Category: เครือข่ายพระสงฆ์

  • งานบวชสร้างสุข วิถีคนพุเตย จ.เพชรบูรณ์ เน้นเรียบง่าย ไร้ปัจจัยเสี่ยง สุขทั่วถึง ทั้งผู้บวชและชุมชน

    งานบวชสร้างสุข วิถีคนพุเตย จ.เพชรบูรณ์ เน้นเรียบง่าย ไร้ปัจจัยเสี่ยง สุขทั่วถึง ทั้งผู้บวชและชุมชน

    พระครูสิทธิพัชรบวร เจ้าคณะอำเภอวิเชียร์บุรี เจ้าอาวาสวัดพุเตยประสิทธิ์ อ.วิเชียรบุรี จ.เพชรบูรณ์ รณรงค์ “งานบวชสร้างสุข” เทศนา ให้แง่คิด พร้อมเจริญพร/ชักชวน ให้ชุมชนได้ร่วมใจกันจัดงานบวชแบบเรียบง่าย ยึดพระธรรมวินัย ขอให้คงไว้ซึ่งพิธีการ หรือกิจกรรมทางวัฒนธรรม ที่ดีงามไว้ ส่วนสิ่งไหนที่ผิดหลักศีลธรรม ขัดต่อหลักพุทธศาสนาขออย่าให้นำเข้ามา

    เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2565 พระครูสิทธิพัชรบวร เจ้าคณะอำเภอวิเชียร์บุรี เจ้าอาวาสวัดพุเตยประสิทธิ์ จ.เพชรบูรณ์ ได้ให้สัมภาษณ์ว่า วัดพุเตยประสิทธิ์นั้น เป็นอีกหนึ่งวัดที่ประชาชน ใช้จัดกิจกรรมหรือประกอบพิธีการทางศาสนาสำคัญ ๆ โดยเฉพาะงานบวช ส่วนใหญ่ เมื่อบ้านไหนจะบวชลูก บวชหลาน หรือบวชทั่วไปก็จะมาทำพิธีที่วัดพุเตยประสิทธิ์ มากกว่าร้อยงาน เนื่องจากเมื่อก่อนวัดต่าง ๆ ยังไม่ค่อยมีโบสถ์ และพระอุปัชฌาย์เยอะ เหมือนทุกวันนี้

    โดยวัตถุประสงค์ ของญาติโยมที่มาบวชส่วนใหญ่ จะมาบวชเพื่อทดแทนคุณพ่อแม่ บางงานบวชเพื่ออุทิศบุญบุญกุศลให้กับบรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้ว ซึ่งรับวัฒนธรรมมาจากชาวลาว เหตุเพราะชาวพุเตย ส่วนใหญ่นั้นเป็นคนที่มีบรรพบุรุษเป็นชาวลาว พิธีการ พิธีกรรมก็จะมีความแตกต่างกันออกไปตามวัตถุประสงค์ เช่น

    การบวชเพื่อทดแทนคุณพ่อแม่ โดยส่วนใหญ่จะนิยมจัดงานแบบเรียบง่าย ไม่มีพิธีรีตองอะไรเยอะ ใช้เวลาเพียงวันเดียว โดย จะมีพิธีกรรม คือ พิธีปลงผมนาค เสร็จแล้วก็จะมีพิธีขอขมา หรือ ขออโหสิกรรมพ่อแม่ญาติผู้ใหญ่ ที่เคยล่วงเกินไป ทั้งกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม โดยจะมีมัคนายกวัด หรือปราชญ์ชุมชน เป็นผู้พาทำพิธี ต่างๆ จากนั้นก็จะมีการเคลื่อนขบวนแห่นาค มีแม่ หรือญาติผู้ใหญ่ถือไตรครอง ผู้เป็นพ่อถือบาตรและตาลปัตร ด้านข้าง และญาติพี่น้องช่วยกันถือเครื่องอัฐบริขาร เข้าไปในบริเวณโบสถ์ แล้วเดินประทักษิณเวียนขวารอบสีมา เพื่อให้นาคได้มีโอกาสในการทำสมาธิ ในการท่องบทขออุปสมบท (ขอบวช) จึงไม่นิยมให้มีการส่งเสียงดัง รบกวนนาค เหมือนในปัจจุบันนี้

    ส่วนการบวชเพื่ออุทิศบุญกุศลให้กับบรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้ว ตามความเชื่อของชาวลาว ก็จะมีการจัดงานอยู่ 2 วัน  โดยวันแรกจะตั้งพิธีที่บ้าน ชาวบ้านเรียกว่า ตั้งกองบวช เพื่อนิมนต์พระสงฆ์ไปกระทำพิธีเจริญพุทธมนต์ และให้ผู้ที่จะบวชและเจ้าภาพได้ทำบุญอุทิศให้กับบรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้วมีการจัดเลี้ยงแขก หรือเพื่อนบ้านที่มาร่วมทำบุญด้วย บางงานก็จะพิธีผูกแขน สู่ขวัญนาคแทรกเข้าไปด้วย ส่วนวันรุ่งขึ้นก็จะดำเนินพิธีไปเหมือน ๆ กันกับการบวชทั่วไป

