Category: เวที MOU

  • เครือข่ายงดเหล้า จ.ประจวบฯ ร่วมกับคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ทำ MOU ขับเคลื่อนงานบุญประเพณีวัฒนธรรมวิถีใหม่ปลอดเหล้าปลอดภัย

    เครือข่ายงดเหล้า จ.ประจวบฯ ร่วมกับคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ทำ MOU ขับเคลื่อนงานบุญประเพณีวัฒนธรรมวิถีใหม่ปลอดเหล้าปลอดภัย

    เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2566 เครือข่ายประชาคมงดเหล้าจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ภายใต้การสนับสนุนโดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จัดเวทีสื่อสารสาธารณะ เพื่อรายงานความก้าวหน้าในการดำเนินงานให้เป็นไปตามกฎหมายควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และลงนามบันทึกข้อตกลงรวามร่วมมือ (MOU) การขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะงานบุญประเพณี วัฒนธรรมวิถีใหม่ปลอดเหล้าจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ณ ศาลากลางจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ โดยมีนายกิตติพงศ์ สุขภาคกุล รองผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เป็นประธานพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ร่วมกับสำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้าภาคตะวันตก โดยมี น.ส.ธนพร บางบัวงาม ผู้ประสานงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า จ.ประจวบฯ กล่าวรายงาน และมีเภสัชกร สงกรานต์ ภาคโชคดี ผู้อำนวยการสำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า อาจารย์มานพ แย้มอุทัย ผู้ทรงคุณวุฒิสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ( สสส.) ร่วมเป็นพยาน และน.ส.อุบลวรรณ คงสว่าง ผู้ประสานงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้าภาคตะวันตก นายเรวัฒน์ สุขหอม รองนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด คณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จังหวัดประจวบฯ ตัวแทนชุมชนคนสู้เหล้าในแต่ละชุมชนทั้ง 8 อำเภอ ผู้แทนหน่วยงาน และส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม 

    โดยกระบวนการในช่วงแรกเริ่มต้นด้วยเวทีเสวนา “เหล้า บุหรี่ไฟฟ้า กัญชา ยาเสพติด เต็มพื้นที่ออนไลน์ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพร้อมรับมืออย่างไร” โดยมีผู้ร่วมเสวนา ได้แก่ นายเรวัฒน์ สุขหอม (รองนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดประจวบคีรีขันธ์) ได้แลกเปลี่ยนเรื่องของพิษจากสารต่างๆ เหล้า บุหรี่ไฟฟ้า กัญชา ยาเสพติด โดยในจังหวัดจะมีการจัดเวทีพูดคุยประเด็นเรื่องยาเสพติด เดือนละ 2 ครั้ง ในกลุ่มผู้เสพ ในกลุ่มผู้ดื่มผู้เสพ ปฏิบัติตามดื่มและเสพเป็นที่เป็นทางมากขึ้น ปัจจุบันเริ่มมีการขายสุราพื้นบ้านมากขึ้น สินค้าบางชนิดทำออกมาสวย น่าซื้อน่าลอง

    คุณสุวรรณกิต บุญแท้ (ผู้แทนจากสำนักงานเครือข่ายองค์รงดเหล้า) กล่าวสถาณการณ์เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ในพื้นที่ออนไลน์ภาพรวม จังหวัดประจวบคีรีขันธ์จุดเด่นคือพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว พัฒนาสินค้าเกษตร ประเด็นปัญหาของพื้นที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ คือด้านความสังคมและมั่นคง เรื่องของผู้สูงอายุ และสตรีที่ท้องไม่พร้อม ทางด้านเยาวชนก็มีการรณรงค์และป้องกันยาเสพติด ถ้าย้อนไปเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มีการดื่มมากขึ้นจนถึงกราฟปัจจุบันที่อยู่นิ่ง องค์การอนามัยโลก เห็นด้วยการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ อันดับการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ลดลงอยู่ที่อันดับ 55 ปัจจุบันองค์การอนามัยโลกระบุว่าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นสารอันตรายมีการเสียชีวิตจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มากที่สุด เครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นสารเสพติดที่มีผลกระทบต่อคนอื่นมากที่สุด องค์การอนามัยโลก กล่าวว่า ประเทศไทยเสียชีวิตจากอุบัติเหตุมากที่สุด การผลักดันสุราก้าวหน้า พรบ.สรรพสามิต การผลิต พรบ.เครื่องดื่มแอลกอฮอล์คือการขาย พรบ.จราจรทางบก คือ ผลกระทบ คราฟเบียร์ หรือการผลิตเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ปัจจุบันแค่มีวัตถุดิบครบก็สามารถผลิตได้

