Category: SDN News

  • สคล. ถอดบทเรียนงานลอยกระทงปลอดเหล้า ชู 3 พื้นที่ต้นแบบ ผนึกกำลังกับท้องถิ่นขับเคลื่อนงานสู่ความสำเร็จ

    สคล. ถอดบทเรียนงานลอยกระทงปลอดเหล้า ชู 3 พื้นที่ต้นแบบ ผนึกกำลังกับท้องถิ่นขับเคลื่อนงานสู่ความสำเร็จ

    สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) สำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า (สคล.) และภาคีเครือข่ายได้จัดเสวนาออนไลน์ เพื่อทบทวนและระดมสมอง เกี่ยวกับการจัดงาน“ลอยกระทงปลอดเหล้าปลอดภัย ห่างไกลโควิด” ผ่าน FB live เครือข่ายงดเหล้า

    โดยนายศรีสุวรรณ ควรขจร กรรมการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า การจัดงานลอยกระทงปลอดเหล้าที่ผ่านมาได้ก่อให้เกิด “พื้นที่ปลอดภัย” เป็นการจัดสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการลดทอนปัจจัยเสี่ยง งานลอยกระทงใน 3 พื้นที่ท่องเที่ยวสำคัญของประเทศ ได้แก่ งานยี่เป็งจังหวัดเชียงใหม่ งานเผาเทียนเล่นไฟจังหวัดสุโขทัยและงานกระทงสายไหลประทีปพันดวงจังหวัดตาก พบว่าต่างก็เคยถูกใช้เป็นพื้นที่เพื่อโฆษณาสื่อสารการตลาดของธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ที่เคยเต็มไปด้วยความเสี่ยงความไม่ปลอดภัยจากเหตุทะเลาะวิวาทจากคนเมา แต่การขับเคลื่อนที่ผ่านมาโดยการจัดงานลอยกระทงแบบปลอดเหล้า ทำให้งานลอยกระทงของทั้งสามจังหวัดนี้เปลี่ยนแปลงไปมาก กลายเป็นงานที่มีความปลอดภัยและมีชีวิตชีวามากขึ้น ชุมชนท้องถิ่นและเยาวชนมีความเป็นเจ้าของ เข้ามามีส่วนร่วมในการจัดงาน ในการกำหนดทิศทางของการอนุรักษ์คุณค่าวิถีวัฒนธรรมมากขึ้น ซึ่งเป็นความสำเร็จที่ยั่งยืนของการเปลี่ยนแปลง

    น.ส. ทัศนีย์ ศิลปะบุตร ผู้ทรงคุณวุฒิ สสส. กล่าวว่า การจัดงานลอยกระทงปลอดเหล้าที่ผ่านมามีต้นแบบที่ดีหลายพื้นที่ โดยเฉพาะการจัดงานโดยเน้นความหมายและวัฒนธรรมของงาน และการส่งเสริมสังคมสุขภาวะ การจัดงานลอยกระทงปลอดเหล้าได้แสดงให้เห็นถึงความเข็มแข็งของชุมชน และจากการทำงานใน 3 พื้นที่สำคัญพบว่าแต่ละจังหวัดมีรูปแบบการทำงานปลีกย่อยที่ต่างกัน แต่ล้วนเป็นจุดเด่นที่สามารถเป็นพื้นที่ต้นแบบ จะเป็นตัวอย่างให้พื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศในการร่วมกันขยายผล รวมถึงการลงลึกด้านการควบคุมปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ เช่น สิ่งแวดล้อม สังคม เพื่อให้เหมาะสมกับบริบทอัตลักษณ์พื้นถิ่นของแต่ละพื้นที่ 

                ด้านนายวิษณุ ศรีทะวงศ์ ผู้จัดการแผนงานนโยบายสาธารณะ สำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า (สคล.) เปิดเผยว่า สคล.เรารณรงค์งานลอยกระทงปลอดเหล้าตั้งแต่ปี 2549 ซึ่งขณะนี้มีพื้นที่รณรงค์งานลอยกระทงปลอดเหล้าทั้งหมด 99 พื้นที่ทั่วประเทศ โดยในช่วง 7 ปีแรกเน้นรณรงค์ให้เกิดการจัดงานแบบปลอดเหล้า หลังจากนั้นได้พัฒนาไปสู่การจัดการความเสี่ยงอื่นๆ อาทิ ประทัดยักษ์ โคมลอย และเน้นการให้คุณค่าและความหมายของลอยกระทง ส่งผลให้การทะเลาะวิวาทภายในบริเวณงานแทบจะไม่เกิดขึ้นเลย อุบัติเหตุทางถนนลดลง ยอดจองห้องพักเพิ่มมากขึ้น งานลอยกระทงปลอดเหล้าจึงได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีทั้งจากผู้จัดงาน นักท่องเที่ยว รวมทั้งบรรดาผู้ประกอบการร้านค้าและเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานในพื้นที่ ทั้งนี้เรามีการสำรวจข้อมูลงานลอยกระทงล่าสุด พบว่าร้อยละ 74.40 ของพื้นที่จัดงานลอยกระทงทั่วประเทศจัดงานแบบปลอดเหล้า  อย่างไรก็ตาม เครือข่ายฯยังต้องเฝ้าระวังธุรกิจแอลกอฮอล์ที่ยังคงพยายามเข้าไปแทรกแซงเชิงนโยบายกับหน่วยงานรัฐ เพื่อให้มีพื้นที่ในการจำหน่ายสุราและลานเบียร์ในพื้นที่จัดงานต่างๆ  ซึ่งเครือข่ายฯ จะร่วมผนึกกำลังกับท้องถิ่นและภาคส่วนต่างๆ สร้างการมีส่วนร่วมในงานประเพณีของพื้นที่ให้ปลอดเหล้ามากขึ้น เน้นการจัดกิจกรรมเชิงวัฒนธรรมแบบร่วมสมัย เพื่อสืบสานวัฒนธรรม ส่งเสริมการท่องเที่ยวและต่อยอดเชิงเศรษฐกิจอย่างสร้างสรรค์ โดยเฉพาะกับคนรุ่นใหม่ให้มากยิ่งขึ้น