    แต่มาในยุคปัจจุบันนี้ ด้วยกระแสค่านิยมที่เปลี่ยนแปลงไปก็มีการเพิ่มเติมเอาสิ่งที่มันไม่เกี่ยวข้องกับงานบวชเข้ามา เช่น การแห่นาค เดิมทีนั้น จะมีการแห่แบบสงบ ๆเรียบง่าย ไม่ฟู่ฟ่า เพื่อให้นาคมีโอกาสได้ทำสมาธิ แต่ปัจจุบันก็มีการนำเอาดนตรี มหรสพเข้ามาร่วมด้วย เสียงดังทั่ววัด ซ้ำร้ายมีการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ด้วยข้ออ้างที่ว่างานบุญทั้งทีต้องสนุกสนาน รื่นเริง มีการจัดงานเลี้ยงอย่างใหญ่โต เชิญแขกญาติผู้ใหญ่ เพื่อนสนิทมาทั่วทุกสารทิศ กลายเป็นค่านิยม ที่เมื่อจะจัดงานบวชจะต้องมีการลงทุนเยอะๆ  เพื่อให้ได้บุญเยอะๆ แท้จริงแล้วมันไม่ใช่เลย

    พระครูสิทธิพัชรบวร ท่านได้เล่าต่ออีกว่า ตอนนี้ ทางวัดได้เข้าร่วมโครงการ “บวชสร้างสุข” คือการบวชปลอดเหล้าปลอดอบายมุข ยึดหลักพระธรรมวินัย กับทางสำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ก็เลยได้แรงบันดาลใจ เนื่องจากมีเครือข่ายพระสงฆ์นักพัฒนาทั่วทั้งประเทศร่วมขับเคลื่อนด้วย ซึ่งจริง ๆ แล้วทางวัดพุเตยประสิทธิ์เองก็ส่งเสริมเรื่องนี้อยู่แล้ว ก็ได้ตัวโครงการนีเข้ามาช่วยเป็นแรงหนุนเสริมให้พระสงฆ์มีเสียงที่ดังขึ้น ก็ได้เทศนา หรือชักชวนโยม ให้เข้าใจหลักการ และแก่นแท้ ของการบวช ในโอกาสต่าง ๆ ที่พอจะประชาสัมพันธ์ได้

    แต่ช่วงแรก ๆ นั้นก็ยังยากอยู่ จะบอกจะห้ามได้แค่คนในพื้นที่เทศบาลตำบลพุเตย เท่านั้น ส่วน ผู้ที่อยู่นอกพื้นที่หรือนอกเขตที่มาบวชส่วนใหญ่ก็จะไม่ค่อยเห็นด้วยหรือเชื่อฟังเท่าไหร่ จึงจะยกให้วัฒนธรรมการบวชของคนพุเตยที่บวชแบบเรียบง่าย นี่แหล่ะเป็นต้นแบบ ให้ผู้ที่คิดจะบวช ได้เห็นและเข้าใจว่า การบวช มันไม่มีอะไรที่จะต้องทำอะไรยุ่งยากเลย ไม่ต้องลงทุนเยอะ ก็บวชได้ โดยให้ยึดที่เป้าหมาย ว่า เรามาบวชเพื่ออะไร บวชเพื่อใคร เพื่อตนเอง เพื่อพ่อแม่ เพื่อบรรพบุรุษ หรือเพื่อพุทธศาสนา ทำแบบไหนจะเกิดความสุขที่แท้จริง และทำแบบไหนจะเกิดความสุขที่ปนไปด้วยทุกข์ ที่มีปัญหาหลายอย่างตามมามากมาย  

  • คณะสงฆ์อำเภอเมืองกาฬสินธุ์ ลงนามความร่วมมือ (MOU) ผลักดัน “บวชสร้างสุข” ลดปัจจัยเสี่ยง สร้างปัจจัยเสริม สู่สังคมสุขภาวะ

    คณะสงฆ์อำเภอเมืองกาฬสินธุ์ ลงนามความร่วมมือ (MOU) ผลักดัน “บวชสร้างสุข” ลดปัจจัยเสี่ยง สร้างปัจจัยเสริม สู่สังคมสุขภาวะ

    จากค่านิยมเรื่องการจัดงานบวชในอำเภอเมืองกาฬสินธุ์ ได้เปลี่ยนแปลงไปในปัจจุบันก่อให้เกิดปัจจัยเสี่ยง เช่น การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์  การมีมหรสพ ดนตรีฉลอง มีรถแห่เสียงดัง กระตุ้นการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เต้นยั่วยุ ก่อให้เกิดการทะเลาะวิวาท ความรุ่นแรงฆ่ากันตายในงานบวช  สร้างความเดือดร้อนวุ่นวายต่อชุมชน ระหว่างชุมชน และสังคม  มีค่าใช้จ่ายมหาศาลในการจัดงานที่ยิ่งใหญ่ด้วยค่านิยมเชื่อว่าแสดงถึงฐานะทางสังคมของเจ้าภาพ  เกิดหนี้สิน ส่งผลให้เกิดภาพลบต่อเจ้าภาพที่จัดงานแบบเรียบง่าย  ประหยัด ที่ถูกต้องตามพระธรรมวินัยกลับถูกมองว่ายากจน  ซึ่งถือว่าเป็นอุปสรรคต่อการเข้าถึงพระพุทธศาสนาของชาวพุทธในระยะยาว  และส่งผลกระทบต่อวัฒนธรรมอันดีงามของการบวชในสังคมไทย

    เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2565 คณะสงฆ์อำเภอเมืองกาฬสินธุ์ จังหวัดกาฬสินธุ์ นำโดยพระครูจันทธรรมานุวัตร, ดร เจ้าคณะอำเภอเมืองกาฬสินธุ์ และเจ้าอธิการแดง ปญฺญาวโร เจ้าคณะตำบลบึงวิชัย ผู้ประสานงานโครงการ บวชสร้างสุข ภาคอีสานตอนบน พื้นที่จังหวัดกาฬสินธุ์ ได้เปิดเวทีประชุม ชี้แจงความเข้าใจ ขยายแนวคิด บวชสร้างสุข ให้กับ คณะสงฆ์ฝ่ายปกครองในระดับตำบล ทั้ง 17 ตำบล พร้อมลงนามบันทึกความร่วมมือ (MOU) ในการ ขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะงานบวชสร้างสุข ภายใต้การสนับสนุนของ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) สำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า (สคล.) และมูลนิธิ สังฆะเพื่อสังคม

    เพื่อให้เกิดการมีส่วนร่วมของคณะสงฆ์อำเภอเมืองกาฬสินธุ์ในการร่วมกันลดปัจจัยเสี่ยง สร้างปัจจัยเสริมให้เกิดขึ้นเป็นสังคมสุขภาวะ โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ในขณะนี้  ซึ่งถือเป็นโอกาสในการจัดงานบวชแบบเรียบง่ายตามพระธรรมวินัย ป้องกันการติดเชื้อเป็นคลัสเตอร์งานบวชด้วย และเป็นการเอื้ออำนวยให้ลูกหลานชาวพุทธได้เข้ามาบวชในพระพุทธศาสนาได้ง่ายยิ่งขึ้นตามแก่นแท้ของพระพุทธศาสนาอย่างแท้จริง  จัดงานบวชสร้างสุขแบบ  “บวชวิถีใหม่ ยึดพระธรรมวินัย ห่างไกลอบายมุข ชุมชนอุ่นใจ เรียบง่าย ประหยัด  ปลอดภัย ไกลโควิด” เพื่อให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของการบวชอย่างแท้จริง และเป็นการสร้างวัฒนธรรมวิถีใหม่ให้เกิดขึ้น

    โดยในบันทึกความร่วมมือ (MOU)  ที่จะดำเนินการร่วมกัน ดังนี้

    ข้อ 1 ให้มีการส่งเสริมสนับสนุนและผลักดันการขับเคลื่อนงานบวชสร้างสุข “บวชวิถีใหม่ ยึดพระธรรมวินัย ห่างไกลอบายมุข ชุมชนอุ่นใจ เรียบง่าย ประหยัด  ปลอดภัย ไกลโควิด”  ให้มีผลเป็นรูปธรรม เกิดงานบวชสร้างสุขปลอดเหล้า ต้นแบบในพื้นที่อำเภอจังหวัดกาฬสินธุ์

    ข้อ 2 ร่วมกันรณรงค์สร้างการสื่อสารให้ประชาชนได้รับรู้ และเข้าใจในการขับเคลื่อนงานบวชสร้างสุข “บวชวิถีใหม่ ยึดพระธรรมวินัย ห่างไกลอบายมุข ชุมชนอุ่นใจ เรียบง่าย ประหยัด  ปลอดภัย ไกลโควิด”  ในวงกว้าง

    ข้อ 3 ร่วมกันส่งเสริมและสนับสนุนให้ทุกวัดในเขตอำเภอเมืองจังหวัดกาฬสินธุ์ ปฏิบัติตาม มติมหาเถรสมาคม ครั้งที่ 13/2563 มติที่ 351/2563 เรื่อง แนวทางการปฏิบัติวัดปลอดบุหรี่ และปลอดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ตามกฎหมาย โดยยึดหลักพุทธธรรม (พรหมวิหาร 4, สังคหวัตถุ 4, สาราณียธรรม 6)

    ข้อ 4 ร่วมกันจัดหา บุคลากร อุปกรณ์ เครื่องมือ งบประมาณ ให้เพียงพอต่อการขับเคลื่อนนโยบาย โครงการฯหรือกิจกรรม งานบวชสร้างสุข

    ข้อ 5 ร่วมกันขับเคลื่อนธรรมนูญสุขภาพพระสงฆ์แห่งชาติ สู่การปฏิบัติ อย่างเป็นรูปธรรม