    นางมณฑา ขนเม่น (พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ) กล่าวถึงผลกระทบของ เหล้า บุหรี่ไฟฟ้า กัญชา ยาเสพติด ว่ากัญชาเสรีไม่มีอยู่จริง กัญชาที่สามารถนำมาใช้ได้คือ CBD สารกัญชาที่สามารถให้มอมเมาได้คือ THC เป็นปริมาณสูงในช่อดอกกัญชา เป็นสารที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท โดยก่อให้เกิดผลกระทบต่อร่างกาย กัญชากับผลกระทบต่อเด็กและเยาวชน คำสั่งคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ฉบับที่ 9/2558 ห้ามขาย นำเสนอเพื่อขาย ห้ามให้บริการ บารากู่ดั้งเดิม บารากู่ไฟฟ้า บุหรี่ไฟฟ้า พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2560 ว่าด้วยเรื่อง ห้ามนำบุหรี่ไฟฟ้าเข้า ความผิดเท่ากับลักลอบหนีพิธีการศุลกากร ห้ามพักสินค้าความผิดเท่ากับรับซื้อ/รับไว้ซึ่งสินค้าหนีพิธีการ กลุ่มบำบัดพบว่าอายุ 16 ปี ใช้สารเสพติดร่วมกัน เช่น กัญชา เหล้าขาว ยาม้า ฯลฯ

    ระหว่างเวทีเสวนาได้เกิดข้อแลกเปลี่ยนจากผู้เข้าร่วมรับฟัง ภก.สงกรานต์ ภาคโชคดี ผู้อำนวยการสำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เป็นพื้นที่ท่องเที่ยวที่สวยงาม เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไม่จำเป็นจะต้องนำมาเป็นจุดขายในการท่องเที่ยว สำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า ดำเนินงานมา 20 ปี ทำให้กราฟเครื่องดื่มแอลกอฮอล์คงที่ นโยบายสุราก้าวหน้าเกี่ยวข้องกับประชาชนไม่เกินร้อยละ 10 สุราเป็นผลกระทบต่อผู้อื่นมากกว่ากลุ่มอื่นๆ ไม่ได้คัดค้านการดื่มของประชาชน ที่น่าเป็นห่วงคือนักดื่มหน้าใหม่เป็นกลุ่มสตรีมากกว่ากลุ่มผู้ชาย จากการวิจัยปัญหาสุรา ผู้หญิงดื่ม 1 แก้ว สามารถเป็นมะเร็งเต้านมได้ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์มีผลการดื่มต่อสมอง และทำให้เยาวชนเสียโอกาส เสียอนาคต พิการได้ ตัวแทนชุมชนทุ่งทอง บ้านทับสะแก กล่าวว่า “ยาเสพติดเข้าถึงได้ง่ายกลับเยาวชนอายุ 12 ปีขึ้นไปรวมไปถึงบุหรี่ไฟฟ้า กว่าผู้ปกครองจะรับทราบเยาวชนก็ติดไปแล้ว สอบถามเยาวชนซื้อบุหรี่ไฟฟ้ามาจากร้านขายออนไลน์ ส่วนเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เราควรดัดไม้อ่อนในการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์”