    พระครูสุมณฑ์ ธรรมธาดา เจ้าอาวาสคลองกระจง จังหวัดสุโขทัย กล่าวว่า งานลอยกระทงของจังหวัดสุโขทัยได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐและภาคส่วนต่างๆ ในอดีตการจัดงานนำมาซึ่งปัญหาอุบัติเหตุและคนสุโขทัยมาเที่ยวงานลอยกระทงน้อยลงเพราะเห็นว่าไม่ปลอดภัย จึงพยายามแก้ปัญหาโดยเริ่มจากการรณรงค์เรื่องเหล้าและปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ผลักดันให้จังหวัดกำหนดนโยบายให้งานลอยกระทงเป็นงานปลอดเหล้า ปลอดบุหรี่ ซึ่งจังหวัดสุโขทัยมีมติให้การจัดงานปลอดเหล้าปลอดบุหรี่ตั้งแต่ปี 2550 ทำให้ภาคส่วนต่างๆ นำนโยบายไปปฏิบัติตาม โดยมีการทำข้อตกลงกับทุกภาคส่วนเพื่อไม่ให้มีการจำหน่ายเครื่องดื่มในบริเวณงาน มีการติดป้ายรณรงค์ การตรวจเตือนโดยเจ้าหน้าที่และเยาวชนในพื้นที่ มีการบังคับใช้ พรบ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2551 อย่างจริงจัง ทำให้พื้นที่จัดงานลอยกระทงกว่าหมื่นไร่ไม่มีการดื่มเหล้า และกลายเป็นวัฒนธรรมว่ามาเที่ยวงานลอยกระทงสุโขทัยต้องไม่ดื่มไม่สูบ เป็นจารีตของคนสุโขทัยไปแล้ว นอกจากนี้ยังส่งผลดีต่อการจัดงานบุญประเพณีอื่นๆอีกด้วย

    นายธงชัย ยงยืน ศูนย์ประสานงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้าภาคเหนือตอนบน กล่าวว่า งานลอยกระทงช่วงปี 2549 โดยเฉพาะบริเวณริมน้ำปิง และสะพานนวรัตน์ ซึ่งเป็นจุดเสี่ยง ริมฝังแม่น้ำปิงเต็มไปด้วยลานเบียร์ มีอุบัติเหตุประทัดยักษ์ระเบิดใส่มือนักท่องเที่ยว มีปัญหาผลกระทบของโคมไฟต่อเครื่องบินและบ้านเรือนบริเวณใกล้เคียง  ซี่งปี 2550 จึงได้เริ่มจัดงานลอยกระทงปลอดเหล้าขึ้น เริ่มมีหน่วยงานต่างๆ ร่วมรณรงค์มากขึ้น อาทิ สำนักงานสรรพสามิต สำนักงานสาธารณสุขและเครือข่ายนักศึกษา 7 สถาบันมาช่วยรณรงค์ มีการจัดเวทีกิจกรรมสร้างสรรค์เป็นความพยายามเปลี่ยนพื้นที่เสี่ยงให้เป็นพื้นที่สร้างสรรค์ มีการทะเลาะวิวาทและเคยมีผู้เสียชีวิต จึงเสนอผลกระทบต่อเทศบาลนครเชียงใหม่ เมื่อปี 2555 ทั้งนี้ได้รับการสนับสนุนจากเครือข่ายชุมชนเมืองรักษ์เชียงใหม่ที่มาร่วมจัดงาน โดยเน้นการรักษาวัฒนธรรมของงานลอยกระทงของเมืองเชียงใหม่ และมีภาคส่วนต่างๆ ให้ความร่วมมือมากขึ้น ปัจจุบันได้ก้าวข้ามประเด็นเรื่องเหล้าและปัจจัยเสี่ยงไปแล้ว เริ่มให้ความสำคัญต่อประเด็นเรื่องสิ่งแวดล้อมมากขึ้น มีการรวมกันกำหนดและขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะเรื่องการจัดงานลอยกระทงที่เป็นที่ต้องการของคนเชียงใหม่