    ข้อ 6 ให้การส่งเสริมสนับสนุน เผยแพร่ ประกาศ เชิดชูเกียรติ แก่เจ้าภาพงานบวช/ นาค/ วัด/ พระอุปัชฌาย์ ที่เข้าร่วมโครงการ ในรูปแบบต่างๆ ให้แพร่หลาย

    ข้อ 7 ให้ความร่วมมือในงานวิจัย งานวิชาการ หรืออื่นๆ ที่เกี่ยวกับงานบวชสร้างสุข อย่างเต็มที่

  • สคล.จับมือคณะสงฆ์ เดินหน้าปรับประเพณี “บวชสร้างสุข” เน้นเรียบง่าย ไร้เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ตามพระธรรมวินัย สกัดเมาฆ่ากันตายในงานบวช หลังพบข้อมูลดับกว่า 30 ศพ ได้บาปตั้งแต่ยังไปไม่ถึงวัด

    สคล.จับมือคณะสงฆ์ เดินหน้าปรับประเพณี “บวชสร้างสุข” เน้นเรียบง่าย ไร้เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ตามพระธรรมวินัย สกัดเมาฆ่ากันตายในงานบวช หลังพบข้อมูลดับกว่า 30 ศพ ได้บาปตั้งแต่ยังไปไม่ถึงวัด

    ปรับประเพณี “บวชสร้างสุข” เน้นเรียบง่าย ไร้เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ตามพระธรรมวินัย สกัดเมาฆ่ากันตายในงานบวช หลังพบข้อมูลดับกว่า 30 ศพ ได้บาปตั้งแต่ยังไปไม่ถึงวัด ด้าน “พระครูสุวรรณโพธิวรธรรม” เปิดรับเจ้าภาพหนุนบวชสร้างสุขต้นแบบ

    เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2565 นายชัยณรงค์ คำแดง ผู้ช่วยผู้จัดการสำนักงานเครือขายองค์กรงดเหล้า (สคล.) เปิดเผยว่า สคล. ร่วมกับเครือข่ายพระสงฆ์นักพัฒนา สังฆะเพื่อสังคม พยายามที่จะรณรงค์ปรับเปลี่ยนรูปแบบการจัดงานบวชในปัจจุบัน ให้หันมาเน้นปฏิบัติตามพระธรรมวินัย เพื่อศึกษาแก่นแท้ของศาสนาอย่างแท้จริง

    เพื่อศึกษาแก่นแท้ของศาสนาอย่างแท้จริง ด้วยการจัดทำโครงการบวชสร้างสุข โดยไม่มีขบวนแห่ยิ่งใหญ่ คงไว้เฉพาะขบวนแห่ที่เป็นอัตลักษณ์ของท้องถิ่น หมู่บ้าน ไม่มีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ แต่จะเน้นรูปแบบเป็นการจัดพิธีบวชอย่างเรียบง่าย มีเพียงพิธีขออโหสิกรรมบิดามารดา ญาติผู้ใหญ่ มีพระเทศน์สอนที่บ้าน หรือวัด  จำลองขบวนแห่เล็กๆ พ่อถือบาตร แม่ถือไตรจีวร ตามประเพณีนิยม เป็นต้น 

    โดยในช่วงปี 2564 ที่ผ่านมาได้ร่วมกับเครือข่ายพระสงฆ์นักพัฒนา ดำเนินโครงการนำร่อง 9 จังหวัด แต่ก็ต้องยอมรับว่าไม่ใช่เรื่องง่าย  เพราะการจัดงานบวช ค่านิยมทางสังคมได้ก้าวไปไกลมาก เลยกรอบพระธรรมวินัย โดยจัดพิธีอย่างยิ่งใหญ่ พร้อมด้วยมหรสพ รถแห่ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ถูกฝังรากลึกในสังคมไทยมานาน ทำให้การบวชปัจจุบันกลายเป็นงานที่จะบ่งบอกถึงฐานะของผู้จัด แล้วสร้างมายาคติว่าการบวชแบบเรียบง่ายตามธรรมวินัยนั้นเป็นการจัดงานของคนจน ซึ่งจริง ๆ แล้วไม่ใช่เลย การบวชควรที่จะยึดแก่นแท้ตามพระพระธรรมวินัยของศาสนามากกว่า

    “เรามีการเก็บข้อมูลพบว่าการจัดงานบวชยิ่งใหญ่ ต้องใช้เงินจำนวนมาก ตั้งแต่หลักแสนไปจนถึงหลักล้านบาท และต้องเสียไปกับค่าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จำนวนมาก เมื่อดื่มเมาแล้ว ก็เกิดการทะเลาะวิวาท ฆ่ากันตายให้เห็นปรากฎตามสื่อต่างๆ  แทนที่จะได้บุญก็ได้บาปตั้งแต่ยังไปไม่ถึงวัด ซึ่งเรามีข้อมูลโดยรวบรวมเมื่อปี 2559 -2562 ก่อนโควิดระบาดพบว่ามีเหตุการณ์เมาทะเลาะวิวาทกันในงานบวช 50 เหตุการณ์ มีคนเสียชีวิต 30 ศพ บาดเจ็บอีกเป็นร้อยราย