    หลังจากจบเวทีเสวนาด้าน น.ส.ธนพร บางบัวงาม ได้กล่าวรายงานต่อรองผู้ว่าราชการจังหวัดประชวบคีรีขันธ์ว่า  “พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ.2551 เป็นกฎหมายที่ประชาชนมากกว่า 13 ล้านคนลงชื่อสนับสนุน เพื่อลดผลกระทบจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกมิติ ทั้งความรุนแรงในครอบครัว อุบัติเหตุ อาชญากรรม คุ้มครองสุขภาพประชาชน ป้องกันเด็กและเยาวชนไม่ให้เข้าถึงได้ง่าย จากข้อมูลสำนักงานสถิติแห่งชาติ ปี 2564 ที่สำรวจผู้อายุ 15 ขึ้นไปพบว่า ผู้ที่ไม่ดื่มแอลกอฮอล์เพิ่มจาก 38.68 ล้านคนในปี 2554 มาเป็น 41.04 ล้านคนในปี 2564 หรือมีนักดื่มลดลงประมาณ 2.3 ล้านคน เมื่อคำนวณปริมาณเอทานอลบริสุทธิ์ต่อหัวประชากรที่ดื่ม พบว่า อยู่ในระดับทรงตัว คือ 7.1 ลิตรต่อปี แต่เมื่อคำนวณต้นทุนที่สูญเสียจากปัญหาการดื่มในปี 2564 สูงกว่า 1.65 แสนล้านบาท อีกทั้งข้อมูลพบผู้ต้องขังอายุไม่เกิน 25 ปีสัดส่วนถึงร้อยละ 88% ดื่มสุราก่อนก่อเหตุ และผู้เสียชีวิตจากโรคตับสัมพันธ์กับการดื่มมีถึง 2.5 หมื่นคนต่อปี เครือข่ายองค์กรงดเหล้าจังหวัดประจวบฯ ขอบคุณสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด ที่ดำเนินการตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย ในการป้องกันนักดื่มหน้าใหม่ คุ้มครองสุขภาพประชาชนและลดผลกระทบทางสังคม อย่างไรก็ตามเนื่องจากกฎหมายใช้มานาน จึงสนับสนุนให้ปรับแก้ ยืดหลักการแก้ไขให้ดีและเข้มแข็งขึ้น โดยเฉพาะการแก้ไขมาตรา 32 ห้ามใช้ตราสัญลักษณ์ (โลโก้) เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไปโฆษณาสินค้าอื่น อาทิ น้ำดื่ม โชดา กำหนดหลักเกณฑ์ให้ชัดเจนกรณีมาตรา 29 ไม่ขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ให้คนเมาครองสติไม่ได้  ให้ผู้ขาย ผู้ให้บริการเป็นแนวปฏิบัติได้จริง รวมถึงสนับสนุนการดำเนินงานบำบัดฟื้นฟูผู้ติดสุราอย่างจริงจัง สร้างแรงจูงใจให้ผู้ติดสุราเข้าสู่การบำบัด ขณะเดียวกัน กลไกการทำงานที่เข้มแข็งของเครือข่ายทั้งจากภาครัฐ ภาคประชาสังคม เป็นส่วนสำคัญที่จะช่วยกันรณรงค์ป้องกันปัญหา ในส่วนของระดับจังหวัดจะประสานให้มีการทำงานที่เข้มแข็งมากยิ่งขึ้น 