    น.ส.ศิวะพร คงทรัพย์ ประธานเครือข่ายองค์กรงดเหล้าจังหวัดตาก กล่าวว่า กระทงสายไหลประทีปพันดวงของจังหวัดาก กระทงสายทำมาจากกะลามะพร้าวเป็นวัสดุในท้องถิ่น นอกจากนี้ยังมีจุดเด่นในเรื่อง การเป็นกระทงพระราชทาน การเน้นวัฒนธรรมของท้องถิ่นเช่น การฟั่นเทียน การบูชาพระแม่คงคา และการทอดผ้าป่าน้ำ เป็นต้น รวมถึงการได้รับการสนับสนุนจากภาคส่วนต่างๆ โดยเฉพาะ16 ชุมชนในอำเภอเมืองตากและเยาวชน  เดิมปี 2554 งานลอยกระทงจังหวัดตากมีลานเบียร์มากถึง 32 ลานเบียร์ ต่อมาเน้นการบูรณาการการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐ ภาคประชาสังคม และภาคเอกชน โดยเน้นการบังคับใช้มาตรการทางกฎหมายควบคู่กับการรณรงค์เพื่อให้ความรู้แก่ประชาชนมีการรณรงค์ ทั้งติดป้าย ประชาสัมพันธ์ก่อนจัดงาน เสียงตามสาย ร่วมมือกับสถานีวิทยุ อสมท.ตาก รวมถึงประชาสัมพันธ์ให้ผู้ประกอบการที่จะมาขายสินค้าในงานทราบพร้อมกับลงลายมือชื่อไว้เป็นหลักฐานว่าจะไม่ขายไม่ดื่มในงาน จนกระทั่งปี 2563 ผู้ว่าราชการจังหวัดตากได้ร่วมมือกับหน่วยงานองค์กรต่างๆ รวมทั้งผู้นำชุมชนในพื้นที่ร่วมลงนาม MOU ให้งานบุญประเพณีของจังหวัดเป็นงานปลอดเหล้าทั้งหมด เพราะเห็นว่าถ้าจัดงานลอยกระทงปลอดเหล้าสำเร็จก็สามารถจัดงานอื่นๆ ให้ปลอดเหล้าด้วยเช่นกัน นอกจากนี้พบว่าในทุกๆ ปีประชาชนมากกว่าร้อยละ 90 พึงพอใจต่อการจัดงานลอยกระทงปลอดเหล้า

  • พิษณุโลกจัดอบรมโครงการ”ปลูกพลังบวก++

    พิษณุโลกจัดอบรมโครงการ”ปลูกพลังบวก++

    พิษณุโลกจัดอบรมโครงการ”ปลูกพลังบวกเพื่อสร้างจิตสำนึกภูมิคุ้มกันปัจจัยเสี่ยงสำหรับเด็กปฐมวัย” (เหล้า บุหรี่) อำเภอวังทอง .วันที่ 9-10 ตุลาคม 2564 ณ วนธารา เฮลท์ รีสอร์ท แอนด์ สปาเครือข่ายประชาคมงดเหล้าจังหวัดพิษณุโลก (สคล.พล.) ร่วมกับสำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้าทั้งระดับภาคและระดับประเทศ ได้ดำเนินโครงการอำเภอบูรณาการลดนักดื่มหน้าใหม่อำเภอวังทอง อำเภอต้นแบบนำร่องในจังหวัดพิษณุโลกและภาคเหนือตอนล่าง จัดอบรมโครงการ”ปลูกพลังบวกเพื่อสร้างจิตสำนึกภูมิคุ้มกันปัจจัยเสี่ยงสำหรับเด็กปฐมวัย” (เหล้า บุหรี่) อำเภอวังทอง 29 ศูนย์ เพื่อวางแผนบูรณาการโครงการ ฯลฯ และบูรณาการกิจกรรมส่งเสริมเด็กปฐมวัย ผู้ปกครอง และเยาวชนอำเภอวังทอง ลดนักดื่มหน้าใหม่ในพื้นที่ และส่งเสริมสุขภาพเยาวชนในภาวะการระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) .อ.ประดับ สุริยะ ประธานเครือข่ายองค์กรงดเหล้วจังหวัดพิษณุโลก กล่าวว่า จากข้อมูลคนไทยดื่มเหล้ามากเป็นอันดับ 1 ของเอเชีย โดยเด็กที่เริ่มดื่มอายุน้อยที่สุดคือ 7 ขวบ ได้รับผลกระทบจากบุหรี่กว่า 66.8% นำมาสู่การร่วมมือระหว่าง สคล. สสส. สพฐ. และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จัดโครงการ “ปลูกพลังบวกเพื่อสร้างจิตสำนึกภูมิคุ้มกันปัจจัยเสี่ยงสำหรับเด็กปฐมวัย” เสริมเกราะป้องกันเหล้าบุหรี่ให้เด็กตั้งแต่ช่วงปฐมวัย รวมไปถึงเป็น “สื่อรักให้พักเหล้า” ชวนผู้ปกครอง ลด ละ เลิก สุรา ต่อไป.นายวราวุฒิ สายเปลี่ยน ผู้ประสานงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้าจังหวัดพิษณุโลกกล่าวว่า โครงการครั้งนี้เป็นการนำร่องในพื้นที่อำเภอวังทอง โดยตามแผนงานแล้ว เราจะมีการดำเนินการกิจกรรมหลากหลายรูปแบบ กลุ่มเป้าหมายเริ่มตั้งแต่เด็กที่อยู่ในท้อง เด็กปฐมวัย ประถม ม.ต้น ม.ปลาย สายอาชีพ จนถึงระดับอุดมศึกษา โดยออกแบบกิจกรรมที่จะหนุนเสริมให้เกิดสภาพแวดล้อมที่ไม่เอื้อให้เกิดการดื่ม การบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทำลายสุขภาพ เป็นต้นเหตุในการเกิดอุบัติเหตุทางถนน และ “ลดผลกระทบจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่เป็นอุปสรรคในการพัฒนาที่ยั่งยืนต่อไป”#สคล#สสส#ํYSDN

  • ปลูกพลังบวกสร้างจิตสำนึกภูมิคุ้มกันปัจจัยเสี่ยง (เหล้า-บุหรี่) สำหรับเด็กปฐมวัย หวัง..สกัดนักดื่มหน้าใหม่

    ปลูกพลังบวกสร้างจิตสำนึกภูมิคุ้มกันปัจจัยเสี่ยง (เหล้า-บุหรี่) สำหรับเด็กปฐมวัย หวัง..สกัดนักดื่มหน้าใหม่