    นายชัยณรงค์ กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ การรณรงค์ปรับเปลี่ยนรูปแบบการบวชนั้น แม้จะเป็นไปได้ยาก แต่ไม่ใช่ว่าเป็นไปไม่ได้ โดยเฉพาะเรื่องนโยบายจากผู้เกี่ยวข้อง อาทิ นโยบายเจ้าคณะตำบล เจ้าคณะอำเภอ เจ้าคณะจังหวัด  มหาเถรสมาคม รวมถึงนโยบายของนายอำเภอ ผู้ว่าราชการจังหวัด ที่ชัดเจนจะมีส่วนช่วยอย่างมาก ดังนั้น การณรงค์ในปีนี้ จึงได้ร่วมกับเครือข่ายพระสงฆ์นักพัฒนาสังฆะเพื่อสังคมครอบคลุม 4 ภาค  โดยเฉพาะที่ผ่านมาก่อนสงกรานต์ถึงปัจจุบันมีเจ้าภาพต้นแบบที่จัดงานบวชยึดหลักพระธรรมวินัย เลี่ยงค่านิยมทางสังคมโดยไปจัดงานที่วัดแบบเรียบง่าย ด้วยการแนะนำเชิญชวนของพระสงฆ์มากกว่า 100 งานแล้ว โดยพระท่านจะมีการมอบเกียรติบัตรเชิดชูยกย่องเจ้าภาพต้นแบบนั้นๆ ด้วย 

    ส่วนแนวทางต่อไปจะต้องมีการสื่อสารสร้างการรับรู้ในวงกว้าง  เอาจริงเอาจังในการบวชพระให้เป็นไปตามธรรมวินัย ปลอดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงตรงนี้อาจจะต้องใช้เวลา ต้องอาศัยการดำเนินการ และขับเคลื่อนอย่างหนักแน่นจริงจังต่อเนื่องจากเครือข่ายภาคประชาชน และเครือข่ายพระสงฆ์

    ด้าน พระครูสุวรรณโพธิวรธรรม (มนัส อิ่มรัตน์)  เจ้าอาวาสวัดโพธิ์ทอง จังหวัดจันทบุรี  เครือข่ายพระสงฆ์นักพัฒนา ประธานมูลนิธิสังฆะเพื่อสังคม กล่าวว่า การขยายงานบวชสร้างสุข พระสงฆ์เองถือว่าเป็นกำลังหลักสำคัญในการช่วยกันรณรงค์เรื่องนี้ แต่ก็ใช่ว่าจะทำอยู่ฝ่ายเดียว เพราะบางครั้งอาจต้านทานกระแสค่านิยมของสังคมไม่ไหว จึงจำเป็นต้องอาศัยพลังจากหน่วยงานระดับนโยบายของสงฆ์ และฝ่ายบ้านเมืองอื่นๆ หรือพลังของเครือข่ายจากวัดต่างๆ เข้ามาช่วยในวงกว้าง

    ดังนั้น เพื่อเป็นทางเลือกของชาวพุทธที่หนักแน่นในพระธรรมวินัยเรื่องการจัดงานบวช และเพื่อเปิดการรับรู้การจัดงานบวชที่ยึดพระธรรมวินัยยังมีอยู่ไม่ใช่มีแต่ค่านิยมสังคมอย่างว่านั้น เราจึงเปิดรับสมัครเจ้าภาพที่จะจัด “งานบวชสร้างสุขต้นแบบ” ผ่านเฟซบุ๊ค “มูลนิธิ สังฆะเพื่อสังคม” หรือโทร 0845126196, 0637694854

  • คณะสงฆ์อำเภอเวียงชัย หารือร่วมกับฝ่ายบ้านเมือง ในการขับเคลื่อนพลังบวร สู่หมู่บ้านรักษาศีล ๕ ปลอดเหล้า ปลอดอบายมุขในงานบุญ ประเพณี

    คณะสงฆ์อำเภอเวียงชัย หารือร่วมกับฝ่ายบ้านเมือง ในการขับเคลื่อนพลังบวร สู่หมู่บ้านรักษาศีล ๕ ปลอดเหล้า ปลอดอบายมุขในงานบุญ ประเพณี

    เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2565 เวลา 13.30 น. พระครูรัตนชัยคุณ เจ้าคณะอำเภอเวียงชัย เป็นประธานการประชุมพระสังฆาธิการระดับเจ้าคณะตำบล และพระวินยาธิการอำเภอเวียงชัย โดยมีนายญาณวุฒิ สุดพิมศรี นายอำเภอเวียงชัย และนางกัลยา สังวาลย์ทอง ผู้แทนโรงพยาบาลสมเด็จพระญาณสังวรอำเภอเวียงชัย พร้อมกับYSDN เวียงชัย เข้าร่วมประชุมด้วย