    สำหรับการบันทึกข้อตกลง (MOU) ซึ่งจะเป็นกลไกความร่วมมือรูปแบบหนึ่งที่จะก่อให้เกิดประโยชน์แก่ทุกฝ่าย การจัดทำบันทึกข้อตกลงวันนี้ ประกอบด้วย 3 หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดังนี้ 1.คณะกรรมการควบคุมเครื่องแอลกอฮอล์จังหวัดประจวบฯ 2.สำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้าจังหวัดประจวบฯ และ 3.สำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้าภาคตะวันตก โดยมีสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ สสส. และพี่น้องเครือข่ายเป็นพยาน  โดยทั้งนี้การจัดทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือมีวัตถุประสงค์ ดังต่อไปนี้ เพื่อขับเคลื่อนกลไกการดำเนินงาน สร้างความเข้มแข็งภาคีเครือข่ายภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคมในการขับเคลื่อนการจัดการปัญหาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และลดปัจจัยเสี่ยงต่อสุขภาพระดับจังหวัด เพื่อสนับสนุน ส่งเสริม การดำเนินงานสถานศึกษา เครือข่ายเยาวชนให้มีความตระหนักเรื่องพิษภัยและป้องกันนักดื่ม นักสูบหน้าใหม่ และเพื่อสร้างวัฒนธรรมวิถีใหม่ ค่านิยมใหม่ในงานเทศกาล งานบุญประเพณี ปลอดบุหรี่และสุรา ลดแรงสนับสนุนการดื่ม เฝ้าระวังการกระทำผิดกฎหมายของธุรกิจแอลกอฮอล์ และบังคับใช้กฎหมาย 4) เพื่อสนับสนุน หนุนเสริมกระบวนการปัญหาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในพื้นที่ ป้องกันเมาแล้วขับ และลดความเสี่ยงการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน ลดปัจจัยเสี่ยงต่อสุขภาพ 

    ด้าน นายกิตติพงศ์ สุขภาคกุล รองผู้ว่าราชการจังหวัด กล่าวว่า “คณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จังหวัดประจวบฯ นอกจากการรณรงค์ประชาสัมพันธ์ การบังคับใช้กฎหมาย ยังได้ขับเคลื่อนนโยบายการลดการดื่มแอลกอฮอล์อย่างจริงจัง เพื่อสร้างสังคมปลอดภัยจากปัญหาการดื่มแอลกอฮอล์ เช่น ควบคุมและจำกัดการเข้าถึง ควบคุมพฤติกรรมการขับขี่หลังการดื่ม คัดกรองและบำบัดรักษาผู้มีปัญหาจากสุรา ควบคุมการโฆษณา ส่งเสริมการขาย การให้ทุนสนับสนุน และการดำเนินการผ่านระบบภาษี ตระหนักถึงผลกระทบจากการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ระดับสูงจะเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาได้ ทั้งนี้การปรับปรุงกฎหมาย ซึ่งขณะนี้อยู่ในขั้นตอนเตรียมแผนปฏิบัติการและกฎหมายในหลายๆ เรื่อง เช่น แผนปฏิบัติการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ระดับชาติระยะที่ 2 และ ร่าง พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพื่อเสนอให้คณะรัฐมนตรีอนุมัติและดำเนินการตามขั้นตอน และให้ความสำคัญกับนโยบายการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ผ่านนโยบายและมาตรการต่างๆ ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน

    การจัดงานในวันนี้นับว่าเป็นสิ่งที่ดีและสำคัญยิ่ง กับการพัฒนาการ ดำเนินงานร่วมกันตามแนวทางความร่วมมือ การสนับสนุนและอำนวยความสะดวกในการดำเนินงานดังต่อไปนี้ ร่วมรณรงค์และดำเนินการให้การจัดงานบุญประเพณีและเทศกาลต่างๆในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ปลอดเหล้าปลอดภัย เพื่อลดอุบัติเหตุความสูญเสีย ลดปัญหาทะเลาะวิวาท อาชญากรรม และความรุนแรงในครอบครัว อาทิ งานกาชาด งานบวช งานแต่ง งานสงกรานต์ งานลอยกระทง งานแข่งเรือ งานเทศกาลอาหาร งานศพ งานไทยทรงดำ งานเกษียณอายุ งานสวดมนต์ข้ามปี งานวันกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน งานเสี้ยงอาสาสมัครในหมู่บ้าน  และไม่ส่งเสริมหรือสนับสนุนให้มีการโฆษณา ประชาสัมพันธ์กิจกรรมส่งเสริมการตลาดของธุรกิจแอลกอฮอล์ในรูปแบบต่างๆ ทั้งในหน่วยงานภาครัฐ สถาบันการศึกษา และชุมชน  อีกทั้งร่วมกันส่งเสริมกิจกรรมที่แสดงถึงคุณค่าทางประเพณีวัฒนธรรมและมีความรับผิดชอบต่อสังคม และเป็นแบบอย่างที่ดีแก่เด็กเยาวชนและครอบครัว  นอกจากนี้ยังรณรงค์ชุมชนสู้เหล้า และงดเหล้าเข้าพรรษา ให้ชุมชนเป็นผู้ขับเคลื่อน ชวนช่วยเชียร์ ลด ละ เลิก และควบคุมบังคับใช้กฎหมาย กฎกติกาชุมชน ลดความรุนแรง ลดอุบัติเหตุ ลดการเจ็บป่วย และส่งเสริมครอบครัวให้เข้มแข็ง มีความสุข

