน 2 วันนี้ ท่านได้ความรู้ใหม่อะไรบ้าง) แผ่นที่ 2 (สีส้ม : ใน 2 วันนี้ อยากบอกและชื่นชม อะไร อย่างไรบ้าง) และ แผ่นสุดท้าย (สีชมพู : แล้วท่านจะนำความรู้ที่ได้จาก 2 วันนี้ กลับไปทำอะไร อย่างไรบ้าง)

    ความรู้ที่ได้ (จากกระดาษสีเขียว)

              1.ความรู้ทางโลก

    • เปิดโลกทัศน์
      • สถานที่
      • บุคคล : จากการพบปะ เสวนา และ แลกเปลี่ยนเรียนรู้
    • กระบวนการถอดบทเรียนในเชิงทฤษฎีเชื่อมกับประสบการณ์การปฏิบัติจริง
      • การเก็บข้อมูล : เรื่องอะไร/เก็บกับใคร (ใครคือผู้รู้)/ใช้เครื่องมืออะไร
      • การวิเคราะห์ข้อมูล : สาระสำคัญในข้อมูล/ความเชื่อมโยงของข้อมูล
      • กรอบแนวคิด/องค์ประกอบ : ปัจจัยนำเข้า กระบวนการ และ ผลลัพธ์ (Output Outcome Impact)
      • กระบวนการทำงาน : มีขั้นตอน สนุก มีสาระ
    • การบริหารจัดการงาน/การบูรณาการเครือข่าย
      • การทำงานเป็นระบบ : 1) โจทย์ 2) ประเด็น 3) เก็บข้อมูล 4) วิเคราะห์ 5)สังเคราะห์ข้อมูล และ 6) สรุปผลการดำเนินงาน
      • การเชื่อมคน/งาน/สิ่งแวดล้อม
      • การตั้งคำถาม : การสร้างชุดคำถาม ,แบบสอบถาม/สัมภาษณ์ ครอบคลุมรอบด้าน เช่น โครงการบวชสร้างสุข (นาค,ญาติ,อุปัชฌาย์,ผู้นำฯ ฯลฯ)

    2.ความรู้ทางธรรม

    • คุณค่า/ความหมาย “การบวช”
    • วัฒนธรรมองค์กรของ คณะสงฆ์ที่ควรรู้ นำสู่การปรับใช้ในการทำงาน
    • วิถีปฏิบัติของพระสงฆ์ตามพระธรรมวินัย
    • แง่มุมการบวช มิติใหม่ๆ

    ชื่นชม/ให้กำลังใจ (กระดาษสีส้ม)

    • สถานที่ : สับปายะ ท่ามกลางการสนับสนุนของพลังบวร ก่อเกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้แบบ “วิสาสา ปรมา ญาติ” มีการเชื่อมกับพลังธรรมชาติ (เขื่อนขุนด่านปราการชล) ทำให้ผ่อนคลาย
    • บรรยากาศในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ : เป็นกันเอง /ไม่เครียด /รู้สึกมีคุณค่า ที่ได้มีส่วนร่วม ได้รับพลัง ทางความรู้/ความคิด
    • วิทยาการ : ชื่นชมวิทยากรที่ตั้งใจ ทุ่มเทออกแบบการเรียนรู้ให้ผู้เรียนได้เรียนรู้
    • คณะทำงาน : มีความตั้งใจ ร่วมมือ ร่วมใจกัน เปิดโอกาสให้เกิดการเรียนรู้ร่วมกันได้เป็นอย่างดี ทุกท่านสามารถให้ความรู้ที่เป็นประโยชน์นำไปต่อยอดในพื้นที่ได้/เห็นพัฒนาการตนเอง /ทีมงาน
    • ทีมพระสงฆ์นักพัฒนารุ่นใหม่ : มีความตั้งใจเรียนรู้ /ให้ความรู้/เสียสละ (เวลา/ความคิด) /ให้คำปรึกษาและแนะนำดี (พระสงฆ์ 3 รูปจาก อ.พัฒนานิคม เป็นดาวรุ่ง ของ วงการเครือข่ายพระสงฆ์ ขออนุโมทนาสาธุ) ชื่นชมความตั้งใจทุกรูปในการทำงานบวชสร้างสุข
    • เนื้อหา/กระบวนการ :
      • เนื้อหา : แนวทาง หลักการทำงาน ชัดเจน ทำให้สามารถนำไปทำงานต่อในพื้นที่ได้
      • การออกแบบกระบวนการ

    สิ่งที่จะกลับไปทำต่อ (กระดาษสีชมพู)

    • ออกแบบกรอบแนวคิด/กระบวนการถอดบทเรียนและเขียนรายงานเชิงวิจัย
    • มีพลังความเชื่อมั่นที่จะกลับไปดำเนินงานต่อในพื้นที่
    • ทำงานบวชสร้างสุขให้มีรูปธรรมมากขึ้น
    • นำความรู้
    • พัฒนากระบวนการวิเคราะห์ข้อมูล/จัดเรียงข้อมูล/เชื่อมโยงข้อมูลในการพัฒนางาน 1 ชุมชน/เพื่อนมิตรธรรม ร่วมเรียนรู้
      • พัฒนาคน/ชุมชน (วิเคราะห์คน/วิเคราะห์งาน) ได้อย่างเป็นระบบ
      • ลงพื้นที่ ดำเนินการตามแผนที่วางไว้ กับเจ้าอาวาส /ผู้นำชุมชน ด้วยความมุ่งมั่นที่จะเก็บข้อมูลอย่างมีขั้นตอน
      • ต่อยอดกระบวนการทำงานโครงการกิจกรรม (กรอบแนวคิดการถอดบทเรียน : เชิงวิชาการ ทำให้เกิดความเชื่อมั่น/มั่นใจมากขึ้น
      • ถอดบทเรียนการทำงาน “บวชสร้างสุข”ในชุมชน (วัดโคนอน อ.บางระจัน จ.สิงห์บุรี)
      • ทำหน้าที่ Back stopping ลมใต้ปีกให้กับขบวนการสังฆะเพื่อสังคมภาคกลาง ในฐานะ พุทธะอาสาด้านวิชาการ/การสื่อสาร
      • สื่อสารสาธารณะ/สร้างกระแสบวชสร้างสุข
    • ต่อยอด/ขยายผล
      • แบบอย่างการทำงานเป็น “ทีม”
      • นำ “บวชสร้างสุข”ขยายผลสู่วัดอื่นๆ ต่อไป
      • ขยายความรู้/ความเข้าใจงานโครงการบวชสร้างสุขในพื้นที่ ให้มากขึ้น

    อารีย์  เหมะธุลิน พุทธอาสาด้านวิชาการ รายงาน