    โดยมีสาระสำคัญของการประชุมเพื่อหารือร่วมกับฝ่ายบ้านเมือง ในการขับเคลื่อนพลังบวรสู่หมู่บ้านรักษาศีล ๕ อำเภอเวียงชัย ในกิจกรรมการพัฒนาชุมชน การทำข้อตกลงร่วมกันเรื่องงดเหล้า และอบายมุขในงานศพ การงดเหล้าเข้าพรรษา ตลอดจนถึงเรื่องการขอความร่วมมือการปฏิบัติการของพระวินยาธิการอำเภอเวียงชัย ซึ่งนับว่าจะทำให้เกิดการพัฒนาความร่วมมือระหว่างคณะสงฆ์กับฝ่ายบ้านเมืองไปในแนวทางเดียวกัน

    เพื่อให้การขับเคลื่อนงาน ดำเนินไปตามวัตถุประสงค์ และเกิดเป็นรูปธรรม จึงได้มีการกำหนดประชุมลงนามข้อตกลงร่วมกัน (MOU) อีกครั้งในวันที่ 6 กรกฎาคม 2565 นี้

  • เชิญชวนงดเหล้าเข้าพรรษา! คณะสงฆ์ล้านนาจับมือประชาคมงดเหล้า 8 จังหวัด พลิกกลยุทธ์ “บ้านวัดโรงเรียนราชการ” (บวร.) เน้นผู้นำต้องเป็นแบบอย่าง เริ่ม 14 กรกฎาคม 2565 นี้

    เชิญชวนงดเหล้าเข้าพรรษา! คณะสงฆ์ล้านนาจับมือประชาคมงดเหล้า 8 จังหวัด พลิกกลยุทธ์ “บ้านวัดโรงเรียนราชการ” (บวร.) เน้นผู้นำต้องเป็นแบบอย่าง เริ่ม 14 กรกฎาคม 2565 นี้

    พระพุทธิญาณมุนี เจ้าคณะจังหวัดเชียงราย กล่าวว่า เข้าพรรษาเป็นวิถีชีวิตของชาวพุทธ เป็นวินัยของพระสงฆ์จะต้องจำพรรษาศึกษาปฏิบัติธรรม และชาวพุทธจะได้ตั้งใจลดละเลิกอบายมุข เข้าวัดฟังธรรมชัดเกลาจิตใจ ซึ่งในยุคสมัยที่มีการใช้เทคโนโลยีมาก มีสิ่งอำนวยความสะดวกมาก แต่ปัญหาทางจิตใจของประชาชนก็เพิ่มมากขึ้น ทำให้กายกับใจไม่สมดุลกัน “กายสบายแต่ใจมีปัญหา” ที่ผ่านมาคณะสงฆ์ดำเนินนโยบายหมู่บ้านรักษาศีล 5 ซึ่งจะได้มาร่วมมือกับโครงการรณรงค์งดเหล้าเข้าพรรษาของเครือข่ายงดเหล้า และ สสส. โดยจังหวัดเชียงรายจะทำความตกลงทุกภาคส่วนจากระดับจังหวัดจนถึงระดับชุมชน สร้างกระแสประชาสัมพันธ์ให้ทั่วถึง โดยเฉพาะทุกวัดในจังหวัดเชียงราย

    ด้าน พระสุนทรมุนี รองเจ้าคณะจังหวัดน่าน ประธานเครือข่ายงดเหล้าจังหวัดน่าน กล่าวว่า ทราบข้อมูลว่าปีนี้จังหวัดน่านมีสถิติผู้ดื่มเหล้ามากที่สุดของประเทศ ทางจังหวัดเห็นเป็นโอกาสที่จะร่วมมือกันแก้ปัญหานี้ โดยจะเน้นสร้างความร่วมมือกับผู้นำในท้องถิ่นท้องที่ กำนันผู้ใญ่บ้านและนายกเทศบาล อบต. ซึ่งจะเป็นแบบอย่างของผู้นำ ถ้าได้ผู้นำที่ร่วมมือกับโครงการ เห็นประโยชน์จากโครงการ โดยเฉพาะการดูแลสุขภาพ การประหยัดค่าใช้จ่าย ความสุขของครอบครัว จะทำให้มีประชาชน เยาวชนเข้าร่วมมากขึ้น จึงขอฝากแนวทางปฏิบัติให้ทุกจังหวัดให้ประสานความร่วมมือกับผู้นำ “ชนะใจผู้นำ ชนะใจประชาชน”

    พระมหาอนุวัต ฐิตเมโธ เจ้าอาวาสวัดหนองปลาขอ เลขาเจ้าคณะจังหวัดลำพูน ประธานผู้ประสานงานเครือข่ายพระคิลานุปัฏฐาก จ.ลำพูน กล่าวว่า คณะสงฆ์จังหวัดลำพูน ได้เตรียมประสานความร่วมมือทุกวันแล้ว โดยเฉพาะกลุ่มพระสายงานพระคิลานุปฎฐาก ได้มีการประชุมร่วมกับแกนนำชุมชน ซึ่งหลวงพ่อเจ้าคณะจังหวัดได้ให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ เช่นเดียวกับจังหวัดพะเยา ลำปาง แม่ฮ่องสอน แพร่