    การสนับสนุนและส่งเสริมคุณภาพชีวิต การสร้างงาน อาชีพ และรายได้ รวมถึง การฟื้นฟูเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์  สถานศึกษาจัดการ การศึกษา ให้ตระหนัก สร้างภูมิคุ้มกันร่วมกันส่งเสริม สนับสนุน การเปิดพื้นที่และกิจกรรมสร้างสรรค์ (ศิลปะ ดนตรี กีฬา วัฒนธรรม ชุมชนร่วมสมัย) สร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเติบโตของเด็กเยาวชน ให้ห่างไกลจากปัจจัยเสี่ยงต่างๆ เป็นพลเมืองที่มีคุณภาพในอนาคต”

  • ผู้นำ ต.บ้านเกาะ จ.นครศรีฯ ฝ่าวิกฤติจับมือประกาศปกป้องเยาวชนจากปัจจัยเสี่ยงทุกชนิด

    ผู้นำ ต.บ้านเกาะ จ.นครศรีฯ ฝ่าวิกฤติจับมือประกาศปกป้องเยาวชนจากปัจจัยเสี่ยงทุกชนิด

    วันที่ 15 มิถุนายน 2566 กำนันผู้ใหญ่บ้านตำบลบ้านเกาะ อ.พรหมคีรี จ.นครศรีธรรมราช จับมือกับภาคส่วนอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันปัญหาเด็ก-เยาวชนในตำบลร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงการปกป้องเด็ก-เยาวชนจากการปกป้องเด็ก-เยาวชนจากเหล้า/เบียร์, บุหรี่, กัญชา, น้ำกระท่อม และสารเสพติดอื่นทุกชนิด ณ โรงเรียนวัดเขาขุนพนม ภายใต้การร่วมประกาศเจตนารมณ์ไม่ต่ำกว่า 80 คน

       นายอภินันท์ แสนเสนา กำนันตำบลบ้านเกาะ และมีตำแหน่งประธานชุมชนศูนย์เรียนรู้งดเหล้าลดปัจจัยเสี่ยงตำบลบ้านเกาะกล่าวก่อนพิธีลงนาม ว่าภายใต้สถานการณ์ปัญหาเด็ก-เยาวชน ที่เกิดจากเหล้า-บุหรี่ และปัจจัยเสี่ยงใหม่ เช่น น้ำกระท่อมผสมสารเสพติด และกัญชา รวมถึงยาเสพติดทุกประเภท ส่งผลให้หลายหน่วยงานในจังหวัดนครศรีธรรมราช มีมาตรการป้อมปราม และป้องกันแก้ปัญหา เนื่องจากเป็นปัญหาที่ยิ่งทวีความรุนแรง และส่งผลต่อทิศทางการพัฒนาสังคมในอนาคต ทั้งนี้ต.บ้านเกาะ อ.พรหมคีรี จ.นครศรีธรรมราช เป็นชุมชนนำร่องด้านการรณรงค์งดเหล้าลดปัจจัยเสี่ยง โดยได้ประกาศธรรมนูญชุมชนงดเหล้าลดปัจจัยเสี่ยง และได้ทำการสุ่มสำรวจพฤติกรรมเด็ก-เยาวชนอายุ 13–15 ปี พบว่า เด็ก-เยาวชนช่วงอายุดังกล่าวเคยสูบบุหรี่ 64% เคยสูบกัญชา 23% เคยดื่มน้ำกระท่อม 13% และเคยดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 33% ซึ่งเป็นข้อมูลที่ทางชุมชนและทุกภาคส่วนต้องร่วมมือกัน สร้างภูมิคุ้มกันและจัดสภาพแวดล้อมให้เด็ก–เยาชนมีความเท่าทันและลดความเสี่ยงต่อการเข้าถึงปัจจัยเสี่ยงดังกล่าวจึงได้ประสาน 11 องค์กรที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันปัญหาเด็กเยาวชนดังนี้