    เครือข่ายงดเหล้า และ สสส. จับมือ สำนักงานส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นจังหวัดน่าน หนุน..การอบรมเชิงปฏิบัติการสำหรับครูระดับปฐมวัย หวังปลูกพลังบวกสร้างจิตสำนึกภูมิคุ้มกันปัจจัยเสี่ยง (เหล้า-บุหรี่) ให้กับเด็กปฐมวัย เพื่อเป็นการป้องกัน และสกัดนักดื่มหน้าใหม่ สู่อนาคตที่สดใส

    เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2564  ณ โรงแรมเทวราช อำเภอเมืองน่าน จังหวัดน่าน นายวิสุทธิ์ ประกอบความดี ท้องถิ่นจังหวัดน่าน เป็นประธานเปิดงานประชุมปฏิบัติการครูปฐมวัย โครงการปลูกพลังบวกสร้างจิตสำนึกภูมิคุ้มกันปัจจัยเสี่ยง (เหล้า-บุหรี่) สำหรับเด็กปฐมวัย (รุ่นที่ 2)  สำหรับกิจกรรมครั้งนี้เป็นความร่วมมือของสำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า และ สสส. ร่วมกับ สำนักงานส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นจังหวัดน่าน ซึ่งนายพัสกร พอใจ ผอ. กลุ่มงานส่งเสริมและพัฒนาท้องถิ่น เป็นผู้กล่าวรายงาน ในกิจกรรมครั้งนี้

    นายวิสุทธิ์ ประกอบความดี ท้องถิ่นจังหวัดน่าน เป็นประธานในพิธี กล่าวถึงกิจกรรมครั้งนี้ว่า การพัฒนาเด็กปฐมวัย ถือว่าเป็นการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ที่คุ้มค่า ตรงตามหลักการส่งเสริมพัฒนาการทางสมอง ที่จะทำให้มนุษย์ ใช้เป็นเครื่องมือในการดำเนินชีวิตในอนาคต พลังบวกจะช่วยให้เกิดความคิดดีคิดเชิงสร้างสรรค์ลดความขัดแย้งรวมทั้งประสานกับจิตสำนึกที่ดีและมีทักษะแม้ว่าวัตถุประสงค์ของโครงการจะหวังสร้างภูมิคุ้มกันปัจจัยเสี่ยงเรื่องเหล้าบุหรี่แต่คิดว่าเราสามารถดูรณาการการป้องกันปัจจัยเสี่ยงอื่นๆพร้อมกันไปได้ เช่น การเสี่ยงอุบัติเหตุ การเสี่ยงโรคภัยต่างๆ เป็นต้น ต้องขอขอบคุณทางสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)และสำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า (สคล.)ที่เล็งเห็นความสำคัญในการพัฒนาเด็กปฐมวัยและสนับสนุนให้เกิดโครงการนี้

    นางสาวมาลัย มินศรี ผู้จัดการโครงการปลูกพลังบวกสร้างจิตสำนึกภูมิคุ้มกันปัจจัยเสี่ยง สำหรับเด็กปฐมวัย เปิดเผยว่า สำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า (สคล.)และ สสส.ได้จัดอบรมเชิงปฏิบัติการ โครงการปลูกพลังบวกสร้างจิตสำนึกภูมิคุ้มกันปัจจัยเสี่ยง (เหล้า-บุหรี่) สำหรับเด็กปฐมวัย สำหรับจังหวัดน่าน มีการฝึกอบรม ฯ กลุ่มเป้าหมายเป็นครู/ผู้ดูแลเด็กสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น  จำนวน 2 รุ่น รวมทั้งสิ้น 300 คนได้อบรมรุ่นแรกแล้วตั้งแต่เดือน เมษายน 2564 จำนวน 134 คนและรุ่นสองครั้งนี้ จำนวน 166 คน ทางโครงการปลูกพลังบวกฯ ได้มีแผนขยายเครือข่าย การดำเนินงานไปยังทุกสังกัดสถานศึกษาให้ครบทั้งจังหวัดน่านอีกด้วย เพื่อเป็นการบูรณาการแผนการสอนตามหลักสูตรการศึกษาสำหรับเด็กปฐมวัยจังหวัดน่าน ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อปลูกพลังบวกครูปฐมวัยในสถานศึกษาเพื่อให้ครูไปสื่อสารกับเด็กเล็กเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันเมื่อเด็กเติบโตขึ้น นอกจากนั้นหวังให้จังหวัดน่านเป็นจังหวัดต้นแบบและขยายโครงการปลูกพลังบวกเพื่อสร้างจิตสำนึกภูมิคุ้มกันปัจจัยเสี่ยงเหล้าบุหรี่สำหรับเด็กปฐมวัยสู่จังหวัดอื่นต่อไป

  • สคล.และ สสส.สนับสนุน แหล่งท่องเที่ยวปลอดภัยกู้ภัยเศรษฐกิจ Thailand Sandbox

    สคล.และ สสส.สนับสนุน แหล่งท่องเที่ยวปลอดภัยกู้ภัยเศรษฐกิจ Thailand Sandbox

    ทุกภาคส่วนช่วย ย้ำ.. การท่องเที่ยวที่ดีต้องสร้างความปลอดภัยและควรคำนึงถึงปัจจัยเสี่ยงจากพฤติกรรมการกินดื่มร่วมด้วย

    เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2564 ทางสมาคมสมาพันธ์เครือข่ายสื่อมวลชนไทย (สสสท.) ร่วมกับ จังหวัดภูเก็ต, สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศ, สสส., สำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า โดยโครงการท่องเที่ยวชุมชนปลอดภัย, สำนักงานเครือข่ายลดอุบัติเหตุ, บริษัทภูเก็ตพัฒนาเมือง จำกัด (PKCD),  สภาวิชาชีพสื่อมวลชนภูมิภาคแห่งชาติ ร่วมกันจัดเสวนาออนไลน์ หัวข้อ แหล่งท่องเที่ยวปลอดภัยกู้ภัยเศรษฐกิจ Thailand Sandbox” ครั้งที่ 1 ณ ห้องประชุมบริษัทภูเก็ตพัฒนาเมือง จำกัด (PKCD)

    การทำงานของสสส. เรื่องโครงการท่องเที่ยวชุมชนปลอดภัย การที่ทุกฝ่าย ช่วยกันทำให้แหล่งท่องเที่ยวปลอดภัย ทั้งจากวิกฤตโควิด และวิกฤตจากพฤติกรรม ด้านความปลอดภัย ก็สามารถนำเงินเข้าประเทศได้อย่างมากมาย  เมื่อ สสส. เข้ามาสนับสนุนท่องเที่ยวชุมชน แนวโน้มธุรกิจท่องเที่ยวน่าจะเปลี่ยนไปสู่การท่องเที่ยวที่ไม่ใช้แบบ MASS จึงเป็นสิ่งที่ดีต่อตัวชุมชน ทั้งในเรื่องการกระจายรายได้ เป็นการท่องที่ยวในภาพรวม โจทย์ใหญ่สำหรับวันนี้ ถ้าชุมชนสามารถจัดการท่องเที่ยว สร้างความปลอดภัย พร้อมยกระดับสร้างสมรรถนะให้ทัดเทียมผู้ประกอบการ การบริการก็จะทำให้รายได้กลับมาช่วยเศรษฐกิจฐานรากอย่างแท้จริง ซึ่งการสนับสนุนการทำ Sandbox ต้องเดินหน้าต่อ แต่อยากให้คำนึงถึงการสร้างความปลอดภัยให้รอบด้าน ไม่ใช่สนใจเฉพาะวิกฤตโควิด อยากให้คำนึงถึงปัจจัยเสี่ยงจากพฤติกรรมการกินดื่มด้วยเช่นกัน

    เปิดประเด็นโดย นายชำนาญ ศรีสวัสดิ์ ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย กล่าวโดยสรุปว่า การท่องเที่ยวไทยเที่ยวไทยและการเปิดประเทศควรต้องเปิดอย่างเต็มอัตรา จึงจะทำให้พอพยุงภาคธุรกิจท่องเที่ยวทั้งประเทศไทย และควรร่วมมือกันทุกภาคส่วน ทั้งเรื่อง Wellness SHA SHA plus ชุมชนเมือง ชุมชนชนบท ต่างเป็นส่วนสำคัญในการท่องเที่ยว โดยทั้ง สภาท่องเที่ยว และ รัฐบาล มุ่งช่วยเหลือและสร้างความร่วมมือ ทั้งนี้ คุณชำนาญเชื่อว่าการฉีดวัคซีนเป็นปัจจัยหลักที่จะให้การท่องเที่ยวชุมชนพร้อมต่อการสร้างความเชื่อมั่นในการท่องเที่ยว หากใครฉีดวัคซีนแล้ว ก็ขอให้ติดป้าย ประกาศให้ลูกค้าทราบเลย ว่า พวกเขาพร้อม

    ด้านนายนิพนธ์ เอกวานิช ประธานกรรมการบริหาร บริษัทภูเก็ตพัฒนาเมือง จำกัด (PKCD) ได้กล่าวถึงการทำ Phuket Sandbox ว่า ถึงแม้นักท่องเที่ยวยังไม่มากนัก แต่ก็เป็นข้อดี ในการทำให้ภูเก็ตได้เตรียมความพร้อมจากการทดสอบครั้งนี้ โดยมีปัจจัยสำคัญคือ อัตราการฉัดวัคซีน ซึ่งภูเก็ตมีอัตราการฉีดทั้งสองเข็มอยู่ที่มากกว่า 70% แต่จากการที่นักท่องเที่ยวต่างชาติต้องผ่านขั้นตอนการทำงานหลายขั้นตอนมาก จึงเป็นอุปสรรคในการทำธุรกิจท่องเที่ยวมาก แต่ในปัจจุบันจากการประสานในหลายภาคส่วน ทำให้ขั้นตอนเหล่านี้ได้ถูกปรับลดลงเอื้อต่อการเปิดประเทศในอนาคต ทั้งนี้ในช่วง Sandhox เกิดรายได้ทางตรง 2400 ล้าน และ ทางอ้อม 5,000 ล้าน

    จากการที่ สสส. เข้ามาสนับสนุนท่องเที่ยวชุมชน และ แนวโน้มธุรกิจท่องเที่ยวน่าจะเปลี่ยนไปสูการท่องเทียวที่ไม่ใช้แบบ MASS จึงเป็นสิ่งที่ดีต่อตัวชุมชน ทั้งในเรื่องการกระจายรายได้ และ การท่องที่ยวในภาพรวม โดยยกตัวอย่าง เรื่องรถสาธารณะ รถโพถ้อง ที่กำลังจะสูญหา ถ้านำมาช่วยทำเป้นรถสาธารณะไปเชื่อมกับการท่องเที่ยวชุมชนได้ จะดีมาก โดยทางบริษัทภูเก็ตพัฒนาเมือง ได้เริ่มพูดคุยทำงานในเรื่องนี้ไปบ้างแล้ว