    ในส่วนจังหวัดเชียงใหม่ พระสมุห์จำเริญ จนฺทูปโม เลขานุการเจ้าคณะอำเภอแม่วาง จังหวัดเชียงใหม่ เล่าว่า ในกิจกรรมสร้างแรงจูงใจและกำลังใจให้กับคนที่ลดละเลิก โดยเฉพาะจัดเวทีสัญจรไปยังชุมชนต่างๆระหว่างพรรษา การยกย่องชื่นชมคนที่กำลังงดเหล้า เช่น การให้ภรรยา หรือลูกคนครอบครัวพูดถึงสิ่งที่ได้จากการที่สามีหรือพ่อเลิกเหล้า ตนเองมีความสุขอย่างไร แต่ก่อนมีความทุกข์อย่างไร เป็นการเสริมแรงให้ครอบครัวเพราะครอบครัวคนไทยไม่ค่อยพูดให้กำลังใจกัน กิจกรรมเสริมแรงให้กำลังใจในระหว่างพรรษาทุกชุมชนสามารถนำไปปรับใช้ได้ เป็นประโยชน์มากทีเดียว

    ด้านนายเอนก  สิทธิ  ผู้ประสานงานประชาคมงดเหล้าจังหวัดน่าน กล่าวว่า ปีนี้ทางสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดได้ประสานความร่วมมือที่จะให้กลไกระดับอำเภอ และ อสม. มาร่วมมือรณรงค์งดเหล้าเข้าพรรษา ถือว่าเป็นนิมิตหมายที่ดีที่บ้านวัดโรงเรียนราชการ (บวรร) มาจับมือกัน แม้ว่า ผลสำรวจของสำนักงานสถิติจะแสดงว่าจังหวัดน่านมีนักดื่มมากที่สุด แต่จะเป็นโอกาสที่คนน่านจะร่วมมือกันเริ่มต้นงานเข้าพรรษานี้

    นายธีระ วัชรปราณี ผู้จัดการเครือข่ายงดเหล้า

    ขณะที่ นายธีระ วัชรปราณี ผู้จัดการเครือข่ายงดเหล้า กล่าวว่า ผลการสำรวจพฤติกรรมการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของประชากรไทยในปี พ.ศ. 2564 โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ รายงานพฤติกรรมการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์รายจังหวัด พบว่าจังหวัดที่มีอัตราผู้ดื่ม(ความชุก)สูงสุด 10 อันดับ โดย 6 จังหวัดอยู่ในเขตภาคเหนือตอนบน ได้แก่ อันดับที่ 1 จังหวัดน่าน (ร้อยละ 43.3), อันดับที่ 2 จังหวัดแพร่ (ร้อยละ42.9), อันดับที่ 3 จังหวัดเชียงราย(ร้อยละ 41.4), อันดับที่ 5 จังหวัดพะเยา(ร้อยละ 40.7), อันดับที่ 9 จังหวัดลำพูน(ร้อยละ37.1) และอันดับ 10 จังหวัดลำปาง (ร้อยละ 38.0) เป็นครั้งแรกที่จังหวัดลำปางติดอันดับ 1 ใน 10 อันดับของประเทศอีกด้วย โดยทางศูนย์ประสานงานภาคฯ จึงต้องเน้นกลยุทธ์สร้างความร่วมมือ เพราะปัญหานี้ส่งผลกระทบต่อทุกคน ทั้งมิติสุขภาพ มิติเศรษฐกิจ มิติครอบครัว มิติอุบัติเหตุความรุนแรงอาชญากรรม และการเติบโตในสถภาพแวดล้อมที่ดีของเด็กเยาวชน โดยแผนระยะสั้น 3 ปีของภาคเหนือตอนบน นี้ คือ การเน้นประสานความร่วมมือ โดยเฉพาะกับคณะสงฆ์ เพราะคนเหนือในชุมชนยังมีความเชื่อถือศรัทธาในพระสงฆ์ รวมทั้งการเชื่อมกับหน่วงานภาครัฐ ซึ่งการประชุมร่วมกันครั้งนี้เป็นครั้งที่ที่คณะสงฆ์ทั้ง 8 จังหวัดได้เห็นปัญหาและความร่วมมือต่อไป นอกจากนั้น ยังเตรียมการที่จะประสานประเด็นการปรับสภาพแวดล้อมปลอดเหล้าในงานศพ งานบุญประเพณีต่างๆ  รวมทั้ง การส่งเสริมกิจกรรมสร้างสรรค์ในเด็กเยาวชนคนรุ่นใหม่ การเฝ้าระวังการทำผิดกฎหมายของภาคธุรกิจ ซึ่งบริบทของภาคเหนือตอนบนมีความซับซ้อนเหล้าเป็นส่วนหนึ่งในวิถีชีวิต จำนวนโรงกลั่นสุราชุมชน ทำให้ราคาถูกเข้าถึงงาน รวมทั้งความคิดความเชื่อเกี่ยวกับประเพณี การเข้าสังคม และการเปลี่ยนแปลงของยุคสมัย ซึ่งจะต้องร่วมคิดร่วมทำเป็นเป้าหมายในระยะ 3 ปีนี้