    1.นายอำเภอพรหมคีรี
    2.สถานีตำรวจภูธรอำเภอพรหมคีรี
    3.ศูนย์ควบคุมป้องกันสารเสพติดและปัจจัยเสี่ยงจังหวัดนครศรีธรรมราช 
    4.องค์การบริหารส่วนตำบลบ้านเกาะ อำเภอพรหมคีรี  
    5.เทศบาลตำบลพรหมโลก 
    6.โรงเรียนวัดเขาขุนพนม      
    7.โรงเรียนชุมชนวัดอินทคีรี
    8.โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านเกาะ (รพสต.บ้านเกาะ)
    9.ชมรมอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.)
    10.ศูนย์การเรียนรู้ชุมชนงดเหล้าลดปัจจัยเสี่ยงตำบลบ้านเกาะ  
    11.กำนันและผู้ใหญ่บ้านตำบลบ้านเกาะ

    นางสาวธิรตี เลาหกุล ปลัดอาวุโสอำเภอพรหมคีรี ประธานเปิดเวทีลงนามบันทึกข้อตกลงครั้งนี้ได้กล่าวนำถึงสถานการณ์ปัญหาเด็ก-เยาวชนจากปัจจัยเสี่ยง ที่มีหลายปัจจัยแต่มีความยินดีและขอบใจผู้นำในตำบลบ้านเกาะที่ให้ความสำคัญในการ ดูแลลูกหลาน เพราะผู้นำและผู้ปกครองรวมถึงสถานศึกษาคือส่วนสำคัญที่จะปกป้องเด็ก-เยาวชน การลงนามบันถึงข้อตกลงบันทึกข้อตกลงและจะร่วมกันให้ความสำคัญกับ 5 ข้อตกลงที่ระบุไว้ในเอกสารการลงนามดังนี้

    1.องค์กรด้านสถานศึกษาจะสร้างภูมิคุ้มกันและการเท่าทันจากเหล้า – บุหรี่และปัจจัยเสี่ยงอื่นทุกช่องทาง เช่น บูรณาการหลักสูตรใน 8 กลุ่ม สาระวิชา หรือ กิจกรรมนักเรียน

    2.ร้านค้าและร้านอาหารจะไม่จำหน่าย เหล้า – บุหรี่ ให้เด็ก – เยาวชน ตามที่กฎหมายกำหนดอย่างเคร่งครัด โดยมีป้ายประชาสัมพันธ์อย่างชัดเจนหน้าร้าน

    3.ร่วมกันเฝ้าระวังจุดเสี่ยง และพลิกเป็นพื้นที่สร้างสรรค์และปลอดภัย เช่น มีป้ายประชาสัมพันธ์/มีไฟส่องสว่างเป็นต้น

    4.ร่วมกันเฝ้าระวังกลุ่มเสี่ยงทั้ง ตัวเด็ก – เยาวชน/บุคลทั่วไป รวมถึงบุคลภายนอก ที่สุ่มเสี่ยงหรือมีพฤติกรรมต้องติดตามเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดและสื่อสารกับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง

    5.สนับสนุนกิจกรรมสร้างสรรค์และเปิดพื้นที่ให้เด็ก – เยาวชนตำบลบ้านเกาะได้แสดงออก และสืบสานรากเหง้าภูมิปัญญาและประวัติศาสตร์ เพื่อสร้างความภาคภูมิใจในความเป็นชาวตำบลบ้านเกาะ

    ด้านนายภาณุพงศ์ แก้วละเอียด รองผู้อำนวยการ ปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการศูนย์ควบคุมป้องกันสารเสพติดและปัจจัยเสี่ยงจังหวัดนครศรีธรรมราช และประชาคมเครือข่ายงดเหล้าจังหวัดนครศรีธรรมราช กล่าวเสริมก่อนพิธีลงนามว่า ทางศูนย์ฯให้ความสำคัญและมีเป้าหมายการดูแลปกป้องเด็ก-เยาวชนจากปัจจัยเสี่ยง ซึ่งมีชุมชนเป้าหมายที่ทางศูนย์สนับสนุนการดำเนินด้านงานงดเหล้าลดปัจจัยเสี่ยง 6 ชุมชน โดยมี 2 ชุมชนได้ยกระดับจากชุมชนงดเหล้า สู่การใช้เครื่องมือธรรมนูญงดเหล้าลดปัจจัยเสี่ยง ภายใต้การสนับสนุนเครือมือจาก สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ หรือ สช. ร่วมถึง มีพี่เลี้ยงจากสำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า ทั้งนี้ชุมชนทั้ง 6 ชุมชนมีการแลกเปลี่ยนและมีแนวทางขับเคลื่อนชวนคนเลิกเหล้าและลดปัจจัยเสี่ยง โดยเฉพาะช่วงเข้าพรรษาที่จะมาถึง ซึ่งผลการดำเนินงานของตำบลบ้านเกาะเป็นรูปธรรมที่ ควรยกระดับสู่การรายงานผลกับกลไกและหน่วยงานระดับจังหวัด รวมถึงการเป็นต้นแบบของการเรียนจากชุมชนอื่นๆ ซึ่งทางศูนย์จะดำเนินการประสานและรายงานผลกับหน่วยงานอื่นๆต่อไป

  • 12 องค์กรหลักในตำบลนาขา อำเภอหลังสวน จังหวัดชุมพร ร่วมขับเคลื่อนนโยบายปกป้องเด็กเยาวชนให้พ้นปัจจัยเสี่ยง

    12 องค์กรหลักในตำบลนาขา อำเภอหลังสวน จังหวัดชุมพร ร่วมขับเคลื่อนนโยบายปกป้องเด็กเยาวชนให้พ้นปัจจัยเสี่ยง

         ปัจจุบันเด็กและเยาวชนไทยขณะนี้กําลังเผชิญกับความเสี่ยงมากมาย ซึ่งเกิดจากสังคม สิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรมอันตรายที่ล้อมรอบตัวเด็ก เด็กและเยาวชนจำนวนมากซึมซับพฤติกรรมความรุนแรง สื่อลามกอนาจาร เสพยาเสพติด มีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควร อยู่ในแหล่งมั่วสุม และอื่นๆ จนพฤติกรรมเหล่านี้กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตร่วมสมัยของเด็กและเยาวชนที่เติบโตขึ้นทุกวัน 
         ศูนย์ประสานงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้าจังหวัดชุมพร ได้มีการทำบันทึกความเข้าใจ (MOU) สร้างภูมิคุ้มกันและปกป้องเด็กเยาวชนให้ปลอดภัยจากปัจจัยเสี่ยงในชุมชนและสถานศึกษา โดยในตำบลนาขา มี 12 หน่วยงานที่ร่วมลงชื่อและให้ความสนใจ แต่ภายใต้ยุคสมัยดิจิตอลที่มีการสื่อสารอย่างว่องไวและการเข้าถึงได้ง่ายโดยเฉพาะเด็กเยาวชน ซึ่งวุฒิภาวะของเด็กเยาวชนยังไม่มีความพร้อมและเสี่ยงต่อการตกเป็นเหยื่อได้ง่าย ทางองค์กรหน่วยงาน 12 องค์กรในตำบลนาขา อ.หลังสวน ซึ่งประกอบด้วย
    1.องค์การบริหารส่วนตำบลนาขา            2.โรงเรียนบ้านในเหมือง                     3.โรงเรียนบ้านหนองปลา 
    4.โรงเรียนวัดนพคุณ                            5.กำนัน/ ผู้ใหญ่บ้าน                          6.วัดดอนวาส         
    7.สถานีตำรวจภูธรบ้านในหูต                  8.รพ.สต นาขา                                 9.ชมรม อสม.ต.นาขา    
    10.ตัวแทนคณะกรรมสถานศึกษา           11.ตัวแทนผู้ประกอบการ ต.นาขา         12.สภาวัฒนธรรม ต.นาขา