    นายณรงค์ วุ่นซิ้ว ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต กล่าวว่า ความสำเร็จของโครงการภูเก็ต Sandbox จะเกิดขึ้นไม่ได้ ถ้าสามส่วนนี้ไม่พร้อม คือ ภูเก็ต ประเทศ และ โลก ต้องมีความพร้อม และ ทำงานสอดคล้องกัน  และ การควบคุมโรคภายในเกาะภูเก็ตนั้นดีขึ้น จากการที่มีการฉัดวัคซีนได้ครอบคลุม โดยมีอัตราการครองเตียงที่ดีขึ้น

    จากการที่ 90% ของรายได้ของภูเก็ตนั้นมาจากการท่องเที่ยวกระแสหลักเป็นหลัก จึงทำให้ยังไม่ยั่งยืน ในส่วนของเศรษฐกิจฐานราก เช่น การเกษตรและการแปรรูป ที่ภูเก็ตต้องซื้อทุกอย่างจากต่างพื้นที่ จะเป็นการดีมากถ้าสามารถผลิตและแปรรูปในเกาะภูเก็ต แต่ต้องมีคุณภาพที่ลูกค้ารับได้

    การท่องเที่ยวที่จะสำเร็จได้ ต้องใช้ความเกื้อหนุนกัน และ ใช้ศาสตร์พระราชา การพึ่งตนเอง เป็นเครื่องมือหลักในการทำงาน และ จำเป็นที่จะต้องใช้ระบบคิดของ สสส. ในการให้ชุมชน เก็บข้อมูล และ ทำแผนเอง โดยไม่จำเป็นต้องรอให้ส่วนราชการเข้ามาช่วย แต่ถ้าจำเป็นต้องรอ ก็จำเป็นต้องบูรณาการกัน

    ทางด้านนายพรหมมินทร์ กัณฑิยะ ผู้อำนวยการสำนักงานลดอุบัติเหตุ กล่าวว่า สสส.ได้จัดตั้งโครงการ แหล่งท่องเที่ยวปลอดภัย ด้วยตระหนักถึงปัญหาที่เกิดขึ้นจากการบริหารด้านความปลอดภัย จากข่าวนักท่องเที่ยวเกิดปัญหาในเรื่องต่าง ๆ มากมาย สร้างความเสียหายกับพื้นที่และประเทศชาติ ดังเช่น การล่อลวง ทะเลาะวิวาท ข่มขืน ฆ่า อาชญากรรมทั้งที่ร้ายแรง และไม่ร้ายแรง จึงทำให้เกิดความไม่ปลอดภัยอีกมายมาย สร้างความเสียหายหม่แพ้กับวิกฤตการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส โคโรน่า 2019 การท่องเที่ยว มีองค์ประกอบหลัก 3 ข้อด้วยกัน 1.นักท่องเที่ยว รู้เข้าใจ 2.แหล่งท่องเที่ยวประกอบกับในพื้นที่ต้องร่วมกันทั้งภาค รัฐ เอกชน ผู้ประกอบการ 3. ผู้ประกอบการ ตรวจสอบการบริการที่ปลอดภัยและ สิ่งที่ควรจัดการท่องเที่ยวให้เป็นระบบ ต้องมีองค์ประกอบการสร้างความปลอดภัย 5 ด้าน คือ

    1.องค์ประกอบด้ายการเดินทาง ตารางการเดินทาง ควรเชื่อมประสานกับหน่วยบริการ เพื่อ support นักท่องเที่ยว

    2.ที่พัก สะอาด อากาศ สิ่งแวดล้อมปลอดภัย มีอัตลักษณ์ สัญลักษณ์ที่แสดงตัวตน มีสิ่งแวดล้อมทางกสยภาพที่สมบูรณ์ มีระบบสกรีน

    3.อาหารปลอดภัย ตกแต่งสวยงาม มีความเป็นเอกลักษณ์ไทย เป๋นธรรมชาติ

    4.กิจกรรม การเรียนรู้ที่ปลอดภัย การล่องแก่ง ปีนผา ไม่ทำให้เกิดแญหา การบาดเจ็บ แม้เพียงเล็กน้อยก็ทำให้เกิดความเสียได้

    5.วิถีวัฒนธรรม วัฒนธรรมไทยปลอดภัย ไม่ผิดเพี้ยน ไม่ถูกเบี่ยงเบน อันนี้สำคัญมาก การเกิดอุบัติเหตุแต่ละปีจะได้ไม่ต้องมานับตัวเลข การบาดเจ็บและตาย จากอุบัติเหตุ

    นางสาวมาลัย มินศรี ผู้จัดการโครงการการท่องเที่ยวโดยชุมชนปลอดภัยของสำนักงานเครือข่ายงดเหล้า ภายใต้สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.)  การจัดการด้านการท่องเที่ยวปลอดภัย กู้เศรษฐกิจไทย ในฐานะคนทำงานด้านส่งเสริมสุขภาวะ ขณะนี้น่าจะแบ่งสองส่วน ส่วนแรกก็คือโรคอุบัติใหม่ที่เกิดจากเชื้อโรค อย่างเช่น โรคที่เกิดจากเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 ซึ่งรัฐบาลไทยและประเทศทั่วโลก กำลังร่วมกันแก้ปัญหาการแพร่ระบาดในขณะ แต่มีอีกส่วนคือโรคที่เกิดจากพฤติกรรมเสี่ยง การดื่ม สูบ เสพ ทำใก้เกิดพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ เมา ขาดสติ  อันนี้ก็สร้างความไม่ปลอดภัย สร้างความเสียหายต่อผู้มาเยือน นักท่องเที่ยวให้ถึงแก่ ชีวิต ได้ พฤติกรรมนี้ก่อให้เกิด อาชญากรรมตามมาอีกมากมาย  สนับสนุนการทำ Sandbox ต้องเดินหน้าต่อ แต่อยากให้คำนึงถึงการสร้างความปลอดภัยให้รอบด้าน ไม่ใช่สนใจเฉพาะวิกฤตโควิด อยากให้คำนึงถึงปัจจัยเสี่ยงจากพฤติกรรมการการ กิน ดื่ม ด้วยเช่นกัน