    ทั้งนี้ บุคคลทั่วไปที่ต้องการร่วมโครงการงดเหล้าเข้าพรรษา สามารถร่วมสมัครใจตั้งใจงดเหล้าในทุกวัดของเขตภาคเหนือ 8 จังหวัด และส่วนราชการที่ร่วมโครงการ หรือหน่วยงานใดต้องการเข้าร่วมเป็นองค์กรรณรงค์ สามารถโทรประสานงาน ที่นายสมควร ทะนะ ผู้ประสานงาน โทร 094 601 6566

  • เครือข่ายพระสงฆ์นักพัฒนาสังฆะเพื่อสังคม รับสมัคร เจ้าภาพต้นแบบ  “จัดงานบวชพระสร้างสุข ได้บุญเต็มร้อย”

    เครือข่ายพระสงฆ์นักพัฒนาสังฆะเพื่อสังคม รับสมัคร เจ้าภาพต้นแบบ “จัดงานบวชพระสร้างสุข ได้บุญเต็มร้อย”

    20 มิถุนายน 2565 เพจ มูลนิธิ สังฆะเพื่อสังคม ประกาศรับสมัคร เจ้าภาพต้นแบบ จัดงาน “บวชพระสร้างสุข ได้บุญเต็มร้อย” ก่อนเทศกาลเข้าพรรษา ประจำปี 2565 เพื่อขยายแนวคิดบวชสร้างสุข บวชวิถีใหม่ ยึดพระธรรมนัย ให้เป็นค่านิยมใหม่ที่ถูกต้องและดีงามในสังคม

    เครือข่ายพระสงฆ์นักพัฒนาสังฆะเพื่อสังคม โดยมูลนิธิสังฆะเพื่อสังคม มี พระครูสุวรรณโพธิวรธรรม (มนัส อิ่มรัตน์) เจ้าอาวาสวัดโพธิ์ทอง จังหวัดจันทบุรี เป็นประธาน ร่วมกับสำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า (สคล.) โดยการสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างสุขภาพ (สสส.) ได้ทำโครงการบวชสร้างสุข ด้วยเห็นค่านิยมของชาวพุทธจัดงานบวชแบบยิ่งใหญ่ มีมหรสพ มีรถแห่เสียงดังเต้นสนุกสนาน อนาจาร มีการกระตุ้นให้ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทั้งใน และนอกวัด ซึ่งเต็มไปด้วยปัจจัยเสี่ยง บางงานมีการทะเลาะวิวาทถึงขั้นเสียชีวิต ซึ่งการดื่มภายในวัดโดยเฉพาะรอบอุโบสถถือว่า ผิดทั้งกฎหมาย และไม่เคารพต่อพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์

    โครงการต้องการรับสมัครเจ้าภาพ “งานบวชสร้างสุขต้นแบบ” ซึ่งถือว่าเป็นผู้ที่มีจิตใจหนักแน่นในพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า จะจัดงานบวชแบบเรียบง่าย ไม่มีแนวคิดจะเลี้ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ไม่มีมหรสพ จัดแบบ “บวชสร้างสุข บวชวิถีใหม่ ยึดพระธรรมวินัย” โดยต้องการจะจัดงานบวชให้เป็นต้นแบบ แก่ลูกหลาน และคนไทยโดยทั่วไปได้ยึดถือปฏิบัติให้ถูกต้อง

    ผู้ต้องการจะสมัครสามารถแสกนคิวอาร์โค้ด หรือ คลิกที่ลิงค์ นี้ https://forms.gle/KediVcfgJLo6C2vY6 เพื่อกรอกข้อมูลรายละเอียดตามความประสงค์ของท่าน

    รับสมัครตั้งแต่บัดนี้ถึงวันที่ 10 กรกฎาคม 2565

    สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ Facebook : มูลนิธิ สังฆะเเพื่อสังคม หรือ โทร 0845126196, 0637694854

    ทั้งนี้โครงการจะจัดส่ง

    1) ป้ายสัญลักษณ์งานบวชสร้างสุข ขนาด 3 x 1 เมตร จำนวน 2 ผืน เพื่อให้เจ้าภาพนำไปติดในงานแสดงให้ผู้พบเห็นได้อนุโมทนา

    2) เกียรติบัตรเชิดชูเกียรติเจ้าภาพต้นแบบ ลงนามโดยประธานมูลนิธิสังฆะเพื่อสังคม และผู้อำนวยการสำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า

    #บวช #บวชสร้างสุข #บวชวิถีใหม่ #ยึดพระธรรมวินัย #เครือข่ายพระสงฆ์นักพัฒนา #สังฆะเพื่อสังคม #สสส #สคล