    โดยองค์กรดังกล่าวจะร่วมมือกันสร้างภูมิคุ้มกันและจัดสภาพแวดล้อมรวมถึงการเฝ้าระวังในการปกป้องเด็กเยาวชนจากเหล้าบุหรี่ ยาเสพติด และปัจจัยเสียงใหม่ เช่น การพนัน และภัยจากสังคมออนไลน์

    นางสาวแสงนภา หลีรัตนะ ผู้ประสานงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้าจังหวัดชุมพร
          ด้านนางสาวแสงนภา หลีรัตนะ ผู้ประสานงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้าจังหวัดชุมพร ได้กล่าว การทำ MOU ครั้งนี้ทางหน่วยงานมีข้อตกลงร่วมกันดังนี้
              1.องค์กรด้านสถานศึกษาจะสร้างภูมิคุ้มกันและการเท่าทันจากเหล้า-บุหรี่และปัจจัยเสี่ยงอื่นทุกช่องทาง เช่นบูรณาการหลักสูตรใน 8 กลุ่มสาระวิซา หรือ กิจกรรมนักเรียน
              2.ร้านค้าและร้านอาหารจะไม่จำหน่าย เหล้า -บุหรี่ ให้เด็กเยาวชน ตามที่กฎหมายกำหนดอย่างเคร่งครัด โดยมีป้ายประชาสัมพันธ์อย่างชัดเจนหน้าร้าน
              3.ร่วมกันฝ้าระวังจุดเสี่ยง และพลิกเป็นพื้นที่สร้างสรรค์และปลอดภัย เช่นมีป้ายประชาสัมพันธ์ / มีไฟส่องสว่างเป็นต้น
              4.ร่วมกันเฝ้าระวังกลุ่มเสี่ยงทั้ง ตัวเด็กเยาวชน / บุคลทั่วไป รวมถึงบุคลภายนอก ที่สุ่มเสี่ยงหรือมีพฤติกรรมต้องติดตามเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดและสื่อสารกับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง
              5.สนับสนุนกิจกรรมสร้างสรรค์และเปิดพื้นที่ให้เด็กเยาวชนนาขาได้แสดงออกและสืบสานรากเหง้าภูมิปัญญาของชาวตำบลนาขาเพื่อสร้างความภาคภูมิใจในความเป็นชาวตำบลนาขา
             ซึ่งจากสถานการณ์ปัจจุบันเด็กเยาวชนมีช่องทางในการเข้าถึงปัจจัยเสี่ยงได้ง่ายมากผ่านทางสื่อออนไลน์ จึงเป็นเรื่องเร่งที่จะต้องสร้างภูมิคุ้มกัน เท่าทัน และปกป้องเด็กเยาวชนให้ปลอดภัย ห่างไกลปัจจัยเสี่ยง เหล้า บุหรี่     สารเสพติด พนัน และสังคมออนไลน์ต่อไป