    ในขณะที่ คุณนภ  พรชำนิ ศิลปินนักร้อง ได้มีโอกาสมาเยี่ยมชมชุมชนท่องเที่ยวปลอดภัยในโครงการนี้ เช่น ที่บ้านเคียน บางโรง และ ย่านเมืองเก่า ได้แสดงความคิดเห็นต่อโครงการครั้งนี้ว่า ทำให้เห็นว่าความเข้มแข็งของชุมชนภูเก็ตมีความน่าสนใจมาก และ น่าจะเป็นแรงผลักดันขับเคลื่อนให้ภูเก็ต เคลื่อนไปการพัฒนาที่ยั่งยืนได้ ยิ่งจากการทีได้สัมผัสกับชาวชุมชนทั้งจากตอนมาพักในช่วงแซนด์บอกซ์ในช่วงแรก และ ในวันนี้ และ มีความมั่นใจเลยว่า สสส. มาถูกทาง ที่นำคนรุ่นเก่าและคุณรุ่นใหม่เข้ามาทำงานร่วมกันในครั้งนี้ โดยใช้การท่องเที่ยวเป็นเครื่องมือในการสร้างความเข้มแข็งชุมชน

    และคุณโจนัส แอนเดอร์สัน ศิลปินนักร้องกล่าวว่า ผมทึ่ง แต่ก็ไม่แปลกใจที่วัฒนธรรมของชาวภูเก็ต จะน่าสนใจและแข็งแรง ขนาดนี้ เพราะจากวิกฤตโควิด ทำให้ทุกสิ่งมันปรากฏ จากการที่ได้ไป กมลา และ ป่าตอง นอกจากทะเลที่สวยตามปกติอยู่แล้ว แต่ท่องเที่ยวชุมชนของชาวบ้าน เช่น ได้สัมผัสคำว่า เขา ป่า นา เล ทำให้ได้พบประสบการณ์ที่น่าประทับใจมาก มากกว่า การท่องเที่ยวปกติ ทั้งเรื่องอาหาร และ ธรรมชาติ ทำให้ภาพเพลง ปักษ์ใต้บ้านเรา ออกมาชัดมาก และ จากการที่ผ่านการสู้กับโควิดมาแล้ว ประเทศไทยจะต้องเข้มแข็งขึ้น และ พร้อมจะขับเคลื่อน โดยคุณโจนัส พร้อมจะเป็นแรงสนับสนุนผ่านบทเพลงของคุณโจนัส ที่ทำเรื่องดนตรีเพื่อการท่องเที่ยวมาโดยตลอด

  • ผู้นำ ทำด้วยใจ จากอุดมการณ์ ที่ตั้งมั่น

    ผู้นำ ทำด้วยใจ จากอุดมการณ์ ที่ตั้งมั่น

    หวังนำตนเองเป็นแบบอย่าง เกิดเป็นความเชื่อถือ ศัทธาและปฏิบัติตามในที่สุด

    เนื่องในวันกำนันผู้ใหญ่บ้านวันที่ 10 สิงหาคม ของในทุกๆปีจึงขอนำกรณีผู้ใหญ่อุเทน อารีเอื้อ ผู้ใหญ่บ้านหมู่13 ตำบลดงมะไฟ อำเภอสุวรรณคูหา จังหวัดหนองบัวลำภู มาเล่าถึงแนวคิดวิธีการทำงาน เพื่อบำบัดทุกบำรุงสุขของคนในชุมชน ซึ่งได้นำตนเองเป็นแบบอย่างที่ดี การจะทำสิ่งใดควรเริ่มต้นจากตนเองก่อน ดังการจุดเทียนไข ทีละเล่ม เพื่อจะค่อยๆเพิ่มแสงสว่างให้ชุมชนได้ทีละน้อย และจะสามารถขยายผล เพิ่มความสว่างไสวได้เต็มพื้นที่ในที่สุด มีคติในการทำงานคือ “ขยันไว้แล้วดีเอง”

    ผู้ใหญ่อุเทน อารีเอื้อ ในฐานะแกนนำคนหัวใจเพชร เลิกเหล้าตลอดชีวิต เล่าว่า เมื่อครั้งอดีตที่ผ่านมา หลังจากการได้รับความไว้วางใจโดยเลือกให้เป็นผู้ใหญ่บ้าน ตั้งแต่ปี 2560 ด้วยอายุที่ยังน้อย และ ประสบการณ์ที่ยังไม่มากพอ ทำให้ต้องอาศัยเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เพื่อเข้าสังคม จนกลายเป็นนักดื่มประจำหมู่บ้าน

    แต่บทเรียนที่ผ่านมานั้นเป็นเครื่องสะท้อนทำให้เห็นว่า บางสิ่งบางอย่างกว่าจะได้มา จะต้องสร้างความศรัทธาและความน่าเชื่อถือในตัวบุคคลที่เป็นผู้นำ แต่จะทำอย่างไรนั้นเป็นคำถามอยู่ในใจมาตลอดมา จึงทำให้นึกถึงพระอาจารย์หนึ่งที่เคยติดตามท่านมาระยะหนึ่ง ทำไมท่านถึงเป็นที่เคารพนับถือ ด้วยท่านเป็นผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ และเป็นแบบอย่างที่ดีแก่ลูกศิทย์ทั้งหลาย จึงตั้งใจนำมาเป็นแบบอย่าง และคิดวิธีการดำเนินงานเพื่อพัฒนาชุมชนและจึงมีแนวคิดเรื่องการเป็นแบบอย่างที่ดีที่ว่า “หากเรายังดื่มเหล้าเมาหัวราน้ำอยู่อย่างนี้ แล้วใครจะเชื่อถือคนขี้เมา” จึงตัดสินใจเลิกเหล้าและได้ลงมือเปลี่ยนแปลงตนเองแล้วหันมาพัฒนาชุมชนอย่างจริงจัง

    ผู้ใหญ่บ้าน ถือเป็นตัวแทนของระบบราชการซึ่งปฏิบัติหน้าที่เกี่ยวกับงานด้านการปกครองท้องที่ การรักษาความสงบเรียบร้อย ตลอดจนการดูแลด้านความมั่นคงปลอดภัยในระดับ ชุมชน และหมู่บ้าน  ผู้ใหญ่อุเทน ตั้งใจเลิกเหล้าเด็ดขาด ด้วยการหักดิบ และเลิกเหล้าได้ เมื่อช่วงเข้าพรรษาปี 2561 ที่ผ่านมา ปัจจุบันเลิกเหล้าได้ 3 ปีจึงได้รับการเชิดชูเกียรติเป็นคนหัวใจเพชร อีกทั้งยังสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนอีกหลายโครงการ

    กิจกรรมโครงการ “ครอบครัวสุขใจ” Family Club เป็นกิจกรรมที่ให้คนในชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมและสามารถพัฒนาต่อยอดความสุขในชุมชนได้ ซึ่งเป็นกิจกรรมที่เริ่มต้นการเปลี่ยนแปลงตัวเราเอง ครอบครัวทุกครอบครัวสามารถมีความสุขได้ จากการที่ทุกคนในครอบครัวคิดที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเองเพื่อครอบครัวและคนที่เรารักคือ ทำให้ตนเองเป็นสื่อรักจากใจ สื่อสารสิ่งที่ดีๆ ซึ่งจะต้องคณะกรรมการขึ้นมาคัดเลือกครอบครัวทั้งหมด 7 ครอบครัว สำหรับที่จะได้เป็นต้นแบบของชุมชนนี้

    ผลสำเร็จของกิจกรรมครั้งนี้ ผู้ใหญ่เล่าว่าการใช้สื่อรักจากใจ เป็นสิ่งที่สามารถเปลี่ยนแปลงครอบครัวได้จริง ซึ่งผลลัพธ์ของกิจกรรม จากการแลกเปลี่ยนในครั้งนี้ คือ ทำให้เห็นถึงการแสดงความรักต่อกัน มีการขอโทษขอกันและกัน นอกจากนี้กิจกรรมต่างๆที่เกิดขึ้น อาทิ การแสดงความรักต่อกัน การโอบกอด การพูดจาดีๆต่อกัน เป็นเครื่องมือหนึ่งที่สามารถทำให้ครอบครัว ในชุมชนหมู่ที่13 เป็นครอบครัวสุขใจ และสามารถเป็นแบบอย่างให้กับครอบครัวที่ดีทั้งในชุมชนตนเอง และชุมชนข้างเคียงอีกด้วย  เมื่อครอบครัว มีแต่สิ่งดีๆเกิดขึ้น ระหว่างสามีและภรรยา จะสามารถส่งผลดีมาสู่ลูก ให้มีอารมณ์ดี มีจิตใจดี เป็นเกราะป้องกันอบายมุขและความรุนแรงในครอบครัว ทำให้เกิดเป็นครอบครัวสุขใจได้จริงๆ

    จากการทำงานพื้นที่ซึ่งเน้นการมีส่วนร่วมดังที่กล่าวมาข้างต้น ผู้ใหญ่อุเทนคิดจึงได้คิดการป้องกันนักดื่มหน้าใหม่เกิดขึ้น หวังสร้างเครือข่ายเยาวชนเข้มแข็ง โดยสนับสนุนโครงการเยาวชน To Be Member One ตำบลดงมะไฟ ทั้งนี้เกิดเป็นความร่วมมือโดยไม่จำกัดพื้นที่ใดๆ

    ผู้ใหญ่กล่าวต่อว่าการมีชุมชนที่เข้มแข็ง จะสามารถช่วยเหลือประคับประคองชุมชน และสังคมได้ไม่น้อย เมื่อเกิดสถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 ที่ผ่านมา ได้ปรึกษาพระอาจารย์รองเจ้าคณะอำเภอ เกี่ยวกับการตั้งกองทุนชื่อ“ปันน้ำใจไทยสุวรรณ” เพื่อช่วยเหลือผู้ที่ยากไร้และประสบปัญหา ทำให้มีผู้ใจบุญเข้ามาสมทบเข้าร่วม กระทั่งในปัจจุบันนี้ หวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะสามารถช่วยบรรเทาความเดือนร้อนจากโรคระบาดในพื้นที่ อำเภอสุวรรณคูหาได้ไม่มากก็พร้อมจะสู้ เราต้องรอดไปด้วยกันครับ

  • รู้ไหม ? เหล้ามีเเต่….

    รู้ไหม ? เหล้ามีเเต่….

    รู้ไหม ? เหล้ามีเเต่ข้อเสีย เเล้วในช่วงโควิดเเบบนี้…การดื่มเเอลกอฮอล์ทำให้คุณกลายเป็นผู้มีความเสี่ยงสูงติดเชื้อสูงด้วยนะ